PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย

การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศไทย

8902
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยู ของสิงคโปร์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่เขาทิ้งให้เป็นมรดกตกทอดคือ ความสำเร็จในด้านการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของสิงคโปร์ จากประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีประชากรในสมัยนั้นเพียงสองล้านกว่าคน จนในวันนี้สิงคโปร์มี GDP ต่อหัวประชากร 51,000 เหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าไทย 9 เท่า และเป็นประเทศพัฒนาตลอดจนเป็นประเทศผู้นำทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ความสำเร็จในการบริหารประเทศของลีกวนยูจัดเป็นรูปแบบที่น่าศึกษาสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย โดยจะเป็นจุดชี้ถึงองค์ประกอบความสำเร็จว่า การปฏิรูปลักษณะไหนจากตัวอย่างของสิงคโปร์ถึงจะมีส่วนทำให้การปฏิรูปประเทศไทยตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพ
สิงคโปร์ถูกอัปเปหิจากสหพันธรัฐมลายูปี 1965 นายลีกวนยูอยู่ในสภาพเศร้าสร้อยเมื่อมาคิดถึงสถานภาพของประเทศเล็ก ๆ ซึ่งมีเกาะใหญ่อยู่เพียงเกาะเดียว กับเกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ ไม่มีทรัพยากร แม้กระทั่งน้ำ โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำจากมาเลเซีย อย่างไรก็ดี นายลีกวนยูได้ใช้ความฉลาดในการวางแผนยุทธศาสตร์ไปสู่ความสำเร็จ ยุทธศาสตร์ของนายลีกวนยูมี 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นยุทธศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1980 สาระสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือ
1. การพัฒนาบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านความสามารถในการมองอนาคต (Visionary) การบริหารการจัดการ และมีจริยธรรมโดยเน้นการต่อต้านคอรัปชั่น โดยตัวเขาเองจะเป็นตัวอย่างให้ประชาชน แนวคิดของเขาคือ การพัฒนาคุณภาพของผู้นำทางการเมืองและข้าราชการให้เก่งและดี เก่งก็คือมองเห็นอนาคตและมีประสิทธิภาพ ดีก็คือ เกลียดชังคอรัปชั่น และปรับปรุงคุณภาพประชาชนในด้านการศึกษาให้มุ่งไปในแนวทางดังกล่าว
2. มีการวางทิศทางล่วงหน้า 2 ทศวรรษ ว่าประเทศสิงคโปร์จะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม มุ่งมั่นพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม โดยมีการส่งเสริม Infrastructure และส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางทางการเงิน ส่งเสริมให้สิงโปร์เป็นแหล่งศูนย์กลางท่าเรือ และมีการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ เน้นภาษาอังกฤษ เน้นคำนวณ เน้นวิทยาศาสตร์ และเน้นการบริหารการจัดการ ด้วยการปรับปรุงมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ มีการเชิญครูจากต่างประเทศเพื่อมาถ่ายทอดความรู้
3. มีการพัฒนาขนส่งมวลชน น้ำ ดิน ตลอดจนการพัฒนาภูมิทัศน์และเอาจริงเอาจังเรื่องระเบียบ จะเห็นได้ว่า คนจีนไม่กล้าถ่มน้ำลายลงพื้น ร้านค้าข้างถนนในสิงคโปร์ก็หายไป
4. รัฐจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ถ้าไม่มีประสิทธิภาพก็โดนไล่ออก ถ้าโกงก็ต้องติดคุก ทำงานเช้าชามเย็นชามก็โดนไล่ออก ส่งผลให้ราชการและรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพสูงมาก รัฐวิสาหกิจมีกำไรยกเว้นรัฐวิสาหกิจประเภทส่งเสริมสวัสดิการสังคม
5. ในระยะต้นมีการเก็บภาษีสำหรับคนสิงคโปร์สูง แต่เก็บภาษีนิติบุคคลต่ำเพียง 17% เพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ ภาษีที่เก็บได้บวกับรัฐวิสาหกิจบางส่วนถูกนำมาใช้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้คนสิงคโปร์ คนสิงคโปร์ 75% ต่างมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง อีกส่วนก็มาตั้งกองทุน เช่น เทมาเส็ก เพื่อเอากำไรจากการลงทุนในต่างประเทศมาพัฒนาประเทศ
ยุทธศาสตร์แผนที่ 2 ดำเนินการในทศวรรษ 1990 โดยมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศพัฒนาเต็มที่ ให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge based Economy) โดยมีสาระสำคัญดังนี้คือ
1. พัฒนาการศึกษาให้เป็นระดับโลกโดยเชิญชวนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยอินซีด (Insead) จากฝรั่งเศส และอื่น ๆ มาจัดตั้งที่สิงคโปร์และพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้เป็นระดับชั้นนำของโลก นอกจากนี้ยังพัฒนาคุณภาพอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยโลกและส่งเสริมให้มีการนำคณาจารย์ต่างประเทศระดับโลกมาสอนที่สิงคโปร์
2. พัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางโลกในด้านการเงิน
3. พัฒนา IT ในระดับสูงโดยร่วมมือกับบังกะลอร์ของอินเดีย และซิลิคอนแวลลี่ร์ของอเมริกาเพื่อผลิตสินค้าประเภท Hi-end
4.ส่งเสริมการร่วมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ เช่น AEC RCEP TPP และ FEALAC มีการตั้งสำนักงานใหญ่ของ APEC ที่สิงคโปร์ นอกจากนั้นยังทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศสำคัญทั่วโลก เพราะเท่ากับสิงคโปร์ได้ประเทศใหม่โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร
5. เมื่อมีการรวมกลุ่มก็มีนโยบายเน้นการลงทุนต่างประเทศ (Go regional) จึงไม่น่าแลกใจว่า ประเทศไทยจึงมีร้านอาหาร ร้านขนมปัง ร้านป๊อบคอร์นของสิงคโปร์เต็มไปหมด นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังร่วมมือกับจีนด้านโรงกลั่นน้ำมัน ร่วมมือกับเวียดนามด้าน Infrastructure ร่วมมือกับกัมพูชาด้านท่าเรือและสนามบิน
ความสำเร็จของสิงคโปร์จะเห็นได้ชัดว่ามีองค์ประกอบที่เกิดจากคุณภาพของบุคลากรที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ไกลๆ มีคุณธรรม และมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
สรุปได้ว่า การปฏิรูปประเทศไทย แผนยุทธศาสตร์จะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอีก 20-30 ปี ข้างหน้า และมีบุคลากรที่มีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การปฏิรูปประเทศไทยแม้จะพยายามแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ เพราะเกี่ยวข้องกับระบบคิดของผู้ร่างการปฏิรูปและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วย และระบบการเมืองต้องมีความต่อเนื่อง

บทบาทของจีนในเวทีโลกและผลกระทบต่อภูมิภาคและไทย

บทบาทของจีนในเวทีโลกและผลกระทบต่อภูมิภาคและไทย

8963
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
แม้ประเทศจีนจะมีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราชะลอลงจากค่าเฉลี่ย 10% ตลอดช่วง 2 ทศวรรษจนถึง 3-4 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีนค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7% โดยในปีนี้ IMF ถึงกับวิเคราะห์ว่า จะเหลือ 6.8% และปีหน้าจะเหลือ 6.5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง หนี้สาธารณะและหนี้ของสถาบันการเงินรวมแล้วเท่ากับ 260% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ความจริงประเทศจีนขณะนี้ถูกจัดกลุ่มเป็นประเทศรายได้ระดับกลาง) อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องอสังหาริมทรัพย์และ shadow banking อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนในอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็ได้พยายามขยายบทบาททั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับฐานะของประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
ในทางการเมือง จีนได้เพิ่มบทบาททางด้านทหารด้วยการใช้งบประมาณเพิ่มในอัตราที่สูงติดต่อกันหลายปี ถ้าเทียบกับงบประมาณประจำปีด้านอาวุธและทหาร ถือว่า จีนมีการใช้จ่ายในด้านนี้สูงเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย อีกทั้งจีนยังได้มีการเพิ่มอาวุธที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น เรือดำน้ำที่มีขีปนาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการพัฒนาด้านอวกาศ
ในด้านเศรษฐกิจจีนได้ขยายอิทธิพลโดยให้ความช่วยเหลือกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแอฟริกา ละตินอเมริกา อาเซียนและอื่น ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จีนได้มีการวางหมากรุกทางการเมืองอันใหม่เพื่อเพิ่มบทบาทของตนในทางเศรษฐกิจและการเมืองของภูมิภาคและของโลก โดยนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย
1. ส่งเสริมความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค ในระดับภูมิภาคคือ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม Asean+3 และ +6 และขยายผลสู่ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และเป้าหมายในอนาคตอีก 10 ปี ก็คือ การพัฒนา RCEP สู่ประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย และที่ไกลกว่านั้นคือ สนับสนุน APEC ไปสู่ FTAAP (Free Trade Area of the Asia-Pacific หรือ เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก) สำหรับในระดับอนุภูมิภาคคือ ส่งเสริมการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง GMS (Greater Mekong Subregion) เพื่อเชื่อมโยงด้านขนส่ง สาธารณูประโภค การค้าการลงทุนในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนสินค้าจากจีนแล้วยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเมืองอีกด้วย
2. ในปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้เสนอให้จัดตั้งองค์กรทางการเงินใหม่ 2 องค์กร ได้แก่ AIIB (Asian Infrastructure Investment Bank) และ BRICS Bank ทั้งนี้ AIIB ก็คือ การจัดตั้งในลักษณะเหมือนกับธนาคารโลก คือทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในภูมิภาคเอเชีย แต่สิ่งที่จีนต้องการมากกว่านั้นก็คือ การสร้างองค์กรเพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจของจีน เหมือนกับที่ธนาคารโลกเป็นเครื่องมือของอเมริกา และ ADB เป็นเครื่องมือของญี่ปุ่น การจัดตั้ง AIIB ยังมีส่วนในการแบ่งแยกยุโรปตะวันตกและประเทศอื่น ๆ จากอเมริกา ดังจะเห็นได้ว่าเริ่มจากอังกฤษที่สมัครเป็นสมาชิกและตามมาด้วย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่อเมริกาพยายามห้ามปราบ อีกองค์กรคือ BRICS Bank ที่เปรียบเหมือน IMF ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสภาพคล่องของประเทศสมาชิกเหมือนหน้าที่ของ IMF
3. ประเทศจีนได้มีการจัดตั้งการประชุมที่เรียกว่า Boao Forum ซึ่งถือเป็นการประชุมประจำปีของเอเชียซึ่งเป็นคู่แข่งกับ World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างนักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ และผู้บริหารองค์กรที่สำคัญของโลกเพื่อมาพบปะ ประชุม ถกปัญหา เสนอทางแก้ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่ง Boao Forum  เปรียบเสมือนเวทีคู่แข่งของ World Economic Forum ในภาคพื้นเอเชียนั่นเอง และในขณะนี้ก็ทำการประชุมโดยเน้นประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมโยงของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย
ประเทศจีนในวันนี้กำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศโดยเฉพาะของไทยจึงต้องมีความสามารถในการประเมินจิ๊กซอว์ทางการเมืองและสามารถประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ล่วงหน้า ก่อนที่จะเจอปัญหาเมื่อมันเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วดังที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย?

ไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย?

tnews_1428659046_9044รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
ในช่วงนี้มีข่าวเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซีย โดยเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีของรัสเซียมาเยือนไทยในรอบ 25 ปี และคงจะต่อเนื่องด้วยนายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปรัสเซียในอนาคต
ในการเยือนครั้งนี้ก็มีการลงนามข้อตกลงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 10 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายการลงทุน การค้า ความร่วมมือทางด้านพลังงาน ด้านวัฒนธรรม และอื่น ๆ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและรัสเซียถือว่ามีนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศอยู่ไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งไทยและรัสเซียต้องเผชิญกับการบีบคั้นของอเมริกาและสหภาพยุโรป
ซึ่งในส่วนของไทยนั้น การบีบครั้นดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่ในแง่การเมืองก็ย่อมมีผลกระทบต่อคนในประเทศซึ่งก็ยังมีการแยกขั้วอยู่อย่างเห็นได้ชัด การตำหนิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีผลเท่ากับการให้กำลังใจหรือเสริมพลังให้กับแรงต่อต้านของอีกฝ่ายหนึ่ง การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้จึงมิใช่เป็นเหตุการณ์ตามปกติของการขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย
การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของโลก ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้
1. จากการยึดไครเมียร์จากยูเครนของรัสเซียภายใต้ปูตินก็ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ของNATO และสหภาพยุโรป ในลักษณะของการ sanction ทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียลดลง และถูกผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงกว่า 60% ซึ่งรัสเซียมีรายได้จากการส่งออกพลังงานเป็นสัดส่วน 60% ของการส่งออกทั้งหมด
ผลกระทบทั้งสองประการดังกล่าวจะทำให้รัสเซียในปีนี้และปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตติดลบ ในบริบทดังกล่าว รัสเซียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยการกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ความจำเป็นในการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน อินเดีย ตลอดจนอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ไทยจึงเป็นเป้าหมายส่วนหนึ่งของแนวนโยบายดังกล่าวนี้
2. ในแง่ทางการเมืองนั้น รัสเซียซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจทางปรมาณูและเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีศักยภาพในการทำลายล้างอเมริกา แม้สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไปแล้ว แต่รัสเซียในยุคปูตินก็มีแนวคิดที่จะปรับแนวนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมืองตลอดจนด้านการทหารให้สอดคล้องกับสถานภาพของตนเอง
นอกจากนั้น รัสเซียเองกำลังถูกปิดล้อมจาก NATO และพันธมิตร เพราะหลายประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตก็กลายเป็นสมาชิกของ NATO และสหภาพยุโรป เช่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ทั้งนี้ ปูตินยังมองว่า อเมริกาและสหภาพยุโรปพยายามที่จะดึงประเทศอื่น ๆ เช่น จอร์เจีย ยูเครน ไปเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง และนี้จึงเป็นเหตุผลที่รัสเซียยึดไครเมียร์และขยายอิทธิพลมาสู่จอร์เจียและยูเครนตะวันออก
นอกจากนั้น รัสเซียเองเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจอเมริกาจึงสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ ในกรอบทางการเมืองก็คือ การก่อตั้ง shanghai organization ซึ่งมีจีนเป็นสมาชิก ในทางเศรษฐกิจก็มีการรวมกลุ่ม BRICS และมีการจัดตั้งประชาคมยูเรเซีย ในบริบทดังกล่าว รัสเซียจึงมีความจำเป็นในการกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กับอิหร่าน หรือแม้กระทั่งกับกรีกและไซปรัส ตลอดจนอาเซียนเพื่อเป็นการถ่วงดุลอเมริกา
3. ในส่วนของไทยนั้น หลังจากที่มีการรัฐประหาร อเมริกาและสหภาพยุโรปก็ได้มีท่าทีบีบบังคับรัฐบาลไทยโดยหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การบีบบังคับดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงท่าที ทั้ง ๆ ที่ในแง่รูปธรรมแล้วยังไม่ได้ดำเนินการมากมายนั้น ยกเว้นการงดการซ้อมรบคอบร้าโกลด์เมื่อปีที่แล้ว หรือการไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีโดยมีการห้ามเข้าประเทศ เป็นต้น สหภาพยุโรปก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีดังกล่าวยังไม่ได้ออกมาในรูปของการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับรัฐบาลไทยและประชาชนไทยจำนวนมากถือว่าเป็นการก้าวก่ายกิจการภายในของไทยและเป็นการส่งเสริมฝ่ายต่อต้านทางอ้อม นอกจากนั้น แนวนโยบายของอเมริกาในเรื่องประชาธิปไตยก็ถือว่ามี 2 มาตรฐาน สถานการณ์อย่างเดียวกันที่เกิดขึ้นกับไทยก็เกิดกับอียิปต์และยูเครน
แต่อเมริกากลับไปสนับสนุนรัฐบาลที่ก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในกรณีของไทยกลับใช้มาตรฐานอีกประการหนึ่ง นอกจากนั้น การรัฐประหารของไทยในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการป้องกันสงครามกลางเมือง และรัฐบาลชุดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากการสุ่มตัวอย่างถามความคิดเห็นที่ให้คะแนนรัฐบาลถึง 70-80% พูดง่าย ๆ คือ ประชาชนจำนวนมากต้องการเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อปูทางสู่การสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ดีกว่าที่จะมีรัฐบาลที่โกงการเลือกตั้งหรือซื้อเสียงและเมื่อขึ้นมาแล้วก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก
ความจริงแล้วอเมริกาและสหภาพยุโรปเขาก็รู้แต่แกล้งโง่ เพราะเขากำลังดำเนินแนวนโยบายทางต่างประเทศที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเขา โดยหาเหตุผลที่มองจากมุมตัวเองเป็นตัวอธิบาย แต่ถ้าดูให้ลึก เขาก็ดำเนินนโยบายสองหน้า หน้าหนึ่งสนับสนุนฝ่ายต่อต้านโดยอ้างเรื่องการเลือกตั้ง เผื่อในอนาคตถ้าฝ่ายนี้ได้เสียงข้างมาก อเมริกาก็จะได้ประโยชน์ที่มากกว่ารัฐบาลชุดนี้
กล่าวคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่คอรัปชั่นนั้นจะเป็นเหยื่อของการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้ง่ายเพราะผู้นำเหล่านี้สามารถแลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนส่วนตัวบนหน้ากากของการเลือกตั้ง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังอยู่ต่อและเมื่อมีการเลือกตั้งจากฝ่ายที่ต้องการประชาธิไตยที่แท้จริง อเมริกาก็ยังไม่มีอะไรเสียเพราะในความเป็นจริง อเมริกาบีบคั้นด้วยคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่แน่นอน คำพูดนี้ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจต่ออเมริกาและสหภาพยุโรป
จากแนวนโยบายและความจำเป็นของทั้งไทยและรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงนำไปสู่การพยายามกระชับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น แม้ไม่มีแรงกดดัน แต่ทั้งไทยและรัสเซียก็ต้องขยายความสัมพันธ์ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ในกรอบของโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว และขณะที่โลกในทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป ประเทศเกิดใหม่เกิดขึ้นมากมาย จีน อินเดียและอาเซียนต่างก็มีบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
จึงถือว่า การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียจึงเป็นแนวโน้มที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การกระชับความสัมพันธ์ระหว่าไทยกับรัสเซียในครั้งนี้ก็ถือว่ามีนัยยะทางการเมือง โดยไทยต้องการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่า ไทยก็ยังมีทางออกด้วยการพึ่งพาประเทศอื่น ๆ  นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงออกถึงท่าทีต่ออเมริกาในทำนองว่า “คุณยิ่งบีบมาก คุณก็ยิ่งเสียพันธมิตรมากขึ้น” ไทยเองก็รู้ดีว่า อเมริกากำลังถ่วงดุลอำนาจจากจีน ที่เรียกว่า Pivot Asia ดังนั้นการเป็นพันธมิตรกับไทยอย่างแนบแน่นจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
มองจากแนวนโยบายของอเมริกาก็มองไทยว่า “How far you can go” ประเทศไทยจะไปได้ไกลขนาดไหนกับรัสเซีย ในแง่การค้าและการลงทุนรัสเซียถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพไม่มากนัก ยกเว้นเรื่องการท่องเที่ยว นอกจากนั้นในแง่การเมืองและการทหาร ประเทศไทยก็ยังผูกพันกับอเมริกาภายใต้กรอบทางการทหารตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม อเมริกาก็ต้องไม่ underestimate หรือประเมินท่าทีไทยต่ำเกินไป เพราะหลายครั้งที่อเมริกาดำเนินนโยบายผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อิรัก ซีเรีย และยูเครน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียแม้จะมีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมของความเชื่อมโยงมากขึ้นก็ตามที แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การแสดงออกทางสัญลักษณ์ให้อเมริกาได้รับรู้มากกว่า

