PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

'บิ๊กตู่'เตือนตัวเอง! ระวังคำพูดออกสื่อ หลังถูกสะกิด'ขี้โมโห-หงุดหงิด'

18 ธ.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม คสช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การประชุม คสช.เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้เป็นการติดตามสถานการณ์ทั่วไปเรื่องความสงบเรียบร้อย เท่าที่ได้รับรายงานยังไม่มีประเด็นอะไร
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯ พยายามเตือนตัวเองให้ระมัดระวังในเรื่องการพูดในช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการเตือนตัวเอง หลายคนบอกว่าตนขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ตนก็ต้องปรับปรุงตัวเอง และทุกคนก็ต้องเตือนตัวเองในการออกสื่อ หรือการให้สัมภาษณ์หรืออะไรอยู่แล้ว การเมือง นักการเมืองทุกคนต้องช่วยกัน อย่าให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างบรรยากาศเดิมๆ เกิดขึ้นมาอีก บ้านเมืองก็ไม่สงบ วุ่นวายต่อไปเรื่อยๆ ถ้าทุกคนทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ มันก็เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศชาติไม่ใช่หรือ ตนเองก็ไม่ต้องการให้นำคำพูดของตนไปบิดเบือน พูดอะไรก็เป็นประเด็นไปเสียทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อนายกฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องพรรคการเมืองใดๆ ในขณะนี้ทั้งสิ้น ไม่อยากให้มีผลในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลนี้จำเป็นต้องรักษากฎระเบียบเหล่านี้อยู่
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพรรคการเมืองโจมตี 4 รัฐมนตรี ไม่ลาออก ผิดเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญ และไร้มารยาททางการเมือง จะกระทบการทำงานของนายกฯ และรัฐบาล หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย ตนไม่ไปแก้ตัวให้กับใคร ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าควรจะต้องทำตัวอย่างไร นักการเมืองก็เช่นเดียวกัน ต้องดูตัวเองด้วย ผิดกฎหมายเรื่องอะไรบ้างหรือไม่ ไม่ใช่เป็นนักการเมืองแล้วพูดได้ทุกอย่างมันคงไม่ใช่
"ท่านก็บอกว่าผมเป็นนักการเมือง ในฐานะที่เป็นนายกฯ ผมก็ยอมรับตรงนี้ แต่ผมก็ต้องระมัดระวังในการพูด ผมไม่อยากให้ประชาชนไปหลงเชื่อการหาเสียงต่างๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง จะต้องมีหลักการคิดที่ถูกต้อง ประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป และขอความร่วมจากสื่อมวลชน ช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยด้วย นายกฯ ก็จะระมัดระวังตัวให้มากที่สุด เพราะผมไม่ได้ลงไปเลือกตั้งอะไรกับเขา ดังนั้น ผมก็ต้องรักษาระบบการบริหารราชการแผ่นดินในขณะที่เป็นรัฐบาลให้เรียบร้อยที่สุด ผมบอกแล้วหลายอย่างจะต้องรักษาสถานการณ์ไว้ให้ได้ เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในห้วงเวลาต่อไป ก็สุดแล้วแต่จะทรงโปรดเกล้าฯ ในเวลาใด" นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่นายกฯ บอกว่าต้องพยายามระวังเรื่องการพูด และไม่ได้ลงเลือกเลือกตั้ง หมายถึงจะไม่สังกัดพรรคใดเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เข้าใจคำว่าลงเลือกตั้งหรือไม่
ผู้สื่อข่าวยังถามถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ที่ลาการประชุม ครม.วันนี้ นายกฯ กล่าวว่า ท่านลาประชุม ครม.มีเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย คนเราก็มีภารกิจกันบ้าง ที่ผ่านมาทำงานไม่มีวันพักร้อน เมื่อมีภารกิจอะไรก็ลา

'สมศักดิ์'เปรียบเกมฟุตบอลเหมือนการเมือง แพ้-ชนะมีแก้มือ มั่นใจพปชร.ชนะลต.แน่!

18 ธ.ค.61 ที่สนามฟุตบอลกรีนฟิลด์ มัยลาภ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมยุทธศาสตร์รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวภายหลังร่วมเตะฟุตบอลนัดพิเศษกับสื่อมวลชน ว่า เปรียบเทียบการแข่งขันฟุตบอลกับการเลือกตั้ง เกมฟุตบอลหากแพ้วันรุ่งขึ้นก็แข่งขันใหม่ได้ แต่การเมืองหากแพ้ต้องรออีก 4 ปี ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงมีกลุ่มที่รอไม่ไหว แล้วตีรวนตั้งม็อบ ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของการเมือง ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ระบุว่ากติกาการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกสร้างมาเพื่อพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นแค่การวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากกติกาดังกล่าวถูกสร้างมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ไม่ได้ทำให้พรรคไหนได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ
ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจับเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ว่า หลายคนมองว่าการจับเบอร์รายเขตดูเหมือนจะไม่ดี แต่ความจริงแล้วการใช้เบอร์เดียวหาเสียงทั่วประเทศ พรรคที่ได้เบอร์ท้ายๆ จะเป็นทุกข์และได้คะแนนน้อยลง
ส่วนการทาบทาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารพรรคได้พูดคุยกัน แต่ส่วนตัวไม่ใช่คณะกรรมการบริหารพรรค จึงไม่ทราบรายละเอียด แต่ในวันที่ 23 ธ.ค.จะลงพื้นที่รับฟังความเห็นว่าประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกฯ รวมไปถึงรับปัญหาในพื้นที่เพื่อนำเสนอให้พรรคต่อไป

‘แม้ว-ปู’เย้ย! โผล่โซ้ยอาหาร ห่างสถานทูตไทยในสิงคโปร์ 200 ม.

