PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

“คสช.”ซัด“กลุ่มพลเมืองโต้กลับ”จัดกิจกรรมเคลื่อนไหว สร้างเงื่อนไข


http://www.matichon.co.th/online/2015/03/14262304551426230494l.jpg

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดยนายอานนท์ นำภา ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากการไปจัดกิจกรรม ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะจัดกิจกรรมเดินเท้าเพื่อไปพบพนักงานสอบสวนในช่วง 14-16 มีนาคมนี้ว่า กรณีดังกล่าวคงเป็นความพยายามที่จะแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ไม่ต่างจากพฤติกรรมเดิมๆ ของนายอานนท์ ซึ่งพยายามไม่เข้าใจและสร้างเงื่อนไขอยู่ตลอด  ทั้งๆที่เมื่อบ้านเมืองเกิดภาวะไม่ปกติ ภาครัฐย่อมจะต้องมีมาตรการกฎระเบียบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้วยวัตถุประสงค์ให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย

พ.อ.วินธัยกล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มพลเมืองฯเรื่องการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารว่า ความเป็นจริงดำเนินคดีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเท่านั้น  ส่วนขั้นตอนการฟ้องดำเนินคดีของตำรวจ ไม่ว่าจะส่งฟ้องที่ศาลทหาร หรือศาลพลเรือนก็ตาม คงอยู่ในบรรทัดฐานเดียวกัน

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า หากผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริงตามองค์ประกอบของพยานหลักฐานที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะตัดสินคดีด้วยศาลใดก็ตาม ผลที่ออกมาย่อมไม่แตกต่างกันอย่างแน่นอน ส่วนโอกาสในการต่อสู้ทางคดีนั้น ขอยืนยันว่าจะศาลไหนก็ยังคงสามารถทำได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวคงเป็นมุมมองส่วนบุคคลที่ยังเข้าใจสถานการณ์ไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ทาง คสช. มั่นใจว่าสังคมส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าในช่วงเวลาบ้านเมืองไม่ปกติ จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องการให้คนในสังคมเคารพและปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบกติกามากขึ้น ภาครัฐจึงอาจต้องมีเงื่อนไขเสริมพิเศษมาบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อสังคมส่วนรวมและประเทศชาติ

"เชื่อว่าสังคมยังคงสับสนในเจตนาที่แท้จริงของนายอานนท์ว่าสิ่งที่พยายามดำเนินการอยู่นั้นเพื่อตนเองหรือเพื่อประเทศชาติ. และจากข้อมูลที่ได้กิจกรรมในวันพรุ่งนี้อาจถูกส่อเค้าไปในลักษณะเชิงการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาสังคมส่วนใหญ่เข้าใจและให้ความร่วมมือกับ คสช. เป็นอย่างดี" โฆษก คสช. กล่าว และว่า กรณีที่มีบางบุคคลที่ยังไม่เข้าใจ คสช. คงจะเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดถ้าพบมีละเมิดกฏหมาย ก็จำเป็นต้องดำเนินการ

สถานการณ์ข่าว13/3/58

ในหลวงเสด็จ

สำนักพระราชวัง เผย หมายกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับวังสวนจิตรลดาในช่วงเย็นวันนี้

ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งหมายกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ในช่วงเย็นของวันนี้ ซึ่งทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวทยอยเดินทางมายังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อจับจองพื้นที่ในการรอเข้าเฝ้าส่งเสด็จในวันนี้ด้วย โดยบรรยากาศที่ศาลาศิริราช 100 ปี

ล่าสุดในช่วงบ่ายวันนี้ ทางสำนักพระราชวังยังคงเปิดให้ประชาชนและพสกนิกรร่วมลงนามถวายพระพร ซึ่งยังคงมีพสกนิกรทยอยเดินทางมายังโรงพยาบาลศิริราชอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีพร้อมมีการลงนามถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป


////////////////
ความมั่นคง/คดีระเบิด

พล.ท.กัมปนาท จับตากลุ่มป่วนเคลื่อนไหวในต่างประเทศ มั่นใจ จนท.ควบคุมสถานการณ์ได้ เร่งสอบโยงกลุ่มใดบ้าง โต้ "จตุพร" ยันไม่มีการจัดฉาก 

พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ถึงเหตุลอบวางระเบิดที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนดำเนินงานอย่างเต็มที่และเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งขณะนี้สามารถรวบรวมข้อมูลโดยเชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวมีเครือข่ายที่กว้างขวางและเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ส่วนจะเป็นกลุ่มขั้วอำนาจเก่า หรือกลุ่ม นปช. หรือไม่นั้น อยู่ในระหว่างขั้นตอนการสอบสวนจึงไม่สามารถให้คำตอบได้

ส่วนกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ออกมากล่าวว่า เหตุระเบิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการจัดฉากของเจ้าหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และจะไม่มีการเรียกตัว นายจตุพร มาปรับทัศนคติ เพราะเกรงว่าจะเป็นประเด็นทางสังคมตามมา

ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีการสร้างสถานการณ์เพื่อสืบทอดอำนาจ และเหตุดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อโรดแมปและกระบวนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามกรอบระยะเวลาที่ตั้งไว้
-------------------
"วินธัย" แจงข้อเรียกร้องกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ทุกศาลยึดตามพยานหลักฐาน มั่นใจสังคมเข้าใจ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ทำหน้าที่โฆษกคณะรักษาความสบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึง กรณีที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ซึ่งนำโดย นายอานนท์ นำพา ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากการจัดกิจกรรมที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา จะจัดกิจกรรมเดินเท้าเพื่อไปพบพนักงานสอบสวนในช่วงวันที่ 14-16 มี.ค. นี้ เป็นความพยายามที่จะแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์แบบเดิม ๆ แต่มีความพยายามที่จะไม่เข้าใจและสร้างเงื่อนไขอยู่ตลอด ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อความสงบเรียบร้อย

ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารนั้น เป็นเพียงบางคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเท่านั้น พร้อมกับยืนยันว่า การฟ้องคดี ทั้งศาลพลเรือน และศาลทหาร ล้วนเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ยึดตามพยานหลักฐาน และให้โอกาสในการต่อสู้คดีเท่าเทียมกัน ส่วนจะตัดสินอย่างไรก็ย่อมไม่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ พ.อ.วินธัย มั่นใจว่าสังคมส่วนใหญ่จะเข้าใจดี ภาครัฐต้องการให้คนในสังคมเคารพและปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบกติกา จึงต้องมีเงื่อนไขเสริมพิเศษมาเสริม เพื่อให้สังคมส่วนรวมและประเทศชาติเกิดความสงบ
--------------------------
รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ ยัน พลเรือนขึ้นศาลทหารเฉพาะความมั่นคงขัดคำสั่ง คสช. เท่านั้น ยันพิจารณาไม่ต่างจากศาลพลเรือน

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.ร.ท.กฤษฎา เจริญพานิช รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร ได้ชี้แจงกรณีกลุ่มพลเมืองโต้กลับ จะจัดกิจกรรมพลเมืองรุกเดินจาก อ.บางบัวทอง มายังพื้นที่ปทุมวัน ในระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม ผ่านย่านชุมชนสายเส้นทาง เพื่อเรียกร้องในประเด็นการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ว่า พลเรือนจะขึ้นศาลทหารเฉพาะ ในกรณีความผิดร้ายแรง ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 107-112 ซึ่งเกี่ยวกับความผิดต่อสถาบัน และประกาศฉบับที่ 113-118 เช่น การล้มล้างเปลี่ยนแปลง แบ่งแยกราชอาณาจักร หรือสะสมอาวุธ สมคบกันเป็นกบฏ ซึ่งผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงภายใต้กฎอัยการศึก ต้องขึ้นศาลทหาร เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง

พร้อมทั้งชี้แจงว่า กระบวนการยุติธรรมของศาลทหารกับศาลพลเรือนไม่มีความแตกต่างกัน ขอให้ประชาชนเข้าใจและไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่ยั่วยุเพื่อหวังผลทางการเมือง
----------------
ผบช.น. เผยทหารส่งมอบผู้ต้องหาระเบิดศาล 4 คน ให้กับ ตร. ส่วนที่เหลือรอครบ 7 วันก่อน เตรียมแผนรับมือป่วนแล้ว

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงกรณีการส่งตัวผู้ต้องหาในคดีระเบิดหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหารจะได้ส่งมอบผู้ต้องหาทั้งหมด 4 รายที่ถูกออกหมายจับชุดแรก คือ นายมหาหิน ขุนทอง อายุ 34 ปี, นายยุทธนา เย็นภิญโญ อายุ 33 ปี, น.ส.ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง อายุ 56 ปี (ภรรยานายมหาหิน) และ น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง อายุ 20 ปี (ภรรยานายยุทธนา) มาส่งให้กับพนักงานสอบสวนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมมีการแถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ส่วนกรณีการจับกุมตัว น.ส.สุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์ อายุ 49 ปี ขณะนี้ได้ส่งให้เจ้าหหน้าที่ทหารควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมตามกฎอัยการศึกแล้ว ส่วนของกลางที่สามารถยึดได้ อาทิ อาวุธสงครามเจ้าหน้าที่จะได้นำส่งให้กับกองบังคับการปราบปรามต่อไป

โดยขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดเหลือเพียง นายวีระศักดิ์ โตวังจร อายุ 36 ปี ยังคงหลบหนีอยู่ และ นายชาญวิทย์ จริยานุกูล เบื้องต้นทราบว่าจะมีการขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ทหารแต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการเข้ามามอบตัวแต่อย่างใด

ด้าน นายณเรศ อินทรโสภา, นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน และ นายวิชัย อยู่สุข ขณะนี้ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งต้องรอให้ครบ 7 วัน ก่อนส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวนอีกครั้ง

ซึ่ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ ยังกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเชื่อว่าจะมีการก่อเหตุในลักษณะนี้อีกในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เพื่อท้าทายอำนาจรัฐแน่นอน แต่ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกขอให้ระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทางกองทัพได้มีการเตรียมแผนรับมือพร้อมกับวางกำลังดูแลจุดเสี่ยงต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจเป็นกลุ่มอื่นที่นอกเหนือจากกลุ่มนี้อีกก็ได้
-------------------
ผบช.ภ.1 เด้ง ผกก.สส.นนทบุรี เข้ากรุ หลังไม่ใส่ใจหน้าที่ ให้ รองผกก.สส.สระบุรี รักษาการแทน

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ลงนามในคำสั่ง ตำรวจภูธรภาค 1 ที่ 69/2558 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจรักษาการแทนตามคำสั่งตำรวจภูธรภาค 1 ที่ 68/2558 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2558 ให้ พ.ต.อ.พุฒิพัฒน์ วรรธ์จิรัฐ ผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 1 โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เนื่องจากไม่มีความรับผิดชอบและไม่ใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ หากให้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการได้

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการของกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 72(3) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 จึงให้ พ.ต.ท.พิเชียรยศ อรุณพันธ์กุล รองผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
--------------------
ทหาร คุมตัวผู้ต้องหาคดีระเบิด ส่งให้ตำรวจเดินทางไป สตช. ทันที ล่าสุด จับตัว "ใหญ่ พัทยา" มือหาระเบิดได้แล้ว

เจ้าหน้าที่ทหารกรมทหาราบที่ 11 รักษาพระองค์ ได้ควบคุมตัว นายมหาหิน ขุนทอง , น.ส.ณัฎฐพัชร์ อ่อนมิ่ง , น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง และนายยุทธนา เย็นภิญโญ  4 ผู้ต้องหา ที่ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ ขว้างระเบิดหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก จากค่ายทหารกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มาที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อจะเดินทางไปพร้อมขบวนของ พลตำรวจโทศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำการแถลงข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยังไม่มีนายตำรวจท่านใด สามารถยืนยันได้ว่า หลังแถลงข่าวแล้วจะนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก หรือไม่

ทั้งนี้มีรายงานล่าสุดว่า ทหาร สามารถรวบตัว นายวีระศักดิ์ โตวังจร หรือ ใหญ่ พัทยา ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการจัดหาระเบิดและอาวุธปืน มาให้ผู้ต้องหาลงมือก่อเหตุได้แล้ว อีกทั้ง ยังเป็นตัวเชื่อมโยงที่จะสามารถสาวไปถึงผู้บงการระดับสูงกว่า นางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์  ได้  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด
----------------------
ผบ.ตร. เผย คุมตัว 4 ผู้ต้องหาระเบิดศาล มายัง สตช. แล้ว  ย้ำ ทำตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

เจ้าหน้าที่ทหาร ควบคุมตัว นายมหาหิน ขุนทอง , น.ส.ณัฎฐพัชร์ อ่อนมิ่ง , น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง และนายยุทธนา เย็นภิญโญ ผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญา รัชดา ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน หลังถูกควบคุมตัวครบ 7 วัน ตามกฎอัยการศึก ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดย พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้สอบปากคำด้วยตัวเองโดยเปิดเผยก่อนการสอบปากคำว่า วันนี้ ตำรวจจะรับมอบตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 4 คน ซึ่งจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลการสอบสวน ส่วน นางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์ และผู้ต้องหารายอื่นที่ถูกจับกุมแล้ว ยังอยู่ในการควบคุมตัวของทหารอีกหลายคน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ส่วนกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. ตั้งข้อสังเกตว่ามีการจัดฉากนั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการแสดงความคิดเห็นผ่านทางสังคมออนไลน์ ทั้งผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ตำรวจจะทำตามพยานหลักฐาน เพื่อให้ความจริงปรากฏ  ซึ่งก่อนหน้านี้ ตำรวจก็นำตัวผู้ต้องหามาแถลงต่อสื่อมวลชนและเปิดโอกาสให้ซักถามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะไม่รับฟังความคิดเห็น และก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมด

สำหรับกรณีที่ พนักงานสอบสวน เข้าตรวจสอบบ้านพักผู้ต้องหา พบหลักฐานรายชื่อ เบอร์โทรศัพท์อดีตข้าราชการระดับสูง ยืนยันว่า ไม่ได้มาจากคำซัดทอดของผู้ต้องหา แต่ตำรวจจะต้องบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไว้ในสำนวน ซึ่งขณะนี้ ยังไม่พบมีความเชื่อมโยงกับอดีตข้าราชการคนดังกล่าว
---------------------
ผบ.ตร. แถลงคดีระเบิดศาล

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พ.อ.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมาย

ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการสอบปากคำ 4 ผู้ต้องหาคดีระเบิดศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เบื้องต้น ผู้ต้องหา 3 คนให้การรับสารภาพ ประกอบด้วย นายมหาหิน ขุนทอง นายยุทธนา เย็นภิญโญ น.ส.ณัฎฐพัชร์ อ่อนมิ่ง โดยทั้งหมดให้การซัดทอดว่า มีน.ส.สุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์ เป็นผู้จ้างวาน ส่วน น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง อายุ 20 ปี ยังคงให้การปฏิเสธแต่ทางการสืบสวนว่าวันเกิดเหตุ น.ส.ธัชพรรณ อยู่ในการวางแผน

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 4 คนแล้ว ขณะนี้ทหารได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับไว้อีก 6 คน โดยหนึ่งในผู้ต้องหาคือเดียร์ผู้จ้างวาน และจะนำมาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนในวันที่ 15 มีนาคม 2558 พร้อมระบุ จากแนวทางการสอบสวนทราบว่า นางเดียร์ เคยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาก่อน แต่จะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ นปช. หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์ระเบิดทั้งที่หน้าห้างสรรพสินค้าพารากอน และที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เป็นขบวนการเดียวกันและผู้ต้องหาบางคนรู้จักกัน

อย่างไรก็ตาม หลังการสอบปากคำตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปทำแผนประกอบคำสารภาพบริเวณหน้าศาลอาญาต่อเนื่อง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และจะขออำนาจศาลทหารฝากขังผลัดแรก
พรุ่งนี้
---------------------------
ผบก.น. นำกำลังคุมตัว 4 ผู้ต้องหาปาระเบิดใส่ศาลอาญา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพก่อนฝากขังพรุ่งนี้

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมตำรวจ-ทหาร ควบคุมตัว นายมหาหิน ขุนทอง นายยุทธนา เย็นภิญโญ น.ส.ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง และ น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง ผู้ต้องหาที่ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ ขว้างระเบิดอาร์จีดีไฟว์ ใส่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งจุดแรกบริเวณ ด้านหน้าศาลแพ่งเป็นจุดที่ นายมหาหิน เปลี่ยนมาขี่รถจักรยานต์และให้ นายยุทธนา เป็นผู้ซ้อนท้าย จุดที่สองบริเวณประตูทางออกศาลอาญา ซึ่งเป็นจุดที่ นายยุทธนา ขว้างระเบิด เข้ามาตกภายในบริเวณลานจอดรถของศาลอาญา ก่อนขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางแยกรัชโยธิน ระหว่างนี้ก็ถูกตำรวจและทหารเข้าจับกุม และเกิดการยิงปะทะกัน ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาล้มลง บริเวณด้านหน้าสำนักงานอัยการ ซึ่งเป็นจุดที่สาม จากนั้น นายยุทธนา ได้วิ่งหลบหนี และถูกจับกุมได้บริเวณสะพานลอย ส่วน นายมหาหิน ได้วิ่งหลบหนีมาด้านในสำนักงานอัยการก่อนจะนำอาวุธปืน ไปโยนทิ้งด้านหลังสำนักงานอัยการก่อนจะถูกติดตามจับกุมตัวได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่พาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องหาร่วมกันวางแผนก่อเหตุ ก่อนจะคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ไปขออำนาจศาลทหารฝากขัง วันพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง
--------------
รรท.ผบก.ป. ระบุ ได้รับการประสานจากทหารจะนำพยานหลักฐานเข้าแจ้งความ นางเดียร์ และพวก กรณีบึ้มศาลอาญา

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยความคืบหน้าการจับกุมผู้กระทำผิดเพิ่มเติมในคดีลอบปาระเบิด ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคมโดยระบุว่า ล่าสุด ได้รับการประสานจากทหารกรมพระธรรมนูญ จะนำพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นางเดียร์ และหญิงอีก 1 คน ที่สืบสวนพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ในฐานะผู้สั่งโอนเงิน และผู้โอนเงินให้กับกลุ่มผู้ต้องหาเพื่อก่อเหตุ ซึ่งทั้ง 2 คน ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสนธิกำลังเข้าจับกุมได้ที่บ้านพักในจังหวัดมุกดาหาร เมื่อวานที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวอีกว่า จากแนวทางการสืบสวนยังพบว่า คดีดังกล่าวยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย ซึ่งทหารและตำรวจ จะสืบสวนขยายผล เพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
---------------------
ทหารเตรียมออกหมายจับผู้ต้องหาบึ้มศาลอาญาเพิ่มหลังพบหลักฐานในไลน์เพิ่ม

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) วันนี้ จากที่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีขว้างระเบิดหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารสามารถจับกุมตัว นายชาญวิทย์ จริยานุกูล อายุ 61 ปี ซึ่งขณะนี้มีเพียง นายวีระศักดิ์ โตวังจร หรือ ใหญ่ พัทยา อายุ 42 ปี ที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้

ด้านพนักงานสืบสวนสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายจับเพิ่มเติมภายในวันนี้ ที่ศาลทหารกรุงเทพ อาทิ นายบาส (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) และนายวิทย์ (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) ซึ่งทั้งคู่ได้ร่วมประชุมวางแผนก่อนที่จะมีเหตุระเบิด ส่วน นางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์ อายุ 49 ปีนั้น ผู้ต้องหาที่ออกหมายจับต่างให้การว่า นางเดียร์ คือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เพื่อหวังให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ภายในประเทศ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารและพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีดังกล่าว ได้ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาได้ทั้งหมด เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลหลักฐาน การสนทนาทางไลน์ของกลุ่มผู้ต้องหา เพราะได้รับแจ้งเบาะแสว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะมีการเตรียมก่อเหตุการณ์ความไม่สงบ ก่อนวันที่ 15 มี.ค.ที่จะถึงนี้ จากการตรวจสอบไลน์ของผู้ต้องหาพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการแสดงคิดเห็นพิมพ์ข้อความส่งทางไลน์ เสนอจุดที่ลงมือวางระเบิดในวันดังกล่าว โดยมีชื่อวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม อยู่ในเป้าหมายด้วย
-----------------------
ทหาร ตร. ควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับชุดแรก จำนวน 4 ราย มาสอบสวนเพิ่มเติมที่ บช.น.

พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ควบคุมตัวผู้ต้องหาขว้างระเบิดที่หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก จำนวน 4 ราย คือ นายมหาหิน ขุนทอง น.ส.ณัฏฐพัชร์
อ่อนมิ่ง, นายยุทธนา เย็นภิญโญ และ น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง หลังทำแผนประกอบทำรับสารภาพแล้วเสร็จ เพื่อมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ห้องสอบสวนความมั่นคง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
โดยมี พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นผู้สอบปากคำด้วยตนเอง

/////////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

นายกฯ มีกำหนดปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุม "วาร์ตัน โกลบอล ฟอร์รัม" (Wharton Global Forum) ก่อนนำคณะบินญี่ปุ่น

ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. วันนี้ ในเวลาประมาณ 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประธานกล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุม Wharton Global Forum ครั้งที่ 47 “Asia in a Borderless World” ที่ ห้องบอลรูม 1-2 โรงแรมแชงกรี-ลา เขตบางรัก

หลังจากนั้นในเวลาประมาณ 12.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง  ไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 3 (the Third United Nations World Conference on Disaster Risk Reduction - 3WCDPR) ที่ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2558
--------------------
นายกฯ ยัน เดินหน้าประเทศอย่างรวดเร็ว ในเวลาที่จำกัดตามโรดแมป ไม่ลิดดรอนสิทธิ์ ปิดกั้นใคร ขอช่วยดูแลเกษตรกร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานกล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุมระดับโลก Wharton Global Forum ครั้งที่ 47 "เอเชียในยุคที่โลกไร้พรหมแดน" ณ  ห้องบอลรูม 1-2 โรงแรมแชงกรี-ลา เขตบางรัก โดยมี รองนายกรัฐมนตรี คณะตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ที่ เกี่ยวข้อง ผู้นำทางธุรกิจและนักวิชาการชั้นนำของโลก  ศิษย์เก่าของวอร์ตัน สคูล เข้าร่วมการประชุม เพื่อร่วมอภิปรายในครั้งนี้อย่างคับคั่ง ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่ โดยมีการตรวจสอบบุคลและสิ่งของอย่างละเอียด

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า จะเดินหน้าประเทศไทยรวดเร็วในเวลาที่จำกัด พร้อมผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความก้าวหน้าในทุกมิติทั้งของไทยและในอาเซียน  อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้ร่วมกันดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย โดยขออย่ากดราคาสินค้าเกษตร

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าในเรื่องของการเมือง ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตาม โรดแมป (Road map) และไม่ได้ละเมิดสิทธิ์ หรือปิดกั้น ยกเว้น ต่อสู้กับคนที่ทุจริตและผู้ไม่หวังดี
------------------
นายกฯ ย้ำ ชะลอภาษีที่ดิน ห่วงประชาชนเดือดร้อน สั่งการทบทวนทั้งระบบ ก่อนบินไปญี่ปุ่นประชุมลดความเสี่ยงภัยพิบัติ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่สั่งการชะลอการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า ภาษีดังกล่าวเป็นภาษีอนาคต ทั้งนี้ เห็นว่าประชาชนจะเดือนร้อนจึงสั่งให้ชะลอเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน โดยให้ไปสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องของโครงสร้างภาษี ซึ่งภาษีดังกล่าวเป็นในส่วนของท้องที่โดยมีการใช้ของเดิมมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าวทั้งระบบ และไม่ยืนยันว่าจะทบทวนเสร็จสิ้นภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่

ทั้งนี้ ในเวลาประมาณ 12.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะจะเดินทางไปยังเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม นี้
----------------------
นายกฯ นำคณะบินไปญี่ปุ่นแล้ว ประชุมลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติระดับโลก มีกำหนดทวิภาคี "ชินโซ อาเบะ-บัน คี มูน" ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทาง ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 3 (the Third United Nations World Conference on Disaster Risk Reduction - 3WCDPR) ที่ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2558

โดยกำหนดการเบื้องต้นในวันที่ 14 มีนาคมนั้น นายกรัฐมนตรี จะร่วมหารือทวิภาคีกับ นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ก่อนร่วมกล่าวถ้อยแถลงและแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีจะร่วมหารือทวิภาคีกับ นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เวลาประมาณ 23.50 น.ของวันพรุ่งนี้
--------------------
รมว.สธ. เผยจะเดินทางไปเมืองเซนได ญี่ปุ่น ร่วมประชุมว่าด้วยความเสี่ยงจากภัยพิบัติทั่วโลก

น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันพรุ่งนี้ (14 มี.ค.) ถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ ตนเองจะเดินทางไปยังเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการประชุมระดับผู้นําที่จัดขึ้นทุก 10 ปี โดยการเดินทางไปครั้งนี้ เพื่อรับรองกรอบการดําเนินงานระดับโลกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

นอกจากจะเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น และหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการพัฒนาที่ยั่งยืน และสถานการณ์การเมืองไทย พร้อมกับนายกรัฐมนตรีและคณะในวันที่ 14 มีนาคมแล้ว ในวันที่ 15 มีนาคม จะเข้าร่วมประชุมในหัวข้อ "การลดความเสี่ยงภัยพิบัติ กรณีจากโรคระบาด และการระบาดใหญ่" โดยไทยจะนำเสนอประสบการณ์การเตรียมความพร้อมและการรับมือโรคระบาดที่สำคัญ เช่น โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 รวมถึงความพร้อมจัดการความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสโคโรนา และโรคอีโบลาด้วย โดยหวังขยายความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนและระดับนานาชาติ พัฒนาศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับโรคระบาด และภัยพิบัติอื่น ๆ อาทิ ภัยจากแผ่นดินไหว และสภาพอากาศแปรปวน ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
//////////////
ยกร่างรัฐธรรมนูญฯ

พรเพชร มีคำสั่งงดประชุม สนช. จับตา ป.ป.ช. ส่งสำนวน 250 ส.ส. หลังมีมติชี้มูล ขณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนรายมาตรา

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา เช้านี้ การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด ถึงแม้ไม่มีการประชุมใหญ่ เนื่องจาก นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีคำสั่งงดการประชุม เพราะไม่มีวาระค้างการพิจารณา โดยวานนี้ที่ประชุม มีมติไม่ถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 38 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ประเด็นที่มา ส.ว. โดยมิชอบ ทำให้ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ส่วนสำนวนถอดถอนอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 250 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. นั้น ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมสำนวนและหลักฐานผู้ถูกกล่าวหา 3 กลุ่ม เตรียมส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการถอดถอนภายใน 15 วัน ขณะเดียวกัน วันนี้มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทวบทวนรายมาตราต่อเนื่องเป็นวันที่ 5
-------------
เวทีเสวนาสานพลัง ปชช.เพื่อปฏิรูปวันที่ 2 เตรียมสรุปความเห็นหลังแบ่ง 8 กลุ่มย่อยแยกทำกิจกรรมวานนี้

คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติและสถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีการประชาเสวนาหาทางออก สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ วันที่สอง ที่โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นการอภิปรายในหัวข้อเรื่อง "ทบทวนกระบวนการและมอบโจทย์การเสวนา" โดยแบ่งกลุ่มย่อยประชาเสวนาหาทางออก 8 กลุ่ม ในประเด็นสำคัญดังนี้ พลเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผู้นำ การต่อต้านการทุจริต การปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่พึ่งปรารถนา

จากนั้น จะแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อหาคำตอบในประเด็น ทำอย่างไรจึงจะเกิดสิ่งที่ปรารถนาเช่นนั้นได้ ใครต้องเข้ามาช่วยกันเพื่อทำให้เกิดขึ้น และตัวท่านเองจะมีส่วนช่วยให้เป็นได้อย่างไร ก่อนที่จะอภิปรายและสรุปผลการประชุมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาปฏิรูปแห่งชาติต่อไป
--------------
กมธ.ยกร่าง ทบทวนไปแล้วประมาณ 120 มาตรา ยันทุกเรื่องที่แขวนไว้ ต้องจบภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้เสร็จร่างแรกนำถกชี้แจงประชาชน

รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 4 เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า การพิจารณาทบทวนรายมาตราตลอด 4 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทำบันทึกเจตนารมณ์ และปรับแก้ถ้อยคำให้ถูกต้อง และดูความเชื่อมโยงในแต่ละมาตรา โดยไม่มีการแก้ไขหลักการแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็จะมีการแปรญัตติ และการเสนอแก้ไข จึงจะมีการปรับแก้เนื้อหา และหลักการทีเดียวในช่วงดังกล่าว ซึ่งล่าสุดผ่านไปแล้วประมาณ 120 มาตรา โดยในวันนี้จะเข้าสู่หมวดของรัฐสภา รวมถึงคณะรัฐมนตรีด้วย

ส่วนเรื่องที่แขวนที่ไว้ โดยเฉพาประเด็นสัดส่วนสตรี 1 ใน 3 นั้น ก็จะพิจารณาเมื่อถึงมาตราที่เกี่ยวข้อง และจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ทันที เพราะวางกรอบการทบทวนไว้ว่า จะทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อที่จะได้นำร่างแรก ไปสอบถาม รับฟังความเห็นของประชาชนอีกครั้งในประเด็น สำคัญ ๆ ต่อไป
------------------
"ปรีชา" ดีใจ ประชาชนมีความตื่นตัวรับรู้ มีส่วนร่วมในการยกร่าง รธน. ย้ำ รธน. ใหม่ เป็นของประชาชน 

บรรยากาศเวทีประชาเสวนาหาทางออก สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ที่ โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก ล่าสุด อยู่ระหว่างการแบ่งกลุ่มย่อยประชาเสวนาหาทางออก 8 กลุ่ม ในประเด็นสำคัญดังนี้ พลเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผู้นำ การต่อต้านการทุจริต การปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่พึ่งปรารถนา

โดย นายปรีชา วัชราภัย รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 5 กล่าวว่า จากที่ประชาชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนมีความตื่นตัวที่จะรับรู้ โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในประเทศ และเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีต่อประชาชน

นอกจากนี้ นายปรีชา ยังระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของประชาชน ซึ่งทุกความเห็นมีความสำคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะร่างไปแล้วก็ตาม
---------------------
"บวรศักดิ์" กำชับ กมธ.ยกร่าง ชี้แจงทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาสาระสำคัญของ รธน. พร้อมนำเทปรายการ เผยแพร่ใน ม.รามคำแหง ด้วย

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการฯ ทำหน้าประธานการประชุม สามารถพิจารณาทบทวนบทบัญญัติเป็นรายมาตรา และบันทึกเจตนารมณ์ไปแล้ว 117 มาตรา ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาทบทวน ได้มีการหารือถึงการเผยแพร่ และนำเสนอสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สู่สาธารณะ โดยขอให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูฐ ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไปออกรายการโทรทัศน์ หรือรายการวิทยุ เพื่อสื่อสารไปสู่สาธารณะและหลังการออกรายการแล้ว ให้นำเทปบันทึกรายการดังกล่าว ทำสำเนาแจกจ่ายไปยังหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ  อีกทั้งได้ร้องขอให้ นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นำขอเทปบันทึกรายการของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารไปยังประชาชน นอกเหนือจากที่ประชาชนจะรับฟังจากนักการเมืองฝ่ายเดียว
------------------
กมธ.ยกร่าง จัดเวทีประชาเสวนาหาทางออกภาคเหนือตอนล่าง วันที่สอง "ปรีชา" ยัน ความเห็น ปชช. มีความสำคัญ ขณะ "ถวิลวดี" รับกังวลสัดส่วนหญิงชาย 1 ใน 3 

คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติและสถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีการประชาเสวนาหาทางออก สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ วันที่สอง ที่ โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยประชาเสวนาหาทางออก 8 กลุ่ม ในประเด็นสำคัญดังนี้ พลเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผู้นำ การต่อต้านการทุจริต การปฏิปเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่พึ่งปราถนา

จากนั้น จะแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อหาคำตอบในประเด็น ทำอย่างไรจึงจะเกิดสิ่งที่ปราถนาเช่นนั้นได้ ใครต้องเข้ามาช่วยกันเพื่อทำให้เกิดขึ้น และตัวท่านเองจะมีส่วนช่วยให้เป็นได้อย่างไร โดยนายปรีชา วัชราภัย รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 5 กล่าวว่า จากที่ประชาชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนมีความตื่นตัวที่จะรับรู้ โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในประเทศ และเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีต่อประชาชน พร้อมย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของประชาชน ซึ่งทุกความเห็นมีความสำคัญถึงแม้จะร่างไปแล้วก็ตาม ส่วนเรื่องจะทำประชามติหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงเวลา และในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ไม่ได้บัญญัติไว้ ซึ่งจะต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ว่าต้องการ
หรือไม่

ด้านนางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นขอประชาชน กล่าวว่า จากที่ได้ฟังเสียงของประชาชนในจังหวัดพิษณุโลกครั้งนี้ มีความสอดคล้องกับหลายเวที ในเรื่องการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงต้องการเห็นความสามัคคีกันของคนในชาติ และในภาคเกษตรกรรมนั้น เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ทั้งนี้ นางถวิลวดี ยังกล่าวว่า มีความกังวลต่อการร่างรัฐธรรมนูญในการเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองให้กับเพศหญิง ทั้งในระบบบัญชีรายช
---------------------
"ถวิลวดี" รับกังวลประเด็นสัดส่วนสตรี 1 ใน 3 เผย ความเห็น ปชช. ภาคเหนือตอนล่าง เน้นปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องการมีส่วนร่วมตรวจสอบภาครัฐ 

บรรยากาศเวทีประชาเสวนาหาทางออก สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย ที่โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก ล่าสุด นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชน เปิดเผยถึงความเห็นของประชาชนในจังหวัดพิษณุโลกครั้งนี้ ว่า มีความสอดคล้องกับหลายเวทีในเรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงต้องการเห็นความสามัคคีกันของคนในชาติ และในภาคเกษตรกรรมนั้น เน้นที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ นางถวิลวดี ยังกล่าวว่า มีความกังวลต่อการร่างรัฐธรรมนูญในการเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองให้กับเพศหญิง ทั้งในระบบบัญชีรายชื่อและสภาท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
-----------------------
กมธ. เผย ปชช. ให้การสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมส่งสัญญาณถึง สปช. เห็นชอบ

ที่ประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้รายงานผลการเผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับประชาชนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่รับทราบเนื้อหา ให้การสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และพร้อมให้ความร่วมมือในการส่งสัญญาณให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยสำหรับการลงพื้นที่ เพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ไปรับฟังความคิดเห็นใน 4 จังหวัดนั้น  เบื้องต้นได้รับรายงานว่า คณะกรรมาธิการทั้ง 36 คน จะร่วมลงพื้นที่ด้วย โดยกรรมาธิการจะเป็นฝ่ายชี้แจงรัฐธรรมนูญในมาตราที่สำคัญ หลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้ประชาชนซักถามข้อสงสัย โดยกำหนดให้มีประชาชนมาร่วมรับฟังเวทีละไม่เกิน 200 คน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3-4 เม.ย. ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ,
วันที่ 2-3 พ.ค ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช , วันที่16-17 พ.ค. ที่จังหวัดขอนแก่น และวันที่ 23-24 พ.ค. ที่ กรุงเทพมหานคร
---------------------------
ปชช.9 จว.ภาคเหนือตอนล่าง ต้องการให้นักการเมืองไม่โกง กำหนดนโยบายการศึกษาชัดเจน แก้เหลื่อมล้ำ

บรรยากาศเวทีประชาเสวนาหาทางออก สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย ที่ โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก ล่าสุด เป็นการอภิปรายผลการประชุมกลุ่มย่อย ใช้เวลาในการอภิปราย กลุ่มละ 5 นาที  ในประเด็นการสร้างความสามัคคีและความปรอง คุณธรรมนักการเมือง ปฏิรูปการเกษตรไทยเศรษฐกิจที่ดี โดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้นักการเมืองไม่คดโกง ทั้งก่อนและหลังเป็นการเมือง

ส่วนในภาคการศึกษานั้น ต้องการให้กำหนดนโยบายไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษา ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระชาติชาติและเพื่อให้เด็กผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิเท่าเทียมกันเด็กในเมืองด้านการเกษตรกรรม ต้องแก้ปัญหาระบบโดยเปลี่ยนจากระบบเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อย่างไรก็ตาม ต้องการให้สภาปฏิรูปแห่งชาติบัญญัติในเรื่องเกษตรไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
/////////////

เสธน้ำเงิน:จับตากลุ่ม"พลเมืองโต้กลับ"

Cr:ทหารปฏิรูปประเทศไทย
วันที่ 13 มี.ค.58 ขบวนการล้มเจ้า มหาลัยเก่าแก่ก่อหวอดอีกแล้ว
กรณีแก๊งค์ชู 3 นิ้ว ขบวนการล้มเจ้ารับจ้าง นำโดยนายอานนท์ ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากการไปจัดทำบ้าๆ บอๆ ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้ก่อหวอดอีกแล้ว จะเดินเท้าล่อเป้าฝ่าบาทาประชาชน เพื่อไปพบตำรวจ ช่วง 14-16 มี.ค.58
เพราะแก็งค์นี้มองว่าบ้านเมืองสงบเกินไป และระหว่างทางคงไม่มีใครดักกระทืบในจมบาทา..ผิดซะแล้ว ขบวนการล้มเจ้าเผาไทยแดงเทียมเกวียน คิดจะเดินก่อกวนหาเรื่อง พรายกระซิบมาว่า งานนี้มีมือดีเตรียมไม้หน้า 3 ไว้รอหวดระหว่างทาง 14 กม.ที่จะเดินอื้อเลย
และการข่าวมาว่า งานนี้กลุ่มที่เดินป่วนเมืองเพื่อหวังเป็นข่าว จะโดนแก็งค์ก่อการร้ายแดง นปช.ปาระเบิด RGD-5 ใส่ เพื่อจะหาเหตุใส่ร้ายรัฐ แล้วจะเอาศพมาแห่ตามธรรมเนียม..ให้ดูว่าช่วงที่แก๊งค์นี้เดิน จะฝ่าบาทา ไม้หน้าสาม ไข่เน่า อึ จากประชาชนที่จะปาใส่ได้สักกี่น้ำ
ใครอยู่ระหว่างเส้นทางเตรียมของไว้ต้อนรับขับสู่ขบวนการล้มเจ้านี้ได้เลย เดี๋ยวช่วงจังหวะดีๆ จะได้เห็นแดงฆ่าแดง เพื่อแห่ศพกันเอง..งานนี้เกิดอะไรขึ้นรัฐไม่เกี่ยว เพราะเขาสร้างสถานการณ์กันเอง
@ เสธ น้ำเงิน2
http://www.facebook.com/thailandcoup


รวบตัว "นายกหมออนามัย" คาดอนเมือง เหตุมาให้กำลังใจปลัด สธ. สั่งรายงานตัว กอ.รมน.ทุก ชม.

นายกสมาคมหมออนามัยถูกรวบตัวคาสนามบินดอนเมือง สั่งรายงานตัว กอ.รมน.ทุกชั่วโมง ห้ามหลบหนี ด้าน "หมอประชุมพร" ชี้ทำเกินกว่าเหตุ ยันไม่ได้ก่อเหตุอะไร เผยจับตาดูได้ ระบุไม่ได้ทำอะไรก้าวร้าว รับถูกตามตัวด้วยเช่นกัน
       
       วันนี้ (13 มี.ค.) พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ พยาธิแพทย์ รพ.สุรินทร์ และที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสาคร นาต๊ะ นายกสมาคมหมออนามัย ซึ่งมาร่วมให้กำลังใจ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ถูกล็อกตัวที่สนามบินดอนเมืองและถูกเชิญไปที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมให้รายงานตัวทุกชั่วโมง ห้ามหลบหนี เรื่องนี้ถือว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะนายสาครไม่ได้ไปก่อเหตุอะไร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถูกปล่อยตัวมาแล้ว ทั้งนี้ ตนก็ถูก กอ.รมน.ตามหาตัวทั่วเมืองสุรินทร์เช่นกัน แต่บังเอิญว่าอยู่ กทม.
       
       "การที่กักตัวนายสาครนั้น เพราะนายสาครเป็นนายกสมาคมหมออนามัย และเป็น 1 ใน 50 กว่าชมรมที่รวมตัวกันเป็นประชาคมสาธารณสุข ทั้งนี้ หากจะมีการจับตาดูก็ไม่เป็นไร แต่พวกเราขอยืนยันว่าจะไม่ทำอะไรก้าวร้าว ส่วนการหารือกันของประชาคมเห็นว่าจะมีการทำป้ายเพื่อคัดค้านการปลดปลัดสธ." พญ.ประชุมพร กล่าว
       
       นายวัฒนะชัย นามตะ ประธานชมรมสหวิชาชีพ กล่าวถึงกรณีออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มข้าราชการ บุคลากร ลูกจ้าง สธ.ไม่ให้ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว หรือจัดกิจกรรม ว่า ถือเป็นคำสั่งที่ค่อนข้างตลก เพราะการชุมนุมให้กำลังใจผู้บังคับบัญชาจะถือเป็นความผิดได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้นคนที่ออกมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีถือว่ามีความผิดด้วยหรือไม่ และยืนยันว่าการเรียกร้องของข้าราชการ สธ.ไม่ได้เป็นเรื่องเรียกร้องชุมนุมทางการเมือง ไม่มีอาวุธ ไม่มีระเบิด แต่ออกมาเรียกร้องเรื่องการบริหารจัดการภายในกระทรวงฯ ยืนยันว่าช่วงนี้จะเป็นการอารยขัดขืนโดยสงบอยู่ในที่อย่างถูกต้อง เช่น สวมชุดดำปฏิบัติหน้าที่ ขึ้นป้ายข้อความคัดค้านการย้ายปลัด สธ.ไม่เป็นธรรมหน้าโรงพยาบาล โดยจะทำเช่นนี้จนกว่าจะได้ปลัด สธ.คืนมา
       
       “การตั้งกรรมการสอบปลัด สธ.ไม่เป็นธรรม ถ้าจะสอบสวนก็ต้องสอบตัว รมว.สาธารณสุข เพราะถือเป็นคู่ขัดแย้ง แต่การเลือกสอบปลัด สธ.เพียงฝ่ายเดียว ก็เหมือนสาดน้ำใส่ฝ่ายเดียว เปียกฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหา” นายวัฒนะชัย กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 1 แฉคนต่างแดนชักใยแก๊งป่วนเมือง ลั่นฟันถึงตัวผู้บงการ

ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย แฉแก๊งเคลื่อนไหวป่วนเมืองอยู่ต่างประเทศ รับเครือข่ายกว้างขวางต้องใช้เวลาจัดการ ให้มั่นใจฝ่ายความมั่นคง คุมสถานการณ์ได้ ขอประชาชนเป็นหูเป็นตาร่วมมือแจ้งเบาะแสเพื่อความสงบของบ้านเมือง ลั่นเล่นงานถึงตัวผู้บงการ เย้ยกลุ่มพลเมืองโต้กลับแก๊งหน้าเดิม
       
       (13/3/58)พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) กล่าวถึงกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ว่าขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกภาคส่วน ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสให้ดี ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาและเครือข่ายไว้แล้ว
       
       “ผมเรียนว่าในประเทศเรามีปัญหาน้อย แต่ปัญหาส่วนใหญ่มาจากผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ต่างประเทศ และเครือข่าย ไม่ใช้ว่าทำวันนี้ เดือนนี้แล้วจะจบ เพราะเครือข่ายกว้างขวางพอสมควร ทั้งนี้เราได้ติดตามเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นคง ผมเชื่อว่าทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นให้กับพี่น้องคนไทยได้ ทั้งนี้งานด้านความมั่นคงมีหลายมิติ ทำไม่มีจบ เพราะฉะนั้นต้องร่วมมือ อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน และคนไทยทุกคน ถ้าเราอยากเห็นประเทศชาติสงบเราก็ต้องร่วมมือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะกำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ” พล.อ.กัมปนาทกล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดในครั้งนี้หรือไม่ พล.ท.กัมปนาทกล่าวว่า ยังไม่พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนขยายผลติดตามต่อๆไป เพื่อให้ถึงตัวผู้บงการ ซึ่งทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าหลักฐานถึงใครก็ต้องเกี่ยวข้องหมด เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องมาร้อนตัว เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างเต็มที่ สำหรับข้อมูลที่ทางเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนจะโยงใยกับบัญชีดำของกองทัพบกหรือไม่นั้นไม่ขอตอบ เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่
       
       ส่วนเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโรดแม็ปของทางรัฐบาลในการเลือกตั้งหรือไม่นั้น พล.ท.กัมปนาทกล่าวว่า ยืนยันว่ายังเดินตามโรดแมป คสช. ตลอดจนไม่มุ่งหวัง สืบทอดอำนาจ ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการลอบวางระเบิดเป็นการจัดฉากของเจ้าหน้าที่ พล.ท.กัมปนาทกล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ และไม่ขอพูดถึง และไม่จำเป็นต้องเรียกมาปรับทัศนคติเพราะจะกลายเป็นประเด็นอีก
       
       ส่วนกรณีที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ออกมารณรงค์ในวันที่ 14-16 มี.ค.นี้ เพื่อต่อต้านไม่ให้นำพลเรือนไปขึ้นศาลทหารนั้น ตนมองว่าให้ไปดูกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว เช็คประวัติ ย้อนหลังและดู ความเชื่อมโยงต่างๆ ที่ผ่านมาก็เป็นตัวบ่งชี้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรให้เกิดความสงบเรียบร้อย ขณะนี้ประเทศชาติกำลังเข้าสู่การปฏิรูปได้ และทุกคนต้องการเดินหน้าไปตามโรดแมป

“ประยุทธ์” สวนมะกันอย่าตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทั้งโลกใส่ แฉสหรัฐฯ แบนไม่ให้เข้า

“ประยุทธ์” สวนมะกันอย่าตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทั้งโลกใส่ แฉสหรัฐฯ แบนไม่ให้เข้า
วันนี้ (13 มี.ค.58) ที่ห้องบอลรูม 1-2 โรงแรมแชงกรี-ลา เขตบางรัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมระดับโลกวอร์ตัน ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค. โดยมีคณาจารย์และนักวิชาการจากวอร์ตันสกูล เหล่าศิษย์เก่า รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนในภูมิภาค ผู้นำทางธุรกิจ และนักวิชาการชั้นนำของโลก เข้าร่วมอภิปรายเกี่ยวกับอนาคตของเอเชีย ในหัวข้อ “เอเชียในยุคที่โลกไร้พรมแดน” เพื่อให้สอดรับกับการเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและการพัฒนาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้
โดย พล.อ.ประยุทธ์ปาฐกถาตอนหนึ่งว่า วันนี้คนไทยมีโอกาสและเป็นความหวัง และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันวันนี้ประเทศไทยยังเปิดไม่ได้ปิดอะไรเลย วันนี้คนไทยต้องช่วยกันเที่ยวเมืองไทย เพราะคนต่างชาติยังชอบประเทศไทย มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่มีช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยลงไปบ้างในตอนที่มีการชุมนุม หรือช่วงประชาธิปไตยเต็มใบ ยืนยันว่าเราไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือปิดกั้นใครอยู่แล้ว ตอนนี้บ้านเมืองสงบถือเป็นโอกาสของเราซึ่งหลายประเทศเข้าใจปัญหา แต่มีอีกหลายประเทศที่ไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่ใช่ศัตรู วันนี้เราดูแลชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยเสียอีก
“วันนี้เรามีความสัมพันธ์กับหลายประเทศ ขอทุกประเทศอย่ามาโกรธประเทศไทยเพราะผม วันนี้อะไรที่ติดขัดผมก็จะเคลียร์ให้หมด ขอให้ไปบอกประเทศท่านด้วย หากมีปัญหาอะไรบอกผม ผมจะเคลียร์ให้ได้ เพราะเพียงแค่ไปประชุมจับมือกัน ไม่มีประโยชน์ แต่ต้องพูดกันเพราะเราเป็นเพื่อนกัน ไม่เช่นนั้นประเทศเล็กก็จะยอมเขาไปเสียหมด เราต้องมองโลกในภาพรวมด้วย วันนี้เราเดินหน้าทุกอย่างอย่างมั่นคงแต่ต้องไม่ล้มละลาย คนไทยทุกคนมีน้ำใจ มีรอยยิ้ม ผมอาจเป็นคนไทยที่ไม่ดีเท่าไหร่เพราะยิ้มน้อย พูดจาเสียงดังตามแบบทหาร แต่ที่ทำไปเพราะอยากให้ประเทศเดินหน้าได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้ไทยมีความสัมพันธ์กับหลายประเทศ โดยเฉพาะอาเซียนที่จะต้องมีการเดินหน้าและเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ มนุษยชาติมีความแตกต่างกัน จึงขอบอกกับสหรัฐฯ ให้เข้าใจด้วยว่า การตัดเสื้อจะตัดตัวเดียวแล้วให้ทุกคนใส่ไม่ได้ ต้องมีเสื้อหลายขนาดที่เหมาะกับแต่ละคน จึงต้องมีช่างตัดเสื้อ ไม่ใช่ตัดเสื้อโหลแล้วใส่ได้หมด จะตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทั้งโลกใส่ไม่ได้ เหมือนกับแต่ละประเทศมีปัญหาต่างกัน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ หรือประเทศตะวันตกจะทำให้ประชาคมโลกดีขึ้น จึงต้องมองในภาพรวมคนทั้งโลกจึงจะมีความสุข ขัดแย้งกันไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความเจริญก้าวหน้า และความมั่นคง ต้องร่วมมือกันทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอาเซียนที่มีทั้งอาเซียนบวก3 และอาเซียนบวก6 ยืนยันตนจะเดินในตลาดพวกนี้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าสหรัฐจะไม่ให้ตนไป แต่ตนก็เปิดให้เขามา เพราะเรามีความสัมพันธ์มากว่า 200 ปี โดยเราต้องร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ตามแนวคิดไทยบวก 1 ที่หากลงทุนในไทยต้องไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย เช่น พม่า ลาว และกัมพูชา
“ขณะนี้ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองจากทั่วโลกว่าจะล้มเหลวหรือดีขึ้น แต่ผมคิดว่าต้องดีขึ้นอยู่แล้ว ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศอื่นเพราะมีความหลากหลาย และทุกชาติต้องมีความภูมิใจในตัวเอง วันนี้เราต้องอยู่กับปัจจุบัน เตรียมอนาคต เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นในรัฐบาลหน้าทั้งสิ้น ก็ต้องเลือกกันมาให้ดีๆ วันนี้ผมยังถูกต่อว่าอยู่เลย หาว่าประเทศไทยเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของการปกครองในโลก ผมไม่เข้าใจ ทุกประเทศกำลังจับตามองเราอยู่ว่าประเทศไทยจะไปอย่างไร และแปลกใจว่าทำไมคนไทยไม่มีปัญหา และมองว่าคนไทยอีกส่วนหนึ่งยังไม่อยากไปเป็นประชาธิปไตย เขาก็เลยแปลกใจอยู่ เราบอกเขาว่าประเทศไทยไม่เหมือนคนอื่น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้เราต้องนำไปสู่การปฏิบัติให้ประชาชนเข้าใจ เพราะยังมีหลายส่วนไม่เข้าใจ จึงต้องปรับการประชาสัมพันธ์ พูด ส่งเสริมในเรื่องที่ดี และตนก็ต้องระวังในเรื่องการพูดด้วย เพราะพูดอะไรออกไปก็อาจมีคนนำไปจับประเด็นจนทำให้เข้าใจผิดได้ วันนี้ขอให้ทำความเข้าใจกับต่างชาติ แต่เรื่องการเมืองก็อย่าพูดถ้าเขาไม่ถาม ยืนยันเราเดินหน้าตามโรดแมปอยู่แล้ว
“วันนี้พูดอะไรก็ระวังพวกนักข่าวข้างหลังด้วย วันก่อนที่ผมพูดเรื่องประวัติศาสตร์ประเทศไทยว่ามีถิ่นฐานมาจากไหนตอนตอบคำถามนักข่าว ทำไมผมจะไม่รู้ บางครั้งผมก็พูดเล่น แต่เอาไปตีความไปจับประเด็นจนทำให้เข้าใจผิด หาว่าผมไม่รู้ประวัติศาสตร์ ทำไมผมจะไม่รู้ ผมสอบประวัติศาสตร์ได้ที่ 1 นะ วันหลังผมจะพูดให้น้อยลง นักข่าวข้างหลังจะได้ตกงานกันหมด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ขอต่างชาติช่วยเพิ่มราคาสินค้าเกษตร เพราะทั้งประเทศไทยและอาเซียนกำลังประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงต้องขอกันดื้อๆ เพราะในการไปเจรจากับประเทศต่างๆ หลายครั้งก็ยังไม่สำเร็จ วันนี้เราต้องช่วยกันดูแลเกษตรกรรายได้น้อย เพราะถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ถ้าไม่มีการสนับสนุนก็จะออกนอกระบบกันทั้งหมด และจะเกิดปัญหาในภายหลัง และทุกอย่างต้องนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ สร้างความน่าสนใจ และสร้างความแตกต่าง เช่นเดียวกับรัฐบาลถ้าไม่แตกต่างก็อยู่ไม่ได้ เพราะจะไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ความขัดแย้งในโลกนั้นต้องแก้ด้วยสองอย่าง คือ การใช้กำลัง ซึ่งตรงนี้ต้องค่อยๆทำ แต่ถ้ารุนแรงมากมันก็ไม่จบ และการแก้ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำ เพราะต้นเหตุของความขัดแย้งทั่วโลก เพราะเมื่อเขารวมตัวกันได้ก็มีหัวหน้ากองกำลังของตัวเองขึ้นมาไปสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็ไปสู้กับนอกประเทศ เขาคิดแบบนี้ ถ้าเราสนับสนุนดูแลเขาได้ ส่วนไหนรบก็รบไป ส่วนไหนช่วยก็ต้องช่วย ถ้ารบกันตลอดวันหน้าจะอันตราย แต่ตนไม่ขัดแย้งก็ต้องทำ เราต้องทำทุกอย่าง เพราะความคิดมันเปลี่ยนยาก โดยปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ในการสร้างความเข้าใจ วันนี้มีคนที่สร้างความไม่เข้าใจมาทำให้วุ่นวาย
“ผมเป็นทหารมา 38 ปี ปีสุดท้ายก็จะเกษียณอายุ ดันจับพลัดจับผลูขาหักหกล้มมาเป็นนายกฯ ไม่ได้คิดและไม่อยากเป็น วันนี้อยากให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน การปกครองแบบใด เราเป็นคนที่อยู่ในโลกใบเดียวกัน โลกที่เป็นโลกแห่งความสุข ผมคาดหวังแบบนั้นในวันหน้า เดี๋ยวผมก็ไปแล้ว ฉะนั้นช่วยกันดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ด้านเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงเป็นหลักการในการพูดคุยในเวทีโลก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รถไฟความเร็วสูงเราเดินหน้าทั้งหมด ซึ่งมีการวางแผนไว้แล้ว แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพการค้าการลงทุน และการจัดตั้งกองทุนรวม หรือการลงทุนร่วม เพื่อให้ใช้งบประมาณของรัฐน้อยลง ส่วนเรื่องธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็ต้องสร้างความเข้มแข็งโดยการนำเข้าสู่ระบบให้ได้เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างเป็นเขตเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งเราก็ต้องเลียนแบบและขอคำแนะนำจากเขาด้วย นอกจากนี้ตนได้สั่งการในเรื่องวันสต็อปเซอร์วิส เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าการลงทุน ลดขั้นตอนและเวลาต่างๆ แต่ต้องขอเวลาเพราะไม่เคยทำมาก่อน ส่วนเรื่องกฎหมายก็มีการแก้ไขทั้งหมด ทั้งนี้ขอเชิญชวนให้ต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานนานาชาติในไทย ได้ฝากตลาดหลักทรัพย์ดูแลในเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางการขนส่งตนได้มีการพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ว่าเราจำเป็นต้องมีการค้าขายกัน เรื่องการปักปันเขตแดนเราจะไม่พูดถึงในวันนี้ แต่วันหน้าจะปักปันอย่างไรก็ว่ากันไป
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างนั้น ขออย่าเพิ่งทะเลาะกัน วันนี้ยังไม่ออกอะไรเสียด้วยซ้ำ เพียงแค่นำมาหารือ ยืนยันเราจะต้องแบ่งปันเฉลี่ยกันระหว่างคนรวยและคนจน ทั้งนี้คนไทยไม่เคยพบความเปลี่ยนแปลง แต่จำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องต่างๆ อะไรที่รัฐบาลให้ก็บอกว่าดี แต่พอบอกว่าจะเก็บภาษีกลับเก็บไม่ได้ ไม่รู้ว่าต่างประเทศเป็นเหมือนกันหรือไม่ แต่หลังจากตนสั่งให้ชะลอเรื่องภาษีก็ดูเหมือนทุกอย่างจะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาเรื่องนี้ต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ พ.ร.บ.ดิจิตอล ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ คาดว่าไม่เกิน 6 เดือนสามารถใช้งานคลื่นความถี่ 4 จี ได้ ซึ่งหากมีเรื่องดิจิตอลเกิดขึ้น ก็ต้องดูเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะทุกวันนี้มีการหลอกลวงกันมาก ซึ่งหากไม่มีปัญหาใครจะไปอยากรู้ข้อมูลส่วนตัว เว้นแต่มีการสอบสวนแล้วพบว่าผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย


วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

ภาพงานสมรสระหว่าง"พญาไม้"เผด็จ ภูรีปฏิภาณ-เจ้าสาวอดีตมิสทีนไทยแลนด์

pdated: 12 มี.ค. 2558 เวลา 21:29:43 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
วันนี้เป็นวันหวานชื่นมื่น ของ "เผด็จ ภูรีปฏิภาณ" เจ้าของนามปากกา “พญาไม้" คอลัมนิสต์ หน้า4 หนังสือพิมพ์ข่าวสด และประธานที่ปรึกษา หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ที่สละโสด วัย 72 เข้าพิธีสมรสกับ "น้ำตาล" เจ้าสาว วัย 28 นักธุรกิจร้านอาหารเมืองกาญจนบุรีและอดีตมิสทีนไทยแลนด์ ที่หลุบพญารีสอร์ท เมืองกาญจนบุรี ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และญาติมิตรคนสนิทเข้าร่วมงานเป็นเกียรติกันจำนวนมากโดยบรรยากาศเป็นแบบกันเอง




รวบแล้ว! "เดียร์" คนสั่งบึ้มศาลอาญา กบดานมุกดาหาร พบสั่งการผ่านไลน์


(12มี.ค.58)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทหาร ได้ควบคุมตัว นางเดียร์ ซึ่งถูกอ้างจากกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพมหานครในความผิดฐานร่วมกันปาระเบิดศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกว่า เป็นผู้บงการให้มีการปาระเบิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แล้วเมื่อช่วงเย็นวันนี้ ที่ จ.มุกดาหาร และอยู่ระหว่างควบคุมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อขยายผลต่อ
http://www.matichon.co.th/online/2015/03/14261664191426166429l.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าควบคุมตัว นางเดียร์ ได้ครั้งนี้ เป็นผลจากการสอบถามขยายผลนายวิชัย อยู่สุข หรือตั้ม ซึ่งทหารควบคุมตัวได้ก่อนหน้านี้ โดยในการสอบถามนายวิชัย ยืนยันว่า นางเดียร์ ไม่น่าจะอยู่ในประเทศออสเตรเลีย อย่างที่มีการกล่าวอ้าง ทหารและตำรวจจึงประสานงานกันในการตรวจสอบกระทั่งพบความเคลื่อนไหวว่านางเดียร์ เดินทางเข้าออกระหว่างไทยและลาว บ่อยครั้ง โดยมักใช้ด่านชายแดน จ.มุกดาหาร โดยการตรวจสอบในครั้งนี้ทำให้ทราบจุดที่นางเดียร์ พักอาศัยอยู่จึงเข้าควบคุมตัวได้ในที่สุด

สำหรับนางเดียร์ นอกจากการให้การซัดทอดของผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้แล้ว ทหารและตำรวจยังมีหลักฐานสำคัญคือ ไลน์ที่นางเดียร์ใช้ในการติดต่อกับ น.ส.ณัฏฐพัชร์ อ่อนมิ่ง และ ไลน์ที่ น.ส.ณัฏฐพัชร์ ใช้ติดต่อสั่งการให้นายยุทธนา เย็นภิญโญ มือปาระเบิด ลงมือปาระเบิดอาร์จีดีไฟน์เข้าไปในศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก โดยในไลน์ดังกล่าวปรากฏข้อความอ้างว่านางเดียร์ จะจ่ายเงินให้หลังจากเกิดเหตุระเบิด

สถานการณ์ข่าว12/3/58

Jab12Mar15
ถออดถอน38สว.
--------------------
ที่ประชุม สนช. เริ่มประบวนการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอด อดีต 38 ส.ว. แล้ว โดยใช้วิธีลับลงคะแนน

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา ล่าสุด ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอด อดีต 38 ส.ว. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมที่มา ส.ว. โดยมิชอบ ซึ่งขั้นตอนการ

ลงมติ สมาชิกต้องเข้าคูหาลงคะแนนแบบลับ ที่แบ่งการลงมติไว้ 4 กลุ่มเนื่องจากมีความผิดที่แตกต่างกัน ตามบัตรลงคะแนนสีต่าง ๆ

ขณะก่อนหน้านี้ นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวรายงานความคืบหน้ายกร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้ย้ำถึงประเด็น การตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ว่า คณะทำงานดังกล่าวไม่ได้มีอำนาจมากกว่าคณะรัฐมนตรี และไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแต่เป็นการสานต่อการดำเนินงานด้านปฏิรูปประเทศเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังตอบคำถามสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถึงกรณีการทำประชามติ ว่า ขณะนี้ รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ไม่ได้บัญญัติถึงการทำประชามติ ซึ่งหากจะทำประชามติ ต้องมีการแก้ไข

รัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยรัฐบาล หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก่อนวันที่ 6 สิงหาคม เพราะหากไม่มีการประชามติ ก็จะนำร่างรัฐธรรมนูญ ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ภายใน 4 กันยายน ตามกรอบ

ระยะเวลาที่กำหนดไว้

--------
สนช. เริ่มประชุมแล้ว เตรียมลงมติถอดถอนอดีต 38 ส.ว. หลัง กมธ.ยกร่าง แจงคืบหน้า

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด เปิดการประชุมแล้ว โดย สมาชิก สนช. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเตรียมลงมติตามกระบวนการถอดถอนอดีต ส.ว. จำนวน 38 คน

ออกจากตำแหน่ง กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ประเด็นที่มาของ ส.ว. โดยมิชอบ ภายหลังจากวานนี้ เป็นการแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. และตัวแทน
อดีต 38 ส.ว. ขณะเดียวกัน การประชุมในวันนี้ ได้เลื่อนขึ้นมาในเวลา 09.30 น. เพื่อให้สมาชิก สนช. รับฟังคำชี้แจงความคืบหน้าการยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา จากตัวแทนกรรมาธิการยกร่างฯ

ประมาณ 30 นาที จากนั้น จึงเข้าสู่วาระการพิจารณาเรื่องด่วน ลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน อดีต 38 ส.ว. ทันที ทั้งนี้ ในขั้นตอนการลงมติ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิก สนช. หนึ่งผู้ถูกกล่าว

หา จะไม่ร่วมลงมติด้วย เนื่องจากเป็นคู่กรณี
-------------------
สนช.ลงมติลับถอดถอน38สว.ปมแก้รธน.มิชอบ

 โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีคำสั่งนัดประชุม สนช. ในเวลา 10.00 น. เพื่อถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา  38 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มา สว.  ซึ่ง

เป็นขั้นตอนการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ทั้ง 38 คน และเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ 157

ภายหลังจากวานนี้ ที่ประชุม สนช. ฟังการแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาของคณะกรรมการ ปปช. ในฐานะผู้กล่าวหา ย้ำว่า อดีตสว. ทั้ง 38 คน จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและ

ผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พศ.2542 ตามมาตรา 58 (4)
อีกทั้งมีพฤติการณ์ลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งที่รู้ว่า เป็นคนละฉบับกับร่างที่เคยเสนอก่อนหน้านี้ โดยมีการนำร่างใหม่มาสับเปลี่ยน จนทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความมิชอบ

ขัดต่อหลักนิติบัญญัติ และอดีต ส.ว. 38 คน มีส่วนได้เสียกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะกรณีแก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.

(แฟ้มภาพ ตัวแทนอดีต สว. แถลงปิดสำนวน) ขณะที่ตัวแทนจากอดีต 38 สว. ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ส่งตัวแทนแถลงปิดสำนวนคดี 3 คน ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ ปปช. พร้อมยืนยันไม่ได้จงใชใช้

อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำอีกว่า ไม่เคยมีเจตล้มล้างการปกครอง ทั้งนี้ คำร้องของ ปปช. เองก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการพิจารณาของ ปปช. มีอคติ ไม่รอบคอบ

สำหรับรูปแบบการลงมติ จะใช้วิธีลงมติแบบลับในคูหาลงคะแนน เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวจำนวนมาก และ คณะกรรมการ ปปช. ได้มีการแยกฐานความผิดของ 38 อดีต ส.ว. ออกเป็น 4 กลุ่ม ให้ลงมติ

เป็นรายบุคคล จึงกำหนดให้มีบัตรลงคะแนน 4 ใบ โดยในบัตรลงคะแนนสีต่างๆ จะมีช่องถอดถอนและไม่ถอดถอน เพื่อให้สมาชิกได้ลงมติ ซึ่งจะมีการขานชื่อให้สมาชิกมารับบัตรทีละคน คนละ 4

ใบ ไปลงคะแนนในคูหา คาดว่า การลงมติครั้งนี้ จะใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมง

(อินเสิร์ตห้องประชุม สนช.) อย่างไรก็ตาม ผลการลงคะแนน จะสามารถถอดถอนได้ตัองใช้คะแนนเสียง 3 ใน 5 คือ 132 เสียง จากสมาชิกทั้งหมด 220 คน แต่ไม่นับรวมอดีต สว. ที่ปัจจุบันเป็น

สมาชิก สนช.
------------------------
สนช.ลงมติถอดถอน38สว.แล้ว-รอผลบ่าย

 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณากระบวนการถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 38 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา สว. ซึ่งเป็นขั้นตอน

การลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ทั้ง 38 คน และเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ 157 โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานการประชุม ชี้แจงถึงขั้นตอนการลงมติถอนถอนอดีต 38 ส.ว. โดยจะใช้วิธี

ลงมติแบบลับในคูหาลงคะแนน ทั้งนี้ มีผู้ถูกกล่าวจำนวนมาก และป.ป.ช.ได้มีการแยกฐานความผิดของ 38 อดีตส.ว.ออกเป็น 4 กลุ่ม จึงให้ลงมติเป็นรายบุคคล แยกตามฐานความผิด 4 กลุ่ม ซึ่งจะมี

บัตรลงคะแนน 4 ใบ กล่องใส่บัตรลงคะแนน 4 กล่อง ตามสีของบัตรลงคะแนน แบ่งเป็นกลุ่มที่หนึ่ง 22 คน เป็นบัตรสีส้ม //กลุ่มที่สอง 13 คน เป็นบัตรสีขาว //กลุ่มที่สาม 2 คน เป็นบัตรสีฟ้า //และ

กลุ่มสุดท้าย 1 คนเป็นบัตรสีเขียว จากนั้น ตั้งคณะกรรมการนับคะแนน 3 ชุดๆ ละ 10 คน โดยในบัตรลงคะแนนสีต่างๆ จะมีช่องถอดถอนและไม่ถอดถอนเพื่อให้สมาชิกได้ลงมติ ซึ่งจะมีการขานชื่อ

ให้สมาชิกมารับบัตรทีละคน คนละ 4 ใบ ไปลงคะแนนในคูหา ทั้งนี้ คาดว่า การลงมติครั้งนี้ จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

สำหรับ กรณีที่มีอดีตสมาชิกวุฒิสภา ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิก สนช. และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหลังที่ประชุมมีมติถอดถอน ทำให้ตำแหน่งดังกล่าว

ต้องว่างลง ทั้งนี้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า สมาชิก สนช. ต้องมีจำนวนไม่เกิน 220 คน และสมาชิก สปช. ไม่เกิน 250 คน ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องสรรหาบุคคลเพิ่มเติม เพื่อมา

แทนตำแหน่งที่ว่างลง หรือหากต้องสรรหาเพิ่ม ก็เป็นหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในการคัดเลือก
--------------------------
สนช. มีมติไม่ถอดถอน อดีต 38 ส.ว. ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. หลังโหวตลับกว่า 3 ชั่วโมง

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อลงมติถอดถอน อดีต ส.ว. จำนวน 38 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550

ประเด็นที่มาของ ส.ว. โดยมิชอบ ล่าสุด ภายหลังจากสมาชิกเข้าคูหากาบัตรลงคะแนนลับ ทั้ง 38 คน โดยแยกลงบัตรคะแนนตามฐานความผิด 4 กลุ่ม ตามคำร้องของ ป.ป.ช. คือ กรณีเข้าชื่อเสนอ

กฎหมาย และลงมติในวาระ 3 จำนวน 2 คน  กรณีเข้าชื่อเสนอกฎหมายและลงมติ ในวาระ 1, 2 และ 3 จำนวน 22 คน  กรณีเข้าชื่อเสนอกฎหมายและลงมติในวาระ 1 และ 3 จำนวน 13 คน  และกรณี

เข้าชื่อเสนอกฎหมายและลงมติวาระ 2 จำนวน 1 คน

จากนั้น คณะกรรมการตรวจนับคะแนนที่ตั้งขึ้นมา 3 กลุ่ม ได้นับคะแนนเสร็จสิ้น ประธานการประชุม แจ้งผลการการนับคะแนนเป็นรายบุคคล ผลปรากฏว่า ทุกกลุ่มฐานความผิดมีมติไม่ถอดถอน

ออกจากตำแหน่ง

/////////
กมธ.ยกร่างรธน.

