PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

นายกฯ ขออย่าขยายความ FAA ลดระดับการบินไทย อย่านำไปเล่นการเมือง


นายกฯ ขออย่าขยายความ FAA ลดระดับการบินไทย อย่านำไปเล่นการเมือง ยันรัฐบาลแก้ปัญหาเต็มที่แล้ว แต่ไม่ได้รับความเชื่อมั่น โยนเพราะปัญหาขัดแย้งภายในชาติ รับ กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล วอนทุกคนต้องช่วยกัน ทำให้บ้านเมืองสงบ อย่าทะเลาะกัน เพราะความขัดแย้งไม่สามารถทำให้หลุดพ้นจากวิกฤต วิกฤตจะแก้ไขอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า แล้วจะมาบอกว่าทำไม่สำเร็จ เพราะไม่ช่วยกัน
กลับจาก ฝรั่งเศส แล้ว เช้ามืดวันนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกาFAA ประกาศลดอันดับมาตราฐานความปลอดภัยด้านการบินของไทยจากประเภทที่ 1 มาเป็นประเภทที่ 2 เนื่องจากมาตรฐานการบินของไทยไม่เป็นไปตามมาตราขององค์การการบินพลเรือนรเหว่างประเทศICAO ว่า รัฐบาลกำลังตรวจสอบอยู่และรอให้คณะกรรมการดำเนินการในเรื่องนี้
"ขออย่านำเรื่องนี้ไปขยายความให้เกิดความขัดแย้ง"
ทั้งนี้ เบื้องต้น ได้สั่งการไปเมื่อ 2 วันก่อนที่ได้ทราบเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ อย่าทะเลาะกัน เพราะความขัดแย้งไม่สามารถทำให้หลุดพ้นจากวิกฤต แต่วิกฤตซึ่งแม้จะแก้ไขอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า แล้วจะมาบอกว่าทำไม่สำเร็จเพราะไม่ช่วยกัน
"ดังนั้นหากมีการขยายความกันต่อและทะเลาะกันอยู่แบบนี้ จะไม่มีใครเชื่อวิธีการแก้ปัญหาของไทยอีกต่อไป เพราะมีการทะเลาะกันทั้งประเทศของคนเพียงไม่กี่คน ทำให้กระทบกับคนยากจน ไม่อยากให้มองทุกอย่างเป็นการเมือง"

นายกฯ ส่งสัญญาณ ให้"พลเอกอุดมเดช"ตัดสินใจเอง จะลาออก มั้ย ตอนไหน



นายกฯ ส่งสัญญาณ ให้"พลเอกอุดมเดช"ตัดสินใจเอง จะลาออก มั้ย ตอนไหน รอผลสอบของกก.กห.ก่อนหรือไม่ ให้พิจารณาตัวเอง ยันไม่กระทบ คสช. เพราะมีถึง 4 เหล่าทัพ เหน็บบางพวกคิดไม่เป็น ขออย่านำไปเปรียบเทียบกับคดีอื่นเพราะทุกคดีมีขั้นตอน ไม่ใช่ตัดสินทันท่
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กลับจากฝรั่งเศส ถึงไทย เมื่อ05.45 น.กล่าวถึงกระแสกดดันให้พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ลาออก ว่า ให้เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอน
"พลเอกอุดมเดช คิดเองเป็น ต่างกับบางคนที่คิดไม่เป็น กฏหมายยังไม่รับ ดังนั้นรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน เพราะทุกอย่างมีขั้นตอน
ขออย่านำไปเปรียบเทียบกับอีกคดี ที่มีขั้นตอนเช่นกัน ไม่ใช่ดำเนินคดี แล้วเอาผิดทันที "
ส่วนจะรอให้ผลการตรวจสอบจะออกมาก่อนแล้วค่อยลาออกหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่าแล้วแต่ ตัวของ พลเอกอุดมเดช จะพิจารณาตัวเอง
เมื่อถามว่า หากพลเอกอุดมเดชลาออกจะกระทบกับ คสช. หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่กระทบ เพราะ คสช. มีถึง 4 เหล่าทัพ

"พลเอกประวิตร" ยัน รัฐบาลไทย ไม่รู้ว่า 2 ชาวจีน ได้สถานะผู้ลี้ภัย แล้ว จึงส่งกลับจีน บอกผิดปกติ



"พลเอกประวิตร" ยัน รัฐบาลไทย ไม่รู้ว่า 2 ชาวจีน ได้สถานะผู้ลี้ภัย แล้ว จึงส่งกลับจีน บอกผิดปกติ ถูกจับ2วัน ได้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว ส่วนพวกโดนจับเป็นปี กลับไม่ได้ ติงมันไม่เท่ากัน เผย เหมือนไทยเรา ก็อยากได้ พวกที่หนีไป ตปท. ไปด่าอยู่ข้างนอก
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศ เสนอข่าวว่า รัฐบาลไทยส่งนักเคลื่อนไหวชาวจีน 2 คน กลับประเทศ ทั้งๆที่รู้ว่า เป็นผู้ลี้ภัย ว่า ไม่จริง
“เพราะเราไม่รู้ เพราะว่าเราจับมาได้เพียง 2 วัน ใครจะรู้ว่า ได้เป็นผู้ลี้ภัยแล้ว เร็วมาก เพราะคนที่ถูกจับมาแล้วเกือบปี กลับไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัยซึ่งเขาเหล่านั้นก็รอกันอยู่หลายคนเลย"พลเอกประวิตร ตั้งข้อสังเกตุ
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ข้อมูลส่วนนี้ทางสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) รายงานมาให้ทราบ โดยคนที่ถูกจับมาเกือบปียังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัย แต่ 2 คนนี้ถูกจับเพียง 2 วันกลับได้สถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งมองว่ามันไม่เท่ากัน ซึ่งมีความผิดปกติ
รวมถึงทั้ง 2 คนนี้มีเรื่องกับรัฐบาลจีน มีคดีค้ามนุษย์ด้วย โดยทางรัฐบาลจีน ก็ได้ยืนยันมาเพราะเป็นบุคคลที่ทำให้ประเทศเขาเสียหาย” พล.อ.ประวิตร กล่าว
พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า ก็เหมือนเรา ที่เราก็อยากได้คนของเราที่อยู่ข้างนอกนั้น เราก็อยากได้คืนนะ แต่ขอเท่าไรก็ไม่ได้คืน โดยเฉพาะพวกที่ออกไปด่าอยู่ข้างนอก ตั้งเยอะแยะหลายคน แต่ก็ไม่ได้ นี่ก็สืทธิมนุษยชนเหมือนกันใช่มั้ย

