PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สถานการณ์ข่าว14พ.ค.58

Jab14May15

@ตร.แถลงรวบโกชัยค้าโรฮีนจาลุยตรวจ19หลุมศพสงขลายึดทรัพย์แล้ว204ล.ชงฝ่ายมั่นคงเปิดศูนย์พักพิง
@นายกยังไม่เห็นข้อเสนอกมธ.ปมประชามติรอถกครม.-ดูอยู่จุดพักพิง
@มท.1รอถกประชามติไม่ห้ามบิ๊กจิ๋วจัดวันเกิดขอยึดกม.อย่าสร้างกระแส
@คุก2ปี6ด.น้องธาริตอ้างสถาบันซื้อที่-คลังไล่ออกขรก.สรรพากรโกงVat
@กพช.ผ่านPDP2015ตั้งอนุกก.ศึกษาสัมปทานปิโตรเอราวัณ,บงกชสรุปใน1ปี
////////////////
โรฮีนจา

นายกฯ พิจารณาตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮีนจาหน่วยงานที่เกี่ยว 15 ประเทศต้องหารือกัน 29 พ.ค. ยูเอ็นพูดคุยรายละเอียดมติโยกย้ายถิ่นฐาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่ ยูเอ็นเอสซีอาร์ ไม่อยากให้ไทยผลักดันชาวโรฮีนจาออกจากประเทศ รวมถึงพิจารณา

จัดตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮีนจา ว่า กรณีที่ชาวโรฮีนจาผ่านน่านน้ำไปแล้วจึงไม่ใช่เรื่องของไทย แต่ต้องดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกอย่างที่ทำมาโดยตลอด แต่หากผิดกฎหมายและขึ้น

มาฝั่งไทยก็ต้องคิดว่าจะดูแลอย่างไร เพราะการดูแลก็ต้องใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน

ส่วนกรณีศูนย์พักพิงในประเทศไทยนั้น เดิมมีอยู่ 9 แห่ง และมีคนอาศัยอยู่กว่า 4 แสนคน ปัจจุบันเหลือเพียง 1 แสนคน ซึ่งถือว่าขณะนี้ประสบความสำเร็จในการส่งกลับแล้ว แต่จะให้ผลักดันไปสู่

ประเทศที่สาม เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จึงมีความต้องการที่จะให้ประเทศกลางทางคือประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น องค์กรระหว่างประเทศ และทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ว่าจะ
ดำเนินการอย่างไร

นอกจากนี้ ในมาตรการระยะสั้นนั้นรัฐบาลกำลังหาพื้นที่ควบคุมชาวโรฮีนจาอยู่ ซึ่งหากจะของบประมาณจากองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ก็ขอได้ แต่จะได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดย

จะมีการพูดคุยในรายละเอียดทุกมติ ในการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียวันที่ 29 พฤษภาคมนี้
-------------
"วินธัย" บอก คสช.ยังไม่คุยใช้ ม.44 แก้ปัญหาโรฮีนจา-ตั้งค่ายผู้อพยพ บอกแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ทำงานคืบหน้าดีแล้ว

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยกับสำนักข่าว INN ว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาและการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮีนจานั้น ขณะนี้แต่

ละหน่วยงานในพื้นที่ที่รับผิดชอบได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

โดยในส่วนของ คสช. ยังไม่มีการหารือที่จะใช้กฎหมายพิเศษตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในการเร่งแก้ปัญหาแต่อย่างใด คาดว่าคงต้องรอดูปัญหาและอุปสรรคในการทำงานอีกครั้ง

รวมถึงเรื่องข้อเรียกร้องการจัดตั้งศูนย์อพยพ หรือค่ายผู้ลี้ภัยก็ยังไม่มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
----------------------------
กอ.รมน. เผยผู้ต้องหา 2 คนมอบตัวแล้ว - ทำลายแคมป์ที่พักชั่วผู้ลักลอบผ่านแดน 21 แคมป์ เสริมมาตรการลาดตระเวน

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เผยรายงานขั้นต้นการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในพื้นที่ปัตตานี ผู้ต้องหายินยอมมอบตัว 2 ราย

ต่อมาขณะนำพาเข้าตรวจค้นวัตถุพยานได้ก่อเหตุต่อสู้ ในกรณีดังกล่าว พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ได้ฝากขอบคุณหน่วยและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ยึดปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเคารพหลักสิทธิ

มนุษยชน และขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อสาธารณชนในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ

สำหรับความคืบหน้าการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ได้สั่งการให้ มทภ.4 ผอ.รมน.ภาค 4 ประสานการจัดกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ลาดตระเวนเฝ้าตรวจตาม

แนวชายแดนเพื่อป้องการลักลอบผ่านแดนโดยผิดกฎหมาย ล่าสุดตรวจพบที่พักชั่วคราวของกลุ่มผู้ลักลอบผ่านแดน 21 แคมป์ โดยเช้าวันนี้มีการรื้อถอนแคมป์ท่ามกลางภาคส่วนต่าง ๆ นอกจากนั้น

จะได้ประสานกรมป่าไม้ขอใช้พื้นที่ให้หน่วยทหารทำการฝึก เพื่อเสริมมาตรการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนให้กระชับยิ่งขึ้น
-------------------
มาเลย์-อินโดฯ ไม่พร้อมรับโรฮีนจา จัดอาหารพร้อมเชื้อเพลิงเตรียมส่งกลับ จี้ชาติอาเซียนกดดันเมียนมาแก้ปัญหา

สำนักข่าววอชิงตันโพสต์รายงาน มาเลเซียส่งกลับเรือประมงพร้อมผู้ลี้ภัยมุสลิมโรฮีนจาและบังกลาเทศ กว่า 500 คน หลังมอบเชื้อเพลิงและเสบียงอาหารให้ โดยเรือประมงโรฮีนจาถูกพบที่ชายฝั่งรัฐ

ปีนังเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพียง 1 วันหลังผู้ลี้ภัย กว่า 1,000 คน จอดเรือลงใกล้กับเกาะลังกาวี

นาย วัน ชูนาอิดี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการจัดการบ้านเมืองมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียไม่สามารถรับผู้ลี้ภัยที่หลั่งไหลมาทางทะเลได้ พร้อมบอกเพิ่มว่า รัฐบาลได้ให้การรักษาผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ

ตามหลักมนุษยธรรม แต่ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่พร้อมจะต้อนรับผู้ลี้ภัยดังกล่าว พร้อมระบุประเทศในอาเซียนต้องกดดันให้เมียนมาแก้ไขปัญหาวิกฤตโรฮีนจาด้วย

ขณะที่ ทางการอินโดนีเซียเตรียมส่งผู้ลี้ภัย กว่า 600 คนกลับไปตั้งแต่เมื่อตันสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถูกคัดค้านจากรัฐมนตรี กระทรวงต่างประเทศ ที่ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการผลักดันให้เรือไป

เจอกับอุบัติเหตุขณะอยู่กลางทะเล ทั้งนี้ จากการสอบถามความต้องการขของผู้ลี้ภัยทั้งหมดต้องการที่จะเดินทางไปยังมาเลเซีย
----------------------------
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผย ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วยงานในพื้นที่ภาค 7-9 วางมาตรการสกัดกั้นขนโรฮีนจาผ่านไทย ขณะเตรียมร่วมตำรวจมาเลย์ตั้งทีมแก้ไขปัญหา

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีและการติดตามตัวผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา โดยล่าสุดสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว

26 ราย จากหมายจับทั้งหมด 61 ราย ขณะที่การหารือร่วมกันระหว่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของทั้งประเทศไทยและมาเลเซียนั้น เป็นไปอย่างดี โดยทางมาเลเซียก็ประสบปัญหาในเรื่องนี้ค่อน

ข้างมาก เพราะเป็นประเทศปลายทางในการขนแรงงานชาวโรฮีนจา ซึ่งอาจจะมีการจัดตั้งทีมงานร่วมกันในการจัดทำและพิจารณาในส่วนของปัญหานี้ เพราะถือว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน

ขณะที่ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ อาทิ ตำรวจภูธรภาค 7, 8, 9, ตำรวจน้ำ, ตำรวจทางหลวง, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, กองปราบ

ปราม และตำรวจสากล ร่วมกันดูแลวางมาตรการในการสกัดกั้นการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนย้ายหรือลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮีนจา

ส่วนกรณีการติดตามตัว นายปัจจุบัน หรือ โกโต้ง อังโชติพันธ์ ผู้ต้องหารายสำคัญที่ยังหลบหนีอยู่ ขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าโกโต้งอยู่ที่ใด แต่อาจจะมีการติดต่อขอเข้ามอบตัวในเร็ว ๆ นี้ โดยยืนยันไม่มี

การต่อรองกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีการโยกย้ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลในพื้นที่ไปช่วยราชการนั้น หากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือไม่ได้มีเจตนาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะ

ต้องคืนความชอบธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนอย่างแน่นอน
------------------------------
รอง ผบ.ตร. สั่งเข้มลงพื้นที่สกัดปิดปลายทางค้ามนุษย์โรฮีนจา ตามยึดอายัดทรัพย์สินผู้เกี่ยวข้อง ระบุ โกโต้ง ไร้ติดต่อเข้ามอบตัว

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ว่า ขณะนี้ตำรวจสามารถขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีได้แล้ว 61 คน

จับกุมตัวได้ 25 คน และบางส่วนถูกควบคุมตัวฝากขังต่อศาล โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว ส่วนการตรวจค้นติดตามยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี ทั้งใน จ.สตูล และ

จ.สงขลา นั้น ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เอก ยังกล่าวอีกว่า เมื่อวานที่ผ่านมาตนได้ร่วมประชุม ที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็พบว่ามีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ทั้งใน อ.หัวไทร อ.เมือง ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ อ.

ปาดังเบซาร์ เนื่องจากเส้นทางของ จ.นครศรีธรรมราช เป็นเส้นทางกลางที่ใช้ในการพาชาวโรฮีนจาผ่านไปยังพื้นที่ จ.สตูล และ จ.สงขลา ที่เป็นพื้นที่ปลายทาง

ส่วนการติดตามตัว นายปัจจุบัน หรือ โกโต้ง อังโชติพันธุ์ 1 ในผู้ต้องหารายสำคัญนั้น ยังไม่มีการติดต่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่และยังไม่ได้รับรายงานว่าหลบหนีไปพักอาศัยอยู่ที่ใด ขณะเดียวกัน

จะมีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ปรากฏ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในพื้นที่ได้จัดทำแผนปิดปลายทาง สั่งเข้มให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบบนภูเขาว่าพบกลุ่มชาวโรฮีนจา พักอาศัยอยู่หรือไม่ รวมทั้งตั้งด่านตรวจสกัดทางทะเลและเร่งรัดให้

ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกขั้นตอน

//////////////
รธน./ประชามติ

มท.1 ทำข้อสรุปเสนอ "วิษณุ" แล้ว หากทำประชามติจะมีผลต่อ รธน.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข้อสรุปความเห็นของกระทรวงมหาดไทยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ได้ทำข้อสรุปเสนอ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นที่
เรียบร้อยแล้ว

ส่วนกรณีที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อเสนอให้มีการทำประชามติ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าเมื่อมีผู้เสนอมานั้น ตามขั้นตอนคือคณะรัฐมนตรีจะรับพิจารณาเพื่อจะเสนอต่อคณะรักษความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป

ทั้งนี้ ในเรื่องดังกล่าว นายวิษณุได้เคยกล่าวไว้แล้วว่าหากทำประชามติก็จะมีผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญ ได้แก่การใช้งบประมาณและการเลื่อนระยะเวลาของโรดแมป คสช.
------------------
วิษณุยัน 19 พ.ค.ชัดประชามติก่อนส่ง สนช.พิจารณา 15 วัน หากทำลงมติ ธ.ค.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวถึงการประชุมร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ถึงการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญว่า จะไม่มีการหารือล่วงหน้าของคณะรัฐมนตรี และจะดียิ่งขึ้นหากทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่าควรจัดทำประชามติหรือไม่