‘แม้ว-ปู’เย้ย! โผล่โซ้ยอาหาร ห่างสถานทูตไทยในสิงคโปร์ 200 ม.
18 ธ.ค.61 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “กรุงเทพ กรุงเทพ” ซึ่งมักรายงานความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีคอร์รัปชั่นที่หลบหนีและอยู่ระหว่างถูกทางการไทยติดตามตัว โพสต์ข้อความระบุว่า “เล่าอะไรขำๆหน่อย วันนี้"ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-อิงค์" ไปทานร้านอาหารที่อยู่ใกล้สถานทูตไทยในสิงคโปร์ ห่างกันแค่ 200 เมตร เอง
ถ้าออกมาจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย เดินแค่ไม่ถึง 3 นาทีก็ถึงร้านอาหารแระ แค่เดินมาทางถนน Orchard เลี้ยวซ้ายมาทาง Claymore Hill แล้วเลี้ยวขวาอีกไม่ถึง40 เมตร ก็เจอสองนายกฯแล้ว”
นอกจากนี้ ยังโพสต์ด้วยว่า "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์" นายกฯทักษิณ ทำตามสัญญา แวะมาทาน ก๋วยเตี๋ยว Thaksin Beef Noodle ร้านอยู่ที่ ถนน Seah Im ในสิงคโปร์ (Seah Im food centre) เจ้าของร้านชื่อ Jaesen Ng มาต้อนรับ #ทษช

ระวังตัวแจ

นิ่งๆ...ระวังตัว

“นายกฯบิ๊กตู่” ออกอีเว้นท์ ก่อนประชุม ครม. แต่ ดูนิ่งๆ ไม่ค่อย ปล่อยมุข หรือมีส่วนร่วม เท่าใดนัก. แม้จะมี โขน หนุมาน และ มโนราห์ มาเต้นให้ดู ต่อหน้า แต่นายกฯก็ดูเฉยๆ ไม่ได้หยอกล้อ เล่นอะไร กับตัวละคร เช่นที่เคย

ทั้งนี้ คาดว่า พลเอกประยุทธ์  จะระวังตัวมากขึ้น ในการพูด หรือแสดงออกใดๆ หลังจากที่ถูก “อ.วิษณุ เครืองาม” เตือนให้ระวัง การเข้าข่ายหาเสียง จน พลเอกประยุทธ์ ออกตัวว่า “จะให้ผมนอน  อยู่บ้านเฉยๆมั้ง ผมก็ทำหน้าที่ในฐานะนายกฯของผม”

อีกทั้ง วานนี้ นายกฯงดตอบประเด็นการเมือง โดยระบุว่า เดี๋ยวนี้ พูดอะไรจะต้องระวัง

โดยในวันนี้ นายกฯกล่าวตอนหนึ่ง  ว่า หากมีอะไรก็ให้พูดกับรัฐบาล ไปพูดกับการเมืองไม่ได้ 

“รัฐบาลก็คือรัฐบาล พรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกัน” นายกฯระบุ

ระดมทุน

พรุ่งนี้!!...วันงานระดมทุน “พรรคพลังประชารัฐ” แล้วนะฮะ!!....โต๊ะละ 3 ล้าน 200 โต๊ะ  ..เล็งได้ 600 ล้าน!

อันนี้ แค่ ทุน แบบเปิดเผย ......พรรคพลังประชารัฐ จัดงานเลี้ยงระดมทุน “ประเทศไทยหนึ่งเดียว” 19 ธ.ค.61 ที่อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 ในรูปแบบโต๊ะจีน 200 โต๊ะ โต๊ะละ 3 ล้านบาท 

โดยมี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นแม่งาน

งานเริ่ม 18.00 น. เปิดให้ลงทะเบียน จากนั้นพบกับกิจกรรม Opening show : ปลุกยักษ์ไทยด้วยพลังไทยแห่งประชารัฐ

 ต่อด้วยการแสดงของศิลปิน โก้ Mr.Sax Man ในเพลง “พลังแห่งความรัก”, คิง The Voice ในเพลง “เราจะไป” 

จากนั้น  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะขึ้นกล่าวต้อนรับ พร้อมรับชมวิดีโอ : พลังประชารัฐ พลังสู่ทางออกประเทศไทย

จากนั้น พบกับการแสดงของศิลปิน “หรั่ง ร็อคเคสตร้า” ในเพลง “เป็นหนึ่งเดียว” และการแสดงประกอบเพลง “รักเธอประเทศไทย” ต่อด้วยกิจกรรม Interactive Idea Sharing

ต่อจากนั้น นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปาฐกถาเรื่อง “เชื่อมั่นนโยบายพลังประชารัฐ”

พบการแสดงประกอบเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” โดย รัดเกล้า อามระดิษ พร้อมบทเพลงพิเศษ 

ต่อด้วย Entertainment Show โดย “ทาทา ยัง” 

ก่อนจะได้พบกับ “จอห์น นูโว” จอห์น รัตนเวโรจน์  ร้อง เพลง “ส่งมือพร้อมหัวใจ”

จากนั้น นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะขึ้นกล่าวขอบคุณ 

ก่อนร่วมถ่ายภาพ และปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ต จาก. วง “นูโว”

คัดเลือกส.ว.ชั้นอำเภอฉลุย




คัดเลือกส.ว.ชั้นอำเภอฉลุย

17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 00:01 น.    
คัดเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ 928 อำเภอ ทั่วประเทศฉลุย "จรุงวิทย์" ระบุทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยัน กกต.ประชาสัมพันธ์ทั่วถึง เตรียมการเลือกระดับจังหวัด 22 ธ.ค.นี้ ก่อนไปเลือกระดับประเทศวันที่ 27 ธ.ค.61
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค.2561 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)ระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 อำเภอ มีการลงคะแนนเลือกกันเองใน 197 อำเภอ อีก 52 อำเภอไม่มีการเลือก เพราะไม่มีผู้สมัคร ส่วนอำเภอที่มีผู้สมัครไม่ถึงเกณฑ์ 3 คน จำนวน 679 อำเภอ ผู้สมัครจะไปรายงานตัวอย่างเดียว และจะผ่านไปคัดเลือกระดับจังหวัด ซึ่งภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

