PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทำไม 'สหรัฐฯขาดไทยไม่ได้'?

ประเทศไทยนี่ "ขุมทรัพย์" ดีๆ นี่เอง
ขึ้นอยู่กับว่า............
ใครต้องการทรัพย์ประเภทไหน ด้วยเจตนาใด ก็หยิบด้านนั้นขึ้นมาว่ากัน ด้วยเจตนานั้น!
อย่างสหรัฐฯ
ตอน ผบ.ทบ.ชื่อ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" นำคณะ คสช.เข้าคุมอำนาจประเทศ ๒๒ พฤษภา ๕๗
โกรธจัด ถึงขั้น "ด่าเช็ด"!
ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศ "ตัดเป็น-ตัดตาย" รัฐบาล คสช.
ถึงขั้น ห้าม "นายกฯ คสช." เข้าประเทศ!
ให้เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐฯ ในไทย เล่นบทปฏิปักษ์รัฐบาลซึ่งหน้า อย่างทรามมรรยาท
ทั้งเดินใต้ดิน-บนดินแทรกแซงกิจการภายใน สมคบ-ส่งเสริมระบอบแดงทักษิณปลุกปั่นแบบท้าทาย
สหรัฐฯ-ยุโรป อ้าง เป็นกติกาทางกฎหมาย ไม่ยอมรับ-ไม่สังฆกรรมกับประเทศที่เป็นเผด็จการ
ทางตัวหนังสือ อาจใช่ แต่ทางปฏิบัติ ไม่ใช่เลย!
ตั้งหลายประเทศที่เป็นเผด็จการ แต่สหรัฐฯ-ยุโรป ยอมรับ คบค้าสมาคมเป็นปกติ
พูดลงไปถึงแก่น ประเทศที่เป็นเผด็จการนั้นๆ สหรัฐฯ นั่นแหละ "ตัวการ" หนุนหลัง
เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วอะไรคือมาตรฐานสหรัฐฯ ในการ "คบ-ไม่คบ" ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย?
ตอบได้ชัดๆ..........
"ผลประโยชน์" ไง!
อย่างรัฐบาลเผด็จการสฤษดิ์ เผด็จการถนอม-ประภาส สหรัฐฯ ไม่เพียงคบ แต่ถึงขั้น "ร่วมปฏิวัติ" ด้วยซ้ำ
สหรัฐฯ ยังยกย่องไทยยุคเผด็จการทหาร ว่า
ไทย "ประเทศมหามิตร"!?
ยุคสฤษดิ์ สหรัฐฯ วางแผนให้ปฏิวัติ แล้วให้จอมพลสฤษดิ์ออกกฎหมายเปิดประเทศ ให้กลุ่มทุนตะวันตกเข้ามา
หว่านล้อมให้เป็นทาสทางเศรษฐกิจระบบทุน ว่าเพื่อไทยพ้นจากความเป็นประเทศ "ด้อยพัฒนา" ไปอยู่ในระดับประเทศ "กำลังพัฒนา"
"ยูเปลี่ยนโครงสร้างประเทศสิ จากเกษตรไปเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักร แล้วประเทศยูจะเจริญ ร่ำรวย เป็นเสือในแหลมทอง"
จากเกษตรไปเป็นอุตสาหกรรมทุน จากที่ไม่เป็นหนี้ ก็เอา "ยูเสด-แบงก์โลก" มาล่อให้ไทยกู้ติดกับดักหนี้
กู้ไปรับโละเครื่องจักรเก่า เทคโนโลยีเปลี่ยนถ่ายยุคของกลุ่มทุนตะวันตก มาใช้แผ่นดินไทย ทรัพยากรไทย แรงงานถูกๆ ไทย ปั๊มเงินขนกลับไป
ยุคถนอม-ประภาส ความจริงก็ "สฤษดิ์ ภาค ๒" นั่นแหละ เมื่อไทยติดกับดักทั้งระบบทุน-ระบบการเมืองจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
ถึงขั้น ยกประเทศให้เป็น "ฐานทัพสหรัฐฯ" ด้วยซ้ำ!
ทีอย่างนั้น คำเดียวสหรัฐฯ ก็ไม่เคยอ้างเงื่อนไข ว่าไทยเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย?
พอจอมพลถนอมส่งทหารไทยไปร่วมรบเวียดนาม ประกาศ "รบนอกบ้านดีกว่ารบในบ้าน" ด้วยแล้ว
อู๊ยยยยย.......ถ้าแกะกระดุมดมได้ สหรัฐฯ มันต้องแกะดม แล้วชมว่า .....รัฐบาลเผด็จการไทย หอมมมมที่สุดในโลก!
ย้อนกลับมารัฐบาลเผด็จการ คสช. ทำไมสหรัฐฯ จึงโกรธและหยาบหยามไทยด้วยกิริยาทรามขนาดนั้น?
ก็สหรัฐฯ กับรัฐบาล "ระบอบทักษิณ" ยุคยิ่งลักษณ์ ผลประโยชน์ทุกอย่างกำลังลงตัว เรียกว่า "หมูกำลังหาม"
หามไม่หาม ก็ดูตาอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กับตาบารัค โอบามา ตอนที่มาสันถวไมตรีกันนั่นปะไร
มันต้องโกรธถึงขั้น "หน้าดำ-หน้าเขียว" แหงๆ เพราะรัฐบาล คสช.ดันเป็น "คานเข้าไปสอด" ขณะเขากำลังจะหามกันรอมร่อ!
เนี่ย.....เป็นตรรกะบนฐานเดียวกันง่ายๆ อย่างนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมสหรัฐฯ โกรธรัฐบาล คสช.-โกรธนายกฯ ประยุทธ์
มันก็อ้างเผด็จการ-ประชาธิปไตยบังหน้าไปอย่างนั้น แรกๆ มันก็เข้าใจว่า
ภายใน-หนุนระบอบแดงทักษิณไว้..........
ภายนอก-ละเลงสีให้รัฐบาล คสช.-นายกฯ ประยุทธ์ เป็น "เผด็จการแดนเถื่อน" ชักชวนชาวโลกให้คว่ำบาตร ไม่คบค้า-ไม่ค้าขายด้วย
เดี๋ยวประยุทธ์ก็ตาย....
แล้วก็หนุน "ระบอบทักษิณ" กลับขึ้นมาใหม่ ระบอบทักษิณกับสหรัฐฯ ก็จะวิน-วินด้วยกันอีกครั้ง!
แต่ ๓ ปีผ่านไป รัฐบาล คสช.อยู่ได้ นายกฯ ประยุทธ์ นอกจากไม่ตายแล้ว
โพลแล้วโพลเล่า มีแต่บอกให้ "ประยุทธ์ยาวไปเลยบ้าง...ประยุทธ์อยู่ต่อบ้าง"!
ตรงข้ามกับผู้นำประเทศมหาอำนาจโลกอย่างทรัมป์ ยิ่งกว่าตัวตลก มีใครเชื่อถือศรัทธาบ้าง?
แค่ ๖ เดือน ก็รอมร่อจะถูกขับออกจากตำแหน่ง!
"ฟ้าดินลงโทษ" สหรัฐฯ ชัดๆ..........
ทำกับชาวโลกไว้มาก ถึงคราวกรรมสนอง ย้อนดูตั้งแต่เลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปลายปี ๒๐๑๖ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว
วิสัยทัศน์ประชาธิปไตยคนอเมริกัน โหลยโท่ยไม่ต่างคนอีกหลายประเทศ ที่เคยดูถูกเขาไว้นั่นแหละ
ดันเลือก "ทรัมป์" เป็นประธานาธิบดี!
ประธานาธิบดีเป็นคนแบบไหน ประชาชนคนที่เลือกก็เป็นแบบนั้น
เป็นประวัติศาสตร์โลก สหรัฐฯ เป็นประเทศมา ๒๐๐ กว่าปี ด้วยวิสัยทัศน์สังคมต้นแบบประชาธิปไตย
เลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดี.........
เป็นทรัมป์ที่ "คนทั้งโลก" หยาม-หยัน หันหลังให้ ไม่มีราคา กระทั่งขณะนี้ รัฐบาล-รัฐสภาสหรัฐฯ เอง
.......ขากกกกกถุย!
เป็นขากถุย ที่จักรวรรดินิยมอำนาจตะวันตก "ซันเซต" อำนาจโลกกำลังเปลี่ยนขั้วจากตะวันตกมาที่ตะวันออก
"รัสเซีย-จีน-อินเดีย-แอฟริกาใต้-บราซิล" เป็นบูรพาที่ตะวันฉายฉาน!
ทั้งอำนาจทางทหาร-ทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางการเงิน บนความเป็น "โลกยุคใหม่" สู่ศตวรรษที่ ๒๑!
"ขาแห่งอำนาจ" สหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "กำลังลอย"
ฟิลิปปินส์ อินโดฯ มาเลย์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว กำลังเดิน "ก้าวถอย" จากสหรัฐฯ ไปพิงจีน-รัสเซีย
ที่พึ่งสุดท้ายในอาเซียน ก็เหลือ "ไทย" นี้เท่านั้น!
ถ้าหมดจากไทย จักรวรรดิอำนาจตะวันตก อาจต้องซันเซตจากอุษาคเนย์ไปพร้อมศตวรรษที่ ๒๐ จริงๆ
เพราะอย่างนี้ ในระยะครึ่งปีที่ผ่าน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รวมทั้งอียู โดย "ระบบราชการ"
ต้องส่งคนเวียนคลานมาเลียน้ำลายตัวเองที่ถ่มถุยใส่รัฐบาล คสช.ไว้
นับญาติกับนายกฯ ประยุทธ์กระไดทำเนียบไม่แห้ง!
ตรงนี้ พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่ง...........
ประเทศไหนไม่คบกับไทย ไทยไม่อดตาย
แต่ที่ตาย คือประเทศที่ว่าไม่คบไทย!
เพราะไทยเป็นประเทศเกษตร เลี้ยงคนได้ทั้งโลก อีกอย่าง คนไทยเป็นคนมีน้ำใจให้ต่อกันได้
ไม่เหมือนไอ้กัน มันเคยให้ใครเปล่าๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนบ้าง มันเป็นชาติกระด้างทั้งน้ำใจและสันดาน
สุดท้าย มันก็ต้องคลานมาขอคบไทย เพราะถ้าไม่มีไทยให้อิง มันต้องตายไปจากอุษาคเนย์แน่นอน!
มันนกรู้..........
เอาการเมืองซ่อนหลัง ส่งการทหารนำหน้ามากรุยทางกับไทย ผ่านรัฐบาลเผด็จการทหาร
และวันที่ ๘ สิงหานี้ การเมืองก็จะตามมา
"กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ" ที่เคยแถลงการณ์ประณามรัฐบาล คสช. ออกข่าวตัดญาติ ไม่รับรองไทย
ประธานาธิบดีทรัมป์ ส่ง "นายเรกซ์ ทิลเลอร์สัน" รัฐมนตรีต่างประเทศมาไทย
มาพบนายกฯ ประยุทธ์!
ไม่ได้มาเพื่อไทย แต่มาเพื่อผลประโยชน์ประเทศสหรัฐฯ เขาเองโดยตรง
ที่ผมคุยมายืดยาว จุดประสงค์เพียงอยากบอกอย่างเดียว
คือที่พวก "หวังดีแต่ประสงค์ร้าย" กับบ้านเมืองไทย สร้างข่าวป่าวร้องกันว่า
ไทยไปอ้อนวอนงอนง้อสหรัฐฯ ขอให้เชิญนายกฯ ประยุทธ์ไปพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาว นั้น
อย่าระยำเพื่อ (ทำลาย) ชาติกันนักเลย!
พูดกันตามสภาพจริง ตอนนี้ ทรัมป์มีราคาที่ผู้นำประเทศอื่นๆ อยากไปพบ อยากคบค้าสมาคมซักเท่าไหร่?
แต่สำหรับไทยเรา ถึงเราเล็ก แต่ชาติเรามีสกุล เป็นอารยชาติ ฉะนั้น ย่อมรู้จักคำว่ามรรยาท รู้จักเขา-รู้จักเรา, รู้จักความพอดี และรู้อะไรควรพูดแค่ไหน และอะไรไม่ควรพูด
เรื่องความบ้าน-ความเมืองระหว่างประเทศ ยกให้เป็นเรื่องภายในเขา
มันมีเรื่อง-มีประเด็น-มีเงื่อนไข เยอะแยะมากมายภายในที่ระดับเจ้าหน้าที่ต้องพูดจาตกลงกัน
เรื่องใครเชิญ-ไม่เชิญ ไม่ควรยกเป็นประเด็นมาเข่นเกียรติภูมิบ้านเมืองตัวเอง
เกลียดรัฐบาล คสช. เกลียดนายกฯ ประยุทธ์ ก็เกลียดไป
แต่อย่าเอาความเกลียดตัวคน ไปปนจนกลายเป็น "เกลียดประเทศ" แล้วจ้องทำลาย-ทำร้ายประเทศตัวเองเลย!
ความเมืองระหว่างประเทศคือ "ประโยชน์เมือง-ประโยชน์ส่วนรวม" มันเหนือบุญคุณ-ความแค้น
เพื่อประโยชน์ปัจจุบันและอนาคตประเทศชาติ การเจรจาความเมือง ในแผ่นดิสก์สมองผู้นำแต่ละประเทศ
จะไม่มีคำว่า "เรื่องแต่อดีต"!
สหรัฐอเมริกากับไทย
จีนกับไทย และ
รัสเซียกับไทย
พูดได้คำเดียว ไม่ว่าอาหารชาติไหน เห็นต้อง "โรยพริกไทย" ทั้งนั้น!

."บิ๊กเข้" สั่ง กกล.คสช. พร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย ช่วง พิจารณาตัดสิน คดี"ยิ่งลักษณ์"



ถก คสช......."บิ๊กเข้" สั่ง กกล.คสช. พร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย ช่วง พิจารณาตัดสิน คดี"ยิ่งลักษณ์" ย้ำ เข้มงวดปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่ บก.ทบ. พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผช.ผบ.ทบ. และรองเลขาธิการคสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แทน บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย ผบทบ.
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ พลเอก เทพพงศ์ กล่าวถึงภาพรวมงานรักษาความสงบเรียบร้อยว่า ในเดือนสิงหาคมนี้ จะมีการพิจารณาคดีสำคัญ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม
ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกส่วนได้ร่วมกันดูแลความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาคดีได้อย่างเหมาะสม
จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำรงการติดตามข้อมูล รวมทั้งเตรียมความพร้อมในเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อย ภายใต้การเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด ไม้มีค่า และเงินกู้นอกระบบ ที่ล่าสุด กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ ๑ สามารถจับกุมยาเสพติดได้ถึง 6 ล้านเม็ด ได้ที่ ถ.สายเอเชีย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา
รวมทั้งได้เข้าจับกุมกลุ่มอิทธิพลปล่อยเงินกู้นอกระบบ ได้ของกลางเป็นบัญชีเงินกู้นอกระบบถึง 2 ล้านบาท ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 2 ตรวจยึดไม้กระยาเลยแปรรูป 26,647 แผ่น ได้ที่ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ นั้น เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำพื้นที่, ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยการตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจร่วม การจัดชุดลาดตระเวน การจัดกำลังดูแลความปลอดภัยสถานที่สำคัญ และจุดบริการประชาชน
ซึ่งการดูแลความสงบเรียบร้อยในลักษณะนี้จะคงดำรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวัง แก้ไขปัญหา ระงับเหตุการณ์เร่งด่วน และดูแลประชาชนให้มีความปลอดภัยในทุกพื้นที่

"บิ๊กตู่" ฮึ่ม!! ขู่เรียก พวกปล่อยข่าว ยกเลิก"บัตรทอง-30บาท"

"บิ๊กตู่" ฮึ่ม!! ขู่เรียก พวกปล่อยข่าว ยกเลิก"บัตรทอง-30บาท" ปรับทัศนคติ "พามาหาผมหน่อย"..เหน็บ " นิสัยแบบนี้ไม่ยอมเลิก เล่นไม่เลิก" เผยอยากให้ปชช.ออกกำลังกาย มากขึ้น ปวดหัวน้อยลงการรักษาพยาบาลลดลง
"ผมอยากให้ประชาชน ออกกำลังกายกันให้มากขึ้น จะได้ปวดหัวกันน้อยลง การรักษาพยาบาลก็จะลดลง จะได้มีเงินไปดูแลส่วนอื่น ผมไม่เคยลดอะไรเลย มีแต่หาเงินเพิ่ม
"อย่าไปเชื่อ ไอ้ใครที่บอก ว่าจะลดโน้นลดนี่ ลดโครงการ 30 บาท หรือบัตรทอง พามาหาผมหน่อย ต้องพูดคุย ปรับทัศนคติกันนิดหน่อย นิสัยแบบนี้ไม่ยอมเลิก เล่นไม่เลิก
แต่ผมจะทำให้เต็มที่ จะอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมว่ามันเป็นลิขิต ที่ผมมายืนตรงนี้เพราะถูกลิขิตมา อะไรจะเกิดต่อไป จะเป็นลิขิตของประเทศไทยว่าจะเจริญหรือไม่เจริญ จะล่มสลายหรือไม่ล่มสลาย อยู่ที่มือคนไทยทุกคน"
พลเอกประยุทธ์ ที่อยุธยา7 สค.2560

คิดถึงจิตใจผมบ้าง

"บิ๊กตู่"โอด !!คิดถึงจิตใจผมบ้าง เผย เป็นคนเดียวในรัฐบาล ที่ไปเยือนอเมริกา ไม่ได้ เพราะเป็นหน.คสช./แต่ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนเพราะอยากอยู่กับคนไทย

ที่อยุธยา....หลังนายกฯ พูดจบ แล้วเปิดให้ถาม และมีเสียงตะโกนจากในหมู่ ข้าราชการ ประชาชนว่า" ขอให้นายกฯ อยู่ต่อ"
พล.อ.ประยุทธ เปรยตอบ "ไอ้นี่หาเรื่องอีกแล้ว
"ผมรู้ว่าให้กำลังใจ แต่บางทีคนที่ไม่ชอบเขาก็มาว่าผมแทน แต่มันก็เป็นเรื่องของประชาธิปไตย"
"วันนี้ต่างชาติยังค้าขายกับเราเหมือนเดิม เพียง แต่ไม่ให้ผมเดินทางไปเยือนเพียงคนเดียว เพราะผมเป็นหัวหน้าคณะ คสช. แต่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนต่างประเทศได้หมด ไปค้าขายทุกประเทศ
คิดถึงจิตใจผมบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนเพราะอยากอยู่กับคนไทย นั่งบริหารในประเทศแล้ว เอาคนอื่นไปทำ
ขณะที่มีแขกต่างประเทศเดินทางมาทำเนียบรัฐบาลทุกวัน
วันนี้ก็มีมา เขามาค้าขายชื่นชมบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เขาเห็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ เห็นช่องทางที่จะเข้ามา"

ผมจะทำให้เต็มที่ จะอยู่ถึงเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น

บิ๊กตู่ ส่งสัญญาณ.....
"ผมจะทำให้เต็มที่ จะอยู่ถึงเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น ....
"ผมว่า มันเป็นลิขิต ที่ผมมายืนตรงนี้เพราะถูกลิขิตมา อะไรจะเกิดต่อไป จะเป็นลิขิตของประเทศไทยว่า จะเจริญหรือไม่เจริญ จะล่มสลายหรือ ไม่ล่มสลาย อยู่ที่มือคนไทยทุกคน"
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา...."ลิขิต ประเทศไทย"

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์ยันเคารพคำพิพากษาศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 แต่ไม่เห็นพ้อง ระบะคำพิพากษาคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และขัดแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลปกครอง
       -กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ จ่อให้ “วีระ” ยื่น ป.ป.ช.ชงอุทธรณ์จันทร์นี้ พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามคดี 

       
       

       
       วันนี้ (4 ส.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 11.15 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ เขตพระนคร นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุริยะใส กตศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์หลังการประชุมอดีตแกนนำ และผู้เสียหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 โดยนายปานเทพได้อ่านแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 1/2560 แสดงจุดยืนต่อกรณีศาลฎีกาแผนกคกีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และพวกรวม 4 คน กรณีสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีใจความสรุปว่า
       
       1. อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ผู้เสียหาย และผู้เกี่ยวข้อง เคารพคำพิพากษาของศาลฯ แต่ไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นว่าคำพิพากษามีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหลายประการ ควรต้องมีการยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา รวมทั้งเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวยังขัดแย้งต่อคำพิพากษาศาลปกครองกลาง มติ ป.ป.ช. คณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีคำวินจฉัยแล้วว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากล มีการใช้อาวุธ ไม่ดำเนินการจากเบาไปหาหนัก ไม่เป็นไปตามหลักสากล มีการใช้ความรุนแรงตั้งแต่เช้าจดค่ำ แม้การประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว สมาชิกออกจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งทั้งสามองค์กรดังกล่าวได้ชี้ว่าจำเลยมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าโดยมิชอบ จงใจกระทำต่อผู้ชุมนุมด้วยการละเมิดต่อผู้ชุมนุม
       
       2. เห็นควรตั้งคณะทำงานติดตามการดำเนินคดีของ ป.ป.ช. สภาทนายความ และทนายความ เพื่อให้การดำเนินการยื่นอุทธรณ์ได้นำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ถูกต้องสมบูรณ์ โดยมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน นายประพันธ์ คูณมี และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นคณะทำงาน
       
       3. หากการดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชน ผู้เสียหายและผู้ได้รับผลกระทบ พันธมิตรฯ จะทำทุกช่องทางกฎหมาย ทุกวิถีทาง เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนถึงที่สุด
       
       4. มีมติมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด และคณะ ในฐานะผู้ยื่นคำร้องเดิมต่อ ป.ป.ช. ได้เดินทางร่วมกับผู้เสียหาย และพี่น้องประชาชนผู้ห่วงใยต่อการดำเนินคดีนี้ ไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ในวันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2560 เวลา 11.00 น.
       
       นายปานเทพ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ ทนายพันธมิตรฯ ไม่มีโอกาสได้ซักค้านในคดีความนี้เลย เพราะเป็นคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องโดยผ่านสภาทนายความ ซึ่งก็ได้มอบหมายทนายความที่ไม่ได้มีความคุ้นเคยหรือใกล้ชิดกับทางพันธมิตรฯ โดยตรง ดังนั้นการที่จะมีโอกาสซักค้าน หรือประเด็นข้อสงสัย จึงมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งความผูกพัน ความเข้าใจ พยานหลักฐานที่มีอยู่ในมือของทนายพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะสู้ตามขั้นตอนปกติที่ควรจะต้องเป็น เพราะว่าโจทก์ฟ้องคือ ป.ป.ช.เพราะฉะนั้น ข้อสงสัยต่างๆ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันกับคำพิพากษาศาลปกครองกลางก็ดี หรือศาลต่างๆ ที่พิพากษาในพฤติการณ์ของพันธมิตรฯ รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ความขัดแย้งเหล่านี้เพียงเพราะว่าเราไม่ได้มีโอกาสต่อสู้โต้แย้งในชั้นศาลตามขั้นตอนปกติ จึงต้องไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ในขณะเดียวกันก็ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการดำเนินการของทุกองค์กรที่ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ว่าทำด้วยขั้นตอนอย่างไร และมีจุดที่ต้องท้วงติงอย่างไร
       
       ด้านนายประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า ตนเคยเป็นทนายในคดีที่อัยการฟ้องแกนนำและผู้ชุมนุมในข้อหาก่อการจราจลวุ่นวายหน้ารัฐสภารวม 21 คน โดยโจทก์ได้นำ ส.ส.ในสภาเป็นพยานมา ซึ่งนายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เป็นพยานปากเดียวที่เบิกความในทำนองผู้ชุมนุมตะโกนว่าฆ่ามัน แต่ไม่มีปรากฏในเทปบันทึกเสียงระหว่างการชุมนุม จึงเห็นว่าไม่มีเหตุอะไรที่จะนำมาวินิจฉัยในศาลได้เลยสำหรับคดีนี้ และข้อเท็จจริงก็ไม่มีอยู่ในสำนวน แต่ได้ยินเสียงมาจากตำรวจ เอามันให้ตายอยู่ได้อยู่ไป
       
       นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งคณะทำงานขึ้่นมานั้น เพราะไม่แน่ใจว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้นำเสนอศาลครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงค่อนข้างจะมีรายละเอียดหลักฐานที่สมบูรณ์ที่สุดในทางคดีอาญา ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว จำนวนอาวุธ และวัตถุระเบิดที่เจ้าหน้าที่ได้นำมาใช้ และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัตถุระเบิด ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงต้องติดตามว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ และถ้าอุทธรณ์จะเขียนอย่างไร ข้อเสนอข้อเท็จจริงโดยครบถ้วนเพียงพอให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่ หรือมีพฤติกรรมในลักษณะไม่นำเสนอข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เป็นเหตุให้ศาลวินิจฉัยในลักษณะที่ไม่ได้พยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณาคดี
       
       ส่วนความกังวลต่อการดำเนินการของ ป.ป.ช.นั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า ยังด่วนเกินไปที่จะคาดการณ์ล่วงหน้า เพราะยังอยู่ในกรอบเวลา และ ป.ป.ช.ก็บอกว่ารอคำพิพากษาฉบับเต็มก่อน ขั้นตอนการทำงานก็ต้องให้โอกาสเขา แต่ว่าช่องทางมันไม่ได้จบแค่นี้ คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาก็จะไปวางแนวทางว่ามีช่องทางอื่นหรือไม่ กระบวนการยังอีกยาว พร้อมฝากถึงพันธมิตรฯ อย่าเพิ่งหมดหวัง ประตูยังไม่ได้ปิด ความยุติธรรมยังต้องเรียกร้องกันต่อ ยังมีช่องทางอื่น ทั้งนี้ก็ต้องคำดูคำพิพากษาของศาลฎีกาก่อน
       
       เมื่อถามว่า คำพิพากษาศาลฎีกา จะส่งผลถึงการวินิจฉัยคดีของศาลปกครองหรือไม่ นายสุริยะใส กล่าวว่า อันนี้เป็นโจทย์ของคนไทย ทั้งในเรื่องเขตอำนาจศาล คำพิพากษาที่ย้อนแย้งกันขององค์กรอิสระ ศาลตามรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาศาลปกครองกลางเขียนละเอียดมากเรื่องการปฏิบัติไม่เป็นไม่ตามหลักสากล ตนถึงบอกว่า อย่าอ่านเฉพาะคำพิพากษาวันที่ 2 สิงหา
       
       นายประพันธ์ กล่าวเสริมว่า ทั้ง 2 ศาลต่างมีความเป็นอิสระ ข้อเท็จจริงในศาลฎีกาอาจจะรับฟังได้ในศาลปกครองแต่ไม่ต้องปฏิบัติตาม ไม่เหมือนศาลยุติธรรมที่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงในคดีอาญาจะต้องไปรับฟังในคดีแพ่งได้
       
       ด้านนายพิภพ กล่าวถึงความเป็นเอกภาพของพันธมิตรฯ ว่า ไม่มีปัญหาเพราะเรามีคดีร่วมกันเยอะแยะ เรามีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ร่วมต่อสู้กันมา ความมีเอกภาพยังมีอยู่ยืนยันได้
       

       

พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        รายละเอียดแถลงการณ์ ฉบับที่ ๑/๒๕๖๐
       อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       เรื่อง
       จุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่างทางการเมือง เกี่ยวกับคดีการสลายการชุมนุมวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑
       
       จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่ดำเนินการระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗, ๘๓
       
       ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยสรุปว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และจำเลยทั้ง ๔ ไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต จำเลยทั้ง ๔ จึงไม่มีความผิดฐานะเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น
       
       อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้เสียหาย และประจักษ์พยานผู้เกี่ยวข้อง จึงได้มาประชุมกันและมีมติดังต่อไปนี้
       
       ๑. อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้เสียหาย และผู้เกี่ยวข้อง เคารพต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นว่ามีความคาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหลายประการ จึงมีความเห็นว่าคดีนี้สมควรต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาต่อไป เพราะเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าว ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง, มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้มีคำวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวแล้วว่า การชุมนุมของประชาชนเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มิได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง ในขณะที่การสลายการชุมนุมไม่ได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากล เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำอาวุธและวัตถุระเบิดมาใช้ในการสลายการชุมนุมเป็นจำนวนมาก มิได้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก มิได้ปฏิบัติตามแผนกรกฎ/๔๘ แต่อย่างใด อีกทั้งการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงได้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจดค่ำ แม้ว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว หรือแม้แต่สมาชิกรัฐสภาได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวอ้างว่าต้องสลายการชุมนุมด้วยวิธีการดังกล่าวเพราะผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทั้ง ๓ องค์กรดังกล่าวได้ชี้ว่าจำเลยมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจกระทำละเมิดต่อผู้ชุมนุม
       
       ๒. เห็นควรตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการดำเนินคดีนี้ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาทนายความ และทนายความ เพื่อให้การดำเนินการอุทธรณ์ได้นำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อความเป็นธรรมของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและล้มตาย จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน นายประพันธุ์ คูณมี, นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นคณะทำงานในกรณีนี้
       
       ๓. หากการดำเนินการดังกล่าวตามข้อ ๑ และ ๒ มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะดำเนินการในทุกช่องทางทางกฎหมายทุกวิถีทางเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนจนถึงที่สุด
       
       ๔. มีมติมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด และคณะในฐานะผู้ยื่นคำร้องเดิมต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เดินทางร่วมกับผู้เสียหายและพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยในคดีดังกล่าวนี้ ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันจันทร์ที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลา ๑๑.๐๐ น.
       
       ด้วยจิตคารวะ
       
       พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐
       ณ บ้านพระอาทิตย์ 
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้
        
พันธมิตรฯ จ่อยื่นหนังสือ ป.ป.ช.บี้อุทธรณ์ศาลฎีกาคดี 7 ตุลา 51 จันทร์นี้

สมชายรอดคดี เพิ่มแรงเหวี่ยง ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์



- +
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังมาแรงจนถูกจับตาว่าเป็นอีกหนึ่งใน “แคนดิเดต” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงเชียร์ให้เป็นคนนำทัพลงสนามเลือกตั้ง 2561

ทันทีที่หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้อง จากกรณีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เพื่อเปิดทางให้ สมชาย นำคณะรัฐมนตรีเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

จากคำพิพากษาระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่การชุมนุมโดยสงบ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในรัฐสภา มีการปฏิบัติตามขั้นตอน จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สนำตาช่วยเหลือแม้ผลออกมาจะปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต แต่จำเลยก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เกิดการบาดเจ็บเสียชีวิต

​ดังนั้น สมชาย และจำเลยอีก 3 คนได้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ​อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. จึงไม่ได้มีการกระทำความผิดตามฟ้อง ​ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ​

ปลดล็อกให้ สมชาย กลายเป็นคนปลอดคดี พร้อมที่จะหวนคืนสนามการเมืองได้อีกรอบ

อีกด้านจึงเป็นการสั่นคลอนสถานะของ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ​แคนดิเดตคนแรกซึ่งได้รับไฟเขียวจากคนต่างแดนเป็นที่เรียบร้อย

แม้ที่ผ่านมาเสียงภายในพรรคเพื่อไทย สนับสนุน คุณหญิงสุดารัตน์ ไปทั้งหมด

ดังจะเห็นว่าพลันที่คำพิพากษาออกมาบรรดากองเชียร์ฝั่ง “ชินวัตร” รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่สนับสนุน คุณหญิงสุดารัตน์ จึงประสานกำลังปลุกกระแสดัน สมชาย มารับไม้ต่อคุมทัพเพื่อไทยรอบใหม่

แต่ในความเป็นจริงเส้นทางของ สมชาย  อาจไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ อย่างที่คาดการณ์  เริ่มตั้งแต่กระแสคัดค้านทั้งจากภายในและภายนอกพรรค

เมื่อภายในพรรคเพื่อไทย​เคยมีความคิดที่จะปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ แยกพรรคเพื่อไทย ออกจากตระกูลชินวัตร ด้วยเหตุผลเพื่อทำให้พรรคการเมืองก้าวไปสู่ความเป็นสถาบัน ลบภาพลักษณ์และข้อครหาเดิมๆ เรื่องความเป็นพรรคของครอบครัวที่รวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่คนกลุ่มเดียว

หลังการเปลี่ยนผ่านจาก ​ไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนถึง เพื่อไทย คนที่มาขัดตาทัพ หลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ​จากนั้นยังวนเวียนอยู่ที่คนในครอบครัว ไล่มาตั้งแต่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะ น้องเขย และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ที่เป็นโคลนนิ่ง ทักษิณ แบบตัวจริงเสียงจริง

ยังไม่รวมกับพี่ๆ น้องๆ ชินวัตร ที่คอยทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นทีมสนับสนุนในส่วนต่างๆ

กระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแยกความเป็น “ชินวัตร” ออกจาก “เพื่อไทย” มีมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ

ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้ปรับภาพลักษณ์ใหม่ อย่างจริงจัง สอดรับกับความเป็นห่วงกลัวการถูกเพ่งเล็งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ​

อีกด้านหนึ่ง ​การวางตัวน้องเขย ซึ่งมีประสบการณ์การทำงาน และยังได้อาศัยบารมีอดีตนายกฯ ทักษิณ มาเรียกคะแนนฐานเสียงที่เริ่มเสื่อมคลายไม่เหนียวแน่นเหมือนช่วงหลายปีก่อน อาจเป็นทางเลือกที่ดี ความคิดที่ดี

แต่บางฝ่ายเห็นว่าการแปะป้ายเป็นคนของชินวัตร อาจ​ยิ่งปลุกกระแสต่อต้าน มากกว่าจะสนับสนุนในบางพื้นที่ อันจะกระทบต่อคะแนนเสียงโดยรวม

อย่าลืมว่าบาดแผลเรื่องสลายการชุมนุมแม้ศาลจะยกฟ้องแต่ก็ยังเป็นเป้าให้ถูกหยิบยกไปโจมตีในอนาคต เมื่อการสลายการชุมนุมครั้งนั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย 

การยกฟ้อง​ สมชาย ด้านหนึ่งย่อมเป็นผลดี ​แต่อีกด้านย่อมนำไปสู่แรงเหวี่ยงสะท้อนกลับ ​ยิ่งหากยังพยายามผลักดัน สมชาย กลับมาลงสนามเลือกตั้งอันจะสะท้อนให้เห็นถึงการส่งสัญญาณสู้รอบใหม่ของตระกูลชินวัตร

หลังจากก่อนหน้าคนในตระกูลไล่มาตั้งแต่ ทักษิณ จะใช้ยุทธวิธีเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ออกมาเคลื่อนไหวท้าตี ท้าต่อย ​แต่เลือกที่จะอยู่เงียบๆ ออกมาแสดงความคิดความเห็นเพียงบางครั้งบางคราว

อันจะยิ่งนำไปสู่การเพ่งเล็งมากขึ้น แถมอาจจะไม่เป็นผลดีต่อ ยิ่งลักษ์ ชินวัตร ที่มีคดีรุมเร้า และมี​กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้  รวมไปถึงการติดตามยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย จากโครงการรับจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญ ความพยายามผลักดัน สมชาย มาเป็นแคนดิเดตคนใหม่ แข่งกับ สุดารัตน์ ย่อมสุ่มเสี่ยงจะขยายรอยร้าวภายในพรรคเพื่อไทยให้กลับมาลุกลามบานปลาย​