ซึ่งเบื้องต้นหากที่ประชุมมีมติให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คสช. และ ครม. จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และส่งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เพื่อพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน โดยในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะกำหนดรูปแบบและรายเอียดในการทำประชามติ

ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ให้ ครม. และ คสช. เป็นคนคิดรูปแบบการทำประชามติ รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า เรื่องนี้จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงการทำประชามติ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะส่งผลไปถึงกำหนดวันและเวลาที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้ ดังนั้นการทำประชามติจะต้องเกิดขึ้นหลังวันที่ 4 กันยายน ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำประชามติได้ในเดือนธันวาคม 2558 หรือ มกราคม 2559 โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นหน่วยงานหลักในการทำประชามติ
---------------
นายกฯ ยังไม่เห็นข้อเสนอ กมธ. ปมประชามติ ปัดแสดงความเห็น บอก รอถกใน ครม.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า ยังไม่เห็นข้อเสนอของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยังไม่ขอแสดงความเห็น เนื่องจากจะต้องมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งว่าจะให้มีการทำประชามติหรือไม่ และหากเห็นชอบจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องดำเนินการก่อนวันที่ 6 สิงหาคมนี้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอข้อสังเกตและปรับแก้ไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องดูว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นความต้องการของประชาชนและทุกฝ่ายก็สามารถทำได้ ส่วนรายละเอียดรูปแบบนั้นจะต้องมีการปรึกษากับคณะรัฐมนตรีและ คสช. อีกครั้ง
-------------
มานิจ แจง ม.49 ไม่มีอำนาจรัฐแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อ - ประดิษฐ์ เสนอทำแผนงบประมาณการซื้อสื่อของรัฐ ขอทุกคนกล้าต่อสู้ให้สังคมเห็นว่าสื่อให้ความรู้แก่ประชาชน

นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน ว่า ในมาตรา 49 นั้น จะไม่มีอำนาจรัฐเข้ามาครอบงำและแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่า

จะไม่ปล่อยให้มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนตามที่หลายคนกังวล มีแต่เพิ่มสิทธิเสรีภาพมากกว่า ทั้งนี้ นายมานิจ ยังกล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นการปฏิรูปตัวเอง อยู่บนพื้นฐานความรับผิด

ชอบ

ด้าน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงความคืบหน้าของงานปฏิรูปสื่อมวลชนที่หารือกันก่อนเสนอให้ สปช. ว่า ได้เสนอให้มีการทำแผนงบประมาณในการซื้อสื่อ

ของรัฐทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า รวมถึงการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อให้มีใบรับรองการทำงานไม่ให้เกิดปัญหาที่กระทบต่อการทำงาน ความน่าเชื่อถือ และเป็นเกณฑ์ใน

ความเป็นอิสระของวิชาชีพสื่อทั้งในส่วนกลาง และต่างจังหวัด

นอกจากนี้ นายประดิษฐ์ ยังกล่าวว่า จะต้องมีองค์กรกำกับจริยธรรมของสื่อมวลชน ที่ให้ความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาไม่มีการกำกับที่ดี จนเป็นการทำลายจริยธรรม อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ทุกคนกล้าที่จะต่อสู้ให้สังคมเห็น ว่าสื่อปกป้อง และความรู้แก่ประชาชน
------------------
บุญเลิศ แจง เสนอรายงานต่อ สปช. 18 พ.ค. ปฏิรูปสื่อ 3 ยุทธศาสตร์

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช รองโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีารสนเทศ กล่าวถึงข้อสรุปการประชุมว่า คณะกรรมาธิการการปฎิรูปสื่อสารมวลชน จะเสนอรายงานต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. นี้ โดยจะออกแบบการขับเคลื่อนการปฏิรูปสื่อใน 3 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ ยุทธศาสตร์สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ ยุทธศาสตร์การป้องกันการแทรกแซงสื่อ และยุทธศาสตร์การกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการที่จะปฏิรูปสื่อไปสู่เป้าหมายได้

ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฎิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเรื่องการกำกับกันเองของสื่อมวลชน แต่ต้องมี
หน่วยงานที่มาทำหน้าที่ช่วยกำกับดูแลด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้สื่อมวลชนสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และเป็นที่น่าเชื่อถือ ในส่วนของกฎหมายได้มีแนวทางที่จะเตรียมการไว้หลายประเด็น โดยเฉพาะใน

ส่วนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของสื่อ รับเรื่องร้องเรียนของสื่อ ดูแลจัดการเรื่องสวัสดิภาพและสวัสดิการของสื่อมวลชน ซึ่งประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมานี้ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมาธิการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ
--------------------------
คนแวดวงสื่อ ระดมความเห็นแก้ร่าง รธน. มาตรา 48-50 ขณะ "มานิจ" ยืนยันทำเพื่อให้สื่อมีสิทธิเสรีภาพ 

บรรยากาศที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ล่าสุด ได้จัดงานร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จัดประชุมระดมความคิดเห็นผู้บริหารสื่อและบรรณาธิการ ตลอดจนผู้บริหาร
องค์กรสื่อมวลชน ให้ข้อเสนอแนะความเห็นและรับฟังการชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะมาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 50 ทั้งนี้ นายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนัก
ข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องมีการปรับแก้ในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องสื่อมวลชน ซึ่งเวทีนี้จะเป็นการเปิดโอกาสเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ขณะที่ด้าน นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า เรื่องสื่อมวลชนนั้น เป็นหัวข้อที่ได้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไปหาแนวทางการปฏิรูปแต่ละด้าน และที่ผ่านมาได้ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพสื่อมาโดยตลอด
///////////////////
นายกฯ

จนท.กองสถานที่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำต้นมะนาวนายกฯ ปลูก มอบสื่อมวลชน

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่ายวันนี้ เจ้าหน้าที่กองสถานที่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ได้นำท่อคอนกรีตพร้อมดินมาปลูกต้นมะนาว 1 ต้น ซึ่งเป็นต้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มอบให้กับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ให้นำมาปลูกไว้ที่สนามหญ้าด้านหน้าห้องทำงานของสื่อมวลชน 2 และ 3

ทั้งนี้ ที่มาของต้นมะนาวดังกล่าวนั้นสืบเนื่องจากเมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการเปิดตลาดผักและผลไม้คลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล และซื้อต้นพันธุ์มะนาวแป้นบ้านแพ้วจากร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ มอบให้กับตัวแทนสื่อมวลชน
----------------
นายกฯ หารือเตรียมการจัดสำรวจและจัดหาผลผลิตต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไข

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า มีการหารือในหลายเรื่อง ทั้งแผนจัดการพลังงาน กฎหมาย การลงทุนพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการวางแผนล่วงหน้า ระบบสายส่ง การวางระบบท่อแก๊สเพื่ออนาคต ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์ให้ใคร

สำหรับการเดินหน้าเปิดสัมปทานนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยเพราะต้องเตรียมการเรื่องการจัดสำรวจและการจัดหาผลผลิตที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำลังแก้ไขอยู่ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการหารือถึงเรื่องการปรับลดปริมาณการสำรองน้ำมันของภาคเอกชน เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะเก็บสต๊อกทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพราะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บจำนวนมากและวันนี้ราคาน้ำมันก็ราคาถูกลง
--------------------
นายกฯ เตรียมนั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หลังมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายปลัดกระทรวงพลังงาน 

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เดินทางเข้ามาปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลา 09.00 น. นี้

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นที่น่าสนใจที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ในเวลา 15.30 น. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในนามผู้แทนรัฐบาล จะรับมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบ

ภัยแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล ที่ ห้องรับรอง 2 ตึกนารีสโมสร
--------------------------
นายกฯ เริ่มประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติแล้ว คาดเสนอลดการสำรองนำมัน พร้อมจัดทำแผนระยะยาว 20 ปี

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ในช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบาย

พลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.แล้ว โดยมีบรรดารัฐมนตรีและฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ สำหรับวาระการประชุมคาดว่าจะมีเรื่องการเสนอลดสำรองน้ำมัน โดยเสนอลดสำรองน้ำมันทางกฎหมายสำหรับน้ำมันสำเร็จรูปลงจาก 6% เหลือ 1% ส่วนการสำรองน้ำมันดิบยังคงเดิมที่ 6%

นอกจากนี้จะมีการเสนอจัดทำแผนพีดีพีระยะยาว 20 ปี รวมถึงแนวทางการพิจารณาเกี่ยวกับสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี2564-2565 ด้วย

-------------------------
"สุรชัย" บอก สนช.มี 15 ประเด็นหลัก 3 ประเด็นย่อยในการอภิปรายเสนอแก้ไขร่าง รธน.พรุ่งนี้ - พร้อมพิจารณณาถอดถอน 250 อดีต ส.ส.

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า วันนี้จะมีการพิจารณากฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ที่

ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จากเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศเป็นอย่างมาก

ส่วนประเด็นการพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอความเห็นในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ มีการกำหนดกรอบไว้ 15 ระเด็นหลัก และ 3 ประเด็นย่อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการใน

แต่ละเรื่องไม่ได้เจาะจงเป็นรายมาตรา โดยจะให้สมาชิกเสนอแนวคิดของแต่ละคนเพื่อสรุปเป็นรูปเล่มส่งให้กับกรรมาธิการยกร่างต่อไป ส่วนจะมีการถ่ายทอดสดตามปกติหรือไม่นั้น จะมีการพูดคัย

กันอีกครั้ง แต่ส่วนตัวนั้น อยากให้มี เพื่อให้ประชาชน ได้รับทราบ และทำความเข้าใจ ในแต่ละปแระเด็นด้วย

นอกจากนี้ รองประะาน สนช. ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เตรียมส่งสำนวนการถอดถอนอดีต 250 ส.ส. ให้พิจารณาในวันพรุ่งนี้ว่า เป็นไปตามขั้น

ตอนปกติ ไม่ได้มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด ยืนยันพร้อมดำเนินตามกรอบตามขั้นตอนเต็มที่
////////////
ปปช.

วิชาคืบหน้าเยียวยาผุ้ชุมนุมมีผุ้ร้องเรียน36ราย มติจ่ายเงินแก่ผุ้ชุมนุม1.9พันล้าน

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมุนมระหว่างปี 2548-2553 ซึ่งมีผู้ร้องเรียน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะนายกรัฐมนตรีและนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายปกรณ์ พันธุ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับพวก รวม36 ราย

ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ชุมนุม ซึ่งจากการไต่สวนของคณะอนุกรรมการได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหาน.ส.ยิ่งลักษณ์ และครม. รวม 34ราย ที่มีมติให้จ่ายเงิน

เยียวยาแก่ผู้ชุมนุมจำนวนกว่า 1.9 พันล้านบาท และมีการวางหลักเกณฑ์และระเบียบขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกฎหมายรองรับ อันเป็นการสร้างความเสียหายให้กับงบประมาณกลางของแผ่นดิน ส่วนนาย

ปกร คณะอนุกรรมการเห็นว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติของคณะรัฐมนตรีในการจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป
///////////////////
เคลื่อนไหวการเมือง

มท.1 ไม่ห้าม ชวลิต จัดอวยพรวันเกิด ขอยึดกฎหมาย อย่าสร้างกระแส

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ไม่มีความเห็นในกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี จะเปิดบ้านพัก ซ.ปิ่นประภาคม เพื่อให้อวยพรวันเกิด

พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นไปแล้ว และตนเองก็เห็นด้วย หากเป็นการเปิดบ้านเพื่ออวยพรวันเกิดคงไม่มีใครไปยุ่ง และในส่วนของกฎหมายก็สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าการดำเนินการสิ่งใดควรให้เป็นไปตามกฎหมาย และสิ่งที่ คสช.ได้มีนโยบายหรือแนวทางไว้ซึ่งการเปิดบ้านเพื่อให้เกิดกระแส ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ก็ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น
-----------------------------
อัยการศาลทหารเลื่อนนัดสั่งฟ้องคดี กลุ่มพลเมืองโต้กลับ กรณีจัดเลือกตั้งที่(รัก)ลัก หน้าหอศิลปฯ ขณะ พ่อน้องเฌอ ชวนประชาชนแจ้งความครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร

กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ประกอบด้วย นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน, นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ "พ่อน้องเฌอ" ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553, นายวรรณ

เกียรติ ชูสุวรรณ คนขับแท็กซี่ และ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษากลุ่มสภาหน้าโดม ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเผยภายหลังเดินทางมายังศาลทหาร กรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง เพื่อฟังคำสั่งอัยการ

ศาลทหารนัดสั่งฟ้องคดี ฐานฝ่าฝืนคำสั่งประกาศ คสช. จากกรณีจัดกิจกรรม "เลือกตั้งที่(รัก)ลัก" หน้าหอศิลปวัฒนธรรมเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า ศาลเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 4 มิถุนายน

เวลา 10.00 น. โดยให้นำพยาน 4 ปากที่เป็นนักวิชาการตามที่กลุ่มร้องขอมาสอบปากคำ ประกอบด้วย นายนิธิ เอียวศรีวงศ์, นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์, นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล และ นายประภาส

ปิ่นตบแต่ง ไปพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม หลังจากก่อนหน้านี้เคยแจ้งพนักงานสอบสวนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการนัดสอบปากคำแต่อย่างใด จึงเห็นว่าให้สอบ

ปากคำนักวิชาการทั้ง 4 ก่อนสั่งฟ้องคดี

ขณะเดียวกัน นายพันธ์ศักดิ์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับจะจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ โดยขอให้ประชาชนติดตามคลิปวิดีโอและราย

ละเอียดกิจกรรมได้ในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม

โดยเบื้องต้นจะให้ประชาชนและกลุ่มนักศึกษาและผู้ได้รับผลกระทบตลอดจนผู้ที่สนใจ ร่วมกันยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติใน

ขณะนั้น รวมทั้งสิ้น 5 คนในมาตรา 113 ฐานกบฏ ซึ่งทางกลุ่มมองว่าตลอดปีที่ผ่านมาประเทศชาติมีความเสียหายอย่างมาก จึงเตรียมยื่นฟ้องที่ศาลยุติธรรม
///////////////
ธาริต

อดีต ส.ส.ปชป. พบ รมว.ยธ. ยื่นหนังสือรื้อคดี อดีตอธิบดีดีเอสไอ เรื่องสอบวินัยร้ายแรงในการทำงานใหม่ 

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือให้รื้อคดีและตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามประมวลจริยธรรมกับ นายธาริต เพ็ง

ดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ โดย นายวัชระ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ไพบูลย์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ยินดีรื้อคดีพิเศษทุกคดี เพื่อการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม จึงนำเอกสารมายื่นให้ พล.อ.

ไพบูลย์ พิจารณาดำเนินการรื้อคดี 2 เรื่อง 1.คดีพิเศษที่ 51/2553 นายธาริต ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่ง เลขาฯ ศอฉ. ได้แถลงข่าวว่า พ.ต.ท.ศุภชัย ผุยคำแก้ว เป็นผู้จ้างวานคดียิงวัดพระแก้ว แต่ภายหลัง

มีพฤติกรรมสั่งไม่ดำเนินคดี พ.ต.ท.ศุภชัย คดีพิเศษที่ 8/2554 กรณี นายธาริต สั่งไม่ฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ข้อหาทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงาน กรณีนายจตุพร นำเอกสารลับ

สำนวนสรุปผลชันสูตร 5 ศพ ผู้ชุมนุมที่วัดปทุมวนาราม เป็นฝีมือทหาร มาเผยแพร่คดีพิเศษที่ 242/2553 และ 243/2553 นายธาริต ไม่สั่งฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ยุยงคนเสื้อแดง เผากรุงเทพฯ

คดีพิเศษที่ 357/2553 คดีทหารจับกุม จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ถูกทหารจับกุมตรวจค้นรถ พบเสื้อเกราะ และหมวกปราบจราจรอยู่ในรถ แต่ นายธาริต ดองสำนวน ขณะนี้ยังไม่สรุปสำนวน  

เรื่องที่ 2 ให้ตรวจสอบและดำเนินการตรวจสอบรีสอร์ทฟีออเร่ปาร์ค ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ของ นายธาริต และ นางวรรษล เพ็งดิษฐ์ ภรรยา ว่า บุกรุกที่ป่าสงวนหรือไม่ โดย นายวัชระ ยัง

กล่าวอีกว่า ในการเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน พล.อ.ไพบูลย์ ได้เรียก นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ มารวมรับฟังก่อน จากนั้นจึงให้ นางสุวณา รับเอกสารไปดำเนินการต่อไป
-------------------------
ศาลพิพากษาคุก 5 ปี น้องชายอดีตอธิบดีดีเอสไอ อ้างเบื้องสูงซื้อที่ดินโคราช สารภาพลดเหลือ 2 ปี 6 เดือน ส่วนป๋าชื่นปฏิเสธสู้คดี

ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูง ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเสฏฐวุฒิ หรือ ติ๊ก เพ็งดิษฐ์ อายุ 52 ปี อาชีพนายหน้าค้าที่ดิน น้องชายนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ นายบุญธรรม หรือ ป๋าชื่น บุญเทพประทาน อายุ 65 ปี นักธุรกิจด้านที่ดิน ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

สืบเนื่องจาก ระหว่างปี 2550-2551 นายบุญธรรม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของ และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บ้านชุมทอง จำกัด และบริษัท เขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจัดสรร และค้าขายที่ดิน มีความประสงค์ที่จะนำที่ดินบริเวณดังกล่าวมาขอออกโฉนดที่ดินเพื่อจัดสรรจำหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศในราคาสูง เพื่อทำกำไรได้มาก ๆ โดยจำเลยที่ 2 ได้ร่วมมือกับ นายเสฏฐวุฒิ จำเลยที่ 1 ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินบริเวณดังกล่าวเนื้อที่หลายร้อยไร่ ซึ่งจำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 บางตอนว่า จำเลยที่ 2 มีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของอดีตหม่อมศรีรัศมิ์ (ขณะเกิดเหตุ) หากจำเลยที่ 1 มีปัญหา หรืออุปสรรคในขั้นตอนใด ๆ ในการขอออกโฉนดที่ดินให้บอกจำเลยที่ 2 ได้ทันที

ทั้งนี้ ถ้อยคำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เป็นการแอบอ้าง จาบจ้วง ล่วงเกิน ใส่ร้าย ใส่ความดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์ โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟังจนเข้าใจ แล้วสอบถามว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ ปรากฏว่า นายเสฏฐวุฒิ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วน นายบุญธรรม จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ศาลจึงพิพากษาเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่ากระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  จำคุก 5 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้ 2 ปี 6 เดือน

ส่วนนายบุญธรรม จำเลยที่ 2 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว และให้พนักงานอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องคดี นายบุญธรรม เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน ตามกฎหมาย
///////////////////
ยูฟัน

ตำรวจ ปคบ. บุกค้น ธนาคาร ยูดีบีพี ย่านสุทธิสาร หลังพบหลักฐาน รับฝากเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ จากบริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด

พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. นำกำลังพร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้น บริษัท ยูดีบีพี แมนเนจเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทสัญชาติวานูอาตู ย่านสุทธิสาร หลังตำรวจมีข้อมูลว่า บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด ทำคลิปวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดีย อ้างว่านำเงินจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาฝากไว้กับบริษัท ยูดีบีพี เพื่อค้ำประกันค่าเงินยูโทเค่นของบริษัทยูฟันฯ จาก
การตรวจสอบตำรวจพบ นายหยาง หยวน จ้าว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูดีบีพี/ พนักงานชาวไทย 1 คน และพนักงานสัญชาติจีน อีกจำนวนหนึ่ง โดย นายหยาง หยวน จ้าว ให้การกับตำรวจอ้างว่า บริษัท ยูดีบีพี เป็นธนาคารที่ประเทศวานูอาตู และมาเปิดศูนย์ฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ด้านการเงินและการลงทุนในประเทศไทย และยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัทยูฟันฯ แต่บริษัทยูฟัน ไม่นำเงินมาร่วมลงทุนจึงยกเลิก การติดต่อทุกอย่าง และยืนยันบริษัท ยูฟัน ไม่ได้ฝากเงินไว้กับบริษัท ยูดีบีพี ส่วนสมุด
บัญชีธนาคารที่ตำรวจตรวจพบในบริษัทแห่งนี้ เป็นเพียงสมุดบัญชีตัวอย่างที่ใช้ประกอบการฝึกอบรมเท่านั้น

ด้าน นายเสกสรรค์ บัวทรัพย์ ผู้บริหารส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ บริษัท ยูดีบีพี ไม่ได้จดทะเบียน
เป็นธนาคารในประเทศไทย ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่า ดำเนินกิจการเป็นธนาคารในประเทศวานูอาตู จริงหรือไม่ ขณะที่ พล.ต.ท.สุวิระ
เปิดเผยว่า บริษัท ยูดีบีพี จดทะเบียนเมื่อปี 2557 และพบหลักฐานนำรูปภาพบุคคลสำคัญ อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ
มาใช้ในปฏิทินของบริษัท ยูดีบีพี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบสมุดบัญชีต่างๆ ว่าเป็น
ของจริงหรือไม่ และสอบปากคำ นายหยาง หยวน จ้าว และพนักงานทั้งหมด หากพบหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกระทำผิด ก็จะดำเนิน
คดีตามขั้นตอน ส่วนความคืบหน้า การดำเนินคดีบริษัท ยูฟัน ตำรวจขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 17 คน จับกุมแล้ว 10 คน
และหลบหนีอีก 7 คน
///////////////
สถานการณ์ใต้

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้องสมาชิกกลุ่มมูจาฮีดีนสะสมอาวุธ ก่อเหตุวุ่นวายปี 2545


ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรธ์ กรณีที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมาหามะสกรี มาหะมะอูเซ็ง หรือ นายอาหามะ มะอูเซ็ง ชาวจังหวัดยะลา เป็นจำเลยในความผิดฐานสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ อั้งยี่ ซ่องโจร มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และพกพาไปในที่สาธารณะ

จากกรณีเมื่อเดือนมิถุนายน ถึง สิงหาคม 2545 นายมาหามะสกรี เป็นสมาชิกมูจาฮีดีน อิสลามปัตตานี เพื่อแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากการข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ และมีอาวุธปืนและกระสุนปืนจำนวนมาก ติดตัวไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งนายมาหามะสกรีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2555 โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานโจทก์ยังมีเหตุสงสัยเป็นคำบอกเล่า ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความ แต่ให้ขังนายมาหามะสกรีไว้ระหว่างอุทธรณ์

และล่าสุด ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ว่าจำเลยกระทำผิดมาเบิกความยืนยันต่อศาล และพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้น้อย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยพิพากษายืนยกฟ้อง

อย่าตกใจ ทบ.แจ้ง พล.ม.2รอ.จะเคลื่อนย้าย รถถัง รถเกราะ ยุทโธปกรณ์14 พ.ค. 58 จาก กทม.ไปฝึกภาคสนามที่ ลพบุรี

