PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ขืนผ่อนผันต้องบั่นประเทศขาย เปลว สีเงิน

03072558 ขืนผ่อนผันต้องบั่นประเทศขาย เปลว สีเงิน
พี่เปลว ตีปัญหาของสื่อ
ต้องรีบปฏิรูปสื่อ ให้เสนอความจริง มีความรับผิดชอบ
ไม่ใช่สื่อของทุนบางส่วน ที่ใช้สื่อ รับใช้ผลประโยชน์ของตน ทำให้ประเทศเสียหาย
.....................
มันจะเว่อร์ไปหน่อยมั้ง....โดยเฉพาะโทรทัศน์ช่อง TNN
พอเรือประมง "แค่ส่วนหนึ่ง" ที่ไม่ยอมทำตามกฎหมาย จอด-ไม่ออกจับปลาปุ๊บ ก็ประโคมข่าวปั๊บ.......
"ปลาขาดตลาด ราคาพุ่งพรวด"!
เรือขนาด ๓๐ ตันกรอสที่พร้อมใจกันหยุดนี้ เป็นเรืออวนรุน-อวนลาก-อวนล้อม เป็นการทำประมงชนิด "ล้างผลาญปลาทั้งทะเล"
เพราะความถี่ของอวนที่ใช้ อย่าว่าแค่ลูกปลาเลย ขนาด "ไรน้ำ" ยังยากหลุดรอดวงล้อมอวนไปได้!
เรียกว่าทั้งบรรดา "สัตว์น้ำ" ไม่มียกเว้นชนิด-ประเภท-ขนาด พวกเรือประมงอวนล้อม-อวนรุน-อวนลาก
กวาดหมดทั้งท้องทะเล!
เอาไปทำอะไร...ปลาตัวเล็ก-ตัวน้อย กระจ้อยร่อย-กระจิริด?
ลากขึ้นเรือแต่ละรอบเห็นกองเป็นภูเขาย่อมๆ จะว่าเอาไปขายให้คนกินตามตลาด มันก็จะดูบ้าทั้งคนกิน-คนขาย เพราะเล็กเกิน
หลักๆ เอาไปเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานน้ำปลา ที่โตขึ้นมาหน่อย ทำเป็นของกินประเภท "เสริมแคลเซียม"
ส่วนปลาขายตามตลาด ไม่ได้มาจากเรือพวกนี้โดยตรง ส่วนหนึ่งจะมาจากเรือประมงชายฝั่ง ประมงชาวบ้าน
พวกนี้ "สด-ปราศจากสารเคมี" เพราะเข้าฝั่งวัน-ต่อวัน ซึ่งประมงชาวบ้าน เป็นวิถีธรรมชาติ อยู่นอกข่ายกฎหมายควบคุมฉบับนี้
และขณะนี้ ประมงชายฝั่งก็ออกหาปลาตามปกติ ได้มาก็เอามา "ขายปลีก-ขายส่ง" ตลาด มากน้อยก็สุดแต่วันไหนจับได้มาก-ได้น้อย ส่วนจะถูก-จะแพง ว่ากันตามคุณภาพ
ฉะนั้น อย่าหลับหู-หลับตา "มโนข่าว" เห็นเรือประมงหยุดปุ๊บ ก็ออกข่าวปลาขาดตลาด และขึ้นราคาปั๊บ
มันยังไม่ขาดและขึ้นราคาเร็วขนาดนั้นหรอก........!
เพราะปกติ เรือขนาด ๓๐-๖๐ ตันกรอสที่ออกไปจับปลานั้น เป็นเดือน-ครึ่งเดือน หรือหลายวัน กว่าจะกลับเข้าฝั่ง
นั่นหมายถึง ปลาที่จับได้เมื่อวาน ไม่ได้เอามาขายตลาดวันนี้ จะถูก "แช่เย็น" แล้วราดน้ำยาเคมีเสริมโหงวเฮ้งให้ดูสดเสมออยู่ในห้องเย็นใต้ท้องเรือ เป็นหลายๆ วัน
อย่างเช่น ปลาทู ก็โน่น...อย่างเร็ว ๑ ปี อย่างปกติอีก สองปี-สามปี ถึงจะออกจากห้องเย็น กระจายตามท้องตลาดให้ซื้อหากัน
ไม่เป็นอย่างข่าวที่วี้ดว้ายกันว่า เรือประมงหยุดปุ๊บ ปลาขาดตลาดปั๊บ นั่นหรอก!?
เพราะประมงด้วยเรือกว่า ๓๐-๖๐ ตันกรอส เป็นประมงระบบธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งห้องเย็น, อาหารทะเล, อาหารสัตว์ แบบแปรรูป-ไม่แปรรูป
เรือเทียบท่า ปลาก็เข้าสู่วงจรธุรกิจอุตสาหกรรม แยกประเภทเข้าห้องเย็น ก่อนจำแนก-แยกประเภทไปตามลูกค้า
บางส่วน เก็บไว้แข็งเป็นหิน ทยอยป้อนตลาดไล่เรียงกันไป รับใหม่เข้ามา ทยอยเก่าออกไป หมุนเวียนอย่างนี้
ฉะนั้น ไปอีสาน-ไปเหนือถึงดอยอินทนนท์ ก็ยังมี "ซีฟู้ด" ให้กินไง!
ที่พูดนี่ กันคนหลงตามข่าว หรือถูกพ่อค้า-แม่ค้า "โก่งราคา" เกินเหตุ
ที่เรือประมงอ้าง "ต้องหยุด" เพราะกลัวถูกจับ เนื่องจากปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้นั้น แค่เรือส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ ทั้งเรือ ๓๐-๖๐ ตันกรอส อีกตั้งหลายหมื่นลำ เขาก็ออกทะเลกันตามปกติ
ฉะนั้น ปลายังมีกิน ถึงไม่มีก็ยังมีปลาน้ำจืด ปลาเขมร คงไม่แพงเว่อร์จนต้องตื่นเต้น เป็นข่าวเขย่าเมืองอย่างนั้นหรอก
ผมอยากเรียนท่านนายกฯ ลุงตู่ว่า "อย่าผ่อนปรน-ผ่อนผัน" อีกเป็นอันขาด!
เรื่องเรือประมงผิดกฎหมายนี้ อย่าไปโทษอียูว่าเขาแกล้ง มันเป็นข้อเท็จจริงควรปฏิบัติ และเขาปฏิบัติกันทั้งโลก ไม่งั้น กุ้ง-หอย-ปู-ปลา จะเกิดไม่ทันให้คนกิน
หรือแค่ได้เกิด ไม่ทันโต พวกเรือประมง อวนรุน-อวนลาก-อวนล้อม ก็กวาดทะเลเอาไปซะแล้ว!
