PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562

#กลัวที่ไหน : วีรพงษ์ รามางกูร

#กลัวที่ไหน : วีรพงษ์ รามางกูร




#กลัวที่ไหน : โดย วีรพงษ์ รามางกูร
การชุมนุมที่หน้าหอศิลป์ สยามสแควร์ และบน Sky Walk ที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นที่ชุมนุมทางการเมืองเหมือนกับที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและที่ท้องสนามหลวงไปแล้ว

การชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นการนัดหมายกันเองโดยไม่มีผู้จัดหรือแกนนำ ถ้าดูจากโทรทัศน์ก็มองเห็นการชุมนุมที่ประสบความสำเร็จเกินคาดเพราะมีผู้คนมาร่วมประชุมหนาตา

 แม้ว่าสื่อมวลชนจะรายงานว่ามีผู้คนมาร่วมชุมนุมไม่ถึงหมื่นคน แต่ก็มีคนมาร่วมชุมนุมหนาตา จำนวนน่าจะเกินหมื่น เหมือนกับการชุมนุมการเมืองทุกครั้งที่เริ่มจากคนจำนวนไม่มาก ก่อนที่จะมีการชุมนุมใหญ่

เดิมคิดว่าจะเป็นการชุมนุมของคนรุ่นใหม่บางส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง เพราะเคยคิดกันเสมอว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง สนใจแต่เรื่องตัวเอง เรื่องทำมาหากิน

 แต่จากภาพที่เห็นผู้ชุมนุมมีทุกรุ่นทุกเพศทุกวัย พร้อมที่จะตะโกนขับไล่หัวหน้ารัฐบาล เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน เรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์ให้กลับคืนมาอยู่กับปวงชนชาวไทย จากที่ถูกคณะรัฐประหารใช้กำลังยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไปแล้วทำการปกครองตามระบอบเผด็จการเป็นเวลานานกว่า 5 ปี เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่สมุนของตนร่างมา ใช้เพื่อจะสืบทอดอำนาจต่อไปอีกเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหารและระบอบการปกครองที่สืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร ที่การเลือกตั้งไม่มีความหมายเพราะมีสมาชิกวุฒิสภาที่ตนเป็นผู้แต่งตั้ง มีจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้งผู้ที่เขียนรัฐธรรมนูญเอง แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาเอง ก็ต้องได้รับการลงคะแนนเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อมีการจัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลก็มักจะมีเสียงคัดค้านจากผู้นิยมระบอบเผด็จการทหารว่าไม่ควรนำการเมืองออกสู่ท้องถนน ควรจะทำกันในรัฐสภา ซึ่งเป็นวาทกรรมของผู้ที่นิยมผู้ที่กุมอำนาจรัฐปัจจุบันใช้ ก็เนื่องจากการดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตยในรัฐสภาไม่เป็นผล เพราะสภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี เริ่มตั้งแต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มาของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจมาเลือกตัวนายกรัฐมนตรีด้วย รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ไม่ใช่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน

การเลือกตั้งจึงไม่เสรีและไม่เป็นธรรม มีการเอารัดเอาเปรียบฝ่ายตรงกันข้าม แม้กระนั้นก็ยังไม่ได้เสียงข้างมาก ต้องใช้วิธีการสกปรก ซื้อ “งูเห่า” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ “ทรยศ” ต่อผู้ลงคะแนนเสียงและต่อพรรคการเมืองของตน

การปกครองระบอบเผด็จการและระบอบสืบทอดอำนาจเผด็จการนั้น ต่างกันกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดย “ความเห็นชอบ” ของคนส่วนใหญ่ ส่วนระบอบเผด็จการนั้นปกครองโดยการใช้ “ความกลัว” ของผู้ถูกปกครอง ถ้าผู้ถูกปกครองแสดงตนต่อต้านก็จะถูกกระทำด้วยความรุนแรงหรือถูกกลั่นแกล้งโดยอำนาจรัฐไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง ไม่ว่าจะโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม หรือการรัฐประหารในยุคหลังๆ เมื่อทำการยึดอำนาจสำเร็จก็จะข่มขู่ประชาชนโดยการประกาศเรียกผู้คนที่มีชื่อเสียง ผู้คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้คนที่มีตำแหน่งหน้าที่ในทางราชการ ให้มาทำการมอบตัวและจะถูกควบคุมไว้จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ทำการต่อต้านข้าราชการประจำและประชาชนที่เข้าร่วมการปฏิวัติรัฐประหาร ครั้งสุดท้ายก็มีการเรียกไป “ปรับทัศนคติ” ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของปวงชนชาวไทยอย่างชัดเจน

เมื่อคณะรัฐประหารทำการปกครองโดยการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ จากรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย และไม่ยอมคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเพื่อปกครองตนเอง ประชาชนไม่สามารถดำเนินการถอดถอนรัฐบาลที่เข้ามาโดยที่ตนไม่ได้ให้ความเห็นชอบได้ ก็มีอยู่ทางเดียวคือ “การเมืองภาคประชาชน” นอกรัฐสภา เป็นความชอบธรรมที่ประชาชนจะดำเนินการถอดถอนรัฐบาลโดยวิธีอื่น มิใช่วิธีใช้อาวุธ มิใช่วิธีที่รุนแรง เป็นการชุมนุมอย่างสงบเปิดเผย ปราศจากอาวุธ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมักจะเกิดขึ้นจากฝ่ายผู้ที่อยู่ในอำนาจ ที่ใช้อาวุธปราบปรามโดยอ้างว่าผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงก่อน หรือผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อความรุนแรงโดยมีมือที่สาม ซึ่งมักจะไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดเข้ามาแทรกแซง

ในการชุมนุมครั้งสุดท้ายที่สี่แยกราชประสงค์มี “ชายเสื้อดำ” เป็นมือที่สาม เข้ามาแทรกแซง จุดไฟเผาจนเกิดความรุนแรง จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถจับตัวร้ายชุดดำมาลงโทษได้

การชุมนุมของ กปปส.ที่แต่งตั้งตนเองเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย เริ่มตั้งแต่ฝ่ายความมั่นคงอันได้แก่ ทหาร ตำรวจ กองทัพ ข้าราชการ ใส่ “เกียร์ว่าง” ประกาศตนเป็นกลางระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาล เพียงเท่านี้รัฐบาลก็แพ้แล้ว เพราะเท่ากับทหารได้ทำการปฏิวัติรัฐประหารแล้ว เพียงแต่ยังเขินอายประชาคมโลกเท่านั้น

กิจกรรมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกและให้แก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้านเป็นการเรียกร้องที่ชอบธรรม รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร แน่นอนว่าต้องร่างตามความต้องการของฝ่ายเผด็จการทหาร เป็นรัฐธรรมนูญที่มีแหล่งที่มาไม่ชอบธรรมและมีบทบัญญัติที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำมาเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายเผด็จการทหารสามารถสืบทอดอำนาจได้สะดวก ดังจะเห็นว่าผลของการเลือกตั้งจากการนับคะแนนที่ฝ่ายเผด็จการทหารใช้วิธีต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปที่มีเหตุผล

เครื่องมือที่รัฐบาลเผด็จการทุกแห่งใช้เพื่อปกครองประเทศก็คือ การสร้างความกลัว ทั้งการใช้กำลังและความรุนแรง ใช้กฎหมายปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วย ใช้อิทธิพลจากอำนาจข่มขู่ผู้ต่อต้านระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ใช้กฎหมายปกครองเพื่อจะได้อยู่อย่างสงบเงียบไปเรื่อยๆ หากแต่การต่อต้านนั้นก็เป็นธรรมดาสามัญที่จะต้องฝ่าฝืนอำนาจรัฐหรือฝ่าฝืนผู้ที่ปกครองบ้าง โดยเฉพาะเป็นอำนาจและการปกครองที่ถูกปล้นไป