ทบ.แจ้ง พล.ม.2รอ.จะเคลื่อนย้าย รถถัง รถเกราะ ยุทโธปกรณ์14 พ.ค. 58 จาก กทม.ไปฝึกภาคสนามที่ ลพบุรี
ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 เวลา 05.00 - 05.30 น. กองพลมหารม้าที่2รักษาพระองค์ จะเคลื่อนย้ายรถสายพานลำเลียงและรถถัง เพื่อทำการฝึกเป็นหน่วยกองพันประจำปี2558 โดยเคลื่อนย้ายจากที่ตั้งหน่วยทหารในพื้นที่เกียกกายและสนามเป้า ไปยังสถานีรถไฟย่านสินค้าพหลโยธิน - ปลายทางพื้นที่ฝึกทางยุทธวิธี บ.ดีรัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และจะเคลื่อนย้ายกลับที่ตั้งหน่วยหลังเสร็จภารกิจการฝึกในวันที่24 พฤษภาคม2558เวลา08.00 - 09.00 น.โดยใช้เส้นทางเดิม จึงขออภัยในความไม่สะดวกในช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายด้วย


วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ด้วยรักและห่วงใยจาก′พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล′ถึง′บิ๊กตู่′เตือนอันตรายลองดีกับสิ่งที่ไม่รู้ซึ้ง


http://www.matichon.co.th/online/2015/05/14314815501431481729l.jpg


นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล วันที่ 12 พฤษภาคมว่า

(1) ทนายวันชัย(วันชัย สอนศิริ) ยกเหตุผล 5 ข้อ เชียร์บิ๊กตู่อยู่ต่อ 2 ปี
 
(2) บิ๊กตู่(พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ลั่น ขายสลาก 80 บาท งวด16 มิ.ย.ลั่นทำไม่ได้เลิก

ลำพังนายวันชัยพูดอะไรไม่มีความสำคัญอะไรนักเพราะรู้ดีว่าเขามีปัญญาคิดได้เพียงแค่นี้เพื่อให้ตัวเองได้ยืดการอยู่ในตำแหน่งลากตั้งออกไปได้2ปีด้วย

แต่สำหรับคำประกาศบิ๊กตู่เนื่องจากอาจกระทบงปม.รายได้ของรัฐเป็นส่วนรวมจึงช่วยคำนวณให้ดังนี้

สลากฯทั้งสิ้น74,000,000ล้านฉบับ ราคาฉบับละ40บาท หรือ37,000,000 ล้านคู่ ราคาคู่ละ80บาท (40บาทเรียกเล่มเล็ก 80บาทเรียกเล่มใหญ่) ทุกงวดสนง.สลากจะตัดขายทั้งหมด ไม่รับคืน เป็นมูลค่าตามหน้าสลากทั้งหมดงวดละ  2,960,000,000 ล้านบาท

แบ่งเป็นเงินรางวัล 60% ค่าบริหารและจัดจำหน่าย 12% รายได้แก่รัฐ 28% คิดเป็นรายได้แก่รัฐ งวดละ 828,800,000 บาท เดือนละ 1,657,600.000 บาท ปีละ 19,891,200,000 บาท

หากงวดวันที่ 16 มิถุนายน ไม่สามาถคุมราคา คู่ละ 80 บาทได้ อาจหยุดออกสลากชั่วคราว จะหยุดเป็นเดือน หรือเป็นปี หรือตลอดไปไม่ระบุ

โดยอำนาจในมือ ท่านอาจทำได้ และต้องขอภาวนาให้ท่านทำได้ มิฉะนั้น นอกจากความเดือดร้อนของผู้ค้าสลาก รายย่อยทั่วประเทศประมาณ 5 แสนคนแล้ว

ความเสียหายในเชิงรายได้ของรัฐ งวดละ 828,800,000 บาท เดือนละ 1,657,600,000 บาท ปีละ 19,891,200,000 บาท รวมทั้งสลากการกุศลที่จะต้องออกให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่ค้างอยู่หลายหมื่นล้านบาท จะทำอย่างไร

การลองดีกับสิ่งที่ยังไม่รู้ซึ้ง เป็นอันตรายจริงๆครับ

ด้วยความรักและห่วงใยต่อท่านผู้นำจริงๆ

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

12 พ.ค. 2558

สงครามกำลังมา ?

1. สงครามกำลังมา
หนังสือพิมพ์The Wall Street Journal ฉบับวันที่12 พฤษภาคม 2015พาดหัวข่าวว่า สหรัฐอาจจะใช้กำลังทางทหารเพื่อเผชิญหน้ากับจีนในหมู่เกาะแสปรตลี่ย์ในทะเลจีนใต้
ในที่สุดเราก็มาถึงจุดนี้จนได้
ประธานาธิบดีโอบามา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้หงายไพ่ออกมาแล้วว่า จะใช้กำลังทางทหารเพื่อสกัดจีนไม่ให้มาเป็นคู่แข่งความเป็นมหาอำนาจ
สหรัฐยอมไม่ได้ที่จะเห็นจีนลอยค่าเงินหยวนในปลายปีนี้เพื่อเทียบบารมีเงินดอลล่าร์ อันเห็นได้จากความสำเร็จของจีนในการเปิดตัวธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย (Asia Infrastructure Investment Bank) โดยสามารถดึงดูดเอาชาติต่างๆเข้าร่วมถึง57ประเทศ ทำให้สหรัฐรู้ตัวดีว่าอำนาจทางทางเงินของสหรัฐกำลังเสื่อมลง
ในเมื่อแพ้เกมเศรษฐกิจและการเงินแล้ว สหรัฐหันมาใช้เกมสงครามเพื่อสกัดจีนไม่ให้มาเทียบบารมีได้
คล้อยหลังจากเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการของนายซินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Wall Street Journalรายงานว่านายAsh Carter รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐได้ระดมสมองและวางแผนทางยุทธศาสตร์กับฝ่ายเสนาธิการของเพนตากอนเพื่อส่งเครื่องบินรบและกองทัพเรือไปยังทะเลจีนใต้เพื่อสกัดไม่ให้จีนสามารถอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ได้
บริเวณหมู่เกาะแสปรตลีย์ในทะเลจีนใต้กำลังจะมีความตรึงเครียดทางทหารมากยิ่งขึ้น เพราะว่าทั้งจีน เวียดนามและฟิลิปปินส์ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเหล่านี้มาเป็นเวลาช้านานแล้ว สหรัฐได้ทีที่ภูมิภาคนี้มีความขัดแย้งกันจึงเข้ามาเสี้ยม โดยคอยหนุนเวียดนามและฟิลิปปินส์ให้เผชิญหน้ากับจีนมาตลอด
แต่มาถึงจุดนี้แล้ว สหรัฐแบไต๋ออกมาแล้วมา จะไม่อยู่ข้างหลังเวียดนามและฟิลิปปินส์อีกต่อไป แต่จะมาเอง
นายขี้เถ้า คาร์เตอร์ได้ให้เสนาธิการของเพนตากอนพิจารณาทางเลือกที่สะส่งเครื่องบินรบและเรือรบของสหรัฐได้เผชิญหน้ากับจีนเลยที่หมู่เกาะแสปตลี่ย์ โดยที่เครื่องบินรบของสหรัฐจะบินลาดตระเวณเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์และเรือรบสหรัฐจะจอดหรือป้วนเปี้ยนบริิเวณ12ไมล์ทะเลห่างจากแนวหะการังของหมู่เกาะ
จีนได้ดำเนินการสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะสแปรตลี่ย์ เพื่ออ้างความเป็นเจ้าของ ทั้งเวียดนามและฟิลิปิินส์ได้ทักท้วงอย่างหนัก และมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพเรือของฟิลิปปินส์และจีนเป็นระยะๆ แต่ข่าวไม่ได้เปิดเปยอย่างเป็นทางการ
หลังจากสรุปแผนการส่งทหารไปทะเลจีนใต้แล้ว นายขี้เถ้า คาร์เตอร์จะขออนุมัติจากทำเนียบขาวเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อที่จะส่งสัญญานให้จีนได้รู้ว่า สหรัฐจะไม่ยอมให้จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ได้ โดยที่สหรัฐจะถือว่าหมู่เกาะในทะเลจีนใต้เป็นเขตน่านน้ำและเขตอากาศสากล ใครจะไปมาอย่างไรก็ได้
สหรัฐกำลังจะบอกว่าที่จีนกำลังสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะแสปรตลีย์เป็นเรื่องผิดกฎหมายสากล
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทั้งเครื่องบินรบและเรือรบของสหรัฐได้มาลาดตระเวณบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้แล้ว โดยยังไม่ล่วงล้ำเข้าไปในเขต12ไมล์ทะเล และทุกครั้งทางทหารจีนจะส่งสัญญานวิทยุเตือนว่า อย่าได้รุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของจีนเป็นอันขาด แต่ทางทหารสหรัฐโต้ตอบว่ากำลังปฏิบัติการเหนือน่านน้ำสากล หรือน่านอากาศสากล
ขณะนี้เรือรบสหรัฐ USS Fort Worthกำลังปฏิบัติการในทะเลใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์
thanong
13/5/2015

อนุ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อหา"บิ๊กตุลาการศาล ปค.สูงสุด" คดีเปลี่ยนองค์คณะปราสาทพระวิหาร

อนุ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อหา"บิ๊กตุลาการศาล ปค.สูงสุด" คดีเปลี่ยนองค์คณะปราสาทพระวิหาร

หลังสอบสวนนานกว่า 4 ปี อนุกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเรียก อดีตตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดแจ้ง-ชี้แจงข้อกล่าวหา กรณีเปลี่ยนองค์คณะพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย"อักขราทร จุฬารัตน"รอด
EyWwB5WU57MYnKOvYhK81vSg0HopFTCn18eeCtZUeGDQUwoWs7zW50
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เปิดเผย สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนกรณีมีการกล่าวหา นายอักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครองสูงสุดและและนายจรัญ หัตถกรรม อดีตหัวหน้าคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่า ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเปลี่ยนองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาคดีปราสาทพระวิหาร  ว่า อนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าวซึ่งมีนายวิชัย วิวิตเสวี เป็นประธาน มีมติให้เรียกนายจรัญ หัตถกรรม มีรับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาเพียงคนเดียว หลังจากที่ใช้เวลาในการไต่สวนนานกว่า 4 ปี นับแต่ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ส่วนนายอักขราทร จุฬารัตน ยังไม่มีพยานหลักฐานว่า มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเพราะเป็นเพียงผู้รับสำนวนคืนจากนายจรัญ หลังจากที่นายจรัญสละสำนวนการพิจารณาคดีดังกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูว่า คำชี้แจงของนายจรัญพาดพิงถึงใครว่า มีส่วนร่วมหรือสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนองค์คณะในการพิจารณาคดีดังกล่าวด้วยหรือไม่ และการเปลี่ยนองค์คณะดังกล่าวเป็นไปโดยชอบตามระเบียบหรือกฎหมายหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีดังกล่าว คณะผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมในศาลปกครองทำหนังสือร้องเรียนประธาน ป.ป.ช.ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2553 ว่ามีการเปลี่ยนองค์คณะพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารโดยมิชอบด้วยกฎหมายจากคณะที่ 2 ซึ่งมีนายจรัญ หัตถกรรม เป็นหัวหน้าคณะ มาเป็นคณะพิเศษ(คณะที่ 1)ที่มีนายอัขราทร เป็นหัวหน้าคณะ โดยคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา
แต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ยื่นฟ้อง ครม.นายสมัครและกระทรวงการต่างประเทศต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้เพิกถอนมติ ครม.ที่สนับสนุนให้มีการออกแถลงการณ์สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมิให้นำมติ ครม.ไปดำเนินการใดๆ
ครม.นายสมัคร จึงอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งครั้งแรก(วันที่ 1 สิงหาคม 2551) นายอัขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด(ขณะนั้น)ได้สั่งให้จ่ายสำนวนให้แก่องค์คณะศาลปกครองสูงสุดคณะที่ 2 ซึ่งที่มีนายจรัญ หัตถกรรม เป็นหัวหน้าคณะและเป็นเจ้าของสำนวน องค์คณะอีก 4 คนประกอบด้วย นายชาญชัย แสวงศักดิ์, นายเกษม คมสัตย์ธรรม, นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา และนายธงชัย ลำดับวงศ์
แต่ ในวันที 13 สิงหาคม 2551 นายจรัญได้ทำบันทึกส่งคืนสำนวน(สละสำนวน)ให้แก่นายอักขราทรโดยอ้างว่า ตนมีคดีค้างพิจารณาเป็นจำนวนมาก อาจทำให้การพิจารณาล่าช้า ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง มาตรา 56(3) ทั้งๆที่องค์คณะที่มีนายจรัญ เป็นหัวหน้าคณะได้มีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ดังนั้นการสละสำนวนของนายจรัญ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จากนั้น นายอักขราทรได้สั่งให้จ่ายสำนวนให้แก่คณะที่ 1 (มีตุลการจำนวน 7 คนประกอบด้วย มี ประธานศาลปกครองสูงสุด และตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด เป็นองค์คณะ)มีนายอักขราทรเป็นหัวหน้าคณะ ปรากฏว่า องค์คณะที่ 1 มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผลของการพิจารณาคดีแตกต่างไปจากคณะของนายจรัญ
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวน มีพยานหลักฐานว่า หลังจากที่นายอัขราทรสั่งจ่ายสำนวนคดีปราสาทพระวิหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ให้แก่องค์คณะที่ 2 ซึ่งมี่นายจรัญ เป็นหัวหน้าคณะแล้ว นายจรัญได้มอบหมายให้นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลการศาลปกครองสูงสุด พิจารณาความเห็นเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหารประกอบการพิจารณาขององค์คณะที่ 2 จนกระทั่งองค์คณะมีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้กลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง ไม่รับคดีไว้พิจารณา โดยฝ่ายเสียงข้างมากได้แก่ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา และนายธงชัย ลำดับวงศ์
ขณะที่ยังไม่ลงนามในคำสั่งครบทั้งองค์คณะ ก็มีคำสั่งเปลี่ยนมาใช้องค์คณะฯที่ 1 ซึ่งมีนายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุดขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะเป็นผู้พิจารณาแทน และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง
ประเด็นที่ อนุกรรมการไต่สวนพิจารณาคือ การสละหรือการคืนสำนวนของนายจรัญทั้งๆที่มีการลงมติแล้ว น่าจะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะองค์คณะมีการพิจารณาคดีนี้ไปแล้ว การสละสำนวนจึงไม่สามารถทำได้น่าจะเป้นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 56 ที่ระบุว่า ต้องจ่ายสำนวนตามความเชี่ยวชาญขององค์คณะ และ/หรือแบ่งตามพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์คณะ และ/หรือ จ่ายสำนวนโดยไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้า เมื่อจ่ายสำนวนแล้ว ห้ามเรียกคืนหรือโอนสำนวน เว้นแต่ทำตาม
1.ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด เช่น เมื่อปรากฏเหตุใดๆ ที่กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม
2.เมื่อตุลาการหรือองค์คณะถูกคัดค้าน
3.เมื่อตุลาการหรือองค์คณะ มีคดีค้างจำนวนมาก อาจทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า

"อมรินทร์"กระอัก! ขาดทุนไตรมาสแรก 117 ล้าน คิดเป็น 2,902% เหตุทีวีดิจิตอลถ่วง "โมโน"กอดคอ ติดลบ257%

"อมรินทร์"กระอัก! ขาดทุนไตรมาสแรก 117 ล้าน คิดเป็น 2,902% เหตุทีวีดิจิตอลถ่วง "โมโน"กอดคอ ติดลบ257%

http://www.matichon.co.th/online/2015/05/14315207501431521179l.jpg

นางระริน อุทกะพันธ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พลับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือชี้แจงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2558 ต่อกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า ไตรมาสที่ 1/2557 บริษัทขาดทุนสุทธิ 117.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 121.22 ล้านบาท หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น 2,902.19% เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายธุรกิจทีวีดิจิตอลของบริษัทย่อยที่เพิ่มขึ้น จากการเริ่มดำเนินงานในไตรมาสที่ 2/2557 ในขณะที่ไตรมาสที่ 1/2557 ไม่มีการดำเนินการในส่วนของธุรกิจทีวีดิจิตอลของบริษัทย่อย จึงทำให้งบการเงินบริษัทมีผลขาดทุน
นอกจากนี้ บริษัทมีต้นทุนการขายและบริการเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 155.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 53.78% และมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 20.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.79% มาจากดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายในธุรกิจทีวีในระบบดิจิตอลที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 1/2558 บริษัทมีรายได้รวม 402.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 20.57 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.39% จากงานรายได้รับจ้างพิมพ์เพิ่มขึ้น 14.27% รายได้จากการรับจ้างทำเว็บไซต์ลดลง 60.09%ดอกเบี้ยรับลดลง 39.91% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ด้านนายซัง โด ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) แจ้งผลการดำเนินงานต่อกรรมการและผุ้จัดการ ตลท. ว่า ในไตรมาสที่ 1/2558 บริษัทขาดทุนสุทธิ 68.05 ล้านบาท จากไตรมาสที่ 1/2557 มีกำไร 43.19 ล้านบาท หรือมีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน 111.24 ล้านบาท คิดเป็น 257.56% ซึ่งมีสาเหตุจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และค่าใช้จ่ายในการซื้อเนื้อหาเพิ่มขึ้นจากการลงทุนและขยายตัวของธุรกิจทีวีดิจิตอล ซึ่งในไตรมาสที่ 1/2557 บริษัทยังไม่ได้ประกอบธุรกิจดังกล่าว

ทั้งนี้  รายได้จากการให้บริการสื่อโฆษณาในไตรมาสที่ 1/2558 ทำได้ 147.87 ล้านบาทเมื่อเทียบกับรายได้จากการให้บริการสื่อโฆษณาในไตรมาสที่ 1/2557 ที่มีรายได้เพียง 36.09 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 111.78 ล้านบาท คิดเป็น 309.73 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 4/2557 22.90 ล้านบาท คิดเป็น 18.32% เนื่องจากการเติบโจของธุรกิจทีวีดิจิตอลของสถานีโทรทัศน์ช่อง Mono 29 เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้น

ด้านนายสยาม ติยานนท์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประเมินกำไรของกลุ่มสื่อธุรกิจทีวีดิจิตอล แต่ภาพรวมมองว่าในไตรมาสที่ 1/2558 กำไรสุทธิของกลุ่มจะออกมาไม่ดีเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพราะเม็ดเงินโฆษณายังลดลงต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ผู้ประกอบการจะดึงเม็ดเงินโฆษณาเข้าช่องได้อย่างไร  

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าพบผู้บริหารทราบว่าทุกรายประเมินว่าในปี 2558 จะเริ่มมีกำไรบนพื้นฐานว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และต้องติดตามการเลื่อนจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิตอล หากเลื่อนออกไปจะทำให้ทุกบริษัทมีกระแสเงินสดเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้หน่วยงานรัฐอาจไม่คุ้มค่า


สำหรับหุ้นกลุ่มสื่อสารที่เด่นที่สุดยังแนะนำบริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) แม้ว่าในไตรมาสที่ 1 คาดว่าอาจทำกำไรเพียง 8.20 ล้านบาท ดีกว่าไตรมาสที่ 1/2557 ที่ขาดทุน1 ล้านบาท และไตรมาสที่ 4/2557 ที่ขาดทุน 17.70 ล้านบาท

แต่เพราะเรทติ้งที่ดีแซงช่อง 5 และ9 รวมทั้งปรับขึ้นอัตราโฆษณาจาก1.3 หมื่นบาทต่อนาที เป็นกว่า 3 หมื่นบาทต่อนาที จึงคาดว่าในไตรมาสที่ 2/2558 กำไรจะกลับมาโตก้าวกระโดดส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งปีหลัง

รำลึกเสธแดงถูกปลิดชีพ5ปี

วันนี้(13พ.ค.2558) ยังคงมีการจัดพิธีรำลึกการเสียชีวิตของ"พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล"หรือเสธแดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่บริเวณแยกศาลาแดงช่วงค่ำที่ผ่านมา นำโดย ลูกสาวของเสธแดง เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล

โอกาสนี้ เลยนำบทความที่ไทยรัฐเคยรายงานไว้เมื่อปีก่อนมาแปะไว้ประกอบ
////////////

ย้อนรอย กระสุนสั่งตายปลิดชีพ ‘เสธ.แดง’ ใครคือผู้บงการ?

