‘กสม.’ร่อนแถลงการณ์จี้รัฐปล่อยแกนนำค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ยันใช้สิทธิตามรธน.
นางเตือนใจ กล่าวว่า กสม.เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก มีข้อท้วงติงว่าอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ไม่เฉพาะในพื้นที่จังหวัดปัตตานี แต่จะขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงด้วย กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบและอยู่ระหว่างการจัดทำรายงาน เบื้องต้นพบมีปัญหาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การจัดกระบวนการการ มีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบกระทบโดยตรง อันเป็นเหตุของการเดินเท้าเพื่อเข้ายื่นหนังสือคัดค้านโครงการฯ ต่อนายกรัฐมนตรี

กสม.เห็นว่า การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตของการใช้สิทธิในการแสดงความเห็นและเสรีภาพ ในการชุมนุมของประชาชนอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกสม. จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทบทวนการแจ้งข้อกล่าวหา แก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และดำเนินการทางกฎหมายอย่างรอบคอบบนพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และนายกฯควรเปิดโอกาสให้เครือข่ายฯได้เข้าพบ เพื่อนำเสนอข้อห่วงใยและข้อเสนอในการพัฒนาโครงการที่ยั่งยืนต่อรัฐบาลโดยสงบ และปราศจากการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ กสม.ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานเจ้าของโครงการยึดมั่นในแนวปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ภายใต้หลักการ เคารพ คุ้มครอง และเยียวยา รวมทั้งคำประกาศวาระแห่งชาติ : สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการด้วย โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่พบว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่กินพื้ยที่สามพันไร่ ต้องมีการย้ายประชาชนกว่า 240 ครอบครัว รวมถึงมัสยิด วัด และกุโบร์ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2558 กสม.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจัดทำรายงานเสนอแนะต่อรัฐบาล ซึ่งในพื้นที่มีทั้งกลุ่มที่คัดค้านและสนับสนุนให้มีการก่อสร้าง โดยกลุ่มคัดค้านห่วงเรื่องวิถีชีวิต เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน จึงเกรงว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะกระทบกับความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเล รัฐบาลจึงควรรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง รายงานของต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องการหาแหล่งพลังงาน ที่มีการยุติใช้พลังงานถ่านหินไปแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น