PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เก่าไป-ใหม่มา! ขมวดรอยร้าวทีมเศรษฐกิจ“หม่อมอุ๋ย”ก่อนแตกหัก“บิ๊กตู่”?

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2558 เวลา 15:44 น.
เขียนโดย
isranews


“…ผมเองกับคุณสมคิดก็รู้จักกัน ถ้าอะไรไม่เหมาะผมก็โทรบอกเขาตรง ๆ ได้อยู่แล้ว แต่ระหว่างนี้เราต้องสนับสนุนเขาเต็มที่ ไม่ควรแบ่งแยกแล้วปกครองอีกต่อไป ประเทศไทยทะเลาะกันไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ต้องช่วยกันทำให้เศรษฐกิจดี เดินให้ได้…”
PIC oui yutt 24 8 58 1
เห็นหน้าค่าตากันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ชุดที่ 3” ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา 
และเป็นไปตามคาด “ทีมเศรษฐกิจ” ของ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (อดีต) รองนายกฯ ถูกปรับออก “ยกทีม” ไม่ว่าจะเป็น “สมหมาย ภาษี” (อดีต) รมว.คลัง “จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช” (อดีต) รมว.อุตสาหกรรม เป็นต้น
เป็นไปตามเกมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการฟอร์มทีมขึ้นใหม่นำโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. กู้วิกฤติเศรษฐกิจที่ “ยักแย่ยักยัน” เป็น “แผลสด” จน “เปื่อย” รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย
แต่ “รอยร้าว” ในคณะรัฐมนตรี “บิ๊กตู่” ได้เริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นสักระยะหนึ่งแล้ว ?
เพื่อเล่าความเป็นมาให้ชัด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เรียบเรียงให้เห็นภาพ ดังนี้
กระแสปรับคณะรัฐมนตรีเริ่ม “คุกรุ่น” ขึ้น ในช่วงกลางปี พ.ค.-มิ.ย. 2558 ภายหลังภาวะเศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ ทำให้บรรดาฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็น “อดีตรัฐบาล” หรือ “บรรดาฝ่ายต้าน” ขุดเรื่องนี้ขึ้นมาเล่นอย่างแพร่หลาย
โดยช่วงนี้ชื่อของ “สมคิด” ถูกยกขึ้นมาเป็น “เต็งหนึ่ง” ในการเข้ามารับตำแหน่ง “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ซึ่งก็มีเค้าลางไม่น้อย เพราะ “สมคิด” เริ่มลงมาเดินเกมเศรษฐกิจ “ฉากหน้า” มากขึ้น เห็นได้จากในวันครบรอบ 1 ปีของ คสช. “สมคิด” เป็นคนเสนอให้รัฐบาลพัฒนาด้านการเกษตร และเร่งทำโครงการขนาดใหญ่กับเอกชน เพื่อแก้พิษเศรษฐกิจ
ต่อมาช่วงเดือน ก.ค. มีเสียงซุบซิบเล่ากันว่า “หม่อมอุ๋ย” เผลอหลุดพูดในงาน CEO FORUM ของสมาคมธนาคารไทยว่า “บิ๊กตู่” ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ 
อย่างไรก็ดี “บิ๊กตู่” ตอบกระแสข่าวนี้ว่า ไม่ได้ติดใจ และไม่ได้มีการเคลียร์อะไร พร้อมยืนยันว่า “เป็นคนรับผิดชอบในทุกด้าน”
หลังจากนั้นช่วงต้นเดือน ส.ค. กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ มีข่าวว่าคนนั้น-คนนี้ เตรียมเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจกันยกใหญ่ ผ่านการทาบทามของ “สมคิด” ที่เป็นหัวเรือใหญ่ 
ขณะที่ช่วงนี้ “หม่อมอุ๋ย” และทีมงานก็เริ่มเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกมาพูดเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ออกมาแต่ละทีก็ “ปฏิเสธ” ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างเดียว โดยยืนยันว่า ทีมเศรษฐกิจเดิมยังทำงานได้อยู่
ก่อนที่ปลายเดือน ส.ค. กระแสปรับคณะรัฐมนตรีจะดังถึงขีดสุด กระทั่ง “บิ๊กตู่” ออกมายอมรับว่า ได้ทูลเกล้าฯถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไปแล้ว แต่ก็อุบไต๋ไม่ยอมบอกว่าใครเข้ามานั่ง “เก้าอี้ร้อน” บ้าง
และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันเดียวกันนั้นเอง “บิ๊กตู่” ได้ใช้เวลาช่วงแรกก่อนเข้าประชุมบอกกับบรรดารัฐมนตรีว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯถวายแล้ว พร้อมกับกล่าว “ขอบคุณ” รัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมทำงานกันอย่างหนักในตลอดเกือบ 1 ปี เต็ม
ซึ่งในช่วงนี้เองรายงานข่าวแจ้งว่า มีรัฐมนตรี “บางคน” รู้ตัวแล้วว่าจะโดนปรับออก ก็นั่งก้มหน้าก้มตาโดยมีสีหน้าที่เรียบเฉย ส่วนบางคนที่แน่ใจแล้วว่าจะได้ “อยู่ต่อ” ก็ตั้งอกตั้งใจฟังเป็นอย่างดี
หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น “ทีมเศรษฐกิจ” ได้เข้านั่งปรึกษาหารือกันที่ห้องทำงานของ “หม่อมอุ๋ย” ซึ่งมีรายงานข่าวแจ้งว่า รัฐมนตรีหลายรายใน “ทีมหม่อมอุ๋ย” ต่างตกใจ และนึกไม่ถึงว่าจะถูกปรับออกอย่างรวดเร็วเช่นนี้ บางคนก็ทำใจไม่ทัน
หลังจากนั้นอีก 2 วัน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่โปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ชุดที่ 3 ซึ่งเป็นไปตามคาด “สมคิด” เสียบแทนเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจแทน “หม่อมอุ๋ย” เรียบร้อยโรงเรียน คสช. 
ฟาก “หม่อมอุ๋ย” รวมถึงทีมงานต่างไม่ออก “แอ็คชั่น” อะไรมากนัก เพราะคาดกันไว้ก่อนอยู่แล้ว ขณะที่ “บิ๊กตู่” ส่งสัญญาณไปยังทีม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ว่า เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแทนได้
ด้วยคำพูดนี้เองทำให้ “หม่อมอุ๋ย” ต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงกรณีการถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี 
“ผมเองกับคุณสมคิดก็รู้จักกัน ถ้าอะไรไม่เหมาะผมก็โทรบอกเขาตรง ๆ ได้อยู่แล้ว แต่ระหว่างนี้เราต้องสนับสนุนเขาเต็มที่ ไม่ควรแบ่งแยกแล้วปกครองอีกต่อไป ประเทศไทยทะเลาะกันไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ต้องช่วยกันทำให้เศรษฐกิจดี เดินให้ได้ก็เลยอยากจะฝากสื่อมวลชนว่า อย่าไปออกข่าวเลยว่าผมไปเป็นที่ปรึกษาไม่เคยมีการทาบทาม ถ้าทาบทามก็จะไม่รับ ไม่ชอบหลักการแบ่งแยกปกครองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
เป็นคำยืนยันของ “หม่อมอุ๋ย” ก่อนที่จะระบุด้วยว่า ไม่เคยมีการทาบทามให้มาเป็นที่ปรึกษา “นายกฯ” แต่อย่างใด
หลุดวาทะสำคัญที่จุดชนวนการ “แตกหัก” ต่อ “บิ๊กตู่” คือ ใช้หลักการ “แบ่งแยกแล้วปกครอง”
ก่อนยืนยันว่า ตัวเองถูกจับผิดตลอดเวลาทำให้หมดแรง ไม่มีความสุข และถามกลับว่า “ทำงานแล้วมีที่ปรึกษามาคอยดูงานตลอดเวลามันก็แปลว่ามันจะถูกหรือผิดใช่ไหม” 
ล่าสุด “สมหมาย ภาษี” อดีตขุนคลัง ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่ออย่างเผ็ดร้อนถึงอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ว่า “เพิ่งออกจากห้องคลอด ยังไม่ออกจากโรงพยาบาล”
ทั้งหมดคือชนวนเหตุตั้งแต่ “เริ่มร้าว” จนกระทั่ง “แตกหัก” ระหว่าง “หม่อมอุ๋ย” กับ “บิ๊กตู่” 
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ?
ปัญหาปากท้องของประชาชน เป็นสิ่งที่รอต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว และต้องการให้รัฐบาลเข้ามาคลี่คลายโดยด่วน!

สูญสิ้น! วิหารแห่งนครอินทผลัม ‘พัลไมรา’

เปิดปูมนครสองพันปี พัลไมรา มรดกโลกของซีเรีย หลังตกเป็นเหยื่อความขัดแย้ง กลุ่มนักรบไอเอสระเบิดทิ้งวิหารเทพสวรรค์ บะอัลชามีน โอเอซิสบนเส้นทางสายไหม
 พัลไมรา เด่นตระหง่านมานาน 2,000 ปี อลังการด้วยวิหารและถนนที่มีเสาหินเรียงราย นครโบราณของซีเรียแห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ห่างจากกรุงดามัสกัสไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 210 ก.ม.
 ชื่อของเมืองในโอเอซิสกลางทะเลทรายดังกล่าว มีความหมายว่า นครอินทผลัม (City of Dates) นามเรียกขานนี้ปรากฏครั้งแรกบนแผ่นจารึกสมัยศตวรรษที่ 19 ก่อนคริสตศักราช จารึกระบุว่า พัลไมราเป็นจุดแวะพักของกองคาราวานบนเส้นทางสายไหมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
 ในยุคจักรวรรดิโรมัน กินเวลาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 1-3 นั้น พัลไมราเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด กลายเป็นนครใหญ่ด้วยผลของการค้าเครื่องเทศ น้ำหอม ผ้าไหม และงาช้าง จากโลกตะวันออก และรูปปั้นกับเครื่องแก้วจากเมืองฟีนีเซียริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน
 
@  ภาพจากวีดิโอ ถ่ายเมื่อ 28 พฤษภาคม 2558 แสดงให้เห็นผืนธงของกลุ่มไอเอส โบกสะบัดเหนือโรงละครยุคโรมันแห่งเมืองพัลไมรา
ในปี ค.ศ. 129 จักรพรรดิโรมัน ฮาเดรียน ประกาศให้พัลไมราเป็นนครอิสระภายในจักรวรรดิของพระองค์ ในศตวรรษนั้น วิหารต่างๆ เช่น อะโกรา และบะอัล ถูกสร้างขึ้น
ก่อนหน้าคริสตศาสนาแพร่มาถึงในศตวรรษที่สอง นครพัลไมราบูชาตรีเอกานุภาพ นั่นคือ เทพบะอัลของชาวบาบิโลน อาทิตยเทพ และจันทรเทพ เมื่อจักรวรรดิโรมันเผชิญการเมืองวุ่นวายในศตวรรษที่ 3 พัลไมราฉวยโอกาสประกาศอิสรภาพ
 นางเซโนเบียนำทัพชาวเมืองไล่ตีพวกโรมันทางทิศตะวันตก กับพวกเปอร์เซียทางทิศตะวันออก แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นราชินี ในปี ค.ศ. 270 พระนางมีชัยเหนือดินแดนซีเรียทั้งหมด และบางส่วนของอียิปต์ แผ่อำนาจประชิดดินแดนเอเชียไมเนอร์
 ทว่าเมื่อจักรพรรดิออเรเลียนของโรมันยึดพัลไมราคืนได้ พระราชินีได้ถูกนำตัวกลับไปยังกรุงโรม พัลไมราเริ่มเสื่อมถอยนับแต่นั้น 
@  วิหารเทพสวรรค์ บะอัล ชามีน ถ่ายเมื่อ 14 มีนาคม 2557 มีรายงานว่ากลุ่มไอเอสได้ระเบิดวิหารแห่งนี้เมื่อ 23 สิงหาคม 2558 ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก
 ก่อนซีเรียเกิดวิกฤตเมื่อเดือนมีนาคม 2554 แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปชมเมืองพัลไมรากว่า 150,000 คน ชื่นชมความงามของเทวรูป เสาหินกว่าพันต้น และสุสานที่มีหลุมศพกว่า 500 หลุม
 เหตุปะทะระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลกับพวกกบฏเมื่อปี 2556 ทำให้เสาหินล้มหลายต้น รูปปั้นพังยับ แม้ว่าเทวรูปและวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ของพัลไมราถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้วก่อนที่พวกนักรบกลุ่มอิสลามิกสเตทจะเข้ายึดเมือง ทว่าโบราณสถานนั้นไม่อาจย้ายได้
 ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ กลุ่มไอเอสได้ระเบิดวิหารบะอัลชามีน หรือวิหารเทพสวรรค์ (Lord of Heaven) และทำลายรูปปั้นสิงโตอันโด่งดังด้านหน้าพิพิธภัณฑ์
 แน่นอน ใช่มีแต่เพียงชาวซีเรียเท่านั้น ที่รู้สึกสูญเสีย...  
 Source: AFP
Photo & Video: AFP
ที่มา : http://news.voicetv.co.th/world/249426.html

จับสัญญาณกองทัพ 'ธีรชัย' ผงาด 'ทบ.1' - 'ปรีชา' นั่ง 'ปลัดฯ กห.'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ส.ค. 2558 05:00

37,605 ครั้ง


เป็นที่แน่ชัดนายทหารจากค่าย "บูรพาพยัคฆ์" ยังคงผงาดโลดแล่นสยายปีกคุมถิ่นรั้วแดง-กำแพงเหลือง ราชดำเนินต่อไป เมื่อ "บิ๊กโด่ง" พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. เสนอชื่อ "บิ๊กหมู" พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผช.ผบ.ทบ.(1) ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น ตท.14 ขึ้นเป็น "ผบ.ทบ." คนที่ 39 หลังหารือพี่ใหญ่ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม โดยจะโยก "บิ๊กติ๊ก" พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ. น้องชาย "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไปเป็น ปลัดฯ กห. เพื่อลดตำบลกระสุนตก เป็นเป้าในการถูกโจมตีทางการเมืองและกองทัพ ก็ส่งผลให้นายทหารจากถิ่น "บูรพาพยัคฆ์" ได้ก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพบกตามติดกันมานับเป็นคนที่ 5 แล้ว…

ความเคลื่อนไหวในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2558 จะชัดเจนในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ว่าใครจะนั่งเป็น ผู้นำเหล่าทัพคนใหม่ ต้องถือว่าเป็นฤกษ์ดีของ "แม่ทัพบก" คนใหม่ เพราะ "บิ๊กโด่ง" พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. จะเป็นผู้นำรายชื่อในส่วนของกองทัพบก ส่งมอบให้ถึงมือพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
บิ๊กโด่ง เตรียมเกษียณ
วันที่ 15 สิงหาคม อันเป็นวันเกิดครบรอบ 60 ปี ของ พล.อ.อุดมเดช ที่ถือเป็นวัน "แซยิด" และนับจากนี้อีกเพียง 45 วัน ก็จะต้องเกษียณอายุราชการ จะเหลือเพียงตำแหน่งทางการเมือง และเลขาฯ คสช. ฉะนั้นผู้ที่จะมานั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. คนที่ 39 จะต้องเป็นคนที่ "บิ๊กโด่ง" สามารถคอนโทรลได้ พูดจากันรู้เรื่อง และจะต้องฝากฝังในภาคหน้าได้ ไม่ว่าจะเรื่องของงานหรือเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะการดูแลลูกน้องใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดอาการ "ขาลอย" ดังนั้น พล.อ.อุดมเดช จะเสนอชื่อใครจะต้องได้พูดจา หรือลงสัตยาบันกันแล้ว ก่อนปิดซองเสนอชื่อ "ผบ.ทบ." ต่อจากเขานับจากวันที่จะหมดอำนาจทางกองทัพ
พร้อมรับตำแหน่งใหม่
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาตอกย้ำเรื่องการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร หลังจากได้รับรายชื่อจะนัดหมายกำหนดวันประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลมีด้วยกัน 7 คน มี รมว.กลาโหม เป็นประธาน และ  รมช.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล จะเป็นผู้รวบรวมบัญชีรายชื่อทั้งหมดก่อนจะนัดวันประชุม
พี่ใหญ่ "บูรพาพยัคฆ์"
"ใครก็ได้ทั้งนั้น แต่ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด จะต้องพิจารณาถึงความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ ตลอดจนผลงานที่ผ่านมาของแต่ละคน ซึ่งใกล้เคียงกันหมด จึงต้องดูว่าใครเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน"
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็แสดงทัศนะ ผู้มาเป็น ผบ.ทบ.จะต้องได้รับการยอมรับจากคนในกองทัพ หากเป็นแล้วปั่นป่วนทั้งหมด กองทัพคงไม่ชอบ ดังนั้น จะตั้งใครส่งเดชไม่ได้ เพราะวันข้างหน้าจะปั่นป่วน จึงต้องสร้างวัฒนธรรมให้ถูกต้อง ไม่ใช่เชียร์ใครคนนั้น จะได้เป็นตามนั้น อีกทั้งการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.ที่ผ่านมา ไม่เคยมีปัญหาอะไร โดยเฉพาะไม่ต้องกลัวเรื่องปฏิวัติซ้อน และถ้าจะปฏิวัติมาบอก ตนจะยกให้ไปเลย พร้อมยืนยันไม่ได้ต้องการอำนาจ แต่ต้องการทำให้ประเทศมีอนาคตที่ดีต่อไป จะต้องดูทั้งในเรื่องความเหมาะสม รุ่น อาวุโส
จากสัญญาณบอกเหตุของทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ทำให้กองทัพ น่าจะรู้ว่าใครได้ตำแหน่งอะไร และตอกย้ำในเก้าอี้ ผบ.ทบ. และ ผบ.เหล่าทัพคนใหม่ที่จะมาสานงานต่อจากคนเก่า และร่วมงานกับรัฐบาล คสช. และนัยเพื่อเป็นการยุติปัญหา ต่อสู้แย่งชิงเก้าอี้ที่กำลังเกิดขึ้น ที่ พล.อ.ประยุทธ์ หวั่นที่สุดคือ ความแตกแยก ความขัดแย้งในกองทัพ ที่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายทุกครั้งเมื่อมีการโยกย้ายนายทหาร การแต่งตั้ง ผบ.ทบ.

สิ่งที่น่ากังวลคือ สตาฟฟ์ กองเชียร์ ทีมงานของทั้ง พล.อ.ธีรชัย และ พล.อ.ปรีชา จะเปิดยุทธการทำลาย เพื่อหวังให้ "นาย" เข้าสู่เส้นชัยเท่านั้น แต่ผลที่ออกมาจะทำให้กองทัพเกิดความแตกแยก เสียภาพลักษณ์ ภาพพจน์นั่นเอง ดังนั้นเพื่อเป็นการให้กองทัพมียูนิตี้ ความเป็นเอกภาพ เมื่อ พล.อ.ประวิตร ได้รับรายชื่อมาจากเหล่าทัพ ก็จะรีบนำส่งให้ นายกรัฐมนตรี เพื่อทำการทูลเกล้าฯ ถวาย
พล.อ.ปรีชา คาดข้ามไปเป็น ปลัดฯกห.
เพราะเวลานี้ถนนราชดำเนิน ถูกแบ่งออกเป็นสองสาย ฝ่าย "บิ๊กหมู" พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผช.ผบ.ทบ.(1) ตท.14 ก็มั่นใจว่าทั้งรุ่น อาวุโส การเติบโตในตำแหน่งราชการ เหนือกว่า อีกทั้งได้รับการผลัดกันจาก พล.อ.ประวิตร และเพื่อน ๆ ตท.14 รวมทั้งเป็นนายทหารที่โตตามกันมากับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร  ผบ.ทบ. ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น และทีมงาน "บูรพาพยัคฆ์" แต่ในก็ยังมีคนพยายามปล่อยข่าว ว่าทั้งคู่ระหว่าง พล.อ.ธีรชัย กับ พล.อ.อุดมเดช มีคอนฟิกกัน ตั้งแต่การรับราชการเมื่อครั้งอยู่ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เพราะขณะนั้น พล.อ.อุดมเดช เป็น ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.) ทหารเสือราชินี ส่วน พล.อ.ธีรชัย เป็น ผู้การกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.2 รอ.) ซึ่งจะต้องแข่งกันขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. และพล.อ.ธีรชัย ก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ จนต้องเด้ง พล.อ.อุดมเดช ไปเป็น รองผบ.พล.1 รอ. แต่นั่นคืออดีต ซึ่งปัจจุบันคนทั้งสองก็คือเพื่อนร่วมรุ่น ที่มีแวดล้อมเพื่อนฝูงในรุ่นรู้ว่า ต้องอยู่กับปัจจุบัน ต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ
นายกฯเมื่อครั้งกับพล.อ.พิสิทธิ
ขณะที่ "บิ๊กติ๊ก" พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ.(2) ตท.15 เป็นน้องชายในสายโลหิต "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็นนายทหารที่เติบโตมาจากกองทัพภาคที่ 3 ส่วนใหญ่จะอยู่ในสายงานกิจการพลเรือน หรือ ฝ่ายเสนาธิการเป็นหลัก เกือบทุกตำแหน่งของ พล.อ.ปรีชา ได้รับการผลักดดันจากพี่ชาย พล.อ.ประยุทธ์ ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ จนกระทั่งได้รับติดยศพลตรีในตำแหน่ง เสนาธิการกองทัพน้อยที่ 3 ก่อนจะขึ้นพรวดเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 เบียด พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ แม่ทัพน้อยที่ 3 (ตท.14) ออกจากเก้าอี้ เป็นการปิดทางการขึ้นเป็น "แม่ทัพภาคที่ 3" ของ พล.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ปรีชา ก้าวขึ้นมานั่ง และในปีถัดมาก็ขึ้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 3 จนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องตอบแทนให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ขึ้นเป็น รมช.ศึกษาธิการ 
จะเห็นได้ว่าทุกตำแหน่งของ พล.อ.ปรีชา พี่ชาย อาจมีส่วนจัดเส้นทางเดินไว้ให้หมดแล้ว ต่อจากนี้ก็เหลือแต่ "บุญ-วาสนา" เท่านั้น ดังนั้นการตัดสินใจ เลือกคนขึ้นมานั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. คนที่ 39 จะต้องเลือกคนให้เหมาะสมกับสถานการณ์พิเศษ เพราะผู้ที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. จะต้องทำงานเข้าขากับรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะจะต้องเป็นคนที่มองตารู้ใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล พล.อ.ประวิตร ในฐานะเจ้ากระทรวงปืนใหญ่ และที่สำคัญ จะต้องเป็นคนที่ พล.อ.อุดมเดช ไว้ใจหรือพูดคุยภาษาเดียวกันก่อนส่งมอบไม้ให้ ที่สำคัญจะต้องควบคุมสถานการณ์ที่ไม่ปกติให้อยู่ ปัจจัยหลายอย่าง ทำให้ผบ.ทบ.คนใหม่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังมีความขัดแย้ง อาจไม่ใช่เพียงแค่หลักการอาวุโส ความรู้ความสามารถ และการบังคับบัญชางานในกองทัพเท่านั้น แต่จะต้องมีการทำงานที่เข้าขากับทุกฝ่าย ในมิติเรื่องงานความมั่นคง กับ ผบ.เหล่าทัพคนใหม่ด้วย
บิ๊กโชย ว่าที่ เสธ.ทบ.
เหตุเพราะ พล.อ.ธีรชัย เคยดำรงแม่ทัพภาคที่ 1 มีบทบาทสำคัญในช่วงปฏิวัติรัฐประหาร นำกำลังร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในการยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถือว่าได้ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อีกทั้งเป็นทหารจากบูรพาพยัคฆ์ ที่สนิทกับพี่น้อง 3 ป. ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ - พล.อ.ประวิตร - พล.อ.อนุพงษ์ รวมทั้งเคยเป็น ผบ.กองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.) ซึ่งจะมีความคุ้นเคยกับ ผบ.หน่วยคุมกำลังหลักในกรุงเทพฯ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้ พล.อ.ปรีชา ถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง และนำไปโจมตีในเรื่องการแต่งตั้งน้องชาย เกรงว่าอาจจะถูกโยงเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ยังคาใจคนหลายฝ่ายกันอยู่
เพราะหลังจากที่ พล.อ.อุดมเดช ได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ข้อยุติที่ชัดเจน และได้ตกผลึกรวมกันในมิติของความมั่นคงต้องควบคู่กับงานรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์พิเศษ จะต้องได้คนที่มีคุณสมบัติพร้อม รอบรู้ และทำงานในห้วงที่ประเทศชาติจะต้องปฏิรูป สร้างความปรองดอง ขจัดความขัดแย้ง เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน โดยเป็นเอกฉันท์จะให้ "บิ๊กหมู" พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผช.ผบ.ทบ.(1) ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.คนที่ 39 ส่วน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ.(2) จะข้ามไปเป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม
โดยมี พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ เสธ.ทหาร (ตท.15) ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น  ผบ.ทหารสูงสุด เช่นเดียวกับ พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผช.ผบ.ทร.(ตท.14) ได้รับการผลักดันให้ เป็น ผบ.ทร. เพื่อสานงานเรื่องการจัดซื้อจัดหา "เรือดำน้ำ" 3 ลำ ต่อไปตามแผนการจัดกำลังรบของกองทัพเรือ
กองทัพพร้อมรับ ผู้บังคับบัญชาใหม่
สำหรับรายชื่อที่คาดว่าได้จัดส่งถึงมือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เพื่อทำการรวบรวม เรียบเรียง ก่อนส่งมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ประกอบด้วย
กองทัพบก
พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผช.ผบ.ทบ.(ตท.14) จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล ที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. (ตท.14) เป็น รอง ผบ.ทบ. พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ.(ตท.17) เป็น ผช.ผบ.ทบ.(1) พล.ท.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) เป็น ผช.ผบ.ทบ.  พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็น เสธ.ทบ. พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (ตท.16) เป็น ประธานณะที่ปรึกษา ทบ. (อัตราจอมพล)
พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพน้อยที่ 1 (ตท.18) เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.18) เป็น แม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล รองแม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.16) เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.บรรเจิด ฉางปูนทอง รองแม่ทัพภาคที่ 3 (ตท.16) เป็น แม่ทัพน้อยที่ 3 พล.ต.พะโจมม์ ตามประทีป รอง ผบ.นสศ. (ตท.16) เป็น ผบ.นสศ. พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.20) เป็น รอง เสธ.ทบ.
กองทัพเรือ
พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผช.ผบ.ทร. (ตท.14) เป็น ผบ.ทร. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ เสธ.ทร. (ตท.15) เป็น รอง ผบ.ทร. พล.ร.ท.พลเดช เจริญพูล รองเสธ.ทร. (ตท.14) เป็น ผช.ผบ.ทร. พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. (ตท.17) เสธ.ทร. พล.ร.ท.พงษ์เทพ หนูเทศ ผบ.รร.นายเรือ (ตท.16) เป็น ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ
กองทัพอากาศ
พล.อ.อ.ศิวเกียรติ ชเมยะ(ตท.16) เป็น รอง ผบ.ทอ.  พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เสธ.ทอ. (ตท.16) เป็น ผช.ผบ.ทอ. พล.อ.เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว ผบ.คปอ.(ตท.15) เป็น ผช.ผบ.ทอ. พล.อ.อ.อนันตศักดิ์ อะดุงเดชจรูญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. (ตท.16)เป็น ผบ.คปอ.พล.อ.ท.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์ รองเสธ.ทอ.(ตท.17) เป็น เสธ.ทอ.
กองทัพไทย
พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ เสธ.ทหาร (ตท.15) เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.วลิต โรจนภักดี รอง เสธ.ทหาร (ตท.15) เป็น รอง ผบ.สส. พล.อ.ทวีป นิยมเนตร ผบ.นทพ. (ตท.16) เป็น รอง ผบ.สส. พล.อ.อ.สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ผชงผบ.ทอ.(ตท.16) เป็น รอง ผบ.สส. พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ รองเสนาธิการทหาร (ตท.15) เป็น เสนาธิการทหาร
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ. (ตท.15) เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ผอ.สำนักนโยบายและแผน (ตท.16) เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชนะพล แก้ววาตะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (ตท.14)  เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.อนุทัย รัตตะรังสี ที่ปรึกษาพิเศษ ทร.  (ตท.15) เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.วรฉัตร ธารีฉัตร ประธานคณะที่ปรึกษา ทอ. (ตท.15) เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม
เปลี่ยนถ่าย แม่ทัพบก

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สมคิดจาตุศรีพิทักษ์

"หั่งกวง แซ่จัง” หรือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน ที่ถูกเลี้ยงแบบจีนอย่างเข้มข้น บรรพบุรุษของเขาเป็นพ่อค้าธรรมดา ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างตัวในยุคก่อน และหลังสงครามโลกเหมือนคนอื่นๆ

เตี่ยของสมคิดตั้งร้านเตี่ยเซ็ง อยู่แถววัดเกาะ ครั้นต่อมาถูกไล่รื้อ จึงย้ายไปอยู่แถวตลาดน้อย แต่ร้านเตี่ยเซ็งนั้นไม่รุ่งเรืองดังชื่อของร้าน ประสบปัญหาการบริหารงานคือ เงินทุนหมุนเวียนไม่พอเพียง ไม่มีสินค้าเข้าร้าน กระทั่งขาดทุนจนต้องล้มละลาย และปิดกิจการในที่สุด

สมคิดลืมตาดูโลกในช่วงที่กิจการของพ่อเขาใกล้จะเจ๊งเต็มที “หั่งกวง” ซึ่งหมายถึงแสงสว่างนั้น ไม่รู้ว่าผู้พ่อตั้งชื่อเช่นนี้เป็นนัยที่หวังให้ลูกคนนี้นำมาซึ่งแสงสว่างนำทางให้ครอบครัว ยามที่แสงสว่างภายในครอบครัวนั้นริบหรี่เต็มทีหรือไม่

“สมคิด” เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงสังคมไทยยุคนั้นเต็มไปด้วยผู้มีรากฐาน ไม่ว่ากลุ่มทุน หรือตระกูลสังคมชั้นสูง มันเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อ เขาใช้เวลาเพียง 10 ปีเศษ ก้าวจากอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ขึ้นสู่ตำแหน่ง “ขุนคลัง” ในรัฐบาลทักษิณ

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 “สมคิด” เดินออกจากศูนย์อำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และหันไปสร้างเครือข่ายในนาม “กลุ่มธรรมาธิปไตย” ที่เชื่อมร้อยอดีตนักเลือกตั้งไทยรักไทย ประเภทดาวฤกษ์ ที่มีต้นทุนเป็นของตัวเอง

ใกล้ฤดูหาเสียง “สมคิด” ไปร่วมก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มี ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, เอนก เหล่าธรรมทัศน์, พิจิตต รัตตกุล และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นแกนหลัก แต่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ไปไม่ถึงฝั่งฝัน โดยการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 พรรคได้ ส.ส. เพียง 9 ที่นั่ง

แม้พ่ายในสนามเลือกตั้ง แต่นักคิดเชิงยุทธศาสตร์แบบ “สมคิด” ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว มีการสร้างเครือข่ายนักคิด นักปฏิบัติ นักธุรกิจ ร่วมกันก่อตั้ง “สถาบันอนาคตไทยศึกษา” (Thailand Future Foundation) ขึ้นตามคำแนะนำของนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน หากบิดาของเขาประสบความสำเร็จในธุรกิจ ตอนนี้ ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ (พี่ชายคนโต) ก็อาจจะเป็น “หยี่เสี่ย” และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อาจจะเป็น “เสี่ยกวง” ไม่ใช่นักเรียนทุนรัฐบาลที่ดิ้นรนไปไขว่คว้าดอกเตอร์มาจากเมืองนอกเมืองนา

เหมือนชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้ “สมคิด” และพี่ชาย(ดร.สม) ได้มาร่วมงานกับตระกูล “โชควัฒนา” เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ช่วงที่เขาต้องว่างเว้นงานการเมือง ก็ได้ไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน)

หลังรัฐประหาร 2557บุญชัย โชควัฒนาประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พร้อมกับดร.สม จาตุศรีพิทักษ์พี่ชายของสมคิด

ขณะเดียวกัน “สมคิด” ก็เป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ,คณะกรรมการขับเคลื่อนการทำงานของคณะรัฐมนตรี และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี'

จริงๆแล้ว ในกลุ่มแกนนำคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น “สมคิด” รู้จักมักคุ้นอยู่คนเดียวคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. เพราะ “บิ๊กป๊อก” เป็นศิษย์เก่าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ส่วนสมคิดจบปริญญาโท MBA สาขาบริหารการเงินจากนิด้า เป็นอาจารย์สอนที่นิด้าอยู่พักใหญ่ และในวันนี้ เขายังเป็นกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และมีตำแหน่งเป็นศาสตราภิชานของนิด้า

ตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ 1 “สมคิด” ส่งทีมงานไปช่วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ คืออภิรดี ตันตราภรณ์ นั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ และสมพล เกียรติไพบูลย์ เป็นที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์

สำหรับการเข้ามารับตำแหน่งขุนทัพเศรษฐกิจคนใหม่ “สมคิด” มิได้มาแค่คนเดียว หากแต่ยังนำคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ดร.อุตตม สาวนายน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพคนใหม่ และเป็นแกนหลักของสถาบันอนาคตไทยศึกษา

อีกคนหนึ่งคือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของสมคิด และเป็นนักคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ทำงานเคียงข้างสมคิดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย

ส่วนว่าที่ขุนคลังคนใหม่ ที่จะมาแทน “ปู่สมหมาย” คือ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เพื่อนของสมคิดสมัยเรียนเตรียมอุดมฯ รุ่นที่ 33

คำว่า “หั่งกวง” ซึ่งหมายถึงแสงสว่างนั้น คณะ คสช.ผู้ถืออำนาจ คงคาดหวังว่า “แม่ทัพหั่งกวง” จะเป็นแสงสว่างนำทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตื่นจากการหลับใหลมายาวนานเสียที/
(kprs.f8sdtaug21)

‘คนคล้ายประยุทธ์’ มากับเรือดำน้ำจีน โผล่ MV เพลงใหม่ของ ‘โน้ส อุดม’



‘คนคล้ายประยุทธ์’ มากับเรือดำน้ำจีน โผล่ MV เพลงใหม่ของ ‘โน้ส อุดม’

Fri, 2015-08-21 17:29



เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้ใช้ยูทูบบัญชี ‘ThaiStandupComedy’ เผยแพร่มิวสิกวิดีโอเพลง ‘สุดสวิงริงโก้อีโต้บั๊มพ์’ ซึ่งร้องโดย โน้ส อุดม แต้พานิช ร่วมกับ ดา เอ็นโดรฟีน นอกจากอุดมจะร่วมร้องแล้วยังเป็นโปรดิวเซอร์และแต่งคำร้องร่วมกับ สมเกียรติ เมธาพฤทธิ์ ที่เป็นผู้แต่งทำนองด้วย







โดยมิวสิกวิดีโอมีตอนหนึ่งที่ปรากฏชายที่มีลักษณะและการแต่งกายที่เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมอุปกรณ์ประกอบ เช่น โพเดียม และเรือดำน้ำจำลองที่มีธงจีนประกอบ โดยชายคนดังกล่าวมีประโยคพูดในมิวสิควีดีโอ ซ้ำๆ ว่า "รอไรฮะ เต้นสิครับ"



นอกจากนี้ยังมีการล้อเลียนกระแสโดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ เช่น ชีวิตสโลว์ไลฟ์ วลีอย่าง ร้องไห้หนักมาก หรือ มาถึงจุดนี้ได้ไง รวมทั้งการฝากร้านบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นต้น โดยมีบุคคลที่เป็นที่รู้จัก เซเล็บโลกออนไลน์ทั้งคนและแมวร่วมแสดงในมิวสิควีดีโอ เช่น ดา เอ็นโดฟิน, ชมพู่ อารยา, มาร์กี้ ราศรี, ลุลา กันยารัตน์, Triumph Kingdom, ตู้ ดิเรก, ไมเคิ่น ตั๋ง, กิตติ กีต้าร์ปืน, ติ๊ก ชีโร่, สอง พาราด็อกซ์, กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่, วงลิปตา, วง scrubb, เนม Getsunova, วง 25 hours, ปลื้มจิตร์ ถิ่นขาว, สิงโต นำโชค, ครูคำเขียน บรรเทา, แม่บ้านมีหนวด มุกกี้ ชณิตา และ เสือโคร่ง จากเพจทูลหัวของบ่าว เป็นต้น



ในวิดีโอดังกล่าวยังอธิบายด้วยดังนี้



เพลงนี้มีจุดกำเนิดมาจากเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว



ผมอยู่ในรถตู้ที่มีกุ้งผู้ช่วยผมเป็นคนขับ



ตอนนั้นเราคุยถึงเรื่องอะไรจำไม่ได้ แต่รู้สึกโดน จึงหลุดอุทานออกมาว่า



“โห...แม่ง สุดสวิงริงโก้อีโต้บั๊มพ์ไปเลยวะ”



ไอ้กุ้งมันถึงกับเหยียบเบรคแล้วหันมาถามว่­า “เมื่อกี้เฮียพูดว่าไรนะครับ”



“สุดสวิงริงโก้อีโต้บั๊มพ์ไง” กุ้งมันถามกลับมาว่า “มันคืออะไรครับเฮีย”



มันทำหน้าตาเหมือนกับว่าที่ผมพูดไปคือ ภาษาสเปน



“คือแบบว่า มันประทับใจ มันจ๊าบมากไงมึง”



“จ๊าบน่ะพอจะเคยได้ยินครับเฮีย แต่ไอ้สุดสวิงมันมายังไง



ทำไมต้องสุดสวิง ริงโก้มันมาเพื่ออะไร แถมยังมีอีโต้อีก



แล้วจะไปบั๊มพ์กะใคร” ซึ่งผมก็อธิบายมันไม่ได้เหมือนกัน



รู้แต่ว่ามันเป็นคำที่ผมติดปากแล้วก็พูดบ่อยๆ



ไอ้กุ้งก็อายุ 30 นิดๆแล้ว มันยังไม่รู้จักคำนี้จริงเหรอวะ



เหตุการณ์นี้มันทำให้ผมได้สติว่า คำพวกนี้มันบ่งบอกยุคสมัย



แล้วผมก็เป็นคนตกยุคไปเรียบร้อยแล้ว มันดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่



เพียงแต่มันเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติวัยกลางคน­ของผม ผมมองไปข้างหน้า



ก็วัยรุ่น มองไปข้างหลังก็คนแก่ แล้วผมติดอยู่ตรงกลางที่มันกลับไม่ได้ไปไม่ถึง



แต่คำนี้ก็ยังวนอยู่ในหัวแล้วก็เอาออกจากปากไม่ได้ซักที



เวลาเจออะไรที่มันน่าประทับใจสุดๆ ผมก็ยังใช้คำว่า “สุดสวิงริงโก้อีโต้บั๊มพ์”



อยู่เหมือนเดิม พอวันนึงที่ผมคิดจะทำเพลงแดนซ์ขึ้นมา



คำนี้มันก็ผุดขึ้นมาในหัวเป็นคำแรกทันที มันช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ


วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เกาหลีเหนือประกาศภาวะสงครามเริ่มเย็นนี้

เกาหลีใต้สั่งอพยพคนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย

ผู้นำเกาหลีเหนือประกาศเตรียมความพร้อม เข้าสู่ภาวะสงครามกับเกาหลีใต้ในบ่ายวันนี้ หลังเกิดความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่าง 2 เกาหลีและมีการเปิดฉากยิงใส่กันไปแล้วเมื่อวานนี้

วันนี้ (21 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองโฆษกของ นายบัน คี-มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ แถลงเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียด บนคาบสมุทรเกาหลี ว่า ขณะนี้องค์การสหประชาชาติกำลังจับตาดูสถานการณ์ ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ด้วยความห่วงกังวลอย่างใกล้ชิด

นายฟูมิโอะ คิชิดะ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น ออกมาเรียกร้องให้เกาหลีเหนือใช้ความอดทนอดกลั้น และร่วมมือกันหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว โดยญี่ปุ่นจะติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ
ด้านนายจอง จูน ฮี โฆษกกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ ระบุว่า รัฐบาลจะจำกัดจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางเข้า-ออกนิคมอุตสาหกรรมแกซอง ที่อยู่บริเวณพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือให้น้อยที่สุด โดยจะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น และคนเหล่านี้จะต้องเดินทางกลับเข้ามาเกาหลีใต้ภายในวันเดียวกัน

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยบริษัทเอกชนของเกาหลีใต้ 124 แห่ง เข้าไปเปิดโรงงานในนิคม โดยใช้แรงงานชาวเกาหลีเหนือประมาณ 54,000 คน

นอกจากนี้โฆษกกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ยังได้ตำหนิเกาหลีเหนือ ว่า ไม่มีความจริงใจ เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาวางกับระเบิด การเปิดฉากยิงใส่เกาหลีใต้ แต่เกาหลีเหนือกลับปฏิเสธการวางกับระเบิด ซึ่งยิ่งทำให้เกาหลีใต้สงสัยในความจริงใจของเกาหลีเหนือ

ด้านสถานีโทรทัศน์เคอาร์ทีของเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพถ่ายของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด กับนายทหารระดับสูงในการประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมาธิการกองทัพกลาง ที่พรรคแรงงาน

รายงานข่าวระบุว่า เสนาธิการกองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ ได้ยื่นคำขาดให้กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ ยุติการกระจายเสียงเข้ามาในฝั่งเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการทำสงครามจิตวิทยา โดยให้เวลา 48 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นเกาหลีเหนือจะใช้กำลังทางทหารโจมตีเกาหลีใต้

นอกจากนี้ นายคิม จอง อึน ยังมีคำสั่งให้กองทัพเตรียมความพร้อมสูงสุด ในภาวะสงคราม โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ ซึ่งตรงกับเวลา 15.00 น. ของไทย

ส่วนกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมงจะสิ้นสุดลงในเวลา 17.00 น. ของวันเสาร์นี้ (22 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น แต่ทางการเกาหลีใต้ยังยืนยันว่า จะกระจายเสียงการโฆษณาชวนเชื่อต่อไป ซึ่งเกาหลีใต้เริ่มใช้วิธีกระจายเสียงการโฆษณาชวนเชื่อ ไปทางฝั่งเกาหลีเหนือ ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีที่ทหารเกาหลีใต้ 2 นาย เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวณได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเชื่อว่าทหารเกาหลีเหนือแอบเข้ามาวางกับระเบิดไว้ แต่เกาหลีเหนือปฏิเสธ สำหรับเทคนิคการกระจายเสียงการโฆษณาชวนเชื่อ เป็นสิ่งที่เกาหลีใต้ดำเนินการมานานแล้ว และเพิ่งระงับไปเมื่อปี 2547

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความตึงเครียดระลอกใหม่บนคาบสมุทรเกาหลี ที่เกาหลีเหนือยิงจรวดใส่เครื่องกระจายเสียงของเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการยิงกระสุนปืนใหญ่นับสิบลูก แม้จะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น แต่ก็สร้างความกังวลทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้สั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน และวันนี้ดัชนีคอมโพสิตของเกาหลีใต้เปิดตลาดปรับตัวลดลง 38 จุด 19 จุด หรือ คิดเป็นร้อยละ 1 จุด 99 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ตามแนวชายแดน และเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง
.........................
Sanook.com

เกาะข่าวเด่น เปิดประเด็นดัง 14 Aug 2558 16.30-17.00 น.

“สุรชาติ บำรุงสุข” ชี้ระเบิดราชประสงค์เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เตรียมรับมือปัญหาทุกด้านไม่เฉพาะการก่อการร้ายเพราะเมืองคือแนวรบใหม่



“สุรชาติ บำรุงสุข” ชี้ระเบิดราชประสงค์เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เตรียมรับมือปัญหาทุกด้านไม่เฉพาะการก่อการร้ายเพราะเมืองคือแนวรบใหม่ ทั้งยังต้องป้องกันตัวเองด้วยนโยบายต่างประเทศที่สร้างมิตรกับมหาอำนาจทั้งตะวันตกและตะวันออก ระบุในการเมืองระหว่างประเทศต้องใช้สติไม่ใช่อารมณ์

นักวิชาการด้านความมั่นคงและด้านการต่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า เหตุการณ์วางระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อ 17 ส.ค.ที่ผ่านมาน่าจะนับได้ว่าเป็นการก่อเหตุรุนแรงหนที่ใหญ่ที่สุดที่กรุงเทพฯเคยมี แต่ทว่าไม่ใช่หนแรก เหตุการณ์โจมตีในกรุงเทพฯที่เคยเกิดและเป็นครั้งที่สำคัญคือการวางระเบิดในเมืองถึง 8 จุดในช่วงของการฉลองปีใหม่เมื่อปี 2549 แต่ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้หมด ในวันนี้ระเบิดที่ราชประสงค์นับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเป็นพื้นที่ที่เปราะบางของเมือง เพราะการก่อเหตุรุนแรงในสมัยใหม่นั้นกลุ่มก่อเหตุมักย้ายมาทำในเมืองเนื่องจากจะได้รับความสนใจมากกว่าการก่อเหตุในชนบทซึ่งเป็นรูปแบบในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์หรือสงครามเย็น

สุรชาติชี้ว่าในปัจจุบันเมืองใหญ่ไม่ว่าในที่ใดได้กลายเป็นแนวรบด้านความมั่นคงรวมทั้งปัญหาอีกหลายอย่างตั้งแต่เรื่องของการจราจล ภัยธรรมชาติ และการก่อการร้าย ผู้บริหารต้องทำให้เมืองสามารถป้องกันตัวเองเพราะแนวโน้มเมืองจะกลายเป็นพื้นที่เช่นนี้มากขึ้น เนื่องจากได้กลายเป็นพื้นที่รองรับความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่เหตุการณ์ 11 ก.ย. 2544 หรือที่เรียกกันว่า 9/11 เขายกตัวอย่างว่าในหลายประเทศในตะวันตกที่เผชิญภัยเช่นนี้มาแล้ว และต่างต้องวางแผนรับมือยามวิกฤติ เช่นกรุงลอนดอนเคยมีปัญหาการก่อเหตุจากกลุ่มไอร์อาร์เอ และหนหลังสุดคือการวางระเบิดรถไฟใต้ดิน ต้องวางแผนรองรับในยามเกิดเหตุซึ่งมีหลายด้าน เช่นเรื่องของการขนส่ง การจัดการสถานที่สาธารณะต่างๆ บวกกับการจัดการกับปัญหาข่าวลือซึ่งเขาเรียกมันว่าอาฟเตอร์ชอคจะที่ติดตามมาเหมือนเป็นระลอกคลื่น ซึ่งหากเป็นพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ที่มีประสบการณ์รับมือมานานนับสิบปี เจ้าหน้าที่และคนทั่วไปรู้ว่าจะทำอย่างไร ในขณะที่กรุงเทพฯอยู่ในสถานการณ์ปกติมานาน การก่อการร้ายเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นอารมณ์ของคนเนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัว สิ่งที่จะตามมาคือความตื่นตระหนก การจัดการในปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นในกรณีระเบิดราชประสงค์ต้องมีข้อมูล
“มันต้องการเวลาอีกสักช่วงในการรวบรวมหลักฐานเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ปัจจัยภายนอกหรือภายใน ความน่ากลัววันนี้อยู่ที่ว่าภาครัฐใจร้อนและด่วนสรุปไปนิด ผมคิดว่าวันนี้ สิ่งที่เราอยากเห็นการคือการให้ข้อมูลแต่ไม่ใช่การชี้นำในขณะที่พยานหลักฐานไม่มี แล้วสุดท้ายมีการฉวยประโยชน์ทางการเมือง ผมว่าอันนี้มันเป็นอันตราย ทำให้เราไปปิดบังมูลเหตุที่แท้จริงหากไม่ใช่อย่างที่กล่าวอ้างกัน คิดว่าเรื่องนี้สังคมไทยต้องตั้งสติ”
อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองในบางบริบทอาจต้องมองไกลไปกว่าเรื่องของการวางระบบในเมืองดังกล่าว เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งชี้ว่า ภัยต่อชุมชนใหญ่และเมืองอาจเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เช่นการที่อังกฤษเข้าร่วมสนับสนุนสหรัฐฯในการบุกอิรัก สุรชาติตอบคำถามนี้ว่า แนวความคิดเช่นนี้ทำให้มีความจำเป็นในการจัดวางความสัมพันธ์ในการเมืองระหว่างประเทศอย่างระมัดระวัง ซึ่งสำหรับเขาชี้ไทยเวลานี้มีคำถามเรื่องการกลับลำจากที่เป็นพันธมิตรกับตะวันตกจะหันมาหามหาอำนาจตะวันออก
สุรชาติระบุว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่พัฒนามายาวนานตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่ผูกพันกับตะวันตกมาโดยตลอด ท่าทีระยะหลังคือการหันหลังให้ตะวันตก “ผู้นำไทยที่ทำรัฐประหารไปปักกิ่งบ่อย ก็อาจเพราะว่ามีโจทย์จากการที่ตะวันตกไม่รับผู้นำจากรัฐประหาร แต่ที่นายกรัฐมนตรีไปปักกิ่งสองครั้งเป็นเรื่องที่เริ่มถูกจับตามอง และเริ่มมีการพูดถึงโครงการสร้างทางรถไฟไทยจีน โครงการซื้อเรือดำน้ำ 3.6 พันล้าน และต่อมาคือเรื่องการส่งอุยกูร์กลับจีน สี่ประเด็นใหญ่นี้ถ้ามองจากภายนอกเข้ามาทำให้มีการตั้งคำถามว่า ไทยกำลังเปลี่ยนทิศทางด้านความมั่นคงไทยหรือไม่ ถ้าเปลี่ยน อะไรคือผลกระทบ”
นักวิชาการด้านความมั่นคงยกตัวอย่างบทเรียนในอดีตคือสงครามโลกครั้งที่สอง ในครั้งนั้นไทยมีความเสี่ยงว่าจะตกอยู่ในสถานะอย่างใดในส่วนที่เกี่ยวกับการทำสงคราม เนื่องจากผู้นำประเทศในยุคนั้นได้ประกาศสงครามกับพันธมิตรเมื่อ 25 ม.ค. 2485 “เมื่อสงครามสิ้นสุด มีคำถามว่าตะวันตกจะปฏิบัติต่อไทยในฐานะคนเข้าร่วมฝ่ายอักษะ หรือว่าจะปฏิบัติต่อไทยในฐานะประเทศที่ถูกอักษะยึดครอง ถ้าเป็นอันแรกกองทัพสัมพันธมิตรจะเข้ามาปลดอาวุธ และยึดครองไทยเหมือนที่ทำกับเยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น แต่สุดท้ายตะวันตกบอกว่าไทยถูกยึดครองจึงไม่ถูกแตะต้อง แต่ว่าข้อสรุปนี้ไม่ได้เกิดง่ายๆ” สุรชาติชี้ว่าการที่ไทยเป็นพันธมิตรญี่ป่น แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงญี่ปุ่นเป็นผู้แพ้สงครามแต่ไทยกลับไม่ใช่ เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความสามารถของผู้นำไทยในช่วงดังกล่าวที่พยายามแก้ไขปมปัญหาทำให้ไทยหลุดจากเงื่อนไขสงคราม
เขากล่าวอีกว่า การวางสถานะของประเทศในการเมืองระหว่างประเทศนับเป็นความท้าทายที่ปรากฏมานานมากแล้วโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นเมื่อไทยเผชิญแรงกดดันจากฝรั่งเศส ในช่วงนั้นมีกลุ่มขุนนางสองกลุ่มที่มี “ชุดความคิด” ต่างกัน โดยกลุ่มหนึ่งเห็นว่าไทยสามารถรบกับฝรั่งเศสได้ แต่อีกกลุ่มเห็นตรงกันข้าม “และรัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยว่าสยามในขณะนั้นไม่ควรจะต้องรบกับฝรั่งเศส นอกจากจะไม่รบกับฝรั่งเศสแล้วยังจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับฝรั่งเศสด้วย” และสรุปว่า “สยามผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เราไม่เคยใช้อารมณ์ตัดสิน ถ้าใช้อารมณ์เราจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับเยอรมัน เพราะตอนนั้นขุนนางจำนวนมากจบการศึกษาจากปรัสเซีย” เขาว่า
“งานต่างประเทศละเอียดอ่อน ตัดสินด้วยอารมณ์ไม่ได้ การใช้อารมณ์ของคนชั้นกลางมันไม่เป็นประโยชน์ ในขณะที่ข้อเรียกร้องเช่นว่าวันนี้เราต้องเดินด้วยนโยบาย look east เพราะการคบมหาอำนาจอีกแห่งจะสร้างนโยบายถ่วงดุล อันนี้คงต้องทำความเข้าใจครับว่า รัฐเล็กๆทำนโยบายถ่วงดุลไม่ได้ การถ่วงดุลเป็นกิจกรรมการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจใหญ่ รัฐเล็กๆทำได้แค่ อยู่ในกระบวนที่ขับเคลื่อนด้วยมหาอำนาจใหญ่ ผมเชื่อว่าวันนี้ไทยต้องอยู่ทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีข้อเลือก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไทยสละความสัมพันธ์กับตะวันตกไม่ได้ แต่ก็ทอดทิ้งตะวันออกที่กำลังขยายตัวไม่ได้เช่นกัน”

มุมมองจาก๒นักการข่าวกรองทหาร ระเบิดรุนแรงราชประสงค์ฝีมือคนไทย

การวิเคราะห์ และมุมมองน่าสนใจ....กรณีระเบิดจาก ๒ นักการข่าวกรองของไทย
บทวิเคราะห์จากข้อมูลเเละการประมวลข่าว ด้วยประสพการณ์ของพี่ชาย2ท่านที่เคยร่วมงานกับผมในหลายกรณีสำคัญ ถือเป็นมือการข่าวลับสำคัญระดับเเนวหน้าของประเทศ เขียนถึงคนก่อเหตุระเบิดราชประสงค์เเละผู้ที่น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ได้ชัดเจน ตรงประเด็น ที่สำคัญตรงกับข้อมูลที่มีตรงกันครับ. ลองอ่านเเละใช้วิจารณญานดูกัน จากพี่ที่ผมเคารพทั้งสองท่านครับ

1)พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผอกองข่าว ศรภ 

"ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่เกิดระเบิดขึ้นที่ราชประสงค์แล้ว แต่อยากรอข้อมูล ๒ เรื่องให้ชัดเจนเสียก่อน คือ ชนิดของระเบิดว่าเป็น TNT หรือ C๔ รวมถึงจุดระเบิดที่แน่นอนว่ามาจาก “ใต้ม้านั่ง” หรือ “บนม้านั่ง” กันแน่ แต่รอมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่ทราบ จึงขอเขียนไปตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในปัจจุบันก่อนประกอบด้วย
๑. ระเบิดเป็นชนิดไปป์บอมที่มีความรุนแรงมาก แต่เนื้อระเบิดที่บรรจุภายในยังไม่ชัดเจนว่าเป็น TNT หรือ C๔ (เดิมตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ตำรวจระบุว่า เป็น TNT ขนาด ๓ กิโลกรัม) ประเด็นสำคัญอยู่ที่เคยมีระเบิดที่มีความรุนแรงขนาดนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือเปล่า ตอบได้ว่าเคยเกิดขึ้นและแรงกว่านี้อีก ซึ่งเกิดจากกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนเลือกฝ่ายทางการเมืองที่สมานเมตตาแมนชั่น จ.นนทบุรี เมื่อปี ๒๕๕๓
๒. ระเบิดครั้งนี้มีเจตนาแน่ชัดว่ามุ่งที่จะสังหารประชาชนที่บริสุทธิ์โดยไม่เลือกหน้า มุ่งที่จะสร้างความหวาดกลัวขึ้นในประเทศ ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การวางระเบิดที่มีเจตนาแบบนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยไหม ตอบได้ว่า เคยครับที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์เช่นกัน เมื่อตอนวันขึ้นปีใหม่ ในช่วงรอยต่อระหว่างปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่โชคดีที่รัฐบาลสั่งระงับการจัดงานปีใหม่ไปเสียก่อน เมื่อตอน ๑ ทุ่ม และปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์ทั้งหมดเพื่อตรวจหาระเบิด แต่ไม่พบ พอเวลาเที่ยงคืนได้เกิดระเบิดขึ้นที่บนตู้โทรศัพท์ตรงข้ามสถานที่จัดงาน เมื่อไม่มีการจัดงานปีใหม่และปิดถนน พอเกิดระเบิดจึงไม่มีคนตายและบาดเจ็บ ต่อมาอีก ๕ นาทีได้เกิดระเบิดขึ้นที่ท่าน้ำซ้ำอีก ก็คงคาดเดาได้ว่า ถ้ามีการจัดงานที่ลาน หน้าเซ็นทรัลเวิล์ดจริงๆ แล้วคงจะมีผู้บาดเจ็บ /เสียชีวิตนับ ๑๐๐ คนขึ้นไป ทั้งจากระเบิดและการเหยียบกันตาย โชคดีที่เจ้าหน้าที่ปิดถนนไว้ก่อน จึงมีผู้ที่เสียชีวิตที่ท่าน้ำ เพียง ๑ คน บาดเจ็บอีก ๓ คน
จากประเด็นตามข้อ ๑. และ ๒. จะเห็นได้ว่า ระเบิดชนิดที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ ทั้งความรุนแรงและการมีเจตนาฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อ ๑๗ ส.ค. ๕๘ นั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรครับ และไม่ต้องสงสัยว่า “จะเป็นชาวต่างประเทศมาจัดทำระเบิด”
๓. ระเบิดที่ราชประสงค์นั้นมีเจตนาหลักในการวางระเบิดชัดเจนประการหนึ่ง คือ การมุ่งที่จะทำลายการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้เข้าประเทศที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของ ประเทศไทย (กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนมาเที่ยวมากอันดับต้นๆ ของโลก จากการประเมินค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิตต่างประเทศ) โดยพิจารณาได้จาก
๓.๑ จุดที่วางระเบิดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว
๓.๒ มีการจัดวางระเบิดชนิดเดียวกันอย่างต่อเนื่องที่สะพานตากสิน และมีการวางระเบิดปลอมต่อเนื่องกันมาจนถึงวันนี้
๓.๓ มีการวางแผนสร้างความสับสนจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโซเชียล อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาปราม
๔. ส่วนพยานหลักฐานจากคลิปวีดีโอซึ่งมีชายใส่เสื้อสีเหลือง ลักษณะคล้ายคนต่างชาติ นำเป้มาวางไว้บริเวณจุดที่เกิดระเบิดแล้วเดินหายไปนั้น พอยืนยันได้ว่าชายคนนี้มีส่วนรู้เห็นกับการวางระเบิดค่อนข้างแน่นอน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประเด็นครับ เช่น
- กรณีที่ชายคนดังกล่าวนำเป้มาวางแล้วจุดระเบิดเอง น่าจะไม่ทันต่อเวลาที่จะหลบหนีออกจากพื้นที่ อาจจะต้องมีอีกคนหนึ่งคอยจุดระเบิดแทน ตรงจุดนี้จะชี้ให้เห็นว่า น่าจะมีการดำเนินงานกันหลายคน และอาจจะมีการวางระเบิดไว้ล่วงหน้าก่อนก็ได้ ชายดังกล่าวเป็นเพียงตัวแสดงเพื่อปกปิดร่องรอยเท่านั้น (๑๘.๕๔.๔๓ น. กล้องCCTVจากโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ด้านศาลพระพรหม พบคนร้ายเดินออกมา ๑๘.๕๕.๑๘ น. กล้องทางเดินสกายวอล์คจับภาพการระเบิดได้) นอกจากนั้นข้อมูลจากคนขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างระบุว่า ผู้ต้องสัยถึงขนาดที่เขียนภาษาอังกฤษลงบนกระดาษว่า “LUMPINI PARK” แต่นั่งมอเตอร์ไซต์ไปเพียง ๕๐ เมตรเท่านั้นก็ลงรถ ทำไมไม่เดินต่อไปล่ะ! ต้องการสร้างหลักฐานให้เป็นคนต่างชาติหรือเปล่า
- ส่วนเป้ที่ระเบิด ถ้ามีระเบิดใส่ไว้น่าจะต้องมีเศษชิ้นส่วนเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะสายเป้ ไม่น่าจะหายไปหมด
- การแต่งกายของผู้ต้องสงสัยก็มีเจตนาเลียนแบบผู้ที่วางระเบิดกรณีงานบอสตันมาราธอน ที่สหรัฐฯ เมื่อปี ๒๕๕๖
จากเรื่องเหล่านี้ ตำรวจควรทบทวนกล้องวงจรปิดย้อนหลังลงไปสัก ๔-๕ ชั่วโมงก่อนระเบิด และควรดูฝั่งตรงข้ามศาลพระพรหมเพิ่มเติมอีกด้วย
สรุป จากเหตุผลดังกล่าว ระเบิดจุดนี้จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายสากลค่อนข้างแน่นอน เพราะ
(๑) เป้าหมายการก่อเหตุร้ายไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้ายสากลเลย
(๒) ไม่มีการประกาศความรับผิดชอบ
(๓) มีการกระทำในลักษณะต่อเนื่องกันที่บริเวณสะพานตากสิน และวางระเบิดปลอมอีกหลายแห่งจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งน่าจะมาจากคนไทยทำทั้งหมด
(๔) มีการเตรียมงานขยายผลเหตุระเบิด และการสร้างความสับสนผ่านสังคมออนไลน์ จนรัฐบาลต้องออกมาปราม
(๕) ส่วนการสร้างข่าวว่าการก่อเหตุร้ายเป็นผลมาจากกลุ่มอุยกูร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มอุยกูร์เป็นเพียงกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนในจีนกลุ่มเล็กๆ ไม่มีศักยภาพที่จะวางระเบิดนอกประเทศ และไม่เคยทำมาก่อน นอกจากเอามีดไปไล่ฟันเท่านั้น ฯลฯ นอกจากนั้น เชื่อได้ว่าทางกลุ่มอุยกูร์นั้นไม่ต้องการจะออกมาทำงานการก่อการร้ายนอกประเทศ ถ้าออกมาทำ ก็จะถูกยกระดับเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากล นักธุรกิจชาวอุยกูร์ผู้สนับสนุนกลุ่มอุยกูร์นอกประเทศก็จะเดือดร้อน ถึงขั้นต้องหลบหนี จะทำให้กลุ่มอุยกูร์ขาดเงินสนับสนุนในการเคลื่อนไหวในประเทศจีนทันที ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าหัวเราะจนฟันหักครับ
วันนี้พอพิสูจน์ได้ว่าระเบิดที่ราชประสงค์ไม่ได้มาจากการก่อการร้ายนอกประเทศ แต่มาจากคนในประเทศเอง พวกนี้คือพวก ENEMY OF THE STATE คอยบ่อนทำลายประเทศไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดฆ่าคนไทยด้วยกันเอง แต่ เหตุร้ายครั้งนี้นอกจากเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคนไทยแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยได้รับสิ่งดีๆ คืนกลับมาหลายอย่าง
- คนไทยตื่นตัวกันมากขึ้น เข้าใจเหตุและผลมากขึ้น
- ความสามัคคีของคนไทยส่วนใหญ่เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งหนึ่ง
- ทำให้คนไทยและข้าราชการฝ่ายความมั่นคงตื่นตัวมากขึ้น
- ระเบิดครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า การขับเคลื่อนประเทศเพื่อการปฏิรูประบบต่างๆในสังคมไทยยังเป็นเรื่องที่เร่งด่วน
พวกเราคนไทยต้องให้กำลังใจกันเอง ต้องเข้มแข็ง ฟังและพูดทุกเรื่องราวอย่างมีเหตุผล มีสติ อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง การระเบิดครั้งนี้จะบ่งบอกว่า ใครเป็นคนรักชาติจริงหรือไม่จริง ประเทศไหนรักประเทศไทยบ้าง ถ้าเรามั่นคง ดูแลกันจริงๆ แล้ว ขบวนการก่อกวนประเทศไทยจะได้รู้สึกตัว และยุติการก่อกวนลงเสียทีครับ
2) ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 

เขียนบทความใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ ระบุว่า 

"คนไทยมีความสุขได้เพียง 1-2 วันจากโครงการปั่นเพื่อแม่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นที่ 17 ความสุขก็เปลี่ยนเป็นความเศร้าแทน เมื่อคนร้ายลอบวางระเบิดที่ศาลท่านท้าวมหาพรหมจนทำให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไปแล้ว 20 คน และบาดเจ็บ 123 คน ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 68 ราย ไม่เพียงรัฐบาลไทยเสียหายเท่านั้น แต่ประเทศไทยเสียหายด้วย คนไทยต้องใช้สติและปัญญามองและแก้ไขปัญหา อย่าตื่นตกใจ เชื่อว่วคนส่วนใหญ่อยากรู้ว่า ใครทำ ทำไมถึงทำ และให้รัฐบาลเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้
- เราต้องค้นหา “ความจริง” ให้ได้เสียก่อน ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่สรุปว่า เป็นการกระทำของมืออาชีพ การระเบิดสมบูรณ์ที่สุด ระเบิดเป็นแบบไปป์บอมบ์ใส่ลูกปืนหรือแบริ่งบอลล์ ไมได้ใช้โทรศัพท์มือถือและนาฬิกาเป็นตัวจุดชนวนระเบิด เพราะไม่พบเศษซากชิ้นส่วนซึ่งไม่ว่าการระเบิดจะสมบูรณ์เพียงไรย่อมทิ้งร่องรอยอุปกรณ์พวกนี้ไว้บ้าง แสดงว่าใช้การกดแบบถ่วงเวลา พิจารณาจากคราบไนเตรทที่เหลืออยู่เป็นได้ทั้งระเบิด ทีเอ็นที. ที่ใช้ระเบิดหิน และ ซีโพร์ ที่ใช้ในกิจการทหาร ทหารส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเป็น ซีโฟร์เพราะอำนาจทำลายรุนแรงมาก มิฉนั้นต้องใช้ ทีเอ็นที.หลายแห่ง คนร้ายหวังผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตรุนแรงที่สุด
- มืออาชีพแบบนี้ต้องมีการ “เคสซิ่ง” หรือสำรวจสถานที่หลายแห่งล่วงหน้าและตัดสินใจเลือกเอาบริเวณศาลท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีคนไทยและต่างชาติจำนวนมากมาไหว้ขอพร โดยเฉพาะคนจีนซึ่งมีความศรัทธา มีการวางแผนเข้าสู่เป้าหมายและออกจากเป้าหมายโดยใช้รถตุ๊ก ๆ ไปที่ศาลพระพรหม และออกจากศาลพระพรหมมาใช้รถจักรยานยนต์ไปทางสีลม จากนั้นมีข่าวว่าขึ้นรถแท็กซี่ไปสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติประจำที่ผู้ก่อเหตุร้ายชาวต่างชาติต้องออกจากไทยให้เร็วที่สุดหลังปฏิบัติการ ส่วนชายที่ลุกจากม้านั่งเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นคนที่ถูกส่งมาจองที่นั่งเหมาะที่สุดสำหรับการวางระเบิดเพื่อให้แรงระเบิดพุ่งไปในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น คนขับรถตุ๊ก ๆ ชายที่ลุกจากที่นั่ง คนขับจักรยานยนต์ และคนขับแท็กซี่ ควรมาให้ข้อมูลกับตำรวจแบบเงียบ ๆ เพื่อช่วยกันหาตัวคนร้ายและเอาคนที่อยู่เบื้องหลังมาลงโทษให้ได้
- ในวันรุ่งขึ้นที่ 18 มีคนร้ายซ้อนจักรยานยนต์ขว้างระเบิดจากที่สูงไปที่ท่าเรือข้ามฟากที่สาธรซึ่งช่วงเวลานั้นมีคนไทยและชาวจีนรอข้ามฟากจำนวนมาก แต่ระเบิดที่ทำงานแล้วพลาดตกไปน้ำ ตำรวจเปิดเผยว่าเป็นระเบิดแบบเดียวกันที่ศาลพระพรหม ข้างในใส่โลหะแบบเดียวกัน ใช้วิธีจุดชนวนแบบ
เดียวกัน แสดงว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกันที่มุ่งหวังชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ คนที่กล้าจะทำความรุนแรงแบบนี้ติดต่อกันได้สองวันย่อมไม่ใช่ธรรมดา
- สิ่งที่ทุกคนอยากรู้คือ “ใครทำ” เวลานี้ค่อนข้างแน่ใจว่าคนใส่เสื้อเหลืองสะพายเป้ที่ศาลพระพรหมเป็นผู้วางระเบิด แต่คน ๆ นี้คงเป็นผู้ปฏิบัติการเท่านั้น แล้วใครล่ะที่ “อยู่เบื้องหลัง” เจ้าหน้าที่ได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 ประเด็นคือ เป็นฝีมือของ
(1) กลุ่มก่อการร้ายสากล
(2) มหาอำนาจตะวันตก
(3) กลุ่มสูญเสียอำนาจทางการเมืองในไทย
- สำหรับกลุ่มแรกนั้นมีการพูดถึงชาวอุยกูร์โดยมองว่าชายเสื้อเหลืองอาจเป็นชาวอุยกูร์ที่ต้องการแก้แค้นรัฐบาลจีนเพราะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมา กลุ่มก่อการร้ายอุยกูร์ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน น้ำหนักในข้อแรกจึงมีน้อยยกเว้นมีข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง
- ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงพุ่งความสนใจมากที่ 2 ประเด็นหลัง หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐหลายรายมองว่าเป็นฝีมือของอเมริกันที่สามารถปฏิบัติการเช่นนี้ได้ เพื่อลดความน่าเชื่อถือรัฐบาลเพราะไม่พอใจที่รัฐบาล คสช.ใกล้ชิดกับจีน ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ออกไปโดยเร็วเพื่อให้พรรคเพื่อไทยที่อเมริกันหนุนหลังกลับคืนสู่อำนาจ เพราะก่อนหน้านี้ มหาอำนาจตะวันตกชาติหนึ่งเคลื่อนไหวบ่อนทำลาย จัดตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และมีการเปลี่ยนทีมงานในสถานทูตผิดปกติ อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องการเมืองในประเทศ เพื่อตอบโต้การถอดยศและริบเครื่องราชย์ของทักษิณ หรือกลุ่มสองและสามร่วมมือกันเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
- คนเลวพวกนี้ใช้ชีวิตของประชาชนที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวยความกระสันต์ทางการเมืองของตน คนเลวที่คิดและทำแบบนี้กับประเทศไทยมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
- การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่จะเป็นตัวกำหนดในเวลาต่อมาว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มใดมากที่สุด สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งหาคือ “ซิกเนเจอร์” ที่บอกรูปแบบระเบิด วิธีการว่าจะไปเหมือนกับกลุ่มใดในอดีต ปรากฎว่า ข้อมูลชั้นแรกพบว่า เป็นแบบเดียวกับกรณีระเบิดที่เมตตาแมนชั่นในช่วงเผาบ้านเผาเมือง และเหมือนกับมือระเบิดจักรยานยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุทำให้ระเบิดที่เตรียมไปวางระเบิดขึ้นและฆ่ามือระเบิดตายทั้งคู่ที่ปทุมธานีในช่วงการชุมนุมของ กปปส. ตำรวจได้ตามรอยไปจนพบแหล่งประกอบระเบิดในบ้านหลังหนึ่งที่มี “ซิกเนเจอร์” ตรงกับระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ และเมื่อสืบสาวต่อไปพบว่า พวกนี้อยู่ในเครือข่ายอดีตเจ้าหน้าที่ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ถ้าซิกเนเจอร์ตรงกันเช่นนี้ ก็พอจะรู้ว่าใครน่าจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ โดยอาจเป็นเรื่องการเมืองภายในอย่างเดียว หรือมีการประสานงานกับการเมืองภายนอกก็ได้
# เราเชื่อว่า อีกไม่นาน เจ้าหน้าที่จะสามารถคลี่คลายคดีได้ แล้ววันนั้น เราจะได้รูว่า “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังระเบิดครั้งนี้คือใคร

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คำต่อคำ รอยร้าว คสช. !!! "คุณชายอุ๋ย" ตั้งโต๊ะแถลงปฏิเสธรับตำแหน่งกุนซือนายกฯ แฉที่ผ่านมาถูกจับผิดทุกฝีก้าว-ไม่มีความสุข

คำต่อคำ รอยร้าว คสช. !!! "คุณชายอุ๋ย" ตั้งโต๊ะแถลงปฏิเสธรับตำแหน่งกุนซือนายกฯ แฉที่ผ่านมาถูกจับผิดทุกฝีก้าว-ไม่มีความสุข ซัดผู้ปกครอง "ไม่ชอบหลักการแบ่งแยกแล้วปกครอง" ฉุน หลังจากนี้จะไม่ให้คำปรึกษาบิ๊กตู่
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ใต้ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีถูกปรับออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยจะให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มารับตำแหน่งแทน ทั้งนี้จะให้หาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธรถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี จะให้มารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ว่า ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงเลย ที่ผมจะรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพราะประการแรกยังไม่เคยมีใครทาบทามผมไปเป็นที่ปึกษานายกรัฐมนตรีเลย และที่มีข่าวว่าให้ ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาทาบทามผมนั้น ที่ผ่านมา ดร.อำพน ยังไม่เคยติดต่อ หรือโทรมาหาผมเลย เป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริง
ประการที่สอง ถึงจะทาบทามผมก็ไม่รับ เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการใช้หลักแบ่งแยกและปกครอง ถ้าเป็นว่าคุณสมคิดเหมาะที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านนี้ ก็ควรจะให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ ควรสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ อย่าตั้งที่ปรึกษาไปคอยจับผิด อย่างนี้มันไม่ดี ผมเองกับคุณสมคิดก็รู้จักกัน ถ้าอะไรที่ไม่เหมาะผมก็บอกเขาตรง ๆ ได้อยู่แล้ว แต่ระหว่างนี้ต้องสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ไม่ควรแบ่งแยกและปกครองอีกต่อไป ประเทศไทยทะเลาะกันไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ควรช่วยทำให้เศรษฐกิจเดินให้ดีให้ได้ อยากจะฝากสื่อมวลชนว่า อย่าไปออกข่าวเลยว่าผมจะไปเป็นที่ปรึกษา ผมไม่เคยได้รับการทาบทาม ถึงแม้ว่าจะทาบทามมาก็ไม่รับ ไม่ชอบหลักการแบ่งแยกและปกครองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีไม่เคยมาพูดเรื่องให้มาเป็นที่ปรึกษาเลยม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าววว่า ไม่เคย ไม่เคยมาทาบทามผม และดร.อำพนก็ไม่เคยมาติดต่อผม ผมจำเป็นต้องออกมาปฏิเสธ เพราะเดี่ยวจะมองว่าผมวิ่งไปโน่น ไปนี่ แต่ผมก็ไม่รับ เพราะผมไม่ชอบหลักการแบ่งแยกและปกครอง
เมื่อถามว่าทำไมถึงมองว่าเป็นการแบ่งแยกแล้วปกครอง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เอ้า ก็ผมโดนมาแล้วไง ผมทำงานก็โดนตามจับผิดตลอด ซึ่งคนทำงานมันหมดแรง ผมไม่อยากให้คุณสมคิดหมดแรง ให้เขาทำเต็มที่ สนับสนุนเขาเต็มที่ ผมก็รู้จักกับเขา
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาถูกจับผิดมาตลอด ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า อีกคนทำ อีกคนเป็นที่ปรึกษา มันก็ตามจับว่าอันไหนถูก อันไหนผิด ใช่ไหม
เมื่อถามว่าเป็นจุดอ่อนของการทำงานในช่วงที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว่า ไม่ใช่ แต่ถือว่าเป็นหลักแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งผมไม่ชอบเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาผมโดนมาแล้ว จึงไม่อยากให้คุณสมคิดเขาโดนแบบนี้
"ให้เขาทำเต็มที่เลย (เน้นเสียง) ไม่ดีก็โทรไปบอกกันได้อยู่แล้ว ไม่ใช่มาคอยเป็นที่ปรึกษา มาคอยตามงาน ตามดูกันแบบนี้ คนทำงานไม่มีความสุขหรอก"
เมื่อถามว่าการถูกจับผิดเป็นสาเหตุของการถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีใช่หรือไม่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าไม่เกี่ยว ผมไม่เคยรู้สึกอะไรอยู่แล้ว ผมก็ทำของผมไป
เมื่อถามว่าเรื่องใดว่าที่รู้สึกว่าถูกจับผิด ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เอ้า ก็ระหว่างที่คุณทำงานแล้วมีที่ปรึกษาคอยดูงานคุณตลอดเวลา แสดงว่าคอยตามดูว่าจะถูกหรือผิดใช่ใหม ถ้าให้คุณสมคิดทำไม่ควรมีที่ปรึกษาคอยตามงานเขา หนังสือพิมพ์ตามงานอย่างเดียวก็เหนื่อยพออยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ควรให้ที่ปรึกษาไปคอยตามจ้องจับเขา ว่าเขาทำโน่น ทำนี่ ต้องให้เขาทำเต็มที่ ผมเองสนับสนุนเต็มที่แน่นอน ประเทศมันแบ่งแยกไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว ใครทำต้องหนุนเต็มที่เพื่อให้เศรษฐกิจดีให้ได้ อะไรไม่ดีก็แอบเตือนกันได้
เมื่อถามว่าตำแหน่งที่ปรึกษาที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมาทำให้ทำงานติดขัดม.ร.ว.ปรีดิยาธรกว่าวว่าวีธีการทำงานที่คอยมาตามงานผม มาจี้ผม คอยมาบอกว่าผิดหรือถูก ทั้งที่ไม่เข้าใจต่างหากที่มันน่ารำคาญ ทำงานไม่มีความสุข ให้ใครทำงานต้องให้เขามีความสุข หนุนเขาเต็มที่ เพราะตอนนี้ต้องให้ประเทศเดินไปดีให้ได้ อย่าไปใช้หลักการแบ่งแยกและปกครอง
เมื่อถามว่ารู้สึกน้อยใจนายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ไม่น้อยใจ เขามาเพื่อทำงาน ทำให้ดีที่สุดให้ได้
เมื่อถามว่าจากนี้จะช่วยนายกรัฐมนตรีอย่างไร ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ไม่ต้องช่วยไง อยู่บ้านผมซิ
เมื่อถามว่าหลังจากนี้วางแผนทำอะไรต่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า แก่แล้ว อายุ 68 แล้ว เกษียณบ้างซิ แค่นี้ก็หมดแรงแล้ว
เมื่อถามว่าการปรับคณะรัฐมนตรครั้งนี้จะดีขึ้นหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าววว่า ยังไม่เห็นชัดเจนว่าใครบ้าง แต่จะเปลี่ยนอย่างไรก็ต้อง ต้องหนุนให้เต็มที่ อย่าไปหาใครมาคอยคานอำนาจ อย่าหาใครมาคอยตามผลงาน คนทำงานไม่มีความสุขหรอก ควรให้เขามีความสุข
เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรีเชิญไปปรับความเข้าใจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว่า ผมไม่ไป ผมเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของหัวใจผม โอเคนะ
เมื่อถามว่าหลังจากปรับคณะรัฐมนตรีหากนายกรัฐมนตรีขอคำปรึกษา ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ไม่ให้ ส่วนคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้คิดว่าจะเอายังไงดี
เมื่อถามว่าอนาคตหากมีการปรับคณะรัฐมนตรีอีกและนายกรัฐมนตรีเชิญมาร่วมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งจะรับตำแหน่งหรือไม่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าอยู่ของผมอย่างนี้สบายดีแล้ว สบายดีแล้ว