"เจษฎ์" เผย กมธ.ยกร่าง ทบทวนเนื้อหาไปแล้ว 80-90 มาตรา  ขณะ สัดส่วนสตรี 1 ใน 3 ยังไม่มีข้อสรุป

รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎ์ โทณวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยกับ INN  ว่า การพิจารณาทบทวนเนื้อหารายมาตรา เบื้องต้นมีการนำข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นการนำรัฐธรรมนูญ

เก่ามาเทียบเคียงและการศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศ มาปรับแก้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง และให้เชื่อมโยงกันทั้งฉบับ โดยสามารถทบทวนไปแล้วประมาณ 80-90 มาตรา

พร้อมกันนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวด้วยว่า เนื้อหาหลักเรื่องของที่มาของนายกฯ ยังคงเหมือนเดิม ส่วนเรื่องที่ยังไม่ลงตัว คือสัดส่วนสตรี 1 ใน 3 ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยหลายคนกังวลว่า

หากมีการระบุลงไปในรัฐธรรมนูญว่า สภาท้องถิ่น ต้องมีสัดส่วนสตรี 1 ใน 3 ก็จะเป็นการบังคับผู้เลือกมากเกินไป แต่หากจะระบุว่า ให้แต่ละพรรคแต่ละกลุ่มเสนอชื่อผู้หญิง 1 ใน 3 ก็เป็นการบังคับ

ผู้สมัครเช่นกัน โดยไม่ได้กังวลถึงเรื่องประสิทธิภาพการทำงานแต่อย่างใด
-------------------
"พล.อ.เลิศรัตน์" เผย ทบทวน ร่าง รธน.คืบหน้ามาก มั่นใจเสร็จตามกรอบ ภายในเดือนนี้ ก่อนนำลงพื้นที่ชี้แจง ปชช.

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้การทบทวนและปรับแก้ถ้อยคำในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 315 มาตรา มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งในส่วน

การปรับแก้นั้น ส่วนใหญ่ปรับแก้ถ้อยคำที่เขียนผิด ซึ่งถือว่าน้อยมาก นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะสามารถทบทวนเสร็จสิ้นตามกรอบระยะเวลาที่ตั้งไว้คือ ในช่วง

ปลายเดือนมีนาคม นี้ อย่างแน่นอน และหลังจากนั้นจะเป็นการลงพื้นที่เพื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้รับทราบ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เลิศรัตน์ ยังย้ำว่า ในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สาย วันที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พอใจ และชมเชยการทำงานของ

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความรวดเร็วและคืบหน้าเป็นอย่างมาก
--------------------
กมธ.ยกร่างฯ ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีการประชาเสวนาหาทางออก 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง

คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีการประชาเสวนาหา

ทางออก สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ ที่ โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย พิษณุโลก ตาก

เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร

ทั้งนี้ นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และ นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความ

เห็นขอประชาชนเป็นผู้กล่าวเปิดการเสวนา พร้อมทั้งวิดีทัศน์ปาฐกถา เรื่องกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรองประธาน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่ 1
-----------------------
"วิษณุ" ชี้การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ประสบความสำเร็จ ต้องสร้างความยอมรับนับถือกับทุกคนให้ได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับ “กระบวนการยุติธรรมไทย” ในงานสัมมนาสาธารณะ “การพัฒนาเศรษฐกิจกับกระบวนการยุติธรรม” ว่า สิ่งที่เรียกว่ากระบวน

การยุติธรรม ในความเข้าใจของฝ่ายบริหาร นั้นคือ การดำเนินการในทุกขั้นตอน เพื่อที่จะสร้างความเป็นธรรมในทางคดีความ และสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยคำสามคำที่ปรากฏใน

นิยามนี้ มีนัยที่ซ่อนอยู่  อย่างแรกหมายถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสอบสวน อัยการ ผู้พิพากษา ถือว่าอยู่ในการดำเนินการทุกขั้นตอนต่าง ๆ แล้วก็ต้องไปเกี่ยวกับการสร้างความเป็นธรรม

ความยุติธรรม โดยนำหลักเกณฑ์มาใช้เพื่อยุติข้อกล่าวหากัน ทั้งนี้ การสร้างความเป็นธรรมก็ไม่สามารถทำให้คนทุกพึ่งพอใจได้ ยังมีบางคนไม่ได้ประโยชน์ จนกลายเป็นไม่ยอมรับนับถือ ดังนั้น

การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่จะประสบความสำเร็จ คือต้องสร้างความยอมรับนับถือกับทุกคนให้ได้ แต่การที่มีทั้งคนพอใจ และมีคนไม่พอใจนั้น ก็ถือเป็นเคราะห์ร้ายใน
กระบวนการยุติธรรมก็ว่าได้
----------------
"วิษณุ" ชี้ กระบวนการ ยธ. ที่ดี ต้องสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่น ไม่มีสองมาตรฐาน และมีความทันสมัย

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คุณภาพในกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญ ที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมประสบความสำเร็จ คือ 1. ต้องทำให้บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมมี

คุณธรรม และมีความสามารถ 2. ต้องจัดให้กระบวนการยุติธรรมมีความสะดวกในการเข้าถึง ถ้าใช้เวลามากมีความซับซ้อนจะล้มเหลว และ 3. ต้องสร้างความเชื่อถือความเชื่อมั่น ไม่มีสองมาตรฐาน

และมีความทันสมัย จึงจะทำให้กระบวนการยุติธรรมประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้พยายามเสนอกฎหมายเพื่อปรับทั้งสามข้อข้างต้น เช่น กระทรวงยุติธรรมได้เสนอร่างกฎหมายกองทุนยุติธรรมที่ช่วยให้จำเลยขอประกันตัวได้ ช่วยคุ้มครองพยานด้วย ซึ่ง

ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจทานอยู่ และจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติในเร็ว ๆ นี้
-----------------
"ถวิลวดี" ระบุ กมธ. ยังไม่ได้ตัดสินใจ เสนอทำประชามติหรือไม่ คาด จำเป็นต้องทำเพื่อฟังเสียงประชาชน

นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นขอประชาชน กล่าวว่า ความเห็นของประชาชนมีประโยชน์ต่อการร่างรัฐ

ธรรมนูญ ถึงแม้จะมีการร่างไปแล้ว ก็ยังสามารถนำไปปรับแก้ไขเพิ่มเติมได้เพื่อให้สามารถเดินไปได้ถูกทาง โดยในร่างฉบับนี้ได้มีการกำหนดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่าย

นิติบัญญัติได้โดยการลงชื่อถอดถอน รวมทั้ง มีกลไกในกระบวนการตรวจสอบจากภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสันติสุข เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความ

เป็นธรรม สร้างความปรองดองด้วย

อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มี 4 ภาค มีทั้งหมด 315 มาตรา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อการบันทึกไว้ในเจตนารมณ์แต่ละมาตรา ให้มีความชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้ นางถวิลวดี ยังระบุว่า กรรมาธิการฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะมีการทำประชามติหรือไม่ แต่ในอนาคตคาดว่า จะต้องมีการทำประชามติเพื่อฟังเสียงของประชาชน ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
--------------------------
"สมชัย" นำคณะ กกต. ร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภาล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง พร้อมคณะ เดินทางเข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐ

ธรรมนูญ

โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวย้ำว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของการจัดการเลือกที่มีการปรับเปลี่ยนนั้น การปรับวาระในการดำรงตำแหน่ง

ของคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 วาระ วาระ 6 ปีแต่ในส่วนคณะกรรมการชุดปัจจุบันให้ยังคงวาระ 7 ปี ในการดำรงตำแหน่งเช่นเดิม ซึ่งขอบเขตหน้าที่

ในการทำงานเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 อาทิ กำหนดกฎเกณฑ์ ควบคุมการจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ

จัดการเลือกตั้ง หรือ (กจต.) เข้ามาดำเนินงานในส่วนดังกล่าวแทน

//////////
ปปช.ถอดถอน ต่ออายุ

"วิชา" ย้ำ ไม่ขอต่ออายุ หมดวาระหยุดทำหน้าที่ทันที วันนี้ พิจารณารับรองสำนวนถอดถอน 250 ส.ส.

ศ.วิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในวันนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช. จะมีการพิจารณารับรองสำนวนการไต่สวนของอนุกรรม

การที่มีมติให้ถอดถอน 250 อดีต ส.ว. ในประเด็นที่มาการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหากที่ประชุมเห็นตามอนุฯ ไต่สวน ก็สามารถส่งเรื่องให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทันที ส่วนเรื่องการถอดถอน

อดีต ส.ว. วันนี้ นั้น ไม่ขอพูดถึง เพราะว่าได้ทำหน้าที่จบตามกระบวนการไปแล้ว ส่วนจะถอดถอนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ สนช. เช่นเดียวกับคดีอาญาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต

นายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว และคดีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก กรณีระบายข้าว ก็ผ่านพ้นกระบวนการของ ป.ป.ช. ไปแล้วไม่ขอพูดถึงเช่นกัน

พร้อมกันนี้ ศ.วิชา ยังกล่าวด้วยว่า จะไม่มีการขอต่ออายุการทำงานของตนอย่างเด็ดขาด โดยจะยึดตามหลักกฎหมาย ครบวาระ ก็จะหยุดทำหน้าที่ทันที
--------------------
ป.ป.ช.ชุดใหญ่ประชุมต่อเนื่อง พิจารณาลงมติชี้มูลความผิดในสำนวนคดีถอดถอน 250 อดีต ส.ส.

บรรยากาศที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล่าสุด ยังอยู่ในระหว่างการประชุมประจำสัปดาห์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยในวันนี้จะมีการพิจารณา

ลงมติชี้มูลความผิดในสำนวนคดีถอดถอนอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 250 ราย จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาวุฒิสภาโดยมิชอบ ซึ่งก่อนหน้านี้องค์คณะไต่สวนได้พิจารณา
แล้วเห็นควรให้ดำเนินการถอดถอน เนื่องจากมีพฤติการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ หากที่ประชุมมีมติรับรองผล

ขององค์คณะไต่สวน ก็จะส่งสำนวนดังกล่าวให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาถอดถอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดอดีตสมาชิกวุฒิสภาจากข้อกล่าวหาเดียวกันนี้ให้ สนช. พิจารณาถอดถอน ซึ่งจะมีการลงมติในวันนี้
-------------------
ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 8-1 ชี้มูลความผิด 250 อดีต ส.ส. กรณีแก้รัฐธรรมนูญ เตรียมชง สนช.ถอดถอน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจิตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนคดีถอดถอนอดีตสมาชิกสภาผู้แทน

ราษฎร จำนวน 258 จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาวุฒิสภาโดยมิชอบ โดยแบ่งเป็น 7 ฐานความผิด ซึ่งที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 8:1 เสียง ให้ชี้มูลความผิดอดีต ส.ส. 250 ราย ว่ามี

พฤติการณ์ส่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยผู้ถูกกล่าวหา 239 ราย มาจากการลงรายมือชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาวุฒิสภา และลงมติในวาระ 1, 2 และ

3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข อีก 1 ราย ลงรายมือชื่อเสนอญัติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 2 และ 3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนอีก 10 ราย เป็นผู้ที่ลงรายมือชื่อเสนอ

ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และลงมติในวาระ 1 และวาระ 3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

นอกจากนี้ นายสรรเสริญ ยังถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่ถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา 38 ราย ในฐานความผิดเดียวกันว่า ในการถอดถอน สนช. พิจารณาในพฤติกรรมของการ

กระทำแม้ว่าจะเป็นฐานความผิดเดียวกัน
//////////////
/////////////////////
ม็อบให้กำลังใจปลัดสธ.