เป็นความชอบธรรมของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศและเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ต้องฝ่าฝืนกฎหมายและคำสั่งของผู้ที่ยึดอำนาจรัฐ ที่ฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ได้อำนาจรัฐมาโดยมิได้รับความยินยอมจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ มาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตั้งแต่ดั้งเดิม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทยโดยการพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และวันที่ 10 ธันวาคม ก็กลายเป็นวันหยุดราชการของประเทศตั้งแต่นั้นมา การยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารหลังจากนั้นจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าจะใช้สภานิติบัญญัตินิรโทษกรรมตนเองก็ตาม กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นแต่เพียงกฎหมายที่ไม่เอาโทษการกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นกลายเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย

เมื่อการเข้ามาโดยวิธีที่ไม่ถูกกฎหมายและใช้กฎหมายที่ตนบัญญัติขึ้นปกครอง ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิอย่างชอบธรรมที่จะต่อต้านการได้มาซึ่งอำนาจโดยการทำผิดกฎหมายพื้นฐาน คือกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งไป ความชอบธรรมที่จะใช้กฎหมายเอาผิดกับผู้ต่อต้านการคงอยู่ในอำนาจของตนย่อมจะไม่มี การใช้จ่ายเงินจากภาษีอากรที่เก็บมาจากประชาชนในการปราบปรามประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนผู้เสียภาษีย่อมมีสิทธิที่จะต่อต้าน

การปฏิวัติรัฐประหารเป็นการละเมิด “สัญญาประชาคม” ตามความหมายของ จอห์น ลอกซ์ อย่างตรงไปตรงมา การต่อต้านหรือแม้แต่การหาทางล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจอธิปไตยแล้วสถาปนาตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ประชาชนจึงมีความถูกต้องและชอบธรรมยิ่งที่จะถอดถอนรัฐบาลดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยวิถีทางรัฐสภาผ่านผู้แทนราษฎร หรือวิถีทางอื่นที่สงบปราศจากอาวุธ ความรุนแรงและความไม่สงบจะเกิดขึ้นก็แต่การใช้คำสั่งของฝ่ายรัฐบาลที่ยึดอำนาจมาจากประชาชนเท่านั้น

ความขัดแย้งภายในประเทศจะเกิดขึ้นก็จากการมีผู้ยึดอำนาจอธิปไตยไปโดยมิชอบ ไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ความขัดแย้งทางการเมืองไม่เป็นความผิดในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นความผิดในระบอบการปกครองแบบเผด็จการที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบนี้

หลายคนที่คัดค้านการรวมตัวชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดยอ้างการมีรัฐสภาบ้าง โดยอ้างกฎหมายบ้าง โดยอ้างความแตกแยกบ้าง โดยอ้างความเสียหายทางเศรษฐกิจบ้าง เป็นการอ้างที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลทางการเมืองที่ถูกต้อง เพราะ “สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของสังคมสมัยใหม่” ยุคสมัยอาณานิคมได้พ้นผ่านไปแล้ว ความสงบเรียบร้อยก็ดี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ดี ความสามัคคีในชาติก็ดี จะไม่มีวันเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลเผด็จการ หากแต่จะเป็นสังคมเผด็จการหรืออำนาจนิยมในทุกระดับชั้น

“ท่ามกลางอาวุธ เสียงของกฎหมายก็จะแผ่วลง” สิทธิเสรีภาพอันแท้จริงไม่มีทางได้มาโดยการหยิบยื่นให้จากเผด็จการ ยิ่งเผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตยอย่างที่พยายามทำอยู่ในปัจจุบัน ยิ่งมีความเลวร้ายกว่าเผด็จการอย่างตรงไปตรงมา

ความอยู่ดีกินดี ความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจที่การส่งออกของประเทศมีถึงร้อยละ 70 ของรายได้ประชาชาติย่อมจะไม่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลเผด็จการ เพราะไม่มีประเทศอารยประเทศใดยอมเจรจาการค้าและการลงทุนด้วย ในรอบ 5-6 ปีหลังการทำรัฐประหาร ประเทศไทยไม่อาจจะลงนามในสัญญาการค้าและการลงทุนกับประเทศใดได้เลย ใครเป็นคน “ชังชาติ” และทำร้ายประเทศชาติกันแน่

เผด็จการอยู่ได้โดยการสร้างความกลัว ถ้าคนไม่กลัวเผด็จการก็อยู่ไม่ได้

ไม่รู้จักประคองอำนาจ

ไม่รู้จักประคองอำนาจ


ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ วันจันทร์ร่วงลงเพราะกังวลการเมือง หลังแฟลชม็อบอนาคตใหม่ มีคนเข้าร่วมหลายพัน

ขอบอกว่าอย่ากังวลเกินเหตุ พรรคอนาคตใหม่ก็มีขีดคั่นของตัวเอง การเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจนั้นทำได้ แต่ต้องรู้ประมาณ ไม่งั้นก็ถูกกระแสตีกลับ เงื่อนไขขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นที่จะมีใครก่อม็อบล้มรัฐบาล เพียงแค่สถานการณ์ทำให้รู้สึกว่าใกล้เข้ามาทุกขณะ

พึงเข้าใจว่าแฟลชม็อบไม่ได้เกิดเพียงเพราะ กกต.ยื่นยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ประชาชนไม่พอใจกติกาเอาเปรียบตั้งแต่เลือกตั้ง หัวหน้า คสช.ชิงนายกฯ ได้โดยไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ 

กกต.ประกาศผลเลือกตั้งน่ากังขา แล้วยังมาพลิกแพ้พลิกชนะกันด้วยสูตรคำนวณพิลึกพิลั่น ยังไงๆ ก็ได้เป็นนายกฯ เพราะตั้ง 250 ส.ว.มาโหวตตัวเอง เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ก็ยังเอาชนะคะคานด้วยงูเห่า

เท่านั้นไม่พอ รัฐบาลซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าจากทหารข้าราชการเทคโนแครตในยุครัฐประหาร ไปเป็นสารพัดนักการเมืองที่กวาดต้อนเข้ามา ก็เต็มไปด้วยปัญหาภาพลักษณ์ ตั้งแต่พรรคใหญ่แย่งเค้กไปถึงพรรคเล็กกินกล้วย ถูกครหาอุ้มพวกพ้อง สองมาตรฐาน

แต่กลับมีการใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่นจับทุจริตเลือกตั้งไม่ได้เลย จับ ส.ส.ถวายเงินพระ กับ ส.ส.ใส่ซองงานศพ ได้อย่างละ 1 คน แต่ผลงานโบว์แดงคือจับหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถือหุ้นนิตยสารที่ปิดไปแล้ว ไม่มีผลให้คุณให้โทษในการเลือกตั้ง แล้วยังยื่นยุบพรรคจากการให้เงินกู้ ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ว่าให้ยุบพรรคหากรับเงินบริจาคโดยรู้ว่าเป็นเงินผิดกฎหมาย ได้มาจากการค้ายาเสพติดทุจริตค้ามนุษย์ ฯลฯ

ถามว่าถ้ายุบพรรคอนาคตใหม่แล้วธนาธรจะนำม็อบลุกฮือล้มรัฐบาลได้ไหม ยังไม่ได้หรอกครับ แต่ความโกรธแค้นของคนจะลุกลาม และไประบายออกกับรัฐบาลในเรื่องอื่น ซึ่งภายใต้เงื่อนไข 2 ด้าน คือหนึ่ง ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ทำอย่างไรก็แก้ไม่ตก 6 ปีประยุทธ์ ชาวบ้านบ่นตลอด กับสอง ปัญหาจากนักการเมืองในรัฐบาล ซึ่งถ้าเกิดเรื่องอื้อฉาว ถูกเปิดแผลสำคัญๆ กระแสอาจจะรุมกระหน่ำจนโงหัวไม่ขึ้น

ลำพังอนาคตใหม่ล้มรัฐบาลไม่ได้หรอก รัฐบาลจะล้มด้วยตัวเองนี่แหละ

มีคำถามน่าสนใจว่า ทำไมการเมืองหลังเลือกตั้งจึงต้องร้อนแรงปานนี้ ทำไมเล่นกันถึงขั้นจะยุบพรรคอนาคตใหม่ ธนาธรไม่ได้เป็น ส.ส. อย่าแสร้งไร้เดียงสาอ้างว่าเป็นเรื่องทางกฎหมาย เราอยู่ใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 เครือข่ายอำนาจที่วางไว้โดย คสช. อย่างน้อยก็เห็นการปลุกความเกลียดชังควบคู่ไปกับนักร้อง lawfare

ว่ากันในวิถีการเมืองเรื่องอำนาจ รัฐบาลแม้เสียงปริ่มน้ำ ก็อยู่ได้สบายๆ เพราะมีกองทัพ รัฐราชการ เครือข่ายกฎหมายหนุนหลัง โดยไม่ต้องทำลายฝ่ายตรงข้าม ยิ่งอยู่ในอำนาจนานๆ ฝ่ายค้านยิ่งอ่อนลง 

การเมืองแบบอนาคตใหม่ขึ้นกับกระแส เมื่อลงสนามจริง เลือกตั้งครั้งหน้าไม่แน่ว่าจะถึง 40 ขณะที่พรรคเพื่อไทย เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาล เลือกตั้งทีไรก็แพ้ 250 ส.ว. การหาเสียงด้วยนโยบายก็ไม่มีพลัง

ขอเพียงรัฐบาลประคองอำนาจให้ได้ รักษาภาพลักษณ์พอประมาณ ควบคุมนักการเมืองของตัวเองให้ได้ ไม่ยากเลยที่จะอยู่สี่ปีแล้วชนะเลือกตั้ง

แต่นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ ระบอบอำนาจนี้อยู่ไม่เป็น เคยชินแต่การรวบอำนาจ ไม่รู้จักอยู่แบบ
ประคองอำนาจ ใช้อำนาจเหนือกว่าในระดับที่เหมาะสม มีแต่จะเอาให้ได้ดังใจ และกลัวจนไม่สามารถให้พื้นที่ขั้วตรงข้าม

“อยู่ไม่เป็น” อย่างนี้ การเมืองจึงแรง

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ศาลยกฟ้อง"โอ๊ค"คดีฟอกเงินกรุงไทย

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษายกฟ้อง นายพานทองแท้ ชินวัตร 
พ้นผิดคดีฟอกเงินกู้ธนาคารกรุงไทย 
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พ.ย.นี้ เป็นคดีที่
คณะกรรมการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และ
สมคบการฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9 และ 60
และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับที่ 5 พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎ
หมายอาญามาตรา 83 และ 91

  • คดีนี้พนักงานอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.61 กรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 
  • ล้านบาทเข้าบัญชี โดยเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยเงินกู้สินเชื่อระหว่างธนา
  • คารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร 
  • กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี บุตรชาย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทยตกเป็นจำเลย 
  • คดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
  • แล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎา บุตรชาย คนละ 12 ปี นอกจากนี้นายวิชัย นายรัชฎา และกลุ่มอดีต
  • กรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดารวม 6 คน ยังถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฐานฟอกเงินการปล่อยกู้
  • ดังกล่าวต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย
ชั้นพิจารณาศาลอาญาคดีทุจริตฯ “นายพานทองแท้” จำเลยก็ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตาม
ฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นส่วนที่จะร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้ารถซุปเปอร์คาร์กับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย
อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ขณะที่ “นายพานทองแท้” ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 1
ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าผู้กระทำ
ความผิดรับโอนเงินตามพระราชบัญญัติการฟอกเงินนั้นบุคคลนั้นต้องรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำ
ความผิด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเพียงว่านายวิชัย คือ ผู้ถือหุ้นของกลุ่มกฤษดามหานคร และ
นายรัชฎา บุตรชายมีความสนิทกับครอบครัวของจำเลยซึ่งขณะนั้น นายทักษิณ ชินวัตร บิดาของจำเลย
เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงเพื่อนสนิทที่มีการใช้ชีวิตทำกิจกรรมคล้ายกัน




การรับเช็คจากนายวิชัยมาเป็นเพียงเพื่อการลงทุนนำเข้ารถยนต์หรู โดยระหว่างที่นายพานทองแทได้รับ
โอนเงินมานั้นมีการเบิกถอนเงินคราวละ 5,000 - 20,000 บาทรวม 11 ครั้งไม่ได้เป็นพิรุธผิดสังเกตแต่อย่าง
ใดบัญชีดังกล่าว เป็นลักษณะเปิดเผยไม่มีลักษณะเป็นการอำพรางแหล่งที่มา สามารถตรวจสอบได้ตลอด
เวลา

ขนาดจำเลยรับโอนเงินมีอายุ 26 ปี จบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมีทรัพย์สิน
มากกว่า 400 ล้านบาท เงินจำนวน 10 ล้านบาทที่ได้รับมาหากเทียบแล้วคิดเป็นเงินเพียง 0.025% เท่านั้น
พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง แต่ผู้พิพากษาของคณะมีความ
เห็นแย้งจึงได้ทำความเห็นแย้งประกอบไว้ในคำพิพากษานี้




ภายหลังนายพานทองแท้ กล่าวว่า "ขอบคุณทุกกำลังใจ" ส่วนคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า "ก็รู้สึกสบาย
ใจขึ้น"
อย่างไรก็ตามฝ่ายโจทก์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในหนึ่งเดือนนับจากวันอ่านคำพิพากษานี้.

ที่มา : ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/politic/1711418?fbclid=IwAR3Mapefi0OvSCX0ZcaSKcNIZkTHPnaIUfqLMXmbRXSOBh2smX1TtPaVJ1k

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

มอง แก่นแท้ มหาอำนาจ “จีน” ทะลุ ไปถึง “สหรัฐฯ”

มอง แก่นแท้ มหาอำนาจ “จีน”
ทะลุ ไปถึง “สหรัฐฯ”
สะท้อน สภาพ ไทยแลนด์
ชี้ จีน เพื่อ จีน
ก็อป แต่ กั๊ก เทคโนโลยีของตนเอง
ผู้นำ จีน ล้วน ฉลาด เก่งสุดๆ
ยก จีน เป็น”ตำรา” ที่ดี ของไทย
ต้องศึกษา และต้องคิด ให้ เท่าทัน จีน

“นายพลทัพฟ้า เสืออากาศ 24/7” เขียนบทความ สะท้อนมุมมอง ที่มีต่อจีน สหรัฐฯ แล้ว หันมาย้อนดูตัว สยามประเทศ

จีน ไม่ต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ

จีน ไม่ต่างจากประเทศตะวันตกอื่นๆผู้ครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูง ที่สงวนสิทธิ์ปกปิดเทคโนโลยีชั้นสูงไว้เป็นความลับ “สุดยอด”

จีน หิวกระหายทรัพยากรธรรมชาติเป็นที่สุด

จีนกระเหี้ยนกระหือแสวงหาจากแหล่งต่างๆที่กระจายตัวอยู่ในทุกประเทศทั่วโลก

วาทะกรรมจีน
- “สันติภาพ”
- “เสมอภาค”
- “เคารพในความเท่าเทียม”

จริงหรือ ???

หรือว่ามันเป็นเพียง “วาทะกรรม” ที่แสดงออกมาให้ดูดีเท่านั้น

ขนาดของจีน

-ประชากร 1,400 ล้านคน
-ผืนแผ่นดินขนาดใหญ่มหาศาลครอบคลุมทั่วโลก=เชื่อมช่องทางเข้า-ออกได้ทุกทิศทางอย่างไร้ข้อจำกัด (บริเวณส่วนใดเป็นอุปสรรคแล้วจีนก็จะใช้ “พลังอันมหาศาล” เข้าแทรกแซง(ทางเศรษฐกิจ)ในรูปแบบของ “การให้ความช่วยเหลือ”
จีนพร้อมที่จะกระทำตนเสมือนเป็น “พี่เอื้อย” (เฉกเช่นกับที่สหรัฐฯเคยกระทำสำเร็จมาแล้วภายหลังยุคสงครามโลกครั้งที่2)

จีน ....ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้จึงลงมือกระทำการบุกทะลุทะลวงประเทศที่เป็นอุปสรรคทางด้านทางออก(พม่า-ลาว-(รวมถึงไทย)

-ยุโรปตะวันออก-เอเชียตะวันตก/ใต้)

ทว่าความสำเร็จในวิธีการนี้ของจีนนั้นจะมีความยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าความสำเร็จของสหรัฐฯ เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา อย่างแน่นอน อันเนื่องจากว่าพลัง/มวลของจีนที่เหนือกว่ามากนั่นเอง

มวลของประเทศจีน โดยหลักวิทยาศาสตรทางธรรมชาติ “มวลที่มากกว่า ย่อมดึงดูด มวลที่น้อยกว่า เข้าไปเป็นบริวาร” ไม่มีทางปฏิเสธข้อเท็จจริงทางธรรมชาติที่เป็นสัจธรรมข้อนี้ได้

ไม่ว่าจีนจะยืนยัน “วาทะกรรม” ของตน ที่ยืนยันในประเด็น “สันติภาพ-เสมอภาค-เคารพในความเท่าเทียม-“ อยู่ในทุกเวทีก็ตาม

ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว มันเป็นจริงไปตามนั้นไม่ได้เลย มันไม่มีสันติภาพ มันไม่มีความเสมอภาค มันมิได้เคารพ บนความเท่าเทียม อย่างที่จีนได้สร้างวาทะกรรมมาโดยตลอด

อิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของจีนโดยธรรมชาติจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

เส้นทางสายไหม
-เส้นทางสายไหมคือเส้นทางลำเลียงทรัพยากรธรรมชาติจากทุกแหล่งทั่วโลกเข้าสู่จีน
-เส้นทางสายไหมคือ เส้นทางลำเลียงผลผลิตทางปัญญาที่เกิดมาจากมันสมอง-ทักษะของคนจีน ที่ถูกนำส่งไปขายในต่างประเทศ สร้างความร่ำรวยให้กับประเทศจีนอย่างมิอาจหยุดยั้งได้
ระบบราง = หัวจักร ตู้ขบวน ราง ระบบควบคุม ... อะไหล่ โรงงานผลิต... ในเครือข่ายเส้นทางสายไหมนั้น มิได้รับการถ่ายทอดจากจีนมากนัก

ทุกประเทศที่รถไฟจีน ตัดผ่านล้วนต้องพึ่งพาจีนอย่างเต็มตัวทั้งสิ้น และน่าจะเป็นการพึ่งพาในระยะยาวที่ยากจะถอนตัวขึ้น นั่นคือการตกเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของจีนอย่างถาวรนท้ายที่สุดนั่นเอง

การพูดจาของจีนในเวทีทางการทูต

-กระแนะกระแหนสหรัฐฯตลอดเวลา (สหรัฐฯก็เช่นเดียวกันกระแนะกระแหนจีนอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน)
ลักษณะนี้นั้น ทั้ง2ชาตินี้ จึงไม่น่าคบอย่างยิ่ง เข้าตำราที่ว่า “ช้างสารชนกัน-หญ้าแพรกแหลกลาญ”
ไทยต้องตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างที่สุด

-ย้ำพูดย้ำเตือน “วาทะกรรม” : “สันติภาพ-เสมอภาค-เคารพในความเท่าเทียม-...” เสมือนว่าฟอกตัวเองให้ดูดี-ให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา

-ย้ำคิดย้ำพูด “ความสัมพันธ์-ความร่วมมือ-...” เสมือนว่าต้องการเปิดโอกาสให้คู่เจรจาเข้าไปเป็นหุ้นส่วนโดยเร็ว มิให้เป็นการเสียโอกาส

แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ อันเนื่องจากว่าศักย์ กับต้นทุนของประเทศคู่เจรจาแต่ละประเทศของจีนเฉกเช่นประเทศไทยนั้นล้วนมีศักย์ต่ำ/มีต้นทุนต่ำและน้อยกว่าจีนเป็นอย่างมากจนเทียบกันไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ประเทศคู่เจรจาของจีนนี้จะถูกจีนกลืนเพียงสถานเดียว ไม่มีหนทางเป็นไปอย่างอื่น

-จีน พูดแต่เรื่องค้าขาย จีนมุ่งแต่เรื่องค้าขายเพียงอย่างเดียว จีนอยากได้สินค้าที่ตนเองต้องการ จีนต้องการบริษัทห้างร้าน/ต้องการผู้ประกอบการที่เอื้อประโยชน์ต่อจีน

ทว่าจีนนั้นมิได้ต้องการให้เกิดมีการค้าใดๆที่แข่งขันการค้ากับจีน(ประเทศใดที่ต้องการค้าขายแข่งกับจีนมิอาจจะชนะได้เนื่องจากมวล/พลังนั้นมันต่างกันโดยสิ้นเชิง)

จีนไม่ต้องการบริษัทห้างร้านใด/ไม่ต้องการผู้ประกอบการใดที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อจีน

จีนกีดกันในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการโดยทันที

จีนไม่เคยพูดถึงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงมากนัก เนื่องจากว่ามันเป็นธรรมชาติของชาติมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่ที่ครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูง

ทั้งนี้ ความลับทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจและมหาอำนาจทางทหารต่างหวงแหนเป็นที่สุด

สัจธรรมมันเป็นเช่นนี้ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องยอมรับโดยมิอาจปฏิเสธได้

ผู้นำจีน

-เก่ง : ฉลาด (วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์ = คิดได้อย่างมี ตรรกะ มุ่งการคิด/วางแผน-ไม่เคยท่องจำ-มุ่งลอกเลียนแบบเพื่อพัฒนาให้เหนือกว่ายิ่งๆขึ้นไป)
กล่าวคือ ผู้นำจีนมีความฉลาดเป็นเลิศกว่าผู้นำประเทศอื่นใดในโลก
จะมีผู้นำของไม่กี่ประเทศในโลกเท่านั้นที่มีความฉลาดเท่าเทียมจีน/คิดได้เท่าเทียมจีน
-เห็นประโยชน์ของชาติบ้านเมืองจีนเป็นหลัก (โดยมิจำเป็นต้องสนใจใยดีกับผลประโยชน์ของประเทศอื่นๆมากนัก มันไม่ใช่ทุกข์ร้อนของจีน)
ขณะที่ผู้นำชาติอื่นๆนั้นมิได้คิดเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองกันดังเช่นกับผู้นำจีน

ประวัติศาสตร์
จีน เคยรุ่งเรือง สุดท้ายโดยผู้นำจีนกับโดยคนจีนเองก็ทำให้จีนล่มสลาย
กว่าจีนจะฟื้นคืนมาได้ก็ต้องใช้ผู้นำชั้นเยี่ยมหลายคนต่อเนื่อง/ใช้คนจีนฉลาดกลุ่มหนึ่ง(ร้อยละ10ของประชากรจีนทั้งหมดและใช้เวลานานหลายทศวรรษ
จีน จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะถูกยกให้เป็น “ตำรา” ที่ดีของไทย เพียงแต่ว่าไทยเราต้องคิดและทำให้ทัน(จีน)

สถานการณ์ของไทย
ไทย ไม่ต่างจากจีนที่เคยรุ่งเรืองมาหลายยุคหลายสมัย
ทว่าไทย โดยผู้นำกับ โดยคนไทยเราเอง(ผู้นำ ผู้ฝักใฝ่ตะวันตกนำลัทธิการปกครองที่ไม่ตรงจริตกับประเทศไทยเข้ามาใช้
-ผู้นำผู้แสวงประโยชน์จากคนไทยกันเอง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
-ผู้นำผู้นิยมพึ่งพิงปัญญาต่างชาติ)ก็ทำให้ไทยเกือบล่มสลาย

ปัจจุบันไทยก็ยังอยู่ในสภาพเกือบล่มสลาย อันเนื่องมาจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง/นักการเมืองนำพาความแตกแยกเข้าสู่สังคม (ก็ยิ่งเป็นความอ่อนแอที่อิทธิพลจีนโดยมวลอันยิ่งใหญ่ของจีนเข้าครอบงำได้ง่าย)

ไทย ปัจจุบัน ตกอยู่ในสภาพไร้องค์ความรู้ภูมิปัญญา/ไร้เทคโนโลยี/ไร้นวัตกรรมทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8 ประการเป็นของตนเอง

ประเทศไทยจึงก้าวตามต่างชาติไม่ทัน ประเทศไทยจึงไร้พลังอำนาจในการแข่งขัน สินค้าจากต่างชาติทะลักเข้าท่วมประเทศไทย เงินบาทไทยไหลออกนอกประเทศจนสิ้น คนไทยยากจน ประเทศไทยด้อยพัฒนาต่อไปอย่างไม่รู้วันสิ้นสุด

ไทย จำเป็นต้องมีผู้นำชั้นเยี่ยมอีกหลายคน/ต้องใช้คนไทยฉลาดอีกเป็นจำนวนมาก และต้องใช้เวลาอีกยาวนานหลายทศวรรษ กว่าจะฟื้นคืนประเทศให้เจริญรุ่งเรืองกลับมาได้ (หรืออาจไม่ฟื้นคืนมาเลยก็ได้หากไม่ใช้ประโยชน์คนไทยฉลาด)

นั่นหมายถึงว่า ไทยจำเป็นยิ่งที่ต้อง “มีเทคโนโลยีไทยเป็นของไทยเราเองอย่างเพียงพอ” สำหรับใช้บนดินแดนสุวรรณภูมิของเราเองภายใต้ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(ตามหลักทฤษฎีของในหลวง ร9)”
จีน-ไทย
สื่อถึงความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศไทยได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

“เสืออากาศ 24/7”
16/11/2019

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

(data)ผูกคอตาย! อธิบดีดีเอสไอ แจงผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ตหมื่นล. เสียชีวิต

ผูกคอตาย! อธิบดีดีเอสไอ แจงผู้ต้องหาสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ตหมื่นล. เสียชีวิตแล้ว

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2559 เวลา 07:20 น.
เขียนโดย
isranewsดีเอสไอรวบ‘ธวัชชัย อนุกุล’ อดีต จนท.ที่ดิน ผู้ต้องหาคนสำคัญคดีทุจริตออกโฉนดภูเก็ต-พังงา หมื่นล. พบประวัติมีบัญชียาวหางว่าว-ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 
picvdff30 8 16
สำนักข่าวอิศารา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2559 ชุดสืบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุม นายธวัชชัย อนุกุล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินพังงาสาขาท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 79/164 หมู่ที่ 7 ต.ฉลอง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ผู้ต้องตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1165/2559 ลงวันที่ 14 มิ.ย.2559 ได้ที่บริเวณด้านหน้าร้านตัดผมเลขที่ 61/55 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
ทั้งนี้ นายธวัชชัย อนุกุล ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คดีทุจริตออกโฉนดที่ดินบริเวณหาดลายัน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยถือว่านายธวัชชัย เป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ที่ออกเอกสารสิทธิ์ โดยมิชอบมากที่สุด จังหวัดภูเก็ต -พังงา-สุราษฎร์ธานี และแปลงที่ดิน บริเวณเขาหน้ายักษ์ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาลำปี จำนวน 500 ไร่ ราคาประเมิน ของกรมที่ดินไร่ละ 21 ล้านบาท มูลค่าทั้งสิ้น 10,500 ล้านบาท เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นคหบดีชื่อดังในพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต
108981
picmonnn30 8 16
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะนำตัวอดีตข้าราชการ สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตรายนี้ไปฝากขังที่ศาลอาญา 
มีข้อมูลระบุว่า นายธวัชชัย อนุกุล ได้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบในจ.ภูก็ต เป็นจำนวนกว่า 700 แปลง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 เดือนธันวาคม 2553 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่มติ ป.ป.ช.ชี้มูลวินัยร้ายแรงและอาญา นายธวัชชัย อนุกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กรมที่ดิน กับพวก กระทำความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 61483 – 61491 หมู่ที่ 5 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยมิชอบ ร่วมกับ นายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ ออกโฉนดที่ดินเนื้อที่รวม 362-3-12 ไร่ ให้บริษัทแห่งหนึ่งแต่จากการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินตามระวางแผนที่ปรากฏว่า ที่ดินที่นำรังวัดดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 108 ที่นำมาขอออกเป็นโฉนด
ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2556 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายธวัชชัย อนุกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตร่วมกันปลอมเอกสารโฉนดที่ดิน และออกหนังสือรับรองราคา ประเมินที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 42650 และ 42651 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต เป็นเท็จ มีมูลความผิด ทางวินัยอย่างร้ายแรง และ มีมูลความผิด ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 161  
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ล่าสุดในช่วงเช้าวันที่ 30 ส.ค.2559 ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ว่า ดีเอสไอ ขอยกเลิกภารกิจทำข่าวการนำตัวผู้ต้องหาอดีตข้าราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไปฝากขัง ที่ศาลอาญา เวลา 10.00 น.ไปก่อน เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิตแล้ว 
ต่อมาเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ยอมรับกับสำนักข่าวอิศรา ว่า  ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้เสียชีวิตแล้วจริง โดยมีการผูกคอตาย ช่วงเวลาตี 1 วันที่ 30 ส.ค.2559 ที่ผ่านมา ในห้องควบคุมตัวที่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นห้องแอร์อย่างดี โดยใช้เสื้อของตนเองผูกคอ เมื่อเจ้าหน้าที่มาพบเห็น จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ผู้ต้องหาจะเสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณ ตี 4-5 สำหรับสาเหตุคาดว่าน่าจะมาจากความเครียด เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้มีคดีจำนวนมาก รวมถึงคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความชัดเจนอยู่ 
"เดิมที่วันนี้ (30 ส.ค.59) ดีเอสไอจะมีการแถลงข่าว แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต ทำให้ต้องยกเลิกไปก่อน และอยู่ระหว่างการประสานแจ้งญาติของผู้เสียชีวิตเข้ามาดูศพ และจะทำการชันสูตรต่อไป"พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุ

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ผบ.ทบ. เผย ไม่คิดเล่นการเมือง ปัดถูกวางตัวเป็นนายกฯ ต่อจาก พล.อ. ประยุทธ์


ผบ.ทบ. เผย ไม่คิดเล่นการเมือง ปัดถูกวางตัวเป็นนายกฯ ต่อจาก พล.อ. ประยุทธ์

วันนี้ (21 ตุลาคม) ภายหลังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า เป็นความตั้งใจที่จะมาพบกับกรรมาธิการ แม้ว่าจะติดภารกิจที่จังหวัดกาญจนบุรี จึงรีบบินกลับมา เพราะต้องการให้ความสำคัญกับคณะกรรมาธิการ รวมถึงงานฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติที่จะต้องทำงานร่วมกันต่อไปให้ได้
.
โดยบรรยากาศการชี้แจงเป็นไปด้วยดี และได้แลกเปลี่ยนมุมมองกันหลายเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่คงไม่เรียกว่าปรับความเข้าใจ เพราะเข้าใจบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ ซึ่งมีข้อมูลและข้อห่วงใยหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพที่จะนำไปพัฒนาปรับปรุงต่อไป
.
ส่วนประเด็นหารือที่จะนำไปปรับใช้ พล.อ. อภิรัชต์ เปิดเผยว่า มีการเสนอความคิดเห็นเรื่องภาคใต้ เรื่องเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ เรื่องยาเสพติด ซึ่งกรรมาธิการให้มุมมองและประสบการณ์มาแลกเปลี่ยน ก็มีความเห็นพ้องต้องกันหลายประเด็น โดยหลังจากนี้จะมีการส่งที่ปรึกษาของกองทัพบกมาร่วมแลกเปลี่ยนกับกรรมาธิการอย่างต่อเนื่อง
.
เมื่อถามว่า การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้จะทำให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเมืองในทางที่ดีมากขึ้นหรือไม่ พล.อ. อภิรัชต์ ระบุว่า นักข่าวถามไม่ตรง เพราะบนเวทีบรรยายแผ่นดินของเราไม่ได้พูดถึงพรรคการเมืองใดแม้แต่พรรคการเมืองเดียว พร้อมกับหันไปถาม พล.ท. พงศกร รอดชมภู ประธานกรรมาธิการ ว่า “ใช่ไหมพี่” ก่อนย้ำว่า “ไม่ได้พูดเลย ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคการเมืองหรือพูดถึงใครเลย แต่พูดไปตามบทบาทหน้าที่ เช่นเดียวกับ ส.ส. และกรรมาธิการ ที่มีบทบาทหน้าที่ บางครั้ง หน้าที่เป็นตัวกำหนดอีโมชันออกมา ผมมีบทบาทหน้าที่ด้านความมั่นคง ท่านมีบทบาทหน้าที่รักษาและเป็นเสียงให้กับประชาชนที่เลือกมา หลายๆ ที่ที่ผมเห็นในทีวี ในสภาฯ ท่านดุเดือด วิจารณ์ดุเดือด พอมาเจอก็คนละรูปแบบ เช่นเดียวกัน ท่านบอกผมดุ แต่พอมาเจอก็ไม่ใช่แบบนั้นเลย”
.
เมื่อถามว่า ถือเป็นสัญญาณดีที่จะทำให้การเมืองกับการทหารทำงานควบคู่กันต่อไปได้ พล.อ. อภิรัชต์ กล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณดี หากไม่ใช่ก็คงไม่มา ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีต่อจาก พล.อ. ประยุทธ์ มองว่า ทุกฝ่ายควรอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะสถานะ สภาวะต่างๆ ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะยังรับราชการทำหน้าที่ ผบ.ทบ. อยู่ และอีกฐานะหนึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถเป็นไปได้ตามที่เป็นข่าวอยู่แล้ว แต่กรณีที่ผู้ใหญ่ได้เอ่ยถึง เพราะว่ามีการป้อนคำถามเข้าไป ก็เลยเป็นคำตอบต่อเนื่อง อย่าไปจริงจังหรือซีเรียสกับเรื่องดังกล่าว
.
เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีโอกาสมาเล่นการเมืองหรือไม่ พล.อ. อภิรัชต์ ระบุว่า “ผมเป็นเพื่อนกับนักการเมืองดีกว่า ผมไม่เล่นการเมือง ผมไม่เล่นกับนักการเมือง ก็ดีครับ”
.
ขณะที่ พล.ท. พงศกร กล่าวขอบคุณ พล.อ. อภิรัชต์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเชื่อว่า สิ่งที่ได้พูดคุยจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย บางเรื่องก็เป็นเรื่องลับที่พูดออกไปก่อนไม่ได้ แต่สิ่งที่พบในวันนี้คือ ความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับผู้ปฏิบัติงานฝ่ายบริหาร และเชื่อว่า ในระยะยาวจะเกิดประโยชน์ต่อไป

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ส่อแววตกงานอื้อ แรงงานเจอลอยแพ-นศ.จบใหม่หางานยาก


ส่อแววตกงานอื้อ แรงงานเจอลอยแพ-นศ.จบใหม่หางานยาก

ปัญหาซ้ำซาก เด็กจบใหม่จ่อเตะฝุ่นเพิ่ม หลังสงครามการค้าฉุดส่งออก จับตาปี’63 ใกล้ชิด โดยนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย ยอมรับว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการจ้างงานลดลง ประกอบกับบางส่วนปรับมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นทั้งหุ่นยนต์และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานโดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ระบบช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2563 อีกประมาณ 5.24 แสนคน อาจต้องประสบปัญหาภาวะว่างงานสูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลคงต้องประคับประคองด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการบริโภคภายในแทน


ทั้งนี้ยังมีผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยปี 2562 มีโอกาสติดลบ 1.5-2% สะท้อนถึงการจ้างแรงงานของไทยที่เริ่มชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะตลาดแรงงานในภาคการผลิต การผลิตเพื่อส่งออก โลจิสติกส์ ค้าปลีกและค้าส่งที่ช่วงนี้ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน<


นายธนิต กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการปิดโรงงานและการเลิกจ้างสูงขึ้น เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมามีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร ปิดกิจการและเลิกจ้างคน รวมถึงภาคบริการก็มีการเลิกจ้างพนักงานจํานวนมากของบริษัทแห่งหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกโดยตรงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง แต่จะมากน้อยเพียงใดก็คงต้องติดตามใกล้ชิด


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดแรงงานในระยะต่อไป คือ การเริ่มสู่ยุคดิจิตอลที่เน้นโทคโนโลยีแทนคนเพิ่มขึ้น, เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในวัฏจักรชะลอตัว และการว่างงานของไทยที่ต่ำเป็นอันดับ 7 จาก 181 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นอัตราว่างงานเฉลี่ย 1.1-1.2% แต่แรงงานไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบและมีการเข้าโครงการลาออกโดยสมัครใจ (เออร์ลี่ รีไทร์) จึงไม่นับว่ากลุ่มนี้เป็นคนว่างงาน ทำให้ไทยมีอัตราว่างงานในเกณฑ์ต่ำ

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

งบกลาโหม

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ได้แก่งบของกระทรวงกลาโหม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าฝ่ายค้าน วิจารณ์ว่ารัฐบาลทุ่มงบประมาณในด้านความมั่นคง แล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนฟื้นตัวได้อย่างไร

สอดคล้องกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่แสดงความเห็นว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในกรอบวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 80% ภาพที่ออกมาทำให้เห็นได้ว่า รัฐบาลจัดงบประมาณด้านเศรษฐกิจลดลง แต่จัดงบกลางรายการสำรองฉุกเฉินสูงกว่าปีที่ผ่านมา

“นักร้อง” เจ้าประจำที่ออกมาวิจารณ์เรื่องนี้อีกคนหนึ่ง ได้แก่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน โดยกล่าวว่า ที่นายกรัฐมนตรีอ้างว่างบทหารไม่ได้เพิ่มขึ้น ไม่เป็นความจริง เพราะงบกลาโหมมีเพียง 8.59 หมื่นล้านเมื่อปี 2549 แต่ปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 2.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 271% หรือเกือบ 3 เท่า

ใกล้เคียงกับข้อมูลของนักวิชาการต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารที่ระบุว่าใน 5 ปีที่ผ่านมา บรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งมาเลเซีย พม่า และกัมพูชา ต่างลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ แต่ประเทศไทยกลับเพิ่มงบการทหารถึง 17.5% นับแต่รัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา งบกลาโหมเพิ่มขึ้นกว่าพันล้านดอลลาร์

อาจถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ใน 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเต็มตัว รัฐบาลมีอำนาจที่จะใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างไรก็ได้ ไม่มีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส เพราะรัฐบาลมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แต่หลังการเลือกตั้งเป็นต้นมา รัฐบาลจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ตัวอย่างของการตรวจสอบเรื่องหนึ่ง คือการที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง จากสหรัฐอเมริกา 37 คัน (แถมฟรี 23 คัน) มูลค่า 2,480 ล้านบาท และเฮลิคอปเตอร์ 31 ลำ 12,000 ล้านบาท

ผู้ร้องเห็นว่า ซื้อแพงกว่าซาอุดีอาระเบีย และถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศย่ำแย่ ทั้งยังโดนทั้งภัยแล้งและอุทกภัย อย่าลืมว่าขณะนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งและมีรัฐสภาแล้ว การใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่างๆที่มาจากภาษีประชาชน จะได้ถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส การใช้เงินทุกบาทต้องคุ้มค่า.

การเมืองกับศาล

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “การเมืองกับการที่ผู้พิพากษายิงตัวเอง” ใจความว่า ในที่สุดการยิงตัวเองของผู้พิพากษากลายเป็นการเมืองไปโดยสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายที่เห็นด้วยกับผู้พิพากษาดูเหมือนจะมีสมาชิกพรรคอนาคตใหม่เป็นหลัก ฝ่ายไม่เห็นด้วยมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ บางคนออกมาให้ข่าวว่าเป็นเพียงการจัดฉากยิงตัวเอง ความสนใจว่ามีการแทรกแซงคำพิพากษาจนผู้พิพากษาขาดความเป็นอิสระจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นหลักไปแล้ว ความคิดในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมหายไปแล้วโดยสิ้นเชิง

“ความยุติธรรมในประเทศนี้ยังเข้าถึงยาก ราคาแพงและใช้เวลานานมาก จนบางคนที่ชีวิตต้องจับพลัดจับผลูเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม ต้องแบกรับเอาความอยุติธรรมไว้แนบอกเพื่อแลกกับอิสรภาพ หากเราคิดทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมดการแก้ปัญหาที่ควรจะเป็นเกิดขึ้นไม่ได้ สุดท้ายประชาชนที่คลั่งไคล้การเมืองแบบไม่ลืมหูลืมตานั่นแหละจะตกเป็นเหยื่อ” นายนิพิฏฐ์กล่าว

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุอีกว่าการที่ผู้พิพากษาคนหนึ่งเขาจะเชื่อหรือศรัทธาในพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมันเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเลือกตั้งคนหนึ่งเหมือนกัน เราจะไปขัดแย้งเรื่องนี้กันทำไม ตราบใดที่ดุลยพินิจในทางคดีของเขาไม่เอนเอียงไปทางพรรค การเมืองที่เขาสนับสนุนก็ไม่เห็นเป็นไร ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยหลายประเทศ ผู้นำประเทศเป็นคนเลือกผู้พิพากษาศาลสูงด้วยตนเองแต่ไม่เห็นมีเรื่องความลำเอียงในทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นอย่ามองว่าการที่ผู้พิพากษาพกปืนเข้าไปในศาลทำให้เจตนาเรื่องนี้ถูกลดความสำคัญไป เหมือนคนกำลังถูกไล่ยิงแล้วขับรถหนีฝ่าไฟแดง อย่าเพิ่งประณามเขาเรื่องฝ่าไฟแดงเลย ช่วยเขาเรื่องที่เขาถูกไล่ยิงก่อนดีกว่า

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังประชุม ครม.ถึงเรื่องเดียวกันว่า การตัดสินคดีเป็นเรื่องของศาล เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครสามารถไปแทรกแซงได้ เลขาธิการศาลยุติธรรมได้ชี้แจงแล้วว่า ไม่มีใครสามารถจะไปแทรกแซงกระ-บวนการของศาลได้ อันนี้เป็นเรื่องของศาล กระบวน การ ยุติธรรม ส่วนกรณีที่มีการแสดงความคิดเห็นในโซเชียล มีเดียเป็นเรื่องของโซเชียล วันนี้มีเยอะแยะอยู่แล้ว วิพากษ์วิจารณ์กันไปมาอยู่แล้ว แต่ตนยึดถือตามกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดทุกประการ

บทพระเอกกับผู้ร้าย

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้”

โดยถ้อยคำตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ที่แสดงถึงความเข้มขลังและพลังแห่งความเป็น “ราชอาณาจักร” อย่างที่สัมผัสได้ในอารมณ์ความรู้สึกของความเป็น “คนไทย”

ในยามปกติจะไม่มีการ “ล่วงล้ำ” แม้แต่ ส.ส.ปากกล้าในสภายังไม่มีการอภิปรายแตะต้องเลย

นั่นย่อมสะท้อนถึง “เหตุการณ์ไม่ปกติ”

กับปรากฏการณ์ “มาตรา 1 รัฐธรรมนูญ” กลายเป็น “ปมร้อน” ชนวนไฟการเมือง ผลสืบเนื่องจากการที่หัวขบวน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นำทีมเดินสายจัดเวทีเสวนา “พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” แห่กระแส “รื้อรัฐธรรมนูญ”

ในอารมณ์ “กลอนพาไป” บวก “ใจสั่งมา” บนเวทีพูดไหลลามถึงชนวนปัญหาไฟใต้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 กระตุกขบวนการ “แบ่งแยกดินแดน” หูผึ่ง

แต่ที่ไวกว่าก็คือหน่วยฝ่ายความมั่นคงที่ประกบติดความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว เฝ้าระวังแบบ “คำต่อคำ” นำมาซึ่งการที่ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รับมอบอำนาจจาก พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4

ดำเนินคดีกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พร้อมพวกรวม 12 คน ฐานยุยงปลุกปั่น เข้าข่ายคดีอาญามาตรา 116

จากที่เป็นฝ่ายรุกไล่ 7 พรรคฝ่ายค้านตกเป็น “จำเลยร่วม” ข้อหาหนักฉกาจฉกรรจ์ ตั้งหลักเปิดตำรารับมือกันแทบไม่ทัน ต้องแจ้งความกลับ “ตั้งการ์ด” ป้องปลายคางไว้ก่อน

และก็เหมือน “ขอนไม้” ลอยมาให้เกาะพอดิบพอดี ตามจังหวะที่พรรคอนาคตใหม่และเพื่อไทยรีบโหนกระแส “คืนคำตัดสินให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”

ทีมนักรบไซเบอร์ค่ายสีส้มระดมปั่นข้อมูลโลกมโนโซเชียลโยงเหตุ “ท่านเปา” ยิงตัวเองกลางศาลยะลา

“โคตรเซียนการตลาด” สามารถดึงจังหวะที่ฝ่ายค้าน “เพลี่ยงพล้ำ” กลับมาสู่จุด “เดิมพันอันตราย” เข้าล็อกเกมวัดใจ ปั่นอารมณ์ “มวลชน” ปะทะทหาร

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ “เหลี่ยมเขี้ยว” การเมืองชิงกระแสมโนโซเชียล เทียบกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ยังห่างกันหลายช่วงตัวนัก

ต่อให้ผู้นำเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ไปขลุกอยู่ในออนไลน์ ก็ยากจะตาม “เกรียนคีย์บอร์ด” ทัน

มันจึงเป็นการฉลาดกว่า ถ้าสงครามนี้จะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมาย ตามเหลี่ยมที่ฝ่ายความมั่นคงล็อกทีมฝ่ายค้าน “ติดเงี่ยง” อาญามาตรา 116 ขยับตัวลำบาก

และก็ถือว่า “ถูกทาง” แล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ปรับยุทธศาสตร์ หันมากู้แต้มกู้เครดิตที่หายไปจากสไตล์ผู้นำหัวร้อน จุดเดือดต่ำ ตัดคะแนนภาวะผู้นำ ทำให้ “เรือเหล็ก” เป๋

ล่าสุดกับบท “เสี่ยสั่งลุย” ที่ “นายกฯลุงตู่” กดปุ่มปล่อยโปรโมชัน “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 หลังเฟสแรกทำเรตติ้งทะลุเป้า โกยแต้มให้รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐเป็นกอบเป็นกำ

ประชาชนพอใจ “กดไลค์” ทีมรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ “ขุนคลัง” นายอุตตม สาวนายน แม้แต่พวกที่ต่อต้าน บรรดา “เกรียนคีย์บอร์ด” เองก็เถอะ ด่าไปก็แอบโหลดแอปฯรับสิทธิ 1,000 บาท กันทั้งนั้น

มาตรการกระตุ้นปากท้องเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม แบบที่กระทรวงการคลังส่งทีมลงสำรวจพื้นที่จริง ทั้งร้านค้าและนักท่องเที่ยว ร่วมใช้จ่าย “ชิมช้อปใช้” กันคึกคัก

สวนทางโพลแบบ “ไทยแลนด์โอนลี่” ที่ทำกันถี่ยิบแบบรายวัน รายสัปดาห์

เอาเป็นว่าแค่ “ชิมช้อปใช้” ยังกระตุกเรตติ้งขนาดนี้ ไม่นับคิวรอ “ปล่อยของ” ที่ทีมนายสมคิดยังมีอยู่ในมือ ทั้งโครงการ “บ้านล้านหลัง” โปรเจกต์ “พลังงานชุมชน” ฯลฯ

“ลุงตู่” กับยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” ยังตีกินแต้มได้อีกหลายช็อต

และที่รอตัดริบบิ้นก็คือเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ที่ปั้นให้เป็นผลงานโบแดง

โดยมีการตั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นคณะกรรมการฯขับเคลื่อนหลัก

แม้จะติดเหลี่ยมยึกๆยักๆ “เกมกวนน้ำ” เมกะโปรเจกต์รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน บีบเอกชนเร่งลงนาม แต่อีกทางก็เตะเจาะยางเขี่ยลูกเข้าเหลี่ยมยักษ์ก่อสร้างที่จ่อเสียบแทน

เทียบมาตรฐานความโปร่งใสยุครัฐบาล “ประยุทธ์ภาค 1” เป็นเครื่องหมายคำถามไปถึง “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กำกับกระทรวงคมนาคม

กระแสสื่อกระตุกสังคมจับตาตัวถ่วงอีอีซี

ต่างจากบทพระเอกที่ “หมอหนู” ขี่กระแสสื่อ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ตามขย่ม “มหาภัยพาราควอต” ต้อนทีมประชาธิปัตย์เข้ามุมอับ กดดัน “เสี่ยต่อ” นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ออกอาการอึกๆอักๆ ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็น สถานการณ์แบบที่สื่อเอ็นจีโอพาดหัว

“พาราควอต” ฆ่าแมลงสาบตายยกรัง.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

วัดกันที่ปากท้องประชาธิปไตย

ไม่ใช่ “สายเอนฯ” ให้รัฐบาล เจ้าของฉายา “สวยแต่เจ็บ” อย่าง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย รับงานคิวนี้แบบจัดเต็ม ล่าสุดเปิดบิ๊กอีเวนต์ทุกวันพุธ “คุยกันหน่อย”

ระดมทีมหางเครื่องวีไอพี ตั้งโต๊ะตลาดนัดกลางคืน ไลฟ์สดถล่มรัฐบาลเป็นชุด ทั้งมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ทั้งคิวแก้รัฐธรรมนูญ ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เพิ่งปฏิเสธไม่รับเป็นดรัมเมเยอร์ ควงคทา ถือธงนำแก้กติกาใหญ่

ค่อยสมราคาแม่ทัพหญิงแกร่งขั้วฝ่ายค้าน รสชาติกลมกล่อมเหมือนขนมเปี๊ยะแบรนด์แม่มดที่เจ๊โปรดปราน

เมื่อจับทีท่า น่าจะถึงเวลาเร่งเครื่องก่อนศึกใหญ่ โปรแกรมหน้าที่จะมาถึง ส่อแววเดือด ทั้งคิวถกงบฯวันที่ 17 ต.ค. เปิดสภาฯ พ.ย. นำร่องด้วยญัตติตั้งคณะ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ต่อด้วยที่ล็อกเป้า

จองกฐินล่วงหน้าก่อนหมดปีพลาดโควตา กับรายการใหญ่ซักฟอกรัฐบาล

ตรวจจับฝุ่นควันขนาดจิ๋ว พีเอ็ม–ไพรม์มินิสเตอร์อย่าง “บิ๊กตู่” รู้ดี เป็นเป้าล่อแน่

ยิ่งถ้าประเมินทีท่า ตรวจแถวแล้ว ฝ่ายค้านแปรรูปขบวนมาแน่นปึ้กขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่แท็กทีมกันจัดอีเวนต์ตามหัวเมือง ในนามฝ่ายค้านสัญจร ตะลอนพบประชาชน ค่อยๆสุมฟืนก่อไฟ เลี้ยงเชื้อให้เพลิงลุกโชนตรงเวลาพีก

ขมวดปมยามนี้มี 2 ประเด็นหลัก วางคอนเซปต์มุ่งปมรัฐธรรมนูญ และเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง

ส่วนคิวขยายแผล มีมวยไฟเตอร์อย่างค่ายเสรีรวมไทย จัดใหญ่กันอยู่

คิวแรกที่แบ่งงานให้เป็นหัวจักรนำร่อง กับการเดินสายรณรงค์ปลุกกระแสแก้รัฐธรรมนูญ โดยทีมสีส้ม พรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะเรื่องแหลมๆชวนเสียว ค่ายไม่กลัวร้อนจุดพลุนำร่องเป็นระยะๆ

โดยมีกองหนุนชั้นดี อย่างพรรคประชาชาติ ที่วันนี้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา–พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เป็นคีย์แมนที่โชว์ฟอร์มได้ดี ทั้งบี้ปมถวายสัตย์ฯ ลากเข้าแง่ “จริยธรรม” มาจนถึงคิวแก้รัฐธรรมนูญ

2 ขุนศึกประชาชาติ โดยเฉพาะอดีตประธานสภาฯ “วันนอร์” เบิ้ลเครื่องแรง

แน่นอน รายการนี้ถึงที่สุดตามเงื่อนไขกติการัฐธรรมนูญ หากเป้าไปถึงขั้นโละรื้อทั้งฉบับ น่าจะยังเป็นเรื่องยาก อ่านสัญญาณจากผู้นำที่ไม่รับลูก แน่นอนองค์ประกอบสำคัญอย่างเสียง ส.ว.ก็คงไม่แหกโผ

แต่คิวนี้ก็เป็นการกรีดแผลไว้รอให้ติดเชื้อ

ในอีกประเด็นที่วางเป้าไว้คือ ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปากท้องของชาวบ้าน ขั้วฝ่ายค้านเริ่มดาหน้ากันมาเป็นแผง ประเมินจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โยงภาวะเศรษฐกิจโลก

กราฟตัวเลขต่างๆยากจะผงกหัวในเร็ววัน

โอกาสดีนาทีทองของฝ่ายค้าน ที่วันนี้แม้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล กระทรวงการคลัง จะพยายามเปิดมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย การบริโภคของประชาชน เพื่อติดเครื่องยนต์ที่ยังพอมีแรงหมุน เป็นการอัดฉีดระบบเศรษฐกิจฐานราก คู่ขนานกับการเร่งสปีดการลงทุนภาครัฐ ในเมกะโปรเจกต์ รถไฟ รถไฟฟ้า ถนนหนทาง ฯลฯ

ขั้วฝ่ายค้านก็อ่านทางได้ ไม่ปล่อยฟรีให้ “ประชารัฐ” โดย “ลุงตู่” มาแทน “ประชานิยม” ของ “นายใหญ่”

ทั้งตัวขายค่ายสีส้ม กดแต้มคะแนนมาตรการชิมช้อปใช้ชนิดต่ำเตี้ยเรี่ยดิน วิพากษ์วิจารณ์ถึงผลลัพธ์การแจกเงินแบบไม่ให้ราคา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่จิ๊บจ๊อย

แล้วก็เรียกว่า ขยับโดยพร้อมเพรียง นอกจากมือเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่มีอยู่แต่หาตัวยาก จน “เจ้าแม่ กทม.” ต้องอาศัยตัวช่วยพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งล่าสุดได้อดีตขุนศึกขุนพล มาเป็นตัวช่วย

การกลับมาของมวยหมัดหนักอย่าง “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรัฐมนตรีตัวหลักเครือข่ายเพื่อไทย เสริมกับมวยหมัดแย็บ บ็อกเซอร์เจ้าเก่า “พิชัย นริพทะพันธุ์”

หรือแม้แต่ “ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ” อดีตกุนซือทีมเศรษฐกิจในไทยรักไทย ที่กลับมาเป็นตัวจี๊ด ไล่สวนหมัด โพสต์ป้องทีมอนาคตใหม่ สวนหมัดทีมกระทรวงการคลัง ในปม “ใช้สมองส่วนไหนคิด” ตั้งคำถาม “โครงการอะไรยุ่งยาก เงิน 1 พัน ต้องรีบเที่ยวใช้เงินใน 14 วัน”

ในจังหวะที่ต้องวัดกัน ขั้วฝ่ายค้าน–รัฐบาล ในปมเศรษฐกิจ และคิวรื้อรัฐธรรมนูญ

เศรษฐกิจ–ประชาธิปไตย ปากท้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่สำคัญเหมือนๆกัน

อยู่ที่ชาวบ้านจะเลือกมุมไหน.

ทีมข่าวการเมือง