"องค์การอาหารโลก" เขาก็ห่วง จึงมีกฎระเบียบออกมา ไทยเราก็เห็นดี-เห็นงาม เซ็นรับทราบตกลงไว้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ โน่น
กฎ-กติกา กับไทย อียูกำหนดเริ่มแต่ปี ๒๕๕๓ แต่ไทยก็แบบไทยนั่นแหละ รับทราบ แต่ไม่รับปฏิบัติจริงจัง
กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมเจ้าท่า-กรมประมง ก็อย่างว่า....ข้าราชการไทยๆ เอาตำแหน่ง แต่ไม่เอางาน จนกว่าถึงเส้นตาย-ไฟลนก้นนั่นแหละ จะลนลานออกมา........
"กำลังดำเนินการอยู่ครับ"
ครั้นถาม.....ไหนล่ะ ที่ว่าดำเนินการ?
ก็จะบอก...เจ้าหน้าที่เราน้อย กำชับลงไปแล้วครับ!
พวกรัฐบาลกับข้าราชการ "ขนมจีน-ผสมน้ำยา" แบบนี้มาตลอด คนไทยก็เลยมีนิสัยแบบนี้ กฎหมาย-กฎระเบียบ ไม่ต้องสนใจ รอจนถึงเส้นตาย โวยวายนิดหน่อย......
เดี๋ยวรัฐบาลก็จะผ่อนผัน...ขยายเวลาให้เอง!
เป็นอย่างนี้มาตลอด คนไทยชินกับการไม่ตรงเวลา ชินกับข้อยกเว้น ชินกับสิทธิพิเศษ ชินกับการฝ่าฝืนกฎกติกา ชินกับคำว่า...เดี๋ยวก็อภัยโทษ
กรณีเรือประมงนี่เหมือนกัน..........
ทำดื้อตาใส สไตรค์ไม่ออกทะเลด้วยอ้าง "กลัวถูกจับ" บังหน้า แต่หวังใช้ผลกระทบเรื่องตลาด เรื่องแรงงาน เรื่องอาหาร เรื่องอุตสาหกรรม เป็นตัวบีบและกดดัน
ให้รัฐบาล "ผ่อนผันการทำประมงผิดกฎหมาย" ออกไปอีก เป็นครั้งร้อยและที่ล้าน!
บ้านเมืองเละเทะ สังคมประเทศ-สังคมคน พัฒนาการทางจิตสำนึก "ต่ำมาตรฐาน" กว่าชาติอื่นลงไปเรื่อยๆ ก็เพราะการบริหารและปกครองของไทย เอะอะก็อะลุ้มอล่วย ผ่อนผัน ขยายเวลา ยกเว้น นี่แหละ
จนได้ชื่อว่า ไทย มีกฎหมายมากที่สุดในโลก
คนไทย...ชอบ "ไม่ทำตามกฎหมาย" มากที่สุดในโลก
รัฐบาลไทย รับทุกเรื่อง แต่ไม่ทำซักเรื่อง และชอบสิทธิพิเศษมากที่สุดในโลก!
ที่เรือประมงหยุดเชิงประท้วง ก็หวังให้รัฐบาลผ่อนผัน "ให้ทำประมงผิดกฎหมาย" ได้ต่อไป เหมือนที่ผ่อนผันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งนั่นแหละ
ถูกต้องแล้วที่นายกฯ ลุงตู่ ยืนกราน "ไม่ผ่อนผัน"!
อ้างไม่สามารถทำให้ถูกกฎหมายได้ ฟังแล้วทุเรศ มาตรการที่เขาให้ปฏิบัตินั้น ดูแล้ว เป็นพื้นฐานควรทำ
อย่างเช่น ต้องตีทะเบียนเรือ ต้องมีใบอาชญาบัตร และทำให้ตรงตามอาชญาบัตร ไม่ให้ใช้อวนตาถี่กวาดจับปลาไม่เลือกชนิด ต้องจัดทำระบบติดตามตำแหน่งเรือที่เรียก VMS ลูกเรือต่างชาติต้องมีใบอนุญาต เป็นต้น
เรือลำละ ๑๐-๒๐ ล้าน มีได้ แต่ให้ติด VMS ๒-๓ หมื่นอ้างแพง ให้ตีทะเบียนเรือก็อิดออด ให้ใช้เครื่องมือจับปลาตรงตามที่ขออนุญาต ก็บอก ต้องใช้ทุนมาก
สรุปแล้ว เอาแต่ได้ และที่สำคัญ อวนรุน-อวนลาก-อวนล้อม มันเป็นประมงโลภ-ล้างผลาญ กินปลาทั้งทะเลตัวเล็ก-ตัวน้อยเอาหมดในคราวเดียว
ไม่เพียง "ไม่ผ่อนผัน" ควรต้องจับกุมให้เป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะ เรือเถื่อนสวมทะเบียน
ไม่ออกทะเลกันเลยหมื่น-สองหมื่นลำยิ่งดี กุ้ง-หอย-ปู-ปลา จะได้มีเวลา-มีชีวิตผสมพันธุ์-ขยายพันธุ์ และได้เติบโต
อ่าวไทยจะได้มีปลากลับมาเสียที ชาวบ้านร้านตลาดจะได้กินอาหารทะเลที่ไม่แช่สารพิษดังทุกวันนี้จากประมงชาวบ้าน ประมงชายฝั่งแทน
ปัญหา "ดื้อกฎหมาย" เอะอะก็รอผ่อนผันจะไม่เกิด ถ้า "กรมเจ้าท่า-กรมประมง" เอาไหนมากกว่าที่เป็นอยู่
ถ้ารัฐบาล คสช.ไม่ขืนนิสัย-ขืนสันดานสังคมไทยในคราวนี้
ก็...ยากแล้ว........
ที่จะเห็นประเทศไทย โดยคนไทยจะศิวิไลซ์ด้วย "อารยวัฒนธรรมสำนึก" บนความรับผิดชอบ และเคร่งครัด-จริงจังต่อกฎระเบียบ "ร้อยรัดสังคม" สู่ความเป็นไทยคุณภาพ
๑๔ คราบนักศึกษา ทำผิดกฎหมาย พวกจานข้าวหมา ก็บอกให้ปล่อยทันที เรือประมงผิดกฎหมาย ก็บอกไม่สามารถทำให้ถูกกฎหมายได้
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พกปืนเข้าไปในสนามบินที่ญี่ปุ่น โฆษกตำรวจไทย ซึ่งรู้กฎหมาย และเป็นผู้รักษากฎหมาย ก็บอกปืนเล็กนิดเดียว อายุมากแล้ว ลืมติดอยู่ในกระเป๋า ไม่น่าจะมีอะไร
เพราะทัศนคติอย่างนี้มีอยู่ทั่ว จึงไม่แปลกที่คนพวกหนึ่งโหยหา "ระบอบทักษิณ" ฉะนั้น นายกฯ ลงตู่..........
ต้อง "แข็งเพื่อชาติ"!.

