PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

พรรคประชาชาติได้คะแนนรวม Popular vote สูงสุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

พรรคประชาชาติได้คะแนนรวม Popular vote สูงสุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นักวิชาการชี้ประสบความสำเร็จในการปักธงเป็นพรรคของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางการถูกกดทับจากอำนาจรัฐ และจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่สูงกว่า 80 % สะท้อนการตื่นตัวต่อประชาธิปไตยและความหวังสันติภาพหลังการเลือกตั้ง

จากคะแนนรวมเลือกตั้ง (Popular vote) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ทั้งหมด 11 เขตเลือกตั้ง รวม 1,012,107 คะแนน พบว่า พรรคประชาชาติ ได้สูงสุด ใน 10 อันดับแรก
อันดับ 1 พรรคประชาชาติ 321,747 คะแนน
อันดับ 2 พรรคพลังประชารัฐ 160,448 คะแนน
อันดับ 3 พรรคประชาธิปัตย์ 143,722 คะแนน
อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย 128,715 คะแนน
อันดับ 5 พรรครวมพลังประชาชาติไทย 100,444 คะแนน
อันดับ 6 พรรคอนาคตใหม่ 89,023 คะแนน
อันดับ 7 พรรคชาติไทยพัฒนา 17,415 คะแนน
อันดับ 8 พรรคเสรีรวมไทย 9,118 คะแนน
อันดับ 9 พรรคเพื่อไทย 6,537 คะแนน
อันดับ 10 พรรคเศรษฐกิจใหม่ 3,904 คะแนน
ซึ่งหากนับสัดส่วนที่นั่ง ส.ส.เขต 11 เขต แน่นอนว่าพรรคประชาชาติ ได้มา 6 เขต พรรคพลังประชารัฐ 3 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 1 เขต พรรคภูมิใจไทย 1 เขต พรรคประชาชาติจึงครองที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งของสนามเลือกตั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วน คะแนนรวมเลือกตั้ง (Popular vote) ที่นำทุกคะแนน ทุกเสียงมารวมกัน พรรคประชาชาติ ก็ได้สูงสุด และมากกว่าอันดับ 2 พรรคพลังประชารัฐ เกินครึ่งหนึ่ง และมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ รวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคะแนนรวมของพรรคภูมิใจไทย และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ก็อยู่ในสัดส่วนที่ติด 1 ใน 5 พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
คะแนนรวมเลือกตั้ง (Popular vote) สะท้อนอะไรได้บ้าง ในจำนวน 5 พรรคการเมืองที่ได้คะแนนรวมสูงสุด เป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 3 พรรคคือพรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย
พรรคประชาชาติ ได้คะแนนรวมสูงสุด จึงถือว่าปักธงเป็นพรรคของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สำเร็จ แม้ว่าจะไม่ได้ตามเป้าที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ตั้งเป้าไว้ว่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 8 ที่นั่ง เพราะต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เข้ามาสอดแรกในทุกทาง โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีกำลังทหารคุมพื้นที่ ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายกับพรรคประชาชาติ ไม่น้อย
การชนะมาได้ 6 ที่นั่ง จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับพรรคประชาชาติ และคะแนนรวมสูงสุด 321,747 คะแนน ที่สูงถึง 31 % ก็สะท้อนคะแนนนิยมที่มากกว่าพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของพื้นที่เดิมในการเลือกตั้งปี 2554 ที่ได้ส.ส.ถึง 9 ที่นั่ง
“คะแนนรวมสูงสุดที่พรรคประชาชาติได้รับสะท้อนกระแสนิยมในพรรคประชาชาติได้ชัดเจนขึ้น ยุทธศาสตร์ที่ใช้หาเสียงเป็นพรรคประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช.ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า พื้นฐานประชาชนในพื้นที่ ปฏิเสธอำนาจรัฐอยู่สูงมาก รวมทั้งการชูอัตลักษณ์มลายู การชูประเด็นสันติภาพ ทำให้เกิดการยอมรับของประชาชนในพื้นที่ได้มาก ถือว่าพรรคประชาชาติประสบความสำเร็จในการปักธงเป็นพรรคของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้”
ศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี ให้ความเห็นถึงการวิเคราะห์ผลคะแนนเลือกตั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นว่า
“พรรคประชาชาติได้รับเลือกตั้งมากขนาดนี้ ท่ามกลางอำนาจรัฐที่กดทับ ก็ถือว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญแล้ว ส่วนกระแสโจมตีการเป็นพรรคมุสลิม ไม่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม สิ่งที่โดดเด่นและน่าสนใจมากกว่าจึงอยู่ที่การเป็นพรรคชูความเป็นประชาธิปไตย ปฏิเสธทหาร การสร้างสันติภาพ และความเป็นอัตลักษณ์มลายู”
ศ.ดร.ศรีสมภพ ให้ความเห็นเสริมถึงผลการเลือกตั้งที่ตรงกับการสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้ แม้จะมีกลไกของอำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงในพื้นที่อยู่มาก
ส่วนใน 10 อันดับแรกมีพรรคใหม่ที่ได้คะแนนสูงเกือบ 1 แสนคะแนนคือ พรรคอนาคตใหม่ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะได้ส.ส.แบบแบ่งเขตและคะแนนอาจมากกว่านี้ แต่ผลเลือกตั้งที่ได้ 89,023 คะแนน ก็ถือว่าทำได้มากพอสมควร จากกระแสคนรุ่นใหม่ การชูธงประชาธิปไตย และต่อต้านทหาร และถือว่ามากกว่าพรรคพรรคเพื่อไทย ที่ได้เพียง 6,537 คะแนน ตกมาอยู่อันดับ 9 ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่คะแนนน้อย เพราะอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย กลุ่มวาดะห์ ย้ายมาสังกัดพรรคประชาชาติ และในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยไม่ชนะเลือกตั้งในพื้นที่นี้ และเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทุ่มกับพื้นที่นี้เลย
นอจากนี้ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยในพื้นที่สูงมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ
จังหวัดยะลา มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 80.43 %
จังหวัดปัตตานี มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 79.32 %
จังหวัดนราธิวาส มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 79.27 %
ความตื่นตัวต่อประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ก็สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นที่คาดหวังของประชาชนเช่นเดียวกับการสร้างสันติภาพที่ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลหลังเลือกตั้งด้วย

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: เสียงบนบัตรเลือกตั้ง ใครเลือกอนาคตใหม่ ใครเลือกพลังประชารัฐ

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: เสียงบนบัตรเลือกตั้ง ใครเลือกอนาคตใหม่ ใครเลือกพลังประชารัฐ

จากผลการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะมีความชอบมาพากลบรรจุปะปนอยู่ในหีบมากน้อยแค่ไหน ที่แน่ๆ คือหลายคนเซอร์ไพรส์กับคะแนนพลังประชารัฐ และประหลาดใจกับผลที่ได้รับของพรรคอนาคตใหม่
ชนชั้น (class) รุ่น (generation) และเขตความเป็นเมือง (urban) คือสิ่งที่ ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชื่อว่าเป็นตัวบ่งบอกว่าทำไมหลายเขตเลือกตั้งจึงกลายเป็นสีส้มของอนาคตใหม่ โดยเฉพาะการเป็นม้ามืดคว้าคะแนนดิบอันดับที่ 1 ในกรุงเทพฯ 800,000 เสียง
อีกด้านหนึ่ง popular vote ที่มากมาย-มากจนน่าเซอร์ไพรส์ของพลังประชารัฐก็มีคำอธิบายหลายชุดว่าฐานเสียงที่สนับสนุนนั้นมาจากไหน ปีกอนุรักษ์นิยม, กปปส. เดิม, กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลทหาร, ฝ่ายที่ผิดหวังกับประชาธิปัตย์, ฝ่ายต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย
เป็นจริงที่ว่า ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญลำดับต้นๆ ในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ภายใต้โทนหลากหลายของเสียงที่ท้วมท้นบนบัตรเลือกตั้งฝ่ายพลังประชารัฐ ศ.ดร.อรรถจักร์วิเคราะห์ว่า คะแนนอาจไม่พุ่งถึงหัวตารางถ้าไม่เกิดสองเหตุการณ์สำคัญเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนถึงเวลาเปิดคูหาเวลา 8 โมงเช้าวันที่ 24 มีนาคม 2562 คือ ประกาศสำนักพระราชวังในคืนวันที่ 23 มีนาคม และภาพถ่ายในงานแต่งงาน ‘อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร’ บุตรสาวอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้เกิดสิ่งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกว่า ‘ฮ่องกงเอฟเฟ็กต์’
นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ว่าด้วย ‘ผู้คน’ และ ‘เสียง’ จากผลการเลือกตั้ง อะไรคือจุดสวิงของคะแนนในโค้งสุดท้าย ความเหมือนและต่างของแนวคิดทางการเมืองสองข้าง คนกลุ่มไหนเลือกอนาคตใหม่ และใครคือฐานเสียงพลังประชารัฐ

