PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จำนำ vs. ประกันรายได้ :กรณ์

หลังจากที่เราได้เห็นวิธีการทำบัญชีอย่าง 'สร้างสรรค์' โดยกระทรวงพาณิชย์ ที่ไม่เอาการขาดทุนในสต็อกสินค่ามาคำนวนการกำไร-ขาดทุนจำนำข้าว และการตัดการขาดทุนในปี ๒๕๕๕-๕๖ ออกไปอย่างดื้อๆโดยกระทรวงคลังเพื่อให้ตัวเลขขาดทุนลดลงมาตํ่ากว่า 260,000 ล้านบาท

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นประธานแต่ไม่ยอมเข้าประชุม (ทั้งๆที่วันนี้ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรสำคัญเท่าเรื่องนโยบายข้าวแล้ว) ได้มีการพิจารณาเปรียบเทียบโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลกับการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้ว โดยมีการใช้ตรรกะที่น่าทึ่งมากครับ

ขอให้ดูบรรทัดที่ ๔ ที่สรุปเม็ดเงินงบประมาณเฉลี่ยต่อตันข้าวที่เข้าแต่ละโครงการ การจำนำข้าวใช้ 14,795 บาทต่อตัน ในขณะที่ในตารางที่ ๕ ระบุว่าราคาตลาดข้าวเท่ากับ 11,000 บาทต่อตัน

กขช.จึงสรุปว่าชาวนาได้ประโยชน์ 3,795 บาทต่อตัน!

ผมขอถามว่ามีชาวนาที่ไหนบ้างครับที่ขายข้าวได้ 14,795 บาทต่อตัน!?

ความจริงตัวเลขนี้ฟ้องรัฐบาลครับ เพราะธกส.เองเขาก็บอกว่าในปี ๒๕๕๕ ชาวนาขายข้าวได้ไม่เกิน 11,000 บาทต่อตันเท่านั้นแหละครับ แต่กขช.ยืนยันว่ารัฐบาลใช้เงิน 14,795 บาทต่อตันจริง ดังนั้น เมื่อราคานี้ชาวนาขายไม่ได้ คำถามที่ต้องมีคำตอบคือ 3,795 บาทต่อตันนั้นมันหายไปไหน!

และตัวเลขของกขช.เองก็ฟ้องถึงปัญหาของการจำนำข้าว คือกล่องสุดท้ายในภาพเอกสาร กขช.ได้คำนวนด้วยความภาคภูมิใจว่า เม็ดเงินที่เป็นประโยชน์ที่ชาวนาได้รับโดยรวมในปี ๒๕๕๕ คือ 86,526 ล้านบาท

แต่กขช.ลืมไปว่าตัวเลขขาดทุนของรัฐบาลในปีเดียวกันคือ 130,000 ล้านบาท! เขาถึงได้ว่าไงครับ ว่าเอาเงินมาแจกชาวนาเฉยๆยังคุ้มกว่าเลย

สวนตัวเลขที่รัฐบาลน่าจะใส่ใจมากกว่าคือบรรทัดแรกที่บอกว่า โครงการประกันรายได้นั้น มีเกษตรกรได้ประโยชน์ถึง 5.58 ล้านราย เทียบกับเพียง 2.2 ล้านรายในการจำนำ ทั้งๆที่ธกส.จ่ายเงินไปในโครงการจำนำข้าวมากกว่าประกันรายได้ถึงกว่า 5 เท่า (บรรทัดที่ 3)

คิดใหม่ ทำใหม่ได้ครับ

"พ.ต.ท.สันธนะ" โล่ให้ปากคำตร.เชื่อกลุ่มการเมืองสั่งฆ่าเอกยุทธ??

"พ.ต.ท.สันธนะ" โล่ให้ปากคำตร.เชื่อกลุ่มการเมืองสั่งฆ่าเอกยุทธ??
อดีตรองผู้กำกับการสันติบาล เข้าให้ข้อมูลคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชัญบุตร เชื่อมีกลุ่มคนใกล้ชิดนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
           วันนี้ (18 มิ.ย.56) พันตำรวจโทสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการสันติบาล เข้าพบพันตำรวจเอกชัยวัฒน์ อรัญวัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เพื่อให้ข้อมูลคดีอุ้มฆ่านายนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง โดยระบุว่า รู้จักกับนายเอกยุทธมากว่า 30 ปี ตั้งแต่ยังรับราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอก และพบกับครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ระหว่างนั่งเครื่องบินกลับจากประเทศสิงค์โปร์ โดยนายเอกยุทธ ได้เล่าว่าให้ฟังว่าถูกปองร้ายจากกลุ่มบุคคลใกล้ชิดนักการเมืองระดับประเทศ ทำให้เชื่อว่าคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธมีกลุ่มผู้จ้างวาน เนื่องจากนายเอกยุทธเคยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเปิดเผยข้อมูลลับผ่านทางเว็บไซด์และโซเชียลเน็ตเวิร์คมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 2 คน โดยอยากให้ตำรวจตรวจสอบการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ของนายสันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถผู้ต้องหา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าน่าจะมีการติดต่อกับผู้ร่วมขบวนการอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำลายบ้านเมืองด้วยการไม่รักษากฎหมาย