ทบ. เผย หมู่บ้านสีแดง จาก162 หมู่บ้าน 3จ.ใต้ หยุดความเคลื่อนไหวไป60 หมู่บ้าน

ทบ. เผย หมู่บ้านสีแดง จาก162 หมู่บ้าน 3จ.ใต้ หยุดความเคลื่อนไหวไป60 หมู่บ้าน ผบทบ.สั่งรปภ.เข้ม7โซน/ นายกฯสั่งศึกษาพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้ กอ.รมน. และ ศอ.บต. อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน บูรณาการแก้ใต้

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยผลการประชุมชี้แจงและสั่งการของ ผบ.ทบ. ต่อ ผบ.นขต.ทบ. ครั้งที่ 7/2558 (วาระปกติ) โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. เป็นประธานในเรื่องการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จชต. ในส่วนการรุกทางการเมืองในหมู่บ้านเสริมสร้างความมั่นคง 162 หมู่บ้าน เพื่อสลายโครงสร้างหมู่บ้านจัดตั้ง

ผลการปฏิบัติมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ ปัจจุบันพบว่ามีหมู่บ้านที่หยุดการเคลื่อนไหวแล้ว 60 หมู่บ้าน
สำหรับการเฝ้าระวังการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอนนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ประกาศใช้แผนรอมฎอนเดือนแห่งสันติสุข ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย นอกจากนั้น กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยังได้บูรณาการกำลัง 3 ฝ่าย ในการเฝ้าระวังเมืองเศรษฐกิจหลัก 7 เมือง พร้อมทั้งใช้กำลังควบคุมเส้นทางในเขตเมืองหลังเวลาเที่ยงคืนตามความเหมาะสม ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในเขตเมืองให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการก่อเหตุรุนแรง

โดยการส่งเสริมเครือข่ายวิทยุเครื่องแดงในการเจ้งเตือนและรายงานข่าวสารที่สำคัญให้แก่เจ้าหน้าที่
ด้านปัญหาแรงงานต่างด้าวและผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในห้วงเวลาเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ในห้วงเวลาไม่ปรากฏการตรวจพบและจับกุมผู้หลบหนีเข้าเมืองซึ่งเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียเพิ่มเติม

ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. ได้ชี้แจง/สั่งการเพิ่มเติม โดยนำผลการประชุม ครม. เมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า พลเอก ประยุทธ์
นายกฯ/หน.คสช. มีข้อสั่งการให้มีการศึกษาพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้ กอ.รมน. และ ศอ.บต. อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน เพื่อให้การบูรณาการแก้ไขปัญหา จชต. เป็นไปอย่างมีเอกภาพรวมทั้งเรื่องการปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย ให้มีการพิจารณาบูรณาการกับเหล่าทัพ และปรับปรุงกฎหมายให้ กอ.รมน.เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ดังนั้น จึงให้ กอ.รมน.เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประชุมหารือเพื่อให้ได้แนวทางในการปฏิบัติรองรับโดยเร็ว

เรื่องการแก้ไขปัญหา จชต. ปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมากอันเป็นผลจากการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันดูแลสถานการณ์ รวมทั้งการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต. ที่มีความก้าวหน้าตามลำดับ

อย่างไรก็ตามยังคงมีเหตุลอบยิงประชาชนรายวัน จึงให้หน่วยเร่งรัดความคืบหน้าคดีเพื่อแยกแยะคดีด้านความมั่นคงกับคดีอาชญากรรมทั่วไปให้ชัดเจน

นอกจากนี้ ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. ได้แสดงการสนับสนุนโครงการด้านการกีฬาในพื้นที่ จชต. อาทิ ฟุตบอล มวย ฯลฯ เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้ห่างไกลยาเสพติดและลดความเสี่ยงต่อการถูกชักจูงให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ส่งเสริมโครงการเหล่านี้ทั้งในระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด และตามผลการประชุม คปต. เมื่อ 1 ก.ค.58 รอง นรม./ประธาน คปต. ได้มอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยรับผิดชอบการบูรณาการเกี่ยวกับกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่ จชต. ทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดหา การใช้งาน และการบำรุงรักษา เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก จึงให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการโดยด่วนต่อไป


"จรัญ" หนุนชงคดี นศ.ต้านรัฐสู่ศาลยุติธรรม เตือนขึ้นศาลทหารจุดอ่อนผู้ไม่หวังดีโจมตี

"จรัญ" หนุนชงคดี นศ.ต้านรัฐสู่ศาลยุติธรรม เตือนขึ้นศาลทหารจุดอ่อนผู้ไม่หวังดีโจมตี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
2 กรกฎาคม 2558 12:59 น.
จรัญ หนุนชงคดี นศ.ต้านรัฐสู่ศาลยุติธรรม เตือนขึ้นศาลทหารจุดอ่อนผู้ไม่หวังดีโจมตี
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แฟ้มภาพ)
        ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ติงท่าทีรัฐควรใช้แบบพ่อแม่ ต่อเด็กต้าน ไม่ลุแก่อำนาจ จะประคองความเห็นต่างได้ ชมใช้ ม.44 อย่างชาญฉลาด แต่ต้องพอเหมาะพอควร บอกดำเนินคดีสู่ศาลทหารถือเป็นจุดอ่อน หวั่นเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี ชี้นำขึ้นศาลพลเรือนทำได้ ชาติไม่เสียหาย แนะแก้กฏหมายใส่ข้อยกเว้นเพิ่มเติม มั่นใจศาลยุติธรรมดูแลบ้านเมืองได้ แต่ถ้าเริ่มใช้อาวุธเมื่อไหร่ค่อยนำขึ้นศาลกองทัพ
      
       นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เวทีความคิด ทางสถานีวิทยุคลื่น 96.5 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ถึงกรณีที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และกลุ่มดาวดิน 14 คน ถูกจับกุมกรณีรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาล ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. และถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในศาลทหารโดยระบุว่า ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยในบรรยากาศทางการเมือง อะไรที่ขัดแย้งกันเอาไว้ก่อนเพื่อใช้เวลาปฏิรูปประเทศ แก้ปัญหาเก่าๆ ที่หมักหมม ข้อนี้เข้าใจได้ และทุกคนก็เข้าใจ แต่เมื่อมีกรณีคนที่ไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา ส่วนตัวคิดว่า ท่าทีของรัฐบาลจะต้องไม่ใช่ท่าทีของผู้ทรงอำนาจ น่าจะเป็นท่าทีของพ่อแม่กับลูกหลาน ครูอาจารย์กับลูกศิษย์ หรืออย่างน้อยที่สุดผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าทำไม่ดีจะเกิดความเสียหาย ก็ต้องดุ ต้องว่า ต้องติ ต้องลงโทษตามสมควร ซึ่งทั้งหมดต้องทำโดยชัดเจนว่าเพื่อประโยชน์ที่ใหญ่ของส่วนรวม แต่ต้องไม่เกินเลย ไม่แสดงลุแก่อำนาจ จะต้องรักษาภาพนี้เอาไว้ให้ได้ จึงจะสามารถประคับประคองความเห็นที่แตกต่างกันในจุดนี้ให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นที่สุด
      
       นายจรัญ อธิบายว่า จุดหนึ่งคิดว่าทิศทางของรัฐบาลที่จะใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ ถือว่าเป็นท่าทีที่ชาญฉลาดมาก เข้าใจว่า รัฐบาลก็ใช้ตรงนี้อย่างสร้างสรรค์ แต่ต้องทบทวนว่าภาพที่ออกมานั้นหนักไปนิดหนึ่ง ตรงที่นำเข้าไปสู่การพิจารณาของศาลทหาร ทำให้เปิดช่องว่างให้ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้มารุกเร้ารัฐบาลได้
      
       “ในช่วงนี้ ต้องปรับตรงนี้ ว่าถ้ายืนบนหลักการ ต้องใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ แต่ต้องพอเหมาะพอควร ต้องปรับตัวได้ อย่าปล่อยให้หลุดไปอยู่ทางตัน อย่างเวลานี้กำลังเข้าไปอยู่ในช่องที่เสียเปรียบ เพราะการทำอะไรที่หนักเกินไป จะมีแรงกระแทกกลับมาได้โดยไม่จำเป็น ทุกคนเข้าใจว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันจำเป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบอบทั้งหมดของประเทศเรา มันไม่ใช่เผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังต้องพยายามประคับประคองบรรยากาศของสิทธิเสรีภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้อำนาจพิเศษเฉพาะที่จำเป็นและสร้างสรรค์ ต้องรักษาแนวนี้ไว้ และการส่งเรื่องที่ไม่จำเป็นเข้าสู่ศาลทหาร ถือเป็นจุดอ่อน” ศาสตราจารย์จรัญ กล่าว
      
       ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การใช้ศาลพลเรือน สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ทำให้มาตรการของการดูแลรักษาประเทศต้องเสียหาย จะบอกว่า กฎหมายเวลานี้ ต้องไปศาลทหาร แต่กฎหมายเวลานี้ก็เขียนได้ ปรับได้ โดยการเพิ่มเติมข้อยกเว้น ว่าถ้ามีกรณีที่ไม่เหมาะสมที่จะส่งเข้าไปศาลทหาร ก็ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเข้าระบบศาลยุติธรรม ส่วนตัวมั่นใจศาลยุติธรรมจะดูแลรักษาบ้านเมืองรักษาความถูกต้องเป็นธรรม รักษากฎหมาย ไม่มีอะไรเสียหาย ก็ดูได้ว่าถ้าเริ่มนำอาวุธมา เริ่มสร้างความรุนแรง จะจารกรรม จะวินาศกรรม เรื่องนี้ต้องเด็ดขาด อย่างนี้ต้องขึ้นศาลทหาร
      
       “ในการปฏิวัติสมัยก่อนๆ คณะปฏิวัติก็ยังไม่ส่งไปศาลทหารทั้งหมดเลย ก็ประกาศให้ศาลพลเรือน ให้ศาลยุติธรรมทำหน้าที่อย่างศาลทหาร มันมีช่องทางยกเว้นได้ อย่าปล่อยให้ประเทศตกเข้าไปอยู่ในทางตันเพราะกฎหมาย นั่นจะเป็นช่องทางให้คนไม่หวังดีต่อบ้านเมืองเรา หรือคนที่มองแตกต่างจากเรา หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุโจมตีบรรยากาศในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์จรัญ กล่าว

“อนาคตสื่อไทย หลัง รธน. ฉบับใหม่” โดย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปธ.กมธ.ยกร่างฯ

“อนาคตสื่อไทย หลัง รธน. ฉบับใหม่” โดย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปธ.กมธ.ยกร่างฯ
‘ดร.บวรศักดิ์’ ถามหาอารยวัฒนธรรมสื่อมวลชน
วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จัดงาน ‘กฎหมายใหม่พลิกโฉมสื่อไทย’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 18 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง อนาคตสื่อไทยหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใจความตอนหนึ่งระบุถึงร่างรัฐธรรมนูญพยายามทำหน้าที่ในหลักการสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างเสรีภาพ สิทธิ และเทคโนโลยี 3 ประการ ดังนี้
1.สิทธิรับข้อมูลข่าวสารของประชาชน ถูกเขียนไว้ในมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และรับผิดชอบต่อสังคม ย่อมได้รับการคุ้มครอง
นั่นหมายความว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมองสิทธิของประชาชนเป็นรากฐานของเสรีภาพสื่อมวลชน ซึ่งแตกต่างจากศตวรรษที่ 18 ที่นำเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อสารมวลชนไปเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล ดังนั้น สื่อมวลชนต้องเน้นสิทธิของประชาชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน
“หากข้อมูลไม่ถูกต้องหรือรอบด้านถือเป็นการทำลายสิทธิของประชาชน และขาดความหลากหลายในการเลือกบริโภคสื่อ”
นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังห้ามครองสิทธิข้ามสื่อ โดยเขียนไว้ในมาตรา 50 วรรคสองและสาม ให้กำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และสารสนเทศ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น คนพิการ เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ประโยชน์สาธารณะ และส่วนร่วมในการดำเนินสื่อสาธารณะของประชาชน
ปธ.กมธ.ยกร่างฯ บอกว่า สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นในไทยไม่เกิน 18 ปี นำมาสู่การออกกฎหมายจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยมีสภาผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วม ทว่า ไม่เพียงพอ เพราะการมีส่วนร่วมไม่เฉพาะการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการ รวมถึงการทำสื่อต่าง ๆ ระดับชุมชน และสื่อทางเลือก ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น ยกเว้น บริบททางการเมือง
ทั้งนี้ การกำกับกิจการดังกล่าวต้องครอบคลุมอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และประชาชนเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ด้วยเพราะที่ผ่านมา องค์กรกำกับดูแลสื่อมักให้ความสำคัญเรื่องรายได้เข้ารับ โดยละเลยการใช้จ่ายของประชาชนที่เกี่ยวพันกับปริมาณการสื่อสารที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ถูกท้วงติงจากนักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กังวลว่า จะไม่ใช้วิธีการประมูลหรือประมูลคนละเงื่อนไข ซึ่งข้อเท็จจริง เงื่อนไขการแข่งขันใช้คลื่นความถี่ต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน มิใช่ผู้ประกอบกิจการจะเสนอตามใจชอบได้ พร้อมกันนี้ ค่าใช้จ่ายของประชาชนลดลงจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาด้วย
“มาตรา 48 วรรคห้า และมาตรา 50 วรรคสี่ ระบุให้เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องมีสัญชาติไทย และบุคคลไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมหลายกิจการ ในลักษณะอาจมีผลในการครอบงำหรือผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือมีผลในการขัดขวางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน”
เพราะฉะนั้น ดร.บวรศักดิ์ จึงเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือออนไลน์ ครองสิทธิข้ามสื่อในตัวเองได้ แต่ทำในลักษณะหนึ่งลักษณะใดใน 3 ประการ ข้างต้นไม่ได้ มิฉะนั้นอาจกลายเป็นปัญหา ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ไม่ได้เกิดจากสื่อสิ่งพิมพ์ แต่เกิดจากสื่อประเภทอื่น ซึ่งอยู่ในกำกับองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่รับได้ให้ดีไม่ให้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความเห็นทางสังคม
2.ความเป็นอิสระที่มีความรับผิดชอบของสื่อมวลชน โดยร่างรัฐธรรมนูญสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ ที่สำคัญ 4 ประการสำคัญ ได้แก่
– อิสระจากภาครัฐ ยกตัวอย่าง ห้ามปิดสื่อมวลชน ห้ามเซ็นเซอร์ข่าว ห้ามนักการเมืองแทรกแซงหรือถือหุ้นในกิจการสื่อ ยกเว้น ผู้พ้นจากการ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้ง จะซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐ ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมาย โดยต้องเปิดเผยการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละราย เพื่อขจัดการใช้งบประมาณสาธารณะไปครอบงำ แบบไม่รู้สึกครอบงำ
-อิสระจากคนไม่ใช้สัญชาติไทย เจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนต้องถือสัญชาติไทย แม้จะมีข้อถกเถียงในอนาคตจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อาจเกิดปัญหาหรือไม่ กรณีนี้ต้องติดตามดูต่อไป
– อิสระจากนายจ้าง
– อิสระในการตรวจสอบทุจริต ไม่เคยถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใด ซึ่งมาตรา 70 วรรคสาม ระบุว่า บุคคลหรือสื่อมวลชนซึ่งให้ข้อมูลโดยสุจริตต่อองค์กรตามรัฐธรรนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หน่วยงานภาครัฐ หรือสาธารณะ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมได้รับการคุ้มครอง
ปธ.กมธ.ยกร่างฯ ยังระบุว่า ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไว้ในมาตรา 49 ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์การเอกชนและผู้บริโภคให้ทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพในการเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพ และคุ้มครองสวัสดิการของบุคคล ผู้สื่อข่าว คอลัมน์นิสต์
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านจะต้องมีกฎหมายรองรับ ซึ่งการจัดทำกฎหมายย่อมขึ้นอยู่กับคนในวิชาชีพร่วมกันดำเนินการ เพื่อให้มีองค์กรของตัวเอง จะได้ไม่เกิดปัญหา”
ดร.บวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า 3.การปฏิรูปสื่อมวลชน เขียนไว้ในมาตรา 296 เดิม แต่ขณะนี้กำลังนำเนื้อหาไปบรรจุไว้ในร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปแทน เพราะรัฐบาลระบุว่า หากนำสาระการปฏิรูปไว้ในรัฐธรรมนูญเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งในอนาคต ครั้นจะแก้ไขภายหลังก็คงยาก โดยมีเนื้อหากำหนดมีกลไกส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพเกิดเสรีภาพที่มีความรับผิดชอบ และปฏิรูปกลไกให้มีความเป็นอิสระของสื่อจากรัฐและทุน
ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐไม่ได้คุมสื่ออีกต่อไป ตรงกันข้ามทุนกลับคุมสื่อแทน ฉะนั้นทำอย่างไรไม่ให้ทุนคุมสื่อ หรือทุนเลิกใช้อำนาจจนทำให้ผู้สื่อข่าวหรือคอลัมน์นิสต์มีอิสระลดลง ฝากให้คิดว่า ควรมีกฎหมายกำหนดให้กิจการสื่อไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) และบุคคลใดถือครองหุ้นเกิน 5% ไม่ได้
“ผมเชื่อว่าถ้าผลักดันเรื่องนี้จริง กมธ.ยกร่างฯ คงถูกตียับเยิน ทว่า ผู้แทนราษฎรอังกฤษกลับเห็นด้วย เพราะอำนาจทุนคนเดียวสามารถชี้นิ้วสั่งการได้ แต่เมื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อำนาจในการครอบงำสื่อจะลดลง”
สำหรับกลไกกำกับตนเองด้วยจริยธรรมนั้น ปธ.กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่า ต้องส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ และกำหนดให้จัดสรรและแบ่งปันทรัพยากรด้านสื่อมวลชนให้เข้าถึงและใช้ทรัพยากรสื่อสาธารณะได้ปฏิรูปให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน และสื่อสันติภาพ ที่น่าสนใจ ต้องกำหนดให้อุดหนุนการสร้างสรรค์และผลิตสื่อที่มีเนื้อหาเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
“สิ่งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถทำได้ แต่สิ่งที่กฎหมายทำไม่ได้คือการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเป็นอิสระจากภายใน ซึ่งต้องอาศัยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชน วิชาชีพของผู้ร่วมงาน และสังคม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อารยวัฒนธรรมของสื่อมวลชน” ดร.บวรศักดิ์ ฝากทิ้งท้ายถึงสื่อมวลชนทางการ