    ที่สำนักงานเขตบางพลัด กทม. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมนายพิชญา นาควัชระ รองปลัด กทม. และ น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เดินทางมาสังเกตการณ์การเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตบางพลัด ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ โดยเขตบางพลัดมีผู้สมัครจำนวน 7 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง จำนวน 6 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร 1 คน และเลือกกันเองเพียง 1 กลุ่ม คือ กลุ่มสตรี ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 4 คน โดยผู้สมัครจะทำการเลือกกันเองให้เหลือ 3 คน ตามที่กฎหมายกำหนด

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า ภาพรวมการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง เหตุการณ์ปกติทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่อยากฝากไปถึงการเลือกระดับจังหวัดและระดับประเทศ ผู้สมัครต้องศึกษาวิธีการให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดบัตรเสีย เพราะบัตรเสียจะไม่นับเป็นคะแนน 

    "ที่พบมีหลายอำเภอไม่ต้องมีการเลือกกันเอง โดยผ่านไประดับจังหวัดมีจำนวนพอสมควร อาจจะเป็นเพราะระบบใหม่ แต่ยืนยันการประชาสัมพันธ์ของ กกต.ทำเต็มที่ทั่วถึงไปทุกจังหวัดและทุกอำเภอ เราได้เชิญชวนให้มีการสมัคร และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของหน้าที่ ส.ว.ว่าต้องทำอะไรบ้าง" พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว

    เลขาฯ กกต.กล่าวว่า ในส่วนกระบวนการเลือกระดับจังหวัดที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.2561 โดยได้เตรียมการไว้หมดแล้ว เชื่อว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้

    ด้านนายพิชญากล่าวว่า ในส่วนของ กทม. มี 2 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ว.คือ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสาทร ส่วนเขตที่มีผู้สมัครไม่เกิน 3 คน จะผ่านไปเลือกระดับจังหวัด โดย กทม.มีเพียง 3 เขตที่มีผู้สมัครเกินจำนวน คือ เขตบางพลัด บึงกุ่ม และประเวศ ซึ่งทั้ง 3 เขตต้องลงคะแนนเลือกกันเอง ซึ่งกระบวนการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดว่า กทม.จะสามารถสรุปผลได้ภายในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. จะมีการเลือกระดับจังหวัด ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อเลือกตัวแทนของ กทม. ก่อนนำไปรวมกับอีก 76 จังหวัด และเลือกระดับประเทศในวันที่ 27 ธ.ค.นี้
    สำหรับกรุงเทพมหานคร มีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 214 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง จำนวน 153 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร จำนวน 61 คน มีการเลือกกันเอง จำนวน 3 เขต ประกอบด้วย เขตบางพลัด เขตบึงกุ่ม ซึ่งเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ ส่วนเขตประเวศ มีการเลือกกันเองในกลุ่มการศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการเลือกระดับอำเภอของกรุงเทพมหานคร จะไปทำการเลือกระดับจังหวัดในวันที่ 22 ธ.ค. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
    ขณะที่บรรยากาศการคัดเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ จ.ขอนแก่น ใช้ชั้น 2 หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองฯ จ.ขอนแก่น เป็นสถานที่คัดเลือก ส.ว. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน พร้อมระบุว่า จ.ขอนแก่นคัดเลือกในระดับอำเภอ 3 คน ในแต่ละกลุ่ม ถ้ากลุ่มไหนเกิน 3 คน ก็จะให้มีการเลือกกันเอง แต่ถ้าไม่เกิน 3 คน ก็สามารถผ่านเข้าไปได้เลย และจะต้องมีการคัดเลือกกันอีกทีในระดับจังหวัด

    จ.กาฬสินธุ์ บรรยากาศการรายงานตัวและเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้ง 18 อำเภอ เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สมัครที่ต้องการรับเลือกเป็น ส.ว.ซึ่งคุณสมบัติผ่านครบถ้วน ทั้งการสมัครด้วยตนเอง และจากการแนะนำขององค์กรทั้ง 10 กลุ่ม เดินทางเข้ามารายงานตัวและคัดเลือกกันเองแต่ละกลุ่มจำนวนมาก

    จ.กาญจนบุรี น.ส.สุชัญญา วิมุกตายน ผอ.กกต.กาญจนบุรี กล่าวว่า กาญจนบุรีมีอำเภอที่ต้องเลือกด้วยกัน 4 อำเภอ จากทั้งหมด 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ, อำเภอท่าม่วง, อำเภอไทรโยค และอำเภอบ่อพลอย ซึ่งทุกแห่งเป็นด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.อาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากผู้มีสิทธิในการเลือกก็คือผู้สมัครด้วยกันเอง

    จ.ปทุมธานี มีการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้งสิ้น 7 อำเภอ โดยมีการเลือก ส.ว.ใน 3 อำเภอ คือ อ.เมืองฯ,  อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา ซึ่งภาพรวมการเลือกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วน อ.คลองหลวง ไม่ต้องมีการเลือกแต่ผู้สมัครต้องมารายงานตัว ณ สถานที่เลือก คือหอประชุมอำเภอคลองหลวง ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 08.00-09.00 น. อย่างไรก็ตาม พบว่ามีผู้สมัครไม่มารายงานตัว 2 ราย โดยเป็นผู้สมัครในกลุ่ม 3 การศึกษาและสาธารณสุข และในกลุ่ม 10 อิสระ โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย เดินทางมาถึงสถานที่รายงานตัวในช่วงเวลา 09.05-09.10 น. คณะกรรมการประจำสถานที่เลือก จึงไม่รับรายงานตัวผู้สมัครทั้ง 2 คน เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2561 มาตรา 94 (1) กำหนดให้ผู้สมัครต้องมาถึงสถานที่เลือกและแสดงตนภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือก ส.ว.พ.ศ.2561 ข้อ 87 กำหนดให้มารายงานตัวระหว่างเวลา 08.00-09.00 น.