ศิโรจน์:ศก.ไทยแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในสถานการณ์เดียวกัน

ตัวเลขล่าสุดของ IMF บอกไทย GDP แย่ที่สุดในอาเซียน นอกจากนั้นคือเศรษฐกิจของประเทศแบบไทยยังไม่ส่งสัญญาณดีนัก มหามิตรใหม่ของไทยอย่างรัสเซียกับจีนก็น่าวิตก ข้อมูลภาคสนามก็มีตั้งแต่กลุ่มผู้รับเหมาบอกเช็คเด้งปีนี้เยอะเหมือนปี 40 , ภาคเกษตรเติบโตน้อยลง และแม้แต่ธนาคารก็ปล่อยกู้ให้ธุรกิจรายใหญ่ลดลงด้วย ไม่รู้ว่าใครต้องผิดชอบกับสภาพแบบนี้ เลิกพูดได้แล้วว่าประเทศแถวนี้แย่หมด เพราะข้อมูลบอกชัดๆ ว่าไทยแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในสถานการณ์เดียวกัน

ที่มา เฟสบุ๊ค ศิโรจน์ คล้ามไพบูลย์
16/4/58

แฉบัญชีดำ 10 บิกขรก.ส่อทุจริต "ธาริต-อำนาจเก่า"ไม่รอดกม.157


แฉบัญชีดำ 10 บิกขรก.ส่อทุจริต "ธาริต-อำนาจเก่า"ไม่รอดกม.157
16 เม.ย.58 เปิดรายชื่อข้าราชการระดับสูงจำนวน 10 ราย หลังจาก กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า กำลังถูก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบสวน ข้อหาทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ม.157 ซึ่งประกอบไปด้วย
1.ธีระพงศ์ โสดาศรี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
2.รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงคลัง
3.ปกรณ์ พันธุ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
4.ศรีสุข จันทรางศุ อดีตอธิบดีกรมทางหลวง
5.ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ
6.นายสัตวแพทย์ ระพีพงศ์ วงศ์ดี อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์
7.นิกร บุญศรี อดีตอธิบดีกรมทางหลวง
8.วีระชัย ตันติกุล อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
9.สุพจน์ หวังวงศ์วัฒนา อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ
10.มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
รายงานระบุว่า ในจำนวนนี้มีหลายคนที่เป็นไม้เป็นมือให้'กลุ่มอำนาจเก่า'ในระหว่างที่เป็นรัฐบาล กระทำการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ


วาสนา แจงสถานฑูตส่งมาเรียนฮาวายไม่ใช่กองทัพไทย

สถานทูตสหรัฐอเมริกา ส่งมาค่ะ
กำลังมีผู้เข้าใจผิด ทั้งไทย และฝรั่ง ในเมืองไทย ที่ไม่ชอบทหาร ไม่ชอบวาส ไปปล่อยข่าวลือ ว่า กองทัพไทย ส่ง วาส มาเรียน ที่Hawaii แหม!! แค่คิดง่ายๆ ก็จะรู้ว่า บิดเบือน กองทัพ จะส่งพลเรือน มาเรียนได้ยังไง แล้ว กองทัพไทย มีทุนแบบนี้ให้หรือ มีแต่เป็นทุน ที่อเมริกาให้ ที่ต้องสอบชิงทุนกัน Asia Pacific Center for Security Studies. หลักสูตร Advanced Security Cooperation ...แต่ของวาส ที่ มาอบรม ครั้งนี้ สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในไทย เลือกมา ไม่ใช่ กองทัพไทย เพราะทหารและตำรวจ ที่มานี้ก็ต้องสอบ ชิงทุน มาเรียนของ Jusmag สหรัฐฯ ค่ะ แถมมานี่ อเมริกัน ใช้คุ้ม ให้ความรู้ด้านความมั่นคง แต่ก็ถามความเห็นเยอะ หลายเรื่อง จาก32 ชาติที่มา เหมือน ทำโพลล์ชั่นดี มีความเห็นประกอบ เพราะคนที่มานี่คัดแล้ว จากแต่ละประเทศ อเมริกา ไม่ให้เรามาเที่ยวฟรีๆหรอก ค่ะ ตื่น 0630 น. มาเตรียมอาหารกลางวัน ที่ทุกคนต้องเตรียมไปเอง จะเดินไปทานที่ร้าน ก็ได้ แต่ก็ 15-20 นาที เสียเวลา กว่าจะเดินไปกลับ แถมมิ้อหนึ่ง ก็ไม่ต่ำกว่า 10 -15เหรียญ ได้ค่าอาหาร วันละ30กว่าเหรียญ เท่านั้นกับ3 มื้อ ต้องบริหารเอง ไหนจะ ค่าอืนเตอรเน็ต ค่าโทรศัพท์ ค่ากิจกรรมพิเศษ ไปดูการแสดง เสียเงืนเองหมด ค่าของฝาก เพื่อนพี่น้อง ญาติ ก็ต้องใช้เงินตัวเอง ที่แลกมาเพิ่ม แล้ว กินมาม่า และทำข้าวไข่เจียว เองถูกสุด
ส่วนการเรียน ตั้งแต่08.20-16.00 น. ทุกวัน กว่าจะกลับถึงที่พัก ก็ สี่โมงครึ่ง แล้วไม่ใช่จะไปเดินเล่น ได้ทุกวัน ชายหาด ก็เดืนไป20นาที แถม ต้องกลับมาเตรียมทำ Presentation ที่มีเกือบทุกวัน ใน กลุ่มสัมมนาย่อย ขอบอกว่าเครียด ไม่ใข่มาเที่ยว แถมทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ที่มาๆกันนี่ ก็ไม่ใช่ว่า จะExcellent แค่พอใช้... ไม่ใช่ ขึ้นชื่อว่า Hawaii แล้ว จะมาเที่ยว อยากบอกว่า "ของฟรี ไม่มีในโลก" ค่ะ ใครจะเสียตังค์ ให้ทหาร ตำรวจ คนทำงานด้านความมั่นคง กต. มาเที่ยว โดยไม่หวังผล...เรียนทุกวัน ยิ่งในกลุ่มสัมมนาย่อย 13-18ชาติ ในแต่ละกลุ่ม จะนั่งเงียบ ไม่ได้ ต้องแสดงความเห็น และวิเคราะห์ ทุกเรื่อง แต่ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น ไม่ใช่มองแค่ เขมร ลาว พม่า มาเล หรือในAsean แต่ต้องมองทั้งภูมิภาค และทั้งโลก ต้องรู้จัก ทุกภูมิภาค
มีแค่เสาร์ได้พัก แต่ต้องร่วมกิจกรรม กลุ่ม
ที่จะพาไปพักผ่อน ไปทะเล และสถานที่ท่องเที่ยวของ ฮาวาย แค่วันเสาร์วันเดียว
....ได้หยุดวันอาทิตย์ วันเดียว ที่เป็นวัน ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว จึงไม่ได้มาเที่ยว แต่อาทิตย์นี้ ก็ไม่ได้พัก เพราะมี กิจกรรมเพิ่มเติมเฉพาะกลุ่ม คือ ไปเยือน US Army แล้ว สัปดาห์หน้า ไป USPACOM ดังนั้น โปรดอย่าเข้าใจผิด..... ไว้ปีหน้า สมัครกันมาเรียนดู จะได้รู้ว่า เรียนหนัก ต้องทำ Research paper ก่อนจบด้วย พลเรือน สมัคร กับสถานทูต อเมริกา ส่วนทหาร ตำรวจ สอบกับJusmag ได้ค่ะ
....อาจเป็นเพราะ เห็นรูปวาส ไปทะเล เลยคิดว่า มาเที่ยว เพราะรูปตอนเรียน ในห้องใหญ่และ ห้องเล็ก ใครจะมาถ่ายรูป หล่ะ อาจารย์คุมเข้ม โืทรศัพท์ นี่ห้ามเลย ยกเว้นจำเป็น ไม่ใช่อย่างที่คิดๆ กันด้วยอคติเลยค่ะ แต่ต้องบอกว่า มันเป็นประโยชน์กับนักข่าวสายทหาร ความมั่นคง มาก เพราะเพิ่มความรู้ และพัฒนา ตัวเราเอง อย่างมาก ทั้ง ภาษา คำศัพท์ ที่ใช้ในวงการ หลักคิด แนวคิด และรู้จัก สหรัฐฯ มากขึ้น และได้เพื่อนมากขึ้น รู้จัก ทหาร ชาติต่างๆมากขึ้น.....รุ่นหน้า ติดต่อ วาส เรื้องเตรียมตัว เพราะที่มากันนี่ ไม่มีข้อมูล จากรุ่นก่อนๆ เพื่อเตรียมตัวก่อนมาเลย ตอนนี้ เราได้บทเรียนเพียบ