ว่าด้วย"ซื้อเรือดำน้ำ"

เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน...
ผมเจอคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะที่เป็นนายกฯ ท่านบ่นให้ฟังว่า...
"ผมมีปัญหา... กรมอุตุฯอยากให้แถลงต่อประชาชนว่าอ่าวไทยนั้นตื้นเกินกว่าที่จะมีสึนามิขนาดใหญ่ แต่กองทัพเรืออยากให้ประกาศว่ามันลึกพอที่จะต้องมีเรือดำนำ้หนึ่งกองเรือ"
ได้ยินข่าวเรื่องเรือดำน้ำ 3.6 หมื่นล้านผมแอบมีข้อสงสัยในใจ ที่ไม่กล้าถามใคร
1. ทำไมเราต้องมีเรือดำน้ำ? มันเหมาะกับภูมิประเทศทางทะเลและภัยคุกคามแบบประเทศเราจริงหรือ
2. ถ้าคำตอบคือจากข้อหนึ่งคือใช่ ราคา และต้นทุนค่าดูแลรักษาเรือดำน้ำ มันมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ? มีความจำเป็นทางเศรษฐศาสตร์ และมีลำดับความสำคัญเมื่อเทียบกับรายจ่ายอื่นๆจริงหรือ
อย่าลืมนะครับหนี้รัฐบาลของเก่าก็ยังมีอีกเพียบ
แล้วมันเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือไม่? เห็นเราเพิ่งจะคุยกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี และตอกเกษตรกรไปว่ารัฐบาลไม่มีตัง
สรุปคือไม่ควรช่วยเกษตรกรในยามมีภัยแล้ง แต่ควรซื้อเรือดำน้ำ?
ถ้าพูดตามแนวทางการปฏิรูปการคลัง โครงการนี้จะจัดหาแหล่งรายได้มาจากไหน และมีการตัดงบอื่นชดเชยหรือไม่
โครงการนี้คงไม่ใช่ประชานิยมแน่ (เพราะไม่รู้ว่าประชาจะนิยมหรือเปล่า) แต่เป็นการใช้เงินงบประมาณแบบมีความรับผิดชอบหรือเปล่า
3. ถ้าเราคิดอย่างถ้วนถี่แล้วว่า คำตอบข้อหนึ่งและสองคือ ใช่ แล้วทำไมต้องเป็นเรือดำน้ำจีน? เรามีขั้นตอนตรวจสอบราคาและคุณภาพอย่างโปร่งใสหรือไม่? เทียบกับของประเทศอื่นแล้วของจีนเป็นอย่างไร
มีกระบวนการประมูลหรือไม่? มีความโปร่งใสในการเปรียบเทียบและคัดเลือกหรือไม่
หวังว่าจะมีคนคิดเรื่องนี้แบบจริงๆจังๆก่อนเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้นะครับ

ผู้นำญี่ปุ่นหลุดปาก “พร้อมเปิดศึกกับจีน”!

ผู้นำญี่ปุ่นหลุดปาก “พร้อมเปิดศึกกับจีน”!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
3 กรกฎาคม 2558 09:49 น.
ผู้นำญี่ปุ่นหลุดปาก “พร้อมเปิดศึกกับจีน”!
        นายกรัฐมนตรีชินโสะ อะเบะ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในงานเลี้ยงสังสรรค์ว่า พร้อมทำสงครามกับประเทศจีน โดยการแก้ไขกฎหมายความมั่นคงมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของแดนมังกร
       

       นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในการสนทนาส่วนตัวกับคณะสื่อมวลชนอาวุโส ที่ร่วมงานเลี้ยงประจำเดือนของทำเนียบรัฐบาลว่า “ตนเองได้วางแผน หากต้องทำสงครามกับประเทศจีนไว้แล้ว
      
       ผู้นำญี่ปุ่นยังระบุว่า กฎหมายความมั่นคงที่รัฐบาลกำลังเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาขณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลในทะเลของประเทศจีนโดยตรง ซึ่งรัฐบาลต้องผลักดันกฎหมายนี้ให้สำเร็จให้ได้ เพราะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถทำการรบร่วมกับประเทศพันธมิตร อย่างสหรัฐอเมริกาได้
      
