เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ตกลงวันรวมญาติได้แล้วครั้งแรกในรอบ 3 ปี จะจัดวันที่ 20-25 ก.พ.นี้ที่สถานตากอากาศหุบเขากุมกังในเกาหลีเหนือ
PR
วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ตม.ระบุความผิด"สาธิต"แบ่งเป็น๒ช่วง พรบ.และ พรก.ฉุกเฉิน
15.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รายงานว่า ได้ทำการสืบสวนสอบสวนกรณีบุคคลต่างด้าว นายสาธิต เซกัล แกนนำ กปปส. แล้วเห็นว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งเนรเทศตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะออกคำสั่งและดำเนินการโดยเร็ว
พล.ต.ต.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 กล่าวเพิ่มเติมถึงการสืบสวนสอบสวนกรณีบุคคลต่างด้าว นายสาธิต เซกัล แกนนำ กปปส. ว่า
จากรายงานการสอบสวนและสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือช่วง พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ซึ่งในส่วนของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นายสาธิต เป็นแกนนำไปที่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
กระบวนการสั่งเนรเทศนายสาธิต ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เริ่มหลังจากการสืบสวนเสร็จแล้วส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการพิจารณาและจะได้เข้าจับกุมอย่างรวดเร็ว เพื่อผลักดันออกนอกประเทส เนื่องจากเป็นคนต่างด้าว
.... จากนั้นจะได้ออกคำสั่งเป็นยบุคลลต้องห้ามเข้าประเทศ เพื่อเวียนไปทั่วโลก ส่วนทรัพย์สินต่างๆ จะไม่สามารถนำออกนอกประเทศได้...
กระบวนการสั่งเนรเทศนายสาธิต ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เริ่มหลังจากการสืบสวนเสร็จแล้วส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการพิจารณาและจะได้เข้าจับกุมอย่างรวดเร็ว เพื่อผลักดันออกนอกประเทส เนื่องจากเป็นคนต่างด้าว
.... จากนั้นจะได้ออกคำสั่งเป็นยบุคลลต้องห้ามเข้าประเทศ เพื่อเวียนไปทั่วโลก ส่วนทรัพย์สินต่างๆ จะไม่สามารถนำออกนอกประเทศได้...
ผู้ประกาศสาวช่อง9อ้างถูกการ์ดปล้นกลางแดด
15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากผู้ประกาศข่าว ช่อง 9 อสมท. ว่า ขณะกำลังเดินทางมาทำข่าวการขอคืนพื้นที่ของ ศรส. ขณะเดินทางกลางเมืองกรุง โดน 4 โจรชักสปาต้า แขวนนกหวีดสายธงชาติ ข้อมือรัดด้วยปลอกแขนสีธงชาติไทย และใส่เสื้อยืดสีดำหน้าอกเสื้อ สกรีนคำว่า "Shutdown Bangkok" ปล้นใจกลางเมืองกรุง...อย่างระทึก! ...
รายละเอียด ติดตามได้ทางช่วงข่าว ช่อง 9 อสมท.
รายละเอียด ติดตามได้ทางช่วงข่าว ช่อง 9 อสมท.
พระนครสานส์: สาวประวัติโกงพรรษาโจมตี"หลวงปู่พุทธอิสระ"
ฉีกหน้ากาก “เสือเหลือง อิสระ กปปส.” ย้อนประวัติ เอี่ยว “โกงพรรษา” ตะลึงเป้าหมายชีวิต พิชิต “พระพุทธเจ้า”ในอนาคต!!
ข่าวพาดหัวย่ำ...สามเสน— 05 February 2014
เตรียมตัวเข้าปิ้งอีก 1 สำหรับ “แกนนำม็อบกบฏ กปปส.” เมื่อ “พุทธะอิสระ” หรือ “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม” หรือ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้รับการยืนยันจาก “นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า “ทำผิดพระธรรมวินัย” ของสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ในการชักชวนประชาชนให้ทำผิดกฎหมาย..
ย้ำกันให้ชัดเจนว่า “ถูกจับ” เมื่อไร … “สึก” ได้ทันที !!!
และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอให้ศาลออก “หมายจับ” ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง ภายหลังนำพาสาวกบุกปิดล้อมสำนักงานเขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธสงครามอย่างรุนแรง !!
โดย “พุทธะอิสระ” นั้น ตามประวัติที่มีการเผยแพร่ต่อๆกันมา คือเดิมชื่อ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เป็นชาวคลองเตย กรุงเทพมหานคร แต่กำเนิด บวชครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย บวชได้เพียงพรรษาเดียว ก็สึกออกไปเป็นทหาร 2 ปี หลังเสร็จภารกิจทางทหาร ก็กลับมาบวชใหม่ที่วัดเดิม ได้รับฉายาว่า “ธมฺมธีโร”
แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก “พุทธะอิสระ” ก็ต้อง “สึก” และ “บวช” ใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งว่ากันว่า เป็นเพราะกรณีครหา “โกงอายุพรรษา” !!!
“ทีมงานพระนครฯ” ได้ทำการสืบเสาะแสวงหาข้อมูลหลักฐานทุกอย่างโดยละเอียดและพบว่า กรณีการ “สึก” ของ “พุทธะอิสระ” หรือขณะนั้นคือ “พระอธิการสุวิทย์ ธีมมฺโม” นั้นเป็นข่าวใหญ่คึกโครมในปี 2544 โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการพบหลักฐานกรณี “ตำแหน่งเจ้าอาวาส” กับ “ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง (วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม)” ที่พระสุวิทย์ดำรงอยู่นั้นระบุ “อายุพรรษา” แตกต่างกัน โดย “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” ระบุว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2538 ขณะมีอายุ 35 ปี 11 พรรษา แต่ในปี 2542 ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าคณะตำบล” กลับมีอายุ 44 ปี 21 พรรษา
ซึ่งระยะเวลาห่างกัน 4 ปี คือ พ.ศ.2538 กับ พ.ศ.2544 แต่มีการระบุอายุคลาดเคลื่อนกันไปถึง 5 ปี และ “พรรษา” ต่างกัน 6 ปี
ย้ำกันให้ชัดเจนว่า “ถูกจับ” เมื่อไร … “สึก” ได้ทันที !!!
และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอให้ศาลออก “หมายจับ” ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง ภายหลังนำพาสาวกบุกปิดล้อมสำนักงานเขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธสงครามอย่างรุนแรง !!
โดย “พุทธะอิสระ” นั้น ตามประวัติที่มีการเผยแพร่ต่อๆกันมา คือเดิมชื่อ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เป็นชาวคลองเตย กรุงเทพมหานคร แต่กำเนิด บวชครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย บวชได้เพียงพรรษาเดียว ก็สึกออกไปเป็นทหาร 2 ปี หลังเสร็จภารกิจทางทหาร ก็กลับมาบวชใหม่ที่วัดเดิม ได้รับฉายาว่า “ธมฺมธีโร”
แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก “พุทธะอิสระ” ก็ต้อง “สึก” และ “บวช” ใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งว่ากันว่า เป็นเพราะกรณีครหา “โกงอายุพรรษา” !!!
“ทีมงานพระนครฯ” ได้ทำการสืบเสาะแสวงหาข้อมูลหลักฐานทุกอย่างโดยละเอียดและพบว่า กรณีการ “สึก” ของ “พุทธะอิสระ” หรือขณะนั้นคือ “พระอธิการสุวิทย์ ธีมมฺโม” นั้นเป็นข่าวใหญ่คึกโครมในปี 2544 โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการพบหลักฐานกรณี “ตำแหน่งเจ้าอาวาส” กับ “ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง (วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม)” ที่พระสุวิทย์ดำรงอยู่นั้นระบุ “อายุพรรษา” แตกต่างกัน โดย “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” ระบุว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2538 ขณะมีอายุ 35 ปี 11 พรรษา แต่ในปี 2542 ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าคณะตำบล” กลับมีอายุ 44 ปี 21 พรรษา
ซึ่งระยะเวลาห่างกัน 4 ปี คือ พ.ศ.2538 กับ พ.ศ.2544 แต่มีการระบุอายุคลาดเคลื่อนกันไปถึง 5 ปี และ “พรรษา” ต่างกัน 6 ปี
นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งนั้นมีเค้ามาจาก “การบิดเบือนคำสอนที่เน้นเชิงอัตโนมัติ ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก” ซึ่งพระผู้รู้ ในขณะนั้นหลายฝ่ายได้ออกมาท้วงติงกันเป็นจำนวนมาก
จนกระทั่งในงานอบรมพระวิปัสสนาจารย์ที่วัดตะกู จ.นครปฐม ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ในช่วงหนึ่งที่ “พระศรีรัตนโมลี” รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พระวิปัสสนาจารย์นครปฐม รองเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ได้บรรยายธรรมพาดพิง “พระสุวิทย์” ว่า “บิดเบือนคำสอนพระพุทธศาสนา”
ซึงเมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในพื้นที่นครปฐมลงตีพิมพ์ข่าวนี้ “มูลนิธิอิสระธรรม วัดอ้อน้อย” ก็ออกมาปกป้อง “พระสุวิทย์” ทันที โดยดำเนินการฟ้องร้อง “พระศรีรัตนโมลี” และหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทันที
จากนั้น “พ.อ.(พิเศษ) ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์” นักจัดรายการวิทยุคลื่นหนึ่ง ที่จัดรายการเกี่ยวกับธรรมะ ได้ยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบ “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส” และ “ใบตราตั้งเจ้าคณะตำบล” ของ “พระสุวิทย์” ที่มี “อายุและพรรษา” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เรื่อง “ครหาโกงอายุพรรษา” เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่พุทธศาสนิกชน
เมื่อเรื่องฉาวเริ่มบานปลาย “พระสุวิทย์ ธีมมฺโม” หรือ “พุทธะอิสระ” จึงตัดสินใจ “ประกาศลาสิขาบท (สึก)” จากการเป็น “พระ” !!!