"ดร.นันทนา" วิพากษ์สื่อสารการเมืองของผู้นำ จากยุคทักษิณ ถึง นายกฯประยุทธ์

"ดร.นันทนา" วิพากษ์สื่อสารการเมืองของผู้นำ จากยุคทักษิณ ถึง นายกฯประยุทธ์

“...การสื่อสารในรายการคืนความสุขให้คนในชาติไทม์มิ่งไม่ดี ยิ่งมาออกตอน 2 ทุ่ม คนไทยต้องการพักผ่อน เพราะผ่านชีวิตประจำวันมาหนักหนาสาหัส แต่พอท่านออกมาด้วยบุคลิกที่แข็งตึง จากสุขอาจจะกลายเป็นทุกข์ ต่อให้คนรักเราแค่ไหน อาจไม่มีใครอยากฟัง”
580415
เกือบ10 ปีมานี้ คำพูดของนายกรัฐมนตรีไทยในการสื่อสารทางการเมืองแต่ละยุคสมัย มีทั้งคำพูดที่สร้างสรรค์ นุ่มนวล ตรงไปตรงมา ดุดัน เชือดเฉือน หรือประเภทวาจาเป็นพิษ สร้างความขัดแย้งแตกแยกในสังคม ก็มีให้ได้ยินหลายครั้งหลายหน
สำนักข่าวอิศรา ชวน “ดร.นันทนา นันทวโรภาส” คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง การสื่อสารของผู้นำใน 5 ยุค 5 สมัย ที่มีทั้งความเหมือนและแตกต่างกัน
ตั้งแต่ผู้นำที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ,พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ,มาจนถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำคสช.คนปัจจุบัน
บทวิเคราะห์ของ ดร.นันทนา มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ อาจทำให้คุณผู้อ่านอยากรู้ว่าคำพูด บุคลิกและตัวตน ของผู้นำการเมืองที่คุณทั้งรักและชังแต่ละคนเป็นเช่นไร ...
…………….
ดร.นันทนา กล่าวถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ” ว่า มีการสื่อสารทางการเมืองชัดเจนและทำได้สำเร็จ บรรลุตามเป้าหมายคือการชนะเลือกตั้ง
เมื่อเป็นนายกฯ คุณทักษิณก็นำการตลาดทางธุรกิจมาประยุกต์ใช้ในทางการเมือง สื่อสารโน้มน้าวใจให้ประชาชนคล้อยตามและสนับสนุนโครงการหรือนโยบายที่คุณทักษิณทำ
เช่นเดียวกับการจัดรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชน เป็นบรรยากาศของการสื่อสารแบบใหม่ที่คนไทยยุคหลังได้รู้จัก ให้คนรู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบพูดเร็ว คิดเร็ว ให้ความรู้สึกสดและใหม่ แม้จะมีทีมงานคอยทำข้อมูลประกอบให้ แต่นำเสนอออกมาได้เป็นธรรมชาติ ใครไม่ฟัง รวมทั้งสื่อ อาจตกข่าว
“ถ้าดูตามเป้าหมายถือว่าสำเร็จอย่างมาก ใช้การสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่ในความคิดเร็ว พูดเร็ว ก็มีความผิดพลาดพอสมควร หลายครั้งที่คุณทักษิณพลาดด้วยการพูดเร็วเกินไป จนกลายเป็นเรื่องที่สร้างความขัดแย้งรุนแรงในสังคม”
ถัดมาคือ “พลเอกสุรยุทธ์” นายกฯยุครัฐบาลคมช. ดร.นันทนา วิเคราะห์ว่า เป็นนายกฯที่ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองเป็นรัฐบาลชั่วคราว ฉะนั้น การสื่อสารของพลเอกสุรยุทธ์จึงมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน พูดน้อย คิดเยอะ ไม่ค่อยพยายามนำเสนออะไรที่รวดเร็ว
มีทีมงานกลั่นกรองเนื้อหาข้อมูลก่อนนำเสนอ ทำให้ไม่เห็นตัวตนของพลเอกสุรยุทธ์เท่าใดนัก ซึ่งสะท้อนผ่านรายการวิทยุเปิดบ้านพิษณุโลก ที่ท่านไม่ได้พูดคนเดียว แต่มีพิธีกรหลากหลายสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาซักถาม เพื่อให้มีส่วนดึงความสนใจของผู้ฟัง
“แต่เนื่องจากลักษณะการสื่อสารในยุคนี้เหมือนการประชาสัมพันธ์แนวทางปฏิบัติในนโยบายของรัฐบาล จึงไม่ค่อยมีอะไรที่หวือหวา ทำให้การสื่อสารในรัฐบาลชุดนี้เป็นการสื่อสารแบบเรียบง่าย ไม่มีสีสัน ไม่ฉูดฉาด แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้คนทะเลาะกัน”
ต่อมายุค “มาร์ค อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯที่มีวาทศิลป์ดี พูดจาฉะฉาน คมคาย มีความสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดี เป็นจุดที่น่ายกย่อง รวมทั้งใช้คำที่มีความหมายลึกซึ้ง
แต่เมื่อออกมาสื่อสารในฐานะผู้นำ ช่วงที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตทางการเมืองมีความขัดแย้งสูง การสื่อสารในภาวะวิกฤตหลายครั้งเป็นคำที่ท้าทายสื่อมวลชน ท้าทายประชาชน ด้วยวาทศิลป์ไม่ถึงขนาดสร้างความขัดแย้ง แต่ก็ไม่อ่อนน้อมถ่อมตัว มีลักษณะกล้านำเสนอข้อมูลในทิศทางของตนเอง
ทว่า คุณอภิสิทธิ์ใช้ภาษาในช่วงเวลานั้นได้ดี เช่น การสลายการชุมนุม ใช้คำว่า ขอคืนพื้นที่ กระชับวงล้อม แม้สิ่งที่ทำไปนั้นโดยพฤติกรรมแล้วจะเป็นลบ แต่ภาษากลับสร้างความรู้สึกเป็นบวก
นอกจากนี้ยังมีความแหลมคมในการคิดวิเคราะห์ ไม่ค่อยตกเป็นเหยื่อของสื่อมวลชนในการตอบคำถาม ไม่ถูกต้อนจนมุม
อย่างไรก็ตามกลับพบว่าในการจัดรายวิทยุ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะคุณอภิสิทธิ์ ค่อนข้างเกรงกับการพยายามที่จะนำเสนอข้อมูล
ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ไม่ได้สร้างกระแส และไม่ได้กำหนดวาระสังคมมากนัก ออกมาในแนวประชาธิปัตย์ คือเป็นไปตามหลักการ มีเหตุมีผล