ช่วงก่อนเลือกตั้ง คนจำนวนไม่น้อยคาดการณ์ว่า ถึงคะแนนของพรรคพลังประชารัฐจะมา แต่ไม่น่าจะมากมายขนาดนี้ คนกลุ่มไหนบ้างที่เป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ

ผมเห็นด้วยนะว่าตอนแรกๆ เราคิดว่าพลังประชารัฐไม่น่าจะขึ้นมาสูงได้ เราก็นิ่งนอนใจกัน  ถ้าพูดกันง่ายๆ เรารู้สึกว่าพังแน่
ถ้าเราย้อนไปกรณีพรรคไทยรักษาชาติ ทันทีที่ถูกยุบ ตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกว่าคะแนนพลังประชารัฐจะมา พอมาจริงๆ คือภาพที่ ‘ฮ่องกง’ ผมคิดว่าภาพนี้มันช็อคคนหมดเลย รวมถึงประกาศสำนักพระราชวัง ผมคิดว่าตรงนี้คือจุดสวิง ทำให้ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าให้ผมดูอายุแล้วคือ 35-60 กลุ่มนี้เดิมจะเป็นแฟนประชาธิปัตย์ เขาคิดว่าเขาจะลงให้ประชาธิปัตย์ พอทันทีที่มีสองเหตุการณ์นี้มา เหตุการณ์แรกที่ฮ่องกงก็อาจจะรู้สึกโกรธ แต่ทันทีที่มีเหตุการณ์ที่ 2 ผมคิดว่าสวิงทันที
ผมสอบถามกับเพื่อนจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนประชาธิปัตย์ เขาบอกว่า เหตุการณ์คืนนั้นคือเหตุการณ์ที่ยังไงเขาก็เอาพลังประชารัฐ เพราะเขารู้สึกว่าต้องต่อสู้กับเพื่อไทยให้ได้ คือเขารับไม่ได้กับภาพที่ฮ่องกง ทำให้คนทางปีกขวารู้สึกว่ามันข้ามเส้นจริยธรรมของพวกเขา ดังนั้นกลุ่มคนพวกนี้คือคนที่รุ่งขึ้นเทคะแนนให้พลังประชารัฐ อันนี้คือในกรุงเทพฯนะครับ
กรณีปักษ์ใต้ ผมคิดว่าเขาไม่เลือก สุเทพ (เทือกสุบรรณ) ไม่เลือกประชาธิปัตย์ เพราะด้วยเหตุผลหนึ่งก็คือ พลังประชารัฐเท่านั้นที่จะสู้กับ ทักษิณ (ชินวัตร) ซึ่งเขาได้ร่วมต่อสู้มาสมัย กปปส.
ส่วนทางเหนือหรือทางอีสานเอง จำนวนหนึ่งที่พลังประชารัฐได้ ผมคิดว่ามี ‘แดงอิสระ’ ที่มีบทบาทพอสมควร อันที่สองก็คือ เขาเริ่มรู้สึกว่า ถ้าหากเขาจะเลือกคนที่ให้ผลประโยชน์ เขาก็เลือกคนที่ตอนนี้ให้เขาอยู่แล้ว พวกนี้เป็นแดงนะ แต่รู้สึกว่าพลังประชารัฐก็ให้
ดังนั้นสวิงโหวตจริงๆ คือเหตุการณ์ที่คุณอภิสิทธิ์เองก็พูดชัดเจนว่าคือ ‘ฮ่องกงเอฟเฟกต์’ ซึ่งผมเห็นด้วยนะ

เพราะฉะนั้น คนที่เทคะแนนเสียงให้พลังประชารัฐอาจจะไม่ใช่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่ผสมผสานคนกลุ่มอื่นๆ ไปอีกจำนวนไม่น้อย คือชนชั้นกลางกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่พอใจเรื่องฮ่องกงเอฟเฟ็กต์ด้วย?

ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่ง แบบกลางๆ ที่อาจจะไม่ใช่กลุ่มเป่านกหวีดจ๋า รู้สึกรับไม่ได้
ที่คณะมีอาจารย์รุ่นๆ ผมจำนวนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าด้านหนึ่งเขาไม่ได้เป่านกหวีด แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่า เรื่องฮ่องกงมันรับไม่ได้จริงๆ

หลักๆ แล้วคนกลุ่มนี้ยังมีความกลัวและเกลียดผีทักษิณอยู่ จึงต้องหาใครสักคนไปต่อกรกับทักษิณ ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครมั่นใจในพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไปแล้วใช่ไหม

ผมคิดว่าแฟนประชาธิปัตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯจำนวนมากรู้สึกว่าประชาธิปัตย์น่าจะไปกับลุงตู่ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) เขายังเชื่อว่าถ้าประชาธิปัตย์อยู่กับลุงตู่ก็จะช่วยทำให้อะไรๆ ดีขึ้น คือเขาจะรักพี่เสียดายน้อง รักทั้งอภิสิทธิ์และรักลุงตู่ แต่ทันทีที่ประชาธิปัตย์พูดว่า “ไม่เอาลุงตู่” คะแนนเริ่มแกว่ง พอมาเจองานนี้ก็หมดเลย

แสดงว่ามั่นใจในตัวลุงตู่มากๆ?

ผมคิดว่าช่วงนี้ชนชั้นกลางจำนวนมากมั่นใจในลุงตู่ที่จะรบกับทักษิณ เขาคิดว่าประชาธิปัตย์อ่อนเกินไป พวกนี้คือพวกที่ยังหนีผีทักษิณไม่รอด
อีกประเด็นหนึ่ง เพื่อไทยหรือพลังประชารัฐ ทั้งสองพรรคนี้ ด้านหนึ่งไม่เหมือนกัน แต่ด้านหนึ่งเหมือนกัน ก็คือเป็นความคิดของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมแบบ ‘รัฐทำให้’
เพื่อไทยก็คือรัฐทำให้ พลังประชารัฐก็คือรัฐทำให้ ภายในอุดมการณ์ชุดใหญ่อันนี้ก็คือ ผู้ปกครองเป็นคนดูแลเรา มันจะแตกต่างตรงที่ว่า ‘ใคร’ เท่านั้น สองอันนี้ไม่แตกต่างกัน ที่แตกต่างคืออนาคตใหม่ ที่กำลังจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมใหม่
นึกออกไหมครับ เมื่อเราพูดถึงระบอบการปกครอง วิธีคิดหลักคือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ว่าจะจัดกันแบบไหน เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือทั้งหมดนั้นเหมือนเดิม คืออยู่ในปีกนี้ ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งภายในปีกเดียวกัน
แต่ความขัดแย้งที่หนักคือความขัดแย้งอีกปีก คืออนาคตใหม่ เพราะจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมอีกแบบ ถ้าดูสิ่งที่ธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) หรือปิยะบุตร (แสงกนกกุล) พูด มันเริ่มจะทำให้รัฐกลายเป็นผู้เกื้อหนุนให้สังคมเข้มแข็งขึ้น และสังคมจะเป็นคนคอยจัดการเรื่องต่างๆ ถ้าทำแบบนี้แล้วปีกนี้ได้ ปีกข้างบนสองปีกตายทั้งคู่
ผมไม่คิดว่าเพื่อไทยกับพลังประชารัฐแตกต่างกันเชิงอุดมการณ์ ไม่ อุดมการณ์เดียวกันเลย รัฐเป็นบิดาของคนทั้งหลาย ทักษิณกะตู่พอกัน แต่อนาคตใหม่นี่เปลี่ยน ดังนั้นสิ่งเราต้องคิดต่อคือ อนาคตใหม่จะเดินได้ไหม เพราะว่าการพรวดขึ้นมา 80 เสียงในวันนี้ มันก็เป็นเรื่องทั้งดีทั้งเลว เป็นดาบสองคม ถ้าคุณไม่ระวังให้ดีคุณก็อาจจะพังในเร็ววัน

ปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบพรรคอนาคตใหม่ในสนามเลือกตั้ง