โดยมีรายงานข่าวหลายสำนักว่า เมื่อ “พุทธะอิสระ” ได้มีการประกาศว่าจะ “ลาสิขาบท” แล้ว ก็ได้ไปเก็บตัวเงียบที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาทำพิธี “ลาสิขาบท (สึก)” ในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 และทำพิธีอุปสมบท หรือบวชใหม่ ในวันเดียวกันนั้นทันที !!!
ซึ่งการกระทำลักษณะนี้สร้างความสับสนให้กับ “พุทธศาสนิกชน” ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เพราะนับเป็นเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์สงฆ์ของไทย เนื่องจากหลายฝ่ายเป็นห่วงว่า อาจจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” สำหรับ “พระสงฆ์” ที่มีข้อครหาติดตัว ก็จะ “สึกแล้วบวชใหม่” เพื่อให้เรื่องที่ถูกครหานั้นยุติ !!!
นอกจากนี้การ “เก็บตัวเงียบ” ก่อนที่จะ “ทำพิธีสึก” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ “นักการศาสนา” อย่างกว้างขวาง
ไม่เพียงเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่า “พุทธะอิสระ” หรือ “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” นั้นสนิทสนมเป็นอย่างยิ่งกับ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยขณะที่ “พุทธะอิสระ” เผชิญวิกฤติ ครหา “โกงอายุพรรษา” และหายหน้าออกจากวัดอ้อน้อยไปเก็บตัวอยู่ในพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นั้น “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ได้ช่วยเหลือให้ “พุทธะอิสระ” ได้ชี้แจงเรื่องฉาวต่างๆ ผ่านการสัมภาษณ์รายการ “คารวะแผ่นดิน” ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 97.5 MHz ที่ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นผู้ดำเนินรายการ
นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ยังเป็นผู้บริจาคนำให้ “พุทธะอิสระ” เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ในการก่อสร้าง “โรงเจหอคุณธรรมฟ้า” หรือ “เทียนหงี่ตึ้ง” วัดอ้อน้อย ในปี 2545 ด้วย
นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” ยังเป็นผู้บริจาคนำให้ “พุทธะอิสระ” เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ในการก่อสร้าง “โรงเจหอคุณธรรมฟ้า” หรือ “เทียนหงี่ตึ้ง” วัดอ้อน้อย ในปี 2545 ด้วย
นอกจากนี้ “ทีมงานพระนครฯ” ได้ตรวจสอบพบว่า “พุทธะอิสระ” ตั้งเป้าหมายสูงสุดในชีวิต และเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจนและประกาศต่อสาธารณะเอาไว้ก่อนหน้านี้คือ ปรารถนาที่จะเป็น “พระพุทธเจ้า” ในอนาคต !!!
ที่มา : เพจ พระนครสานส์
ศาลอาญา อนุมัติหมายจับ 19 แกนนำกปปส.ฝ่าฝืน พรก ฉุกเฉิน
13.44 ศาลอาญา อนุมัติหมายจับ 19 แกนนำกปปส.ฝ่าฝืน พรก ฉุกเฉิน หากจับได้ให้ควบคุมตัวไว้ที่ ตชด.ภาค1และให้ทำรายงานเเจ้งศาลทราบภายใน48ชม.
สำหรับรายชื่อแกนนำ กปปส. ที่ ศรส. ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ประกอบด้วย 1. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 2. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 3. นายชุมพล จุลใส 4. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5. นายอิสสระ สมชัย 6. นายวิทยา แก้วภราดัย 7. นายถาวร เสนเนียม 8. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10. น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11. นายนิติธร ล้ำเหลือ 12. นายอุทัย ยอดมณี 13. เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ 14. พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 15. นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือนายอมร อมรรัตนานนท์ 16. นายกิตติชัย ใสสะอาด 17. นายสำราญ รอดเพชร 18. นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และ 19. นายพานสุวรรณ ณ แก้ว.
วันนี้กรมทางหลวง ถนนศรีอยุธยาจะเปิดทำการ โดยเรียกแขวงการทางในเขตปริมณฑล เข้ามาเพื่อเตรียมการ รถบรรทุกและรถเครนสำหรับยกแท่งบาริเออร์ เตรียมสลายการชุมนุมทุกจุด
สำหรับรายชื่อแกนนำ กปปส. ที่ ศรส. ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ประกอบด้วย 1. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 2. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 3. นายชุมพล จุลใส 4. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5. นายอิสสระ สมชัย 6. นายวิทยา แก้วภราดัย 7. นายถาวร เสนเนียม 8. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10. น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11. นายนิติธร ล้ำเหลือ 12. นายอุทัย ยอดมณี 13. เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ 14. พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 15. นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือนายอมร อมรรัตนานนท์ 16. นายกิตติชัย ใสสะอาด 17. นายสำราญ รอดเพชร 18. นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และ 19. นายพานสุวรรณ ณ แก้ว.
วันนี้กรมทางหลวง ถนนศรีอยุธยาจะเปิดทำการ โดยเรียกแขวงการทางในเขตปริมณฑล เข้ามาเพื่อเตรียมการ รถบรรทุกและรถเครนสำหรับยกแท่งบาริเออร์ เตรียมสลายการชุมนุมทุกจุด
ว่าด้วข้อกฎหมายปัญหาสถานะ"องค์กรอิสระ"ตามรัฐธรรมนูญ
นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
นิติราษฎร์ ฉบับที่ ๒๒ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)
ปัญหาขององค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ การแบ่งแยกอำนาจในรัฐธรรมนูญเป็นการแบ่งแยกการใช้อำนาจของรัฐให้องค์กร นิติบัญญัติ คือ รัฐสภา องค์กรบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี และองค์กรตุลาการ คือ ศาลยุติธรรม (และศาลทหาร) เป็นผู้แสดงออกซึ่งอำนาจของรัฐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาแต่เดิมหลายองค์กร ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา องค์กรทั้งแปดที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นี้ สื่อมวลชนบุคคลทั่วไปและแม้แต่นักวิชาการเรียกขานกันว่า “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” โดยถือว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ...
ความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองนั้น เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ จึงต้องถือเป็นองค์กรของรัฐประเภทที่เป็น “ศาล” ไม่ใช่ “องค์กรอิสระ” สำหรับองค์กรอิสระที่เหลืออีกหกองค์กรนั้น แม้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และนักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่าเป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” แต่ปัญหาว่าองค์กรทั้งหกเหล่านี้ใช้อำนาจของรัฐในลักษณะใดกันแน่ ดูจะเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า กกต. สามารถใช้อำนาจเสมือนดังอำนาจตุลาการได้ คำวินิจฉัยของ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้งจึงเป็นที่สุด ไม่สามารถฟ้องร้องโต้แย้งต่อศาลได้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเองก็เคยวินิจฉัยว่า ปปช.ใช้อำนาจกึ่งนิติบัญญัติ กึ่งบริหาร กึ่งตุลาการ รวมอยู่ในองค์กรเดียว นักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่าบรรดาองค์กรอิสระเหล่านี้ใช้อำนาจทั้งสามอำนาจในองค์กรเดียว บุคคลในองค์กรอิสระเหล่านี้บางองค์กร เข้าใจว่าอำนาจของตนเป็นอำนาจอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของใครทั้งสิ้น
ผู้เขียนเคยให้ความเห็นไว้นานแล้วว่า ความเข้าใจที่ว่าองค์กรอิสระเหล่านี้มีสามอำนาจรวมอยู่ในองค์กรเดียว และเป็นอิสระ เมื่อวินิจฉัยอะไรไปแล้ว ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบในทางตุลาการนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หาหลักฐานทั้งในทางทฤษฎีและตัวบทรัฐธรรมนูญรองรับไม่ได้ นอกจากนี้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ตลอดจนการสร้างองค์กรเหล่านี้ขึ้นพร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการออกแบบรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเช่นกัน
ถ้าเช่นนั้น อะไรคือ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องตามหลักวิชายิ่งขึ้นก็น่าจะเรียกว่า “องค์กรทางรัฐธรรมนูญ” (constitutional organ)
องค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรทางรัฐธรรมนูญนั้น กล่าวให้กระชับที่สุด คือ องค์กรของรัฐที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ที่ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยอำนาจหน้าที่ที่ได้รับการบัญญัติไว้นั้นนั้นมีลักษณะที่เกี่ยวพันกับทิศทางการนำรัฐหรือเป็นอำนาจหน้าที่ที่ทำให้องค์กรนั้นมีส่วนร่วมโดยตรงกับการก่อตั้งเจตจำนงของรัฐ นิยามขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ได้ให้ไว้นี้ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นรูปแบบ คือ การก่อตั้งขึ้นโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ และส่วนที่เป็นเนื้อหา คือ อำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวพันกับทิศทางการนำรัฐหรืออำนาจหน้าที่เป็นการก่อตั้งเจตจำนงของรัฐ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการหรือบังคับการให้เป็นตามกฎหมายที่รัฐสภาได้ตราขึ้น เมื่อพิจารณาจากหลักดังกล่าวย่อมจะเห็นได้ว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญ (โดยแท้จริง) นั้น โดยหลักแล้วย่อมได้แก่ พระมหากษัตริย์ (และคณะองคมนตรี) สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากองค์กรเหล่านี้นอกจากจะได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยตรงจากรัฐธรรมนูญแล้ว การใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้ยังเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวพันกับทิศทางการนำรัฐและมีส่วนร่วมโดยตรงกับการก่อตั้งเจตจำนงของรัฐอีกด้วย มีข้อสังเกตว่าหากมีการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญ (ดังเช่นการรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์) องค์กรเหล่านี้ย่อมต้องสิ้นสุดลง คณะรัฐประหารไม่อาจให้องค์กรเหล่านี้อยู่ใช้อำนาจทางการเมืองอันเป็นอำนาจในระดับรัฐธรรมนูญต่อไปได้ (เว้นแต่พระมหากษัตริย์ ซึ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ต่อไปโดยปริยาย ในการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ พระมหากษัตริย์เป็นผู้ตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารด้วยพระองค์เองด้วย สำหรับองคมนตรี คณะรัฐประหารจะประกาศให้ดำรงอยู่ต่อไป)
เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ คือ กกต. ปปช. คตง. กสม. และสภาที่ปรึกษาฯนั้น โดยลักษณะของการใช้อำนาจแล้ว เป็นอำนาจในทางบริหารประเภทที่เป็นอำนาจปกครอง คือ อำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย หรือการให้คำแนะนำในทางบริหาร ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น โดยหลักการควรจะถือว่าเป็นองค์กรผู้ช่วยรัฐสภา การบัญญัติให้องค์กรทั้งหลายเหล่านี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ไม่มีส่วนร่วมใน “ชีวิตทางรัฐธรรมนูญ” โดยตรง ตลอดจนไม่ได้จัดทำภารกิจหรือใช้อำนาจที่เกี่ยวพันกับการนำรัฐโดยตรง ย่อมทำให้เกิดความยุ่งยากในการวินิจฉัยปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านี้กับองค์กรอื่นๆของรัฐ
ข้อพิสูจน์สำคัญประการหนึ่งที่ชี้ว่าองค์กรต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่องค์กรในทางรัฐธรรมนูญโดยแท้ ย่อมจะเห็นได้จากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) สั่งให้สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง แต่บรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้กลับสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ แม้ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ต่อไปตามที่ คปค.สั่งก็ตาม เพราะถ้าองค์กรทั้งหลายเหล่านี้เป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญโดยแท้แล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ สิ้นสุดลง องค์กรเหล่านี้จะดำรงอยู่ไม่ได้เลย
สำหรับกรณีของศาลนั้น ย่อมต้องถือว่า เฉพาะศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยเห็นว่า ศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน ผู้เขียนไม่เห็นพ้องด้วยกับความเห็นนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติประกัน “ความเป็นสถาบัน” ของศาลยุติธรรมและศาลปกครองเท่านั้น หมายความว่า ระบบกฎหมายจะต้องจัดให้มีระบบศาลยุติธรรมและระบบศาลปกครองแยกออกต่างหากจากกัน ส่วนการจัดตั้งนั้นเป็นกรณีที่รัฐสภาจะต้องออกกฎหมายมาจัดตั้งตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ศาลยุติธรรมและศาลปกครอง แม้ว่าจะได้รับการกล่าวอ้างไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็หาใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ แตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญซึ่งการดำรงอยู่และอำนาจหน้าที่ เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญโดยตรง ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีศาลเดียว ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญโดยตรง ต่างจากศาลยุติธรรมและศาลปกครองซึ่งมีลักษณะเป็นระบบศาล เนื่องจากประกอบไปด้วยศาลจำนวนมากมายหลายศาล อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีเกิดจากกฎหมายที่รัฐสภาได้บัญญัติขึ้น การกล่าวว่าศาลยุติธรรมก็ดี ศาลปกครองก็ดี เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมไม่ถูกต้อง เราไม่อาจจินตนาการได้ว่า ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลจังหวัดเชียงราย ศาลปกครองขอนแก่น ศาลปกครองนครศรีธรรมราช เหล่านี้จะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีรัฐธรรมนูญ อย่างมากที่สุด ก็เป็นองค์กรที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเท่านั้น อนึ่ง หากถือว่าศาลยุติธรรมและศาลปกครองเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็จะมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญมากมายมหาศาล อย่างไรก็ตาม การที่ศาลยุติธรรมและศาลปกครองไม่ใช่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจหน้าที่หรือสถานะที่เป็นอยู่ของศาลเหล่านี้แต่อย่างใด
รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ที่เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้นแทนที่จะจัดระบบโครงสร้างอำนาจอธิปไตยให้ถูกต้องตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐ (หรือหลักนิติธรรม) แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสถานะตลอดจนลักษณะของบรรดา “องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยแท้” ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวมาข้างต้นให้ถูกต้อง กลับสร้างองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่โดยสภาพไม่สมควรเป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก โดยในหมวด ๑๑ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้แยกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ (ซึ่งไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยแท้) ออกเป็น ๒ ประเภท คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ โดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมี ๔ องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญมี ๓ องค์กร คือ องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
การใช้ชื่อหัวหมวดของหมวด ๑๑ ว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และแบ่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญออกเป็น ๒ กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า คณะรัฐมนตรีก็ดี สภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ (และคณะองคมนตรี) ก็ดี ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๑ แล้ว ยังไม่สามารถอธิบายสถานะ ลักษณะอำนาจหน้าที่ตลอดจนความแตกต่างระหว่างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญได้อีกด้วย (เว้นแต่กฎหมายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องทำเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายขององค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญให้ทำเป็นพระราชบัญญัติ) มิพักต้องกล่าวถึงการกำหนดในรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับงานของฝ่ายประจำที่มีอยู่แล้ว เช่น ให้จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายขึ้นเป็นองค์กรอิสระ หรือให้จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขึ้นเป็นองค์กรอิสระ เป็นต้น
เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยแท้แล้ว พบว่ามีปัญหาอย่างน้อยสี่ประการ ดังนี้
๑. ไม่มีความชัดเจนว่าการใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้เป็นการใช้อำนาจอธิปไตยในลักษณะใดกันแน่ เพราะไม่มีการกล่าวถึงการใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้ไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นแม่บทของหลักการแบ่งแยกอำนาจในรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาจากอำนาจหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้แล้ว พบว่าโดยหลักแล้วเป็นอำนาจในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอันมีลักษณะเป็นอำนาจปกครอง หรือในบางกรณีก็เป็นอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติอำนาจที่โดยสภาพแล้วมีลักษณะเป็นการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นอำนาจในทางรัฐธรรมนูญซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วเป็นอำนาจก่อตั้งสถาบันทางการเมือง จึงฝืนกับธรรมชาติของการใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้
๒. อำนาจบางประการขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยแท้บางองค์กรไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เช่น อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในการเพิกถอนสิทธิเลือกก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นที่สุด และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวไม่สามารถฟ้องร้องคดีต่อศาลโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายในการใช้อำนาจของ กกต.ได้ ซึ่งเท่ากับว่า กกต.ใช้อำนาจวินิจฉัยเสมือนว่าตนเองเป็นศาลได้ ทั้งๆที่มีอำนาจในการออกกฎระเบียบ และบริหารจัดการการเลือกตั้งได้ด้วย และ กกต. ไม่ใช่องค์กรที่อยู่ในหมวดศาล มิพักต้องกล่าวถึงอำนาจในการประกาศผลการเลือกตั้ง ที่แม้ว่าผลของการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอันยุติแล้ว กกต.จะยังไม่ประกาศผล และในที่สุดแล้ว อาจสั่งให้เลือกตั้งใหม่ก็ได้ ซึ่งเท่ากับว่า กกต. สามารถหน่วงเจตจำนงหรือแม้แต่ปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในนามของการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม ทั้งๆที่การแก้ปัญหาดังกล่าวควรจะเป็นการดำเนินคดีกับผู้ที่ทุจริตการเลือกตั้งในเวลาต่อมาเท่านั้น หากปรากฏว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งจริง
๓. การได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร เป็นการได้มาที่มีปัญหาในแง่ของความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาซึ่งแทบจะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาซึ่งมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเพียงครึ่งเดียว
๔. องค์กรตามรัฐธรรมนูญชนิดไม่แท้จำนวนหนึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างระบบราชการขึ้นใหม่ ที่จะมีขนาดใหญ่โต เนื่องจากอาจจะกระจายไปในทุกจังหวัด และจะเทอะทะมากขึ้นในอนาคต สวนทางกับความพยายามปฏิรูประบบราชการ ที่จะทำให้ระบบราชการเล็กลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้บุคคลที่เข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้มักจะเป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระโดยปกติแล้วจะดำรงตำแหน่งได้ถึงอายุเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ จึงปรากฏบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงในระบบราชการมักจะพยายามสมัครเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้หลังจากตนเกษียณอายุราชการ มีข้อสังเกตว่าโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระองค์กรใดองค์กรหนึ่งแล้ว ก็อาจอ้างตำแหน่งที่ตนเคยครองนั้น เป็นคุณสมบัติไปสมัครเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นต่อไปได้อีก อนึ่ง แม้ว่าผู้ที่มีอายุมาก ล่วงกาล ผ่านวัยมาตามลำดับ จะมีประสบการณ์สูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะอนุรักษ์นิยม ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ถือขนบธรรมเนียมที่พ้นสมัย ไม่รับกับคุณค่าของรัฐธรรมนูญเสรีนิยม บางท่านยังขาดความรู้ใหม่ๆที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในวงงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์ตามรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยแท้ มาถึงจุดที่ไม่สามารถกระทำได้โดยการใช้และการตีความกฎหมายอีกต่อไป ทางเดียวที่จะต้องกระทำ คือทำความคิดในทางหลักการของการบัญญัติรัฐธรรมนูญให้กระจ่าง ไม่กำหนดให้องค์กรใดเป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในชั้นของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ถอดรื้อโครงสร้างของบรรดาองค์กรเหล่านี้เสีย ถอนบรรดาองค์กรเหล่านี้ออกจากรัฐธรรมนูญ ถ้าองค์กรเหล่านี้ยังจำเป็นต้องดำรงอยู่และต้องดำรงอยู่เป็นอิสระจากการบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลักษณะการบังคับใช้กฎหมาย เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐขององค์กรฝ่ายบริหาร เช่น กรณีของการตรวจเงินแผ่นดิน ก็สามารถอ้างอิงไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อประกันความเป็นสถาบันเท่านั้น แต่ให้ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรอิสระในทางปกครอง การได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรเหล่านี้ ต้องอธิบายได้ตามหลักความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย โดยที่อย่างน้อยที่สุด ห่วงโซ่แห่งความชอบธรรมทางประชาธิปไตยจะต้องไม่ขาดตอนลง และอำนาจหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้จะต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ
นอกเหนือจากการปฏิรูปกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ การปฏิรูปกองทัพ การจัดวางความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้เหมาะสม และการผลักดันให้สิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมีผลเป็นกฎหมายผูกพันองค์กรต่างๆของรัฐให้ได้โดยตรงแล้ว การปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรอิสระต่างๆที่ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงการยกเลิก การยุบรวม การทำให้องค์กรเหล่านั้นเป็นองค์กรอิสระในทางปกครอง หรือองค์กรช่วยเหลืองานของรัฐสภา เพื่อไปให้พ้นจากระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้อนุบาล ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ย่อมต้องนับว่าเป็นความจำเป็นอย่างแท้จริง.
จร.แจงการปรับสภาพจราจรกรุงเทพหลังม็อบคืนพื้นที่บางจุด
พลตำรวจโท เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการ ดูแลด้านการจราจร ให้รายละเอียดแก่สื่อมวลชน กรณีการเปิดการจราจรจากกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนเวทีการชุมนุม ซึ่งทางกลุ่ม กปปส. ได้ประกาศยุบเวทีห้าแยกลาดพร้าวและเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้การจราจรมีความหนาแน่นบริเวณถนนชั้นใน เนื่องจากขณะนี้บริเวณแยกปทุมวันยังคงปิดการจราจรอยู่
โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนในช่วงเวลาเช้าการจราจรบริเวณสะพานควาย – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มุ่งหน้าเข้าสู่ราชเทวี ทางตำรวจจราจรได้ปรับเป็นช่องทางพิเศษ โดยเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณแยกเพชรพระราม พี่น้องประชาชนสามารถเลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าสู่แยกเจริญผล ซึ่งได้ปรับการจราจรเป็น 3 ช่องทางเพื่อรองรับการจราจรในช่วงเวลา 06.00 – 08.00 น. โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะมีการปรับพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้การปรับช่องทางพิเศษจากแยกราชเทวี – แยกเจริญผล ต่อเนื่องถึงแยกเพชรพระราม เพื่อมุ่งสู่ถนนสายหลัก หรือถนนพระราม4 นอกจากนี้ขณะนี้ได้มีการเจรจาเพื่อเปิดการจราจรบริเวณสะพานพระราม8 และกำลังเปิดพื้นที่ผิวจราจรให้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะสามารถช่วยแบ่งเบาความแออัดของการจราจรบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า และสะพานกรุงธน เข้าสู่ภาวะปกติได้มากขึ้น
นอกจากนี้การประชุมในวันนี้ตนได้เรียกผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่รับผิดชอบการจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อวางแผนปรับเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรให้แก่ประชาชนให้สัญจรได้คล่องมากขึ้น
ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้ยังมีการปิดถนนอยู่บริเวณแยกวังมะนาว จังหวัดเพชรบุรี โดยผู้บังคับการตำรวจทางหลวงร่วมกับผู้บังคับบัญชาตำรวจในพื้นที่ และฝ่ายปกครอง ได้เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว เพื่อขอร้องไม่ให้ปิดการจราจรขาล่องลงสู่ภาคใต้ โดยจะเน้นการเจรจาให้ได้มากที่สุด โดยขณะนี้การจราจรขาล่องลงสู่ภาคใต้ยังอาศัยเส้นทางเลี่ยงอยู่ ซึ่งหากปิดการจราจรบริเวณดังกล่าวจะเป็นการปิดการจราจรขาล่องลงสู่ภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อการเดินทาง และการขนส่งไปยังจังหวัดภาคใต้
ส่วนที่จังหวัดพิจิตร มีกลุ่มเกษตรกรได้ปิดถนนบริเวณทางหลวงหมายเลข 117 บึงนาราง-พิจิตร ได้ถอนตัวออกไปแล้วตั้งแต่เวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจเป็นสัญลักษณ์ว่าจะมีกลุ่มเกษตรกรเดินทางเข้ามาประท้วงในเขตกรุงเทพมหานครมากขึ้น ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะได้วางแผนเพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรต่อไป
ส่วนพี่น้องประชาชนท่านใดมีความประสงค์ที่จะสอบถามสภาพการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครสามารถสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1197 และต่างจังหวัดสามารถสอบถามได้ที่หมายเลข 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
หมอวรงค์ แฉรมต.พาณิชย์ทำจีทูจีลวงโลก ล้มสัญญาเพราะกลัวติกคุก เหตุไม่มีจริง
วรงค์ แฉ รมว.พาณิชย์ ทำจีทูจีลวงโลก ล้มสัญญาเพราะกลัวติดคุก เหตุไม่มีจริง ปูด เครือข่ายม่วงสามสิบ อุบล มีเอี่ยว
เผย ข้าวเหนียวหาย 3.4 ล้านตัน เป็นกระบวนการโยนบาปหาแพะ ตัดตอนฝ่ายการเมือง ชี้ โกงเพียบ ทำข้าวถุงจริงแค่ 10 % นอกนั้นมีแต่กระดาษ บี้ รัฐ แยกแยะคุณภาพข้าว เร่งระบายจ่ายเงินชาวนา แนะ โรงสีพันแห่ง ฟันกำไรจำนำข้าว ปล่อยกู้รัฐแห่งละ 100 ล้าน บวกคนต่างแดน 3 หมื่นล้าน มีเงินพอจ่ายชาวนา จี้ พูดความจริง นาปรังทำจำนำข้าวต่อหรือไม่
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ออกมายอมรับว่าบริษัทจีนในเครือเป่ยต้าหวงล้มสัญญาซื้อข้าวรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นการซื้อขายแบบหน้าคลัง และตนยืนยันมาตลอดว่าไม่มีสัญญาจริง แต่เป็นเครือข่ายทีี่มาทำเหมือนกับสยามอินดิก้า เป็นเครือข่ายม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เพราะการซื้อขายหน้าคลังแบบจีทูจีไม่มีในโลกทำนอกจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนกระทั่งป.ป.ช.ออกมาชี้มูลเรื่องจีทูจีเก๊ก็เลยทำให้เกิดความกลัวว่าจะติดคุกที่นำจีทูจีปลอมมาอ้างเป็นความผิดซ้ำซาก ตนจึงขอย้ำว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีจริงจึงล้มเพราะกลัวติดคุก ทั้งนี้เห็นว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพูดความจริงแทนคำโกหก
สำหรับกรณีข้าวเหนียวจากโรงสีอุดรประเสริฐผลที่ส่งโรงสีโชควรลักษณ์ และโรงสีสิงห์โตทอง โดยในส่วนที่สูญหายคือข้าวที่ต้องส่งให้โรงสีโชควรลักษณ์ จำนวน 3.4 ล้านตัน หายไปในระหว่างการขนส่งระหว่างวันที่ 5 มี.ค. 56 เหตุการณ์เกิดนานแล้วเหตุใดจึงเพิ่งมีการแจ้งว่าสูญหาย ทั้งนี้ข้าวเหนียวดังกล่าวให้บรรจุถุงขาย 1.8 ล้านตัน เดือนละ 3 แสนตันนับตั้งแต่ม.ค.เป็นต้นไป ดังนั้นการขนย้ายเดือนมีนาคม เป็นสัญญาที่เซ็นในเดือนกุมภาพันธ์ แต่จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการทำข้าวถุงจริงมี 10 % นอกนั้นมีแต่กระดาษเท่านั้น ทำให้เกิดไฟลนก้นเพราะประชาธิปัตย์ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ช่วงที่ผ่านมาจึงพยายามหาแพะปัดความรับผิดชอบจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงให้หลุดจากการทุจริตข้าวถุง โดยอ้างว่าข้าวหายเพื่อหาแพะมารับผิดชอบแทนในระหว่างที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบ
นายแพทย์วรงค์ กล่าวด้วยว่า กรณีเงินชาวนาขอเรียกร้องให้รัฐบาลเห็นใจชาวนาเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด กระทรวงพาณิชย์แจวเรือหนีทำหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ให้ รมว.คลังยืนยันว่าจะเดินหน้าหรือชะลอเพราะหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ แต่รมว.พาณิชย์ ยืนยันเดินหน้า ทั้งที่เป็นรัฐบาลรักษาการแก้ปัญหาไม่ได้ ชาวนาไม่มีทางได้เงิน เพราะรัฐบาลต้องขายข้าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาจะแก้ปัญหาให้ชาวนาได้ ดังนั้น รัฐบาลคิดแต่ขายข้าวตามสภาพกล้ายอมรับความจริงว่าข้าวในโกดัง 17 ล้านตัน มีปัญหา ข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวเน่า สต๊อคลม ดังนั้นต้องแยกสินทรัพย์คุณภาพดีและเสื่อมสภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจวงการค้าข้าวเพื่อให้ระบายข้าวได้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการขายให้ได้เงินมาชำระหนี้ชาวนาทำได้ง่ายมากขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลขายข้าวได้เพียง 1.7 แสนล้านบาทเท่านั้น หากยังดำเนินการเหมือนเดิมก็ไม่มีทางหาเงินมาจ่ายชาวนาได้ และขอเสนอแนะให้โรงสีปล่อยกู้ให้รัฐบาล 1,000 แห่ง แห่งละ 100 ล้าน และคนแดนไกลปล่อยเงินอีก 3 หมื่นล้าน ก็จะทำให้รัฐบาลเพื่อมาจ่ายชาวนา เพราะคนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากโครงการจำนำข้าวบนความทุกข์ยากของชาวนามานานแล้ว
“นอกจากนี้กำลังจะถึงฤดูข้าวนาปรังในขณะที่ข้าวนาปีรัฐบาลยังจ่ายเงินไม่ได้ จึงต้องมีมาตรการรองรับ 1 มีนาคม 2557 ที่ข้าวนาปรังกำลังจะมา โดยมีเวลาเหลือประมาณสามอาทิตย์ว่าจะดำเนินโครงการนี้ตามมติครม. 3 ก.ย.56 ที่ระบุรับจำนำที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน จำกัดไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อไปหรือไม่” นายแพทย์วรงค์ กล่าว
/////////
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ออกมายอมรับว่าบริษัทจีนในเครือเป่ยต้าหวงล้มสัญญาซื้อข้าวรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นการซื้อขายแบบหน้าคลัง และตนยืนยันมาตลอดว่าไม่มีสัญญาจริง แต่เป็นเครือข่ายทีี่มาทำเหมือนกับสยามอินดิก้า เป็นเครือข่ายม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เพราะการซื้อขายหน้าคลังแบบจีทูจีไม่มีในโลกทำนอกจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนกระทั่งป.ป.ช.ออกมาชี้มูลเรื่องจีทูจีเก๊ก็เลยทำให้เกิดความกลัวว่าจะติดคุกที่นำจีทูจีปลอมมาอ้างเป็นความผิดซ้ำซาก ตนจึงขอย้ำว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีจริงจึงล้มเพราะกลัวติดคุก ทั้งนี้เห็นว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพูดความจริงแทนคำโกหก
สำหรับกรณีข้าวเหนียวจากโรงสีอุดรประเสริฐผลที่ส่งโรงสีโชควรลักษณ์ และโรงสีสิงห์โตทอง โดยในส่วนที่สูญหายคือข้าวที่ต้องส่งให้โรงสีโชควรลักษณ์ จำนวน 3.4 ล้านตัน หายไปในระหว่างการขนส่งระหว่างวันที่ 5 มี.ค. 56 เหตุการณ์เกิดนานแล้วเหตุใดจึงเพิ่งมีการแจ้งว่าสูญหาย ทั้งนี้ข้าวเหนียวดังกล่าวให้บรรจุถุงขาย 1.8 ล้านตัน เดือนละ 3 แสนตันนับตั้งแต่ม.ค.เป็นต้นไป ดังนั้นการขนย้ายเดือนมีนาคม เป็นสัญญาที่เซ็นในเดือนกุมภาพันธ์ แต่จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการทำข้าวถุงจริงมี 10 % นอกนั้นมีแต่กระดาษเท่านั้น ทำให้เกิดไฟลนก้นเพราะประชาธิปัตย์ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ช่วงที่ผ่านมาจึงพยายามหาแพะปัดความรับผิดชอบจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงให้หลุดจากการทุจริตข้าวถุง โดยอ้างว่าข้าวหายเพื่อหาแพะมารับผิดชอบแทนในระหว่างที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบ
นายแพทย์วรงค์ กล่าวด้วยว่า กรณีเงินชาวนาขอเรียกร้องให้รัฐบาลเห็นใจชาวนาเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด กระทรวงพาณิชย์แจวเรือหนีทำหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ให้ รมว.คลังยืนยันว่าจะเดินหน้าหรือชะลอเพราะหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ แต่รมว.พาณิชย์ ยืนยันเดินหน้า ทั้งที่เป็นรัฐบาลรักษาการแก้ปัญหาไม่ได้ ชาวนาไม่มีทางได้เงิน เพราะรัฐบาลต้องขายข้าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาจะแก้ปัญหาให้ชาวนาได้ ดังนั้น รัฐบาลคิดแต่ขายข้าวตามสภาพกล้ายอมรับความจริงว่าข้าวในโกดัง 17 ล้านตัน มีปัญหา ข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวเน่า สต๊อคลม ดังนั้นต้องแยกสินทรัพย์คุณภาพดีและเสื่อมสภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจวงการค้าข้าวเพื่อให้ระบายข้าวได้ จะทำให้ประสิทธิภาพในการขายให้ได้เงินมาชำระหนี้ชาวนาทำได้ง่ายมากขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลขายข้าวได้เพียง 1.7 แสนล้านบาทเท่านั้น หากยังดำเนินการเหมือนเดิมก็ไม่มีทางหาเงินมาจ่ายชาวนาได้ และขอเสนอแนะให้โรงสีปล่อยกู้ให้รัฐบาล 1,000 แห่ง แห่งละ 100 ล้าน และคนแดนไกลปล่อยเงินอีก 3 หมื่นล้าน ก็จะทำให้รัฐบาลเพื่อมาจ่ายชาวนา เพราะคนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากโครงการจำนำข้าวบนความทุกข์ยากของชาวนามานานแล้ว
“นอกจากนี้กำลังจะถึงฤดูข้าวนาปรังในขณะที่ข้าวนาปีรัฐบาลยังจ่ายเงินไม่ได้ จึงต้องมีมาตรการรองรับ 1 มีนาคม 2557 ที่ข้าวนาปรังกำลังจะมา โดยมีเวลาเหลือประมาณสามอาทิตย์ว่าจะดำเนินโครงการนี้ตามมติครม. 3 ก.ย.56 ที่ระบุรับจำนำที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน จำกัดไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อไปหรือไม่” นายแพทย์วรงค์ กล่าว
/////////
‘เฉลิม’ ขอคืน ก.มหาดไทย บ่าย ขู่จับหากเมิน
“เฉลิม” เผย บ่ายนี้จัดชุดเจรจาม็อบ กปท. ขอคืนพื้นที่ ก.มหาดไทย ยัน คะแนนเสียง พท. 2 ก.พ. ไม่มีการชี้นำแน่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. เปิดเผย ในช่วงบ่ายวันนี้จะจัดชุดทีมเจรจา นำโดย พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้าเจรจากับกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือ กปท. เพื่อขอคืนพื้นที่ หลังจากได้มีการยึดกระทรวงมหาดไทย โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย เป็นกระทรวงที่เก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ ไม่เหมาะที่จะมีใครมาบุกรุก ซึ่งหากการเจรจาในช่วงบ่ายวันนี้ไม่เป็นผล ก็จะให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการจับกุมทันที แต่หากวันนี้ ยังจับไม่ได้ พรุ่งนี้ก็จะดำเนินการต่อ
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยตนเห็นว่าควรใช้เวลาให้ กกต. ได้พิจารณากำหนดวันเลือกตั้ง ไม่ควรรีบร้อน และเพื่อความรอบคอบ ส่วนการระบุคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยืนยัน ไม่ได้เป็นการชี้นำแต่อย่างใด
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. เปิดเผย ในช่วงบ่ายวันนี้จะจัดชุดทีมเจรจา นำโดย พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้าเจรจากับกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือ กปท. เพื่อขอคืนพื้นที่ หลังจากได้มีการยึดกระทรวงมหาดไทย โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย เป็นกระทรวงที่เก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ ไม่เหมาะที่จะมีใครมาบุกรุก ซึ่งหากการเจรจาในช่วงบ่ายวันนี้ไม่เป็นผล ก็จะให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการจับกุมทันที แต่หากวันนี้ ยังจับไม่ได้ พรุ่งนี้ก็จะดำเนินการต่อ
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยตนเห็นว่าควรใช้เวลาให้ กกต. ได้พิจารณากำหนดวันเลือกตั้ง ไม่ควรรีบร้อน และเพื่อความรอบคอบ ส่วนการระบุคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยืนยัน ไม่ได้เป็นการชี้นำแต่อย่างใด
เริ่มมีเสียงไม่พอใจผู้ที่นำธงไตรรงค์มาแต่งตัว
ขณะ ที่มีสัญลักษณ์ ปชช.ที่ร้วมใน ม็อบ กปปส.เป็นสายคล้องนกหวีด ผ้าโพกหัว หมวก ริบบิ้น ลายธงชาติไทย และมีพร็อพต่างๆเป็นลายธงชาติ แต่ก็มีบางส่วนที่ เริ่มบานปลายลงไปในที่ต่ำของร่างกาย จนเกิดเสียงบ่นถึงความไม่เหมาะสม
สำหรับธงชาติไทย หรือธงไตรรงค์ มีความหมายดังนี้
สีขาว หมายถึงศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอน
สีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทร
........
การกระทำการต่อธงชาติโดยไม่
๒๐.๑ กระทำการใดๆ ต่อธง หรือเครื่องหมายอื่นใด อันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสอ
๒๐.๒ กระทำการใดๆ ที่ไม่สมควรต่อธงชาติ รูปจำลองของธงชาติ หรือแถบสีของธงชาติ ตามข้อ ๑๙.๒.๑ – ข้อ ๑๙.๒.๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหน
ชาวนาหนองขาวกาญจนบุรี ปิดถนน
กลุ่มชาวนาในพื้นที่ตำบลหนองขาว กาญจนบุรี รวมตัวปิดถนนสายหนองขาว-กาญจนบุรี ด้วยการนำรถเทรลเลอร์ รถเกี่ยวข้าวมาปิดถนน ส่งผลให้รถติดหลายสิบกิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินค่าจำนำข้าวภายในวันที่ 12 ก.พ.
เมื่อเช้าที่ผ่านมา (5 ก.พ.) กลุ่มชาวนาในพื้นที่ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ราว 200-300 คน ได้ออกมาปิดถนนสายหนองขาว-กาญจนบุรี ด้วยการนำรถเทรลเลอร์ รถเกี่ยวข้าวมาปิดถนน ส่งผลให้รถติดหลายสิบกิโลเมตร นำโดยนางลำพัน ครูทอง กำนันตำบลหนองขาว นายเจน หล่อจิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลหนองขาว ทั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จ่ายเงินค่าจำนำข้าวภายในวันที่ 12 ก.พ.นี้ โดยแกนนำกลุ่มชาวนาได้ประกาศว่า หากไม่ได้รับเงินกลุ่มชาวนาทั้งหมด และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรี จะเดินทางเข้า กทม.ทันที
# ไม่มีใครต้องการปิดถนน ถ้าหากทุกคนยังทนไหว
Cr manageronline
เมื่อเช้าที่ผ่านมา (5 ก.พ.) กลุ่มชาวนาในพื้นที่ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ราว 200-300 คน ได้ออกมาปิดถนนสายหนองขาว-กาญจนบุรี ด้วยการนำรถเทรลเลอร์ รถเกี่ยวข้าวมาปิดถนน ส่งผลให้รถติดหลายสิบกิโลเมตร นำโดยนางลำพัน ครูทอง กำนันตำบลหนองขาว นายเจน หล่อจิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลหนองขาว ทั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จ่ายเงินค่าจำนำข้าวภายในวันที่ 12 ก.พ.นี้ โดยแกนนำกลุ่มชาวนาได้ประกาศว่า หากไม่ได้รับเงินกลุ่มชาวนาทั้งหมด และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรี จะเดินทางเข้า กทม.ทันที
# ไม่มีใครต้องการปิดถนน ถ้าหากทุกคนยังทนไหว
Cr manageronline
อ้างข้อมูลลับลุงที่ถูกยิงเป็น1ใน30นักรบกองกำลังทหารรับจ้างเขมร
ข้อมูลจากเพจ ฝ่าย กปปส.ที่สอดรับกับข้อมูลที่ กำนันสุเทพ พูดบนเวที ก่อนจะขอบคุณกองกำลังชายชุดดำที่ออกมาช่วยม็อบกปปส.จัดการกองกำลังของ โกตี๋ ที่แยกหลักสี่
///
ลึกลับ ไ่ธรรมดา ทีีหลักสี่ !!
ชายที่นอนนิ่งที่ถูกยิงหน้าไอทีสแควร์....เป็นกองกำลังลับของฮุนเซ็น" ภาพชายที่นอนนิ่ง ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อโปโลขาว สายเส้นขวางเล็ก อยู่ที่บริเวณโลเคิลโรดหน้า IT Square หลักสี่ "อาเกว" เป็นอดีตนายทหารรับจ้างเวียตนาม ที่เข้ามาช่วยเขมรแดงรบเพื่อยึดอำนาจในเขมรให้ฮุนเซน และยังคงกำลังเป็นกองกำลังลับสำหรับปฎิบัติภาระกิจต่าง ๆ เพื่อขจัดคู่ต่อสู้ของฮุนเซนในเขมร เมื่อฮุนเซนและทักษิณ จับมือกันจนดองกันแบบเครือญาติ อาเกวและกองกำลังของอาเกว ก็ถูกถ่ายโอนมาให้ทักษิณในการดูแลของ นปช. และเข้ามาทำหน้าที่เฉกเช่นเดียวกันกับที่ฮุนเซนเคยใช้งาน เมื่อวันนั้นอาเกวคงคิดว่าการที่ตัวเองและกองกำลังของตนเองหมกตัวอยู่แถวดอนเมืองน่าจะปลอดภัย แต่การข่าวของทหาร... รู้มานานแล้ว... แต่ก็สงสัยว่า ตำรวจก็รู้ทำไมถึงไม่จัดการอะไร ทหารจึงถึงบ้างอ้อ เพราะตำรวจทำตามคำขอของ นปช. ที่ต้องการให้ตำรวจทำตัวเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับกลุ่มของอาเกว วันนั้นอาเกวคือชายรายแรกที่ถูกยิงจากกระสุนความเร็วสูง นอนสงบนิ่งอยู่ที่หลักสี่ เพื่อตัดทอนการสั่งการให้กองกำลังของอาเกวทำการได้สำเร็จ เป้าหมายหลวงปู่พุทธะอิสระและคนรอบข้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ปฎิวัติ...
ผลการปะทะที่แยกหลักสี่วันนั้น
ฝ่ายโกตี๋
ตาย 5, บาดเจ็บ 17, ICU 4
แต่ต้องปิดข่าว เพราะเป็นกองกำลังเขมรทั้งสิ้น
ตอนนี้กองกำลังที่รอดชีวิต ของอาเกวหลบหนีจากดอนเมือง กระจัดกระจาย หนีตายเพื่อข้ามแดนกลับเขมร บางส่วนหนีขึ้นทางเหนือของไทย เพื่อใช้ช่องทางชายแดนกลับเวียตนาม กองกำลังนี้เหลือประมาณ 30 คน
และโกตี๋กำลังไปอ้อนวอน แก้ตัวกับฮุนเซน ถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับกองกำลังของฮุนเซนที่ส่งมาช่วย
ชายที่นอนนิ่งที่ถูกยิงหน้าไอทีสแควร์....เป็นกองกำลังลับของฮุนเซ็น" ภาพชายที่นอนนิ่ง ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อโปโลขาว สายเส้นขวางเล็ก อยู่ที่บริเวณโลเคิลโรดหน้า IT Square หลักสี่ "อาเกว" เป็นอดีตนายทหารรับจ้างเวียตนาม ที่เข้ามาช่วยเขมรแดงรบเพื่อยึดอำนาจในเขมรให้ฮุนเซน และยังคงกำลังเป็นกองกำลังลับสำหรับปฎิบัติภาระกิจต่าง ๆ เพื่อขจัดคู่ต่อสู้ของฮุนเซนในเขมร เมื่อฮุนเซนและทักษิณ จับมือกันจนดองกันแบบเครือญาติ อาเกวและกองกำลังของอาเกว ก็ถูกถ่ายโอนมาให้ทักษิณในการดูแลของ นปช. และเข้ามาทำหน้าที่เฉกเช่นเดียวกันกับที่ฮุนเซนเคยใช้งาน เมื่อวันนั้นอาเกวคงคิดว่าการที่ตัวเองและกองกำลังของตนเองหมกตัวอยู่แถวดอนเมืองน่าจะปลอดภัย แต่การข่าวของทหาร... รู้มานานแล้ว... แต่ก็สงสัยว่า ตำรวจก็รู้ทำไมถึงไม่จัดการอะไร ทหารจึงถึงบ้างอ้อ เพราะตำรวจทำตามคำขอของ นปช. ที่ต้องการให้ตำรวจทำตัวเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับกลุ่มของอาเกว วันนั้นอาเกวคือชายรายแรกที่ถูกยิงจากกระสุนความเร็วสูง นอนสงบนิ่งอยู่ที่หลักสี่ เพื่อตัดทอนการสั่งการให้กองกำลังของอาเกวทำการได้สำเร็จ เป้าหมายหลวงปู่พุทธะอิสระและคนรอบข้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ปฎิวัติ...
ผลการปะทะที่แยกหลักสี่วันนั้น
ฝ่ายโกตี๋
ตาย 5, บาดเจ็บ 17, ICU 4
แต่ต้องปิดข่าว เพราะเป็นกองกำลังเขมรทั้งสิ้น
ตอนนี้กองกำลังที่รอดชีวิต ของอาเกวหลบหนีจากดอนเมือง กระจัดกระจาย หนีตายเพื่อข้ามแดนกลับเขมร บางส่วนหนีขึ้นทางเหนือของไทย เพื่อใช้ช่องทางชายแดนกลับเวียตนาม กองกำลังนี้เหลือประมาณ 30 คน
และโกตี๋กำลังไปอ้อนวอน แก้ตัวกับฮุนเซน ถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับกองกำลังของฮุนเซนที่ส่งมาช่วย
เหยื่อกระสุนหลักสี่เป็นคนไทย
ขณะที่มีการระบุข้อมูลจากฝั่ง กปปส.ว่า นายแกว ที่ถูกอาวุธสงครามยิงระหว่างเหตุเหตุการปะทะที่หลักสี่เป็นกองกำลังทหารรับจ้างเวียดนามภายใต้กองกำลังเขมรแดง ที่ ฮุเซน ส่งม่วยทักษิณ ก่อนจะมาถูกกองกำลังชายชุดเขียว หรือทหารไทย ที่อยู่ในม็อบกปปส.ตลบหลังล็อคเป้าจัดการ และเป็นกลุ่มเดียวกับที่ ยิง นายสุทิน ที่วัดศรีเอี่ยมนั้น
ทาด้านฝ่าย เสื้อแดงมีการโพสตอบโต้แสดงหลักฐานทะเบียนบ้านและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของนายแกว
////
ไอ้พวกฉิบหายทั้งหลาย ที่แชร์ในเฟซว่า ลุงคนที่ถูกยิงบาดเจ็บที่หลักสี่..เป็นเขมร เป็นคนของฮุนเซ็น นำคนติดอาวุธมาจากเขมรมา30คนเพื่อมาป่วนม๊อป..!!
กูว่ามึงควรไปหายาคลายเครียดมาแดกมั่งนะ!! แล้วนอนพักผ่อนซะบ้าง อย่าบ้าหรือหักโหมกับช่องบลูสควายให้มากนัก.. เพราะมึงใกล้จะเป็นซอมบี้แล้ว!!! เหตุผล ผิดชอบชั่วดี ในตัวมึง ในจิตใต้สำนึกมึง ถดถอยลงเรื่อยๆ..ในทุกๆวินาทีที่มึงเสพข่าวสารจากช่องเหี้ยนั่น !!
กูว่ามึงควรไปหายาคลายเครียดมาแดกมั่งนะ!! แล้วนอนพักผ่อนซะบ้าง อย่าบ้าหรือหักโหมกับช่องบลูสควายให้มากนัก.. เพราะมึงใกล้จะเป็นซอมบี้แล้ว!!! เหตุผล ผิดชอบชั่วดี ในตัวมึง ในจิตใต้สำนึกมึง ถดถอยลงเรื่อยๆ..ในทุกๆวินาทีที่มึงเสพข่าวสารจากช่องเหี้ยนั่น !!
รถถังจากยูเครนมาถึงแล้ว อย่าตกใจแค่ส่งมอบ
อย่าตกใจ!!!! ทหารม้า ตื่นเต้นรถถังใหม่ สัญชาติยูเครน
รถถัง Oplot จากยูเครน 5 คันใหม่ ของทบ. ขนทางเรือแรมเดือน มาถึงท่าเรือ สัตหีบ ชลบุรีแล้ว จะเคลื่อนย้ายวันนี้ 5กพ.ไปศูนย์การทหารม้า สระบุรี.. ทบ.แจ้ง เกรงเข้าใจผิด ลือปฏิวัติ อีก โดยรถถัง สัญชาติยูเครน นี้ ส่งมา5 คันแรก เพื่อให้ทบ.ฝึกศึกษาก่อน เพราะอีก2 กองพัน จะทะยอยส่งมาปี2558-2559 นี่เป็น main battle tank ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. มักจะพูดถึง แล้วบอกให้นักข่าวรอดู แถม ผบทบ.ไปดูสมรรถนะ มาด้วยตนเอง ผลิตโดย Kharkiv Malyshev ...เรียกว่า ตอนนี้ ทบ.มีรถเกราะ สัญชาติยูเครน BTR 3R1 มาใช้แล้ว ที่ พล.ร.2รอ.ปราจีนบุรี. จากนี้ จะมี รถถังสัญชาติยูเครน O-plot นี่มาใช้ เพราะ รถถัง สัญชาติอเมริกัน M60A1-3 ของทบ.นั้น เก่ามาก. จับตาว่า ทบ. จะเอามาเปลี่ยน ให้ ม.พัน4รอ. เกียกกาย กองพันรถถังปฏิวัติ หรือไม่ เพราะ กองพันทหารม้า ต่างก็อยากจะได้ รถถังใหม่ นี้ ทั้งนั้น...แหม!!! ถ้าให้ ม.พัน4รอ.ใช้ Oplot ล่ะก็ มีลุ้น เพราะถ้ามี รัฐประหาร ในอนาคตไกลๆ ออกมาวิ่ง ถนนใน กทม.แตกร้าวแน่ และจะเปลี่ยนโฉมหน้า รถถังปฏิวัติ เมืองไทย จาก อเมริกัน เป็น ยูเครน...แต่ทางที่ดี เอาไปอยู่ ชายแดนเขมร ดีกว่า
รถถัง Oplot จากยูเครน 5 คันใหม่ ของทบ. ขนทางเรือแรมเดือน มาถึงท่าเรือ สัตหีบ ชลบุรีแล้ว จะเคลื่อนย้ายวันนี้ 5กพ.ไปศูนย์การทหารม้า สระบุรี.. ทบ.แจ้ง เกรงเข้าใจผิด ลือปฏิวัติ อีก โดยรถถัง สัญชาติยูเครน นี้ ส่งมา5 คันแรก เพื่อให้ทบ.ฝึกศึกษาก่อน เพราะอีก2 กองพัน จะทะยอยส่งมาปี2558-2559 นี่เป็น main battle tank ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. มักจะพูดถึง แล้วบอกให้นักข่าวรอดู แถม ผบทบ.ไปดูสมรรถนะ มาด้วยตนเอง ผลิตโดย Kharkiv Malyshev ...เรียกว่า ตอนนี้ ทบ.มีรถเกราะ สัญชาติยูเครน BTR 3R1 มาใช้แล้ว ที่ พล.ร.2รอ.ปราจีนบุรี. จากนี้ จะมี รถถังสัญชาติยูเครน O-plot นี่มาใช้ เพราะ รถถัง สัญชาติอเมริกัน M60A1-3 ของทบ.นั้น เก่ามาก. จับตาว่า ทบ. จะเอามาเปลี่ยน ให้ ม.พัน4รอ. เกียกกาย กองพันรถถังปฏิวัติ หรือไม่ เพราะ กองพันทหารม้า ต่างก็อยากจะได้ รถถังใหม่ นี้ ทั้งนั้น...แหม!!! ถ้าให้ ม.พัน4รอ.ใช้ Oplot ล่ะก็ มีลุ้น เพราะถ้ามี รัฐประหาร ในอนาคตไกลๆ ออกมาวิ่ง ถนนใน กทม.แตกร้าวแน่ และจะเปลี่ยนโฉมหน้า รถถังปฏิวัติ เมืองไทย จาก อเมริกัน เป็น ยูเครน...แต่ทางที่ดี เอาไปอยู่ ชายแดนเขมร ดีกว่า
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาชี้ ครม.รักษาการสิ้นสุดลงหลังลต.แล้วเสร็จ หลังเปิดสภามิได้
นายยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ระบุ อำนาจที่รัฐบาลมีมาจากอำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องปฏิบัติตาม จะตีความการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อล่วงล้ำอำนาจรัฐธรรมนูญไม่ได้ และจะตีความอำนาจบริหารเกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดก็ไม่ได้ เมื่อรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดให้เลือกตั้งทั่วไป ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกตั้งทั่วไปพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร การที่จะจัดเลือกตั้งวันอื่นเป็นการกระทำนอกเหนือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ทันทีที่ยุบสภา ครม.พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ที่ต้องอยู่ต่อไปให้อยู่จนกว่า ครม.ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ แต่จากการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่สามารถให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ได้ เพราะได้ส.ส.ไม่ครบ และเปิดประชุมสภาฯ ครั้งแรกเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีภายใน 30วันไม่ได้
"ฉะนั้นคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่อาจอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ขณะที่กปปส. ก็ไม่ต้องเรียกร้องให้ลาออก เพราะในกฎหมายไม่อาจอยู่ในตำแหน่งได้ ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน และการดำเนินการใดๆของ ครม. ที่พ้นตำแหน่ง จะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบทางแพ่งและทางอาญาเป็นการส่วนตัว"
"ฉะนั้นคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่อาจอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ขณะที่กปปส. ก็ไม่ต้องเรียกร้องให้ลาออก เพราะในกฎหมายไม่อาจอยู่ในตำแหน่งได้ ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน และการดำเนินการใดๆของ ครม. ที่พ้นตำแหน่ง จะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบทางแพ่งและทางอาญาเป็นการส่วนตัว"
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ : ยุบเวที ลดต้นทุน (หาทางลง)
ยุบเวที ลดต้นทุน (หาทางลง)
ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งม็อบมีมากมายมหาศาล ตั้งแต่ค่าเวที เครื่องเสียง อาหารการกิน การ์ดรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงมวลชน ยิ่งคนมาก ค่าใช้จ่ายก็มากตาม เงินไหลเป็นน้ำด้วยท่อขนาดใหญ่
หลังผ่านวันเลือกตั้ง ทหารก็ไม่มีทีท่าจะปฏิวัติ นายทุนเริ่มกระซิบ ท่อชักติดขัดไหลกะปิดกะปอย เงินทอนชักไม่เหลือเลยต้องยุบเวที ด้วยเหตุผลการลดต้นทุน ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย
ช่วงกลางวันแต่ละเวทีมีคนแค่ร้อยสองร้อยที่เอามาจากฐานเสียงทางใต้ แล้วแต่ใครเป็นแกนนำ พอแดดร่มลมตกหรือเสาร์อาทิตย์ ถึงจะมีดนตรี นักร้อง ศิลปิน ผลัดเปลี่ยนกันเรียกแขก ที่มาด้วยใจก็มี แต่มาด้วยเงินหรือถูกหลอกมาไม่ใช่ไม่มี ค่าตัว ค่ารถ ต้องมีให้ติดกระเป๋า
การจัดม็อบต้องอาศัย "ออร์แกไนเซอร์" (ผู้รับจัดงาน) แบบเดียวกับจัดงานคอนเสิร์ต อาหารการกินต้องเพรียบพร้อม จะไปอาศัยเงินรับบริจาคอย่างเดียวคงไม่พอ ต่อให้คุณสุเทพเดินรอบกรุงเทพฯทะลุพระราม 2 ลงไปถึงสุราษฎร์ฯ ก็ไม่มีทางได้ถึงวันละ 20 – 30 ล้าน ที่เป็นค่าใช้จ่ายของม็อบทั้ง 7 เวที
งานนี้นายทุนคนสนับสนุนคิดแล้วว่าคงจะยาว ทั้งคนกรุงเทพฯออกอาการเบื่อม็อบตะหงิดๆ คุณสุเทพก็ฉายหนังซ้ำซากวนเวียน มุกเริ่มแป๊ก ร้องให้ทหารออกมาเหมือนเด็กร้องหานม ขนาดแค่ระเบิดพลาสติกก็ยังร้องหาทหาร
วันนี้เปิดสะพานพระราม 8 เวทีลดเหลือ 3 เวที ส่วนของพระที่แจ้งวัฒนะก็ร่ำๆจะเลิก เพราะชาวบ้านด่ากันขรม ไปทำพาสสปอร์ตกันไม่ได้ ร้องให้พระกลับวัด หากไม่กลับคงจะต้องเข้าคุกแทน
หลังจากฝุ่นควันจาง คนเริ่มมองหาเหตุผล เลิกเป็นซอมบี้เป่านกหวีด กลับบ้านใครบ้านมันเสียที แล้วใช้เหตุผลมาเจรจาหาความประนีประนอม ตามสไตล์นักการเมือง
ตอนนี้ต้องหาบันไดมาพาดให้คุณสุเทพลง แล้วไปทำรูปปั้นไว้ที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้บรรดาสมาชิกกราบไหว้ว่าเป็นผู้เสียสละ
แต่จะให้เสียสละดูแลค่าใช้จ่ายให้กับ "มวลมหาสมาชิกทั้งพรรค" คงไม่ไหว เพราะตอนนี้ก๊วนอื่นที่ไม่ใช่ก๊วนสุเทพเริ่มกระจองอแงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฐานเสียงหัวคะแนนหดหาย ก๊วนสุเทพน่ะอยู่ได้ แต่ก๊วนอื่นมันอยู่ไม่ไหวแล้วคร้าบ
ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งม็อบมีมากมายมหาศาล ตั้งแต่ค่าเวที เครื่องเสียง อาหารการกิน การ์ดรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงมวลชน ยิ่งคนมาก ค่าใช้จ่ายก็มากตาม เงินไหลเป็นน้ำด้วยท่อขนาดใหญ่
หลังผ่านวันเลือกตั้ง ทหารก็ไม่มีทีท่าจะปฏิวัติ นายทุนเริ่มกระซิบ ท่อชักติดขัดไหลกะปิดกะปอย เงินทอนชักไม่เหลือเลยต้องยุบเวที ด้วยเหตุผลการลดต้นทุน ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย
ช่วงกลางวันแต่ละเวทีมีคนแค่ร้อยสองร้อยที่เอามาจากฐานเสียงทางใต้ แล้วแต่ใครเป็นแกนนำ พอแดดร่มลมตกหรือเสาร์อาทิตย์ ถึงจะมีดนตรี นักร้อง ศิลปิน ผลัดเปลี่ยนกันเรียกแขก ที่มาด้วยใจก็มี แต่มาด้วยเงินหรือถูกหลอกมาไม่ใช่ไม่มี ค่าตัว ค่ารถ ต้องมีให้ติดกระเป๋า
การจัดม็อบต้องอาศัย "ออร์แกไนเซอร์" (ผู้รับจัดงาน) แบบเดียวกับจัดงานคอนเสิร์ต อาหารการกินต้องเพรียบพร้อม จะไปอาศัยเงินรับบริจาคอย่างเดียวคงไม่พอ ต่อให้คุณสุเทพเดินรอบกรุงเทพฯทะลุพระราม 2 ลงไปถึงสุราษฎร์ฯ ก็ไม่มีทางได้ถึงวันละ 20 – 30 ล้าน ที่เป็นค่าใช้จ่ายของม็อบทั้ง 7 เวที
งานนี้นายทุนคนสนับสนุนคิดแล้วว่าคงจะยาว ทั้งคนกรุงเทพฯออกอาการเบื่อม็อบตะหงิดๆ คุณสุเทพก็ฉายหนังซ้ำซากวนเวียน มุกเริ่มแป๊ก ร้องให้ทหารออกมาเหมือนเด็กร้องหานม ขนาดแค่ระเบิดพลาสติกก็ยังร้องหาทหาร
วันนี้เปิดสะพานพระราม 8 เวทีลดเหลือ 3 เวที ส่วนของพระที่แจ้งวัฒนะก็ร่ำๆจะเลิก เพราะชาวบ้านด่ากันขรม ไปทำพาสสปอร์ตกันไม่ได้ ร้องให้พระกลับวัด หากไม่กลับคงจะต้องเข้าคุกแทน
หลังจากฝุ่นควันจาง คนเริ่มมองหาเหตุผล เลิกเป็นซอมบี้เป่านกหวีด กลับบ้านใครบ้านมันเสียที แล้วใช้เหตุผลมาเจรจาหาความประนีประนอม ตามสไตล์นักการเมือง
ตอนนี้ต้องหาบันไดมาพาดให้คุณสุเทพลง แล้วไปทำรูปปั้นไว้ที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้บรรดาสมาชิกกราบไหว้ว่าเป็นผู้เสียสละ
แต่จะให้เสียสละดูแลค่าใช้จ่ายให้กับ "มวลมหาสมาชิกทั้งพรรค" คงไม่ไหว เพราะตอนนี้ก๊วนอื่นที่ไม่ใช่ก๊วนสุเทพเริ่มกระจองอแงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฐานเสียงหัวคะแนนหดหาย ก๊วนสุเทพน่ะอยู่ได้ แต่ก๊วนอื่นมันอยู่ไม่ไหวแล้วคร้าบ
"สาธิต เซกัล"ลั่นแม้สัญชาติอินเดีย แต่อยู่เมืองไทย55 ปีทำความดีให้ประเทศมาตลอด ลั่นไม่ได้รับใช้พรรคใดพรรคหนึ่ง
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.นายสาธิต เซกัล ประธานกลุ่มนักธุรกิจสีลม ให้สัมภาษณ์หลังศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ได้แถลงว่าจะแจ้งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสั่งเนรเทศ เนื่องจากร่วมกระทำผิดพรก.ฉุกเฉินกับกลุ่มกปปส. นายสาธิตกล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงถูกเพ่งเล็ง เนื่องจากตั้งแต่มีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ก็ได้ยุติบทบาทไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัยอีก และที่ผ่านมาก็ไม่เคยด่าใครบนเวที อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจบ้างก็ในฐานะประธานหอการค้าไทย-อินเดีย
อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดแนวทางการต่อสู้คดี เนื่องจากยังไม่ทราบรายละเอียดว่าข้อกล่าวหาเป็นอย่างไร นายสาธิต กล่าวว่า แม้ว่าจะถือสัญชาติอินเดียเพราะเกิดในประเทศอินเดีย แต่ครอบครัวได้อยู่ในประเทศไทยมาไม่ต่ำกว่า 70 ปี และพี่น้อง 4 คน ก็มีสัญชาติไทยทั้งสิ้น ส่วนตัวอยู่ในประเทศไทยและนับว่าเป็นคนไทยคนหนึ่ง รวมทั้งตลอดชีวิตที่อยู่ในประเทศไทย 55 ปี ได้ทำความดีให้กับประเทศมาโดยตลอด ส่วนตัวเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมา 6 สมัย ทั้งในรัฐบาลชวน หลีกภัย รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ยืนยันว่าทำงานเพื่อประโยชน์กับประเทศ ไม่ได้รับใช้พรรคใดพรรคหนึ่ง "เวลาผมไปเจรจากับรัฐบาลอินเดีย ผมก็นั่งอยู่ฝั่งไทยและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยมาโดยตลอด ผมเป็นประธานหอการค้าก็ทำให้การค้าระหว่างไทยกับอินเดียเพิ่มขึ้นจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับงานสังคมสงเคราะห์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ประวัติการทำงานก็ไม่เคยรับใต้โต๊ะหรือสินบนใดๆ ถามว่านี่คือสิ่งที่ตอบแทนกับผมหรือ"นายสาธิต กล่าว Posttoday
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