บิ๊กป้อม ยัน เร่งแก้ปัญหา FAA ลดระดับมาตรฐานการบิน การบินไทย ยอมรับ มีเวลาน้อย

บิ๊กป้อม ยัน เร่งแก้ปัญหา FAA ลดระดับมาตรฐานการบิน การบินไทย ยอมรับ มีเวลาน้อย ตั้ง ศบ.ปพ.ช้าไปหน่อย รอลุ้นผล EASA 10ธค.นึ้ หวังทางที่ดี ICAO-EASA
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ/ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยโยบายคสช. กล่าวว่า ไม่เป็นไร รัฐบาลพยายามแก้ไข เพราะมันเป็นเริ่องที่ไม่เคยแก้ไขกันมาก่อนเลย แต่รัฐบาลจะต้องทำให้ได้ โดยตนจะประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อน คสช. เพิ้อแก้ไข
พลเอกประวิตร กล่าวว่า เรามีเวลาน้อยในการแก้ไข เรื่อง FAA นี้ เพราะ เราเพิ่งตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาการบินพลเรือน(ศบ.ปพ.) ที่มี ผบทอ.เป็นประธาน เมื่อ กย. ที่ผ่านมา นี่เอง ช้าไป มีเวลาแค่ 2เดือน เวลาน้อย แต่เราจะพยายาม เพราะตอนนี้ ยังมีทั้ง EASA และICAO ด้วย ที่เราทำตามที่เขาเสนอแนะให้แก้ไขทั้งหมด อาจมีบางอย่างที่ยังทำไม่ได้
"แม้เราจะหวังผล ให้ออกมาในทางที่ดี โดยเฉพาะEASA ที่จะประเมินเร็วๆนึ้ แต่ก็ประมาท ไม่ได้" พลเอกประวิตร กล่าว
พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ./ผบ.ศบปพ. เผยจะเร่งแก้ปัญหาหลังFAAลดระดับมาตรฐานการบิน การบินไทย เผยมีเวลาน้อย ในการแก้ปัญหา ที่มีมายาวนาน
ส่วนการประเมินผลของEASA นั้น จะมีในวันที่ 10ธค.นี้ เราก็ได้แต่หวังในทางที่ดี

ผบ.ทอ.รอลุ้นผล EASA ประเมินผล การบินฯ 10ธค.นึ้


ผบ.ทอ.รอลุ้นผล EASA ประเมินผล การบินฯ 10ธค.นึ้ หวังทางที่ดี ICAO-EASA ขอบคุณที่เข้าใจ เวลาน้อย แก้ปัญหาที่มีมายาวนาน /บิ๊กป้อม ยัน เร่งแก้ปัญหา FAA ลดระดับมาตรฐานการบิน การบินไทย ยอมรับ มีเวลาน้อย ตั้ง ศบ.ปพ.ช้าไปหน่อย
พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ./ผบ.ศบปพ. เผยจะเร่งแก้ปัญหาหลังFAAลดระดับมาตรฐานการบิน การบินไทย เผยมีเวลาน้อย ในการแก้ปัญหา ที่มีมายาวนาน
ส่วนการประเมินผลของEASA นั้น จะมีในวันที่ 10ธค.นี้ เราก็ได้แต่หวังในทางที่ดี
ส่วนการที่มีเวลานัอย ในการแก้ปัญหาที่มีมายาวนาน และไม่เคยแก้มาเลย ทำให้แก้ยากหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าวว่า ขอบคุณที่เข้าใจ แต่จะพยายามทำให้ได้
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ/ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยโยบายคสช. กล่าวว่า ไม่เป็นไร รัฐบาลพยายามแก้ไข เพราะมันเป็นเริ่องที่ไม่เคยแก้ไขกันมาก่อนเลย แต่รัฐบาลจะต้องทำให้ได้ โดยตนจะประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อน คสช. เพิ้อแก้ไข
พลเอกประวิตร กล่าวว่า เรามีเวลาน้อยในการแก้ไข เรื่อง FAA นี้ เพราะ เราเพิ่งตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาการบินพลเรือน(ศบ.ปพ.) ที่มี ผบทอ.เป็นประธาน เมื่อ กย. ที่ผ่านมา นี่เอง ช้าไป มีเวลาแค่ 2เดือน เวลาน้อย แต่เราจะพยายาม เพราะตอนนี้ ยังมีทั้ง EASA และICAO ด้วย ที่เราทำตามที่เขาเสนอแนะให้แก้ไขทั้งหมด อาจมีบางอย่างที่ยังทำไม่ได้
"แม้เราจะหวังผล ให้ออกมาในทางที่ดี โดยเฉพาะEASA ที่จะประเมินเร็วๆนึ้ แต่ก็ประมาท ไม่ได้" พลเอกประวิตร กล่าว