“ฉะนั้นแล้ว คุณอภิสิทธิ์เป็นคนพูดจาดี ภาษาสละสลวย ไม่ผิด แต่ไม่โดดเด่น ไม่โดน ฟังแล้วดีปรบมือ แต่จำไม่ได้ว่าคุณอภิสิทธิ์พูดอะไร วรรคทองของคุณอภิสิทธิ์แทบนึกไม่ค่อยออก”
สำหรับยุคนายกฯหญิง “ยิ่งลักษณ์” ดร.นันทนา เห็นว่า มีจุดอ่อนเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะเรื่องการพูด ที่พูดไม่เก่งจากการไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง
คุณยิ่งลักษณ์จึงเป็นนายกฯที่พูดตามสคริป พูดอย่างระมัดระวังตัวมากและตอบคำถามน้อย เพิ่งมาช่วงท้ายสมัย ถึงเริ่มจะตอบโต้กับสื่อมวลชนบ้างเป็นครั้งคราว
อย่างไรก็ตาม การอ่านสคริปผิดของคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ผิดในสาระสำคัญ เช่น อ่านวรรคตอนผิด แต่คุณยิ่งลักษณ์ก็ยังสามารถประคับประคองการสื่อสารของตนเองให้ไปบรรลุเป้าหมายได้
รวมทั้งในการจัดรายการโทรทัศน์ก็จะไม่จัดเองหรือพูดเองคนเดียว แต่มีพิธีกรและรัฐมนตรีมาออกทีวีแทน มาตอบคำถามแทน ซึ่งเป็นวิธีการที่ลบจุดอ่อนของตนเองได้ดี
“โดยตัวคุณยิ่งลักษณ์เองสื่อสารไม่ดี แต่ก็รู้วิธีการจัดการจุดอ่อนของตนเองให้สามารถสื่อสารกับประชาชนได้ ใช้ทีมงานเข้ามาตอบคำถาม ไม่เอาตนเองเข้าไปปะทะ ทำให้มีภาพลักษณ์เป็นคนอ่อนโยน ถ่อมตัว และสุภาพ”
สุดท้ายคือ “พลเอกประยุทธ์” หัวหน้าคสช.และนายกฯคนปัจจุบัน คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ชี้ว่า เป็นผู้นำที่สื่อสารการแนวบู๊มากที่สุด หากเทียบกับ 4 ท่านที่พูดมา อาจเทียบได้กับนายกฯสมัคร(สุนทรเวช)
แต่ทั้งนี้ คุณสมัครมีความเก๋าทางการเมือง มีประสบการณ์มากกว่า แต่ท่านนายกฯคนปัจจุบันอยู่ในวงการทหารมาตลอดชีวิต ใช้การสื่อสารแบบทางเดียว พอมาเจอการสื่อสารแบบ 2 ทางที่มีการโต้ตอบ ดูเหมือนยังปรับตัวไม่ได้ การพูดมีลักษณะให้ผู้ฟังควรรับฟัง นักข่าวควรรับรู้ พยักหน้า แล้วจดเลคเชอร์ ไม่ควรจะซักถาม
ขณะเดียวกัน เข้าใจว่าท่านนายกฯ ยังไม่มีเป้าหมายของการสื่อสารที่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่งต่างจากนายกฯช่วงหลังยกเว้นคุณสุรยุทธ์ ที่มีเป้าหมายชัดเจนเพราะมาจากการเลือกตั้งแล้วสื่อสารนโยบายและผลงานให้ประชาชนยอมรับสนับสนุน แต่ท่านประยุทธ์อาจไม่รู้ว่าจะสื่อสารทำไม เพราะไม่ต้องการคะแนนนิยมเพื่อชนะเลือกตั้ง
แต่อยากจะเรียนท่านว่า แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็จะต้องรักษาคะแนนนิยมให้มาก เป้าหมายในการสื่อสารของท่านไม่ได้ต่างจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่อาจไม่ต้องจริงจังกับเรื่องคะแนนนิยมมากมายนัก ทว่าต้องสื่อสารนโยบาย สื่อสารผลงานให้ประชาชนยอมรับท่านเช่นกัน
“อะไรที่ไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายด้านนโยบายหรือผลงานรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ เพราะบางเรื่องถ้าท่านพูด ท่านตอบ จะนำไปสู่การลุแก่โทสะ บางครั้งโกรธแล้วแสดงออก ภาพมันออกไปทั่วโลก เป็นการทำลายภาพลักษณ์ท่าน”
เช่นเดียวกับการสื่อสารของนายกฯประยุทธ์ ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ดร.นันทนา เห็นว่า ช่วงเวลาที่ออกอากาศไม่ดีนัก ประเด็นเยอะเกินไป และไม่มีเป้าหมายการนำเสนอชัดเจน
“การสื่อสารในรายการคืนความสุขให้คนในชาติไทม์มิ่งไม่ดี ยิ่งมาออกตอน 2 ทุ่ม คนไทยต้องการพักผ่อน เพราะผ่านชีวิตประจำวันมาหนักหนาสาหัส แต่พอท่านออกมาด้วยบุคลิกที่แข็งตึง จากสุขอาจจะกลายเป็นทุกข์ ต่อให้คนรักเราแค่ไหน อาจไม่มีใครอยากฟัง”
ดร.นันทนา เสนอว่า ควรเปลี่ยนช่วงเวลาคืนความสุขให้คนในชาติ เป็นช่วงเช้าวันเสาร์หรืออาทิตย์ และไม่ควรออกนาน แต่นำเสนอประเด็นให้ชัด มีเป้าหมาย แล้วสื่อสารออกไปในรูปแบบน่าสนใจ
“หากท่านใช้ประเด็นนำอารมณ์ คนจะตามประเด็นท่าน ก็จะทำให้เกิดความน่าสนใจ แต่หากนายกฯโกรธ วันนี้อารมณ์เสีย วันนั้นอารมณ์ดี สื่อก็ลงแต่สิ่งเหล่านี้ สุดท้ายอาจไม่บรรลุเป้าหมายการสื่อสารเรื่องการปฏิรูป การปรองดอง เพราะไม่ชัดเจน ไม่สามารถกำหนดวาระให้กับสังคมได้”
ดร.นันทนา ทิ้งท้ายว่า การสื่อสารทางการเมืองตามทฤษฎีคือการส่งสารจากนักการเมือง องค์กรทางการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ผ่านสื่อไปยังประชาชนและเน้นเป้าหมายของการสื่อสารเป็นสำคัญ
หากผู้นำต้องการให้การสื่อสารนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ จะต้องกำหนดเป้าหมาย แล้วสื่อสารออกไป และไปตรวจผลที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่
แต่หากไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าสื่อสารไปทำไม รู้แค่ว่ามีหน้าที่จะต้องพูด ต้องตอบ แต่ไม่รู้เป้าหมายว่าเพื่ออะไร ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการสื่อสารทางการเมือง และอาจบอกได้ว่าการสื่อสารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ!
ขอบคุณภาพจาก:คลังภาพ ศูนย์สื่อทำเนียบ

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

'นายกฯปู' ทำบุญกระดูกบรรพบุรุษชินวัตร รดน้ำดำหัว 'อา' วัย 94

'นายกฯปู' ทำบุญกระดูกบรรพบุรุษชินวัตร รดน้ำดำหัว 'อา' วัย 94
"นายกฯยิ่งลักษณ์" พร้อม "นายกฯสมชาย" และญาติตระกูลชินวัตร จัดทำบุญกระดูกพ่อแม่และบรรพบุรุษ จากนั้นได้เข้ารดน้ำดำหัว "อา" ในวัย 94 ปี ด้านพายัพใจดี แจกลอตเตอรี่ชาวบ้าน
วันที่ 15 เมษายน วันพญาวัน ที่ในวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง เชียงใหม่ ที่เป็นที่เก็บอัฐิ "ตระกูลชินวัตร" หรือทางเหนือเรียกว่ากู่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายพายัพ ชินวัตร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ เขต 2 นางเยาวเรศ ชินวัตร พี่สาว และ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ บุตรชาย ทำพิธีบำเพ็ญกุศลประจำปี เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับ นายเลิศ และนางดี ชินวัตร บิดามารดาที่ล่วงลับ รวมถึงทําบุญอัฐิให้กับบรรพบุรุษด้วย
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้ไปเที่ยวตลาดสดสันกำแพง อุดหนุนพ่อค้าแม่ค้า จากนั้นได้มีพี่น้องและชาวอำเภอสันกำแพงประชาชนต่างแห่กันมาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจำนวนมาก และรดน้ำดำหัว น.ส.จันทร์สม ชินวัตร อายุ 94 ปี ซึ่งเป็นอา และผู้สูงอายุตระกูลชินวัตร ที่ตึกชินวัตร
ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ ไปทานข้าวซอย "ลุงปั๋น" เจ้าประจำที่สันกำแพง และได้อวยพรประชาชนคนไทย ให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ ทำมาค้าขายดี เจริญยิ่งขึ้นไป มีสุขภาพกายใจแข็งแรง ช่วยกันรักษาประเพณีไทย พร้อมมีความรักสามัคคี อภัยซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบสุขประเทศ และจะเดินทางกลับ กทม. ในวันพรุ่งนี้
รายงานข่าวแจ้งว่า นายพายัพ ยังได้แจกสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับพี่น้องชาวสันกำแพง เนื่องในวันพญาวัน ขอให้ทุกคนรวยๆ กันทั่วหน้า.


'พระสุเทพ' เมินข้อความในอินสตราแกรมของ 'ทักษิณ'

'พระสุเทพ' เมินข้อความในอินสตราแกรมของ 'ทักษิณ'

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. พระสุเทพ ปภากโร หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. พร้อมด้วย พระอุทัย ยอดมณี อดีตเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ได้เดินทางมาที่วัดเกาะยายฉิม เขตเทศบาลตำบลร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อร่วมพิธีทอดผ้าป่า มอบวัตถุมงคลพระหลวงพ่อโตปางป่าเลไลย์ โดยมี นายประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ( ปชป.) ผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์กรปกครองท้องถิ่น ( อปท.) รวมทั้งประชาชนร่วมงานจำนวนมาก ท่ามการรักษาความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด.) ทั้งในและเครื่องแบบ

หลังจากเสร็จสินพิธีสงฆ์ พระสุเทพ ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือ”สู่ฟันฟ้าวันใหม่”ที่จำหน่ายให้กับประชาชนเล่มละ 400 บาท และยังได้มอบหนังสือให้พระครูประวิตรวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดเกาะยายฉิม 100 เล่ม เพื่อนำไปจำหน่ายสมทบทุนกองผ้าป่า จากนั้นใช้เวลาถ่ายภาพหมู่กับประชาชนที่มาร่วมงานนานกว่า 20 นาที ก่อนจะเดินทางกลับวัดสวนโมกข์

ทั้งนี้ พระสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนทั่วประเทศให้ความสนใจ เดินทางไปบวชที่วัดสวนโมกข์เป็นจำนวมาก ตอนนี้มีพระเกือบ 500 รูปแล้ว ตั้งเป้าหมายไว้เดือนละ 60 รูป ผู้บวชไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพียงแต่ผู้ที่สนใจบวชต้องมาด้วยหัวใจ ไม่ต้องเอารองเท้าผ้าใบมาด้วย บวชเพื่อศึกษาธรรมะอย่างน้อย 1 เดือน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโพสต์อินสตาแกรมระบุว่า เราหยุดแล้ว และท่านหยุดหรือยัง พระสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว อาตมาเป็นพระ ปฏิบัติธรรม ไม่ยุ่งกับทักษิณ และเรื่องของใคร ไม่เกี่ยวกับพระเมื่อถามการร่างรัฐธรรมญฉบับใหม่จะเข้าสู่การพิจาณณาของสภาการปฏิรุปแห่งชาติ(สปช.) พระสุเทพตอบว่า มองโลกในแง่ดีทุกอย่างจะต้องดีขึ้น บ้านเมืองต้องดีขึ้น ส่วนการทำประชามติ ก็เป็นเรื่องผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องไปปรึกษากันเอง เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวางระเบิดคาร์บอม ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ กล่าวว่า เป็นเรื่องตำรวจ และทหารจะต้องไปสืบสวนใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับกรรมนั้นหนีไม่พ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ทุกคนก็ทราบกันดี..
---

ทักษิณ ทวีตถึงพระสุเทพ เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด



          ทักษิณ ทวีตถึงพระสุเทพ เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด อย่าบวชแต่กาย เอาใจไปบวชด้วย เหตุมุสาเป็นประจำ เรารู้จักกันดีพอ

          เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2558 ทวิตเตอร์ @ThaksinLive ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการทวีตข้อความถึง พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ว่า เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด อย่าบวชเพียงแต่กาย ควรเอาใจไปบวชด้วย เนื่องจากโกหกเป็นประจำ

สำหรับข้อความทั้งหมดของ พ.ต.ท. ทักษิณ มีดังนี้

          "ถึงพระสุเทพ เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด ท่านบอกท่านบวชแล้ว 9 เดือน อย่าบวชแต่กาย เพียงนุ่งผ้าเหลืองและโกนหัวเท่านั้น (ต่อ)"

          ควรเอาใจไปบวชด้วย เพราะท่านมุสาเป็นประจำ นึกว่านุ่งผ้าเหลืองแล้วจะเลิกมุสา เรารู้จักกันดีพอนะ