โดย วสิษฐ เดชกุญชร

          เรื่องที่น่าวิตกที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับเมืองไทยทุกวันนี้ได้แก่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รักษา กฎหมาย โดยเฉพาะตำรวจ
          หน้าที่ของตำรวจคือสอดส่องดูแลป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายและหาก มีก็ต้องจับกุมเอาตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อฟ้องร้องให้ศาลลงโทษ
          ที่ว่าน่าวิตกที่สุดก็เพราะว่าในระยะนี้มีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นติดๆ กันหลายครั้ง ที่แสดงว่า ตำรวจอาจจะกำลังไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม
          กรณีผู้สวมหน้ากากสีขาวชุมนุมในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ เดือนนี้ แล้วถูกคน สวมเสื้อแดงขัดขวางและกลุ้มรุมทำร้ายจนบางคนได้รับบาดเจ็บเป็นกรณีล่าสุด  หนึ่งสัปดาห์ก่อน หน้านั้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายนขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดเวที ปราศรัย “ผ่าหาความจริง” คนเสื้อแดงได้ยกพวกไปก่อกวนขัดขวางและใช้ของแข็งยิงและขว้างปา ผู้ที่กำลังชุมนุมฟังการปราศรัย จนบางคนได้รับบาดเจ็บ
          ในกรณีเดียวกันคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคุณชวน หลีกภัยที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ถูกคนเสื้อแดงขัดขวาง จนกระทั่งต้องล้มเลิกการเดินทางไปร่วมปราศรัยที่จังหวัดลำพูน
          ขณะเกิดเหตุทั้งที่ลำพูนและที่เชียงใหม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นที่อนุมานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไปเพื่อรักษาความสงบ แต่ครั้นเมื่อความไม่สงบเกิดขึ้นตำรวจก็ปฏิบัติหน้าที่อย่าง หละหลวมหรือเหลาะแหละ ที่สำคัญก็คือตำรวจมิได้เข้าป้องกันมิให้มีการทำร้ายร่างกายกัน
          สาเหตุที่ตำรวจไม่กล้าทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิก็คงเป็นเพราะว่าคนเสื้อแดงที่ไปขัดขวาง การปราศรัยของพรรคประชาธิปไตยที่ลำพูนและขัดขวางการชุมนุมของคนสวมหน้ากากขาวที่ เชียงใหม่นั้นเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และสนับสนุน (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตรพี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
          รัฐบาลคือผู้บังคับบัญชาของตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
          ตำรวจลืมไปว่าหน้าที่ในการรักษากฎหมายของตำรวจนั้นไม่มียกเว้นผู้ใด  หากทำผิดกฎ หมายถึงจะเป็นนายเป็นผู้บังคับบัญชาของตนตำรวจก็จะต้องรักษากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการจับกุม
          ความบกพร่องของตำรวจจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือลังเลใจก็ตามสมัยนี้สาธารณชนเห็น และมีการบันทึกไว้ทุกขั้นตอน โดยกล้องถ่ายภาพวงจรปิด หรือโดยกล้องที่ติดอยู่กับโทรศัพท์มือถือ
          อย่างเช่นเหตุการณ์ที่ลำพูนและเชียงใหม่นั้นได้รับการบันทึกและถ่ายทอดออนไลน์ และ เผยแพร่ไปทั่วโลกในทันที
          การไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นความผิดทางอาญาและมีอายุความ  ในขณะนี้ผู้เสียหายอาจจะ หวาดกลัวและไม่กล้าแจ้งความกล่าวโทษตำรวจฐานไม่ปฏิติหน้าที่แต่ต่อไปเมื่อพรรคเพื่อไทย และ รัฐบาลชุดนี้หมดอำนาจ ก็ยังอาจมีผู้รื้อฟื้นกล่าวโทษตำรวจอาจตกเป็นจำเลย และถูกลงโทษตาม กฎหมายได้
          ที่สำคัญไม่น้อยกว่าโทษทางอาญานั้นคือโทษทางสังคมเพราะการละเลยจงใจไม่ปฏิบัติหน้า ที่ของตำรวจ ย่อมทำให้ประชาชนเสื่อมคลายความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อตำรวจ  และเมื่อหวังพึ่งตำ รวจไม่ได้ในที่สุดบางคนบางพวกก็อาจตัดสินใจช่วยตัวเอง ด้วยการตอบโต้ผู้ที่ขัดขวางรังแกหรือ ทำร้ายเขาตามวิธีที่เขาเห็นสมควร
          การจลาจลและสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นเมื่อไม่มีผู้รักษากฎหมายครับ
          สิ่งที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติควรปฏิบัติโดยเร็วที่สุดจึงได้แก่การกำชับและสั่งการให้ ตำรวจรักษา กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นธรรม และโดยไม่ต้องกลัวว่าผู้ละเมิดกฎหมายจะเป็นใครสังกัดพรรคใด
          ถ้าหากเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เพิกเฉย หรือลังเลใจไม่กล้าสั่งการ ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องตัดสินใจเองเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นที่ลำพูนและที่เชียงใหม่ก็จะเกิดขึ้นอีก และอาจลุกลามไป จนกลายเป็นการใช้กำลังปะทะต่อสู้กัน  ถึงตอนนั้นตำรวจก็จะจำเป็นต้องใช้วิธีปราบจลาจลความ เสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองอาจร้ายแรงกว้างขวางเกินคาด
          สงสารบ้านเมืองเป็นห่วงบ้านเมือง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการรักษากฎหมายและบังคับ ใช้กฎหมายอย่างฉับพลันและเคร่งครัด.

เปิดร่าง "โรดแมปสันติภาพ" ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้

เปิดร่าง "โรดแมปสันติภาพ" ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้

DeepSouthWatch's picture
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW)
 
            การพูดคุยและเจรจาสันติภาพเป็นกระบวนการที่อ่อนไหวและเปราะบาง เพราะคือขั้นตอนของการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ของตัวแสดงในความขัดแย้งจากที่เคยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรองมาสู่วิธีการสนทนา ความท้าทายในระหว่างทางนั้นเป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฟากฝ่ายจำต้องประสบเป็นธรรมดา สิ่งที่จะเป็นหลักประกันประการหนึ่งของกระบวนการสันติภาพดังกล่าวคือการมีทิศทางที่ชัดเจนและเข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งและกระบวนการที่แสดงหาทางออกในแบบนี้ บทเรียนจากความขัดแย้งในที่อื่นๆ สอนเราว่าแผนที่เดินทางเพื่อสันติภาพ หรือ Peace Roadmap เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนให้การพูดคุยและเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้จะมีความหมายต่อผู้คนและมีความมั่นคงเพียงพอสำหรับทางออกซึ่งพอจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย
 