ด่วน! หมายจับ ม.112 "พ.ต.ท." รองผกก.ปคม. ร่วมแอบอ้างสถาบันฯรีดค่าโฆษณา

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 16:47:30 น

วันที่ 1 ธันวาคม มีรายงานข่าวแจ้งว่า เวลา13.00 น. พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)เดินทางไปขอศาลทหารออกหมายจับ  โดยศาลทหารอนุมัติหมายจับที่ 61/2558 ให้จับกุม พ.ต.ท.ธนบัตร ประเสริฐวิทย์ รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์  (รองผกก.1 บก.ปคม.) ในข้อหาร่วมกันทำความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123 ว่าด้วยเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหน้าที่ทั้งที่มิได้มีตำแหน่งหน้าที่นั้น

ทั้งนี้กรณีพนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานพบว่า พ.ต.ท.ธนบัตร ร่วมกับ พ.ต.ท.ธรรมวัฒน์ หิรัณยเลขา อดีตรองผกก.2 บก.ป. ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับไปแล้ว แอบอ้างเบื้องสูงกระทำการเรียกรับค่าหัวคิวส่วนแบ่งโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมสำคัญทางโทรทัศน์จากผู้ประกอบการภาคเอกชนหลายแห่ง ทั้งนี้ศาลอนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ธนบัตร ในช่วงเย็นวันนี้

ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับ”ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” 30 ล้าน – “อธึก อัศวานันท์” 1.4 ล้าน ทำผิดใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น MAKRO



2 ธันวาคม 2015
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่มาภาพ : https://www.cpall.co.th
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ที่มาภาพ : https://www.cpall.co.th
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต. )เปิดเผยกรณีคณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบ (1) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (2) นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) (3) นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ (4) นายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด กรณีอาศัยข้อมูลภายในซื้อหุ้นบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) (MAKRO) เป็นเงินรวม 33,339,500 บาท และเปรียบเทียบ (5) นายสมศักดิ์ เจียรวิสิฐกุล และ (6) นางสาวอารียา อัศวานันท์ ซึ่งให้การช่วยเหลือสนับสนุน เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า บุคคลตาม (1) – (4) ได้ซื้อหุ้น MAKRO โดยอาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น MAKRO ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน โดยพบการซื้อหุ้นในบัญชีบุคคลดังกล่าวหรือผู้สนับสนุนระหว่างวันที่ 10 – 22 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) เจรจาตกลงจะซื้อหุ้น MAKRO ที่บริษัท เอสเอชวี เนเธอร์แลนด์ บี.วี. (SHV) ถืออยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวน 154,429,500 หุ้น หรือเท่ากับร้อยละ 64.35 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ MAKRO ที่ราคาหุ้นละ 787 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุให้ CPALL ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้น MAKRO ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นการทั่วไป (Tender Offer) ที่ราคาเดียวกัน
บุคคลทั้ง 4 อาศัยข้อมูลภายในซึ่งบางรายล่วงรู้จากการร่วมในคณะผู้บริหารของ CPALL ที่เข้าร่วมเจรจากับผู้ขายในธุรกรรมดังกล่าว และบางรายล่วงรู้เนื่องจากการเป็นกรรมการและผู้บริหารของ CPALL โดยพบการซื้อหุ้น MAKRO ในบัญชีของนายก่อศักดิ์ จำนวน 118,300 หุ้น และบัญชีของนายปิยะวัฒน์ จำนวน 5,000 หุ้น ส่วนกรณีนายพิทยาพบการซื้อผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นน้องชาย จำนวน 7,500 หุ้น และกรณีนายอธึก พบการซื้อผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวอารียาซึ่งเป็นบุตรสาว จำนวน 6,000 หุ้น
การกระทำของนายก่อศักดิ์ นายพิทยา นายปิยะวัฒน์ และนายอธึก ซึ่งเป็นบุคคลวงในเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 สำหรับการกระทำของนายสมศักดิ์ และนางสาวอารียา เข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนการกระทำผิดของนายพิทยาและนายอธึก เป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้เปรียบเทียบปรับนายก่อศักดิ์ เป็นเงิน 30,228,000 บาท นายปิยะวัฒน์ เป็นเงิน 725,000 บาท นายพิทยา เป็นเงิน 979,500 บาท นายอธึก เป็นเงิน 1,407,000 บาท และเปรียบเทียบปรับนายสมศักดิ์ และนางสาวอารียา เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท

บิ๊กป้อม–บิ๊กต๊อก เข้าพบนายกฯ ตามหลังบิ๊กหมูอีก คาดถกปมราชภักดิ์

วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 17:56:25 น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 13.35 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงานการดูแลความสงบเรียบร้อยและสถานการณ์ทางการเมืองในห้วงที่พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปต่างประเทศ จากนั้นเวลา 13.45 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เข้ามาเพื่อรายงานสภาวะด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งกรณีที่กรณีองค์กรการบินพลเรือนของสหรัฐอเมริกา หรือ FAA ประกาศลดระดับมาตรฐานการบินพลเรือนไทย โดยใช้เวลาหารือกว่า 1.30 ชั่วโมง ก่อนที่นายสมคิดจะออกจากตึกไทยคู่ฟ้าในเวลา 15.09 น.