       สื่อมวลชนของญี่ปุ่น ระบุว่า ในงานเลี้ยงผู้นำญี่ปุ่นได้ดื่มสุราพร้อมสนทนาแบบส่วนตัวกับผู้สื่อข่าวอาวุโส แต่ไม่แน่ใจว่านายอะเบะมีอาการเมามายหรือไม่?
ผู้นำญี่ปุ่นหลุดปาก “พร้อมเปิดศึกกับจีน”!
กฎหมายความมั่นคงที่รัฐบาลนายอะเบะกำลังผลักดันถูกคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก
        นอกจากประเด็นร้อนเรื่องความสัมพันธ์กับแดนมังกรแล้ว นายอะเบะยังได้พาดพิงเรื่องที่อ่อนไหวอีกหลายเรื่อง เช่น ระบุว่า ปัญหาหญิงสาวชาวเกาหลีที่ถูกบังคับให้มาเป็นนางบำเรอในกองทัพญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกนั้น “เพียงชดใช้เงิน 300ล้านเยนก็จบปัญหาได้”
      
       ผู้นำญี่ปุ่นยังกล่าวถึง การเจรจาข้อตกลงการค้าแปซิฟิก หรือทีพีพี ซึ่งประเทศเจ้าภาพอย่าง สหรัฐฯ ไม่ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับญี่ปุ่นว่า “ไม่รู้ว่าสหรัฐฯคิดอย่างไร ไม่รู้ว่าโอบาม่าคิดอะไรอยู่” ทั้งๆที่ข้อตกลงทีพีพีเป็นเครื่องมือสำคัญในการต้านทานการขยายอิทธิพลทางการค้าของประเทศจีน
      
       อย่างไรก็ตาม หลังงานเลี้ยงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบได้รัฐบาล ได้ขอให้ผู้สื่อข่าวงดนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดที่ได้สนทนากับนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นการพูดคุยส่วนตัว ไม่ใช่การแถลงข่าว จึงไม่เหมาะที่จะนำเสนอออกไป ทำให้สื่อมวลชนรายใหญ่ของญี่ปุ่นไม่ได้นำเสนอข่าวดังกล่าว แต่ใช้วิธีให้ข่าวกับนิตยสารข่าวรายสัปดาห์และสื่ออินเตอร์เน็ตแทน โดยข้อมูลดังกล่าวยังถูกสื่อมวลชนของรัฐบาลจีน อย่างหนังสือพิมพ์ “โกลเบิล ไทม์” นำไปเผยแพร่ต่อ. 

เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เคยเข้าถึงก้นอ่าวไทยเมื่อปั56

โผล่ที่สัตหีบ .. เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เข้าถึงก้นอ่าวไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์13 มีนาคม 2556 00:08 น.
โผล่ที่สัตหีบ .. เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เข้าถึงก้นอ่าวไทย

เรือแอลบูเคอร์กี (USS Albuquerque -SSN 706) แล่นไปยังเรือแฟรงค์ เคเบิ้ล (USS Frank Cable -AS 40) เรือพี่เลี้ยงในอ่าวสัตหีบของไทยวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐโดยกองกำลังแปซิฟิกเผยแพร่ภาพในเว็บไซต์วันอังคารนี้ นับเป็นเรือดำน้ำสหรัฐลำที่ 2 ที่เข้าทะเลอ่าวไทย เท่าที่มีการเปิดเผยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปีที่แล้วเรือบัฟฟาโล (USS Buffalo - SSN715) ซึ่งเป็นเรือชั้นลอสแอนเจลีสอีกลำเข้าจอดที่ท่าเรือแหลมฉบัง แต่เรือแอลบูเคอร์กีเข้าถึงก้นอ่าวไทยในปีที่สหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนย้ายกำลัง 60% สู่ภูมิภาค. -- US Navy Photo/Mass Communication Specialist 2nd Class Corey Hensley
        .
      
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ทะเลอ่าวไทยได้กลายเป็นแหล่งคุ้นเคยสำหรับเรือดำน้ำขนาดใหญ่ไปอีกแห่ง และไม่จำเป็นต้องทำลับๆ ล่อๆ อีกต่อไป กองกำลังนาวีในแปซิฟิกของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพเรือดำน้ำ 1 ลำ กับเรือพี่เลี้ยงอีก 1 ลำ ในบริเวณอ่าวสัตหีบของไทยในวันอังคาร 12 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ 2 วันก่อนหน้านั้น และเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงปีที่สหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนย้ายแสนยานุภาพเข้าสู่ภูมิภาค 
      
       ทั้ง 2 ลำในภาพคือ เรือแอลบูเคอร์กี (USS Albuquerque -SSN706) ซึ่งเป็นเรือดำน้ำโจมตีเร็วชั้นลอสแองเจลิส (Los Angeles-Class) ขนาด 6,000 ตัน ติดจรวดร่อนโทมาฮอว์กสำหรับยิงโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินในรัศมีนับพันกิโลเมตร และติดจรวดฮาร์พูนยิงทำลายเรือรบข้าศึกบนพื้นน้ำ อีกลำหนึ่งคือ เรือแฟรงค์เคเบิล (USS Frank Cable -AS40) ซึ่งเป็นเรือสนับสนุนเรือดำน้ำ (Submarine Tender Ship) แต่ทั้งกองเรือแปซิฟิก และกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังมิได้ให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับภารกิจของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำนี้
      
       ตามรายงานในเว็บไซต์กองเรือแปซิฟิกสหรัฐฯ เรือแฟร็งค์ เคเบิล กับเรือแอลบูเคอร์กี ไปถึงอ่าวสัตหีบตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. ในโครงการเชื่อมความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับราชนาวีไทย ซึ่งระหว่างนี้ลูกเรือจะมีส่วนร่วมในโครงการบริการชุมชนด้วย ขณะเดียวกันก็จะใช้โอกาสนี้ซ่อมบำรุงเรือดำน้ำให้แล้วเสร็จ ซึ่งไม่มีการระบุว่าเป็นเรื่องใดบ้าง
      
       “ภารกิจ (การแวะเยือน) ครั้งนี้จะะช่วยปรับปรุงความสามารถของเราในปฏิบัติงานร่วมกันในยามที่ไทยกับสหรัฐฯ จะต้องปฏิบัติการร่วมกัน” น.อ.พีท ฮิลเดร็ท (Pete Hildreth) ผู้บังคับการเรือแฟรงค์ เคเบิล กล่าว
      
       อย่างไรก็ตาม ไม่มีการกล่าวถึงภารกิจของเรือดำน้ำ กับนายทหารและลูกเรือราว 150 ชีวิต
      
       แอลบูเคอร์กี นับเป็นเรือดำน้ำสหรัฐฯ ลำที่ 2 ที่แล่นเข้าถึงก้นอ่าวไทยในช่วงไม่กี่ปีมานี้หรือเท่าที่มีการเปิดเผย หลังจากเรือบัฟฟาโล (USS Buffalo - SSN715) ซึ่งเป็นเรือชั้นลอสแองเจลิสอีกลำได้เข้าจอดเทียบท่าเรือแหลมฉบังร่วมฝึกซ้อมการปราบปรามเรือดำน้ำ ตามการร้องขอของราชนาวีไทยระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-20 ส.ค.ปีที่แล้ว
      
       “วันที่ 20 มี.ค. เรือเอสเอสเอ็น 706 ได้เข้าจอดเทียบเรือยูเอสเอสแฟรงค์เคเบิล ขณะทอดสมอนอกฝั่งสัตหีบในประเทศไทย เพื่อรับการซ่อมบำรุง (Fleet Maintenance Availability - FMAV)” เป็นข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับกำหนดการของเรือแอลบูเคอร์กี ที่โพสต์ลงในหน้าข่าวของเว็บไซต์ Uscarriers.Net วันอังคารนี้
      