            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลาของการริเริ่มพูดคุยสันติภาพที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้ทิศทางและความพร้อม การมีทิศทางซึ่งเห็นชอบร่วมกันของคู่สนทนาหรือมีการผลักดันจากฝ่ายต่างๆ จึงเป็นเครื่องมือที่จะรั้งให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมามีความพยายามจะเสนอแผนที่เดินทางอยู่บ้าง แต่การแสดงบทบาทของเครือข่ายประชาสังคมในพื้นที่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ชี้ให้เห็นความพยายามผลักดันให้การพูดคุยที่กำลังดำเนินอยู่นั้นยึดโยงกับความกังวลและความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญด้วย สิ่งนี้จะสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักประกันว่าสันติภาพที่ (อาจ) จะก่อเกิดขึ้นในอนาคตนั้นมีฐานรองรับจากประชาชนมากพอ

 
            ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สภาประชาสังคมชายแดนใต้และเครือข่ายองค์กรในภาคสังคมจำนวนหนึ่งได้ร่วมกันจัดกระบวนการยกร่างแผนที่เดินทางสันติภาพ หรือ “โรดแมปสันติภาพ” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเชิญนักวิชาการด้านสันติภาพคนสำคัญมาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความจำเป็นของการมี “โรดแมปสันติภาพ” ในกระบวนการพูดคุยและเจรจาสันติภาพ (คลิกอ่าน “ทำความเข้าใจ แผนที่เดินทางสู่สันติภาพและบทบาทของฝ่ายที่สาม”) และจัดให้มีการระดมความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องหลายครั้งเมื่อตอนต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทั่งได้มาซึ่งร่างแผนที่เดินทางที่พร้อมจะเสนอต่อคู่สนทนา ทั้งฝ่ายทางการไทยและฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น
 
            แม้ว่าใจกลางของการจัดทำโรดแมปสันติภาพจะเน้นหนักไปที่ “กระบวนการ” ที่มีประชาชนหลายกลุ่มองค์กรและหลากหลายชาติพันธุ์ศาสนาเข้าร่วม แต่ “เนื้อหา” ของร่างโรดแมปดังกล่าวก็มีความหมายสำคัญที่คู่สนทนาและผู้คนในสังคมควรร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
 
            ดังที่นำมาแสดงให้เห็นในที่นี้
 
 
(ร่าง)
แผนที่เดินทางสันติภาพโดยภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี
ผลจากการระดมความเห็นเครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้
ในวันที่ 4 , 8 และ 10 มิถุนายน 2556
 
1. ภาคประชาสังคมมีการระดมความคิดเห็นจากบุคคลที่หลากหลายกลุ่มและอาชีพ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งมั่นที่จะเห็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงที่ยืดเยื้อเรื้อรังในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยสันติวิธี ภาคประชาสังคมและประชาชนในและนอกพื้นที่ตื่นตัว ตระหนัก และสร้างความหวัง รวมทั้งปรารถนาให้รัฐไทยกับขบวนการ BRN รวมทั้งกลุ่มอุดมการณ์ ผู้เห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่นๆ มีการพูดคุย/เจรจาสันติภาพเพื่อหาทางออกที่ดีงาม ถูกต้อง และบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ และประเทศชาติ
 
2. ภาคประชาสังคมเห็นว่า กระบวนการสันติภาพนี้ควรวางอยู่บนหลักการการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธี ข้อ:
 
(1) ทุกกระบวนการของการสร้างสันติภาพ ต้องเชื่อมโยงและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และสังคมสาธารณะ
 
(2) ทุกฝ่ายควรยอมรับสถานะของคู่เจรจาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
 
(3) เปิดพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นโดยไม่ต้องกังวลต่อความปลอดภัยและการดำเนินทางกฎหมายจากทั้งรัฐและ BRNในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ
 
(4) ภาคประชาสังคมจะเป็นฝ่ายประสานเชื่อมทุกฝ่าย ร่วมกันกำหนดพื้นที่/สร้างตัวชี้วัดในการ “ลดความรุนแรง” และสนับสนุนการสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและชอบธรรม
 
(5) สังคมต้องเรียนรู้ เข้าใจ อดทน อดกลั้น และยอมรับความจริงเพื่อหนุนเสริมให้กระบวนการพูดคุยและเจรจาบรรลุข้อตกลงของทุกฝ่าย
 
3. พันธะสัญญา เพื่อให้การพูดคุยเดินหน้าจนบรรลุข้อตกลงร่วมกันโดยนำความสันติสุขแก่ประชาชน ภาคประชาสังคมจะผนึกกำลังร่วมกันกับทุกฝ่าย แม้ว่าเวทีการพูดคุยจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
 
ข้อเสนอต่อขบวนการ BRN:
 
(1) ต้องสื่อสารและเปิดพื้นที่ทำความเข้าใจให้รัฐและประชาชนในเรื่องความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มเสนอให้เป็นรูปธรรม
 
(2) ร่วมกันเสนอแนวคิดการจัดให้มีช่องทางสื่อสารของบีอาร์เอ็นในการติดต่อประสานงานเพื่อการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ
 
(3) ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์รุนแรงทั้งที่ตัวเองได้กระทำและปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
 
(4) ควรมีแผนที่สันติภาพ (โรดแมปเพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันหาทางออกจากความขัดแย้ง
 
(5) ละเว้นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
 
ข้อเสนอต่อรัฐไทย:
 
(1) ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาวิเคราะห์ข้อเสนอของ BRN อย่างรอบคอบและสรุปผลเสนอต่อคณะพูดคุย
 
(2) สร้างบรรยากาศสันติภาพให้เป็นรูปธรรมทุกระดับในพื้นที่
 
(3) ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์รุนแรงทั้งที่ตัวเองได้กระทำและปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
 
(4) กำหนดองค์กรให้ชัดในการทำหน้าที่รับฟังความเห็นจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคม
 
(5) หากระบวนการที่ชอบธรรมเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาสันติภาพให้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
 
(6) รัฐต้องมีหน่วยที่สามารถสื่อสารความก้าวหน้าการพูดคุย/เจรจาสันติภาพ
 
(7) ทบทวนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
 
ข้อเสนอต่อประชาชน
 
(1) ควรเรียนรู้ ติดตาม และตรวจสอบกระบวนการสันติภาพให้เท่าทัน ครอบคลุมทุกด้าน
 
(2) ต้องกระตือรือร้นในการเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการสร้างสันติภาพด้วยตัวของประชาชนเอง
 
(3) สร้างและเปิดพื้นที่การพูดคุยและเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมด้วยเครื่องมือที่สร้างสรรค์(ทีม/กระบวนการเพื่อสันติภาพให้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น
 
(4) ควรเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
 
ข้อเสนอต่อสื่อ
 
(1) สื่อต้องเรียนรู้ และมีองค์ความรู้ในกระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ และสังคมวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนาทักษะการรายงานข่าวสาร ให้ความรู้แก่สาธารณะในการหนุนเสริมกระบวนการพูดคุย/เจรจาให้บรรลุเป้าหมาย
 
(2) สื่อควรมีแนวปฏิบัติของการรายงานข่าวสารที่สอดรับกับบรรยากาศกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่
 
(3) สื่อควรสร้างพื้นที่ของเครือข่ายการพูดคุย โดยใช้แหล่งข่าวหลากหลายกลุ่มได้สนทนาสันติภาพในพื้นที่สื่อด้วยเช่นกัน
 
ข้อเสนอต่อรัฐบาลมาเลเซีย
 
(1) ต้องเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพ
 
(2) ยกระดับจาก "ผู้อำนวยการพูดคุยเป็น “คนกลางในการไกล่เกลี่ย” ร่วมกับประเทศอื่นๆ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย
 
4. บทบาทของภาคประชาสังคมกับการสนับสนุน/หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ มีดังนี้
 
(1) เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมสันติภาพและการเรียนรู้ให้กับองค์กรภาคประชาสังคมทุกเครือข่ายเป็นวัตถุประสงค์สำคัญขององค์กร
 
(2) เสริมสร้างและพัฒนาทักษะกับการทำงานหลักของแต่ละองค์กรให้เชื่อมโยงกับกระบวนการสันติภาพ
 
(3) สร้างกระบวนการทำงาน การติดตามประเมินผล 'โครงการสันติภาพให้เข้มแข็งเป็นเครือข่ายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น
 
(4) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ในการทำงานแต่ละประเด็นให้เป็นกระบวนการเพื่อสร้างโครงข่ายอย่างเป็นระบบ
 
(5) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่เครือข่าย ประชาชนในการสร้าง "สภาวะผู้นำในกิจกรรมสร้างสันติภาพ
 
(6) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องเชื่อมโยงกับองค์กรเครือข่ายเพื่อสื่อสารภายในและสังคมสาธารณะในผลของการขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
 
(7) ให้องค์กร/ภาคประชาสังคมปฏิบัติการ แถลงการณ์ รณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น
 
(8) ให้องค์กรภาคประชาสังคมผลักดันข้อเสนอเป็นนโยบายสาธารณะและวาระแห่งชาติ
 
(9) ภาคประชาสังคมจะต้องผนึกกำลังและสร้างเครือข่ายในพื้นที่เพื่อขยายกระบวนการสันติภาพ
 
(10) องค์กร/ภาคประชาสังคม รวมทั้งสถาบันการศึกษา ควรสร้างกระบวนการทบทวนและปรับปรุงการทำงานให้หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ
 
5. องค์กร/ภาคประชาสังคมเสนอกรอบเวลา ปี (นับจากกรกฎาคม 2556/2013 – พฤษภาคม2559/2016) เพื่อให้การพูดคุย/เจรจาสันติภาพเป็นไปทั้งในทางลึกและกว้าง ด้วยการมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง โดยแบ่งระยะเวลาเป็นช่วงต่างๆ โดยมีการสร้างกระบวนการสื่อสารธารณะตลอดกระบวนการ ดังนี้
ระยะของกระบวนการพูดคุย ใช้ระยะเวลา เดือน – ปี
(กรกฎาคม 2556/2013 – มิถุนายน 2557/2014)
 
๐ ทั้งสองฝ่ายคู่เจรจาตกลงขั้นตอน กระบวนการ ประเด็นการเจรจาภายในสิ้นปี 2556
๐ สร้างความเข้าใจ รณรงค์สาธารณะ/อธิบายการยอมรับการเจรจา
๐ รัฐไทยตอบข้อคำถาม ข้อของขบวนการ BRN
๐ ขบวนการ BRNสร้างความมั่นใจกับรัฐไทย
๐ ใช้การพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเสริมการพูดคุยที่เป็นทางการ
๐ ลดความกังวลแก่มวลชนทั้งสองฝ่าย
๐ ขบวนการ BRN ต้องขยายความ "ความไม่เป็นธรรมให้ทั้งรัฐและประชาชนเข้าใจ
๐ รัฐไทยและบีอาร์เอ็นต้องเปิดพื้นที่และสร้างบรรยากาศกระบวนสันติภาพให้เป็นรูปธรรม ทุกระดับในพื้นที่
๐ ขยายพื้นที่พูดคุยกระบวนการสันติภาพ โดยสร้างเวทีพูดคุยสันติภาพให้ครอบคลุมทุกฝ่าย
๐ เปิดเวทีให้ประชาชนนำเสนอความคิดเห็นและประเด็นต่อรัฐ
 
ระยะยกระดับสู่ "การเจรจา"
 
๐ กำหนดกลไกคณะทำงานในกระบวนการเจรจา อาทิ ใช้การพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเสริมการพูดคุยที่เป็นทางการ
๐ มีกลไกที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการกับ Track 1
๐ ตั้งคณะที่ปรึกษาร่วมที่มาจากทั้งสองฝ่าย
๐ หารือกรอบข้อตกลงการเจรจา ประเด็น
๐ ฝ่ายคู่ขัดแย้ง แต่งตั้งตัวแทนการเจรจา
 
ขั้นเจรจา ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย ปี
(มิถุนายน 2557/2014 – พฤษภาคม 2559/2016)
 
๐ มีคณะทำงานย่อยแต่ละประเด็นที่มีการเจรจา เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่บรรลุได้ ได้แก่
            การลดความรุนแรง
            - 
ข้อตกลงการหยุดยิง การสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย
            - 
การสร้างความเป็นธรรม
            - 
การปฏิรูปฝ่ายความมั่นคง
            - 
การปฏิรูปการเมือง และสิทธิทางการเมือง
            - แก้ไขรัฐธรรมนูญ
            - 
การศึกษา ภาษา อัตลักษณ์ ฯลฯ
๐ ได้กรอบข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ
 
หลังมีกรอบข้อตกลงการเจรจา ปี
 
๐ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการละเมิดกฎการเจรจา โดยมีตัวแทนของภาคประชาชนทุกภาคส่วน
๐ การปฏิบัติ ติดตามให้ข้อตกลงสันติภาพเป็นรูปธรรม
๐ เกิดพื้นที่ปลอดภัยจากฝ่ายคู่ขัดแย้งทุกพื้นที่
๐ ขยายความเข้าใจแก่สังคมสาธารณะ
 
บันทึกข้อถกเถียง
อนึ่ง มีการถกเถียงที่ยังไม่ลงตัวหลายประการ เช่น คำว่า "ประเทศชาติในที่นี้หมายถึงประเทศใด สันติภาพ ก็ต้องมีนิยาม เพราะแต่ละฝ่ายนิยาม "สันติภาพไม่เหมือนกัน เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'แดงเชียงใหม่'ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ

'แดงเชียงใหม่'ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ ฝ่ายหลังแตกหนีกระเจิงเหตุมีจำนวนน้อยกว่า เศษขยะเกลื่อนเมือง

เมื่อเวลา 16.30น. วันที่ 14 มิ.ย.2556 หลังจากที่กลุ่มหน้ากากขาวในจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดรวมตัวจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ แต่ระหว่างที่มีการรวมตัวกันบริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ถนนนิมานเหมินทร์ ซอย 13 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มวลชนคนเสื้อแดงกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 กว่า 100 คน ได้เข้ามาปะทะกับกลุ่มหน้ากากขาวเชียงใหม่ที่มีจำนวน 50 คน โดยเหตุการณ์เริ่มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้ปาขยะใส่กลุ่มหน้ากากขาว และมีการดึงป้ายผ้าที่เขียนว่า "โค่นล้มระบอบทักษิษ" ทำให้เกิดการชุลมุมจนเกิดกากชกต่อยระหว่างคน 2 กลุ่ม แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 คนเข้าห้ามปราบแต่ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้มีการระดมกำลังคนเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยที่กลุ่มหน้ากากขาวได้ถอยร่นเข้าไปอยู่ในอาคารพาณิชย์ของเอกชน เพื่อหลบเลี่ยงการถูกโจมตี แต่เบื้องต้นกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้ฝ่าเข้าไปในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว และเกิดการชุลมุนชกต่อยกับทางกลุ่มหน้ากากขาวอีกคครั้ง เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตอนนี้ทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51ได้นำรถยนต์เข้ามาปักหลักบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ดังกล่าว และมีการนำเครื่องขยายเสียงแสดงเจตนารมณ์ปกป้องทักษิณ และมีการด่าทอไปยังกลุ่มหน้ากากอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้ปาสิ่งของใส่กลุ่มหน้ากากขาวจนแตกกระเจิง บางส่วนได้วิ่งหลบหนีไปหลบซ่อนอยู่ตามซอยในถนนนิมานเหมินท์ ขณะที่บางส่วนถอยล่นเข้าไปหลบที่ฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ห่างจากจุดปะทะประมาณ 200 เมตร

กระทั่งเกิดการปะทะกันอีกครั้งที่บริเวณเซเว่นอีเลฟเว่นข้างกับฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ถนนนิมานเหมินท์ คาดว่ามีกลุ่มคนหน้ากากขาวได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะเดียวกัน ทางรปภ.ของฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นไม่กลุ่มเสื้อแดงเข้ามา เนื่องจากระหว่าางที่มีการปะทะกันนั้น กลุ่มเสื้อแดงได้ขว้างปาเศษขยะ ขวดน้ำ ขวดแก้ว เข้ามาภายในคอนโดฯ จนทำให้บริเวณด้านหน้าทางเข้าเต็มไปด้วยเศษขยะเกลื่อนกระจัดกระจาย

ขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังปักหลักเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ที่ย่านถนนนิมานเหมินท์ เนื่องจากมีสายของกลุ่มเสื้อแดง รายงานว่ายังกลุ่มหน้ากากขาวบางส่วนยังหลบซ่อนตัวอยู่ และการ์ดของกลุ่มหน้ากากขาว มีการพกพาอาวุธปืนและจะทำร้ายกลุ่มเสื้อแดง พร้อมประกาศจะปกป้องคนที่ให้ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากรัฐมนตรีและจ้องจะล้มรัฐบาล

http://www.komchadluek.net/detail/20130614/161025/แดงเชียงใหม่ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ.html#.Ubsxc-eNkwo

หญ้าปักกิ่ง ยืดอายุคนเป็นมะเร็ง

ถิ่นกำเนิดของหญ้าปักกิ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าปักกิ่งทั่วไปในประเทศไทย

ยาจีนใช้หญ้าปักกิ่งบรรเทาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและขับพิษส่วนในประเทศไทย ผู้ป่วยมะเร็งประเภทต่างๆ ดื่มน้ำคั้นจากส่วนเหนือดินของหญ้าปักกิ่งรักษาตนเอง เพื่อช่วยยืดชีวิตและลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบันมานานกว่า 30 ปี 

งานวิจัยหญ้าปักกิ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2532-2537) องค์การเภสัชกรรม (พ.ศ. 2542-2543) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (พ.ศ. 2546) มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และเงินบริจาคจากภาคเอกชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการต้านมะเร็งของหญ้าปักกิ่ง

สารที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในหญ้าปักกิ่ง คือ กลัยโคสฟิงโกไลปิด (Glycosphingolipid) ที่มีชื่อว่า G1b ซึ่งเป็นกลุ่มไขมันที่มีขั้วเป็นองค์ประกอบของเซลล์ผิว กลัยโคสฟิงโกไลปิดมีหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน พบว่า กลัยโคสฟิงโกไลปิดของเซลล์มะเร็งแตกต่างจากเซลล์ปกติ จึงคาดว่า นอกจากฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรงต่อเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่และตับ ระดับปานกลางในหลอดทดลอง G1b อาจมีฤทธิ์ปรับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า G1b เพิ่มอัตราส่วนของ CD 3, 4 : CD 3, 8 ที่ผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพาะเลี้ยงในวันที่ 3 และ 7 จากการตรวจความเป็นพิษเฉียบพลันและความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของน้ำคั้น พบว่ามีความปลอดภัย

การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง

การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง หญ้าปักกิ่งส่วนเหนือดิน 100-120 กรัม นำไปแช่น้ำเกลือหรือน้ำด่างทับทิม 10 – 15 นาทีและล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปคั้นน้ำ ด้วยเครื่องปั่นแยกกาก น้ำคั้นที่ได้เทผ่านผ้าขาวบาง และบีบน้ำคั้นออกจากกาก จะได้น้ำคั้นประมาณ 60 มลลิลิตร ให้แบ่งดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ดื่มติดต่อกัน 7 วัน แล้วหยุด 4 วัน เพื่อป้องกันการรับประทานเกินขนาด การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสามารถเตรียมให้ใช้ได้ 2-3 วัน โดยเก็บรักษาน้ำคั้นไว้ในตู้เย็


ที่มา : รศ. ดร. วีณา จิรัจฉริยากูล/by สาระแห่งสุขภาพ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14มิ.ย.2556


               ในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์การหายตัวอย่างมีเงื่อนงำของคนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลถึง 2 รายซ้อน แม้จะเกิดคนละประเทศคนละทวีป แต่ก็มีเงื่อนปมชวนสงสัยไปในทิศทางเดียวกันว่าอาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง รายแรกก็คือการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ก่อนจะพบศพในเวลาต่อมา โดยตำรวจพยายามโน้มน้าวให้สังคมมีความเห็นคล้อยตามว่าถูกคนขับรถอุ้มฆ่าเพื่อชิงทรัพย์หรือเพราะความแค้นส่วนตัว

               ในสหรัฐอเมริกาเองก็มีการข่าวการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ซึ่งกลายเป็นขอมดำดินเพื่อความปลอดภัยในชีวิตหลังจากเช็กเอาท์จากโรงแรมแห่งหนึ่งในฮ่องกงที่ใช้เป็นที่กบดานนานนับสัปดาห์ เมื่อมีสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าวอชิงตันพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวอดีตซีไอเอผู้นี้กลับประเทศ ทั้งในทางแจ้งด้วยการขอให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันส่งตัวกลับประเทศในข้อหาคุกคามความมั่นคงของประเทศ หรืออาจข้อหาร้ายแรงกว่านั้นคือทรยศต่อประเทศชาติ หรือในทางลับด้วยการอุ้มจะเป็นอุ้มฆ่าหรือลักพาตัวก็แล้วแต่

               แม้จะเกิดต่างกรรมต่างวาระ แต่การหายตัวของนายเอกยุทธและนายสโนว์เดนกลับมีอะไรคล้ายคลึงกันหลายประการด้วยกัน ที่น่าสนใจก็คือทั้งสองคนล้วนแต่เป็นจอมแฉที่กำลังเป็นที่หมายหัวของรัฐบาลหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธมุ่งเปิดโปงเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่กรณี ว.5 โฟร์ซีซันส์ ไปจนถึงกรณี โฟร์ซีซันส์ 2 รวมทั้งตามเปิดโปงระบอบทักษิณอย่างไม่ลดละ นอกเหนือจากเตรียมกระชากหน้ากากนักการเมือง-ข้าราชการของไทยบางคนว่าเป็นจอมเลี่ยงภาษีและฟอกเงิน ส่วนนายสโนว์เดนยอมเผยตัวว่าเป็นแหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษที่กำลังขุดคุ้ยโครงการลับสุดยอด “พริซึม”ว่าทำเนียบขาวได้ไฟเขียวให้หน่วยข่าวกรองระดับชาติจารกรรมข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันด้วยการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีของสหรัฐ 9 แห่ง ตลอดจนดักฟังโทรศัพท์ของประชาชนกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์

               การกระทำของทั้งสองคนถือว่าเป็นไปตามกฎหมายที่รับประกันสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าโปร่งใสมากน้อยเพียงใด แต่กลับถูกคุกคามจากอำนาจมืดที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนที่มีอิทธิพลทางการเมือง ครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สื่อได้ลุกขึ้นทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปกป้องไว้ซึ่งสิทธิส่วนบุคคลหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อไทยส่วนใหญ่ต่างนำเสนอความเห็นแย้งกับตำรวจและมุ่งเจาะประเด็นว่าอาจเป็นเรื่องของการสมคบคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์จากการเปิดโปงของนายเอกยุทธ ส่วนสื่อตะวันตกช่วยกันปกป้องการกระทำของนายสโนว์เดนว่าไม่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของประเทศ เป็นการเปิดโปงเพื่อประโยชน์ของประชาชน

"ทนายนกเขา" ชำแหละตำรวจทำคดี "เอกยุทธ" ไม่รัดกุม หนุนญาติสู้ต่อเพื่อชาติ

"นิติธร" ยันสังหาร "เอกยุทธ" ไม่ใช่แค่ชิงทรัพย์ จับพิรุธเจ้าหน้าที่ทำงานไม่รัดกุมหลายอย่างส่งผลทำคดีเบี่ยงเบน แนะญาติร้องกรมสอบสวนกลาง - คณะกรรมการสิทธิฯ พร้อมทั้งดึง "หมอพรทิพย์" เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ชี้ทำเพื่อช่วยประเทศชาติให้หลุดพ้นจากรัฐตำรวจ เชื่อประชาชนจะร่วมส่งกำลังใจให้มหาศาลเพราะเอือมตำรวจเต็มทน

...วันที่ 13 มิ.ย. 2556 นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความที่รับว่าความคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานภาครัฐ ได้กล่าวในรายการ "คนเคาะข่าว" ทางเอเอสทีวี ถึงคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ ว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมการสอบสวนนายสันติภาพ เพ็งด้วง ซึ่งกรณีต้องชมพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ( ผบช.น.) ที่เปิดโอกาสให้ทนายความและผู้เสียหายเข้าร่วม ในระหว่างนั้นตนได้สอบถามตำรวจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์ เราก็เห็นหลายจุดเลยถามว่ากรณีที่เซลล์ไซต์ใช้ในจุดนี้ ได้ตรวจสอบเบอร์ที่ใช้เซลล์ไซต์ใกล้เคียงกันหรือไม่ เพราะไม่มีใครใช้เบอร์ปกติหรอก แต่ตำรวจก็บอกทำไม่ได้ ตนเห็นว่าแค่เรื่องเบอร์ก็ทำงานไม่รัดกุมเพียงพอ ถ้าทำรัดกุมจะได้หลักฐานอีกหลายอย่าง

นอกจากนี้การเข้าขุดศพ ภายในคืนนั้นตำรวจไม่เข้าอ้างว่าฝนตก ซึ่งทางคดีต้องเข้าทันที เพราะสันนิษฐานตรงกันว่านายสันติภาพไม่ได้ทำคนเดียว ตอนนั้นเป้าชัดเจนว่าเราต้องการเข้าไปค้นหาศพ ถ้าทอดเวลาไปจะต้องมีคนในกระบวนการฆ่าเข้าไปทำลายศพแน่ ฉะนั้นไม่มีเหตุว่าฝนตกแล้วไม่เข้า แล้วคนที่เข้าไปควรเป็นนิติเวช แม้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียสละทำหน้าที่ แต่ถ้าต้องการหลักฐานต้องไม่ทำงานแบบนี้ เพราะต้องกั้นพื้นที่เก็บร่องรอยทั้งหมด

ส่วนหลักฐานในรถ อาจบังเอิญก็ได้ เพราะพอเราไปถึง รถก็ถูกส่งไปตรวจพอดี ตอนนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะมีเรื่องอื่นสำคัญกว่าส่งคนไปตรวจรถ แต่ก็ทำให้เห็นนัยบางอย่าง เพราะพนักงานสอบสวน ผู้เสียหาย และทนาย ต้องทำร่วมกัน ไม่ควรทำเพียงคนใดคนหนึ่ง

แล้วคดีนี้เริ่มต้นที่กองปราบ ส่วนสน.วังทองหลางเป็นเพียงการแจ้งลงประจำวันไว้ว่าติดต่อนายเอกยุทธไม่ได้ แต่กรณีนี้เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ไม่เห็นว่ามีการประสานงานกองปราบให้เข้ามาร่วม จะเห็นว่ามีอะไรหลายอย่างที่เบี่ยงเบนต่อผลคดีทั้งนั้น

นายนิติธร ยังกล่าวด้วยว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่านายสันติภาพ ตั้งใจให้โดนจับเพื่อปิดคดี เพราะรถติดจีพีเอส ไม่มีใครโง่ขับรถตะลอนไปทั่ว นายสันติภาพบอกว่าติดหนี้พนันบอล 4-5 แสนบาท เทียบกับเงิน 5 ล้านบาท มันไม่สมดุลย์กัน แล้วบอกว่าแค้นที่แฟนโดนไล่ออกจากงาน มันไม่มีใครรู้สองคนนี้เป็นแฟนกันจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นก็ไม่กี่เดือน รักกันถึงขนาดต้องทำขนาดนี้หรือเปล่า แล้วถ้าเราเป็นนายเอกยุทธ ไล่พนักงานออกแล้วยังจะเอาแฟนเขาไว้อีกหรือ

ความเห็นตนคือหลังจากนายสันติภาพส่งนายเอกยุทธที่ร้านอาหารแล้ว ได้เอารถไปรับคนให้เข้าไปในรถ แล้วเปลี่ยนที่จอด โดยถอยหลังจอดพร้อมออกทันที ตนมองว่าเรื่องนี้กะทันหันมาก อาจมีการเตรียมการมานาน แต่ไม่มีจังหวะทำ แต่ตอนนั้นมีจังหวะพอดี จึงมีกระบวนการต่างๆเพิ่มเข้ามา ทั้งการทอดเวลาเพื่อเอาเงิน คือถ้าทำไม่สำเร็จก็กลายเป็นนายสันติภาพทำ ถ้าได้เงินไปด้วยก็เป็นการปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ คิดกะทันหันบนพื้นฐานว่าต้องหาแพะให้ได้ก่อน ถ้าทีมเตรียมการได้ตัวนายเอกยุทธแล้วไปทันทีมันจะตัดตอนไม่ได้ เมื่อดำเนินภารกิจเสร็จ จึงขับรถตะลอนไปพัทลุง แล้วรอดพ้นด่านตรวจได้อย่างไร เว้นแต่คนพิเศษ มีอำนาจพิเศษที่ทำได้

ดูแรงจูงใจของนายสันติภาพ เพื่อประสงค์ต่อเงิน 5 ล้านบาท ดูแล้วไม่มีเลย หากเทียบกับเรื่องโฟร์ซีซั่นส์ มัลดีฟส์ และกรณีมีคดีพิพาทกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ด้วย แบบนี้จะไม่ให้สงสัยเป็นไปไม่ได้ รวมถึงตอนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เกิดการอุ้มฆ่าทนายสมชาย กรือเซะ ฆ่าตัดตอนยาเสพติด แล้วขณะนี้รัฐบาลก็อยู่ในรากระบอบทักษิณ เกิดขึ้นในสภาวะที่ตำรวจกระจายไปทุกหน่วยงาน ดีเอสไอก็เป็นรากหนึ่งของตำรวจตอนนี้แทบไม่เหลือสภาพแล้ว ตามบอร์ดหน่วยงานต่างๆก็มีตำรวจไปนั่ง มันเหมือนรัฐตำรวจไปแล้ว จะให้คนไม่สงสัยเป็นไปไม่ได

การที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้จะเป็นวัฏจักรวน เช่น เมื่อครั้งที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ทำรัฐตำรวจขยายอำนาจจนเกิดรัฐประหาร สมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตำรวจขยายอำนาจก็เกิดวงจรรัฐประหาร พอมาถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐตำรวจมีอำนาจ ก็นำไปสู่รัฐประหาร เพราะถ้าตำรวจชั่วทุกอย่างจบหมด

นอกจากนี้ถ้าเป็นไปได้ตรวจดูตำรวจที่ทำคดีนายเอกยุทธว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ใครเดินทางไปต่างประเทศ ทำอะไร เป้าหมายคืออะไร มันจะมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น

นายนิติธร ได้กล่าวแนะนำว่า ญาตินายเอกยุทธควรร้องกรมสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากองปราบอีกที ให้ร่วมทำคดี ร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้เข้ามาร่วม และเปิดโอกาสให้หน่วยงานนิติเวชเข้ามาทำงาน เอาแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันทน์ ที่สังคมยอมรับเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ถึงจะจัดการกับคนพวกนี้ได้ เรื่องนี้หากประนีประนอมเหมือนเรายอมจมอยู่กับอำนาจนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าถ้าให้กรมสอบสวนกลางทำคดี ข้อมูลจะละเอียดกว่านี้ คดีเปลี่ยนแน่

ตอนนี้ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของญาตินายเอกยุทธโดยตรง แต่ทำเพื่อประเทศชาติ สำคัญกว่าการทำอะไรเพื่อให้เป็นอณุสรณ์ให้นายเอกยุทธด้วยซ้ำ อีกทั้งนายเอกยุทธมีอุดมการณ์ในเรื่องนี้ ถ้าคนข้างหลังจะทำให้เขา เชื่อว่ามีจะกำลังใจมหาศาลจากประชาชน เพราะทุกวันนี้คนได้รับผลกระทบจากตำรวจหนักหนาสาหัสมากพอแล้ว

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14มิ.ย.2556


               ในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์การหายตัวอย่างมีเงื่อนงำของคนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลถึง 2 รายซ้อน แม้จะเกิดคนละประเทศคนละทวีป แต่ก็มีเงื่อนปมชวนสงสัยไปในทิศทางเดียวกันว่าอาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง รายแรกก็คือการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ก่อนจะพบศพในเวลาต่อมา โดยตำรวจพยายามโน้มน้าวให้สังคมมีความเห็นคล้อยตามว่าถูกคนขับรถอุ้มฆ่าเพื่อชิงทรัพย์หรือเพราะความแค้นส่วนตัว

               ในสหรัฐอเมริกาเองก็มีการข่าวการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ซึ่งกลายเป็นขอมดำดินเพื่อความปลอดภัยในชีวิตหลังจากเช็กเอาท์จากโรงแรมแห่งหนึ่งในฮ่องกงที่ใช้เป็นที่กบดานนานนับสัปดาห์ เมื่อมีสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าวอชิงตันพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวอดีตซีไอเอผู้นี้กลับประเทศ ทั้งในทางแจ้งด้วยการขอให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันส่งตัวกลับประเทศในข้อหาคุกคามความมั่นคงของประเทศ หรืออาจข้อหาร้ายแรงกว่านั้นคือทรยศต่อประเทศชาติ หรือในทางลับด้วยการอุ้มจะเป็นอุ้มฆ่าหรือลักพาตัวก็แล้วแต่

               แม้จะเกิดต่างกรรมต่างวาระ แต่การหายตัวของนายเอกยุทธและนายสโนว์เดนกลับมีอะไรคล้ายคลึงกันหลายประการด้วยกัน ที่น่าสนใจก็คือทั้งสองคนล้วนแต่เป็นจอมแฉที่กำลังเป็นที่หมายหัวของรัฐบาลหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธมุ่งเปิดโปงเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่กรณี ว.5 โฟร์ซีซันส์ ไปจนถึงกรณี โฟร์ซีซันส์ 2 รวมทั้งตามเปิดโปงระบอบทักษิณอย่างไม่ลดละ นอกเหนือจากเตรียมกระชากหน้ากากนักการเมือง-ข้าราชการของไทยบางคนว่าเป็นจอมเลี่ยงภาษีและฟอกเงิน ส่วนนายสโนว์เดนยอมเผยตัวว่าเป็นแหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษที่กำลังขุดคุ้ยโครงการลับสุดยอด “พริซึม”ว่าทำเนียบขาวได้ไฟเขียวให้หน่วยข่าวกรองระดับชาติจารกรรมข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันด้วยการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีของสหรัฐ 9 แห่ง ตลอดจนดักฟังโทรศัพท์ของประชาชนกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์

               การกระทำของทั้งสองคนถือว่าเป็นไปตามกฎหมายที่รับประกันสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าโปร่งใสมากน้อยเพียงใด แต่กลับถูกคุกคามจากอำนาจมืดที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนที่มีอิทธิพลทางการเมือง ครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สื่อได้ลุกขึ้นทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปกป้องไว้ซึ่งสิทธิส่วนบุคคลหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อไทยส่วนใหญ่ต่างนำเสนอความเห็นแย้งกับตำรวจและมุ่งเจาะประเด็นว่าอาจเป็นเรื่องของการสมคบคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์จากการเปิดโปงของนายเอกยุทธ ส่วนสื่อตะวันตกช่วยกันปกป้องการกระทำของนายสโนว์เดนว่าไม่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของประเทศ เป็นการเปิดโปงเพื่อประโยชน์ของประชาชน