จากนั้นเวลา 15.15 น. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ โดยคาดว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ไพบูลย์ หารือกันถึงประเด็นปัญหาการทุจริตในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งมีกระแสกดดันให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานโครงการ รับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ พล.อ.ไพบูลย์ เดินทางออกจากตึกไทยคู่ฟ้าในเวลา 15.50 น. ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ได้หารือเป็นการส่วนตัวกับพล.อ.ประยุทธ์ต่อ ก่อนจะเดินทางออกจากตึกไทยคู่ฟ้าในเวลา 16.07 น.

!!ศาลฎีกาฯนักการเมืองไม่อนุญาต"ยิ่งลักษณ์"ออกนอกประเทศร่วมถกรัฐสภายุโรป




http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14490490011449052298l.jpg

จากกรณีรัฐสภายุโรปส่งหนังสือเชิญถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม หรือเมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ตามแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสะดวก


ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม  แหล่งข่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เปิดเผยว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีโครงการรับจำนำข้าว มอบอำนาจให้ทนายความมายื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเป็นหนังสือเชิญจากรัฐสภายุโรป ต่อศาลฎีกาฯนักการเมือง เพื่อขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศตามหนังสือที่ได้รับเชิญ ต่อมาองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วเห็นว่ากรณียังไม่มีเหตุอันควร ไม่อนุญาตตามคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 15 มกราคม 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรกในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด(ในขณะยื่นฟ้อง) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้รัฐได้รับความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท 

//////////////
ศาลไทยรู้ทัน
ศาลฎีกาฯไม่อนุญาต"ยิ่งลักษณ์"เดินทางออกนอกประเทศhttps://t.co/Akh2Q0fFQe
#‪#‎kook‬ kai
วันนี้ 2 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีรับจำนำข้าวได้ส่งทนายความไปยื่นคำร้องพร้อมหนังสือเชิญจากรัฐสภายุโรป ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศตามหนังสือที่อ้างว่าได้รับเชิญจากรัฐสภายุโรปไปเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย ณ.กรุงรัสเซล หรือเมืองสตราสบูร์ก ซึ่งต่อมาองค์คณะศาลฎีกาฯนักการเมืองพิจารณา กรณียังไม่มีเหตุอันควร ไม่อนุญาตตามคำร้อง.

cr...Thai post

ขมวดปมหัวคิวโรงหล่อ! สรุป 'เซียนพระอุ๊' มีเอี่ยวจริงหรือ? หาตัวมาแถลงชัดๆได้ไหม?