    จ.ลพบุรี ได้จัดการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอใน 5 อำเภอ ที่มีผู้สมัครแต่ละกลุ่มเกินกว่า 3 คน ได้แก่ อ.เมืองลพบุรี อ.ท่าวุ้ง, อ.ชัยบาดาล, อ.โคกสำโรง และ อ.พัฒนานิคม ซึ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มแต่ละวิธีการสมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกของแต่ละกลุ่ม และแต่ละวิธีการสมัคร จะเป็นผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ จากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. จะเป็นการเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด โดยผู้สมัครจะเลือกกันเองในแต่ละกลุ่มแต่ละวิธีการสมัคร ซึ่งผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 4 ลำดับแรก จะเป็นผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด

    จ.อุตรดิตถ์ มีผู้สมัคร ส.ว.ทั้ง 9 อำเภอ จำนวน 101 คน โดยมี 4 อำเภอ 5 กลุ่ม ได้แก่ อำเภอเมืองฯ,  ลับแล, ทองแสนขัน และท่าปลา ที่มีผู้สมัครเกิน 3 คน ต้องมีการเลือกระดับอำเภอให้เหลือ 37 คน เพื่อเข้าสู่การเลือกในระดับจังหวัด วันที่ 22 ธ.ค.นี้ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    จ.ยะลา ที่หอประชุมอำเภอเบตง ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ โดยอำเภอเบตงมีผู้สมัครจำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 1 2.นายสุพล แก้วกำเหนิด ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 2 3.นายมณเทียร แตปูซู ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 5 4.นางจำนงค์ ละอองแก้ว ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 8 เป็นผู้สมัครด้วยตนเองทั้งหมด  ได้เข้ารอบสู่ระดับจังหวัด โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เนื่องจากมีจำนวนผู้สมัครไม่เกิน 3 คน ต่อสาขา โดยภาพรวมการเลือก ส.ว.อำเภอเบตง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย. 

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รุก รับ การเมือง จุดแข็ง เปลี่ยนสู่ จุดอ่อน สภาวะ พลิกผัน

รุก รับ การเมือง จุดแข็ง เปลี่ยนสู่ จุดอ่อน สภาวะ พลิกผัน



มาตรา 44 จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และการคงอำนาจของมาตรา 44 เอาไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

เป็น “อาวุธ” และ “จุดแข็ง”

ส่งผลให้อำนาจของ คสช. อำนาจของหัวหน้า คสช. อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และส่งผลให้สถานะของรัฐบาล คสช.มิได้เป็นเหมือนกับรัฐบาลโดยทั่วไป

นั่นคือ มิใช่รัฐบาล “รักษาการ”

ตรงนี้เองที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงสถานะของตนเหมือนๆ กับที่ผ่านมา ตรงนี้เองที่ทำให้ 4 รัฐมนตรียื้อแล้ว ยื้ออีกในเรื่องการลาออกจากตำแหน่ง

ตรงนี้เองที่ทำให้ คสช.และรัฐบาลอยู่ในฐานะเป็น “ฝ่ายรุก”

สร้างโอกาสให้กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย สร้างความได้เปรียบเหนือกว่าพรรคการเมือง

กลายเป็นความมั่นใจ กลายเป็นความ “กร่าง”

หากไม่มั่นใจคนอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะเผลอหลุดยอดคำเท่ที่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”

เป็นพวกเราใน “พลังประชารัฐ”

หากไม่มั่นใจ 1 ใน 4 ยอดกุมารที่ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โฆษกพรรค คงไม่ประกาศดังกึกก้อง

“พรรคพลังประชารัฐจะกวาด 350 ส.ส.”

ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเคยพาดหัวข่าวตัวไม้ในหน้า 1 ถึงพฤติการณ์ของรัฐมนตรีในยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ว่า

“ตี๋กร่าง” นั้นถูกต้องอย่างที่สุด


กระนั้น หากไม่กร่าง ไม่ย่ามใจกันสุดลิ่มทิ่มประตูจนเกินไปเสียงติงเบาๆ จาก นายวิษณุ เครืองาม ก็ไม่ควรมองข้าม

นั่นก็คือ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องระมัดระวัง

การดำรงอยู่ของรัฐบาล การดำรงอยู่ของรัฐมนตรีในห้วงแห่งการเลือกตั้งไม่มีกฎหมายข้อใดให้ต้องลาออก เพราะรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว

แต่การดำรงอยู่เช่นนี้ก็มิได้ว่าจะไม่มี “ปัจจัย” ใดควบคุมการ ครม.สัญจรอาจยังเดินหน้าต่อไป การอนุมัติโครงการซึ่งมีลักษณะผูกพันและมีการแจกเงินอย่างชนิดเทกระจาดก็ยังเดินหน้าต่อไป

แต่นั่นมิได้หมายความว่า สังคมจะมิได้เฝ้ามอง สังคมจะมิได้รับรู้

ความได้เปรียบในทางการเมืองซึ่งเริ่มต้นจาก “รัฐธรรมนูญ” มิได้เป็นความลับ เพราะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ยืนยันมาแล้วว่า

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”

ในแต่ละก้าวย่างของ คสช. ในแต่ละก้าวย่างของรัฐบาล ในแต่ละก้าวย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมิได้หลุดรอดไปจากแสงแห่งสปอตไลต์

“จุดแข็ง” อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่คิดว่า “รุก” อาจกลายเป็น “รับ”

หากคิดอย่างหยุดนิ่ง ตายตัว ความได้เปรียบก็ยังเป็นความได้เปรียบ โอกาสก็ยังเป็นโอกาส แต่ในโลกนี้มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปรอยู่อย่างไม่ขาดสาย

ที่เห็นว่า “รุก” จึงอาจมิใช่

ที่เห็นว่า “รับ” จึงอาจมิใช่ เพราะในท่ามกลางการเคลื่อน เปลี่ยนแปลง สภาวะผกผันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่า คสช. ไม่ว่ารัฐบาล ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขอให้ดูผลจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็แล้วกัน