สร้างความอ่อนแอที่มีทั้งเสียงสนับสนุนทั้งสองฝ่าย จนน่าเป็นห่วงว่าจะเสียแชมป์เลือกตั้ง ในภาวะที่ระบบกลไกเลือกตั้งใหม่ถูกมองว่าไม่เอื้อกับพรรคการเมืองเก่า 

ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามจับมือฟอร์มทีมตั้งพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กของหลายกลุ่ม ​รวมไปถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร ​ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย

"ระบอบไทยๆ" ที่ไทยมองไม่เห็น

มานั่งนึกๆ ดู.........
ว่าประเทศไทยจะขึ้นจากหล่มได้ซักเมื่อไหร่?
มองย้อนหน้า-ย้อนหลัง ไม่ใช่มองแค่ปี-สองปี หากแต่เป็นสิบปีมาแล้ว บอกได้คำเดียว ว่า
ยาก!
ยิ่งนับวัน เรื่องราวประเภท "ดรามาประเทศไทย" ซึ่งเสพง่าย ถูกจริตคนไทย ถูกจุดเป็นกระแสแบ่งรัก-แบ่งชังคนในชาติขึ้นเรื่อยๆ
จะเหมือน "ตามด" ในตัวเขื่อน ที่กักน้ำเกิน!
อย่างตอนนี้ หัวข้อ "ประเทศเฮงซวย" กำลังจุดติด-ลุกพรึ่บ!
เรื่องอย่างนี้...........
สังคมที่ใช้ "สัญชาตญาณ" จะไวต่อการแสดงปฏิกิริยาเชิงรับ-เชิงต้านฉับพลัน
นั่นจะเป็นตัว "ขันชะเนาะ" ทัศนคติต่างขั้ว ที่ "ยอมหัก" ดีกว่า "ยอมกัน" สู่จุด "แตกสะบั้น" ในที่สุด!
แท้จริงแล้ว "คนไทย-สังคมไทย" คือคนแบบไหน อย่างไร?
ถามง่าย ตอบยากนะ
เพราะเรามัก "มองนอก" มากกว่า "มองใน"
หมายถึง "คาดหมาย-เพ่งเล็ง" เอาจากคนอื่น มากกว่า "คาดหมาย-เพ่งเล็ง" เอาจากตัวเราก่อน
เพราะอย่างนั้น ปัญหาบ้านเมืองไทยเรา ทั้งที่ผิวเผินเกินกว่าต้องใช้คำว่า "แค้นฝังราก"
แต่ก็แก้ไขอะไรได้ยาก ในป่า "ไม้เลื้อย-รากลอย" มากกว่าสักและซุง!
ยากเพราะ แต่ละคนไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรผิดที่ต้องแก้ ในขณะที่ เห็นผิดในคนอื่น และเพ่งแก้ที่คนอื่น
สรุปแล้ว ปัญหาคนไทย เหมือน "ลูกตา" ที่ไม่เคยมองเห็น "ขนตา" ตัวเอง!
วานซืน "หนังสือพิมพ์ชี้ชัด เจาะลึก" นำเรื่องที่ "อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์" เขียน โดยยกข้อเขียน Thomas tarn เป็นประธาน มาโพสต์ fb
จำได้ว่า เคยอ่านจากโซเชียลมีเดียครั้งหนึ่ง แต่นานแล้ว อ่านทีไร เหมือนเป็นฝีเรื้อรังที่ก้น ถูกตีนฟาดเปรี้ยง ปวดปานจะขาดใจ
ไม่มีอะไร "ตรงจุด-ตรงปัญหา" คนไทย เท่าเรื่องที่อาจารย์เฉลิมชัยเขียนและยกมาอีกแล้ว ขออนุญาตยกมาอีกต่อเพื่อสำนึก-สำเหนียก
หนังสือพิมพ์ "ชี้ชัด เจาะลึก" นำเรื่องว่า...........
"อาจารย์เฉลิมชัย เขียนด่า...ได้เยี่ยมมาก"
จากนั้น ยกข้อเขียนของอาจารย์ทั้งหมดโพสต์ดังนี้
มันไม่ใช่ระบอบทักษิณ ระบอบประชาธิปัตย์ หรือ ระบอบเผด็จการทหาร!!
แต่มันคือ! ระบอบแบบไทยๆ คนไทยๆ นี่แหละ ที่ทำให้มันเป็นสังคมแบบนี้!
"ผมไม่ชอบการเมือง แต่ในฐานะคนไทย ผมก็มี ๑ เสียง เท่ากับนายกรัฐมนตรี เท่ากับชาวสวน เท่ากับชาวนาคนหนึ่ง
ผมไม่ใช่คนของอดีตนายกฯ ทักษิณ เขาไม่เคยให้อะไรผม! ผมก็ไม่เคยขออะไรจากเขา!
แต่รู้ว่าไม่ชอบระบบการเล่นการเมืองแบบฉวยโอกาส ไม่รักษากฎอย่าง ปชป. ทั้งที่เมื่อก่อน เคยชอบ
ผมไม่รู้ว่า Thomas tarn เป็นใคร คนไทยรึเปล่า?
อ่านเจอ พอเปิดใจ รับเลย
รู้สึกว่า มีส่วนจริงอยู่มาก!
เพราะผมเองก็คนหนึ่งล่ะ..ที่เคยทำเลวๆ..ยัดเงินเจ้าหน้าที่ธุรการ เพื่อแลกกับความรวดเร็ว
ยอมเสีย ๑๐๐ บาทเพื่อแลกกับการเสียเวลา และอื่นๆ
เพื่อความอยู่รอดของหน่วยในระบบราชการไทยๆ เจอตรงนี้..เลยเอามาให้อ่านกัน...
"การเมืองแบบไทยๆ"
โดย Thomas Tarn
ถ้าเราล้มระบอบทักษิณได้แล้ว จะเป็นอย่างไรต่อ?
ระบอบทักษิณคืออะไร?
ถ้าตระกูลชินวัตรตาย หมดไปจากโลก ประเทศไทยจะดีขึ้นจริงๆ หรือ?
ทุกคนทุกฝ่าย นักวิชาการ ทนาย ผู้เชี่ยวชาญ สารพัด ช่วยคิด หาเหตุ หาผล....
ก็ยังหาทางลงไม่ได้........
เพราะระบอบ ที่ทำให้บ้านเมืองยิ้มอยู่ได้ทุกวันนี้ มันคือระบอบ ที่มีมาก่อนทักษิณจะเกิดซะอีก!!