2ธันวาคม 2558 อิศรา

"...กลุ่มคนที่น่าจะรู้ดีว่า 'เซียนพระอุ๊' ไปอยู่ที่ไหนในเวลานี้ได้ดีที่สุด คงจะหนีไม่พ้นฝ่ายทหาร เพราะถูกระบุว่าเป็นฝ่ายที่สามารถติดตามเงินคืนกลับมาได้ ซึ่งการติดตามเงินทั้งหมด ก็น่าจะต้องมีการพูดคุยหรือพบปะ เซียนอุ๊ ตัวเป็นๆ ก่อน..."  
picdggtdddw2 12 15
นับเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ ที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ใช้กระบวนการทำข่าวเชิงสืบสวน เพื่อตรวจสอบและติดตามปัญหาความผิดปกติในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์อย่างใกล้ชิด โดยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ไปดูงานก่อสร้างสถานที่จริง ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และตามมาด้วยการติดตามตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกโรงหล่อทั้ง 6 แห่ง ที่เข้ามารับงานหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ และล่าสุดกับการตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวน 63 ล้านบาท สำหรับงานก่อสร้างส่วนประกอบต่างๆ เช่น งานปรับพื้น แท่นหินอ่อน ลานสักการะบูชา เป็นต้น 
ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์ความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาที่เข้ามารับงานก่อสร้างทั้งในส่วนของงานหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ และงานก่อสร้างส่วนประกอบอื่นๆ หลายราย
ทำให้ขณะนี้ สามารถยืนยันข้อมูลได้ชัดเจนแล้วว่า งานหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ มีปัญหาในเรื่องการเรียกรับเงินค่าหัวคิวก่อสร้างงานเกิดขึ้นจริง
พิจารณาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ 
1. ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐว่า เจ้าของโรงหล่อหลายแห่ง ได้รับการติดต่อจากเซียนพระรายหนึ่ง ในเข้ามารับงานหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ และมีการจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้กับเซียนพระรายนี้เป็นจำนวน 10 % ของราคางานก่อสร้าง (มูลค่ารวมหลายล้านบาท)
2. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ประธานจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยอมรับว่า มีบุคคลแอบอ้างเรียกรับหัวคิวโรงหล่อพระบรมรูปบูรพกษัตริย์ แต่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาไปก่อนหน้านี้แล้ว  
3. นายเอนก หงษ์มณี เจ้าของโรงหล่อประติมา ไฟน์ อาร์ท ซึ่งเข้ามารับงานจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ของอุทยานราชภักดิ์ วงเงินจำนวน 44 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศราว่า โรงหล่อหลายแห่งมีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับเซียนพระจริง แต่สำหรับตนเอง จ่ายให้เป็นค่าตอบแทนในการเข้ามาช่วยเหลืองานให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ ไม่คิดว่าเป็นค่าหัวคิว 
ก่อนจะยอมรับว่า เคยได้รับการติดต่อจากทหาร ว่า สามารถติดตามเงินส่วนนี้ที่จ่ายให้กับเซียนพระกลับมาได้แล้ว ทางฝ่ายโรงหล่อต้องการเงินส่วนนี้คืนหรือไม่ แต่ไม่มีใครรับคืนมา และพร้อมใจกันบริจาคเป็นเงินรวมสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งในขั้นตอนทางทหารได้ออกใบเสร็จรับเงินจำนวนนี้ให้ด้วย
4. นางสาว พรนภา สิกขะมณฑล กรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท  สยามสโตนอาร์ต จำกัด ได้รับการว่าจ้างงานก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์จริง ทั้งในส่วนงานปูพื้นหินลานสักการะ , บันได และลานชั้นบน รอบแท่นพระบรมรูป อุทยานราชภักดิ์ วงเงิน 34,980,200 บาท และ งานติดตั้งหินอ่อนรอบแท่นพระบรมรูป 7 รัฐกาล วงเงิน 11,963,600 บาท (รวมวงเงินว่าจ้างทั้งสิ้น 46,943,800 บาท) ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศราเช่นกันว่า ปัญหาเรื่องการเรียกเก็บหัวคิวโรงหล่อ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน ก่อนกลุ่มหมอหยองจะถูกดำเนินคดีเสียอีก   
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปให้เห็นภาพชัดเจน คือ ในการดำเนินงานหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ มีปัญหาการเรียกรับหัวคิวเกิดขึ้นจริง โดยมีเซียนพระเป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อปัญหาเกิดขึ้น ทหารก็เข้าไปตรวจสอบตามเงินกลับคืนมา ก่อนที่เงินจำนวนนี้ จะถูกนำมาบริจาคสร้างอุทยานราชภักดิ์ต่อไป  
สำหรับเซียนพระ ที่ถูกกล่าวหาว่า เข้าไปเรียกรับเงินจากกลุ่มโรงหล่อ นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลที่ผ่านมา สามารถยืนยันข้อมูลได้ในระดับหนึ่งว่า น่าจะเป็น นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์" หรือ "อุ๊ กรุงสยาม"
ส่วนคำถามที่ว่า เซียนพระอุ๊ เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานนี้ได้อย่างไร สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลจากคนในวงการพระว่า 'อุ๊ กรุงสยาม' เป็นผู้กว้างขวางในวงการพระ และมีผลงานองค์พระขนาดใหญ่มาหลายงาน เช่น ก่อสร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อบรอนซ์นอกองค์ใหญ่ หน้าตัก 24 เมตร ประดิษฐาน ณ พุทธสถาน หลักกิโลเมตรที่ 44 ถนนสายเอเซีย ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา  
และที่สำคัญ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง กับเซียนพระอุ๊ (ในฐานะคณะทำงานก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ผู้ต้องหาคดี 112 ปัจจุบัน เสียชีวิตไปแล้ว) ก็มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันมาก
ในช่วงต้นปี 2558 เซียนพระอุ๊ เคยได้รับเชิญจาก นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง ไปออกรายการสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตมาแล้ว
จึงเป็นไปได้ว่าการเข้ามารับงานของ 'เซียนพระอุ๊' อาจจะได้รับการชักชวนจาก 'หมอหยอง' นั้นเอง 
pppwwweeeeddd
(ดูคลิปสัมภาษณ์ ระหว่างหมอหยอง กับ เซียนพระอุ๊ ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=ba_CJmFyVH4)
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ 'เซียนพระอุ๊' พบว่า ปรากฎชื่อเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท สยามปุระ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 มีทุนปัจจุบัน 50 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 115 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งประกอบธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสินค้า พระเครื่อง พระพุทธรูป รับจ้างทำสื่อโฆษณาทุกชนิด
แต่เมื่อติดต่อไปยังบริษัทฯ ได้รับการยืนยันว่า 'เซียนพระอุ๊' ไม่ได้อยู่ที่นี่
และเมื่อโทรศัพท์ติดต่อไปยังบ้านพักส่วนตัว ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ คือ บ้านเลขที่ 161 หมู่ 4 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (บ้านเลขที่อยู่ละแวกเดียวกับที่ตั้ง บริษัท สยามปุระ จำกัด ) แจ้งเบอร์โทรศัพท์หมายเลข 035-610-9XX แต่ไม่สามารถติดต่อได้ สัญญาณโทรศัพท์คล้ายถูกยกหูโทรศัพท์ออก
คำถามที่น่าสนใจ คือ ขณะนี้ 'เซียนพระอุ๊'  ไปอยู่ที่ไหนกันแน่? 
เบื้องต้น สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลจากผู้รับเหมาบางราย กล่าวอ้างว่า ภายหลังจากที่เซียนอุ๊ เข้ามาช่วยทำงานก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ไม่นาน ก็ไปออกรถยนต์หรูยี่ห้อหนึ่งมาใช้งาน แต่หลังจากงานหล่อพระบรมรูปบูรพกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ถูกตรวจสอบพบว่ามีปัญหา ต้องแก้ไขงานหลายรอบ ก็ไม่มีใครพบเห็นตัวเซียนพระรายนี้อีกเลย
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ดังขึ้นหนาหูในหมู่ ผู้รับเหมา ว่า "เขาหนีไปแล้ว"  
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาข้อมูลจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายเอนก หงษ์มณี เจ้าของโรงหล่อประติมา ไฟน์ อาร์ท ที่ยืนยันว่า เคยได้รับการติดต่อจากทหาร ว่า สามารถติดตามเงินส่วนนี้ที่จ่ายให้กับเซียนพระกลับมาได้หมดแล้ว ทางฝ่ายโรงหล่อต้องการเงินส่วนนี้คืนหรือไม่ แต่ไม่มีใครรับคืนมา และพร้อมใจกันบริจาคเป็นเงินรวมสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งในขั้นตอนทางทหารได้ออกใบเสร็จรับเงินจำนวนนี้ให้ด้วย 
ซึ่งสอดค้องกับ คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ประธานจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยอมรับว่า มีบุคคลแอบอ้างเรียกรับหัวคิวโรงหล่อพระบรมรูปบูรพกษัตริย์ แต่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาไปก่อนหน้านี้แล้ว  
ดังนั้น กลุ่มคนที่น่าจะรู้ดีว่า 'เซียนพระอุ๊' ไปอยู่ที่ไหนในเวลานี้ได้ดีที่สุด คงจะหนีไม่พ้นฝ่ายทหาร เพราะถูกระบุว่าเป็นฝ่ายที่สามารถติดตามเงินคืนกลับมาได้ ซึ่งในขั้นตอนการติดตามเงินทั้งหมด ก็น่าจะต้องมีโอกาสการพูดคุยหรือพบปะ เซียนพระอุ๊ ตัวเป็นๆ ก่อน  
แต่ถ้าไม่ได้พบ เซียนพระอุ๊ ตัวเป็นๆ และยังสามารถติดตามเงินกลับมาคืนได้ทั้งหมด
อาจทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตประเด็นใหม่ได้ว่า เงินที่นำมาจ่ายคืนจากปัญหาเรื่องการเรียกเก็บหัวหิวโรงหล่อ แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้มาจาก  'เซียนพระอุ๊'?  อาจเป็นเงินจากแหล่งอื่น? 
ซึ่งข้อสังสัยทุกอย่างน่าจะได้รับการคลี่คลายทั้งหมด หากสาธารณชนได้รับฟังความจริงจากปาก 'เซียนพระอุ๊' เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง
เว้นก็แต่ว่า จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีใครสามารถยืนยันข้อมูลได้ชัดเจน แม้แต่กองทัพบกเอง ว่า ปัจจุบัน 'เซียนพระอุ๊' ไปอยู่ที่ไหนกันแน่? 
ดังนั้น การติดตามตัว 'เซียนพระอุ๊' กลับมา จึงถือเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด 
และเมื่อเราได้เจอตัวเซียนพระอุ๊ อาจทำให้ปริศนาหลายส่วนได้รับการคลี่คลาย โดยเฉพาะข้อสงสัยที่ว่า เซียนพระอุ๊ ไปเรียกรับเงินจริงหรือไม่? ลงมือคนเดียว หรือ มีกลุ่มบุคคลอื่น ร่วมมือและคอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย?
เพราะเรื่องนี้ มันใหญ่เกินกว่า แค่คำว่า เอาเงินมาบริจาคคืน แล้วให้ทุกอย่างจบๆ กันไปเหมือนไม่เคยมีอะไรขึ้น
แบบที่กำลังพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้  