โดย พลิกแฟ้มอาชญากรรม 15 พ.ค. 2557 05:30

ผ่านมาแล้ว 4 ปีเต็ม ที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกมือปืนลอบสังหารขณะอยู่ใจกลางฐานที่มั่นของกลุ่มคนเสื้อแดง ภายหลัง “ศอฉ.” ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่การชุมนุม แต่จนบัดนี้เจ้าหน้าที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา กับข้อสงสัยที่ว่า มือปืนเป็นใคร? วางแผนมานานแค่ไหน? และคำถามสำคัญที่สุด...
ใครคือคนสั่งฆ่า"เสธ.แดง" ?
เป็นที่รู้กันว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก จัดเป็นแกนนำฝั่งฮาร์ดคอของกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้ซึ่งสร้างศัตรูไว้ทุกหนแห่ง ไม่ยกเว้นกระทั่งกับกองทัพและกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยกันเอง และด้วยความที่ "เสธ.แดง" ไม่เคยกลัวใครอย่างนี้ เหตุจูงใจในการสังหารหรือผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับแผนการจึงเป็นไปได้หลายแนวทาง ….
หากย้อนกลับไปดูรายละเอียดของนาทีสังหาร เริ่มต้นจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 โดยการตัดน้ำตัดไฟฟ้า งดบริการขนส่งสาธารณะ และห้ามผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่โดยเด็ดขาด
แน่นอนว่า "เสธ.แดง" ซึ่งเป็นแกนนำที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยก็ต้องวางแผนแนวตั้งรับให้รัดกุม และออกเดินตรวจความเรียบร้อยของแนวบังเกอร์ร่วมกับการ์ด เพื่อป้องกันการบุกยึดพื้นที่ชุมนุมจากรัฐบาล โดยไม่ล่วงรู้ว่ากำลังเดินหน้าเข้าหามัจจุราชที่จะปลิดชีวิตตนในไม่กี่นาทีข้างหน้า
เสธ.แดง เมื่อครั้งยังมีชีวิต
วินาทีระทึก กระสุนปลิดชีพ"เสธ.แดง"
หลังจากเดินตรวจพื้นที่ได้ไม่นาน เสธ.คนดัง ก็ถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มสื่อมวลชนที่ฮือเข้าสัมภาษณ์ และแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปก็เปรียบเสมือนเป้าชั้นดีให้มือปืนที่ซุ่มรอคอยโอกาสอยู่ก่อนแล้ว เมื่อ พล.ต.ขัตติยะ เดินมาถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม บริเวณแยกศาลาแดง และเดินข้ามรั้วเหล็กซึ่งเป็นจุดสูงเด่นที่สุด นั่นคือวินาทีที่มือปืนตัดสินใจลั่นไก
กระสุนมัจจุราชที่หมายมาดปลิดชีพในนัดเดียว พุ่งตรงราวกับจับวางไปที่นายทหารนักรบ เจาะเข้าหน้าผากขวาทะลุออกท้ายทอยด้านซ้ายทันที ร่างของแกนนำฮาร์ดคอร์ผู้นี้ก็ทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมกับเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากบาดแผล ทิ้งคำพูดประโยคสุดท้ายขณะตอบคำถามนักข่าวว่า “กองกำลังทหารไม่สามารถเข้ามาในนี้ได้…”  
นาทีชีวิตขณะ เสธ.แดง โดนยิง
และจากนั้นก็เป็นเหมือนฝันร้ายของผู้อยู่ในเหตุการณ์ทุกคน
เสียงปืนและระเบิดดังระงมทั่วทุกสารทิศ ผู้คนต่างสับสนวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ขณะที่ร่างของนายทหารถูกการ์ดหามขึ้นรถฉุกเฉิน แต่กลับข้ามเลยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุไปยังโรงพยาบาลหัวเฉียวที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรแทน และย้ายไปโรงพยาบาลวชิรพยาบาลในที่สุด แต่อาการ พล.ต.ขัตติยะ ก็ทรุดลงเรื่อยๆ กระทั่ง 4 วันหลังจากนั้น ก็เสียชีวิตด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน ปิดตำนานหัวหน้ากองกำลังการ์ดเสื้อแดง เพียงเท่านี้
การ์ดเร่งนำตัวเสธ.แดง ไปส่งโรงพยาบาล
ศัตรูสำคัญ หมายปิดบัญชี เสธ.แดง
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ หัวหน้ากองกำลังการ์ดเสื้อแดง เป็นหัวข้อถกเถียงว่าใครเป็นผู้ลงมือ และใครที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงมือครั้งนี้ แม้จะยังไม่สามารถหาตัวการได้แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมั่นใจคือ การลอบยิงครั้งนี้ ถูกวางแผนมาอย่างดี และ มือปืนเป็นทีมสังหารอาชีพที่ฝึกการใช้อาวุธสงครามมาอย่างช่ำชอง ดังนั้น ผู้อยู่เบื้องหลังต้องเป็นผู้มีอิทธิพลมากบารมีในบ้านเมือง
ประการแรก อาจเป็นฝีมือของรัฐบาลในสมัยนั้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า เสธ.แดง คือหัวหน้ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวคู่ขนานกับการชุมนุมเพื่อโค่นล้มรัฐบาล โดยรับคำสั่งจาก นายทักษิณ ชินวัตร จึงมีความเป็นไปได้ที่ทางการอาจหมายหัวไว้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการสังหารครั้งนี้
ประการที่สอง ฝีมือของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงด้วยกันเอง เพราะ เสธ.แดง มีความเห็นไม่ตรงกับแกนนำหลายคน และเคยมีเรื่องกันบ่อยครั้ง อีกทั้งการจบชีวิต เสธ.แดง จะช่วยกระพือความเคียดแค้นของผู้ชุมนุม นำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรง
ประการที่สาม ผู้มีอำนาจในกองทัพที่ไม่พอใจ เสธ.แดง ในหลายเรื่องหลายปม ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่หยามศักดิ์ศรีความเป็นทหาร ประกาศความเป็นศัตรูกับผู้นำกองทัพอย่างเด่นชัด และทำให้กองทัพเสื่อมเสียอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จนถูกสั่งพักราชการตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2553 
ประการที่สี่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับกลุ่มเสื้อแดงมาโดยตลอด โดย แกนนำพันธมิตรฯ เชื่อว่า เสธ.แดง อยู่เบื้องหลังการยิงเอ็ม 79 เข้าใส่คนเสื้อเหลืองหลายครั้ง จนนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตาย

 
ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ อาจมีตัวการที่ออกคำสั่งปิดบัญชี เสธ.แดง แฝงอยู่ หรืออาจไม่ใช่ทุกข้อที่กล่าวมาเลยก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายไหนก็ตาม สิ่งที่ “คนผู้นั้น” ก่อไว้คือ ความแตกแยกที่ยากจะสมานให้เหมือนเดิมในสังคมไทย
สุดท้ายแล้ว นายทหารประจำการที่เลือกจะแสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน ก็เป็นเพียงหมากหนึ่งตัวในเกมการเมือง ที่เดิมพันด้วยอำนาจแลกกับความพินาศของบ้านเมือง และคมกระสุนที่จบชีวิต ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ช่วยโหมกระพือไฟสงครามกลางเมืองให้ลุกโชนขึ้นระยะหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะหายไปตามกาลเวลา ตราบใดที่การต่อสู้ของผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยยังหาผู้ชนะไม่ได้ หรือยังไม่ยอมจับมือสมานฉันท์กัน เกมที่ใช้ประชาชนเป็นหมากก็ยังดำเนินต่อไป
แล้วหมากตัวต่อไปจะเป็นใคร !?

อย่าโทษแต่บริษัทใหญ่! บิ๊กตู่ สอน เกษตรกรต้องเข้มแข็งด้วยตนเองยึดพอเพียง

บิ๊กตู่ สอน เกษตรกรต้องเข้มแข็งด้วยตนเองยึดพอเพียง อย่าโทษแต่บริษัทใหญ่ - บ่นปวดหัว แก้ค้ามนุษย์-ใบเหลืองอียู บอก หากรู้ว่าปัญหาจะเยอะขนาดนี้คงไม่เข้ามา - ดีใจ พระโค กินหญ้า คาด น้ำท่าพืช-พรรณจะดี
http://www.matichon.co.th/online/2015/05/14315164981431516520l.jpg

เวลา16.00 น. วันที่ 13 พ.ค.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เดินทางไปเปิดงาน "เตรียมความพร้อมเกษตรกรไทยเริ่มต้นใหม่ฤดูกาลผลิต" พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เกษตรกรก้าวหน้า พัฒนาการเกษตรไทย” เนื่องในวันเกษตรกร" ณ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

โดยพลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาพบเกษตรกร เพราะหากไปพูดในรายการคืนความสุข คนก็ไม่ชอบ เพราะตนคงได้รับความนิยมสู้พระเอกทีวี(ณเดช คุกิมิยะ) ไม่ได้ โดยตนเองเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำในพื้นที่เกษตรทางภาคตะวันออก รวมถึงครอบครัวก็มีที่นาและเคยทำการเกษตร จึงคุ้นชินกับเกษตรกรเป็นอย่างดี วันนี้พระโคกินหญ้าแสดงว่า น้ำท่าจะดี พืชพรรณธัญญาหารจะดี แต่ถึงอย่างไรคนต้องทำให้น่าเชื่อถือกว่าพระโค ทั้งนี้น่าเสียดายว่าชาวนาในไทยไม่มีคนไหนร่ำรวย เพราะปัญหาเรื่องโครงสร้างชลประทานไม่ดี จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบน้ำให้เพียงพอ รวมถึงต้องส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นๆ รวมถึงต้องสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรเช่น ระบบสหกรณ์ เป็นต้น ไม่อยากให้ติดกับดักไปโทษแต่พ่อค้าคนกลาง หรือบริษัทใหญ่ๆอย่างเดียว ยืนยันรัฐบาลพยายามใช้งบประมาณอย่างมีคุณค่าสูงสุด โดยไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ก็ต้องเป็นการเมืองที่ทำให้คนลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงประชาชนจำเป็นต้องรู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและมีคุณธรรมอีกด้วย ก็จะส่งผลให้ตำบล หมู่บ้านทั่วประเทศเป็นหมู่บ้านคุณธรรม จึงถือเป็นการกระจายอำนาจอย่างเเท้จริง ไม่ใช่การของบประมาณที่ท้องถิ่นเก็บได้ให้ตกอยู่กับท้องถิ่นอย่างเดียว ทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลทำคือการวางรากฐานให้กับประชาชนในอนาคต ทุกคนทำเพื่อชาติอย่างเต็มที่ ข้าราชการทุกคนต้องโปร่งใส หากใครพบเห็นให้แจ้งมาพร้อมหลักฐาน ตนพร้อมปลดและเข้าจัดการทันที

อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลยอมรับว่าเงินที่ใช้ในการลงทุนในอนาคตมีเหลืออยู่น้อยจึงจำเป็นต้องตั้งงบประมาณขาดดุล เป็นความผิดที่โทษใคนไม่ได้เพราะรัฐบาลเข้ามาในจังหวะที่โลกมีปัญหา มีการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรลงลง แต่ไทยโชคดีที่มีป่าที่ดี คนไทยจึงจำเป็นต้องช่วยกันดูแลป่าแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยรัฐมีบทบาทในการช่วยเหลือขณะที่เอกชนก็ต้องช่วยเหลือรัฐส่วนการบริหารตนสั่งเเล้วว่าผู้บังคับบัญชาต้องลงไปหาชาวบ้าน ไม่ใช่ใช่ให้ชาวบ้านมาหา ข้าราชการต้องสร้างความยอมรับ ต้องทำงานให้ได้ ทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ โรฮิงบา เรื่องการประมง และอื่นๆอีกมากมาย ก็ทำให้ปวดหัวมาก หากตนรู้ว่าจะมีปัญหาเยอะขนาดนี้คงไม่เข้ามาหรอก ทั้งนี้กฏหมายของรัฐบาลมีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้คนมีความสุข หากคนไม่กระทำผิดกฏหมายก็ทำอะไรไม่ได้ กฏหมายไม่ได้มีให้คนเกิดความขัดเเย้งกัน ยืนยันการใช้มาตรา 44 เป็นเเค่ตัวเร่งการแก้ปัญหา ไม่ใช่จะสำเร็จทุกเรื่อง ส่วนเรื่องหวยก็พยายามที่จะทำให้ได้ราคา 80 บาท

ทั้งนี้ตนเห็นใจเกษตรกรไทย ที่ยังยากจนอยู่ ทั้งยังมีภาระอย่างมากโดยเฉพาะจะต้องดูแลครอบครัวอีกด้วย รัฐบาลจึงต้องสร้างให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น โดยก่อนรัฐบาลเข้ามานโยบายก็มีอยู่หลายอย่างแต่ไม่มีความชัดเจน วันนี้รัฐบาลได้เดินหน้าหลายโครงการแล้ว เช่นรถไฟทางคู่และ รถไฟความเร็วสูง แล้ว ยืนยันว่าขณะนี้ประเทศกำลังเดินหน้า ทุกประเทศอยากคบค้ากับไทยเช่นเดิมแล้ว แต่อาจมีปัญหาเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำแพง ทำให้หลายบริษัทย้ายไปประเทศอื่น นอกจากนี้คนไทยมักจะต้องการมีสวัสดิการที่ดี แต่กลับไม่ชอบการเสียภาษี ก็เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะตอบสนองได้ทุกเรื่อง. ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของแม่น้ำสี่สายไปคิดมา ว่าจะแก้หรือไม่แก้ หรือจะทำใหม่ หากมีการเลือกตั้งก็ช่วยกันออกมาแต่อย่าให้มีการชี้นำ

สถานการณ์ข่าว13พ.ค.58

data13May15สถานการณ์

@พระโคกิน'งา-หญ้า'น้ำบริบูรณ์พอควรธัญญาหารผลาหารภักษาหารมังสาหารสมบูรณ์
@รวบอีก3คดีโรฮีนจาจ่อยึดทรัพย์โกโต้งเพิ่มระนองค้นบ้านค้ามนุษย์-ผบ.ตร.คุยมาเลย์ขอส่งตัวผู้ร้าย
@มติกมธ.ยกร่างฯต้องทำประชามติรธน.หลังสปช.เห็นชอบ-วิษณุไม่กดดันย้ำทำลต.ช้า-บวรศักดิ์ลาออกคปก.กลัวถูกโจมตี
@ปานเทพส่งสำนวนคดี250สส.แก้รธน.โดยมิชอบให้สนช.ถอดถอนศุกร์นี้
///////////////