ขอเรียกว่า "ระบอบไทยๆ"
ระบอบไทยๆ นี้ เป็นระบอบที่เกิดขึ้นมาจาก...นิสัย สันดาน สภาพแวดล้อม แนวคิด พฤติกรรม และสังคมแบบไทยๆ
ที่ส่วนใหญ่รักสบาย มักง่าย เล่นพรรคเล่นพวก มือถือสากปากถือศีล ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีอุดมการณ์
และที่สำคัญ ในช่วงหลังๆ คือวัดค่าของคนจากเงิน ของใช้ รถยนต์ สิ่งที่มองเห็นจากข้างนอก ภายนอก ฯลฯ
ในเมื่อการวัดค่าของคนไม่ได้อยู่ที่จิตใจ ความดีงาม ความสามารถ อีกต่อไป
คนส่วนใหญ่จึงมีเป้าหมายใหม่ เป็นการทำอย่างไรก็ได้! ให้มีเงินมากที่สุด
เมื่อความต้องการเงินมากๆ โดยไม่เลือกวิธีการ ไปรวมกับนิสัยแบบไทยๆ ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ จึงนำไปสู่การคอร์รัปชัน ทั้งใน นอก ลับ และเปิดเผย
การคอร์รัปชันมีขึ้นแทบทุกหน่วยงานราชการ รวมไปถึงทุกคนในเอกชน และภาคครัวเรือน ที่เป็น...หนึ่งในตัวการส่งเสริมการคอร์รัปชัน (ยอมให้ชาติเสียประโยชน์เพื่อตัวเอง..ได้ประโยชน์)
ถ้าเกิดและโตมาจนอ่านหนังสือออก เล่นเฟซบุ๊กได้ คงไม่มีใครไม่เคยเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน
ฝากลูกเข้าโรงเรียน ยัดเงินตำรวจ โกงภาษีเงินได้ สารพัดการคอร์รัปชันในชีวิตประจำวัน (ไม่ต้องพูดถึงการคอร์รัปชันระดับนักการเมืองที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว)
ที่น่าแปลกใจ คือคนไทยรับได้ แถมอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขอีกด้วย?
ด่านักการเมือง ว่าเลวทุกคน ถึงเวลา ขอให้ช่วยฝากลูกเข้าโรงเรียน ฯลฯ
ด่าตำรวจไม่มีดี ถึงเวลา ช่วยหนูหน่อยนะพี่ ขี้เกียจไปโรงพัก
สิ่งเหล่านี้คือระบอบไทยๆ มีมานาน ก่อนทักษิณจะมีอำนาจ
พูดให้ถูกคือ..ทักษิณมีอำนาจ เติบโตจนสั่นคลอนประเทศวุ่นวายได้ขนาดนี้ ก็เพราะรู้จักใช้ประโยชน์จากระบอบนี้นั่นแหละ ที่ทุกวันนี้มันกลายเป็นระบอบทักษิณไปแล้ว
เพราะทักษิณได้กระจายอำนาจ และบริวาร ครอบคลุมหน่วยงานต่างๆ ไว้ เป็นจำนวนมาก สมัยอยู่ในอำนาจ
จึงทำให้ทักษิณเหมือนกลายเป็นผู้รับประโยชน์สูงสุด
ถามอีกรอบ สมมุติพรุ่งนี้ ตระกูลทักษิณหายไปจากโลก
คิดว่าไอ้ระบอบไทยๆ ที่หยั่งรากลึกมาก่อนทักษิณจะมาเล่นการเมืองเสียอีก มันจะหายไปหรือเปล่า?
ข้าราชการ ตำรวจ ประชาชน นักการเมืองทุกคน จะพร้อมใจกัน เป็นคนดีขึ้นมากกว่าเดิมทันทีรึ?
......โลกช่างสวยงาม
คิดแบบนั้นกันจริงๆ หรือ?
เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่ว่า "ไม่ใช่"
ต่อให้ทักษิณตายไป ไอ้ระบอบไทยๆ ที่ว่า มันก็แค่ไปหาหัวโขนอื่นมาใส่ แล้วก็คอร์รัปชันกันต่อไป อย่างเมามันส์อยู่ดี
การโยนความเลวทรามชั่วช้าทั้งหมดบนโลกใบนี้ไปให้ทักษิณ มันง่ายดี!
มันสะดวกกว่าการโทษตัวเอง
แต่มันไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่เป็นธรรมกับทักษิณนัก
การปลุกระดมม็อบ ไปปิดสถานที่ราชการ ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา
เพราะนักการเมืองทุกฝ่ายมีเงินทุนและมวลชน ของตัวเองมากพอ พอที่จะปลุกม็อบมากี่ครั้งก็ได้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามได้เป็นรัฐบาล กลายเป็นวังวนอัปยศ ที่หาทางออกไม่ได้ของประเทศไทย
ทางแก้ของปัญหาการเมืองในประเทศ ผมเชื่อว่า ไม่มี
ทางออกจากวงจรอุบาทว์ ไม่ว่าจะก่อม็อบไปเปลี่ยนรัฐบาลไปซักกี่รัฐบาล
ถ้า! คนไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง
"ปฏิวัติตัวเอง" จากข้างใน!
เลิก >เห็นแก่ความสบาย
เลิก >ร้องขอสิทธิพิเศษ
เลิก >มองคนที่ภายนอก
เลิก >คิดมักง่าย
เลิก >ขับรถผิดกฎจราจร
>หันมามองความสามารถภายใน ความดี ความมีคุณธรรม ลดความเห็นแก่ตัว เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพกฎหมาย ให้มากกว่านี้
ครับ.......ท่านว่า เขาพูดถูกมั้ย?
ถูก
แล้วเราจะแก้ "ระบอบไทยๆ" กันมั้ย?
ก็ให้ "เรา" เขาแก้ซี
ไม่ใช่ "ผม" นี่!?.