       เว็บไซต์ดังกล่าวได้เฝ้าติดตาม และอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับเรือดำน้ำลำนี้ กับเรือชั้นลอสแองเจลิสลำอื่นๆ เป็นระยะ
      
       เรือแอลบูเคอร์กี แล่นออกจากฐานทัพซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2556 “เพื่อสนับสนุนสันติภาพกับความมั่นคงปลอดภัย” ในย่านแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งหมายถึงทะเลจีนใต้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
      
       ต่อมา วันที่ 13 ก.พ. เรือได้แวะเยือนเมืองท่าโยโกสุกะ (Yokosuka) ในญี่ปุ่นจอดที่นั่นเป็นเวลา 6 วัน ให้ลูกเรือกว่า 100 คนขึ้นฝั่ง เรียนรู้ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และพักผ่อน ทั้งนี้เป็นรายงานในเว็บไซต์กองเรือแปซิฟิกสหรัฐฯ
      
       หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ เกี่ยวกับเรือดำน้ำลำนี้เลยอีกจนกระทั่งวันนี้
      
       แอลบูเคอร์กีเข้าประจำการกองทัพเรือเมื่อปี 2526 และนับตั้งแต่เรือลอสแองเจลิส (USS Los Angeles -SSN688) ซึ่งเป็นเรือนำของชั้นเข้าประจำการในปี 2519 ได้มีการสร้างขึ้นมาอีกรวมทั้งหมด 62 ลำ จนถึงสิ้นปี 2555 ยังเหลือประจำการอยู่เพียง 42 ลำ ขณะที่ 18 ลำจอดนิ่งเพื่อรอปลดประจำการ อีก 2 ลำปลดออกไปและทำลายทิ้ง ทั้งหมดรอเรือรุ่นใหม่ในชั้นเวอร์จิเนีย (Virginia-Class) ขนาด 7,900 ตัน ใหญ่กว่า และทันสมัยยิ่งกว่าเข้าแทนที่
      
       
บุกถึงก้นครัว
US NAVY Photo

โผล่ที่สัตหีบ .. เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เข้าถึงก้นอ่าวไทย
       
2

โผล่ที่สัตหีบ .. เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เข้าถึงก้นอ่าวไทย
       
3

โผล่ที่สัตหีบ .. เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เข้าถึงก้นอ่าวไทย
       
4

       ตามข้อมูลในเว็บไซต์ข่าวกลาโหมของสหรัฐฯ จนถึงสิ้นปี 2555 กองทัพเรือได้โยกเรือดำน้ำชั้นลอสแองเจลิสเข้าประจำการในเอเชียแปซิฟิกจำนวน 16 ลำ ตามนโยบายยุทธศาสตร์สับเปลี่ยนกำลังรบเข้าสู่ภูมิภาคนี้ 60% แต่ก็ยังมีเรือชั้นเวอร์จิเนียกับรวมทั้งเรือชั้นโอไฮโอ (Ohio-Class) อีกจำนวนหนึ่งด้วย
      
       โดยปกติสหรัฐฯ จะไม่เปิดเผยกำหนดการตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางของเรือรบรวมทั้งเรือดำน้ำด้วย นอกจากนั้นรายละเอียดหลายประการเกี่ยวกับเรือดำน้ำก็ยังถูกเก็บเป็นความลับ ข้อมูลหลายเรื่องเกี่ยวกับเรือดำน้ำที่ถูกปล่อยออกมาก็เป็นข้อมูลลวง ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมสหรัฐฯ กล่าว
      
       เรือชั้นโอไฮโอเป็นเรือดำน้ำยุทธศาสตร์ที่น่าเกรงขามมากที่สุด เพราะสร้างขึ้นมาเพื่อติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์โดยเฉพาะ เรือชั้นนี้แต่ละลำติดขีปนาวุธไทรเดนต์ (Trident Ballistic Missile) ได้ลำละ 24 ลูก ติดหัวรบที่เลือกยิง 3 เป้าหมายได้อย่างอิสระในคราวเดียวกัน นอกจากนั้น ยังติดจรวดโทมาฮอว์กรุ่นหัวรบนิวเคลียร์อีกจำนวนหนึ่งด้วย
      
       แอลบูเคอร์กี เป็นเรืออันดับที่ 19 ของชั้นในจำนวน 31 ลำ ที่ผลิตออกมารุ่นแรก และเข้าประจำการระหว่างปี 2519-2528 ซึ่งรวมทั้งเรือบัฟฟาโล (อันดับที่ 28) ด้วย ปัจจุบันยังเหลือเรือชั้นลอสแองเจลิสรุ่นแรกประจำการอยู่ 11 ลำเท่านั้น
      
       เรือชั้นลอสแองเจลิสรุ่น 2 หรือ Flight II ผลิตตามกันออกมาเพียง 8 ลำ เข้าประจำการระหว่างปี 2528-2542 เป็นรุ่นที่เริ่มติดตั้งท่อยิงจรวดโทมาฮอว์กแนวตั้งแทนระบบท่อยิงแนวนอนในรุ่นแรกและมีการปรับปรุงระบบอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง
      
       เรืออีก 23 ลำเรียกว่า “รุ่นปรับปรุง” ซึ่งเป็นปัจจุบันที่สุด นำเข้าประจำการระหว่างปี 2531-2539 เพิ่มท่อยิงจรวดโทมาฮอว์กมากขึ้น ติดจรวดโทมาฮอว์กเวอร์ชันใหม่ที่ใช้หัวรบนิวเคลียร์ได้ ติดตั้งระบบสื่อสาร ระบบโซนาร์ และอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด รวมทั้งใช้จรวดโทมาฮอว์กรุ่นใหม่ยิงทำลายเรือแทนจรวดฮาร์พูนในรุ่นก่อน
      
       ในช่วงปลายยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ มีแผนการผลิตเรือดำน้ำชั้นซีวูล์ฟ (Seawolf-Class) ขนาด 9,000-12,000 ตันเพื่อใช้แทนเรือชั้นลอสแองเจลิส แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว ทำให้ต้องหันไปให้ความสำคัญเรือชั้นเวอร์จิเนีย ซึ่งมีการพัฒนาขีดความสามารถให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการสร้างเรือชั้นซีวูล์ฟออกมาเพียง 3 ลำและเลิกล้มแผนการไป
      
       เรือชั้นเวอร์จิเนียลำแรก คือ USS Virginia - SSN774 เข้าประจำการในเดือน ต.ค.2547 ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันผลิตออกมาได้ 9 ลำ กองทัพเรือต้องการทั้งหมด 30 ลำ ส่วนเรือชั้นโอไฮโอ ทยอยเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 18 ลำ
      
       เชื่อว่าในไม่ช้าไม่นานอ่าวไทยจะได้ต้อนรับสุดยอดแห่งเรือดำน้ำของโลกทั้ง 2 รุ่นอีก.
      