โรฮีนจา

ตำรวจไทย-มาเลเชีย จัดประชุมทวิภาคี จับตาข้อหารือแก้ปัญหาค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เตรียมเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ภายใต้การนำของ ตันศรี ดาโต๊ะ ศรี กาลิด บิน อาบู บาการ์ (Tan Sri Dato Sri Khalid bin Abu Bakar) ผบ.ตร.มาเลเซีย เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจสองประเทศในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

สำหรับการประชุมของตำรวจสองประเทศครั้งนี้ จะร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ 8 ประเภทด้วยกัน โดยเฉพาะปัญหาการก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในน่านน้ำและโจรสลัด รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรร่วมกันของตำรวจทั้งสองประเทศ

โดยหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลง (Agreed Minute) เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมร่วมกัน ซึ่งข้อตกลงนี้นอกจากจะใช้เป็นแนวทางความร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไปแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ จะเป็นประธานพิธีส่งคืนยานพาหนะที่ถูกโจรกรรมมาจากประเทศมาเลเซีย จำนวน 25 คัน กลับคืนสู่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ การประชุมทวิภาคีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซียถือว่าเป็นการประชุมที่มีความสำคัญมากอีกการประชุมหนึ่งในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยทั้งสองประเทศจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ
---------------
โฆษก สตช.ระบุยังไม่มีคำสั่งย้าย 5 นายตำรวจในพื้นที่เกิดคดีโรฮีนจา-เตรียมประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย ที่ ภูเก็ต หารือป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับเครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ว่า เมื่อวานที่ผ่านมาได้มีการออกจับหมายเพิ่มอีก 10 หมาย รวมผู้ต้องหาขณะนี้ กว่า 60 ราย จับกุมได้แล้ว 19 ราย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะย้ายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ที่อาจมีความเกี่ยวโยงกับคดีโรฮีนจานั้น โฆษก สตช.ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งย้ายนายตำรวจคนใดเพิ่มเติม

ซึ่งวันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ที่ จ.ภูเก็ต โดยจะมีการพูดคุยกันใน 9 หัวข้อ และหนึ่งในนั้นจะมีประเด็นร้อน ๆ อย่างปัญหาของชาวโรฮีนจาด้วย

จะมีการพูดคุยถึงแนวทางการร่วมกันแก้ปัญหา รวมถึงเรื่องของการจัดตั้งศูนย์อพยพของชาวโรฮีนจาว่าจะมีแนวทางอย่างไร

ทั้งนี้ การพูดคุยระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซียได้มีการหารือกันมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา ตำรวจไทยได้มีการส่งมอบรถยนต์ที่ ถูกขโมยมาจากประเทศมาเลเซียคืนให้กับทางการมาเลเซียด้วย
-------------------
ผบ.ตร.นำคณะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย ที่ จ.ภูเก็ต เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เรืองศักดิ์ จริตเอก รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญ

บัญชา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผบก.ตท.(ตำรวจสากล) เดินทางไปยัง โรงแรมเวสทิน รีสอร์ท จ.ภูเก็ต เพื่อเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย

ภายใต้การนำของ ตันศรี ดาโต๊ะ ศรี กาลิด บิน อาบู บาการ์ (Tan Sri Dato Sri Khalid bin Abu Bakar) ผบ.ตร.ตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจสองประเทศ

ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

โดยการประชุมของตำรวจสองประเทศครั้งนี้ได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ซึ่งมี 8 ประเภทด้วยกันได้แก่ การก่อการร้าย

การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบค้าอาวุธ อาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองสองประเทศที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การโจรกรรมยานพาหนะข้ามประเทศ

อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและคอมพิวเตอร์ และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในน่านน้ำและโจรสลัด รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรร่วมกันของตำรวจทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (Agreed Minute) เพื่อแสดงถึงเจตจำนงในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมร่วมกัน ซึ่งข้อตกลงนี้นอกจากจะ

ใช้เป็นแนวทางความร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไปแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศอีกด้วย
-------------------------
โฆษก สตช.เผย ตำรวจเตรียมประสานโกโต้ง ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีโรฮีนจาให้มอบตัว พร้อมระบุการโยกย้าย ตร.นอกวาระอยู่ระหว่างการรออนุมัติคำสั่ง

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ว่า ในส่วนของ นายปัจจุบัน หรือ โกโต้ง อังโชติพันธุ์ หนึ่งในผู้ต้องหารายสำคัญของคดีที่

หลบหนีออกจากพื้นที่นั้น ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการติดต่อให้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็ววันนี้ แต่หากไม่มาพบหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจ ก็จะดำเนินการติดตามจับ

กุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า นายปัจจุบันหลบหนีไปที่เกาะลังกาวีนั้น ยังไม่สามารถระบุหรือยืนยันรายละเอียดดังกล่าวได้

ขณะที่ กรณีกระแสข่าวล่าสุด ที่มีรายชื่อข้าราชการตำรวจ จำนวน 50 นาย มีความเกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์โรฮีนจานั้น พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นเรื่องจริง ส่วนการ

โยกย้ายนายตำรวจนอกวาระก็อยู่ระหว่างขั้นตอนรออนุมัติคำสั่ง ซึ่งหากมีความชัดเจนจะแจ้งให้ทราบทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว 61 คน จับกุมได้ 19 คน และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาสามารถจับกุมตัวได้เพิ่มเติมอีก 3 คน (รวม 22 คน) ซึ่ง 1 ใน 3 คนที่ถูกจับกุมตัวล่าสุด เป็นผู้

ต้องหารายสำคัญที่ทำหน้าที่ขนส่งชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทย ส่วนอีก 39 คนที่ยังหลบหนีอยู่นั้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

////////////
กมธ.ยกร่างฯ

มติ กมธ.ยกร่างฯ ยันต้องทำประชามติรัฐธรรมนูญ หลัง สปช.เห็นชอบ-จ่อชงคณะรัฐมนตรี

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด ยังประชุมต่อเนื่อง เพื่อปรับแนวทางการทำงานร่วมกันของกรรมาธิการ รวมถึง

ความชัดเจนในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ภายหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติมีข้อท้วงติงว่าควรให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก่อน จึงค่อยดำเนินการ

จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และการเตรียมความพร้อมพิจารณาญัตติคำขอแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายแพทยท์กระแส ชนะวงศ์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า มติกรรมาธิการทั้ง 36 คน ยืนยันต้องทำประชามติ ภายหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความเห็นชอบ

ร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะส่งหนังสือไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาประเด็นการทำประชามติ
------------------
กมธ.ยกร่างฯ มติเอกฉันท์ให้ทำประชามติร่าง รธน. เตรียมเสนอ ครม.-คสช.พิจารณา ชี้ เป็นกฎหมายสูงสุด ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และ นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ส่งหนังสือเสนอความเห็นของคณะ

กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เห็นตรงกันว่าควรให้มีการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่ไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายในวันนี้ ส่วนจะมี

การดำเนินการตามข้อเสนอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจของทั้ง 2 ฝ่าย

ทั้งนี้ ทางกรรมาธิการเห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงควรให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ และเพื่อให้สอดคล้องกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นของทุก

คนและฉบับที่ผ่านมาก็เคยทำประชามติเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การทำประชามตินั้นจะต้องส่งเอกสารให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนลงเสียงประชามติ ใน 90 วัน ส่วนเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีหลายช่องทางที่จะสามารถ

ดำเนินการและใช้เป็นทางออกในการแก้ปัญหาได้ ดังนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรที่จะเสนอเรื่องนี้
----------------
"ประชา" เผยหลังลงพื้นที่แจงเนื้อหาร่าง รธน.ได้ผลดีเกินคาด ประชาชน ร้อยละ 79 ชื่นชอบ 

นายประชา เตรัตน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ชี้แจงถึงผลการ

ดำเนินงานรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยระบุว่า เวทีที่ผ่านมา 4-5 จังหวัด ถือว่าได้ผลเกินเป้าหมาย โดยมีประชาชนหลากหลายสาขาอาชีพเข้าร่วมแสดงความเห็น และหลังจากที่รับ

ฟังแล้ว ได้มีแบบสอบถามให้ประชาชนได้กรอกรายละเอียดถึงความพอใจ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความสนในเรื่องสิทธิพลเมือง โดย ร้อยละ 79 เห็นด้วยว่าประชาชนน่าจะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

และอีก ร้อยละ 21 ไม่แน่ใจว่าจะผ่านหรือไม่
-------------------
ประชา เผยประชาชนสนใจสิทธิพลเมืองในร่างรัฐธรรมนูญ ขณะ 14 พ.ค. เปิดเวทีนครราชสีมา

นายประชา เตรัตน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านคณะ

กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ข้อมูลการจัดเวทีรับฟังความเห็นผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งได้จัดให้มีการเชื่อมสัญญาณผ่านวิทยุชุมชน ซึ่งจากการรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่

สนใจเรื่องสิทธิพลเมือง สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และส่วนที่จะกระทบต่อตนเอง ซึ่งไม่ได้สนใจประเด็นการเมือง ขณะที่บางส่วนสนใจเรื่องการทำประชามติ

ทั้งนี้ นายประชา ยังระบุด้วยว่า ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะมีการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนที่จังหวัดนครราชสีมา โดยได้ตั้งเป้าไว้ว่า ประชาชนจะเดินทางมาเข้าร่วมประมาณ 3,000 คน

เพราะเป็นจังหวัดใหญ่
--------
"สมบัติ" ระบุการทำคำขอแก้ไขร่าง รธน.คืบหน้าไปมากแล้ว เตรียมฟัง ปชช.-พรรคการเมือง ก่อนสรุป แนะทำกฎหมายลูก ขั้นตอนต้องไม่ขัด รธน.ชั่วคราว

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานกรรมาธิปการปฏิรูปการเมือง เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า การเสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการ จะมี 2

ส่วน ประกอบด้วยความเห็นของสมาชิก ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว และอีกส่วนจะเป็นความเห็นของประชาชน พรรคการเมือง และ นักวิชาการ ซึ่งจะเชิญมาร่วมเสนอแนะในวันที่ 15 พ.ค. และ

18 พ.ค. นี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนที่จะไปสรุปร่วมกับกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ตามกรอบเวลา

ส่วนประเด็นที่มีการเสนอให้ปรับลดร่าง รธน. จาก 315 มาตรา เหลือประมาณ 100 มาตรา นั้น สามารถทำได้ด้วยการตัดเนื้อหาย่อยไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแทน ซึ่งกรรมาธิการปฏิรูป

กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้มีการร่างไว้แล้ว

ทั้งนี้ นายสมบัติ ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอต่าง ๆ เรื่องประชามติว่า สามารถทำได้ 2 แบบ จะก่อนบังคับใช้ หรือหลังบังคับใช้ รธน.ใหม่ก็ได้ แต่ทั้งหมดต้องแก้ รธน.ชั่วคราวให้สามารถดำเนินการได้ก่อน

ส่วนกรณีการเตรียมทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ต้องศึกษารายละเอียดในข้อกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินการให้ชัดเจนก่อน โดยต้องไม่ขัดกับร่าง รธน.ชั่วคราวที่บังคับใช้อยู่ รวมถึงต้องไม่

ขัดแย้งกับเนื้อหาของ รธน.ฉบับใหม่ด้วย
--------------------
"วิษณุ" บอกยังรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอแก้ รธน.ไม่เสร็จ รับบางความเห็นเป็นเรื่องดี ต้องนำมาจัดหมวดหมู่ใหม่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายด้านกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำญัตติแก้ร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ยังจัดทำไม่เสร็จ ยังมีความคิดเห็นของ

แต่ละทรวงกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ครบ จากการตรวจสอบพบว่า มีความเห็นจากส่วนอื่น อาทิ องค์กรอิสระ นักวิชาการ พระ และประชาชนด้วย โดยยอมรับว่าบางความเห็นเป็นเรื่องที่ดี

ซึ่งหลังจากนี้จะต้องนำมาจัดหมวดหมู่ แยกประเภทที่ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนุญ เพราะจะแก้ไขได้ยาก อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเหมาะสมกับบ้านเมืองหรือไม่ เช่น การมีสมัชชาและสภาบางอย่างที่

สิ้นเปลืองงบประมาณ และเป็นภาระ ทั้งนี้ ในการเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ หากไม่มีใครเป็นเจ้าภาพตนจะเป็นตัวแทนชี้แจงเอง

พร้อมกันนี้ นายวิษณุ ยังกล่าวว่า มีกรรมาธิการยกร่างฯ บางคนต้องการให้รัฐบาลเสนอแก้ไขในบางมาตรา เนื่องจากแพ้การลงมติในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ความเห็นต่างนี้จะไม่นำไปสู่ปัญหา

ความขัดแย้ง
-------------------
"วิษณุ" ระบุ ไม่กดดัน สนช.เตรียมพิจารณาควรทำประชามติหรือไม่ ชี้เป็นเรื่องดี แจง กมธ.ยกร่างฯ มีสิทธิ์นั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลังพ้นตำแหน่ง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายด้านกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาว่าควรมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมหรือไม่ ในวันที่ 14-15 พ.ค.