สิ่งที่ซ้อนอยู่ในผลเลือกตั้งครั้งนี้ ผมคิดว่ามันมี tension อีกอันหนึ่ง ที่มีผลมากๆ คือ tension ระหว่างรุ่น เช่น ช่วงก่อนเลือกตั้งจะมีข้อความส่งกันว่า พ่อแม่อย่าให้ลูกไปเลือกอนาคตใหม่ ส่วนเด็กก็เขียนว่า ถ้าพ่อแม่เลือกพลังประชารัฐ แม้แต่บาทเดียวก็จะไม่ให้ ให้ไปเอาจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน
ถ้าเรานึกถึงความเคลื่อนไหวยุคปี 1968 ซึ่งท้ายสุดมีการขยายตัว มีทั้งความรุนแรง มีทั้งการก่อเกิดใหม่ มันคือ tension ระหว่างรุ่น และผมคิดว่าของบ้านเรามันซ้อนกันระหว่างชั้น (class) สีเหลืองเป็นชนชั้นกลางที่ค่อนข้างบน สีแดงคือกลุ่มคนที่กำลังจะขึ้น ในชั้นเหล่านี้มันมีความขัดแย้งและความตึงเครียดที่ซ้อนมา คือรุ่น (generation) ถ้าหากเราไม่ดูแลรุ่นดีๆ ไม่คิดกันดีๆ tension นี้จะสูงขึ้น มันอาจจะนำไปสู่อะไรอีกหลายๆ อย่าง
ของ 1968 มันทำให้บางปีกของนักศึกษาเลี้ยวไปเป็นพวกใช้ความรุนแรงอย่างมาก ในญี่ปุ่นเกิดกลุ่มญี่ปุ่นแดง ในอเมริกาเกิดกลุ่มใช้อาวุธ Black Panther ปีกหนึ่งก็ใช้อาวุธ ในฝรั่งเศสก็มีปีกซ้ายสุดกู่
ความขัดแย้งระหว่าง generation ถ้าเราไม่สามารถสลายให้ดีๆ มันจะเกิดความรุนแรงจากอีกปีกหนึ่งของ generation บ้านเราเคยเกิด แต่ว่าหย่อมไม่ใหญ่นัก คือหลัง 2516 เพราะตอนนั้นอย่างมากก็สัก 100,000-200,000 คน แต่ตอนนี้หย่อมใหญ่มัน 7 ล้าน 6 ล้าน หรือ 5 ล้าน ซึ่งเป็นหย่อมของ generation ที่ใหญ่มาก และ generation นี้ แม้ว่ามีความหลากหลาย แต่เขาสื่อกันได้เร็วมากด้วยเฟซบุ๊ค ตอน 1968 มันเกิดขึ้นได้เพราะทีวี คนมีทีวีแล้วเริ่มดูข่าว เป็นครั้งแรกที่ในยุโรปมีทีวีในบ้าน แต่วันนี้มันเร็วกว่า 1968
ผมพยายามจะส่งหนังสือ May Day Manifesto 1968 รวมความคิดเห็นของคนรุ่น 1968 ให้เพื่อนๆ ว่าต้องอ่าน ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในบ้านเรา

ทำไมถึงต้องอ้างอิงที่ปี 1968

มันไม่มีปรากฏการณ์ในบ้านเราที่เห็น movement ของคนรุ่นหนุ่มสาวแล้วมีความขัดแย้งอย่างใหญ่โตแบบนี้มาก่อน อย่างที่ผมบอกว่าตอน 2516 มันก็มี แต่ไม่ใหญ่มากนัก แม้ว่านักศึกษาทุกสถาบันชนะเลือกตั้งในปี 2518 แต่ในทุกๆ สถาบันก็จะมีกลุ่มเคลื่อนไหวสัก 200 คน แล้วมีคนที่นั่งประชุมด้วย 1,000 คน หรือ 2,000 คน มันไม่เป็นล้าน
ดังนั้นที่ผมพูดถึง 1968 เพราะพยายามนึกเปรียบเทียบว่า ตัวอย่างความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างรุ่นที่ไหนบ้างที่เราพอจะหยิบมาดู ผมก็เลยต้องไปดึง 1968 มา แล้วมันก็น่าสนใจนะ ในโลกวันนี้ คนเริ่มกลับมาอ่าน มาศึกษาเกี่ยวกับปี 1968 มากขึ้น เพราะวัยรุ่นหรือกลุ่มเด็กหนุ่มสาวในฝรั่งเศสก็เริ่มเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน กลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองครึ่งหนึ่งคือคนหนุ่มสาว ซึ่ง 1968 ในฝรั่งเศสมันก็คือการบวกกันระหว่างนักศึกษากับกรรมกร เพียงแต่ว่าเสื้อกั๊กเหลืองบางทีก็มีปีกฝ่ายขวาด้วย
ในอเมริกา คนต่อต้าน โดนัลด์ ทรัมป์ มากที่สุดก็คือคนหนุ่มสาว ต่อต้าน Brexit ของอังกฤษก็เป็นคนหนุ่มสาว ดังนั้นคนจึงเริ่มบอกว่า เฮ้ย…ต้องอ่าน 1968 หนังสือพวกนี้เริ่มกลับเข้ามา ผมก็เลยต้องมาอ่านอีกทีว่าความตึงเครียดระหว่างรุ่นมันจะส่งผลยังไง
ของบ้านเรามันซ้อนทับกันทั้ง class ทั้ง generation เรามี #โตแล้วเลือกเองได้ พวกนี้คืออีกรุ่นหนึ่ง
อีกอย่างคือ เด็กพวกนี้เติบโตมากับการนอนดึก การนอนดึกคือการมีเวลาเสรี เด็กพวกนี้นอนดึกทุกคนมา 10-20 ปีแล้ว เพราะว่าหลังจากพ่อแม่หลับแล้วคือเวลาเสรีของเขา ทันทีที่พ่อแม่หลับ-เวลาของกู แล้วก็สู้กับเรื่องนี้มานาน รุ่นเราจะโตมากับพ่อผู้ถูกต้อง แม่ผู้ถูกต้อง แต่เด็กรุ่นนี้จะโตมากับความเป็นขบถระดับหนึ่ง เท่าที่ผมเช็คมาพวกที่นอน 4 ทุ่มนี่แทบจะไม่มี

ตัวเลขจากผลการเลือกตั้งที่สะท้อนให้เห็นกลุ่มคนต่างๆ เหล่านี้จะนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคตด้วยใช่ไหม

อันนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นส่วนล่างของภูเขาน้ำเข็ง ตอนนี้ภูเขาน้ำแข็งจะโผล่ขึ้นมา แต่มันคืออะไรผมก็ไม่รู้ เห็นกว้างๆ ก็คือ class สองก็คือ generation ผมไม่ได้ไปสืบดูว่าเด็กแว้นที่อายุ 18 เขาเลือกใคร ซึ่งก็อยากจะรู้เหมือนกันนะ ถ้าเด็กแว้นเลือกอนาคตใหม่…ก็มันส์ว่ะ

มันมีความแตกต่างหรือไม่ ระหว่างกลุ่มชนชั้นผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่พัฒนาตัวเองขึ้นมา คนเหล่านี้ทำไมมีความคิดใกล้เคียงกับคนรุ่นใหม่ในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคน

กลุ่มผู้ประกอบการแตกต่างจากคนรุ่นใหม่พอสมควรนะ ผู้ประกอบการทั้งหมดเติบโตขึ้นมาได้เพราะรัฐ รัฐเป็นคนอุดหนุน เพราะฉะนั้นคนพวกนี้จะต้องการอำนาจรัฐมาหนุน กลุ่มพวกนี้ก็คือสนับสนุนเพื่อไทย แต่คนรุ่นใหม่จะจัดความสัมพันธ์กับรัฐแบบห่างๆ แล้วขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าจะเข้าไปควบคุมรัฐได้ แต่ในอนาคต ถามว่าผู้ประกอบการทั้งหลาย ถ้าประสบผลสำเร็จด้วยตัวเองมากขึ้น มันมีแนวโน้มที่จะคิดแบบคนรุ่นใหม่ คือมึงอย่ามายุ่งกับกู มึงมายุ่งกับกูทำให้กูไปไม่ได้ แต่ตอนนี้เขายังต้องอาศัยรัฐอยู่ ผมเลยบอกว่าเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐมันอยู่ในโหมดเดียวกัน คือ ‘รัฐทำให้’ มันไม่ได้แปลกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันอยู่ใน mode of thought อันเดียวกันเลย เพียงแต่ว่ามันอยู่คนละปีกกันแค่นั้นเอง
ผมหวังว่าการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการที่ขยายขึ้น มันจะเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ประกอบการเหล่านี้ให้เป็นเสรีจากรัฐมากขึ้น

มองมาอีกด้านหนึ่ง คนรุ่นอาวุโสหน่อย มั่นใจเลยใช่ไหมครับว่าเป็นกลุ่มที่เลือกพลังประชารัฐ

ผมคิดว่าคนรุ่น 40-60 ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส. ส่วนใหญ่เทให้พลังประชารัฐ เพื่อนผมที่ร่วมเป่านกหวีดจำนวนมากเทให้พลังประชารัฐหมดเลย คนใต้ด้วยนะ ไม่เทให้ลุงกำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ) เพราะรู้ว่าลุงกำนันก็เป็นร่างทรงของพลังประชารัฐ เพราะฉะนั้นกูเอาพลังประชารัฐเลย เรื่องอะไรจะไปให้ลุงกำนัน ลุงกำนันพังหมดเลย คือเขาก็รักลุงกำนันนะ คะแนนเสียงของพวกลุงกำนันก็ถือว่าไม่เลว 10,000-20,000 แต่พลังประชารัฐได้ก็เพราะว่าเอาตัวจริงดีกว่า ไม่เอาตัวสำรอง

คะแนน popular vote ของพลังประชารัฐถือว่าเซอร์ไพรส์ด้วยใช่ไหม กับการมาเป็นอันดับ 1 จาก 350 เขตทั้วประเทศ

หลังจากเรื่อง ‘เลือกคนดี’ คิดว่าไม่เซอร์ไพรส์มากนัก คิดว่าเขาคงขึ้นมาที่ 2 แน่ๆ แต่ไม่คิดว่าจะขึ้นมามากขนาดนี้ ก็แปลกใจ แต่ตรงไปตรงมา ผมไม่คิดว่า กกต. โกงเป็นแสน แต่การซื้อเสียง ผมคิดว่ามีแน่ๆ

คือการซื้อเสียงยังส่งผลต่อคะแนนอยู่?

ส่งผล แต่ผมคิดว่าไม่มากนัก ยกตัวอย่างเช่น ใจเลือกพลังประชารัฐอยู่แล้ว แล้วเราก็รับเงิน ประเภทว่าใจอยากเลือกเพื่อไทย แล้วรับเงินพลังประชารัฐ ไปเลือกพลังประชารัฐ ผมคิดว่ากรณีนี้ไม่มากนัก แต่ถามว่ารับเงินพลังประชารัฐ แล้วก็รู้สึกว่าพลังประชารัฐมันก็ดีนะ มันช่วยเราไล่ทักษิณ พวกนี้เยอะ

ภาพในกรุงเทพฯกับพื้นที่อื่นๆ ค่อนข้างต่างกันมาก อย่างกรุงเทพฯคือคะแนนอนาคตใหม่มาค่อนข้างเยอะ แสดงว่าเป็นที่นิยมในกลุ่มคน generation ใหม่จริงๆ?

ในต่างจังหวัด ในเขตพื้นที่ที่เป็น urban หรือเขตเมือง เขตมหาวิทยาลัย เขตเทศบาล บางที่อนาคตใหม่ไล่บี้ติดๆ กับคนได้ที่ 1 ห่างกันแค่ 800-900 คะแนน ซึ่งไม่เคยมี ที่ขอนแก่นเขต 1 ชนะ ธรรมศาสตร์รังสิตก็ชนะ พิษณุโลกก็ชนะหมอวรงค์ (เดชกิจวิกรม-พรรคประชาธิปัตย์) แล้วก็จังหวัดแพร่ทั้งหมดเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นเขตเมืองมาก แต่คะแนนมาจากไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ

อาจารย์ใช้คำว่า urban หรือเขตเมือง แต่อย่างกรุงเทพฯ ก็ยังคงเป็นพลังประชารัฐที่ได้ สส. เขตมากที่สุด?

เท่าที่ผมดูมันก็ไล่บี้กันอยู่ เพียงแต่ผมคิดว่า คนแก่รุ่นพวกผมเทให้พลังประชารัฐ พวกนี้มีเครือข่ายการจัดตั้งทางไลน์แล้วระดมกันได้เหนียวแน่นกว่า เด็กพวกนี้มีเฟซบุ๊คติดต่อกันจริง แต่ไม่สามารถจะระดมคนได้ชัดเท่าไหร่ ประมาณว่า “ขอให้เช้านี้มีความสุข ไปเลือก…” อะไรอย่างนี้

ไม่ว่าจะเป็นข้อความทางไลน์ ทั้งที่เป็น IO หรือข่าวปลอมก็ส่งผลเหมือนกัน?

ใช่ๆ ผมรู้สึกว่าคนแก่เล่นพวกนี้แล้วอิน ขณะที่เด็กวัยรุ่นเล่น ผมคิดว่ามันไม่อินเท่าพวกคนแก่ ผมถามพวกที่ส่งกันทุกวัน เช้าวันนี้ส่งพระส่งอะไรมา ก็ดูกันทุกวัน แล้วดูทำไม มันอินน่ะ แล้วเขาก็ส่งกันได้ทุกวันนะ

แสดงว่าคนสองรุ่นใช้อุปกรณ์แบบเดียวกัน…

ด้วยอารมณ์ไม่เหมือนกัน ด้วยความรู้สึกผูกพันธ์ไม่เหมือนกัน

การดูด สส. ของพลังประชารัฐส่งผลมากน้อยแค่ไหน ในการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชน

มีส่วน แต่จะมากขนาดไหนผมไม่มั่นใจ ยกเว้นบางเขต เพราะบางเขตก็ประหลาด อย่าง ธรรมนัส (พรมเผ่า-พรรคพลังประชารัฐ) ของพะเยา รู้สึกจะได้ทุกเขต คงมีกรณีอื่นๆ อีก การซื้อตัวมาคงมีผล แต่ไม่ได้เป็นตัวหลักเหมือนที่พรรคพลังประชารัฐเขาคิดว่าเขาจะทำได้

แต่การเลือกตั้งคราวนี้ทั้งตัวบัตรเลือกตั้งเองและบริบททางการเมือง ก็ดูจะเอื้อให้เป็นการเลือกพรรค เลือกแคนดิเดต เลือกข้าง มากกว่าการเลือกตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนในพื้นที่ เขายังใช้หลักคิดคิดแบบนี้อยู่ในการดูด สส. ใช่ไหม

ผมคิดว่าเขาไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด รวมทั้งทหารด้วย คิดว่าเขาไม่เข้าใจ แล้วเขายังคิดว่าจะดีลกับคนในรูปแบบเดิมๆ บิ๊กตู่พูดเลยว่า เป็นพ่อมีลูก 65 ล้านคน คำพูดสมัยสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) พูดมาได้ยังไง แสดงว่ามีการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงในสังคมน้อยมาก ดังนั้น ก็น่าเป็นห่วงกลุ่มพวกนี้อยู่ว่าคิดยังไง
ผมถึงบอกว่าทั้งพลังประชารัฐ ทั้งเพื่อไทย ก็อยู่ในโหมดเดิม ซึ่งโหมดนี้มันไม่เวิร์คแล้ว งวดนี้มันอาจจะเวิร์คเป็นงวดสุดท้าย งวดหน้าถ้าเล่นแบบนี้ไปแน่ๆ มันน่าจะมีพรรคอะไรอีกสักพรรคหนึ่งที่ผมคิดว่ามันต้องเกิด ที่จะเดินคล้ายๆ อนาคตใหม่ แต่เป็นอีกปีกหนึ่ง ถ้าเราเทียบธนาธรเป็น aggressive ปีกที่นิ่งๆ หน่อยผมว่าน่าจะมี ผมว่าจะเกิดพรรคคนรุ่นใหม่เสนอทางออกให้กับสังคม แล้วก็นิ่ม อนาคตใหม่ปีนี้คุณอาจจะแฮปปี้ แต่งวดหน้าคุณเจอแน่
ผมนึกถึง ไอติม (พริษฐ์ วัชรสินธุ) ถ้าออกมาเลย หรือเข้าไปยึดประชาธิปัตย์ ก็เป็นอีกภาพหนึ่งเลย

อาจารย์มองว่าวิธีคิดทางการเมืองแบบเพื่อไทยกับพลังประชารัฐต้องไปแน่ๆ?

ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่การฆ่าฟันกัน หรือมีก็ได้ ขัดแย้งใหญ่หลวง ขยายอำนาจไปเรื่อยๆ แต่ท้ายสุดแล้วกลุ่มนี้ก็อยู่ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนแน่ๆ

ด้วยเหตุผลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเลยใช่ไหม

ใช่ เราเริ่มคิดหรือสร้างชุด paradigm ใหม่ ที่จัดความสัมพันธ์กับรัฐที่ไม่เหมือนกับคนรุ่นอื่นที่อยู่ภายใต้เพื่อไทยหรือพลังประชารัฐ

เพราะมีอนาคตใหม่เป็นตัวจุดกระแส?

ใช่ คือพวกเราคิดกันอยู่แล้ว อนาคตใหม่ก็คิดเหมือนเรา แต่มันมาเชื่อมกันได้ คือชาวบ้านวัยรุ่นอาจจะไม่ได้ชัดเจนหรอก แต่รู้สึกอึดอัดกับรัฐแบบเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ แต่นี่มาบอกว่า…นี่แหละ ใช่ อย่างนี้แหละที่กูคิด แต่ในอนาคตมันก็ต้องมีอันใหม่ อนาคตใหม่ไม่สามารถควบคุมกลุ่มนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันจะต้องมีกลุ่มใหม่ๆ แตกมา แล้วกลุ่มใหม่ที่วางอยู่บนปีกชุดที่ 2

อาจารย์พูดคล้ายๆ กับว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะมาเร็วๆ นี้ ?

ถ้าดูแววแบบนี้ผมว่าปีหรือปีครึ่ง ถ้าดูจากการจัดตั้งพรรคตอนนี้นะ

ถ้าเป็นแบบนี้คือลุงตู่เป็นนายกฯต่อค่อนข้างแน่ จนกว่าจะเกิดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุอะไรก็ยังไม่มีใครรู้

ผมก็คิดอย่างนี้ว่าลุงตู่มาแน่ๆ

ก่อนเลือกตั้ง พรรคอื่นชูนโยบาย แนวคิด ขณะที่พลังประชารัฐดูเหมือนจะไม่มียุทธศาสตร์มากนัก?

เขาซื้อโดยนโยบายที่เขามีอยู่แล้ว อสม. บัตรคนจน อันที่สอง ถามว่านโยบายไหม เขาสามารถทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าเลือกเขาแล้ว ลุงตู่จะรักษาความสงบ ผมคิดว่าคนจำนวนหนึ่งก็อยากได้ตรงนี้ แล้วจากนี้ก็เป็นเรื่องที่คุณได้อยู่แล้ว ประชานิยมที่คุณได้อยู่แล้วตรงนี้ ส่วนอื่นๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
จนกระทั่งมีใครสักคนพูดข้อความนี้ไว้ “เดินไปให้สุด หยุดที่ลุงตู่” ซึ่งก็คือสงบนะ (เป็นข้อความของ สินจัย เปล่งพานิช ที่โพสต์พร้อมรูปเซลฟี่กับพลเอกประยุทธ์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2562 – กองบรรณาธิการ)

ทำไมเราจึงตีความคำว่าสงบไม่เหมือนกัน

เพราะว่าคนรุ่นแก่ๆ เคยชินกับภาวะที่เรียกว่า ‘เสถียรภาพ’ ที่ทุกคนหงอหมด อยู่ภายใต้ ‘รัฐจัดการให้’ ในขณะที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าความขัดแย้งมันเถียงกันได้ เพราะเราโตมาอีกแบบ
ตอน 1968 เด็กที่เคลื่อนไหวทั้งหมดพูดเลยว่า hope ของคุณกับ hope ของผมมันคนละ hope ผมว่าตอนนี้มันก็เป็นแบบนั้น คือความสงบคือความหวังของคนกลุ่มนี้ แต่ความหวังของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ มันเป็นอีกแบบหนึ่ง
hope ของคนรุ่นใหม่ เราคงต้องศึกษาว่าเขากำลังหวังอะไรอยู่ อนาคตใหม่อาจจะเป็นหนึ่ง hope
เมืองไทยขาดความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมจริงๆ แบบลึกซึ้ง มีน้อยมาก ในเมืองนอกพยายามจะศึกษาเรื่อง emotion เยอะแยะมากมาย ดังนั้นถามว่าเด็กรุ่นใหม่คิดอะไร – ไม่รู้ ไม่มีใครรู้

กรณีเก้ามหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะถอดถอน กกต. อาจารย์บอกว่าอธิการบดีต้องไม่กลัว แสดงว่าอาจารย์หลายคนก็ยังมีความกลัว แต่พวกเด็กๆ…

ไม่กลัวแล้ว (ตอบทันที) เด็กๆ ไม่กลัวแล้ว ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทำไมถึงกลัวผมก็ไม่เข้าใจ กลัวทำไม ผมว่าเด็กเคลื่อนไหวมันน่าสนใจว่าจะจุดอะไรต่อไปไหม 1968 มันก็เริ่มจากสองสามกลุ่มเริ่มเคลื่อนไป มันคล้ายๆ บ้านเรา มัน spontaneous (เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ)

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต มีหลายคนเหมือนกันที่พูดเรื่อง scenario ของความรุนแรง นองเลือด ถ้าเป็นแบบที่อาจารย์พูดคือค่อนข้างสงบ

อาจจะเป็นเพราะว่าผมแก่แล้ว (หัวเราะ) ผมกลัวว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพวกเราแพคกันทุกฝ่าย ก็อาจจะค่อยๆ เคลื่อนไปโดยไม่นองเลือด แต่ถามว่าในอีกมุมมองหนึ่ง อีก scenario หนึ่ง มันมีฉากของการนองเลือดรออยู่ใช่ไหม มี

แสดงว่าการเมืองไทยก็ยังตกอยู่ภายใต้ความกลัวในหลายมิติ?

ก็หวังว่าพวกเราจะอยู่กับมัน คิดกับมัน แล้วก็แยกแยะให้มันชัดๆ หลีกเลี่ยงการที่จะเสียชีวิตของใคร
ยืมคำพูดของอาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) บางครั้งเรายอมแพ้เชิงยุทธวิธี เพื่อชนะยุทธศาสตร์ หรือกระทั่งยอมแพ้ทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี เพื่อรักษาชีวิตคน ผมว่าบางครั้งเราต้องคิดอย่างนี้ ยิ่งถ้าสูญเสียแล้วเป็นคนแพ้อีก ชีวิตยิ่ง upset
ช่วงนี้คือช่วง crtical อีกช่วงหนึ่ง ช่วงแหลมคมมากๆ ผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะ แล้วเราทั้งหมดทั้งสังคมต้องคิด อย่าตกหลุมใครง่าย ผมคิดว่าต้องแพคกันไว้ให้แน่น ต้องสื่อสารกันให้ดี

สัญญาณจาก"จีน"

คณะผู้แทนกระทรวงวิเทศสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง เข้าเยี่ยมหารือความสัมพันธ์ระหว่างพรรคต่อพรรค กับ คณะผู้บริหาร ณ ที่ทำการของพรรคอนาคตใหม่ เมื่อเช้าวันที่ 9 เมษายน 2562 ที่มา:

“บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 โอนย้าย ให้ “บิ๊กโจ๊ก” จาก ข้าราชการตำรวจ มาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เ

“บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 โอนย้าย ให้ “บิ๊กโจ๊ก” จาก ข้าราชการตำรวจ มาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เหตุอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ. และ แต่งตั้งเป็น”ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกฯ”
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่2/ 2562 เรื่องประกาศให้ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติมและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 16 / 2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 นั้น
อาศัยความตามข้อ1 และข้อ5 ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 16 / 2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวลงวันที่15 พฤษภาคม 2558
หัวหน้าคสช. เห็นสมควรให้ประกาศรายชื่อบุคคลเพิ่มเติมจากรายชื่อตามแนบท้ายคำสั่งคสช. 16 / 2558 และแต่งตั้งให้ดำรงตามกรอบอัตรากำลังชอบ กรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกฯรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ให้พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในบัญชีรายชื่อตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 16 / 2558 ตามความในข้อ5 ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 16 / 2558 ให้ข้าราชการตำรวจตามข้อ1 ขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อโอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง
และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนักบริหารระดับสูง ตามคำสั่งของหัวหน้าคสช. ที่ 16 / 2558
ให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบลงคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานูเบกษา
แต่ นายกฯ ไม่ตอบ เรื่องนี้
พันเอกหญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกสำนักนายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลว่า พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ จะมารายงานตัว เมื่อใด และจะมอบหมายงานใดให้
ทั้งนี้ไม่มีข้อมูลว่า ใครเป็นผู้เสนอ แต่คณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบ การโอนย้าย นี้

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562

คสช.โต้แอมแนสตี้

คสช.ยัน เปล่าใช้คดี ปิดปาก”ธนาธร” 

โต้Amnestyฯยัน ใช้สิทธิ์ ตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ในการพิสูจน์ความจริง แก้ข้อกล่าวหา ยัน คนไทยทุกคน ได้รับการปฎิบัติในมาตรฐานเดียวกัน ยัน ดำเนินคดีตามเหตุแห่งพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

จากกรณี”แอมเนสตี้ฯ” ออกมาเรียกร้องในคดี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกฟ้องศาลทหาร  โดยระบุใช้กระบวนการยุติธรรม เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามการเมืองนั้น  

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า อาจเป็นความเข้าใจที่สับสน การดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย กติกาสังคม  ไม่น่าใช่การจะไปปิดหรือเปิดปากใคร เท่าที่เห็นการพูดแสดงความเห็นในเรื่องใดๆ ก็ยังทำได้ปกติ และด้วยลักษณะเฉพาะตัวของหลายๆบุคคล เชื่อว่าไม่มีปัจจัยไหน ที่จะไปบีบบังคับใครได้ 
     
การให้ความเห็นของบางองค์กรต่างประเทศ  อาจมีลักษณะเฉพาะตามธรรมเนียมองค์กร ที่ได้รับข้อมูลมาแบบจำกัด ไม่ต่างจากอดีต เชื่อคนส่วนใหญ่คุ้นชิน. 

“ยืนยันผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เช่นการใช้พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความจริง การแก้ข้อกล่าวหา. การใช้กลไลในกระบวนการสืบสวนสอบสวน การได้รับสิทธิคุ้มครองตามหลักกฎหมาย ไม่แตกต่างจากการดำเนินคดีของบุคคลอื่นๆในคดีอื่นๆ ในศาลเฉพาะทางอื่นๆ. เชื่อว่า จนท.ดำเนินคดีตามหลักกฎหมาย เคารพในสิทธิเสรีภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี “

ทั้งนี้ การดำเนินคดีเป็นไปตามเหตุแห่งพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท่านใดฝ่ายใด หากเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด. ก็เป็นเรื่องที่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามกระบวนการสากล

สำหรับการพิจารณาคดีในอำนาจของศาลทหาร อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผลการพิจารณาคดีที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏพบข้อกังขาใดๆ  ทุกอย่างล้วนเป็นไปตาม พยานหลักฐาน ที่ปรากฎ

ยืนยันเป็นกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิสูจน์ความจริง เป็นสิ่งที่เป็นหลักสากล ไม่มีวิธีการใดเลยที่เป็นการ”ปิดปาก”อย่าที่ แอมเนสตี้ใช้คำนี้กล่าวหาทางการไทย

ขอเรียนว่า สังคมไทยเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีหลากหลายในความคิดเห็นทางการเมือง คนไทยทุกคนก็ยังได้รับการปฎิบัติในมาตรฐานเดียวกัน 

ส่วนผู้ที่กระทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการตามหลักนิติรัฐ เพื่อความสงบสุขของสังคมไทย

การเรียกร้องสิทธิตามบทบาทขององค์กรฯก็ว่ากันไป แต่ควรหลีกเลี่ยงการสร้างให้สังคมไทยเกิดการแบ่งฝ่าย และขอให้รับฟังกระแสสังคมไทยส่วนใหญ่ต่อประเด็นดังกล่าวด้วย เพื่อวางบทบาทขององค์กรในจุดที่พอเหมาะพอควรต่อไป

คสช.โต้แอมแนสตี้

คสช.ยัน เปล่าใช้คดี ปิดปาก”ธนาธร” 

โต้Amnestyฯยัน ใช้สิทธิ์ ตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ในการพิสูจน์ความจริง แก้ข้อกล่าวหา ยัน คนไทยทุกคน ได้รับการปฎิบัติในมาตรฐานเดียวกัน ยัน ดำเนินคดีตามเหตุแห่งพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

จากกรณี”แอมเนสตี้ฯ” ออกมาเรียกร้องในคดี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกฟ้องศาลทหาร  โดยระบุใช้กระบวนการยุติธรรม เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามการเมืองนั้น  

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า อาจเป็นความเข้าใจที่สับสน การดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย กติกาสังคม  ไม่น่าใช่การจะไปปิดหรือเปิดปากใคร เท่าที่เห็นการพูดแสดงความเห็นในเรื่องใดๆ ก็ยังทำได้ปกติ และด้วยลักษณะเฉพาะตัวของหลายๆบุคคล เชื่อว่าไม่มีปัจจัยไหน ที่จะไปบีบบังคับใครได้ 
     
การให้ความเห็นของบางองค์กรต่างประเทศ  อาจมีลักษณะเฉพาะตามธรรมเนียมองค์กร ที่ได้รับข้อมูลมาแบบจำกัด ไม่ต่างจากอดีต เชื่อคนส่วนใหญ่คุ้นชิน. 

“ยืนยันผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เช่นการใช้พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความจริง การแก้ข้อกล่าวหา. การใช้กลไลในกระบวนการสืบสวนสอบสวน การได้รับสิทธิคุ้มครองตามหลักกฎหมาย ไม่แตกต่างจากการดำเนินคดีของบุคคลอื่นๆในคดีอื่นๆ ในศาลเฉพาะทางอื่นๆ. เชื่อว่า จนท.ดำเนินคดีตามหลักกฎหมาย เคารพในสิทธิเสรีภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี “

ทั้งนี้ การดำเนินคดีเป็นไปตามเหตุแห่งพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท่านใดฝ่ายใด หากเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด. ก็เป็นเรื่องที่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามกระบวนการสากล

สำหรับการพิจารณาคดีในอำนาจของศาลทหาร อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผลการพิจารณาคดีที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏพบข้อกังขาใดๆ  ทุกอย่างล้วนเป็นไปตาม พยานหลักฐาน ที่ปรากฎ

ยืนยันเป็นกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิสูจน์ความจริง เป็นสิ่งที่เป็นหลักสากล ไม่มีวิธีการใดเลยที่เป็นการ”ปิดปาก”อย่าที่ แอมเนสตี้ใช้คำนี้กล่าวหาทางการไทย

ขอเรียนว่า สังคมไทยเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีหลากหลายในความคิดเห็นทางการเมือง คนไทยทุกคนก็ยังได้รับการปฎิบัติในมาตรฐานเดียวกัน 

ส่วนผู้ที่กระทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการตามหลักนิติรัฐ เพื่อความสงบสุขของสังคมไทย

การเรียกร้องสิทธิตามบทบาทขององค์กรฯก็ว่ากันไป แต่ควรหลีกเลี่ยงการสร้างให้สังคมไทยเกิดการแบ่งฝ่าย และขอให้รับฟังกระแสสังคมไทยส่วนใหญ่ต่อประเด็นดังกล่าวด้วย เพื่อวางบทบาทขององค์กรในจุดที่พอเหมาะพอควรต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562

โกัสสถานการณ์ป่วนลากเข้าทางตัน


ย่างเข้าเมษายนเดือนแห่งความร้อนแล้ง

โดยเฉพาะภาคเหนือกำลังวิกฤติหนัก จากหมอกควันพิษเกินมาตรฐานระดับสีแดงเพราะไฟป่า

ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนต้องเผชิญปัญหาสุขภาพ โรคระบบทางเดินหายใจ ในสถานการณ์ที่กระเทือนถึงธุรกิจท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ห้างร้านเงียบไม่มีคนเดิน แขกยกเลิกจองที่พัก

ผวาภาวะหมอกควันพิษอยู่ในระดับอันตราย

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางวิกฤติก็มีข่าวน่าชื่นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาหมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน

รวมทั้งทรงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนเสียสละ

วิกฤติควันพิษไฟป่าหน้าแล้งกำลังสร้างหายนะอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ

ในสถานการณ์ที่ควันไฟจากชนวนการเมืองก็ลุกโขมง ตามปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาคำราม “สัญญาณพิเศษ”

ปล่อยวาทะร้อน “ซ้ายจัดดัดจริต”

อย่าคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

พร้อมกันนั้น ผบ.ทบ.ยังเปิดคิวให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศประจำประเทศไทย ประกอบด้วย CNN, AFP, NHK, EPA, Japanese News Agency, ABC Australia, CNA Singapore ฯลฯ ประกาศจุดยืนกองทัพชัดให้รับรู้กันทั่วโลก

ยอมไม่ได้ให้คนไทยไปต่อสู้กันบนถนนอีก

ทุกคนต้องยอมรับกติกา คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ 9 พฤษภาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามควบคุมให้ทุกอย่างแฟร์

ส่วนจะแฟร์หรือไม่แฟร์อยู่ที่ตัวบุคคล เมื่อคนแพ้ไม่พอใจก็หาเรื่อง

เรื่องของเรื่อง โดยอาการ “เทกแอ็กชัน” แรงๆของจ่าฝูงกองทัพบกก็สอดคล้องต่อเนื่องกับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออก “สารนายกรัฐมนตรี” ขอให้ประชาชนร่วมใจกันปกป้องบ้านเมืองไม่ให้วุ่นวายอีก

ระบุชัด มีผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มใช้โซเชียลมีเดียบิดเบือนข้อเท็จจริง

และโดยจังหวะสถานการณ์ขยับออกตัวแรงๆของ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กแดง” มันก็โยงกันพอดีกับปรากฏการณ์ทางกระแสควันหลงจากการเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และแนวร่วมชิงแถลงจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

อ้างเสียงข้างมากเกินครึ่งสภา ภายหลังรู้ตัวเลข ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ

แต่ก็เป็นได้แค่ “รัฐบาลลม” เพราะตัวเลขไม่ชัวร์

นั่นก็ทำให้แรงกระแทกไหลไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นตำบลกระสุนตก โดนรุมถล่มหนัก สารพัดข้อหา ทั้งบกพร่อง ตุกติก จัดเลือกตั้งไม่โปร่งใส

ประกาศผลเลือกตั้งไม่ทันใจพวกที่รอลุ้นจับขั้วรัฐบาล

โดยเฉพาะสถานการณ์ปลุกกระแสถอดถอน กกต.ในโซเชียลมีเดียที่ล้อไปกับการเคลื่อนไหวขององค์กรนิสิตนักศึกษาหลายสถาบันที่เคลื่อนไหวออกแถลงการณ์กดดัน กกต.

เล่นกระแสข่าวกันวันต่อวัน ลามต่อกันเป็นโดมิโน

ทั้งๆที่ไม่รู้ว่ากระบวนการโละ กกต.จะทำอย่างไร ที่สำคัญจะพานให้เลือกตั้งติดล็อกหรือไม่

และนั่นก็เข้าเหลี่ยมการเมืองขั้วตรงข้าม คสช. ฝั่งของพรรคเพื่อไทยที่พยายามแห่กระแส ชิงความชอบธรรมในการพลิกขั้วอำนาจ ชิงจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับทีมหนุน “นายกฯลุงตู่”

ถ้าสู้ในเกมชิงตัวเลขไม่ได้ก็แห่ทุบ กกต. เพื่อลามถึงความ

ชอบธรรมของรัฐบาลพลังประชารัฐ

ภาพดูเหมือนกลุ่มอำนาจเก่าทีมดูไบ ได้โอกาสโหนนักศึกษารุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนมวลชนแทนแกนนำม็อบหน้าเก่าๆ ที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำ

สำนึกบาป ติดคุกเข็ดหลาบกันหมดแล้ว

แนวโน้ม “นายใหญ่” เลยเต็มใจมอบธงให้แกนนำรุ่นใหม่อย่าง “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า กับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นแกนขับเคลื่อนหลัก

แทนทีมคุมเกมมวลชนเก่าที่หมดกระแส ไม่เหลือสภาพการใช้งาน

สถานการณ์ค่อยๆชัดเจนขึ้นโดยอัตโนมัติ “ธนาธร–ปิยบุตร” คือหัวหอกฝ่ายต้าน คสช. ที่ “นายใหญ่” ถ่ายโอนสรรพกำลังในขุมข่ายพรรคเพื่อไทยให้เป็นแนวร่วมกองหนุน

ในห้วงที่เครือข่าย “ทักษิณ” โดนไล่ใกล้จนกระดานเต็มที

และนี่ก็เป็นเหตุที่ฝ่ายความมั่นคงต้องขยับ รับมือกับจุดเสี่ยงของคนไม่มีอะไรจะเสีย ไม่มีหลักประกัน อะไรที่ไม่คาดคิด เกมป่วนไร้ทิศทางยากต่อการคาดหมาย

ประกอบกับ “ทัศนคติอันตราย” ของ “ธนาธร” กับ “ปิยบุตร”

หลักฐานชุดความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะในหลายช็อตหลายเวทีของหัวหอกพรรคอนาคตใหม่ในอดีตหมาดๆ มันมีเหตุให้รัฐบาล กองทัพ ตลอดจนประชาชนคนรักสถาบันพากันหวาดระแวง

สงครามแฝงของพวกล้มล้างการปกครอง

ประวัติศาสตร์การเมือง ไหนจะพวกอ่อนไหวต่อข้อมูลบิดเบือนโซเชียลมีเดีย

เสพข้อมูลแค่ 2-3 บรรทัดแล้วเชื่อทันที

โดยเฉพาะในห้วงบรรยากาศพระราชพิธีสำคัญ ทุกอย่างควรอยู่โหมดสงบ เพื่อโชว์ความสวยงามให้ทั่วโลกได้เห็นความยิ่งใหญ่ของโบราณราชประเพณี วัฒนธรรม ที่ยาวนานของประเทศไทย

ในรอบเกือบ 70 ปี บางคนชั่วชีวิตอาจได้เห็นแค่ครั้งเดียว

สัญญาณแรงๆของ “บิ๊กแดง” ก็คือการปรามให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบชั่วคราว

เรื่องของเรื่อง โดยเงื่อนไขสถานการณ์ในทางยาวๆ มันก็ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงถึงขั้นล้มเกมคว่ำกระดาน ถ้า กกต.สามารถเคลียร์ปมที่สังคมกังขา ไม่ให้ลามเป็นความไม่เชื่อมั่นต่อองค์กร

เข้าทางพวกจ้องจุดชนวน “น้ำผึ้งหยดเดียว”

ลุกเป็นไฟวิกฤติความขัดแย้งของสังคมรอบใหม่

แบบที่ล่าสุด กกต.ได้จัดให้มีการนับคะแนนและ ลงคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่มีปัญหา

หรือที่นายประพันธ์ นัยโกวิท อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและอดีต กกต.ยืนยันภายหลังการหารือกับกรรมการที่ปรึกษากฎหมาย กกต. กรณีการคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 วรรคท้าย

หลักคิดของรัฐธรรมนูญมุ่งให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย

ในชั้นกรรมาธิการยกร่างกฎหมายลูกได้นำตารางการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาพิจารณา ดูหมดว่าถ้ากรณีไม่มีโอเว่อร์แฮงก์จะทำอย่างไร หรือมีโอเว่อร์แฮงก์จะคิดคำนวณอย่างไร หากต้องประกาศ ส.ส.ที่ร้อยละ 95 เพื่อให้เปิดประชุมสภาได้จะคิดอย่างไร จนเขียนออกมาเป็น มาตรา 128 และมาตรา 129

ตารางการคำนวณมีอยู่หมดแล้ว โดยมาตรา 128 ให้ กกต.เป็นผู้คิด

และมีอยู่ “สูตรเดียว” เท่านั้น ส่วนกรณี 12 พรรคเล็ก ที่ได้ปาร์ตี้ลิสต์พรรคละ 1 คน อยู่ในสูตรที่มีอยู่ในกรรมาธิการฯ และมีปรากฏมานานแล้ว

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยืนยัน กกต.หารือกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถูกแล้ว อำนาจการตัดสินอยู่ที่ กกต. ถ้าใครไปฟ้องศาล ศาลวินิจฉัยว่าเป็นอำนาจ กกต. ศาลก็จำหน่ายคดี

เป็นไปไม่ได้ที่มันจะตัน ปัญหาอยู่ที่เราคิดว่าเป็นทางออกที่คนเชื่อหรือไม่

สรุปถ้าทำใจเป็นกลาง ชั่งน้ำหนักข้อมูล ไม่ไหลตามเกมแห่ในโซเชียลฯ สถานการณ์มันจะไม่ลุกลาม

และตามรูปเกม โดยสถานการณ์จับขั้วจัดตั้งรัฐบาลก็พอจะมองเห็นภาพได้ ภายหลังฝั่งพรรคเพื่อไทยจับขั้วรวมเสียงได้แค่ “รัฐบาลลม” เพราะเสียงไม่ชัวร์

ระดับความชัวร์จึงไหลมาทางฝั่งพรรคพลังประชารัฐมากกว่า

ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้จากเสียงต้นทุน 250 ส.ว. ขอแค่อีก 126 เสียง ส.ส.ก็โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรีได้

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยึดแป้นนายกรัฐมนตรีได้ดุลอำนาจการเมืองก็จะเพิ่มตามสถานะ

จังหวะเอื้อกับสถานการณ์รวบรวมเสียงข้างมากในสภา โดยธรรมชาตินักการเมืองอาชีพใครก็อยากอยู่ฝั่งรัฐบาล แปะข้างฝาได้กับเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ ในปีกของ กปปส. พรรคเล็กๆเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน

หรือมองโลกแง่ร้ายสุด “ลุงตู่” ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถึงจังหวะยุบสภา

นั่นก็จะวัดใจนักเลือกตั้งอาชีพทุกยี่ห้อทุกป้อมค่าย ที่เพิ่งเหนื่อยรากเลือด เปลืองทุน เปลืองแรงกันมายังไม่ทันได้พักหายใจหายคอ จะต้องลงสนามกันใหม่

จับอาการว่าที่ ส.ส.เพื่อไทยที่ไม่ยอมลงชื่อในสัญญาลาออกถ้าขัดมติพรรค หรืออารมณ์ของลูกทีมอนาคตใหม่ที่รู้ดีว่าโอกาสถูกหวยเป็น ส.ส.ตามกระแสแค่รอบเดียว

แค่นี้ก็เดาทางได้ “งูเห่า” รอปากรู แทบไม่ต้องไล่ต้อน

ดูตามรูปการณ์ ตั้งสติมองทะลุฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย

มันก็ไม่ได้มีอะไรซีเรียสซักเท่าไหร่ ในเมื่อถึงจุดที่รู้ตัวเลขชัวร์ๆ กกต.ก็คือคนถืออำนาจ โดยมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวช่วยยืนยันเจตนารัฐธรรมนูญ

การจับขั้วตั้งรัฐบาลก็เดินหน้าได้ทันทีหลังพระราชพิธี

ตามคิวประกาศ ส.ส.ร้อยละ 95 เงื่อนไขสถานการณ์เข้าทางฝั่งพลังประชารัฐและแนวร่วมมากกว่า

โดยรูปการณ์ เมื่อมันยังมีทางออกโดยการเดินตามรัฐธรรมนูญอย่างชอบธรรม มีกฎหมายรองรับ ประเทศ

กำลังกลับเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

เว้นแต่พวกไม่ได้ผลอย่างใจ ไม่ยอมรับกติกา สร้างวาทกรรมเผด็จการโกง ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง

ป่วนกระดาน ลากเข้าทางตัน.

“ทีมการเมือง”



3 หมื่นคะแนนอาจได้ ส.ส. 'อนาคตใหม่' ปลิวไป 8 ที่นั่ง หลัง กกต.เปิดสูตรใช้แบบมีพรรคในสภา

'iLaw' เปิดความน่าจะเป็นของเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลัง กกต. เคาะสูตรคำนวณที่นั่งแบบมีพรรคการเมือง 27 พรรคในสภา พรรคเล็ก 3 หมื่นคะแนนอาจได้ ส.ส. 'อนาคตใหม่' ปลิวไป 8 ที่นั่ง?
5 เม.ย.2562 มติชนออนไลน์ รายงานว่า ศูนย์ฏิบัติการด้านการข่าวสำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีข้อสงสัยในการคำนวนจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าสำนักงานกกต.ได้นำวิธีการคำนวณจำนวนส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นวิธีที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 128-129 ประกอบกับเจตนารมณ์ของระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนมาเป็นแนวทางในการคำนวณจำนวนส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในครั้งนี้ ซึ่งสำนักงานกกต. ได้ปรึกษาหารือและนำเสนอกกต.แต่ละท่านทราบเป็นเบื้องต้นแล้ว โดยตลอดมากกต.แต่ละท่านมีข้อคิดเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 
ผลจากการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อโดยใช้ข้อมูลจากการประกาศผลการนับคะแนนของทุกเขตเลือกตั้งมาคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในเบื้องต้น มีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 25 พรรคการเมือง สำนักงานกกต.ชี้แจงว่า “เป็นเพียงการคำนวณโดยใช้ผลคะแนนรายเขตเลือกตั้งที่สำนักงานกกต.ได้แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้หากผลจากการที่กกต.ได้สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ผลคะแนนรวมของพรรคการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปจะต้องนำคะแนนที่ได้รับมาใหม่มาคำนวณด้วยวิธีการเดิมอีกครั้งหนึ่ง โดยการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จะดำเนินการได้เสร็จสมบูรณ์ครั้งแรกก็ต่อเมื่อกกต.ได้ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 95"ขณะที่ iLaw รายงานว่า สูตรการคำนวณดังกล่าวจะทำให้การเลือกตั้งในครั้งนี้มีพรรคการเมืองในสภาอย่างน้อย 27 พรรค และจะทำให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ‘ส.ส. 1 คนต่อประชาชน 71,065.2940 เสียง’ แต่กลับได้ที่นั่งไปโดยปริยาย ซึ่งมีทั้งสิ้น 11 พรรค เช่น ประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ในขณะเดียวกันทำให้จำนวนที่นั่ง ส.ส. บางพรรคลดลง เช่น พรรคอนาคตใหม่ ที่หากคำนวฯจำนวน ส.ส. ที่พึงได้จะอยู่ที่ 88 ที่นั่ง แต่ด้วยสูตรคำนวณที่ กกต. ใช้ ทำให้ พรรคอนาคตใหม่ได้แค่ 80 ที่นั่ง เท่านั้น
สำหรับวิธีการคำนวณที่นั่งแบบที่ กกต. จะใช้ มีขั้นตอน ดังนี้ 
ขั้นตอนที่ 1 นำคะแนนเสียงรวมของทุกพรรคการเมืองที่ส่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมาหารด้วย 500 ซึ่งเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาค่าเฉลี่ยคะแนนเสียง ต่อ ส.ส. 1 คน (รัฐธรรมนูญมาตรา 91 (1) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (1)) 
ขั้นตอนที่ 2 นำตัวเลข 'ค่าเฉลี่ยคะแนนเสียง ต่อ ส.ส. 1 คน' ไปหารคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับ ซึ่งตัวเลขที่ได้มา จะเรียกว่า "จำนวน ส.ส.พึงมี" (รัฐธรรมนูญมาตรา 91 (2) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (2)) 
ขั้นตอนที่ 3 นำจำนวน ส.ส. พึงมี ของแต่ละพรรค ลบด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละพรรคการเมืองได้ เพื่อหา จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น (รัฐธรรมนูญมาตรา 91 (3) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (3)) 
ขั้นตอนที่ 4 จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้นของทุกพรรคที่ส่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (พร้อมทศนิยมทั้ง 4 หลัก และไม่ตัดเอาเฉพาะพรรคที่ได้เสียงเกินค่าเฉลี่ยคะแนนเสียงต่อ ส.ส.หนึ่งคน หรือต้องได้เสียงอย่างน้อย 7.1 หมื่นเสียงออก) มาคำนวณที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
ทั้งนี้ ในกรณีที่มีจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคได้เกิน 150 คน (Overhang) ให้เทียบบัญญัติไตรยางค์ใหม่อีกครั้งและหากได้เศษทศนิยม ก็ให้ใช้จำนวนเต็มก่อน หากยังมีที่ว่างค่อยใช้เศษทศนิยมภายหลัง 

สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

สำนักงาน กกต.ยึดสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทุกคะแนนมีค่า คาดไม่ต่ำกว่า 25 พรรคได้ ส.ส. - แค่ 3 หมื่นกว่าเสียงอาจได้เข้าสภา
ศูนย์ปฏิบัติการด้านการข่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับข้อสงสัยในการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีวิธีการคำนวณอย่างไร 
(5/4/62)สำนักงาน กกต.ขอชี้แจงว่า สำนักงานฯ ได้นำวิธีการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 128-129 ประกอบกับเจตนารมณ์ของระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทุกคนมาเป็นแนวทางในการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในครั้งนี้
สำนักงาน กกต. ได้ปรึกษาหารือและนำเรียนกรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนทราบเป็นเบื้องต้นแล้ว โดยตลอดมากรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนมีข้อคิดเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ผลจากการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ข้อมูลจากการประกาศผลการนับคะแนนของทุกเขตเลือกตั้งมาคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในเบื้องต้น มีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 25 พรรคการเมือง
สำนักงานฯ ขอชี้แจงว่าเป็นเพียงการคำนวณโดยใช้ผลคะแนนรายเขตเลือกตั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 หลังจากนี้หากผลจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ผลคะแนนรวมของพรรคการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปจะต้องนำคะแนนที่ได้รับมาใหม่ มาคำนวณด้วยวิธีการเดิมอีกครั้งหนึ่ง โดยการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จะดำเนินการได้เสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 95
ทั้งนี้การคำนวณด้วยวิธีการและเเนวคิดดังกล่าว อาจส่งผลให้พรรคเล็กที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า 71,065 คะแนน ซึ่งเป็นเกณฑ์คะแนนของ ส.ส.พึงมีในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้รับเลือกเข้าสภา ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิชาการและนักการเมืองบางพรรคเห็นว่าไม่น่าจะถูกต้อง

สูตร รบ.?

หากประยุทธ์ถอย
250 สว. อยู่เฉยๆ หรือโหวตได้อย่างอิสระ
สูตรการจัดตั้งรัฐบาลจะเปลี่ยนไป
การเมืองระบบรัฐสภาก็สามารถเดินหน้าไปได้
สูตรที่ 1 ขั้วเพื่อไทย+ภูมิใจไทย+พรรคเล็กพรรคน้อย+สว.บางส่วน=376 เสียง
สูตรที่ 2 เพื่อไทย+พปชร.+พรรคเล็กพรรคน้อย+สว.บางส่วน=376 เสียง
สูตรที่ 3 ให้ พปชร+รปช.+ปปร.เป็นฝ่ายค้าน รัฐบาล=378 เสียง โหวตเป็นรัฐบาลได้โดยไม่อาศัยเสียง สว.