สังคมต้องตื่นตัว! โพลการเมืองภายใต้กรอบต่อมจริยธรรม

“การทำโพลต้องตรวจสอบการใช้อำนาจ”
นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และเคยผ่านการทำโพลการเมืองอันเลื่องชื่อ เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ถึงการรู้เท่าทันผลสำรวจโพล หลัง ทีมข่าวการเมือง ได้ตั้งประเด็นถึงการทำโพล ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในช่วงเลือกตั้ง
พร้อมขยายความให้เห็นว่า โพลเป็นดัชนีชี้วัดทัศนคติของประชาชนที่มีต่อประเด็นต่างๆได้ดีพอสมควร โดยต้องมีกระบวนวิธีการเลือกตัวแทนกลุ่ม การตั้งแบบสอบถาม คนทำโพลต้องมีจริยธรรมการทำโพลสูงมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นสถาบันการศึกษา จริยธรรม และคุณธรรมยิ่งต้องสูง
ตามหลักการทำโพล หลายเรื่องสามารถบ่งบอกได้แม่นยำพอสมควร และหลายเรื่องก็มีข้อจำกัด
จากประสบการณ์ที่ทำโพล หากกระจายตัวอย่างได้ดี การสุ่มตัวอย่างทำได้ดี จำนวนอาจจะไม่ต้องเยอะมาก มีลักษณะพอเป็นตัวแทนของคนในกลุ่มเป้าหมายได้จริง ก็สามารถบ่งชี้ทัศนะของคนได้
เช่น อยากรู้ทัศนะบางเรื่องของคนทั้งประเทศ ก็ทำแบบสำรวจสัก 3-4 พันชุด
หรืออาจจะเพิ่มแบบสำรวจเป็น 1 หมื่นชุด ผลออกมาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
ที่น่าสังเกตโพลบางสำนักที่มีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนและช่วงเวลา บางครั้งสมมติให้นักศึกษาไปช่วยทำ ถ้าไม่ได้กำชับให้ดี ไม่จัดกระบวนการให้ดี มันจะจำกัดวงเฉพาะวงส่วนหนึ่ง บางครั้ง
อยู่เฉพาะบางท้องที่
ขอยกตัวอย่างการทำโพลเฉพาะบางพื้นที่ ซึ่งมีความโน้มเอียงทางการเมือง เช่น โพลการเมืองสำรวจในพื้นที่ทหารเขตดุสิต บางซื่อ กรุงเทพฯ ความคิดทางการเมืองก็จะออกมาในเชิงอนุรักษ์หรือพวกขวาเยอะหน่อย ถ้ามีตัวอย่างในเขตอื่น จะพบได้เลยว่าทัศนะทางการเมืองจะแตกต่างจากเขตอื่น
ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าบางโพลอาศัยความสะดวก ทำเฉพาะเขตนั้นๆ ผลออกมาจะไม่น่าเชื่อถือ
กรอบจริยธรรมการทำโพลเป็นอย่างไร ผลสำรวจออกมาถึงมีความน่าเชื่อถือ นายธีรยุทธบอกว่า บางครั้งบางคำถามออกไปแล้วมีจุดอ่อนในตัวเยอะ ทำให้คำตอบออกมาไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร
เช่น คำตอบเชิงคุณธรรม สมมติตั้งคำถามว่า ประชาชนคิดอย่างไรเกี่ยวกับนักการเมืองย้ายพรรคที่ผ่านมา ถ้าคนทำโพลไม่ระวัง ตั้งคำถามแบบปิดและมีตัวเลือกว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย คนก็จะเลือกข้อนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะค่านิยมของสังคมประชาธิปไตยเปิดประตูให้ทำสิ่งนี้ได้
ถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ อยากได้อำนาจ อยากเข้าไปอยู่ในวงจรอำนาจ ข้อนี้จะถูกเลือกน้อยลดหลั่นลงมา เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์
เวลาออกแบบสอบถามลักษณะนี้ต้องดูให้ดีว่า ในชุดเดียวกันมีคำตอบในมิติเดียวกัน เช่น ไม่เป็นอะไรขอให้พัฒนาประเทศได้ดีขึ้น คำตอบนี้เอียงอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้ผลสำรวจออกมาว่าย้ายพรรคไม่เป็นอะไร ดังนั้น คำถามอะไรที่เป็นประเด็น เป็นคีย์ควรจะถามแล้วเกิดประโยชน์กับประชาชน
เช่น คำถามว่าเป็นสิทธิหรือไม่เป็นสิทธิ คำถามนี้ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนเท่าไหร่ มันแค่เรื่องหลักการ เป็นค่านิยมในสังคมเฉยๆ
ถ้าหลักการว่า การย้ายพรรคจะทำให้การเมืองไม่พัฒนา ซ้ำย่ำอยู่ที่เดิม แสดงว่าไม่ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองของสถาบันการเมือง ก็จะไม่เป็นการให้การศึกษาประชาชน คำถามชุดนี้จะให้คำตอบที่เกี่ยวพันกับระบอบการเมือง แต่ไม่ใช่คำถามที่ไปเกี่ยวกับค่านิยมในสังคม
ฉะนั้นต้องเลือกตั้งคำถามสะท้อนปัญหา สะท้อนหลักใหญ่ๆในระบอบประชาธิปไตยและสถาบันการเมือง
ไม่ใช่ตั้งคำถามซึ่งจะมีคำตอบอยู่ตรงไหนก็ได้ แล้วนำคำตอบนั้นมาใช้ก็จะทำให้ประชาชนและสังคมไม่ได้ประโยชน์ รวมถึงเป็นคำตอบที่เอียงทางการเมือง
มีหลายสำนักโพลสำรวจ โพลสำรวจทางออนไลน์ โพลลับแต่ละหน่วยงานของรัฐ รวมถึงแต่ละพรรคการเมืองใหญ่ก็ทำในช่วงเลือกตั้ง ผลโพลฟุ้งไปหมด อาจสร้างความสับสนแก่ประชาชน มีคำแนะนำดูผลโพลอย่างไร ไม่ให้เกิดความสับสน นายธีรยุทธ บอกว่า สื่อมวลชนต้องช่วยกรองด้วยเหมือนกัน
เช่น การทำโพลผ่านออนไลน์ก็มีข้อจำกัด คำตอบส่วนใหญ่มาจากคนชั้นกลาง อาจจะไม่ถึงชาวบ้านหรือคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็จะไม่ได้ตอบ ปกติการทำโพลในจังหวัดต่างๆจะบังคับว่า ควรมีกลุ่มตัวอย่างในตัวเมือง เขตชนบท ในเขตอำเภอใหญ่ อำเภอเล็ก ผลโพลออกมาจะได้เสียงสะท้อนที่ดี
อย่างที่บอกแล้วว่าถ้าปริมาณสอบถาม 3-4 พันชุดทั่วประเทศ หรือในกรุงเทพฯ 2 พันชุดก็พอที่จะรู้ทัศนคติของประชาชนต่อเรื่องนั้นแล้ว แต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างทำในวงแคบ ความน่าเชื่อถือจะน้อยลง ประชาชนก็ต้องระวัง
ทีมการเมือง ถามว่า มีบางพรรคการเมืองทำโพลชี้ชัดได้เลยว่าแต่ละเขตเลือกตั้งจะสู้ต่อไปไหม ได้หรือไม่ได้ นายธีรยุทธ บอกว่า ทั้งหมดที่พูดมาหมายถึงการทำโพลปกติ
หากทำโพลแบบนี้ก็ต้องทุ่มกำลัง ใช้งบประมาณสูงก็ทำละเอียดได้ เท่าที่รับฟังข่าวมีงบประมาณถึง 100 ล้านบาทก็ทำได้ เช่น สามารถสุ่มตัวอย่างได้ว่าในอำเภอนี้คะแนนเสียงอยู่กับพรรค ก.มากกว่า ถ้าทำทุกอำเภอก็ถือว่าแม่นแล้ว ไม่แปลก ยิ่งถ้าลงลึกในตำบลก็ยิ่งดี
คนทำโพลที่มีทุนหน้า มีมาตรฐานดีกว่าก็มีโอกาสชนะทางการเมืองมากขึ้น นายธีรยุทธ บอกว่าใช่
เช่น ในกรุงเทพฯ เมื่อรู้ว่าคะแนนโดยทั่วไปจะออกมาอย่างไร และมีเขตที่เป็นตัวแปรอยู่ในเขตชุมชน หมายถึงว่าโอกาสจะตัดสินใจซื้อเสียงก็จะสูงกว่า ก็เป็นคำถามว่าจะทุ่มสู้หรือไม่
ในระหว่างโพลลับที่บางหน่วยงานของรัฐทำกับพรรคการเมืองทำ และสถาบันการศึกษาทำ แล้วผลโพลถูกเปิดต่อสาธารณะพร้อมกัน จะมีผลต่อการเลือกตั้งอย่างไร นายธีรยุทธ บอกว่า มีผลแน่นอนอยู่แล้ว
เพราะผลโพลมีสถานะเป็นเหมือนกลไกที่สะท้อนว่ามีคนจำนวนมากคิดแบบนี้ ยิ่งสถาบันที่ทำโพลมีความน่าเชื่อถือ คนยิ่งมีแนวโน้มจะเชื่อถือและคล้อยตาม
แต่ถ้าเป็นคะแนนความนิยมของตัวบุคคลตามที่บันทึกไว้ต้องถ่วงน้ำหนักลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น ผลโพลระบุว่าคะแนนความนิยม 80 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนี้ต้องถามบางอย่าง เช่น ทำในสถานการณ์ที่กำลังฮือฮาในตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ทำในช่วงนี้คะแนนนิยมก็จะขึ้น หรือไปทำอยู่ในวงจำกัดวงใดวงหนึ่ง
เท่าที่สังเกตคะแนนความนิยมตัวบุคคล จะไม่ใช่เป็นตัวที่เราจะเลือกเป็นนายกฯ
แม้กระทั่งคะแนนเสียง เหมือนบัตรคนจนที่กำลังฮือฮาอยู่ ซึ่งประชาชนบอกว่าชอบๆ ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียง แม้มีผลในบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มในเครือข่ายยังยืนหยัดที่จะไม่เลือก
การทำโพลช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะชี้วัดผลการเลือกตั้งได้อย่างไร นายธีรยุทธ บอกว่า ทำโพล 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งน่าจะพอรู้ โดยองค์กรทำโพลต้องเป็นอิสระ ถ้าไม่อิสระ การออกแบบสอบถามจะเกิดความเกรงใจ และต้องมีระเบียบวิธีวิจัย จำแนกรายละเอียดออกแบบสอบถามดีไซน์ให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่ยึดหลักเกณฑ์ทั่วไปที่หยิบจากตำราแล้วเอามาลอก
ทีมการเมือง ถามว่า จากประสบการณ์การทำโพล และศึกษาสังคมมานุษยวิทยามานาน การเลือกตั้งครั้งนี้ควรทำโพลสอบถามเกี่ยวกับภาพรวมนโยบายต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงผลดีผลเสียของนโยบายแต่ละด้านและกระตุกให้พรรคการเมืองเดินตามความต้องการของประชาชน ท้ายสุดเวลาตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองจะต้องต่อรองนโยบายก่อนร่วมรัฐบาล ไม่ใช่ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านๆมา แล้วไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
นายธีรยุทธ บอกว่า ควรเอาส่วนที่สังคมต้องการรู้คำตอบ แล้วเจาะลึกว่าประเด็นเชิงนโยบาย เชิงอุดมการณ์มันส่งผลอะไร อย่างไร ประชาชนมีทัศนะอย่างไร เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าประชาชนตอบสนองต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากน้อยแค่ไหน
คนทำโพลต้องมีแบบแผนจริยธรรม ธรรมาภิบาล โปร่งใส สมมติเราถามคำถามนี้เพื่อประกอบการวิเคราะห์ อันนี้ต้องติงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคนทำโพลจะตัดสินว่าอันนี้เผยแพร่ได้ อันนี้ ไม่ควรเผยแพร่
โจทย์นี้ถ้าเป็นผม อาจจะต้องการรู้ว่านโยบายประชานิยมที่ไปแจกมีผลอย่างไรกับประชาชนหมู่มาก
จะต้องบอกว่าผลดีผลเสียของนโยบายนี้คืออะไร และตั้งคำถาม 1, 2, 3, 4, 5 ให้เลือกและชั่งน้ำหนักให้
จะเป็นการให้การศึกษาประชาชนด้วยว่า นโยบายมันมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ไม่ใช่เรื่องชอบ ไม่ชอบอย่างเดียว
ในที่สุดเราอาจจะเผยแพร่ทั้งสองอย่างก็ได้ หรือถ้าคุณบอกว่าอยากจะชี้ข้อดี ข้อเสียอย่างเดียว ไม่สนับสนุนการทำประชานิยมต่อไปเยอะๆ อันนี้ก็ทำเพื่อแค่อยากรู้ก็ได้.

ปล่อยผีเลือกตั้งปาหี่คลุ้ง

โหมโรงหาเสียง “เดิมพันเก่า” กติกาใหม่

4 ปีกับอีก 7 เดือน นับจากนาทียึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เซ็นประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับแรกๆ ห้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองรวมถึงประชาชนทั่วไป

เคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

ตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง สยบสถานการณ์ม็อบป่วนเมืองที่ส่อเข้าขั้นรัฐล่มสลาย

บล็อกหัวเชื้อไฟต้นเพลิง “นักการเมือง” ไม่ให้ลุกลาม

ล่าสุดประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง คสช.ที่22/2561 เรื่องการให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยเป็นการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. 9 ฉบับ ที่ห้ามเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน คำสั่งห้ามการชุมนุม ฯลฯ

เปิดทางให้เดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งได้อย่างเต็มรูปแบบ

“ปล่อยผี” ที่โดนจับถ่วงหม้อมานานหลายปี

และก็แทบจะทันทีทันใด แค่ไม่กี่อึดใจให้หลังนาทีประกาศปลดล็อกการเมือง ก็ได้เห็นตัวเอกตามท้องเรื่องอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร “นายใหญ่” ขุมข่ายพรรคเพื่อไทย

โผล่ออกมา “ชู 3 นิ้ว” ปลุกเร้าสาวก กระตุกกองเชียร์ (“ทักษิณ ชินวัตร” โพสต์ชู 3 นิ้ว ปลุกแก้ รธน.ฉบับถ่วงความเจริญ)

ตีธงส่งสัญญาณเดินหน้าฉีก “รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญ”

ส่งซิกให้ลูกข่าย “ใส่เกียร์ห้า” เดินหน้าลุยล้มกระดาน “กติกาใหม่” ภายใต้ยุครัฐบาล คสช.

“เชื้อร้าย” ปมวิกฤติแตกแยกที่ถูก “อำนาจพิเศษ” กดทับไว้ 4 ปีกว่าๆ อาการกำเริบกลับมา

แสดงตัวให้เห็นเลยว่า แค่มุดหัวชั่วขณะ

และก็ทันควันเหมือนกัน กับจังหวะที่ “ตัวพ่อสายบู๊” ยี่ห้อ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

กระโดดรับลูก “นายใหญ่” เปิดฉากตีกราดดะตามสไตล์

ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นการเป็นงาน

แต่ข้อมูลไม่ “เป็นทางการ” แค่ออกตัวพูดในนามส่วนตัว ไม่มีผลผูกพันพรรค


ลีลาแบบที่อ้างกันลอยๆ ขณะนี้มีหน่วยงาน 2 หน่วยกำลังคิดอุบาทว์โกงเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งฟันธงไม่มีวันชนะ

หรือประเภทที่ปล่อยข่าว วันนี้ทีมพลังประชารัฐเริ่มมีการขอตำแหน่งกันแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขอเป็น รมว.พาณิชย์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขอเป็น รมว.คมนาคม นายสุชาติ ตันเจริญ ขอเป็น รมว.พลังงาน

ปล่อยของ ประจานตีกินตามฟอร์ม “สารวัตรเหลิม”

อารมณ์เดียวกับ “ตัวพ่อสายไฮปาร์ค” อย่าง “เสี่ยเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ย้ายไปปักหลักกับพรรคไทยรักษาชาติ ก็ขยับตามซิก “นายใหญ่” เปิดปฏิบัติการถล่มทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”

อาศัยเหลี่ยมคูนักโต้วาที ลีลาพูดสองแง่สองง่ามแบบเอามัน

ปั่นกระแส สร้างฉากละครดราม่าการเมือง เป็นเชิง “เสี้ยม” ให้ พล.อ.ประยุทธ์รีบรับเป็นพ่อ จี้ให้แสดงตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวผู้ให้กำเนิดพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นห่วงไอ้หนุ่มบ้านเดียวกันชื่อ “ส” สนิทสนมกับรัฐมนตรี 4 กุมาร ท่าทางไม่ไว้วางใจเหมือนรอส้มหล่น


โหมโรงเรียกคนดูมหรสพ ปาหี่ ลิเกงานวัด

“ทักษิณ-เฉลิม-ณัฐวุฒิ” ตัวลิเกหน้าเดิม ตามท้องเรื่องเก่าๆ ที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา 10 กว่าปี

ศึกทวงแค้นอำนาจ “นายใหญ่”

ได้เวลาเจ้าของ “โรงน้ำแข็ง” ยี่ห้อเก่ากลับมาเดินเครื่องใหม่ “ปั้นน้ำ” ขายลูกค้าแฟนขาประจำเดิมๆ

เพิ่มเติมคือการขายออนไลน์ ตีปี๊บผ่านโซเชียลมีเดีย

ที่แน่ๆตามยุทธศาสตร์ที่สะท้อนอย่างเด่นชัด “นายใหญ่” กับ “เฉลิม-ณัฐวุฒิ” ทีมงานตัวพ่อสายบู๊ เปิดฉากมาก็เล็งปากกระบอกปืนใหญ่ถล่มลูกน้องเก่า อดีตมืองานในบริษัทชินฯจำกัด ทั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ลากโยกไปกระแทกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

“ขุนศึกตัวจี๊ด” ที่พลิกข้างมาเป็นคีย์แมนทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”

สะท้อนอาการ “หวั่นไหว” เจือ “แค้นฝังลึก”


พรรคพลังประชารัฐคือเป้าทำลายล้าง “ศัตรูเบอร์หนึ่ง”

คู่แข่งตัวจริงของขั้ว “ทักษิณ”

โดยมองข้าม “โจทก์เก่า” อย่างขั้วประชาธิปัตย์ ที่หล่นอันดับตัวเต็ง ไปเป็นแค่ “ตัวแปร”

ในห้วงสถานการณ์ที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แค่ได้แอบลุ้นลึกๆจะเบียดแทรกเป็น “ตาอยู่”

กับหนทางแคบๆรูเล็กๆที่มีการพูดถึงสูตร “หมาออกลูกเป็นลิง” ประชาธิปัตย์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จับขั้วกับทีมงาน “ระบอบทักษิณ” แลกกับอุ้ม “อภิสิทธิ์” ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี


รวมหัว “นักเลือกตั้งอาชีพ” สกัด “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ

ล้มกระดานทหารต่อท่ออำนาจ

โอกาสเบิ้ลนายกฯรอบสองของ “อภิสิทธิ์” ริบหรี่พอๆกับเส้นทางกลับบ้านของ “ทักษิณ”

ในห้วงสถานการณ์ที่ขุมพลัง “นายใหญ่” ลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย

“นายห้างดูไบ” ไม่แน่นปึ้กเหมือนเดิมอีกต่อไป

ปรากฏการณ์แบบที่คุย “หิมะถล่มประเทศไทย” เลือกตั้งแลนด์สไลด์แทบเลิกฝันได้

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์แบบที่ลูกข่ายพรรคเพื่อไทย กล้าสละเรือหนี “นายใหญ่” ชิ่งหนีไปตายดาบหน้ากับ “ทักษิณ” อดีต ส.ส.เกรดเอย้ายออกจากพรรค

เลือดไหลไม่หยุดจนหยดสุดท้าย

ที่เหลืออยู่ก็ประเภท “นกแล” ต้องอาศัยแห่กระแสพรรค พึ่งบุญเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ”

“แตกพรรค” แฝง “พรรคแตก” สู้กับกติกาใหม่

อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับสภาพท่อน้ำเลี้ยงเหือดแห้ง แหล่งทุนโดนบล็อก

มุก “ยืมเงินเพื่อนแทงไฮโล” ของ “ทักษิณ” ใช้ไม่ได้อีกต่อไป


ในสภาพการณ์ทางคดีที่รุกไล่หนัก นอกจากปมทุจริตเงินกู้กรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานครของ “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ถึงตรงนี้มีคนถามหา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หายหน้าหายตาไป ในจังหวะที่คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว “จีทูจีลอตสอง” กลับมากระหึ่ม

“ทักษิณ” ถูกลิดรอนศักยภาพในเกมเลือกตั้งที่ถนัด

โดนล็อกแขนล็อกขาหมดแทบทุกทาง

และนั่นก็เป็นเหตุที่อ่านไต๋ได้ กับเหลี่ยมที่ “สารวัตรเหลิม” ประกาศลั่นเฟซบุ๊ก

“ผมฝากเตือนข้าราชการทุกหมู่เหล่าให้วางตัวเป็นกลาง อย่าออกตัวมากนัก เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พวกท่านจะเดือดร้อน ให้ประชาชนเขาตัดสินใจเองว่า จะเลือกพรรคไหน ในไม่ช้าก็จะรู้แล้ว ผมไม่ได้หวังว่าพวกท่านจะทำตามแนวทางที่ผมบอก แต่ถ้ากลับตัวกลับใจได้ก็จะดี”

ขู่ออกอากาศ ปฏิบัติการเขย่าขวัญข้าราชการ

ส่งสัญญาณถึงทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทีมงานมหาดไทยสายสตรอว์เบอร์รี

พวกที่เคย “เกาะโต๊ะขอตำแหน่ง”


ทวงบุญคุณข้าราชการ หวังล็อกพลังแฝง “ตัวแปร” ในเกมเลือกตั้ง

มันคือพลังที่พอหลงเหลืออยู่ของ “นายใหญ่”

อย่างที่รู้ๆกัน พรรคที่ทรงอิทธิพลสุดในการเลือกตั้งประเทศไทยคือพรรคข้าราชการ สถานการณ์แบบที่รัฐบาล คสช.ยังไม่กล้าแตะต้องลงมีดผ่าตัดปฏิรูปแรงๆเพราะประคองแรงกระเพื่อม

“นายกฯลุงตู่” ต้องพึ่งแขนขาในการตีตั๋วต่อเกมเลือกตั้ง

ยังจำใจ “หลิ่วตา” ข้างหนึ่ง ยอมทุกวิถีทาง เพื่อผลสัมฤทธิ์เฉพาะหน้า

บล็อก “ทักษิณ” ในเกมถนัดเลือกตั้ง

ทั้งหมดทั้งปวง โดยฉากสถานการณ์มันก็สะท้อนสิ่งที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หัวเชื้อร้ายปมวิกฤติแตกแยกทางการเมืองยังไม่เจือจางลงแต่อย่างใด

แค่ถูกกระบองยักษ์ อำนาจพิเศษกดทับไว้ชั่วขณะ

แล้วมันก็โผล่มาให้เห็นทันทีที่ คสช.ปลดล็อกกฎเหล็ก สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ปูดข้อมูลด้วยตัวเองเป็นเชิงดักทางขบวนการป่วนเมืองที่เคลื่อนไหว

ม็อบใต้ดินขยับกันพึ่บพั่บหลังปลดล็อก ปล่อยผีโหมโรงเลือกตั้ง


ภายใต้ “กติกาใหม่” รัฐธรรมนูญ “มีชัย” ปิดทาง “นายใหญ่” กลับสู่อำนาจ พร้อมเงื่อนไขสถานการณ์ไม่เหมือนเดิมที่ทีม “นายกฯลุงตู่” ก่อร่างสร้างฐานประเทศมาตลอด 4 ปีกว่าๆ เพื่อการันตีไม่ให้ “เสียของ”

แต่ “เดิมพันเก่า” เกมทวงแค้นของ “ทักษิณ” เอาคืนพวกโค่นอำนาจ “นายใหญ่”

โดยจังหวะมาถึงจุด “ทางสองแพร่ง” วัดใจคนตัดสินคือประชาชนคนไทย

จะฉุดประเทศพ้นปากเหวมรณะ

หรือชอบตื่นเต้นกับฝันร้ายไม่จบสิ้น.

“ทีมการเมือง”