FAA ปรับตกไทยสู่ CAT 2 – ย้อนรอยการตรวจสอบ – แก้ไข



2 ธันวาคม 2015
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration: FAA)ได้ “ประกาศลดอันดับไทยอยู่ให้อยู่ใน Category 2” ผ่านทาง www.faa.gov เนื่องจากไม่สามารถแก้ไข 36 ข้อบกพร่องได้ครบตามกำหนด โดยประกาศดังกล่าวระบุว่าองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FAA ได้ประกาศลดอันดับไทยให้อยู่ใน Category 2 เนื่องจากไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของ ICAO (International Civil Aviation Organization)ได้
ทั้งนี้ หน่วยงานด้านการบินของสหรัฐฯ และไทยทำงานร่วมกันมาเป็นระยะเวลานาน และความร่วมมือของทั้งสองประเทศเป็นไปเพื่อตอบสนองความท้าทายของการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการบิน
การจัดอันดับ Category 2 จากการตรวจสอบภายใต้โครงการการประเมินความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศ (International Aviation Safety Assessment: IASA) หมายความว่า ประเทศนั้นขาดกฎหมายหรือกฎระเบียบที่จำเป็นในการกำกับดูแลการให้บริการทางอากาศที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขั้นต่ำ หรือมาตรฐานที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของ FAA อาทิ ด้านความเชี่ยวชาญทางเทคนิค, การฝึกอบรมบุคลากร, การเก็บบันทึกข้อมูลหรือขั้นตอนการตรวจสอบ
ภายใต้การจัดอันดับให้อยู่ใน Category 2 ประเทศไทยจะยังสามารถทำการบินเข้าสหรัฐฯ ได้ตามปกติ แต่จะไม่สามารเพิ่มเที่ยวบินเข้าสหรัฐฯ ได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยเคยถูกจัดให้อยู่ใน Category 2 มาแล้วในปี 2539 และกลับสู่ Category 1 อีกครั้งในปี 2540 และได้มีการทบทวนการจัดอันดับอีกครั้งในปี 2544 และ 2551 ซึ่งไทยยังคงอยู่ใน Category 1 แต่จากการประเมินในเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยไม่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานสากล และประกาศล่าสุดเป็นไปตามข้อสรุปที่ได้หารือกับรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2558
ภายใต้โครง IASA ของ FAA หน่วยงานสามารถทำการประเมินหน่วยงานการบินพลเรือนของประเทศทั้งหมดที่มีเส้นทางการบินเข้าสหรัฐฯ หรือการดำเนินการในลักษณะการทำการบินร่วม (Code Sharing) กับสหรัฐฯ และทำการเผยแพร่ผลการประเมินต่อสาธารณะ ซึ่งผลการประเมินยึดถือตามมาตรฐานของ ICAO ไม่ใช่กฎระเบียบของ FAA
สำหรับ Category 1 หมายถึงหน่วยงานด้านการบินพลเรือนของประเทศนั้นๆ อยู่ในมาตรฐานของ ICAO ซึ่งจะสามารถบินเข้าสหรัฐฯ และทำการบินร่วมได้ตามปกติ เพื่อรักษาระดับ Category 1 หน่วยงานด้านการบินพลเรือนของประเทศต่างๆ ต้องคงมาตรฐานให้เป็นไปตาม ICAO เสมอ
(ดูประกาศFAA)

