ผูกคอตาย! อธิบดีดีเอสไอ แจงผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ตหมื่นล. เสียชีวิตแล้ว




งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ได้แก่งบของกระทรวงกลาโหม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าฝ่ายค้าน วิจารณ์ว่ารัฐบาลทุ่มงบประมาณในด้านความมั่นคง แล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนฟื้นตัวได้อย่างไร
สอดคล้องกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่แสดงความเห็นว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในกรอบวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 80% ภาพที่ออกมาทำให้เห็นได้ว่า รัฐบาลจัดงบประมาณด้านเศรษฐกิจลดลง แต่จัดงบกลางรายการสำรองฉุกเฉินสูงกว่าปีที่ผ่านมา
“นักร้อง” เจ้าประจำที่ออกมาวิจารณ์เรื่องนี้อีกคนหนึ่ง ได้แก่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน โดยกล่าวว่า ที่นายกรัฐมนตรีอ้างว่างบทหารไม่ได้เพิ่มขึ้น ไม่เป็นความจริง เพราะงบกลาโหมมีเพียง 8.59 หมื่นล้านเมื่อปี 2549 แต่ปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 2.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 271% หรือเกือบ 3 เท่า
ใกล้เคียงกับข้อมูลของนักวิชาการต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารที่ระบุว่าใน 5 ปีที่ผ่านมา บรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งมาเลเซีย พม่า และกัมพูชา ต่างลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ แต่ประเทศไทยกลับเพิ่มงบการทหารถึง 17.5% นับแต่รัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา งบกลาโหมเพิ่มขึ้นกว่าพันล้านดอลลาร์
อาจถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ใน 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเต็มตัว รัฐบาลมีอำนาจที่จะใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไรก็ได้ ไม่มีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส เพราะรัฐบาลมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แต่หลังการเลือกตั้งเป็นต้นมา รัฐบาลจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น
ตัวอย่างของการตรวจสอบเรื่องหนึ่ง คือการที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง จากสหรัฐอเมริกา 37 คัน (แถมฟรี 23 คัน) มูลค่า 2,480 ล้านบาท และเฮลิคอปเตอร์ 31 ลำ 12,000 ล้านบาท
ผู้ร้องเห็นว่า ซื้อแพงกว่าซาอุดีอาระเบีย และถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศย่ำแย่ ทั้งยังโดนทั้งภัยแล้งและอุทกภัย อย่าลืมว่าขณะนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งและมีรัฐสภาแล้ว การใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่างๆที่มาจากภาษีประชาชน จะได้ถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส การใช้เงินทุกบาทต้องคุ้มค่า.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “การเมืองกับการที่ผู้พิพากษายิงตัวเอง” ใจความว่า ในที่สุดการยิงตัวเองของผู้พิพากษากลายเป็นการเมืองไปโดยสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายที่เห็นด้วยกับผู้พิพากษาดูเหมือนจะมีสมาชิกพรรคอนาคตใหม่เป็นหลัก ฝ่ายไม่เห็นด้วยมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ บางคนออกมาให้ข่าวว่าเป็นเพียงการจัดฉากยิงตัวเอง ความสนใจว่ามีการแทรกแซงคำพิพากษาจนผู้พิพากษาขาดความเป็นอิสระจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นหลักไปแล้ว ความคิดในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมหายไปแล้วโดยสิ้นเชิง
“ความยุติธรรมในประเทศนี้ยังเข้าถึงยาก ราคาแพงและใช้เวลานานมาก จนบางคนที่ชีวิตต้องจับพลัดจับผลูเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม ต้องแบกรับเอาความอยุติธรรมไว้แนบอกเพื่อแลกกับอิสรภาพ หากเราคิดทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมดการแก้ปัญหาที่ควรจะเป็นเกิดขึ้นไม่ได้ สุดท้ายประชาชนที่คลั่งไคล้การเมืองแบบไม่ลืมหูลืมตานั่นแหละจะตกเป็นเหยื่อ” นายนิพิฏฐ์กล่าว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุอีกว่าการที่ผู้พิพากษาคนหนึ่งเขาจะเชื่อหรือศรัทธาในพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมันเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเลือกตั้งคนหนึ่งเหมือนกัน เราจะไปขัดแย้งเรื่องนี้กันทำไม ตราบใดที่ดุลยพินิจในทางคดีของเขาไม่เอนเอียงไปทางพรรค การเมืองที่เขาสนับสนุนก็ไม่เห็นเป็นไร ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยหลายประเทศ ผู้นำประเทศเป็นคนเลือกผู้พิพากษาศาลสูงด้วยตนเองแต่ไม่เห็นมีเรื่องความลำเอียงในทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นอย่ามองว่าการที่ผู้พิพากษาพกปืนเข้าไปในศาลทำให้เจตนาเรื่องนี้ถูกลดความสำคัญไป เหมือนคนกำลังถูกไล่ยิงแล้วขับรถหนีฝ่าไฟแดง อย่าเพิ่งประณามเขาเรื่องฝ่าไฟแดงเลย ช่วยเขาเรื่องที่เขาถูกไล่ยิงก่อนดีกว่า
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังประชุม ครม.ถึงเรื่องเดียวกันว่า การตัดสินคดีเป็นเรื่องของศาล เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครสามารถไปแทรกแซงได้ เลขาธิการศาลยุติธรรมได้ชี้แจงแล้วว่า ไม่มีใครสามารถจะไปแทรกแซงกระ-บวนการของศาลได้ อันนี้เป็นเรื่องของศาล กระบวน การ ยุติธรรม ส่วนกรณีที่มีการแสดงความคิดเห็นในโซเชียล มีเดียเป็นเรื่องของโซเชียล วันนี้มีเยอะแยะอยู่แล้ว วิพากษ์วิจารณ์กันไปมาอยู่แล้ว แต่ตนยึดถือตามกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดทุกประการ
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้”
โดยถ้อยคำตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ที่แสดงถึงความเข้มขลังและพลังแห่งความเป็น “ราชอาณาจักร” อย่างที่สัมผัสได้ในอารมณ์ความรู้สึกของความเป็น “คนไทย”
ในยามปกติจะไม่มีการ “ล่วงล้ำ” แม้แต่ ส.ส.ปากกล้าในสภายังไม่มีการอภิปรายแตะต้องเลย
นั่นย่อมสะท้อนถึง “เหตุการณ์ไม่ปกติ”
กับปรากฏการณ์ “มาตรา 1 รัฐธรรมนูญ” กลายเป็น “ปมร้อน” ชนวนไฟการเมือง ผลสืบเนื่องจากการที่หัวขบวน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นำทีมเดินสายจัดเวทีเสวนา “พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” แห่กระแส “รื้อรัฐธรรมนูญ”
ในอารมณ์ “กลอนพาไป” บวก “ใจสั่งมา” บนเวทีพูดไหลลามถึงชนวนปัญหาไฟใต้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 กระตุกขบวนการ “แบ่งแยกดินแดน” หูผึ่ง
แต่ที่ไวกว่าก็คือหน่วยฝ่ายความมั่นคงที่ประกบติดความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว เฝ้าระวังแบบ “คำต่อคำ” นำมาซึ่งการที่ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รับมอบอำนาจจาก พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4
ดำเนินคดีกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พร้อมพวกรวม 12 คน ฐานยุยงปลุกปั่น เข้าข่ายคดีอาญามาตรา 116
จากที่เป็นฝ่ายรุกไล่ 7 พรรคฝ่ายค้านตกเป็น “จำเลยร่วม” ข้อหาหนักฉกาจฉกรรจ์ ตั้งหลักเปิดตำรารับมือกันแทบไม่ทัน ต้องแจ้งความกลับ “ตั้งการ์ด” ป้องปลายคางไว้ก่อน
และก็เหมือน “ขอนไม้” ลอยมาให้เกาะพอดิบพอดี ตามจังหวะที่พรรคอนาคตใหม่และเพื่อไทยรีบโหนกระแส “คืนคำตัดสินให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”
ทีมนักรบไซเบอร์ค่ายสีส้มระดมปั่นข้อมูลโลกมโนโซเชียลโยงเหตุ “ท่านเปา” ยิงตัวเองกลางศาลยะลา
“โคตรเซียนการตลาด” สามารถดึงจังหวะที่ฝ่ายค้าน “เพลี่ยงพล้ำ” กลับมาสู่จุด “เดิมพันอันตราย” เข้าล็อกเกมวัดใจ ปั่นอารมณ์ “มวลชน” ปะทะทหาร
โดยเงื่อนไขสถานการณ์ “เหลี่ยมเขี้ยว” การเมืองชิงกระแสมโนโซเชียล เทียบกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ยังห่างกันหลายช่วงตัวนัก
ต่อให้ผู้นำเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ไปขลุกอยู่ในออนไลน์ ก็ยากจะตาม “เกรียนคีย์บอร์ด” ทัน
มันจึงเป็นการฉลาดกว่า ถ้าสงครามนี้จะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมาย ตามเหลี่ยมที่ฝ่ายความมั่นคงล็อกทีมฝ่ายค้าน “ติดเงี่ยง” อาญามาตรา 116 ขยับตัวลำบาก
และก็ถือว่า “ถูกทาง” แล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ปรับยุทธศาสตร์ หันมากู้แต้มกู้เครดิตที่หายไปจากสไตล์ผู้นำหัวร้อน จุดเดือดต่ำ ตัดคะแนนภาวะผู้นำ ทำให้ “เรือเหล็ก” เป๋
ล่าสุดกับบท “เสี่ยสั่งลุย” ที่ “นายกฯลุงตู่” กดปุ่มปล่อยโปรโมชัน “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 หลังเฟสแรกทำเรตติ้งทะลุเป้า โกยแต้มให้รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐเป็นกอบเป็นกำ
ประชาชนพอใจ “กดไลค์” ทีมรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ “ขุนคลัง” นายอุตตม สาวนายน แม้แต่พวกที่ต่อต้าน บรรดา “เกรียนคีย์บอร์ด” เองก็เถอะ ด่าไปก็แอบโหลดแอปฯรับสิทธิ 1,000 บาท กันทั้งนั้น
มาตรการกระตุ้นปากท้องเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม แบบที่กระทรวงการคลังส่งทีมลงสำรวจพื้นที่จริง ทั้งร้านค้าและนักท่องเที่ยว ร่วมใช้จ่าย “ชิมช้อปใช้” กันคึกคัก
สวนทางโพลแบบ “ไทยแลนด์โอนลี่” ที่ทำกันถี่ยิบแบบรายวัน รายสัปดาห์
เอาเป็นว่าแค่ “ชิมช้อปใช้” ยังกระตุกเรตติ้งขนาดนี้ ไม่นับคิวรอ “ปล่อยของ” ที่ทีมนายสมคิดยังมีอยู่ในมือ ทั้งโครงการ “บ้านล้านหลัง” โปรเจกต์ “พลังงานชุมชน” ฯลฯ
“ลุงตู่” กับยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ยังตีกินแต้มได้อีกหลายช็อต
และที่รอตัดริบบิ้นก็คือเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ที่ปั้นให้เป็นผลงานโบแดง
โดยมีการตั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นคณะกรรมการฯขับเคลื่อนหลัก
แม้จะติดเหลี่ยมยึกๆยักๆ “เกมกวนน้ำ” เมกะโปรเจกต์รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน บีบเอกชนเร่งลงนาม แต่อีกทางก็เตะเจาะยางเขี่ยลูกเข้าเหลี่ยมยักษ์ก่อสร้างที่จ่อเสียบแทน
เทียบมาตรฐานความโปร่งใสยุครัฐบาล “ประยุทธ์ภาค 1” เป็นเครื่องหมายคำถามไปถึง “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กำกับกระทรวงคมนาคม
กระแสสื่อกระตุกสังคมจับตาตัวถ่วงอีอีซี
ต่างจากบทพระเอกที่ “หมอหนู” ขี่กระแสสื่อ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ตามขย่ม “มหาภัยพาราควอต” ต้อนทีมประชาธิปัตย์เข้ามุมอับ กดดัน “เสี่ยต่อ” นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ออกอาการอึกๆอักๆ ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็น สถานการณ์แบบที่สื่อเอ็นจีโอพาดหัว
“พาราควอต” ฆ่าแมลงสาบตายยกรัง.
ทีมข่าวการเมือง
ไม่ใช่ “สายเอนฯ” ให้รัฐบาล เจ้าของฉายา “สวยแต่เจ็บ” อย่าง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย รับงานคิวนี้แบบจัดเต็ม ล่าสุดเปิดบิ๊กอีเวนต์ทุกวันพุธ “คุยกันหน่อย”
ระดมทีมหางเครื่องวีไอพี ตั้งโต๊ะตลาดนัดกลางคืน ไลฟ์สดถล่มรัฐบาลเป็นชุด ทั้งมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ทั้งคิวแก้รัฐธรรมนูญ ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เพิ่งปฏิเสธไม่รับเป็นดรัมเมเยอร์ ควงคทา ถือธงนำแก้กติกาใหญ่
ค่อยสมราคาแม่ทัพหญิงแกร่งขั้วฝ่ายค้าน รสชาติกลมกล่อมเหมือนขนมเปี๊ยะแบรนด์แม่มดที่เจ๊โปรดปราน
เมื่อจับทีท่า น่าจะถึงเวลาเร่งเครื่องก่อนศึกใหญ่ โปรแกรมหน้าที่จะมาถึง ส่อแววเดือด ทั้งคิวถกงบฯวันที่ 17 ต.ค. เปิดสภาฯ พ.ย. นำร่องด้วยญัตติตั้งคณะ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ต่อด้วยที่ล็อกเป้า
จองกฐินล่วงหน้าก่อนหมดปีพลาดโควตา กับรายการใหญ่ซักฟอกรัฐบาล
ตรวจจับฝุ่นควันขนาดจิ๋ว พีเอ็ม–ไพรม์มินิสเตอร์อย่าง “บิ๊กตู่” รู้ดี เป็นเป้าล่อแน่
ยิ่งถ้าประเมินทีท่า ตรวจแถวแล้ว ฝ่ายค้านแปรรูปขบวนมาแน่นปึ้กขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่แท็กทีมกันจัดอีเวนต์ตามหัวเมือง ในนามฝ่ายค้านสัญจร ตะลอนพบประชาชน ค่อยๆสุมฟืนก่อไฟ เลี้ยงเชื้อให้เพลิงลุกโชนตรงเวลาพีก
ขมวดปมยามนี้มี 2 ประเด็นหลัก วางคอนเซปต์มุ่งปมรัฐธรรมนูญ และเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง
ส่วนคิวขยายแผล มีมวยไฟเตอร์อย่างค่ายเสรีรวมไทย จัดใหญ่กันอยู่
คิวแรกที่แบ่งงานให้เป็นหัวจักรนำร่อง กับการเดินสายรณรงค์ปลุกกระแสแก้รัฐธรรมนูญ โดยทีมสีส้ม พรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะเรื่องแหลมๆชวนเสียว ค่ายไม่กลัวร้อนจุดพลุนำร่องเป็นระยะๆ
โดยมีกองหนุนชั้นดี อย่างพรรคประชาชาติ ที่วันนี้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา–พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เป็นคีย์แมนที่โชว์ฟอร์มได้ดี ทั้งบี้ปมถวายสัตย์ฯ ลากเข้าแง่ “จริยธรรม” มาจนถึงคิวแก้รัฐธรรมนูญ
2 ขุนศึกประชาชาติ โดยเฉพาะอดีตประธานสภาฯ “วันนอร์” เบิ้ลเครื่องแรง
แน่นอน รายการนี้ถึงที่สุดตามเงื่อนไขกติการัฐธรรมนูญ หากเป้าไปถึงขั้นโละรื้อทั้งฉบับ น่าจะยังเป็นเรื่องยาก อ่านสัญญาณจากผู้นำที่ไม่รับลูก แน่นอนองค์ประกอบสำคัญอย่างเสียง ส.ว.ก็คงไม่แหกโผ
แต่คิวนี้ก็เป็นการกรีดแผลไว้รอให้ติดเชื้อ
ในอีกประเด็นที่วางเป้าไว้คือ ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปากท้องของชาวบ้าน ขั้วฝ่ายค้านเริ่มดาหน้ากันมาเป็นแผง ประเมินจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โยงภาวะเศรษฐกิจโลก
กราฟตัวเลขต่างๆยากจะผงกหัวในเร็ววัน
โอกาสดีนาทีทองของฝ่ายค้าน ที่วันนี้แม้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล กระทรวงการคลัง จะพยายามเปิดมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย การบริโภคของประชาชน เพื่อติดเครื่องยนต์ที่ยังพอมีแรงหมุน เป็นการอัดฉีดระบบเศรษฐกิจฐานราก คู่ขนานกับการเร่งสปีดการลงทุนภาครัฐ ในเมกะโปรเจกต์ รถไฟ รถไฟฟ้า ถนนหนทาง ฯลฯ
ขั้วฝ่ายค้านก็อ่านทางได้ ไม่ปล่อยฟรีให้ “ประชารัฐ” โดย “ลุงตู่” มาแทน “ประชานิยม” ของ “นายใหญ่”
ทั้งตัวขายค่ายสีส้ม กดแต้มคะแนนมาตรการชิมช้อปใช้ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดิน วิพากษ์วิจารณ์ถึงผลลัพธ์การแจกเงินแบบไม่ให้ราคา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่จิ๊บจ๊อย
แล้วก็เรียกว่า ขยับโดยพร้อมเพรียง นอกจากมือเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่มีอยู่แต่หาตัวยาก จน “เจ้าแม่ กทม.” ต้องอาศัยตัวช่วยพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งล่าสุดได้อดีตขุนศึกขุนพล มาเป็นตัวช่วย
การกลับมาของมวยหมัดหนักอย่าง “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรัฐมนตรีตัวหลักเครือข่ายเพื่อไทย เสริมกับมวยหมัดแย็บ บ็อกเซอร์เจ้าเก่า “พิชัย นริพทะพันธุ์”
หรือแม้แต่ “ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ” อดีตกุนซือทีมเศรษฐกิจในไทยรักไทย ที่กลับมาเป็นตัวจี๊ด ไล่สวนหมัด โพสต์ป้องทีมอนาคตใหม่ สวนหมัดทีมกระทรวงการคลัง ในปม “ใช้สมองส่วนไหนคิด” ตั้งคำถาม “โครงการอะไรยุ่งยาก เงิน 1 พัน ต้องรีบเที่ยวใช้เงินใน 14 วัน”
ในจังหวะที่ต้องวัดกัน ขั้วฝ่ายค้าน–รัฐบาล ในปมเศรษฐกิจ และคิวรื้อรัฐธรรมนูญ
เศรษฐกิจ–ประชาธิปไตย ปากท้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่สำคัญเหมือนๆกัน
อยู่ที่ชาวบ้านจะเลือกมุมไหน.
ทีมข่าวการเมือง
7 พรรคขยายปมถวายสัตย์ ‘บิ๊กตู่’ ทำตีมึน-เอกสารลับ อ้างความมั่นคง-เผยไม่ได้
7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมขยายผลซักฟอกปมถวายสัตย์ฯ “วันนอร์” จ่อล่าชื่อส.ส.ไม่น้อยกว่า 151 คน ส่ง ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกาสอบจริยธรรม “ประยุทธ์” “เจ๊หน่อย” สวดยับทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ “เทพไท” ยังให้คะแนนรัฐบาลสอบตก ส่วน “ชวน-ปิยบุตร” เต็มสิบ “วิษณุ” โทษฝ่ายค้านเอาแต่ตัดบท หลังพิงฝายึดความเห็นศาล รธน.แน่น “บิ๊กตู่” ตีมึนไม่ตอบเอกสารลับ “ขบวนการทำลายประเทศ” โฆษกฯแจงไม่เจตนาโชว์สื่อพท.จัดครบรอบ 13 ปี ฉะรัฐประหารตัวการทำลายชาติ“สุดารัตน์” ตอกหงาย “ความมั่นคงรัฐคือชาติไม่ใช่รัฐบาล”ไล่ไปทำความเข้าใจใหม่ โฆษก พท.หนุนเทรนด์ฮิต #ประยุทธ์ออกไป ปูด ส.ส.อีสานทำตัวนกสองหัว
ผลพวงจากการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมนำไปขยายผลต่อ โดยส่งให้ประธานสภาฯส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาส่งต่อให้ศาลฎีกาไต่สวนปมการถวายสัตย์ฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เข้าข่ายฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. พรรคเพื่อไทย จัดรายการพิเศษ “13 ปีรัฐประหาร ประชาชนได้อะไร” ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ และยูทูบ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาวิกฤติประเทศที่มาจากการทำรัฐประหารตลอด 13 ปี ทำลายความเข้มแข็งของระบบการเมืองให้อ่อนแอลง จากการฉีกรัฐธรรมนูญและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและไม่ต่อเนื่อง ทำลายความเข้มแข็งและความมั่งคั่งของประเทศในทุกด้าน ทั้งด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ การรัฐประหาร 13 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยแตกแยกกันมากขึ้น กำลังซื้อหลักของประเทศคือรากหญ้า ค่อยๆตายลงไป มีแต่หนี้สิน โรงงานต่างๆปิดตัวลง
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า 13 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบสองรัฐบาล คือรัฐบาลที่ได้อำนาจจากประชาชน กับรัฐบาลที่ยึดอำนาจมา สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2543 เป็นรัฐบาลที่คำนึงถึงประชาชน ใช้นโยบายเป็นตัวนำ รัฐบาลมีศักยภาพในการนำทรัพยากรในสังคมมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มาด้วยการยึดอำนาจในปัจจุบัน มีอำนาจแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การรัฐประหารทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวรายได้ภาคครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐไม่มีวินัย ถ้าในทางการแพทย์คือสัญญาณชีพคนไข้แย่แล้ว เหลืออย่างเดียวบอกญาติให้ไปจองวัดจองศาลาได้เลย ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ประชาชนได้รัฐบาลชุดนี้ทุกครั้ง เพราะมี ส.ว. 250 คนอยู่
ต่อมาคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขอชื่นชมการทำงานของ ส.ส. ฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่เต็มที่ แต่เสียดายที่นายกฯไม่ใช้เวทีสภาฯหาทางออกร่วมกันต่อสิ่งที่นายกฯกระทำผิดรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่กลัวสภาฯแล้วทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเขียนด้วย คสช. เมื่อสืบทอดอำนาจได้แล้วก็ไม่สนใจทำตามรัฐธรรมนูญที่เขียนมาเอง ทำให้เห็นชัดเจนว่านายกฯเลือกจะไม่จบปัญหานี้เอง ภายภาคหน้าไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจไม่โชคดีมีองค์กรอิสระอุ้มแบบวันนี้
เมื่อถามถึงแนวทางที่ฝ่ายค้านจะดำเนินการกับ พล.อ.ประยุทธ์หลังจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ แม้นายกฯและ ครม.ทำเหมือนมีสิทธิและอำนาจพิเศษ ส่วนกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ เสนอให้ร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อนั้น ฝ่ายค้านจะดำเนินการภายในกรอบรัฐธรรมนูญ ถ้าทำได้ก็จะทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน ฝ่ายกฎหมายของแต่ละพรรคกำลังหารือกัน คงทราบผลเร็วๆนี้ ส่วนกรณีที่นายกฯหยิบหนังสือโครงข่ายขบวนการทำร้ายประเทศไทย มาดูระหว่างประชุมสภาฯ จะมีนัยอะไรหรือไม่นั้น เราไม่ทราบ แต่ต้องบอกว่าทุกคนรักชาติรักแผ่นดิน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันหลัก นั่นคือหน้าที่ของพรรคการเมือง แต่นายกฯอาจเข้าใจผิดมาตลอด รัฐคือชาติ ส่วนรัฐบาลคือคณะหนึ่งที่มาทำงานแทนประชาชน และขณะนี้ต้องถูกตรวจสอบ ต้องถูกถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตย แต่เวลามีใครพูดติติงรัฐบาล นายกฯกำลังจะบอกว่านี่คือการทำลายชาติ อยากให้ไปทำความเข้าใจใหม่
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านเตรียมตัวอภิปรายพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่คาดว่าจะเปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญช่วงเดือน ต.ค. ถือเป็นภารกิจสำคัญของ 7 พรรคฝ่ายค้าน และเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ ฝ่ายค้านจะประชุมหารือเพื่อกำหนดและวางแผนการตรวจสอบ ให้การบริหารงบประมาณ เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดกับประชาชน และช่วงที่ปิดสมัยประชุมอยู่นี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกภาคจะลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ จ.อุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง ที่ประสบปัญหาอุทกภัย วันที่ 20 ก.ย. แกนนำระดับผู้ใหญ่ของพรรคจะเดินทางลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เกิดกระแสทวิตเตอร์จัดอันดับเทรนด์ฮิตในไทย “#ประยุทธ์ออกไป” พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 1 นับว่าไม่เหนือความคาดหมาย เพราะมาฮิตในวันที่มีการประชุมสภาฯ ประชาชนที่ติดตามการประชุมอาจตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการมีนายกฯที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงตั้งคำถามถึงการให้ความเคารพ ให้เกียรติสภาฯของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีหรือไม่ การนั่งนิ่งเฉย สวมบทเตมีย์ใบ้ จ่าเฉย ไม่ยอมตอบประเด็นกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน และตอบไม่ตรงคำถามลักษณะ “ไปไหนมา สามวาสองศอก” พล.อ.ประยุทธ์อยากฟังการอภิปรายแค่ไหน อยากลุกตอนไหน อยากกลับเมื่อไหร่ก็ทำตามอำเภอใจ เหมือนไม่เคารพไม่ให้เกียรติสภาฯ แต่ยังมีพวกหางเครื่องออกมาแสดงความชื่นชม หากยังคงมาตรฐานการทำงานระดับนี้ “#ประยุทธ์ออกไป” จะขึ้นอันดับ 1 อีกหลายครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เริ่มมีปัญหาคลื่นใต้น้ำจาก ส.ส.หลายกลุ่มส่วนใหญ่เป็นภาคอีสาน ที่มองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการ บริหารจัดการของพรรค ล่าสุดคือการจัดสรรเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ ส.ส.หลายคนมองว่าตัวเองน่าจะมีโอกาสแต่ต้องพลาดหวัง โดยผู้ใหญ่ของพรรคไม่สามารถให้เหตุผลได้ชัดเจน จึงเกิดกรณีการโหวตล้มตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการดำเนินการโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และไม่กี่วันมานี้มี ส.ส.อีสานหลายคนไปร่วมทานข้าวกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐที่โรงแรมแห่งหนึ่งก่อนการอภิปรายเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน หากพรรคเพื่อไทยไม่ปรับเปลี่ยนการบริหารใหม่ ความขัดแย้งในพรรคอาจสูงขึ้น
นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเป็นคนชักชวนเพื่อน ส.ส.อีสานไปกินข้าวกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร พรรคพลังประชารัฐ จนทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่พอใจว่า พอจะรู้ว่าใครเป็นคนให้ข่าว ต้องการอยากฆ่าพวกเดียวกันเองหรือไม่ ทั้งที่เราอยู่พรรคเดียวกันแท้ๆ คงไม่มีเวลาไปทะเลาะ ใครจะทะเลาะกับใครก็ทะเลาะกันไปไม่ขอไปยุ่งด้วย เรื่องนี้กลุ่ม ส.ส.ก็ไม่ได้ถูกภาคทัณฑ์ลงโทษจากแกนนำพรรคอย่างที่กระแสข่าวระบุ “วันนี้กลุ่ม ส.ส.ร้อยเอ็ด และ ส.ส.อีสาน ยังเหนียวแน่น ยอมรับผมกับนายสมศักดิ์รู้จักกันมานานตั้งแต่พรรคกิจสังคม แต่ไม่เคยได้รับการติดต่อทาบทามให้ไปร่วมงานการเมืองด้วย อยากให้ย้อนไปดูตอนโหวต ผมและเพื่อน ส.ส.เคยแหกโผพรรค ไปโหวตช่วยทางโน้นหรือไม่ ก็ไม่มี เรื่องนี้ไม่เข้าใจเจตนาลึกๆของคนให้ข่าวจริงๆ”
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือกันเร็วๆนี้เพื่อขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเข้าชื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไป ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกาไต่สวนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 การเข้าชื่อดังกล่าวต้องใช้เสียง ส.ส.เกิน 151 รายชื่อ ขณะที่การเขียนสำนวนเพื่อยื่นต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่นั้นต้องหารือกันอีกครั้ง แม้ในการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา นายกฯจะไม่ชี้แจงประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตน แต่รายละเอียดสามารถนำเนื้อหาเขียนเป็นสำนวนได้ เพราะนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงรายละเอียดที่สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งรายละเอียดดังกล่าวมีความชัดเจนคือ การกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ถือว่าจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายประพฤติขัดจริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองชัดเจน เรื่องนี้สามารถเข้าชื่อยื่นเรื่องได้ แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯก็ตาม
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวในงานเสวนา “ยุทธศาสตร์ชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในศตวรรษที่ 21” จัดโดยนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ว่า ทุกประเทศควรมียุทธศาสตร์ แต่ไม่ใช่ใช้ยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือจัดการฝั่งตรงข้าม ก่อนอื่นต้องให้คนรุ่นใหม่คิดและตัดสินกันว่าทิศทางประเทศในปัจจุบันมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้องหรือไม่ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์มากว่า 5 ปี ทำประเทศเดินหน้าหรือถอยหลัง เพราะชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ชาติที่สร้างขึ้นมามีจุดประสงค์เพื่อจัดการฝั่งตรงข้าม ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติจะเขียนให้เลิศหรูอย่างไรก็ได้ แต่ผู้นำต้องมีความสามารถทำให้คนเชื่อได้ว่าประเทศกำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น ผู้นำของสิงคโปร์ ที่ทั้งฉลาดและเก่ง ต่างกับผู้นำของไทยขณะนี้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ดูบรรยากาศการอภิปรายเป็นไปด้วยดี ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมือง ส่วนที่ฝ่ายค้านยังติดใจอยู่เป็นเรื่องธรรมดา ความจริงมันชัดเจนได้ถ้าฝ่ายค้านไม่ตัดบทการชี้แจงของรัฐบาลก่อน เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านอาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวิษณุตอบว่า ก็แล้วแต่เขา ไม่อยากพูดอะไรเดี๋ยวจะมองว่าชี้นำอีก ถือว่าทำในส่วนของรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนตัวรู้สึกพอใจเพราะอย่างน้อยได้โฆษณาหนังสือของตัวเอง ส่วนที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายทำนองว่าตนพยายามดึงฟ้าต่ำนั้น ไม่มีอะไรชี้แจง
เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ นอกจากผิดรัฐธรรมนูญแล้ว ยังผิด พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม สมาชิกรัฐสภาหนึ่งในห้าเข้าชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาส่งไปยัง ป.ป.ช. เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ นายวิษณุตอบว่า บอกไปแล้วว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวใช้กับข้าราชการ ส่วนนักการเมืองมีอีกฉบับหนึ่ง ไม่อยากไปตอบว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นช่องทางก็ไม่มีปัญหา แต่ขอวงเล็บไว้นิดเดียวว่ายื่นผ่าน ป.ป.ช.นั้น ป.ป.ช.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ ไม่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าคิดว่าช่องทางนี้ไปได้ รัฐบาลไม่ได้ติดใจอะไร ส่วนประเด็นที่มาของรายได้ที่จะนำไปใช้ในโครงการต่างๆนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 142 ระบุไว้ว่า พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายต้องแสดงที่มาของรายได้ ตรงนี้จะนำเข้ามาพิจารณาในเดือนหน้าต้องมาแสดงรายละเอียดกัน เพราะในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ไม่สามารถไปลงรายละเอียดอะไรได้
นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวกรณีเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในการดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช. ว่า คงทำให้นายกฯทำงานได้สบายใจขึ้น รัฐบาลพยายามชี้แจงมาหลายครั้งว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ชาวบ้านทั่วไปอาจรู้สึกว่าเป็น เพราะรับเงินเดือน มีอำนาจ นิยามคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้เป็นอย่างนั้น คือไม่ใช่ตำแหน่งประจำ อยู่ชั่วคราว มีเงินเดือนก็จริงแต่อำนาจพิเศษไม่เหมือนอำนาจตามกฎหมาย ตั้งมาจากไหนไม่รู้ พ้นจากอำนาจเมื่อไหร่ไม่รู้ อะไรต่ออะไรพิสดารหน่อย เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน และได้ระบุประโยคนี้ไว้ด้วย พวกตนอธิบายมาตั้งแต่แรกแล้วแต่พูดไปก็หาว่าชี้นำ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเอกสาร “โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ” ว่า “ไม่ได้ให้ใคร” เมื่อถามย้ำว่า หน่วยงานใดส่งมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที ต่อมาที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ผู้สื่อข่าวพยายามซักถามเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงปฏิเสธที่จะตอบ เพียงกล่าวว่า “อยากรู้เหรอ เธออยู่ในรายชื่อนั้นหรือเปล่าใช่ไหม” เมื่อถามย้ำว่าเอกสารดังกล่าวเกี่ยวโยงกับกลุ่มนักการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เอกสารลับก็คือเอกสารลับจะมาเผยแพร่ได้อย่างไร
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเรื่องความมั่นคง บอกรายละเอียดไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทราบเพียงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารชั้นความลับ ไม่มีการเปิดเผย ฝ่ายความมั่นคงเสนอมาให้นายกฯ ไม่ได้เห็นรายละเอียดเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไร แต่คิดว่านายกฯไม่มีเจตนาจะให้ปรากฏภาพเอกสารดังกล่าวออกมา คงเพราะการเตรียมเอกสารจำนวนมากคงมีเอกสารดังกล่าวติดเข้าไปด้วย และนายกฯไม่ทราบว่าจะมีช่างภาพมาถ่ายรูปท่าน อย่างไรก็ตามนายกฯฝากไปถึงนักการเมืองทุกพรรคว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ขอให้ ส.ส.ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ส่วนฝ่ายค้านที่เตรียมจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายกฯไม่มีความกังวลอะไร ฝากแจ้งทุกฝ่ายว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนควรนำความสามารถและสรรพกำลังที่มี มาร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ดีกว่าจะปักหลักอยู่กับประเด็นเดิมๆ อยากให้ทุกคนมาร่วมกันทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรก
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเตรียมเข้าชื่อ 1 ใน 5 ส่งเรื่องต่อประธานสภาฯ ขอให้ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ว่า ยังไม่ได้รับเรื่อง ทั้งหมดเป็นไปตามครรลองรัฐธรรมนูญได้ยินจาก ส.ส.บางคนว่าจะมีการยื่นสอบจริยธรรมนายกฯ แต่ต้องพิจารณากระบวนการว่าอ้างอิงกฎหมายใด หากเป็นไปตามกฎหมายยินดีพิจารณา ถ้าเรายึดและเดินตามประชาธิปไตยไม่มีอะไรน่าห่วงใย และสามารถดึงสภาฯให้กลับมาเป็นที่ยอมรับ ส่วนการอภิปรายที่ผ่านมารู้สึกว่าสมาชิกให้ความร่วมมือมากขึ้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหากต้องการให้สภาฯมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับเหมือนประเทศอื่น เป็นสภาฯในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ถ้าจะให้คะแนนการอภิปรายครั้งนี้ 1.ประธานฯ ได้เต็ม 10 เพราะควบคุมการอภิปรายได้ดีเยี่ยมไม่มีการตีรวน 2.ผู้อภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนสูงสุดเต็ม 10 เพราะเตรียมข้อมูลมาดี อ้างอิงข้อมูลได้ชัดเจน อภิปรายรัดกุม ตั้งคำถามตรงประเด็น รองลงไปคือนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่เปรียบเทียบพฤติกรรมนายกฯได้เห็นภาพชัด ส่วนคนอื่นๆได้ระดับปานกลาง 3.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบประเด็นข้อซักถามเรื่องการถวายสัตย์ฯ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ชี้แจงแทน ก็ตอบแบบขี่ม้าเลียบค่าย ไม่ตรงประเด็น เปรียบเป็นนักเรียนที่ให้เพื่อนทำข้อสอบแทน ลักษณะเช่นนี้ควรปรับตกไม่ควรได้คะแนน ทำให้การอภิปรายครั้งนี้เป็นได้แค่พิธีกรรมทางการเมือง สังคมไม่ได้ข้อเท็จจริงในสิ่งที่ค้างคาใจ
อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า วันที่ 20 ก.ย.นี้ จะไปยื่นเรื่องให้ กกตต.ตรวจสอบ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ กรณีขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง ส.ส. เนื่องจากถือครองหุ้นกิจการสื่อสารมวลชน เพราะได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท 3 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท โกล เบิล ทราเวิล เอเจนซี จำกัด ลงวันที่ 5 เม.ย.62 2.บริษัท สิทธิอาโป จำกัด ลงวันที่ 18 เม.ย.62 3.บริษัท ธรรมนัส พัทยา การ์ด (2009) จำกัด ลงวันที่ 24 เม.ย.62 โดยทั้ง 3 บริษัท มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการบริการจัดเก็บรวบรวม จัดทำจัดพิมพ์ และเผยแพร่สถิติ ข้อมูลเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงิน การตลาด รวมทั้งวิเคราะห์ และประเมินผลธุรกิจ เข้าข่ายข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ห้าม ส.ส.เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ
เวลา 09.00 น. ที่ห้องสีงาช้าง ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับนายซ่ง เทา รมว.วิเทศสัมพันธ์ ภายใต้คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอบคุณจีนที่ให้ความสำคัญในความสัมพันธ์ทุกระดับ ยินดีที่ปีนี้ครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน และในโอกาสเดียวกันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จร่วมพิธีทูลเกล้าฯถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รัฐมิตราภรณ์ ที่นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีจีน จะทูลเกล้าฯถวาย ขณะที่นายซ่งกล่าวว่า ชื่นชมการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พัฒนาอย่างก้าวหน้า ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะทูลเกล้าฯถวายมีผู้ได้รับเพียง 6 คนจากทั่วโลก จากนั้นนายซ่ง เทา ได้มอบแผ่นป้ายภาษาจีน “เหอจั้วก้งอิ๋ง” แปลว่า “ความร่วมมือที่ให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย” แก่นายกฯ
วันเดียวกันเวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาฯ แกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง หรือ คนส. ร่วมกับตัวแทนกลุ่มเครือข่ายภาควิชาการ นักศึกษา และภาคประชาชน รวม 28 กลุ่ม แถลงเปิดตัวคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) พร้อมประกาศผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ ที่สร้างความฮือฮาคือกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการราชภัฏราชมงคลเพื่อพลเมือง ร่วมเปิดตัวเป็นครั้งแรก นายอนุสรณ์กล่าวว่า พันธกิจ ครช.จะสร้างความเข้าใจและกระตุ้นเจตจำนงคนในสังคม นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมติมหาชน ด้านนายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นต้นตอความขัดแย้ง จึงออกมารวมกลุ่มเพื่อหาวิธีทำอย่างไรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับก้าวหน้าที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จุดที่สำคัญที่สุดที่มองไว้คือต้องลดอำนาจ ส.ว.
ต่อมา เวลา 12.30 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ในประเด็นการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนว่า ตนเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมเพราะอาจเป็นนายกฯครั้งแรกในระบบรัฐสภา ก็อยากให้อดทน
กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวคถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ นอกจากผิดรัฐธรรมนูญแล้ว ยังผิดพ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 ด้วย ซึ่งในมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ก.ม.จ.) ซึ่งนายกฯเป็นประธานโดยตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม
ตนไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทราบหรือไม่ว่า ท่านเป็นถึงประธาน ก.ม.จ. ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมผู้อื่น รวมไปถึงองค์กรกลางอื่นๆด้วย แต่กลับเป็นผู้กระผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเสียเอง ตนอยากถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วประเทศนี้จะอยู่อย่างไร
ผมกำลังหวั่นวิตกว่ามาตรฐานจริยธรรมที่ท่านสั่งออกมาเพื่อทิ่มแทงฝ่ายการเมือง หวังจะเอาไว้ฟันพวกผมนั้น แต่ไม่รู้ว่า ท่านทำกรรมอะไรไว้ เพราะดาบที่ท่านยื่นมาจะสนองกลับไปในเร็ววันนี้ โดยในระเบียบของศาลฎีกา เปิดช่องไว้ให้สมาชิกรัฐสภา จำนวน 1 ใน 5 ของรัฐสภาเข้ายื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้
เหมือนกับคดีทุจริต ซึ่งผมบอกไว้เลยว่า คำร้องนี้จะถึงท่านประธานในเร็ววันนี้แน่นอน และหากคำร้องดังกล่าวถึงมือศาลฎีการับไว้พิจารณาเมื่อไหร่ นายกฯ และอาจรวมไปถึงครม.จะต้องยุติปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาด้วย“ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ดังนั้นก่อนที่จะไปถึงวันนั้น ตนอยากช่วย ด้วยการแนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกเลยวันนี้ เพราะการลาออก ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะเป็นนายกฯต่อไม่ได้ เพราะเมื่อลาออก สภายังสามารถโหวตเลือกท่านกลับมาใหม่ได้ แม้พวกตน ส.ส.ฝ่ายค้าน จะไม่ลงคะแนนให้ หรือรัฐบาลจะเสียงปริ่มน้ำยังไง ท่านก็ยังมี 250 ส.ว.โหวตให้ท่านมาใหม่ได้
เป็นการลาออกเพื่อโละสิ่งพะรุงพะรังที่จะเสี่ยงผิดกฎหมายได้ ต่อไปในอนาคตเมื่อท่านกลับมาก็แต่งตั้งครม.ชุดเดิมได้ ส่วนคนที่มีปัญหาก็ตัดทิ้ง ก่อนที่จะนำครม.ไปถวายสัตย์ปฏิญาณตนให้ครบถ้วนถูกต้องจะเป็นทางออกดีที่สุด