"น.พ.ณรงค์" รายงานตัวกับ "สุวพันธุ์" ทำความเข้าใจภาพรวมแล้ว ยังไม่คุยว่าให้ช่วยงานส่วนใด บอกทำความเข้าใจผู้สนับสนุนแล้วไม่ให้กระทบนายกฯ-บ้านเมือง

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเข้ารายงานตัวช่วยราชการที่ทำเนียบรัฐบาลกับ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐมนตรี

ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีการคุยงานในภาพรวม แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะให้ช่วยงานในส่วนไหน ซึ่งตนเป็นข้าราชการเมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งก็ต้องมารายงานตัวตาม
หน้าที่ ส่วนจะเข้ามาเริ่มงานเมื่อไหร่นั้น กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา

ส่วนผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้กำลังใจนั้น นานแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า ตนได้บอกกับทุกคนไปแล้วว่าเรื่องนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรี และต้องการเห็น

ประเทศเดินหน้าต่อไป ขณะเดียวกันสบายใจในฐานะที่เป็นข้าราชการ และเชื่อว่าจะไม่มีการชุมนุมเพราะข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขให้บริการเต็มที่ไม่เคยเอาประชาชนเป็นตัว
ประกัน ส่วนจะมีการฟ้องร้องกรณีที่ถูกโยกย้ายกะทันหันหรือไม่นั้น ตนยังไม่ได้คิดในเรื่องดังกล่าว
-----------------
บรรยากาศที่ สธ. ตัวแทนประชาคมสาธารณสุข 500 คน ถือป้ายให้กำลังใจ อดีตปลัด สธ. โดยมีทหารและตำรววจ ดูแลความเรียบร้อย

บรรยากาศที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี มีตัวแทนประชาคมสาธารณสุข กว่า 500 คน ถือป้ายที่มีข้อความให้กำลังใจและนำดอกไม้มามอบให้  นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวง

สาธารณสุข เพื่อแสดงจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับการโยกย้าย นายแพทย์ณรงค์ ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิ ดูแลงานด้านการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และถูกตั้งคณะ

กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีที่ถูกมองว่า ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในองค์กร

ด้าน นายแพทย์สุทัศน์ ศรีวิไล ที่ปรึกษาชมรมโรงพยาบาลศูนย์ / โรงพยาบาลทั่วไป และกรรมการบริหารประชาคม กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในวันนี้ ตน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้รวม

ตัวมาให้กำลังใจ เพราะที่ผ่านมา นายแพทย์ณรงค์ เป็นคนดี ทำงานจริงจัง สนองนโยบายของรัฐมาโดยตลอด  และมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากส่วนบุคคล แต่เป็นความขัดแย้งที่ต้อง

การทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุข อย่างเต็มที่  และหลังจากนี้ จะมีการยื่นหนังสือคัดค้านการโยกย้ายดังกล่าว ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าไม่เห็นด้วยกับการโยก

ย้าย เนื่องจากไม่มีเหตุผลชัดเจน รวมถึงการโยกย้ายอาจจะมีผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะที่ผ่านมามีการร้องเรียนให้มีการสอบสวนการทำงานของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)  เนื่อง

จากทำให้กระทรวงสาธารณสุข ขาดทุน แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการตรวจสอบ  พร้อมกันนี้จะมีการกดดันให้มีการปลด นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อให้แสดงความรับผิดชอบ

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก สภ.เมืองนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ทหาร กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 คอยดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่
----------------------
ปลัด สธ. ยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกย้าย ขอบคุณประชาคมมาให้กำลังใจ จะกู้ศักดิ์ศรีให้ตัวเองกลับมา ท่ามกลาง
รปภ.เข้มทหาร จร.

สุภาพร ศรีหาวงศ์ รายงาน

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุข
และในวันนี้ ตนจะเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักนายกรัฐมนตรี แม้จะยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งการโยกย้าย แต่น้อมรับคำสั่งของ
นายกรัฐมนตรี ที่ให้เข้าไปช่วยราชการ พร้อมกล่าวขอบคุณประชาคมสาธารณสุข ที่มาให้กำลังใจในวันนี้ ยืนยันที่ผ่านมา ทำตาม
นโยบายของรัฐบาลมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องนโยบายแบ่งเขตสุขภาพ และสิ่งแรกที่จะต้องทำหลังจากนี้ คือ การกู้ศักดิ์ศรีของ
ตระกูลและตนเอง กรณีที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน รวมถึงมองว่าการโยกย้ายในครั้งนี้ เป็นการคุกคามข้าราชการ โดย
เฉพาะในตำแหน่งปลัดกระทรวง เพราะถือเป็นตำแหน่งที่ได้มาจาการทำงานอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ขอฝากให้ข้าราชการทุกคนสานต่อนโยบายที่ร่วมกันคิดและทำเพื่อประชาชน ทั้งนโยบายเขตสุขภาพ/ เดินหน้าการปฏิรูป
การเงินการคลัง และเรื่องของธรรมมาภิบาล โปร่งใสตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน การรวมตัวในวันนี้ ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลแต่เป็นการรวมตัวเพื่อให้นายกรัฐมนตรี หันมามองข้าราชการ
กระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการประจำ และไม่อยากให้รัฐบาลตกเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ในการโยกย้าย
ในครั้งนี้ และภายหลังที่ นายแพทย์ณรงค์ พูดคุยกับประชาคมสาธารณสุข ได้มีการเดินพบปะและยิ้มรับดอกไม้กับเจ้าหน้าที่ ส่วน
มาตรการการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร คอยดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่ด้วย
-----------------
"วิษณุ" แจง เรื่องปลัด สธ. แค่ขอตัวมาช่วยงานเท่านั้น ยังดำรงตำแหน่งปลัดเหมือนเดิม ตั้งใครมาแทนไม่ได้ ไม่รู้รายละเอียดปัญหาภายใน รอบสอบ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวถึงคำสั่งการขอตัว นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาช่วยราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่ได้เป็นการย้าย

หรือปลด เป็นการเอาตัวเข้ามาช่วยราชการที่ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ยังดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขอยู่และระหว่างนี้จะตั้งคนอื่นมาเป็นปลัดกระทรวงไม่ได้ ส่วนจะตั้งใครมาแทนก็เป็นได้

เพียงรักษาการณ์เท่านั้น และเรื่องนี้ไม่ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 11(4)

นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ นายแพทย์ณรงค์ ยังเป็นปลัดกระทรวงอยู่และไม่มีตำแหน่งใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในคำสั่งหากมีการให้ออกมาช่วยราชการชั่วคราว แต่ยังคงได้รับเงินเดือนปลัดฯ อยู่ แต่จะ

ไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง เพราะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่การมาช่วยราชการนั้นต้องการให้รักษาสิทธิ์ในการได้รับในส่วนเงินประจำตำแหน่งจำนวน 45,000 บาทต่อไป ส่วนปัญหาภายใน

ของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ทราบรายละเอียด ซึ่งรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบแล้วและจะรายงานว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ณรงค์ ได้เข้ารายงานตัวกับ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยราชการแล้ว
------------------------
รองโฆษก รบ.ย้ำ "น.พ.ณรงค์" ขอย้ายโดยความสมัครใจ ขอเวลาในการแก้ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข กับ สปสช.

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งย้าย น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่า เป็นการขอย้าย

โดยความสมัครใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้หารือร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึง
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงการขอเวลาในการแก้ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. และเมื่อไม่สามารถแก้ไขได้จึงขอย้ายมาทำ

งานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังจากนี้ข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขจะมีความเชื่อมั่นในการทำงานมากขึ้น และเชื่อว่า น.พ.ณรงค์ จะสามารถทำความเข้าใจกับกลุ่มแพทย์ชนบทให้
ยุติความเคลื่อนไหวขับไล่รัฐมนตรีได้

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงไม่แก้ปัญหาด้วยการโยกย้ายตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้รับคำสั่งจาก

นายกรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนการทำงาน จึงต้องมีบุคคลในการรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา
-----------------------
ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 8-1 ชี้มูลความผิด 250 อดีต ส.ส. กรณีแก้รัฐธรรมนูญ เตรียมชง สนช.ถอดถอน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจิตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนคดีถอดถอนอดีตสมาชิกสภาผู้แทน

ราษฎร จำนวน 258 จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาวุฒิสภาโดยมิชอบ โดยแบ่งเป็น 7 ฐานความผิด ซึ่งที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 8:1 เสียง ให้ชี้มูลความผิดอดีต ส.ส. 250 ราย ว่ามี

พฤติการณ์ส่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยผู้ถูกกล่าวหา 239 ราย มาจากการลงรายมือชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาวุฒิสภา และลงมติในวาระ 1, 2 และ

3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข อีก 1 ราย ลงรายมือชื่อเสนอญัติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและลงมติในวาระ 2 และ 3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนอีก 10 ราย เป็นผู้ที่ลงรายมือชื่อเสนอ

ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และลงมติในวาระ 1 และวาระ 3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

นอกจากนี้ นายสรรเสริญ ยังถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่ถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา 38 ราย ในฐานความผิดเดียวกันว่า ในการถอดถอน สนช. พิจารณาในพฤติกรรมของการ

กระทำแม้ว่าจะเป็นฐานความผิดเดียวกัน

/////////////

คดีมั่นคงระเบิด

ดุสิตโพล ปชช.มองระเบิดศาลอาญาส่งสัญญาณเตือนว่าบ้านเมืองจะกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง เชื่อสาเหตุมาจากปัญหาการเมือง

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "ประชาชนคิดอย่างไร กับ เหตุระเบิดบริเวณศาลอาญา" จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 1,271 คน

ระหว่างวันที่ 8-11 มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 84.58 เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าบ้านเมืองจะกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ร้อละ 78.21 เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง, ร้อยละ

76.79% สร้างสถานการณ์ ป่วนเมือง ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ

ทั้งนี้ ร้อยละ 89.38 เชื่อว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง, ร้อยละ 75.92 ต้องการสร้างกระแส สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง, ขณะเดียวกัน ร้อยละ 82.43 เห็นว่าเหตุระเบิดทำให้ภาพลักษณ์

ของประเทศเสียหาย ความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของรัฐบาลลดน้อยลง, ร้อยละ 82.30 ประชาชนวิตกกังวลถึงความไม่ปลอดภัยและความไม่สงบของบ้านเมือง

นอกจากนี้ ร้อยละ 81.67 เห็นว่า เพื่อเป็นการป้องกันเหตุร้าย ควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ตั้งด่านตรวจเพิ่มสายตรวจในพื้นที่ และร้อยละ 80.88 ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่อง

ดูแล
------------------------
ผบก.สส.บช.น. เผย คืบคดีระเบืดศาล ยังตามล่า 2 ผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ พร้อมเปิดรายชื่อทั้งหมดพรุ่งนี้

พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุคนร้ายปาระเบิด บริเวณลานจอดรถหน้าศาลอาญา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา

ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามตัวผู้ต้องหาที่เหลือทั้งสองคนอยู่ หลังเมื่อวานที่ผ่านมา สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 7 ราย จากทั้งหมด 9 ราย และยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหาร

พร้อมยืนยันจะมีการเปิดเผยรายชื่อพร้อมกันทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ แต่ยังไม่ทราบเวลาที่แน่ชัด ซึ่งจะได้แจ้งให้ทราบอีกครั้ง
----------------------------
รรท.ผบก.ป. เผยคืบคดีระเบิดศาลอาญา ส่งทีมร่วมสอบสวน บช.น.ด้วย ดูแลสถานที่เชิงสัญลักษณ์แล้ว

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้า การสืบสวนสอบสวนคดีคนร้ายปาระเบิดศาลอาญา ว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ในส่วนของกองปราบ

ปรามได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวน กองกำกับการ 1 ไปร่วมทีมสืบสวนกับตำรวจนครบาล เพื่อติดตามผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี และร่วมสืบสวนขยายผล บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุดังกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของการเฝ้าระวังสถานที่ราชการสำคัญนั้น ได้สั่งการให้รถวิทยุสายตรวจ ของกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ หรือ ปพ. ออกตระเวน และตรวจตรา เพื่อเป็นการร่วมดูแลสถานที่

ราชการสำคัญ และสถานที่เชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กำชับมาด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ ยังคงเป็นไปตามปกติ มีประชาชนเข้ามาติดต่อราชการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เน้นตรวจตรารถยนต์ที่เข้ามาในพื้นที่ และบุคคลที่

เข้ามาในศาลอย่างเข้มงวด
-----------------------
ผบ.ตร. เผย ทหาร ตำรวจ ประสานข้อมูลคำสารภาพผู้ต้องหาบึ้มศาลอาญาก่อนส่งมอบตัวให้สัปดาห์นี้ ยังอุบผลสอบหวั่นกระทบรูปคดี

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุคนร้ายปาระเบิดศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2558 ว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับได้อยู่ใน

ความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตามกฎอัยการศึก จำนวน 7 ราย และจะส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินตามกฎหมาย ป.วิอาญา หลังครบกำหนด 7 วันตามที่มีอำนาจควบคุมตัว ซึ่งระหว่างการควบคุมตัว

ฝ่ายทหารก็มีการสอบปากคำผู้ต้องหา เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าข้อมูลการสอบสวนทั้งหมดได้มีการประสานกับทางตำรวจอยู่ตลอด ส่วนการส่งมอบตัวผู้

ต้องหาคาดว่าจะส่งให้พนักงานสอบได้ภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ปฏิเสธให้ข้อมูลและรายละเอียดผลการสอบปากคำ เนื่องจากเกรงว่าจะเสียรูปคดีและกระทบต่อแนวทางการสืบสวน เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมี

ความละเอียดอ่อน

สำหรับเหตุระเบิดศาลอาญา เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับแล้วทั้งหมด 9 ราย โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน อายุ 63 ปี และผู้ต้องหาคนอื่นได้แล้ว

รวม 7 คน จากทั้งหมด 9 คน โดยจะมีการส่งมอบตัวให้กับคณะพนักงานสอบสวนในวันที่ 13 มีนาคม นี้
----------------------
ผบช.น. เผย ทหารนำตัวผู้ต้องหาระเบิดศาลทั้งหมดมาส่งตัวพรุ่งนี้ ก่อนนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และฝากขังศาลต่อไป

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยก่อนการประชุมความคืบหน้า เหตุระเบิดหน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.) ทาง

เจ้าหน้าที่ทหารจะได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดที่สามารถควบคุมตัวได้ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ประมาณเวลา 08.00 น. ซึ่งเมื่อได้ตัวผู้ต้องหาก็จะมีการแจ้งข้อ

กล่าวหาให้ทราบพร้อมคุมตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพ บริเวณจุดเกิดเหตุในวันเดียวกัน

ด้านผู้สั่งการในแอพพลิเคชั่นไลน์ของกลุ่มผู้ต้องหาที่ใช้นามว่า "เดียร์" นั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ ระบุว่า เบื่องต้นทางผู้ต้องหาก็มีการซักทอดถึงบุคคลดังกล่าวด้วย ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ต้องรอตรวจสอบพยานหลักฐานให้แน่ชัดก่อนการออกหมายจับ เชื่อบุคคลดังกล่าวอยู่ในประเทศ

รวมทั้งยังพบความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบก่อนหน้านี้ด้วยโดยเฉพาะ เรื่องของนายทุนที่ให้การสนับสนุนอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น เพราะเป็นอาวุธ