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

แม้ระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาไทยมีการพยายามแก้ไขในหลายส่วน พร้อมกันนั้นได้มีการออกกฎหมายด้านการบินเพิ่มเติม และทำการปรับโครงสร้างองค์กรการบินพลเรือนใหม่ แต่ก็ไม่เป็นผล
นายสัมพันธ์ พงศ์ไทย อดีตรองอธิบดีกรมการการบินพลเรือนฝ่ายความปลอดภัย เปิดเผยว่า “โดยรวมเราก็แก้ไปเกือบหมด เรื่องผู้ออกใบอนุญาตนักบินก็มีการจ้างเพิ่มเติมและฝึกอบรมแล้ว สำหรับ finding FAA แต่ในส่วน ICAO ที่เป็นข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ (Significant Safety Concerns: SSC) ยังมีในส่วนที่ทำการออกใบรับรองการเดินอากาศ (Air Operator’s Certificate: AOC)ใหม่ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่จะหลุดธงแดงได้ก็เมื่อทำการตรวจครบ 28 สายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศ และแจ้งไปยัง ICAO ซึ่งเขาจะส่งทีมมาตรวจใหม่ แต่กระบวนการออก AOC นี้ต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือนในการตรวจสายการบินหนึ่งๆ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับการเรียกสายการบินมาตรวจ ซึ่งหากเราตรวจเร็วเกินไป ทั้ง ICAO FAA และ EASA เขาไม่เชื่อว่าเราตรวจได้มาตรฐาน เพราะทั่วโลกปกติแล้วตรวจสายการบินใหญ่ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน”
ที่มาภาพ: blog.eiqnetworks.com
ที่มาภาพ: blog.eiqnetworks.com
สำหรับประเทศที่ถูกลดอันดับจาก Category 1 มาเป็น Category 2 ผลกระทบโดยตรงที่ไทยจะได้รับนอกจากการห้ามเพิ่มเที่ยวบิน การห้ามทำ Code Sharing แล้วสายการบินของไทยที่ทำการบินเข้าสหรัฐฯ จะถูกตรวจสอบ ณ ลานจอด (Ramp Inspection) เข้มข้นขึ้น
และเนื่องจาก FAA ถือเป็นหน่วยงานด้านการบินที่หลายประเทศยึดถือเป็นมาตรวัด หากมีประเทศใดถูกลดอันดับหน่วยงานด้านการบินของประเทศต่างๆ ย่อมเคลื่อนไหว คล้ายกับเมื่อครั้งที่ไทยถูกตรวจพบข้อบกพร่องจำนวนมากจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ICAO จนทำให้ประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ งดเพิ่มเที่ยวบินจากไทย และกรณีตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ การประกาศผลจาก FAA อาจส่งถึงผลการตรวจจาก EASA ที่เพิ่งเข้ามาทำการตรวจหน่วยงานด้านการบินพลเรือนของไทย รวมทั้งสายการบินไทยที่ยื่นขอทำการบินเข้าสหภาพยุโรป ได้แก่ บริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) และสายการบิน MJETS เมื่อวันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมาได้ทั้งบวกและลบ เนื่องจาก FAA และ EASA เองก็มีการทำ MOU ร่วมกันไว้ ซึ่ง EASA จะทำการประกาศผลในเดือนกุมภาพันธ์ 2559
ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าการที่ FAA ลดอันดับประเทศไทยเป็น Category 2 ไม่ส่งผลกระทบต่อการบินไทยในการทำการบินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการบินไทยได้ยกเลิกเส้นทางบินไปยังเมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2558
ทั้งนี้ ผู้โดยสารของการบินไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถเดินทางโดยผ่านสายการบินพันธมิตร (Codeshare/Interline Partners) ได้ตามปกติ และยืนยันว่าการบินไทยมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความมั่นคงทางการบินในระดับสากล