       
สะกดรอยมัจจุราชใต้สมุทร
US NAVY Photo


โผล่ที่สัตหีบ .. เรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ เข้าถึงก้นอ่าวไทย

เรือแอลบูเคอร์กี (USS Albuquerque -SSN 706) แล่นออกจากอ่าวซานดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย วันที่ 29 ม.ค.2556 เพื่อปฏิบัติภารกิจในแปซิฟิกตะวันตกเป็นเวลา 6 เดือน เข้าประจำการเมื่อปี 2526 ตั้งชื่อตามชื่อเมืองเอกของรัฐนิวเม็กซิโก สัปดาห์นี้เรือแอลบูเคอร์กีโผล่เงียบๆ ในอ่าวสัตหีบของไทยกับเรือพี่เลี้ยง เป็นอีกก้าวหนึ่งในการขยายแสนยานุภาพเข้าสู่ภูมิภาคนี้ของสหรัฐ. -- US Navy Photo/Mass Communication Specialist 1st Class Anthony Walker

วันนี้เมื่อปี2440ร.5เสด็จรัสเซีย

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จถึงรัสเซีย และเสด็จเยือนพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถือเป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย 
.
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ใน พ.ศ. 2440 นับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ในภูมิภาคนี้ที่เสด็จประพาสยุโรป โดยมีจุดประสงค์สำคัญ คือ เพื่อทำความเข้าใจกับชาติที่คุกคามไทย เพื่อเจรจาโดยตรงกับผู้นำของฝรั่งเศสเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในกรณีที่สืบเนื่องจากวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) รวมทั้งเพื่อแสวงหาชาติพันธมิตรมาช่วยส่งเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ การเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างสัมพันธไมตรีกับรัสเซียในรัชสมัยซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ
.
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถไปศึกษาที่ประเทศรัสเซียด้วย และในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้ได้ทรงเจรจาและปรับความเข้าใจกับฝรั่งเศส ซึ่งคุกคามไทยอย่างหนัก รวมทั้งมีจุดประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เพื่อทอดพระเนตรความเจริญของยุโรป จะได้นำมาเป็นแบบอย่างในการปรับปรุงบ้านเมือง
.
ขอบคุณข้อมูลจาก http://urll.us/ZM9BDY
ขอบคุณภาพจาก http://urll.us/iAJSsK
‪#‎DemocratTH‬ ‪#‎พรรคประชาธิปัตย์‬


พลเมืองโต้กลับ ชวน โพสต์อิสรภาพ

พลเมืองโต้กลับ ชวน โพสต์อิสรภาพ

กลุ่มพลเมืองโต้กลับ เผยแพร่ คลิปวิดีโอ “เพราะเราคือเพื่อนกัน” ชวน เพื่อน โพสต์อิสรภาพ 3 ก.ค.
2 ก.ค. 2558 กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอชื่อว่า "เพราะเราคือเพื่อนกัน" หลังจากที่นักศึกษา นักกิจกรรม กลุ่มดาวดิน และกลุ่มหน้าหอศิลป์ ที่รวมตัวในนาม "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" จำนวน 14 ราย ถูกควบคุมตัวที่สวนเงินมีมา มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป และนำตัวไปที่สน.พระราชวัง ก่อนที่ถูกส่งตัวไปฝากยังศาลทหาร ถนนหลักเมือง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2558
พร้อมกันนี้ยังได้เชิญชวนร่วมกิจกรรมเขียนความในใจ ถึงเพื่อนเราทั้ง 14 คนที่ถูกคุมขังจากกฎอยุติธรรม ในวันที่ 3 ก.ค. เวลา 18.00 น. บริเวณสกายวอล์คสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้
“เพื่อนๆทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า อำนาจยิ่งล้นฟ้า ยิ่งต้องได้รับการตรวจสอบ”
“เพื่อนๆจะทำอย่างไร ถ้าบ้านของเรา ชุมชนของเรา ซึ่งตั้งรกรากมานานแสนนาน กลายเป็นเหมืองทองคำ ซึ่งกระบวนการการผลิตนั้น ได้ทำให้สารเคมีรั่วซึมสู่แหล่งน้ำสาธารณะ”
“เพื่อนๆจะทำอย่างไร ถ้าสังคมที่เราอยู่กันมา วันหนึ่ง ไม่สามารถกินแซนด์วิช ไม่สามารถชูสามนิ้ว หรือแม้กระทั่งไม่สามารถอ่านหนังสือ 1984”
“ถ้าการต่อสู้อย่างสันติวิธีกลายเป็นอาชญากรรม ถ้าการเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็นความผิด ถ้าการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน กลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ”
“ถ้าการเพรียกหาความยุติธรรม กลายเป็นการถูกลงโทษทัณฑ์ ประเทศแบบไหนกันที่เราต้องการ ประเทศแบบไหนกันที่เราใฝ่ฝันถึง”
“โจทย์ของพวกเขา มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น และเป็นปากเป็นเสียง ให้กับคนเล็กคนน้อย เพื่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม”
“โจทย์ของพวกเขา มุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคม ให้มิสิทธิเสรีภาพ ทุกคนสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับตัวเองและผู้อื่น เราควรมีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง แต่สิ่งที่ได้รับ คือการสูญสิ้นอิสรภาพ แล้วพวกเราทำอะไรกันอยู่”
“วันนี้ พวกเราลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาเพื่อแสดงตัวตน”
“ลุกขึ้นมา เพื่อให้พวกเขารับรู้ว่า พวกเขา จะไม่เดินไปบนถนนสายนี้เพียงลำพัง วันนี้ เพื่อนของเรา คนตัวเล็กๆที่ต่อสู้ในสิ่งที่เขาเชื่อ”
“คนตัวเล็กๆที่ต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า”
“คนตัวเล็กๆที่ต่อสู้แทนพวกเรา”
“พวกเขาต้องสูญเสียอิสรภาพ ถูกคุมขังอยู่ข้างใน ทิ้งให้คนที่รักและห่วงใยเขา อยู่ข้างนอก”
“ไม่ว่าจะอย่างไร แม่จะยืนเคียงข้างลูกเสมอ ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องข้าง หันไปทางไหน จะเห็นแม่อยู่ที่นั้น”
“แม่ก็เหมือนแม่คนธรรมดาทั่วไป ที่ต้องการให้ลูกจบ มีงานทำ แต่สิ่งที่ลูกทำเพื่อชุมชน และเพื่อนมนุษย์ แม่ไม่เคยเสียใจ และแม่จะเป็นพลังต่อสู้กับลูกต่อไป ถึงแม้สังคมจะมองไม่เห็น หรือใครจะกล่าวหายังไงก็ช่าง ความจริงก็คือความจริง เราจะร่วมต่อสู้เพื่อสังคมต่อไป ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ”
“แม้พวกเราจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา แต่พวกเราก็เชื่อว่า พลังของคนธรรมดานี่แหล่ะ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้”
“อย่ารอให้ใครมาเรียกร้องแทนเรา จงเรียกร้องด้วยสิทธิ์ และเสียงของเราเอง เราขอเพียงสิทธิ์ที่จะได้แสดงออกเยี่ยงอิสระชน  ขอเพียงความเป็นคนที่เท่าเทียม ขอเพียงประชาธิปไตยที่แท้จริง”
“เพื่อนเอ๋ย แม้ว่าการต่อสู้ดิ้นรน จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่การนิ่งเฉยก็เจ็บปวดไม่แพ้กันไม่ใช่หรือ เราจะเปล่งคำว่าเราคือเพื่อนกันได้อย่างไร หากเราไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรร่วมกัน นาทีเนี้ย ถ้าไม่เป็นเพื่อนกับประชาชน แล้วเราจะเป็นเพื่อนกับใคร เราคือเพื่อนกัน”
 “อิสรภาพที่ยังขาดหาย เติมเต็มได้ด้วยมือคุณ”
“โพสต์อิสรภาพ 6 โมงเย็น ศุกร์ที่ 3 ก.ค. 58 สกายวอล์ครถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ”