PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

ก.ต.ไล่-ให้ออกรวด 4 คน อดีตรอง ปธ.ฎีกา-อดีต ปธ.อุทธรณ์-2 หน.พ ฎีกา

ก.ต.ไล่-ให้ออกรวด 4 คน อดีตรอง ปธ.ฎีกา-อดีต ปธ.อุทธรณ์-2 หน.พ ฎีกา

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 08 สิงหาคม 2557 เวลา 06:43 น.
เขียนโดย
isranews
ก.ต.เข้ม ลงมติไล่ออก-ให้ออก อดีตรองประธานศาลสูง หน.คณะในศาลฎีกา อดีตประธานอุทธรณ์ รวม4 นาย งดขึ้นเงินเดือน-ภาคทัณฑ์ 3 ผู้พิพากษาศาลฎีกา-อุทธรณ์ให้กระกันจำเลยคดีข่มขืน-ยาเสพติดไม่ชอบ
coreee8-8-14
แหล่งข่าวจากศาลยุติธรรมเปิดเผย สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.)เมื่อเร็วๆนี้ ได้พิจารณาลงโทษทางวินัยผู้พิพากษาชั้นใหญ 7 นาย ที่ถูกกล่าวหาว่าให้ประกันตัวจำเลยในคดีข่มขืนกระทำชำเรา และคดียาเสพติดผิดระเบียบและกฎหมาย ซึ่งก.ต.มีมติให้ลงโทษผู้พิพากษาแต่ละรายดังนี้
1.ให้ นายองอาจ โรจนสุพจน์ ผู้พิพากษาอาวุโส อดีตรองประธานศาลฎีกา,นายสิงห์พล ละอองมณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง(ไล่ออก)ตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 32(7)
2.ให้ นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ผู้พิพากษาอาวุโส อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ,นายสิทธิชัย พรหมศร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง(ให้ออก)ตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 32 (7)
3.ให้งดเลื่อนขั้นเงินเดือน ผู้พิพากษาศาลฎีกา 2 นาย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 76 (4)
4.ให้ภาคทัณฑ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1(อดีตรองอธฺบดีศาลอาญา)ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 76 (5)
แหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้พิพากษากลุ่มนี้ ประธานศาลฎีกาได้สั่งให้พักราชการนายองอาจ โรจนสุพจน์ อดีตรองประธานศาลฎีกา,นายสิงห์พล ละอองมณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็นอำนาจของปรธานศาลฎีกา ตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมมาตรา74 ที่ระบุว่า เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา ถ้า ก.ต. เห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้พักราชการก็ได้
แหล่งข่าวกล่าวว่า การให้ไล่ออก-ให้ออกผู้พิพากษาจากการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ถือเป็นการลงโทษทางวินัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งและเป็นผู้พิพากษาที่มีตำแหน่งสูงซึ่งศาลยุติธรรมมีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้ซึ่งจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าทีของศาลยุติธรรมมากขึ้นว่า เป็นไปอย่างซื่อสัตย์สุจริต เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและรอบคอบ
"หลังจกที่ ก.ต.มีมติให้ไล่ออกนายสมศักดิ์ จันทกุล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ซึ่งถูกกล่าวหาในทำนองเดียวกัน ในเรื่องการให้ประกันตัวจำเลย ก็เริ่มมีการสอบสวนข้อเท็จจริงผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องเรื่อยมา"แหล่งข่าวกล่าว
อนึ่ง สำหรับการลงโทษให้ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่งมีรายละเอียดดังนี้
มาตรา 77 การไล่ออกนั้น ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษได้ เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
(2) กระทำความผิดอาญาและต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดย
ประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(3) ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการและจริยธรรมของข้าราชการ
ตุลาการ และการไม่ถือและปฏิบัตินั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(4) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือ
(5) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

มาตรา 78 การปลดออกนั้น ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษได้ เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องถูกไล่ออกจากราชการ หรือถึงขั้นที่จะต้องไล่ออกแต่มีเหตุอันควรลดหย่อน หรือต้องคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลาย
มาตรา 79 การให้ออกนั้น ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษได้ เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องถูกปลดออก หรือถึงขั้นที่จะต้องปลดออกแต่มีเหตุอันควรลดหย่อนข้าราชการตุลาการผู้ใดถูกสั่งให้ออกตามมาตรานี้ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ
///////////////////
เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด ต้องสันนิษฐานว่าจำเลยคือผู้บริสุทธิ์ การให้ประกันตัวเป็น "หลักทั่วไป" ที่ต้องทำ ส่วน "การไม่ให้ประกันตัว" คือข้อยกเว้น (ต้องปรากฏ "เหตุ/พฤติการณ์" ว่าจะหลบหนี) ถ้าไม่ปรากฏ "เหตุ" แม้ภายหลังจำเลยจะหลบหนี ก็จะไปโทษผู้พิพากษาไม่ได้
การที่ ก.ต.ลงโทษโดยอาศัยเหตุการใช้ดุลพินิจปล่อยจำเลยเช่นนี้ (ตามข้อเท็จจริงในข่าว - ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนในข่าวว่า มีการทุจริตหรือประพฤติชั่วอย่างอื่นหรือไม่) ยิ่งจะทำให้ผู้พิพากษา "ไม่กล้าให้ประกันตัวจำเลย" (โดยดูจากความร้ายแรงแห่งคดี มิได้ดู "เหตุ/พฤติการณ์หลบหนี หรือยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน" ตามตัวบทกฎหมาย) ซึ่งเป็นทัศนคติเชิงลบอย่างยิ่งต่อสิทธิมนุษยชน กลายเป็นว่า นำเอา "ข้อยกเว้น" มาบังคับใช้แทน "หลักทั่วไป"

กลายเป็นว่า คดีร้ายแรง ห้ามปล่อยทุกกรณีอย่างนั้นหรือ? (ดูแล้วสะท้อนใจเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒)

คสช.ล้างผิด ถอดถอน?

นฤตย์ เสกธีระ : คสช.ล้างพิษ?
วันที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2558
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
วันที่ 8 มกราคม และวันที่ 9 มกราคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีวาระพิจารณาคดีถอดถอน
วันที่ 8 มกราคม เริ่มกระบวนการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ในข้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
วันที่ 9 มกราคม เริ่มกระบวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาไม่หยุดยั้งนโยบายจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหาย
ผมไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจนำเรื่องถอดถอนเข้าสู่การพิจารณาดังกล่าวจะมีผลออกมาเช่นไร
ประการแรก ไม่แน่ใจว่าเมื่อ สนช.พิจารณาแล้วผลการโหวตจะออกมาเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งนี้ ผลการลงมติถอดถอนจะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของ สนช. ซึ่งถ้าดูเสียงโหวตในวันที่รับเรื่องถอดถอนแล้วเห็นว่า ยากที่จะถอดถอนใครได้
แต่ถ้าดูเสียงโหวตวันเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ออกมาเอกฉันท์ ก็มีทางเป็นไปได้ที่ สนช.จะโหวตได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
ประการสอง ไม่แน่ใจว่าเมื่อ สนช.โหวตออกมาแล้ว จะส่งผลต่อ "พิษร้าย" ที่แพร่กระจายอยู่ในประเทศไทยอย่างไร
"พิษร้าย" ที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะให้คำนิยาม
ฝ่ายที่เชียร์ให้ถอดถอน มองว่า "พิษร้าย" คือระบอบทักษิณที่ต้องถูกล้าง
แต่อีกฝ่ายมองว่า "พิษร้าย" คือ "ความไม่ยุติธรรม"
การล้างพิษคือการทำให้ทุกอย่างยุติลงด้วยความเป็นธรรม
แต่เมื่อมองดูกระบวนการถอดถอนที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว รู้สึกหนักใจแทน สนช. เพราะงานนี้มีแต่ "เจ๊า" กับ "เจ๊ง"
ทั้งนี้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา คือ นายสมศักดิ์และนายนิคมยืนยันว่า ทุกอย่างทำไปตามหน้าที่ เช่นเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ยืนยันว่า ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
ความจริงการต่อสู้ระหว่างนายสมศักดิ์ นายนิคม รวมไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับอีกฝ่ายหนึ่ง หากอยู่ในกระบวนการปกติตามรัฐธรรมนูญปี?50 ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ปกติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แม้การต่อสู้ระหว่างอำนาจสภาล่าง กับอำนาจสภาบนจะดุเดือด แม้ความขัดแย้งระหว่างคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร กับสภาบนหรือวุฒิสภาจะเข้มข้น
แต่ถือว่าเป็นการต่อสู้ทางการเมืองตามกติการัฐธรรมนูญในวิถีประชาธิปไตย
แต่หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีแล้ว
ทั้งนายสมศักดิ์ นายนิคม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คืออดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปี?50 ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสิน คือ สนช. ซึ่งมาจากการสรรหาของหัวหน้า คสช.
กฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เรื่อยไปจนถึงพระราชบัญญัตินั้น คสช.ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้อง
เพราะ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ จะใช้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใดก็ได้ จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้มองเห็นว่า การถอดถอนครั้งนี้ ฝ่ายยึดอำนาจเป็นผู้ตัดสิน ส่วนฝ่ายถูกยึดอำนาจเป็นผู้ถูกตัดสิน
ดังนั้น การถอดถอนในสถานการณ์เช่นนี้ จึงล่อแหลมต่อข้อกล่าวหาว่า "ไม่ยุติธรรม" เป็นอย่างยิ่ง
งานนี้ไม่รู้ สนช.คิดอย่างไร และไม่ทราบว่า คสช.คิดอะไร
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไรก็ "เจ๊า" กับ "เจ๊ง"
เจตนาของ คสช.ที่ต้องการ "ล้างพิษ" ให้กับประเทศ พอมาเจอเรื่องนี้เข้า คงต้องลุ้นว่าผลถอดถอนที่ออกมาแล้วจะช่วยล้างพิษ หรือช่วยแพร่พิษกันแน่


"ทักษิณ"เลิกจ้าง"โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม"

ลอนดอน-นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จากสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์ส ประกาศจัดตั้งกลุ่มรณรงค์อิสระกลุ่มใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำตัวเจ้าหน้ารัฐไทยมารับผิดในเขตอำนาจศาลต่างประเทศ
http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14206059421420605960l.jpg

วัตถุประสงค์หนึ่งของการเคลื่อนไหวใหม่นี้คือการดำเนินคดีอาญาต่อคณะผู้นำรัฐประหารและกลุ่มบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯปี 2553 รวมถึงการหาแนวทางลงโทษในรูปแบบอื่น เพื่อนำความรับผิดชอบและความยุติธรรมมาให้เหยื่อ การรณรงค์นี้จะดำเนินโดยปราศจากค่าตอบแทน มีความเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงและไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใดในประเทศไทย

“เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการกวาดล้างอันน่าสะพรึงกลัวภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารในปัจจุบันเราจะต้องไม่ละทิ้งความพยายามที่จะนำกลุ่มคนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและคณะบุคคลที่ฉีกทำลายประชาธิปไตยอันเปราะบางของไทยมาลงโทษ”นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว“เรามองว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่สำคัญทางประวัติศาสตร์-ความหวังในการฟื้นฟูหลักนิติธรรมและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยก็ต่อเมื่อเราได้เห็นกลุ่มอำมาตย์ถูกดำเนินคดีและลงโทษจากอาชญากรรมที่พวกเขากระทำเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้ สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอร์สได้รับการว่าจ้างจากอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรเพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง รวมถึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่าประเทศ (ICC) หลังจากการสังหารหมู่อันโหดเหี้ยมในกรุงเทพฯ ซึ่งการส่งผลให้พลเรือนกว่า 90 รายเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กองทัพก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้ถดถอยลงอย่างรุนแรงสายสัมพันธ์การทำงานระหว่างนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตรได้สิ้นสุดลง
“เรารู้สึกขอบคุณคุณทักษิณสำหรับโอกาสในการทำงานนี้ และหวังว่าคุณทักษิณจะประสบความสำเร็จ ตอนนี้เราให้ความสนใจกับการติดตามสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มภาคประชาชน เอ็นจีโอ และกลุ่มอิสระทางการเมืองกลุ่มอื่นเพื่อส่งเสริมสิทธิพลเรือนผ่านทางทุกช่องทาง พันธสัญญาของเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

ประมวลสถานการณ์สื่อปี57

สื่อ 57 ‘เห-ดแหม่


สื่อกระแสหลักเปิดปี 57 มายืนเป่าปี๊ดๆ อยู่ในม็อบกำนัน ร่วมปิดเมืองไล่ “อีปู” อย่างฮึกห้าวเหิมหาญ
ตวัดลิ้น “เลียสด” สรรหาเหตุไม่เอาเลือกตั้ง เชียร์ กกต.หอเอน เชียร์ศาลรัฐธรรมนูญ เชียร์วุฒิสภา ให้ล้มเลือกตั้งล้มรัฐบาล แต่ปิดปีด้วยการถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กั้นคอกแล้วโยนเปลือกกล้วยให้
ผู้นำรัฐประหารทำอะไรน่ารักไปหมด
ส่งท้ายปี สื่อทำเนียบ-รัฐสภา ไม่ตั้งฉายา ใช่ครับ ปี 49 ปี 51 ปี 56 สื่อไม่ตั้งฉายา แต่ทุกปีจะชี้แจงตั้งแต่วันที่ 29-30 ธันวาคม ไหงปีนี้เงียบฉี่จนผู้คนทวงถาม วันที่ 1 มกรา จึงค่อยบอกว่าเราไม่ตั้งเพราะสถานการณ์ไม่ปกติ รัฐบาลมาด้วย “วิธีพิเศษ” งั้นปี 58 รัฐบาลวิธีพิเศษอยู่ครบก็จะไม่ตั้งฉายาใช่ไหม
สื่อใช้เวลา 5 เดือนแรกของปี อุทิศกายถวายชีวีล้มประชาธิปไตย แล้วก็ใช้เวลาอีก 7 เดือนยอมอยู่ใต้การจำกัดสิทธิเสรีภาพ ขนาด ณาตยา แวววีรคุปต์ หวานใจคนชายขอบถูกห้ามจัดรายการ ชาว Thai PBS
โพสต์ภาพปิดหูปิดตาปิดปาก องค์กรวิชาชีพสื่อก็ยังหลับหูหลับตาเข้าร่วม “ปฏิรูปสื่อ” เพื่อให้มี “เสรีภาพ” จากนายทุน
โดยระหว่างกฎอัยการศึก สื่อทั้งหลายก็หันไปสร้างสรรค์ข่าวดารา ข่าวดราม่า ล่าแม่มด ตามกระแส
“ชาวเน็ต”
จาก “ไอ้เกม” ข่มขืนต้องประหาร ถึงคนขับรถปาดหน้า ถูกศาลลงโทษจำคุก 1 เดือนโดยไม่รอลงอาญา จาก “อีปู” มารุมกระทืบ “อีก้อย” ฐานเนรคุณชาติเรียกร้องสิทธิมนุษยชนจากโค้ชเช จาก “เจนี-เอ๋” ก็เฮมาตัดสินการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ รุมด่ากรรมการ ไม่เอา “อีฝ้าย” นางงามขาหมู ไม่เอา “อีน้ำเพชร” คลิปหลุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีศีลธรรมนักหนา สื่อก็เป็นคนดีมีศีลธรรมกับเขาด้วย
เมื่อสื่อไม่ทำหน้าที่ หันมาขายข่าวฉาบฉวย หยิบข่าวจากเฟซบุ๊ก คลิปจากเน็ตไปละเลงต่อ จึงไม่แปลกอะไรที่ข่าวดังสุดในรอบปีกลายเป็น “คลิปเหนียวไก่” ที่เอามาสร้างกระแสกันได้ร่วม 2 สัปดาห์
ตำแหน่งสื่อแห่งปีจึงต้องยกให้เด็กหญิงวัย 15 และวาทะแห่งปีของวงการสื่อ จึงได้แก่ “เห-ดแหม่”
ปรากฏการณ์แห่งปี: เดลินิวส์เงิบ
เดลินิวส์หน้าแหกไม่รับเย็บ เมื่อไปหยิบเพจอำ “....รับจัดน้องสุนัขสำหรับเซ็กซ์ทางเลือก” มาเป็นข่าวออนไลน์พาดหัวใหญ่โต “ช็อกเพจวิปริตขายบริการอึ๊บน้องหมา” ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเพจล่าแม่มด ทำขึ้นเพื่อให้ร้ายทนายความคนหนึ่งที่ชาวเน็ตเกลียดชัง เดลินิวส์อัพข่าวเมื่อเวลา 00.00 น.ของวันที่ 18 พ.ย. มารู้ตัวเมื่อเวลา 00.34 น. เมื่อแฟนเพจนั้นชี้แจง จึงรีบลบข่าวออก แต่หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 19 พิมพ์ไปแล้ว พาดหัวหรา “ผงะเฟซบุ๊ก ค้าเอ๋งเซ่นกาม สุดวิตถารอัพรูปโชว์นับพันตัว” ทำให้รายการเล่าข่าวทางสำนักข่าวไทยเงิบไปด้วยเพราะเอาข่าวไปอ่าน
นี่คือผลจากการแข่งกันขายข่าวดรามา หาข่าวผิดศีลธรรมจากเฟซบุ๊กไปเล่นงานในช่วงงดวิจารณ์การเมือง ซึ่งก็ทำแทบทุกฉบับนั่นละ เพียงแต่หวยไปออกที่เดลินิวส์ ที่จริงยังสะท้อนปัญหาสื่อทุกค่ายที่ช่วงชิงพื้นที่บนเว็บไซต์ ตีข่าวแบบเอาเร็วเข้าว่า ไม่ตรวจสอบ ไม่ดับเบิ้ลเช็ค
ไทยรัฐก็พลาดมาแล้วเมื่อปลายปี 56 ลงภาพมือปืนม็อบพันธมิตรปี 51 ในเหตุการณ์ม็อบ คปท.บุกสถานที่สมัครรับเลือกตั้ง สนามไทยญี่ปุ่นดินแดง โดยไปคว้าภาพมาจากเฟซบุ๊กแล้วบรรยายว่า "มีภาพชายลึกลับไม่ทราบฝ่ายถืออาวุธปืนในท่าพร้อมยิงแพร่ว่อนเน็ต" แต่ไทยรัฐยังขออภัยผู้อ่านวันรุ่งขึ้น
อีกรายที่ผิดอย่างสุดโต่งด้วยเจตนคติคือแนวหน้า ลงภาพนักศึกษาหน้า 1 ที่นักศึกษาโปรยใบปลิวคิดถึงสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า "นายสมศักดิ์ เจียมธีระประเสริฐ นักวิชาการเสื้อแดง จ้างลูกศิษย์ นำใบปลิวโจมตีคสช.มาโปรยภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"
นอกจากเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ให้ร้ายโดยไม่มีมูลว่า สศจ.จ้างลูกศิษย์ ยังสุกเอาเผากินจนนามสกุลผิดอีกต่างหาก
ดาวเด่นแห่งปี: มันแกว
อันที่จริง “เจ๊ยุ” ยุวดี ธัญญสิริ ควรจะเป็นดาวเด่นแห่งปี จากการทำหน้าที่สื่อซักถาม พล.อ.ประยุทธ์
ถึงอกถึงใจ อย่างที่ไม่มีใครกล้าถาม
แต่น่าเสียดายที่เกิดความผิดพลาด ไทยวอยซ์มีเดียแพร่คำสัมภาษณ์ “เจ๊ยุ” ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าตกลงกันยังไง แต่ผลที่ออกมาทำให้ “เจ๊ยุ” ซักถามประยุทธ์ได้ลำบาก เจ๊เลยต้องสงบปากไป แม้กล่าวได้ว่าในบรรดานักข่าวภาคสนาม ไม่มีใครเป็นขวัญใจชาวบ้านเท่าเจ๊ยุ
“มันแกว” ก็เป็นสื่อนะครับ ใครว่าเน็ตไอดอลไม่ใช่สื่อ คนกดไลค์มันแกวมากกว่าคอลัมนิสต์ทุกรายในประเทศนี้ ฮิฮิ ในยุคที่สังคมถูกปิดหูปิดตาปิดปาก ถึงใครวิพากษ์อย่างไร “นมคุณธรรม” ก็กลายเป็นหัวขบวนเสรีนิยม มีบทบาทโดดเด่นกว่าองค์กรวิชาชีพสื่อ เป็นตัวแทนค่านิยมคนรุ่นใหม่ ปะทะค่านิยมอนุรักษ์ โดยไม่ต้องเอ่ยคำว่า “เกลียดรัฐประหาร” ด้วยซ้ำ
นักข่าวที่ต้องจารึกไว้อีกคนคือ พรทิพย์ โม่งใหญ่ แห่งโมโนทีวี ผู้ใช้เทปกาวปิดปากตัวเอง แล้วก็ลงเอยถูกโมโนทีวีปลดออกทันใด โดยมีหนังสือชี้แจงไปยังสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แปลกดี (แทนที่จะชี้แจง คสช.)
หอกข้างแคร่แห่งปี: ผู้จัดการ ไทยโพสต์
หลังรัฐประหารสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์มีเพียงค่ายมติชน-ข่าวสด ผู้จัดการ ไทยโพสต์ และสำนักข่าวอิศรา ขณะที่ค่ายบางนา ค่ายคลองเตย และทีวีดิจิตอลบางสถานี อุ้มกันเห็นๆ
3 รายหลังถือเป็นเซอร์ไพรส์ โดยเฉพาะผู้จัดการ ไทยโพสต์ เป่านกหวีดไล่ “อีปู” มากับมือ กระนั้นถ้าดูจุดยืนของ 2 ฉบับก็ชัดเจนว่าเป็นปากเสียงของพันธมิตร “ภาคประชาชน” และคนชั้นกลางอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ซึ่งไม่ได้ดังใจกับ คสช. ยิ่งกว่านั้นผู้จัดการยังเป็นไม้เบื่อไม้เมา พล.อ.ประยุทธ์มาก่อน ส่วนสำนักข่าวอิศราก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเหมือน “หอกระจายข่าว” ของ ปปช.
ความจริง สนธิ ลิ้มทองกุล นี่ต้องยกให้เป็นหอกข้างแคร่แห่งทศวรรษ เพราะซี้ปึ้กกับทักกี้มาก่อน
เชียร์รัฐประหารแล้วก็เล่นงานบิ๊กบัง รัฐบาล ปชป.ก็ยังโดนถล่ม ไม่เคยมีใครได้ดังใจเลย
คนหายแห่งปี: นักวิชาการสื่อ
ไม่น้อยหน้าป้าอมรา พงศาพิชญ์ นักวิชาการสื่อที่เคยโจมตีรัฐบาลทุนสามานย์แทรกแซงสื่อ เคยด่าทอดาราว่าสร้างข่าวคลิปหลุดกลบกระแสม็อบนกหวีด ไม่หือไม่อือกับกฎอัยการศึก ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ทำตัวเป็นบุคคลสาบสูญกันไปหมด
ขนาดตอนที่ณาตยา แวววีรคุปต์ ถูกถอดจากรายการ ผู้จัดการไปสัมภาษณ์นักวิชาการสื่อ “สื่อยุค คสช. ต้องปิดตา ปิดหู ปิดปาก! แนะทางรอดต้องปั้นดาวดวงเดียวกัน” อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีชื่อนักวิชาการสื่อซักราย ให้ความเห็นได้แต่ไม่กล้าให้ชื่อ โถๆๆ ทีโผล่ไปร่วมปฏิรูปละก็ เสนอหน้าดีเหลือเกิน
ผู้ร้ายของวงการ: สรยุทธ์ ช่อง 3 มติชน
"กลาโหมชงปฏิรูปสื่อ ทำงานใต้อำนาจทุน ผู้ประกาศเป็นดาราหรู-นักข่าวไส้แห้ง” สำนักข่าวอิศราพาดหัววันที่ 13 ตุลาคม เสนอผลการศึกษาของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ภายใต้การดำเนินงาน
ของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ด้านการปฏิรูปสื่อ ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า
“สื่อสารมวลชนทำตัวเป็นดาราค่าตัวแพง ผู้ประกาศข่าวกลายเป็นดาราที่แสดงเพียงบทอ่านข่าว
ส่วนผู้สื่อข่าวที่ทำงานหนักจริงจังมีรายได้น้อยแทบเลี้ยงครอบครัวไม่รอด ผู้สื่อข่าวสงครามบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย ส่วนดาราอ่านข่าวหน้ากล้องเข้าสังคมหรูหรา”
แหม ฟังแล้วน้ำตาจะไหล กลาโหมเข้าใจหัวอกสื่อที่ตาร้อนผ่าว เอ๊ะ หรือว่าสื่อนั่นแหละเอาข้อความนี้ไปให้สำนักปลัดกลาโหม แล้วสำนักข่าวอิศราก็เอามาเสนอ ทั้งพาดหัว ทั้งโปรย ตอกย้ำอยู่ 3 ครั้ง
ดาราอ่านข่าวที่เป็นเป้าริษยารวมหมู่ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา (ไม่ใช่ ชลรัศมี งามทวีสุข แหงๆ) ผู้ถูกสมาคมนักข่าว ภาคีต่อต้านคอรัปชั่น ปปช.และอัยการสูงสุด สามัคคีเล่นงานคดีไร่ส้ม
เรื่องคดีก็เรื่องคดี ว่ากันไปเถอะครับ อย่าให้เกิดข้อครหาก็แล้วกันว่า สมาคมนักข่าว สถาบันอิศรา ภาคีต่อต้านคอรัปชั่น และ ปปช.มีสถานะ “พันธมิตร” กันแทบจะทุกเรื่อง เรื่องคดีสรยุทธ์เถียงไม่ออกอยู่แล้ว ต่อให้บอกว่าคืนเงิน อสมท.ไปแล้วก็เหมือนสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทั้งที่สนธิยืนกรานว่าไม่มีใครเสียหาย ฮิฮิ
คำถามมีอยู่ว่าทำไมความรวยของสรยุทธ์ต้องเป็นที่ริษยาของบรรดานักข่าว เขารวยจากการทำข่าวบนหลังคุณหรือ มันเกี่ยวกันไหม คุณทำข่าว ช่อง 3 ก็ทำข่าว สรยุทธ์ก็ส่งนักข่าวไป อยู่ที่ใครรู้จักจับประเด็นนำเสนอให้ประชาชนสนใจ ส่วนที่เอาหนังสือพิมพ์เช้าไปอ่าน ก็ทำไมไม่ด่าสมหญิง ยิ่งยศ หรือหญิงไทยขายข่าวตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว
สรยุทธ์ไปเกี่ยวอะไรกับ “ผู้สื่อข่าวที่ทำงานหนักจริงจังมีรายได้น้อยแทบเลี้ยงครอบครัวไม่รอด ผู้สื่อข่าวสงครามบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย” ก็ต้นสังกัดคุณไม่จ่ายค่าตอบแทนให้พอ (แล้วผู้สื่อข่าวสงครามก็ไม่เห็นมีที่ไหน)
ไร่ส้มก็เรื่องหนึ่ง ความสำเร็จจากการเสนอข่าวให้ประชาชนสนใจก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวกัน แต่สรยุทธ์ยังซวยซ้ำจากช่วงม็อบนกหวีด ที่ดันสวนกระแสสื่อ เอานักวิชาการนกหวีดมาปี๊ดๆ กับนักวิชาการประชาธิปไตย แล้วหงายเงิบไปไม่ว่ามีปริญญากี่ใบ
ช่อง 3 ก็ตกที่นั่งเดียวกับสรยุทธ์ นอกจากมีความผิดฐานไม่ถอดรายการสรยุทธ์ ยังผิดฐานงดออกอากาศละคร “เหนือเมฆ” ซึ่งบรรดาคนดีมีศีลธรรมเชื่อว่าถ้าประชาชนไทย 70 ล้านได้ดูละครบ้องตื้นเรื่องนี้จบจบแล้วจะ “ตาสว่าง" ลุกฮือไล่นักการเมืองโกง
ความผิดมหันต์กว่านั้นคือช่อง 3 ดันเป็นเจ้าของเค้กโฆษณาก้อนโต ซึ่งทีวีดิจิตอลพากันตาร้อน
เมื่อช่อง 3 เล่นเล่ห์ยื้ออนาล็อกฆ่าดิจิตอล สื่อก็พากันเชียร์ กสทช.ใช้กฎ must not carry อุดปากอุดจมูกช่อง 3 ทั้งที่เป็นการก้าวล่วงตลาดเสรี ละเมิดเสรีภาพ แทนที่จะเอาชนะกันด้วยการแข่งขัน
มติชนก็อีกราย ที่ไม่เพียงถูกองค์กรวิชาชีพและสื่อด้วยกันรุมโจมตีว่าเพราะรับโฆษณารัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงไม่เป่านกหวีดเหมือนสื่อกระแสหลักทั้งหลาย งานวิจัยของทีดีอาร์ไอ โดยเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ กับธิปไตร แสละวงศ์ ยังพุ่งเป้ามาเล่นงานด้วย
"หนังสือพิมพ์ ที่เน้นข่าววิเคราะห์ และมีคนอ่านไม่มากเท่า 2 ฉบับแรก เขามีโฆษณาของรัฐมากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คือ ถ้าเขามีตัวเลือก เขาก็คงไม่พึ่งพางบจากรัฐ ที่น่าสังเกตคือหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ก่อนหน้านี้เขามีเนื้อหา ดี เน้นข่าววิเคราะห์ แต่ก็อยู่ไม่ได้ เพราะข่าวที่เขาทำไม่มีคนอ่าน นี่ถือเป็นอันตราย เมื่อสื่อที่เน้นการวิเคราะห์เชิงลึก เน้นข่าวสืบสวนสอบสวน กลับอยู่ไม่ได้ อย่างกรณีหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัด ช่วง  10 ปี ให้หลัง เขาก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง..."
ธิปไตร แสละวงศ์ http://www.isranews.org/isranews-article/item/32330-tdri_32330.html
สื่อล้มเลือกตั้งคือผู้บริสุทธิ์ สื่อเห็นต่างคือถูกซื้อ แล้วตอนนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มไปแล้ว อยู่ใต้รัฐประหารกฎอัยการศึก มติชนยังเป็นตัวของตัวเองไหมครับ ท่านนักวิชาการ
อัปยศปฏิรวบสื่อ
“สื่อมวลชนก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารตรงไปตรงมา อย่างรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่างๆ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมของวิชาชีพ ตรงกันข้ามสื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เป็นผู้ที่เติมเชื้อไฟลงไปในสถานการณ์ที่มีความเปราะบาง”
“นอกจากนี้ ยังเกิดความโกลาหลในแวดวงสื่อ เนื่องจากมีคนและกลุ่มคนเข้ามาใช้สื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและเพื่อประโยชน์อื่นมีอยู่จำนวนมากอยู่เช่นเดิม และไม่ได้ทำหน้าที่ตามหลักการวิชาชีพสื่อมวลชนตามที่ควรจะเป็น รวมทั้งมีการใช้สื่อผลิตซ้ำวาทกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อกันของคนที่มีความเห็นต่างในสังคมและใช้สื่อไปละเมิดสิทธิความเป็นส่วนบุคคล ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการรายงานข่าวและแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่ กสทช. มีอำนาจและหน้าที่โดยตรงก็ไม่สามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งองค์กรวิชาชีพสื่อไม่สามารถกำกับดูแลด้านจริยธรรมได้”
สมาคมนักข่าวสรุปสถานการณ์สื่อปี 57 ในช่วงม็อบนกหวีดอย่างดูเหมือนจะ “เป็นกลาง” แต่อ่านดีๆ เป็นการโทษ “สื่อเทียม” ว่าเข้ามาใช้สื่อปลุกความเกลียดชัง ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีจรรยาบรรณ ขณะที่ “สื่อแท้” เพียงแต่ “ถูกวิพากษ์วิจารณ์”
ถามหน่อยว่า กนก รัตน์วงศ์สกุล ที่ร่ายบทกวีสดุดีมือปืนป๊อปคอร์น อยู่ประเภทแรกหรือประเภทหลัง
ความเสื่อมของวงการสื่อ ไม่ได้เกิดจากทีวีดาวเทียมอย่างบลูสกาย เอเชียอัพเดท แต่เกิดจากสื่อกระแสหลักเอง ที่ทำตัวล้ำเส้นสุดขั้วสุดโต่ง สนับสนุนรัฐประหาร ไม่เอาหลักการประชาธิปไตย หลักสิทธิเสรีภาพอันเป็นหัวใจของสื่อ มาตลอด 10 ปีในวิกฤตการเมืองไทย แต่องค์กรวิชาชีพสื่อกลับไปโทษคนอื่น สถาปนาตัวเป็นผู้มีจริยธรรมจะปฏิรูปคนอื่น โดยเข้าไปร่วมปฏิรูปกับ คสช.ทั้งๆ ที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพอยู่เห็นๆ
องค์กรวิชาชีพสื่อต้องการปฏิรูปอะไร ก็แบไต๋กันออกมาแล้วว่าต้องการมีอำนาจควบคุมสื่อ โดยอ้างหลักการ “ควบคุมกันเอง” ทั้งที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นหลักประกันของเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตย วงการสื่อกลับคิดจะเอาเสียงข้างมากมาปิดปากเสียงข้างน้อย ด้วยการออกใบประกอบวิชาชีพ หรืออ้างว่าตรวจสอบจริยธรรม
องค์กรสื่อต้องการอำนาจจัดการใคร ถ้าไม่ใช่มติชนที่ลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สรยุทธ์ที่ลาออกจากสมาคมนักข่าว
เรื่องน่าสังเวชยังได้แก่การที่นายกสมาคมนักข่าวเข้าไปเป็น สปช.โดยไม่มีใครคัดค้าน ต่างจากตอนผู้นำ 3 องค์กรเข้าไปเป็น สนช.เมื่อปี 49 ซึ่งนักข่าวภาคสนามเข้าชื่อกดดันจนต้องลาออก นี่แสดงว่าวงการสื่อเลิกเหนียมการเอาองค์กรเข้าไปพัวพันรัฐประหาร เป็นไปได้ขนาดนั้น ตะแบงกันว่าต้องการปฏิรูป สปช.ไม่เหมือน สนช.ไม่ได้ใช้อำนาจ ฯลฯ
งานนี้ได้ข่าววงในว่าบิ๊กแถวบางนาหนุนประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สุดตัว ให้เข้าไปเป็น สปช.โดยไม่ต้องลาออก
ธุรกิจสื่อไม่ละเว้นใคร
ดรามาส่งท้ายปีวงการสื่อได้แก่ เดลินิวส์ลงประกาศให้ 16 พนักงานพ้นสภาพ และ SLC เข้าซื้อหุ้นเนชั่น
กรณีเดลินิวส์มีฐานความขัดแย้งใน “เหตระกูล” ที่ยาวนาน ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด เข้ามาเป็นบรรณาธิการแทนประชา เหตระกูล เมื่อปี 2550 แต่ถูกปลดเมื่อเดือน ก.ค.2557 ชนวนสำคัญคือการทำ new tv และหนังสือพิมพ์ new 108
ตอนแรกที่ทำทีวีดาวเทียม ประภาชนะมติในบอร์ดแบบเฉียดฉิว (ลงมติ 2 รอบ รอบแรก ประชางดออกเสียง มติ 6-6 รอบสองล็อบบี้กันใหม่ชนะ 7-5) แต่พอทำไปแล้วกินทุน หนังสือพิมพ์แม่ต้องอุ้มทั้งพนักงาน ทั้งขายโฆษณาพ่วง พอจะประมูลทีวีดิจิตอล เสียงข้างมากก็ตีกลับ ให้ประภากับพี่น้องที่สมัครใจไปลงทุนกันเอง แยกกิจการจาก “กงสี”
เมื่อแยกกิจการก็เกิดแรงบีบให้แยกพนักงานและผู้บริหารขาดจากกัน ไม่ให้ทำงานแบบบริษัทพี่บริษัทน้อง ที่กอง บก.ข้ามไปข้ามมา หรือฝ่ายโฆษณาก็ขายหนังควบ เพราะฝั่ง “กงสี” ถือว่าอยู่ตัว มีกำไร ฝั่งทีวีสิเพิ่งลงทุนใหม่หน้ามืด ยิ่งมาออก new 108 ถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์คู่แข่งโดยตรง ประภาจึงถูกปลดพ้นบรรณาธิการ ลูกชายก็พ้นจากผู้จัดการฝ่ายโฆษณา
นับแต่นั้น เดลินิวส์ก็ไม่ลงข่าวกรรมการสิทธิ วันชัย ศรีนวลนัด new tv แยกไปตั้งที่รามาการ์เดน
ตึกเดลินิวส์แทบจะติดป้ายห้ามเข้า 16 พนักงานทั้งกอง บก.และฝ่ายโฆษณา ถูกลงประกาศ “พ้นสภาพ” ซึ่งเท่ากับแจ้งให้ลูกค้าทราบว่า ฝ่ายโฆษณา new 108 ไม่เกี่ยวกับเดลินิวส์
ศึกครั้งนี้ไม่มีสี ถึงแม้ประภาเป็น สปช. ถึงแม้ new tv มีขุนพลเอกอย่างปอง อัญชลี, เป๊ปซี่ (est) แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่แดง เป็นเหตุผลทางธุรกิจ ประกอบความขัดแย้งที่มีมายาวนาน กระทั่งติดป้ายโจมตีกันหน้าลิฟท์ “ใครไล่ยิงนายห้างแสงเมื่อ 40 ปีก่อน”
ธุรกิจสื่อปี 57 อ่วมกันทั้งนั้น ยิ่งหนังสือพิมพ์มาทำทีวี มันคนละ field กันไม่ใช่ของง่าย ขนาดยักษ์ใหญ่ไทยรัฐยังกลืนเลือดไม่อยากบอกใคร ทีวีดิจิตอลนะครับ ไม่ใช่ทีวีดาวเทียมขายน้ำมันมะพร้าว
เห็นมีแต่ค่ายเนชั่นที่ผลประกอบการยังกำไร ฮิฮิ เลยทำให้กลุ่ม SLC เข้าไปกว้านซื้อหุ้นถึง 12.27%
อ้าว ก็เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คนเขาเข้ามาซื้อหุ้นมันผิดตรงไหน ทำไมต้องร้องโวยวายไปถึงขั้น “คุกคามสื่อ” ไม่อยากให้ใครซื้อหุ้นก็ออกจากตลาดไปสิครับ หาว่าถือหุ้นข้ามสื่อ ถือหุ้นสปริงนิวส์ด้วย แล้วเขาเข้าไปมีอำนาจเหนือบริษัท เหนือสุทธิชัย หยุ่น หรือ ก็เปล่า SLC บอกด้วยซ้ำว่าจะไม่ส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการ แล้วจะร้อนท้องอะไรกันไม่ทราบ
นี่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอีกเหมือนกัน แต่พยายามทำให้เป็นการเมือง บางคนโยงไปได้ถึงทักษิณ ทักษิณอยู่เบื้องหลังความชั่วทุกอย่างในประเทศนี้ ทั้งที่กรรมการ SLC ก็ประกาศชื่อมีชัย ฤชุพันธ์ อยู่โต้งๆ
คือถ้า SLC มันปั่นหุ้น มันทำผิดกฎตลาดหลักทรัพย์ ก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่มาโวยวายว่า “คุกคามสื่อ” เนชั่นเป็นบริษัทในตลาด จะอ้างความเป็นสื่อมีสิทธิพิเศษกว่าบริษัทอื่นไม่ได้ แต่ตอนนี้เนชั่นใช้อภิสิทธิ์อยู่นะครับ ทั้งใช้หนังสือพิมพ์ทีวีของตัวเองโจมตี SLC หรือไปไล่สัมภาษณ์ สปช.สายสื่อให้ช่วยปกป้อง
ถามจริง กลัวไรนักหนา ไม่มีใครบ้าซื้อเนชั่นแล้วสั่งปลดสุทธิชัยหรอก เพราะถ้าไม่มีศาสดา “คนพันธุ์ N” แล้วจะเหลือใครอ่านใครดู SLC คงเข้ามาถือหุ้นแล้วขอตรวจงบดุลบ้างเท่านั้นเอง

                                                                                                ใบตองแห้ง
                                                                                                6 ม.ค.58
- See more at: http://www.mediainsideout.net/local/2015/01/221#sthash.hpc5BPVP.dpuf

จาตุรนต์:สนช.ไม่มีอำนาจพิจารณาถอดถอน

คนจำนวนไม่น้อยกำลังสนใจว่า ในการถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีคะแนนถอดถอนเพียงพอหรือไม่ แล้วก็วิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา พวกที่อยากให้ถอดถอนสำเร็จก็บอกว่า ถ้าถอดถอนสำเร็จก็ถือว่า สนช.นี้ดีจริง พวกที่ไม่อยากให้ถอดถอนสำเร็จก็อาจจะบอกในทางตรงข้ามคือ สนช.ไม่ดี
แต่ถ้าถอดถอนไม่สำเร็จ ฝ่ายแรกจะบอกว่าไม่ดี ขณะที่ฝ่ายหลังอาจบอกว่าดี แล้วต่างฝ่ายต่างก็ติดตามรอคอยดูเวลาที่สนช.เขาจะลงมติกันด้วยความระทึกใจ
การถอดถอนจะสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ผมเห็นว่า จะมีการถอดถอนเกิดขึ้นหรือไม่ต่างหากที่สำคัญกว่า สนช.ไม่มีอำนาจและไม่มีความชอบธรรมใดๆที่จะถอดถอนนักการเมืองที่ถูกกล่าวหามาตั้งแต่ยังมีรัฐธรรมนูญปี 50 บังคับใช้อยู่ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกฉีกไปแล้ว บทบัญญัติที่ให้อำนาจในการถอดถอนก็ถูกฉีกไปด้วย การที่สนช.ใช้ข้อบังคับของตนเองมาตีความว่า มีอำนาจถอดถอนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อีกประการหนึ่ง สนช.ชุดนี้มีที่มาแตกต่างจากสว.ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากพวกเขามาจากการรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตย สนช.ที่มาจากการรัฐประหารย่อมไม่มีความชอบธรรมที่จะมาถอดถอนแทนวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
การถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกต่างๆกันไป แต่ไม่ว่าผลการถอดถอนจะเป็นอย่างไร การถอดถอนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบธรรม ขัดต่อหลักนิติธรรม
เมื่อนึกถึงการที่สนช.จะถอดถอนนักการเมืองทั้งๆที่ไม่มีอำนาจ บางคนอาจนึกถึงภาพสมาชิกสนช.ผู้ทรงเกียรติกำลังลงมติและนับคะแนนกัน แต่ผมกลับเห็นภาพคนกลุ่มหนึ่งกำลังร่วมกันใช้ปืนยิงคนตามอำเภอใจ
“การยิงคนเล่นตามใจชอบนั้น ไม่ว่าจะยิงแล้วตายหรือไม่ตาย ก็เป็นเรื่องที่ผิดอยู่ดี”.
------------


ถอดถอนยิ่งลักษณ์ สิ่งแปลกปลอมในระบบ

เรื่องประเด็นของการถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองฝ่ายพูดกันให้ตาย ก็ไม่มีทางลงตัวกันเพราะทั้งสองฝ่าย ต่างถูก "รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ หลอก"
คือ "หลอก" ยังไง?
คืองี้ครับ ถอยมามองภาพกว้างหลักการกันก่อน
ในการปกครองระบอบรัฐสภา การถอดถอนนายกฯ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และลงมติให้พ้นจากตำแหน่ง "การลงมติไม่ไว้วางใจ" คือการถอนถอนในระบบรัฐสภา
ในการปกครองระบบประธานาธิบดี การถอดถอนนายกฯ หรือ ปธน. คือ การลงมติถอดถอนโดยรัฐสภา อิมพีชเม้นต์ (อาจจะเป็น สภาล่าง สภาบน หรือสองสภารวมกัน) หมายความว่า สภาจะแปลงร่างเป็นตุลาการจำเป็น และยกมือถอดถอน ปธน.หรือนายกฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เช่น ปธน.สหรัฐฯ คลินตัน ถูกไต่สวนถอดถอนโดยวุฒิสภาสหรัฐ หากถอดถอนสำเร็จ ก็พ้นหน้าที่
ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ เล่นใส่ "การถอดถอน ๒ เด้ง" กล่าวคือ ไปก็อปปี้มาทั้งถอดถอนโดยลงมติไม่ไว้วางใจ(ในระบบรัฐสภา) และถอดถอนโดยรัฐสภา อิมพีชเม้นต์ (ในระบบ ปธน.) มันเลยเกิดปัญหาขึ้นมาว่า แล้วตำแหน่งทางการเมือง มันจะ "พ้น" ตรงไหนกัน เพราะมันเท่ากับเกิดการถอดถอนได้ตั้งสองครั้ง เหมือนคนโดนจับประหารตัดหัว เท่ากับตัดหัวได้สองครั้ง
คนร่าง รธน. ปี ๕๐ ฉลาดมาก เล่นเขียนให้มันมั่วๆ ไว้ เพราะเขียนเพื่อไล่เครือข่ายทักษิณ และคิดว่า หากตัดหัว "ดาบแรก" ไม่ตาย ก็จะได้หาเรื่องลง "ดาบสอง" แต่มันกลายเป็นความยุ่งยากขึ้นมาจนทำให้คนเถียงทั้งบ้านทั้งเมืองว่าแล้วตกลงมันถอดถอนได้ไหม?
เอาแบบคนทั่วไปเข้าใจ สถานภาพรัฐมนตรี "สิ้นสุด" ลงไปทันทีเมื่อ "ยุบสภา" เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ แล้ว ไม่เหลือสภาพ "ความเป็นรัฐมนตรี" ใดๆ ให้มาถอดถอน และหากยึดหลักการปกครองระดับรัฐสภาแล้ว ยิ่งชัดเจนว่า สถานะนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดเมื่อยุบสภา และไม่ได้มีการถอดถอนผ่านกระบวนการ "ลงมติไม่ไว้วางใจ" ดังนั้น การถอดถอนที่กำลังจะทำในวันที่ ๙ มกราคมนี้ จึงเป็นกระบวนการแปลกปลอมที่สร้างขึ้นมา ไว้หาเรื่องลงดาบและไม่เป็นไปตามกระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาเลย
เมื่อมีคนทักว่า มันถอดถอนไม่ได้ เขาก็ยังพยายามจะถอดถอนให้ได้ แม้จะ "ใช้กระบวนการถอดถอนในระบอบประธานาธิบดี" มาเพื่อใช้ถอดถอนนายกรัฐมนตรี "ในระบอบรัฐสภา" เขาก็ยังหน้าด้านจะทำ
เขาหวังให้มี "ดาบปักหลัง" นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพื่อให้ขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้นแหละครับ