นี้ว่า ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร เพราะเรื่องการทำประชามติเป็นเรื่องที่ไม่มีผู้รับรอง หากใครต้องการก็สามารถเสนอเข้ามาได้ เพราะหากรัฐบาลเสนอให้ทำประชามติเอง จะถูกมองว่าหวังอยู่ในตำแหน่ง

ต่อ เพราะต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-4 เดือน อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณในการจัดทำเอกสารชี้แจงและจัดทำคูหาลงคะแนนอีกกว่า 3 พันล้าน

ส่วนกรณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลงสมัครเป็นคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) นั้น ยืนยันตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุห้ามไม่ให้

กรรมาธิการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลังพ้นตำแหน่ง 2 ปี เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐวิสาหกิจหรือตำแหน่งอื่น ๆ แต่อย่างใด
------------------
กมธ.ยกร่าง แจง เสนอทำประชามติ ไม่ได้กดดัน นายกฯ ยันยังไม่หารือข้อเสนอ "ไพบูลย์" 

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการส่งหนังสือขอให้ทำประชามติจะเป็นการกดดันการทำงานของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ว่า ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ก็เคยพูดเรื่องการทำประชามติ แต่ขอให้รอเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น จึงไม่ได้กดดันการทำงานแต่อย่างใด ทั้งนี้ การพิจารณาว่าจะทำหรือไม่ทำประชามตินั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อยู่แล้ว ส่วนเวลาดำเนินการประชามติ จะต้องทำหลังวันที่ 6 ส.ค. จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้

นอกจากนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ ยืนยันว่า เรื่องการทำประชานมตินี้ ไม่จำเป็นต้องนำเข้าหารือในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายอย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ไม่ได้มีการหารือข้อเสนอของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 2 ปี เพื่อให้รอการปฏิรูปประเทศให้เสร็จสิ้น
ก่อน
---------------------
“บวรศักดิ์” ถอนใบสมัคร คปก.แล้ว ให้เหตุผลกระทบรัฐธรรมนูญ หวั่นถูกมองเอื้อประโยชน์

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงกรณีการสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หรือ คปก. แทนชุดเดิมที่จะหมดวาระลง ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 282(3) ให้อำนาจหน้าที่ คปก. มีอำนาจเสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายแล้วแต่กรณี จนถูกมองว่าอาจเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญมาเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งล่าสุดได้ถอนใบสมัครแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับรัฐธรรมนูญ และไม่ให้นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ ขณะเดียวกัน อาจจะตัดมาตรานี้ในร่างรัฐธรรมนูญทิ้งด้วย ส่วนกรณีที่มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางคนลงสมัครด้วยนั้น ก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะลงสมัครได้
----------------------
อลงกรณ์ เผยที่ประชุมเห็นด้วยออกเสียงทำประชามติ พร้อมให้ความรู้ ปชช.

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฎิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. เปิดเผยว่า เป็นการประชุมวาระพิเศษในข้อนโยบายระหว่าง วิป สปช. กับคณะกรรมาธิการทั้ง 23 คณะ โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องลงประชามติทั้งฉบับ ทั้งนี้ การออกเสียงประชามติต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดย สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะให้ความรู้กับประชาชน และจะต้องมีการวางกติกาให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือถึงการจะส่งมติดังกล่าวนี้ให้กับคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
-----------------------
นายกฯรอดูแก้รธน.ทำประชามติลุยปฏิรูป ขออย่าขัดแย้ง-สลากต้อง80บาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง"เกษตกรก้าวหน้า พัฒนาการเกษตรไทย" ว่า รัฐบาลตั้งใจที่จะช่วยเหลือเกษตรกร  ทั้งนี้เกษตรกรต้องสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน และร่วมกับรัฐบาลในการสร้างอนาคต โดยดำเนินการแบบวงจร ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การพัฒนาสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง ยกระดับการเกษตร ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก ทั้งนี้จะดำเนินการทางกฏหมายข้าราชการทุจริตโดยของให้ประชาชนช่วยกันส่งหลักฐานต่างๆมา

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและอยากให้ประชาชนติดตามศึกษาเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยอยู่ในขั้นรวบรวมความคิดเห็นส่งไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องการทำประชามติต้องรอให้ผ่านตามขั้นตอนก่อน  ซึ่งหากจะมีการทำประชามติต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ทั้งนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการในเรื่องการปฏิรูปทุกด้าน และขอประชาชนอย่าสร้างความขัดแย้งโดยต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย

ส่วนเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นต้องดำเนินการให้ขายในราคา80บาท
/////////////////////
วันนี้  (13 พ.ค.)  เวลา  12.19 น.  รายงาน   นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เปิดเผย ป.ป.ช.เตรียมส่งเรื่องชี้มูลความผิด 250

อดีต ส.ส. ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาส.ว. ไปยังงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค.นี้ เพื่อให้ดำเนินการพิจารณาถอดถอนต่อไป
////////////////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "เตรียมความพร้อมเกษตรกรไทยเริ่มต้นใหม่ฤดูกาลผลิต" พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เกษตรกรก้าวหน้า พัฒนาการเกษตรไทย" เนื่องในวันเกษตรกรไทย 13 พฤษภาคม 2558 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับ
สูง ข้าราชการตลอดจนประชาชนและผู้แทนเกษตรกรจากภูมิภาคต่าง ๆ ทุกสาขา เข้าร่วมภายในงานเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่ โดยมีการตรวจสอบบุคคล และสิ่งของสัมภาระอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงานดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ และได้รับทราบแนวทางมาตรการของรัฐบาลในการพัฒนาการเกษตร อีกทั้ง สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีกิจกรรมปาฐกถาพิเศษและการอภิปราย รวมทั้งนิทรรศการผลการดำเนินงานพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 14 พฤษภาคม นี้
///////////////////////
แผ่นดินไหว

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 แมกนิจูด ที่ เกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ไร้เตือนสึนามิ

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 04.12 น. ตามเวลาในประเทศไทย ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวในทะเลขนาด 6.8 แมกนิจูด ความลึก 10 กิโลเมตร บริเวณฝั่งตะวันออก

ของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีรายงานการแจ้งเตือนสึนามิและความเสียหาย อีกทั้งไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
---------------------
แผ่นดินไหวเนปาลรอบ 2 ทางการเร่งหาพื้นที่ปลอดภัยช่วยชาวบ้าน หลังรายงานระบุเกิดอาฟเตอร์ช็อคทั้งเดือน หวั่นดินไหว น้ำท่วมซ้ำ

สื่อต่างประเทศรายงาน พื้นที่ในประเทศเนปาลยังคงมีความไม่แน่นอนนับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหว 7.9 ตามมาตราริกเตอร์ เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 8,000 คน โดยหลังเกิดแผ่นดินไหวซ้ำอีกครั้งเมื่อวานนี้ ความรุนแรงลดลงจากเดิมเล็กน้อย แรงสะเทือนส่งผลกระทบไปยังเขตประเทศอินเดียด้วย ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตราว 70 ราย บาดเจ็บกว่า 1,200 คน ผู้เชี่ยวชาญแผ่นดินไหวระบุอาจเกิดอาเตอร์ช็อคตามมาเป็นเวลานับสัปดาห์หรืออาจจะถึงเดือน ในขณะเดียวกันใกล้จะเข้าฤดูฝน ที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปช่วยเหลือยังพื้นที่ประสบภัยโดยเจ้าหน้าที่ยังมีความเสี่ยงสูง นอกเหนือจากการช่วยเหลือด้านอื่น ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการอพยพมายังพื้นที่โล่งเพื่อความปลอดภัย ซึ่งยังไม่สามรถหาแหล่งพักพิงถาวรให้กับประชาชนได้ จึงต้อหาทำเลใหม่เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ ยังหวั่นว่าอาจจะเกิดแผ่นดินสไลด์และน้ำท่วมฉับพลันตามมาด้วย

http://ibnlive.in.com/news/after-nepal-earthquakes-monsoon-poses-risk-of-more-landslides-floods/545274-2.html?
------------------------
ดินไหวเนปาลรอบ 2 ดับ 70 เจ็บกว่า 1,000 ผู้เชี่ยวชาญชี้มีอาฟเตอร์ช็อคทั้งเดือน 

สำนักข่าวของอินเดียรายงานเหตุแผ่นดินไหวซ้ำที่ประเทศเนปาลและบางส่วนของอินเดีย 7.4 แมกนิจูด แรงเขย่าสะเทือนทั่วรัศมี 83 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกของกรุงกาฐมาณฑุ ใกล้กับเทือกเขาเอเวอเรสต์ เมื่อวานนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วอย่างน้อยราว 70 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 1,200 คน ขณะที่อาฟเตอร์ช็อคยังคงตามมาอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จะมีตามมมาอีกหลายครั้งและอาจเกิดขึ้นตลอดทั้งเดือน

ด้านการดำเนินการการค้นหากู้ภัยสำหรับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ต้องหยุดชะงักลง แต่สิ่งของบรรเทาทุกข์ยังคงถุกส่งไปยังพื้นที่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ทางสถานทูตไทยในกรุงกาฐมาณฑุ รายงานว่ายังไม่มีคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการครั้งหลังสุด ทั้งนี้มีพลเมืองแจ้งความประสงค์ขอพักพิงในสถานทูตเพื่อความปลอดภัยแล้ว 14 คน

http://timesofindia.indiatimes.com/india/Aftershocks-may-continue-for-weeks-months-Experts/articleshow/47257968.cms
///////////////
14พ.ค.58

09:00น.รัฐสภา ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ-ปานเทพส่งสำนวนคดี250สส.แก้รธน.โดยมิชอบให้สนช.ถอดถอนศุกร์นี้
09:00น.ทำเนียบรัฐบาล นายกฯเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
10:00น. สมาคมนักข่าวนกหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมประชุมเวทีแสดงความคิดเห้นและรับฟังการชี้แจงเนื้อหาร่างรธน.
15:00น. ทำเนียบรัฐบาล มล.ปนัดดามอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล