PR
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
'บิ๊กตู่'เตือนตัวเอง! ระวังคำพูดออกสื่อ หลังถูกสะกิด'ขี้โมโห-หงุดหงิด'
'สมศักดิ์'เปรียบเกมฟุตบอลเหมือนการเมือง แพ้-ชนะมีแก้มือ มั่นใจพปชร.ชนะลต.แน่!
‘แม้ว-ปู’เย้ย! โผล่โซ้ยอาหาร ห่างสถานทูตไทยในสิงคโปร์ 200 ม.
ระวังตัวแจ
ระดมทุน
คัดเลือกส.ว.ชั้นอำเภอฉลุย
17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 00:01 น.
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค.2561 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)ระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 อำเภอ มีการลงคะแนนเลือกกันเองใน 197 อำเภอ อีก 52 อำเภอไม่มีการเลือก เพราะไม่มีผู้สมัคร ส่วนอำเภอที่มีผู้สมัครไม่ถึงเกณฑ์ 3 คน จำนวน 679 อำเภอ ผู้สมัครจะไปรายงานตัวอย่างเดียว และจะผ่านไปคัดเลือกระดับจังหวัด ซึ่งภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ที่สำนักงานเขตบางพลัด กทม. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมนายพิชญา นาควัชระ รองปลัด กทม. และ น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เดินทางมาสังเกตการณ์การเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ที่สำนักงานเขตบางพลัด ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ โดยเขตบางพลัดมีผู้สมัครจำนวน 7 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง จำนวน 6 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร 1 คน และเลือกกันเองเพียง 1 กลุ่ม คือ กลุ่มสตรี ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 4 คน โดยผู้สมัครจะทำการเลือกกันเองให้เหลือ 3 คน ตามที่กฎหมายกำหนด
พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า ภาพรวมการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง เหตุการณ์ปกติทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่อยากฝากไปถึงการเลือกระดับจังหวัดและระดับประเทศ ผู้สมัครต้องศึกษาวิธีการให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดบัตรเสีย เพราะบัตรเสียจะไม่นับเป็นคะแนน
"ที่พบมีหลายอำเภอไม่ต้องมีการเลือกกันเอง โดยผ่านไประดับจังหวัดมีจำนวนพอสมควร อาจจะเป็นเพราะระบบใหม่ แต่ยืนยันการประชาสัมพันธ์ของ กกต.ทำเต็มที่ทั่วถึงไปทุกจังหวัดและทุกอำเภอ เราได้เชิญชวนให้มีการสมัคร และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของหน้าที่ ส.ว.ว่าต้องทำอะไรบ้าง" พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว
เลขาฯ กกต.กล่าวว่า ในส่วนกระบวนการเลือกระดับจังหวัดที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.2561 โดยได้เตรียมการไว้หมดแล้ว เชื่อว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้
ด้านนายพิชญากล่าวว่า ในส่วนของ กทม. มี 2 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ว.คือ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตสาทร ส่วนเขตที่มีผู้สมัครไม่เกิน 3 คน จะผ่านไปเลือกระดับจังหวัด โดย กทม.มีเพียง 3 เขตที่มีผู้สมัครเกินจำนวน คือ เขตบางพลัด บึงกุ่ม และประเวศ ซึ่งทั้ง 3 เขตต้องลงคะแนนเลือกกันเอง ซึ่งกระบวนการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดว่า กทม.จะสามารถสรุปผลได้ภายในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. จะมีการเลือกระดับจังหวัด ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อเลือกตัวแทนของ กทม. ก่อนนำไปรวมกับอีก 76 จังหวัด และเลือกระดับประเทศในวันที่ 27 ธ.ค.นี้
สำหรับกรุงเทพมหานคร มีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 214 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง จำนวน 153 คน สมัครโดยคำแนะนำจากองค์กร จำนวน 61 คน มีการเลือกกันเอง จำนวน 3 เขต ประกอบด้วย เขตบางพลัด เขตบึงกุ่ม ซึ่งเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ ส่วนเขตประเวศ มีการเลือกกันเองในกลุ่มการศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการเลือกระดับอำเภอของกรุงเทพมหานคร จะไปทำการเลือกระดับจังหวัดในวันที่ 22 ธ.ค. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
ขณะที่บรรยากาศการคัดเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ ในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ จ.ขอนแก่น ใช้ชั้น 2 หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองฯ จ.ขอนแก่น เป็นสถานที่คัดเลือก ส.ว. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน พร้อมระบุว่า จ.ขอนแก่นคัดเลือกในระดับอำเภอ 3 คน ในแต่ละกลุ่ม ถ้ากลุ่มไหนเกิน 3 คน ก็จะให้มีการเลือกกันเอง แต่ถ้าไม่เกิน 3 คน ก็สามารถผ่านเข้าไปได้เลย และจะต้องมีการคัดเลือกกันอีกทีในระดับจังหวัด
จ.กาฬสินธุ์ บรรยากาศการรายงานตัวและเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้ง 18 อำเภอ เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สมัครที่ต้องการรับเลือกเป็น ส.ว.ซึ่งคุณสมบัติผ่านครบถ้วน ทั้งการสมัครด้วยตนเอง และจากการแนะนำขององค์กรทั้ง 10 กลุ่ม เดินทางเข้ามารายงานตัวและคัดเลือกกันเองแต่ละกลุ่มจำนวนมาก
จ.กาญจนบุรี น.ส.สุชัญญา วิมุกตายน ผอ.กกต.กาญจนบุรี กล่าวว่า กาญจนบุรีมีอำเภอที่ต้องเลือกด้วยกัน 4 อำเภอ จากทั้งหมด 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ, อำเภอท่าม่วง, อำเภอไทรโยค และอำเภอบ่อพลอย ซึ่งทุกแห่งเป็นด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.อาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากผู้มีสิทธิในการเลือกก็คือผู้สมัครด้วยกันเอง
จ.ปทุมธานี มีการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั้งสิ้น 7 อำเภอ โดยมีการเลือก ส.ว.ใน 3 อำเภอ คือ อ.เมืองฯ, อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา ซึ่งภาพรวมการเลือกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วน อ.คลองหลวง ไม่ต้องมีการเลือกแต่ผู้สมัครต้องมารายงานตัว ณ สถานที่เลือก คือหอประชุมอำเภอคลองหลวง ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 08.00-09.00 น. อย่างไรก็ตาม พบว่ามีผู้สมัครไม่มารายงานตัว 2 ราย โดยเป็นผู้สมัครในกลุ่ม 3 การศึกษาและสาธารณสุข และในกลุ่ม 10 อิสระ โดยผู้สมัครทั้ง 2 ราย เดินทางมาถึงสถานที่รายงานตัวในช่วงเวลา 09.05-09.10 น. คณะกรรมการประจำสถานที่เลือก จึงไม่รับรายงานตัวผู้สมัครทั้ง 2 คน เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2561 มาตรา 94 (1) กำหนดให้ผู้สมัครต้องมาถึงสถานที่เลือกและแสดงตนภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือก ส.ว.พ.ศ.2561 ข้อ 87 กำหนดให้มารายงานตัวระหว่างเวลา 08.00-09.00 น.
จ.ลพบุรี ได้จัดการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอใน 5 อำเภอ ที่มีผู้สมัครแต่ละกลุ่มเกินกว่า 3 คน ได้แก่ อ.เมืองลพบุรี อ.ท่าวุ้ง, อ.ชัยบาดาล, อ.โคกสำโรง และ อ.พัฒนานิคม ซึ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มแต่ละวิธีการสมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรกของแต่ละกลุ่ม และแต่ละวิธีการสมัคร จะเป็นผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ จากนั้นในวันที่ 22 ธ.ค. จะเป็นการเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด โดยผู้สมัครจะเลือกกันเองในแต่ละกลุ่มแต่ละวิธีการสมัคร ซึ่งผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด 4 ลำดับแรก จะเป็นผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด
จ.อุตรดิตถ์ มีผู้สมัคร ส.ว.ทั้ง 9 อำเภอ จำนวน 101 คน โดยมี 4 อำเภอ 5 กลุ่ม ได้แก่ อำเภอเมืองฯ, ลับแล, ทองแสนขัน และท่าปลา ที่มีผู้สมัครเกิน 3 คน ต้องมีการเลือกระดับอำเภอให้เหลือ 37 คน เพื่อเข้าสู่การเลือกในระดับจังหวัด วันที่ 22 ธ.ค.นี้ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
จ.ยะลา ที่หอประชุมอำเภอเบตง ซึ่งเป็นสถานที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ระดับอำเภอ โดยอำเภอเบตงมีผู้สมัครจำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายประสิทธิ์ อ้วนเส้ง ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 1 2.นายสุพล แก้วกำเหนิด ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 2 3.นายมณเทียร แตปูซู ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 5 4.นางจำนงค์ ละอองแก้ว ผู้สมัครจากกลุ่มที่ 8 เป็นผู้สมัครด้วยตนเองทั้งหมด ได้เข้ารอบสู่ระดับจังหวัด โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง เนื่องจากมีจำนวนผู้สมัครไม่เกิน 3 คน ต่อสาขา โดยภาพรวมการเลือก ส.ว.อำเภอเบตง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย.
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561
รุก รับ การเมือง จุดแข็ง เปลี่ยนสู่ จุดอ่อน สภาวะ พลิกผัน
รุก รับ การเมือง จุดแข็ง เปลี่ยนสู่ จุดอ่อน สภาวะ พลิกผัน
เป็น “อาวุธ” และ “จุดแข็ง”
ส่งผลให้อำนาจของ คสช. อำนาจของหัวหน้า คสช. อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และส่งผลให้สถานะของรัฐบาล คสช.มิได้เป็นเหมือนกับรัฐบาลโดยทั่วไป
นั่นคือ มิใช่รัฐบาล “รักษาการ”
ตรงนี้เองที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงสถานะของตนเหมือนๆ กับที่ผ่านมา ตรงนี้เองที่ทำให้ 4 รัฐมนตรียื้อแล้ว ยื้ออีกในเรื่องการลาออกจากตำแหน่ง
ตรงนี้เองที่ทำให้ คสช.และรัฐบาลอยู่ในฐานะเป็น “ฝ่ายรุก”
สร้างโอกาสให้กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย สร้างความได้เปรียบเหนือกว่าพรรคการเมือง
กลายเป็นความมั่นใจ กลายเป็นความ “กร่าง”
หากไม่มั่นใจคนอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะเผลอหลุดยอดคำเท่ที่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
เป็นพวกเราใน “พลังประชารัฐ”
หากไม่มั่นใจ 1 ใน 4 ยอดกุมารที่ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โฆษกพรรค คงไม่ประกาศดังกึกก้อง
“พรรคพลังประชารัฐจะกวาด 350 ส.ส.”
ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเคยพาดหัวข่าวตัวไม้ในหน้า 1 ถึงพฤติการณ์ของรัฐมนตรีในยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ว่า
“ตี๋กร่าง” นั้นถูกต้องอย่างที่สุด
นั่นก็คือ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องระมัดระวัง
การดำรงอยู่ของรัฐบาล การดำรงอยู่ของรัฐมนตรีในห้วงแห่งการเลือกตั้งไม่มีกฎหมายข้อใดให้ต้องลาออก เพราะรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว
แต่การดำรงอยู่เช่นนี้ก็มิได้ว่าจะไม่มี “ปัจจัย” ใดควบคุมการ ครม.สัญจรอาจยังเดินหน้าต่อไป การอนุมัติโครงการซึ่งมีลักษณะผูกพันและมีการแจกเงินอย่างชนิดเทกระจาดก็ยังเดินหน้าต่อไป
แต่นั่นมิได้หมายความว่า สังคมจะมิได้เฝ้ามอง สังคมจะมิได้รับรู้
ความได้เปรียบในทางการเมืองซึ่งเริ่มต้นจาก “รัฐธรรมนูญ” มิได้เป็นความลับ เพราะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ยืนยันมาแล้วว่า
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
ในแต่ละก้าวย่างของ คสช. ในแต่ละก้าวย่างของรัฐบาล ในแต่ละก้าวย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมิได้หลุดรอดไปจากแสงแห่งสปอตไลต์
“จุดแข็ง” อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ที่คิดว่า “รุก” อาจกลายเป็น “รับ”
หากคิดอย่างหยุดนิ่ง ตายตัว ความได้เปรียบก็ยังเป็นความได้เปรียบ โอกาสก็ยังเป็นโอกาส แต่ในโลกนี้มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปรอยู่อย่างไม่ขาดสาย
ที่เห็นว่า “รุก” จึงอาจมิใช่
ที่เห็นว่า “รับ” จึงอาจมิใช่ เพราะในท่ามกลางการเคลื่อน เปลี่ยนแปลง สภาวะผกผันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่า คสช. ไม่ว่ารัฐบาล ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ขอให้ดูผลจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็แล้วกัน
สังคมต้องตื่นตัว! โพลการเมืองภายใต้กรอบต่อมจริยธรรม
อยู่เฉพาะบางท้องที่
ปล่อยผีเลือกตั้งปาหี่คลุ้ง
โหมโรงหาเสียง “เดิมพันเก่า” กติกาใหม่
4 ปีกับอีก 7 เดือน นับจากนาทียึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เซ็นประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับแรกๆ ห้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองรวมถึงประชาชนทั่วไป
เคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
ตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง สยบสถานการณ์ม็อบป่วนเมืองที่ส่อเข้าขั้นรัฐล่มสลาย
บล็อกหัวเชื้อไฟต้นเพลิง “นักการเมือง” ไม่ให้ลุกลาม
ล่าสุดประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง คสช.ที่22/2561 เรื่องการให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยเป็นการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. 9 ฉบับ ที่ห้ามเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน คำสั่งห้ามการชุมนุม ฯลฯ
เปิดทางให้เดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งได้อย่างเต็มรูปแบบ
“ปล่อยผี” ที่โดนจับถ่วงหม้อมานานหลายปี
และก็แทบจะทันทีทันใด แค่ไม่กี่อึดใจให้หลังนาทีประกาศปลดล็อกการเมือง ก็ได้เห็นตัวเอกตามท้องเรื่องอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร “นายใหญ่” ขุมข่ายพรรคเพื่อไทย
โผล่ออกมา “ชู 3 นิ้ว” ปลุกเร้าสาวก กระตุกกองเชียร์ (“ทักษิณ ชินวัตร” โพสต์ชู 3 นิ้ว ปลุกแก้ รธน.ฉบับถ่วงความเจริญ)

ตีธงส่งสัญญาณเดินหน้าฉีก “รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญ”
ส่งซิกให้ลูกข่าย “ใส่เกียร์ห้า” เดินหน้าลุยล้มกระดาน “กติกาใหม่” ภายใต้ยุครัฐบาล คสช.
“เชื้อร้าย” ปมวิกฤติแตกแยกที่ถูก “อำนาจพิเศษ” กดทับไว้ 4 ปีกว่าๆ อาการกำเริบกลับมา
แสดงตัวให้เห็นเลยว่า แค่มุดหัวชั่วขณะ
และก็ทันควันเหมือนกัน กับจังหวะที่ “ตัวพ่อสายบู๊” ยี่ห้อ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย
กระโดดรับลูก “นายใหญ่” เปิดฉากตีกราดดะตามสไตล์
ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นการเป็นงาน
แต่ข้อมูลไม่ “เป็นทางการ” แค่ออกตัวพูดในนามส่วนตัว ไม่มีผลผูกพันพรรค
ลีลาแบบที่อ้างกันลอยๆ ขณะนี้มีหน่วยงาน 2 หน่วยกำลังคิดอุบาทว์โกงเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งฟันธงไม่มีวันชนะ
หรือประเภทที่ปล่อยข่าว วันนี้ทีมพลังประชารัฐเริ่มมีการขอตำแหน่งกันแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขอเป็น รมว.พาณิชย์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ขอเป็น รมว.คมนาคม นายสุชาติ ตันเจริญ ขอเป็น รมว.พลังงาน
ปล่อยของ ประจานตีกินตามฟอร์ม “สารวัตรเหลิม”
อารมณ์เดียวกับ “ตัวพ่อสายไฮปาร์ค” อย่าง “เสี่ยเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ย้ายไปปักหลักกับพรรคไทยรักษาชาติ ก็ขยับตามซิก “นายใหญ่” เปิดปฏิบัติการถล่มทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”
อาศัยเหลี่ยมคูนักโต้วาที ลีลาพูดสองแง่สองง่ามแบบเอามัน
ปั่นกระแส สร้างฉากละครดราม่าการเมือง เป็นเชิง “เสี้ยม” ให้ พล.อ.ประยุทธ์รีบรับเป็นพ่อ จี้ให้แสดงตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวผู้ให้กำเนิดพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นห่วงไอ้หนุ่มบ้านเดียวกันชื่อ “ส” สนิทสนมกับรัฐมนตรี 4 กุมาร ท่าทางไม่ไว้วางใจเหมือนรอส้มหล่น
โหมโรงเรียกคนดูมหรสพ ปาหี่ ลิเกงานวัด
“ทักษิณ-เฉลิม-ณัฐวุฒิ” ตัวลิเกหน้าเดิม ตามท้องเรื่องเก่าๆ ที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา 10 กว่าปี
ศึกทวงแค้นอำนาจ “นายใหญ่”
ได้เวลาเจ้าของ “โรงน้ำแข็ง” ยี่ห้อเก่ากลับมาเดินเครื่องใหม่ “ปั้นน้ำ” ขายลูกค้าแฟนขาประจำเดิมๆ
เพิ่มเติมคือการขายออนไลน์ ตีปี๊บผ่านโซเชียลมีเดีย
ที่แน่ๆตามยุทธศาสตร์ที่สะท้อนอย่างเด่นชัด “นายใหญ่” กับ “เฉลิม-ณัฐวุฒิ” ทีมงานตัวพ่อสายบู๊ เปิดฉากมาก็เล็งปากกระบอกปืนใหญ่ถล่มลูกน้องเก่า อดีตมืองานในบริษัทชินฯจำกัด ทั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ลากโยกไปกระแทกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
“ขุนศึกตัวจี๊ด” ที่พลิกข้างมาเป็นคีย์แมนทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”
สะท้อนอาการ “หวั่นไหว” เจือ “แค้นฝังลึก”
พรรคพลังประชารัฐคือเป้าทำลายล้าง “ศัตรูเบอร์หนึ่ง”
คู่แข่งตัวจริงของขั้ว “ทักษิณ”
โดยมองข้าม “โจทก์เก่า” อย่างขั้วประชาธิปัตย์ ที่หล่นอันดับตัวเต็ง ไปเป็นแค่ “ตัวแปร”
ในห้วงสถานการณ์ที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แค่ได้แอบลุ้นลึกๆจะเบียดแทรกเป็น “ตาอยู่”
กับหนทางแคบๆรูเล็กๆที่มีการพูดถึงสูตร “หมาออกลูกเป็นลิง” ประชาธิปัตย์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จับขั้วกับทีมงาน “ระบอบทักษิณ” แลกกับอุ้ม “อภิสิทธิ์” ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี
รวมหัว “นักเลือกตั้งอาชีพ” สกัด “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ล้มกระดานทหารต่อท่ออำนาจ
โอกาสเบิ้ลนายกฯรอบสองของ “อภิสิทธิ์” ริบหรี่พอๆกับเส้นทางกลับบ้านของ “ทักษิณ”
ในห้วงสถานการณ์ที่ขุมพลัง “นายใหญ่” ลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย
“นายห้างดูไบ” ไม่แน่นปึ้กเหมือนเดิมอีกต่อไป
ปรากฏการณ์แบบที่คุย “หิมะถล่มประเทศไทย” เลือกตั้งแลนด์สไลด์แทบเลิกฝันได้
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์แบบที่ลูกข่ายพรรคเพื่อไทย กล้าสละเรือหนี “นายใหญ่” ชิ่งหนีไปตายดาบหน้ากับ “ทักษิณ” อดีต ส.ส.เกรดเอย้ายออกจากพรรค
เลือดไหลไม่หยุดจนหยดสุดท้าย
ที่เหลืออยู่ก็ประเภท “นกแล” ต้องอาศัยแห่กระแสพรรค พึ่งบุญเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ”
“แตกพรรค” แฝง “พรรคแตก” สู้กับกติกาใหม่
อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับสภาพท่อน้ำเลี้ยงเหือดแห้ง แหล่งทุนโดนบล็อก
มุก “ยืมเงินเพื่อนแทงไฮโล” ของ “ทักษิณ” ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ในสภาพการณ์ทางคดีที่รุกไล่หนัก นอกจากปมทุจริตเงินกู้กรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานครของ “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ถึงตรงนี้มีคนถามหา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หายหน้าหายตาไป ในจังหวะที่คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว “จีทูจีลอตสอง” กลับมากระหึ่ม
“ทักษิณ” ถูกลิดรอนศักยภาพในเกมเลือกตั้งที่ถนัด
โดนล็อกแขนล็อกขาหมดแทบทุกทาง
และนั่นก็เป็นเหตุที่อ่านไต๋ได้ กับเหลี่ยมที่ “สารวัตรเหลิม” ประกาศลั่นเฟซบุ๊ก
“ผมฝากเตือนข้าราชการทุกหมู่เหล่าให้วางตัวเป็นกลาง อย่าออกตัวมากนัก เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ พวกท่านจะเดือดร้อน ให้ประชาชนเขาตัดสินใจเองว่า จะเลือกพรรคไหน ในไม่ช้าก็จะรู้แล้ว ผมไม่ได้หวังว่าพวกท่านจะทำตามแนวทางที่ผมบอก แต่ถ้ากลับตัวกลับใจได้ก็จะดี”
ขู่ออกอากาศ ปฏิบัติการเขย่าขวัญข้าราชการ
ส่งสัญญาณถึงทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทีมงานมหาดไทยสายสตรอว์เบอร์รี
พวกที่เคย “เกาะโต๊ะขอตำแหน่ง”
ทวงบุญคุณข้าราชการ หวังล็อกพลังแฝง “ตัวแปร” ในเกมเลือกตั้ง
มันคือพลังที่พอหลงเหลืออยู่ของ “นายใหญ่”
อย่างที่รู้ๆกัน พรรคที่ทรงอิทธิพลสุดในการเลือกตั้งประเทศไทยคือพรรคข้าราชการ สถานการณ์แบบที่รัฐบาล คสช.ยังไม่กล้าแตะต้องลงมีดผ่าตัดปฏิรูปแรงๆเพราะประคองแรงกระเพื่อม
“นายกฯลุงตู่” ต้องพึ่งแขนขาในการตีตั๋วต่อเกมเลือกตั้ง
ยังจำใจ “หลิ่วตา” ข้างหนึ่ง ยอมทุกวิถีทาง เพื่อผลสัมฤทธิ์เฉพาะหน้า
บล็อก “ทักษิณ” ในเกมถนัดเลือกตั้ง
ทั้งหมดทั้งปวง โดยฉากสถานการณ์มันก็สะท้อนสิ่งที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด หัวเชื้อร้ายปมวิกฤติแตกแยกทางการเมืองยังไม่เจือจางลงแต่อย่างใด
แค่ถูกกระบองยักษ์ อำนาจพิเศษกดทับไว้ชั่วขณะ
แล้วมันก็โผล่มาให้เห็นทันทีที่ คสช.ปลดล็อกกฎเหล็ก สถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ปูดข้อมูลด้วยตัวเองเป็นเชิงดักทางขบวนการป่วนเมืองที่เคลื่อนไหว
ม็อบใต้ดินขยับกันพึ่บพั่บหลังปลดล็อก ปล่อยผีโหมโรงเลือกตั้ง
ภายใต้ “กติกาใหม่” รัฐธรรมนูญ “มีชัย” ปิดทาง “นายใหญ่” กลับสู่อำนาจ พร้อมเงื่อนไขสถานการณ์ไม่เหมือนเดิมที่ทีม “นายกฯลุงตู่” ก่อร่างสร้างฐานประเทศมาตลอด 4 ปีกว่าๆ เพื่อการันตีไม่ให้ “เสียของ”
แต่ “เดิมพันเก่า” เกมทวงแค้นของ “ทักษิณ” เอาคืนพวกโค่นอำนาจ “นายใหญ่”
โดยจังหวะมาถึงจุด “ทางสองแพร่ง” วัดใจคนตัดสินคือประชาชนคนไทย
จะฉุดประเทศพ้นปากเหวมรณะ
หรือชอบตื่นเต้นกับฝันร้ายไม่จบสิ้น.
“ทีมการเมือง”