ที่ทางราชการไทยไม่มีใช้อย่างแน่นอน อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานเอาผิดกับบุคคลดังกล่าว รวมทั้งยังตอบไม่ได้ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในหรืออยู่นอกประเทศ
---------------------------
ผบช.น.เผยเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานฟ้องผู้ต้องหาบึ้มพารากอน 2 รายพร้อมเตรียมรับมือเหตุระเบิดทั่วกรุ่งกว่า 100 จุดแล้ว

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีความคืบหน้าเหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม และหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพา

รากอน เมื่อวันที่ 1  กุมภาพันธุ์ ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลหลักฐานมให้ครบถ้วนเพื่อฟ้อง ผู้ต้องหาตามภาพ 2 รายที่มีการออกหมายจับไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิด

เผยรายละเอียดได้ เพราะทุกอย่างยังอยู่ในสำนวนคดี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ทิ้งคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง พร้อมเตรียมแผนรับมือร่วมกับทางกองทัพ สำหรับวันที่15มีนาคมนี้ ที่ผู้ต้องหาเคยให้การ

ว่าจะมีการก่อเหตุป่วนเมืองกว่า 100 จุด ทางกองทัพและตำรวจมีความพร้อมในการรับมืออยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยแผนการได้หวั่นผู้ก่อเหตุไหวตัวทัน
-------------------
ผบ.ตร. จี้ตำรวจคุมเข้มเช็กโกดัง ตั้งด่านสกัดป้องสวมมันสำปะหลังต่างด้าว - ขนข้าวข้ามเขต

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีวิทยุสั่งการถึง ผบช.ภ.2-6 ผบช.ตชด. และ ผบช.ก. กำชับให้ป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า ส่งออกมันสำปะหลังตามแนวชาย

แดน ตลอดจนป้องกันข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้ามเขตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงให้ทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง จัดทำฐานข้อมูล แหล่งนำเข้าส่งออก โกดัง ผู้ประกอบการ และผู้ค้าสินค้าทางการ

เกษตร ในพื้นที่รับผิดชอบไว้อย่างเป็นระบบ หากมีข้อมูลหรือพบสิ่งผิดปกติ ให้ประสานเจ้าพนักงาน หรือกรมการค้าภายใน สายด่วน 1569 นอกจากนี้ ให้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และตั้งด่านตรวจค้น

บนเส้นทางหลัก เส้นทางรอง เส้นทางล่อแหลม โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเรียกตรวจค้นพานหะที่บรรทุกสินค้าทางการเกษตร ตรวจสอบว่าเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศ

เพื่อนบ้านหรือไม่ หากเป็นสินค้านำเข้าต้องตรวจสอบว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ กรณีข้าวเปลือก ข้าวสารให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่า มีใบอนุญาตขนย้ายข้ามเขตหรือไม่ โดยให้เร่งรัด สืบสวน

ปราบปราม จับกุมสินค้าทางการเกษตร ที่นำเข้า และหรือขนย้ายโดยผิดกฎหมาย อย่างเคร่งครัด
///////////////////////
"สมชัย" ยังย้ำมติร่วม กกต. ไม่เห็นด้วย ตั้ง กจต. ให้อำนาจปลัดกระทรวง แต่งตั้งบุคคลเข้ามาจัดเลือกตั้ง เสี่ยงถูกแทรกซง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยได้ย้ำถึงจุดยืนที่

เป็นมติร่วมกันของ กกต. ว่า การจัดตั้ง กจต. ที่ให้อำนาจปลัดกระทรวงแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง อาจทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ในฐานะที่เป็นข้าราชการ

ประจำ จึงเสนอมีแนวทางที่ป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทั้งการเสนอให้ถอดแนวทางนี้ออก หรือแนวทางให้ปลัดกระทรวงเสนอชื่อบุคคลมากกว่าเดิม 3 เท่า เพื่อให้ กกต. ตรวจสอบ

ประวัติและคัดเลือกเข้าทำหน้าที่ จนไปถึงอำนาจในการยุติการทำงานของกรรมการ กจต. ที่เข้าข่ายประพฤติผิด

อย่างไรก็ตาม การเสนอแนวทางดังกล่าว ไม่ได้เป็นการหวงอำนาจ แต่เป็นความเห็นร่วมกันที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองมีช่องทางในการแทรกแซงการจัดการเลือกตั้ง
///////////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว รปภ.เข้ม ไร้วาระประชุมช่วงเช้า ขณะ "สุวพันธุ์" หารือ คกก.ข้อมูลข่าวสารของราชการ

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ท่ามกลางการ

รักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด โดยในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการจัดประชุมร่วมระหว่างประธานและฝ่ายเลขานุการของคณะ

กรรมการขับเคลื่อนชุดต่างๆ 5 คณะ ครั้งที่ 1/2558 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า

ขณะที่วาระอื่นๆ ที่น่าสนใจในที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.30 น. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

ณ ห้องประชุมอรรถไกวัลวที อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
----------------------
พล.อ.สรรเสริญ ยัน รบ.ไม่ได้ถังแตก เก็บภาษีบ้านวางระบบประเทศใหม่ ผู้มีรายได้มากต้องร่วมกันรับผิดชอบบ้านเมือง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดเก็บภาษีบ้านว่าเป็นการปรับระเบียบสังคมให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ใช่การรีดภาษีจากประชาชน ยืนยันว่า

รัฐบาลไม่ได้ถังแตก แต่รัฐบาลต้องการวางระบบให้ประเทศ โดยผู้มีรายได้มากจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อไม่ให้ผู้มีรายได้น้อยต้องมาแบกรับภาระมากเกินไป ขณะที่การจัด
เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการผลักภาระไปที่ผู้ประกอบการโรงเรียน แต่เมื่อโรงเรียนกวดวิชามีรายได้ก็จำเป็นที่จะต้องเสียภาษีตามกฎหมาย
----------------------
นายกฯ สั่งชะลอภาษีที่ดิน ห่วงกระทบประชาชน ยังไม่ปรับขึ้นราคารถไฟฟ้าบีทีเอส แก้ พ.ร.บ.สลาก รอข้อสรุปอีกครั้ง

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมร่วมระหว่างประธานและฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดต่าง ๆ 5 คณะ ครั้งที่ 1/2558 ที่มี พล.อ.ประยุทธ

จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ซึ่งเป็นการติดตามการขับเคลื่อนของรัฐบาล ทั้งนโยบายเร่งด่วน นโยบายสำคัญและนโยบายตามปกติของ

รัฐบาล โดยการหารือในวันนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งชะลอโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมในระยะยาวและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อ

ประชาชน ขณะเดียวกันกรณีที่มีกระแสข่าวการขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ยืนยันว่ายังไม่มีแผนในการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากถึงการจัดตั้งศูนย์ one stop sevice ของภาคธุรกิจและที่ต้องใช้แรงงาน ซึ่งยังขาดข้อมูลจากภาคเอกชนในการต้องการแรงงานมากน้อยแค่ไหน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์

one stop sevice ในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ต่อไป ขณะเดียวกันในส่วนของพระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีข้อสงสัยในเรื่องการจำหน่ายลอตเตอร์รี่ผ่านตู้ ย้ำว่ายังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว

ซึ่งยังติดในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม
-------------------
พล.ต.สรรเสริญ แจงข้อห่วงใยสำนักข้าหลวงใหญ่ข้อพิพาทที่ดินกับ ปชช. ยันเป็นไปตามกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้งละเมิดสิทธิ์

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ออกแถลงการณ์แสดง

ความเป็นห่วงสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในกรณีข้อพิพาทด้านการใช้ที่ดินกับประชาชนในพี้นที่ 6 หมู่บ้านของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เป็นการทำลายพืชผลของชาวบ้านและเข้าข่ายกระทบต่อสิทธิมนุษย

ชน รวมทั้งสิทธิในที่อยู่อาศัยว่า ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอุทยานแห่งชาติป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ที่ต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้

ให้เป็นป่าต้นน้ำที่มีความสมบูณ์

ทั้งนี้ กรณีพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่อนุญาตให้เอกชนเข้าไปสัมปทานใช้พื้นที่ทำประโยชน์ในด้านการเกษตรซึ่งต่อมาสัมปทานเหล่านั้นได้ทยอยหมดอายุลง

เป็นเหตุให้ประชาชนต่างพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากแกนนำรวมตัวกันบุกรุกใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายให้มีการสัมปทานหรือเข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะ

เช่นนั้นอีก เพื่อสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่โดยรวม จึงต้องมีการร้องขอให้ประชาชนผู้บุกรุกเหล่านั้นออกจากพื้นที่

โดยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งหรือละเมิดต่อสิทธิของประชาชนแต่อย่างใด ขณะเดียวกันหากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติ จะถือเป็น

การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกอาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ในกรอบ

ของกฎหมาย คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม ดังนั้นอยากขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่มาแสดงความคิดเห็นได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และแสดงความคิดเห็นบนบรรทัด

ฐานที่ยอมรับได้
---------------------
พล.อ.ประวิตร เตรียมร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน 15-17 มี.ค. นี้ ที่มาเลเซีย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ มีกำหนดเดินทางไปร่วมการประชุมรัฐมนตรี

กลาโหมอาเซียน (ADMM) ครั้งที่ 9 ณ เกาะลังกาวี มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 15-17 มี.ค. 2558 โดยการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกระทรวง

กลาโหมประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านทางกลไกความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว และเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีกลาโหมประเทศสมาชิกอาเซียนได้มีการหารือแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็นเพื่อตอบสนองต่อ

ภัยคุกคามด้านความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน รวมทั้งยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 10 ประเทศ ได้พบปะสร้างความคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ

การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันในอนาคต นอกจากนั้นจะได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ก่อนเดินทางกลับ

รายละเอียดผลการประชุมจะแจ้งให้ทราบต่อไป
//////////////
คดีการเมือง

ถวิล เปลี่ยนศรี เบิกความคดี 24 นปช. ชุมนุมไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 53 นัดสืบพยานครั้งต่อไป 19 มี.ค. 09.00 น.

ศาลอาญา นัดสืบพยานโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) กับพวกรวม 24 คน

เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย

แผ่นดิน, และฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค.2553 ต่อเนื่องกัน เพื่อกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา

โดยในวันนี้ นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พยานโจทก์ เบิกความซักค้านของทนายจำเลย โดยหลังจากเบิกความเสร็จแล้วศาลนัดสืบพยานโจทก์ปาก นายถวิล

อีกครั้งในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 09.00 น.

////////////////
เศรษฐกิจ

สบน. รายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง เดือนมกราคม 2558 ยอดคงค้าง 5.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46.46 ของ GDP

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. ในฐานะโฆษก สบน. แถลงข่าวรายงานหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมกราคม ว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่

31 มกราคม 2558 มีทั้งสิ้น 5,658,059.36 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 46.46 ของ GDP เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 34,085.53 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 42,109.72 ล้านบาท

นอกจากนี้ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยังกล่าวอีกว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 17 มี.ค. 2558 สบน. จะเสนอแผนการกู้เงินตามความต้องการในการใช่จ่ายวงเงิน 80,000

ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการกู้ในปีงบประมาณ 2558 จำนวน 57,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 23,000 ล้านบาท การซ่อมสร้างถนน 34,000 ล้านบาท
-----------
บีโอไอ คลอดหลักสูตรสร้างนักลงทุนไทย ขยายโอกาสการลงทุนในตลาดอาเซียนและตลาดใหม่

นางสาวชลลดา อารีรัชชกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
เปิดเผยว่า บีโอไอเตรียมเปิดหลักสูตร "สร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ" รุ่นที่ 8 และ 9 อีกครั้ง เน้นเจาะตลาดต่างประเทศพร้อมเชิญ
นักวิชการและภาคเอกชนชั้นนำให้ความรู้ด้านการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความรู้และทักษะให้สามารถวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจของแต่ละ
ประเทศ รู้รายละเอียด กฎเกณฑ์ และขั้นตอนการทำธุรกิจ โดยกำหนดประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย คาซัคสถาน
และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตต้องการการลงทุนหลายสาขาจากนักลงทุนต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่นัก
ลงทุนไทยจะเข้าไปสร้างธุรกิจและขยายการลงทุนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ บีโอไอได้แบ่งโครงสร้างหลักสูตรการอบรมออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ทั้งการจัดการอบรมและ
การศึกษาลู่ทางธุรกิจในต่างประเทศด้วย
----------------
กระทรวงคมนาคม เตรียมชง ครม. ของบ 3,900 สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 เชื่อมแม่สอด-เมียวดีเร็ว ๆ นี้

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติงบประมาณใน

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ด่านแม่สอด จังหวัดตาก ในวงเงินงบประมาณ 2,642 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้กระทรวงคมนาคมจะมีการเร่งรัดงานสำคัญ ๆ ที่ด่าน

แม่สอด ในเรื่องโครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ขนาด 4 ช่องจราจร สายตาก-แม่สอด ตอนที่ 3 และสายตาก-แม่สอด ตอนที่ 4 เป็นการผลักดันการก่อสร้างโครงข่ายจราจรรองรับ

การพัฒนา สำหรับการเวนคืนที่ดินเพื่อจัดซื้อให้กรมการบินพลเรือนใช้ในการขยายสนามบินแม่สอด ใช้งบประมาณ ทั้งสิ้น 297 ล้าน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา รวมถึงการปรับปรุงที่ทำการ

ด่านสะเดาที่จะต้องเร่งรัดดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 3,900 ล้าน ในโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่าข้ามแม่น้ำเมย 2 เชื่อมแม่สอด-เมียวดี ภายในเร็วนี้ ๆ โดยใน

จำนวนงบประมาณดังกล่าวจะแบ่งเป็นการใช้งบประมาณของไทย 2,900 ล้านบาท และอีก 1,000 ล้านบาท เป็นการขอสนับสนุนจากทางพม่าที่ได้ขอให้ฝ่ายไทยดำเนินการก่อสร้าง