ย้อนรอยการตรวจจาก ICAO – FAA

  • ปี 2539 ไทยถูก ICAO ตรวจครั้งแรก การเลือกประเทศเป็นลักษณะ Voluntary Program มี 88 ประเทศสมัครขอเข้ารับการตรวจ ICAO คัดเลือกเหลือ 67 ประเทศ รวมประเทศไทย (ตรวจตามภาคผนวกที่ 1 ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่, ภาคผนวกที่ 6 การปฏิบัติการบินของอากาศยาน และภาคผนวกที่ 8 ความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน ของ ICAO)
ครั้งนั้นปรากฏว่า ทุกประเทศสอบตกหมดรวมทั้งไทย เนื่องจากยังไม่มีประเทศใดเริ่มปฏิบัติตามข้อกำหนดของ ICAO ซึ่งผลการตรวจ ณ ตอนนั้นถือเป็นเรื่องความลับระหว่างประเทศจึงไม่มีการนำมาเปิดเผย แต่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ประเทศต่างๆ เริ่มนำข้อกำหนดของ ICAO มาใช้
  • ปี 2542 ไทยถูกตรวจสอบอีกครั้ง จากโครงการที่มีการพัฒนาขึ้นจากการตรวจครั้งก่อน เรียกว่าโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลความปลอดภัยสากล (Universal Safety Oversight Audit Program: USOAP) ภายใต้ระบบการตรวจ Mandatory Audit Program สำหรับไทยถูกพบข้อบกพร่อง แต่ไม่ใช่ข้อสำคัญ
  • ปี 2544 ก็เป็นโครงการต่อเนื่องจากปี 2542 เช่นกัน ICAO พบข้อบกพร่องของไทย แต่ไม่ใช่ข้อสำคัญ
  • ปี 2548 มีการปรับโครงการตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคผนวก ในระบบการตรวจ Comprehensive System Approach ครั้งนี้ไทยถูกตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ
เนื่องจากไทยไม่มีกฎหมายด้านการบินที่นำข้อบังคับของ ICAO มาใช้เป็นกฎหมายภายใน ข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนฉบับที่ 4 (กบร. 4) ทำเพียงเขียนโยงไปว่าให้นำภาคผนวกต่างๆ มาใช้เป็นกฎหมายภายใน เพราะภาคผนวกเหล่านี้กำหนดเพียงกรอบการปฏิบัติ ไม่มีการกำหนดบทลงโทษ ซึ่ง ICAO ต้องการให้ข้อกำหนดตามภาคผนวกเหล่านี้ถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ไทยจึงต้องแก้ไขเรื่องของตัวกฎระเบียบ
และในปี 2553 ทาง ICAO ได้มีการปรับระบบการตรวจสอบอีกครั้งเป็น Continuous Monitoring Approach จากต้องทำการตรวจทุกประเทศ เปลี่ยนเป็นเข้าตรวจการบินของประเทศสมาชิกโดยดูจากการเคลื่อนไหวอัปเดตข้อแก้ไขในเว็บไซต์ของ ICAO อัตราการเจริญเติบโตด้านการบิน อัตราการเกิดอุบัติเหตุด้านการบิน และผลการตรวจ ณ ลานจอดของสายการบินประเทศต่างๆ
  • ปี 2558 ที่ผ่านมาไทยถูกตรวจสอบอีกครั้งเนื่องจาก ICAO พบอัตราการเติบโตด้านการบินของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการออกใบอนุญาตให้สายการบิน (AOC) เป็นจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่ปี ตรวจพบข้อบกพร่องทั้งหมด 580 ข้อ จาก 869 ข้อ และพบข้อที่เป็นนัยสำคัญ 3 ส่วนหลัก เมื่อแก้ไขไม่ทันตามกำหนดจึงถูกปัก “ธงแดง”
อย่างไรก็ตาม การตรวจของ ICAO มีแบ่งระหว่างเรื่อง safety และ เรื่อง security เรื่องที่ไทยถูกติดธงแดงในขณะนี้คือเรื่องของ safety ตามโครงการ USOP สำหรับเรื่อง security ส่วนนี้อีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ICAO จะกลับมาตรวจประเทศไทยอีกครั้งกับโครงการที่เรียกว่า โครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัย(Universal Security Audit Programme: USAP)
ด้าน FAA ไทยเคยถูกตรวจสอบมาแล้ว 2 ครั้ง และเคยถูกลดอันดับเป็น Category 2 มาแล้ว
  • ปี 2539 เป็นปีแรกที่ FAA เข้าตรวจไทย และไทยถูกลดมาอันดับเป็น Category 2 เนื่องจากผู้ตรวจของกรมการบินพลเรือน (บพ.) มีเพียงนักบินพาณิชย์ตรี แต่นักบินเหล่าพาณิชย์ตรีนั้นต้องตรวจนักบินพาณิชย์เอกของสายการบินต่างๆ อาทิ การบินไทย ประกอบกับไทยยังไม่มีคู่มือสำหรับปฏิบัติใดๆ ซึ่งไทยสามารถทำการแก้ไขจนกลับมาเป็น Category 1 ในระยะเวลา 6 เดือน
  • ปี 2550 หลังจากมีเหตุการณ์สายการบิน One To Go ตกที่ จ.ภูเก็ต FAA จึงขอเข้าตรวจไทย และพบข้อบกพร่องของ ICAO ในปี 2548 ในเรื่อง กบร.4 ครั้งนี้ไทยไม่ถูกลดอันดับ ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อแก้ไขโดยการออกข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามมาอีกหลายฉบับ
นายสัมพันธ์กล่าวว่า การตรวจในปี 2558 นี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ FAA เข้ามาตรวจไทย ซึ่งแนวทางของ FAA ไม่เคยเปลี่ยน หากมีข้อใดข้อหนึ่งไม่ผ่านก็ถือว่าตก
“สิ่งที่ทางประเทศไทยแก้ไขไปต้องบอกว่าเยอะมาก เพราะทางศูนย์ของกองทัพอากาศที่เข้ามาช่วยก็มีทั้งกองทัพอากาศ กรมการบินพลเรือน กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ ก็พยายามเข้ามาลดขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณ หรือบุคลากรที่จะต้องจ้างเพิ่ม สิ่งที่ FAA ติงเอาไว้เราก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่แนวทางของเขาคือ ตกแค่ 1 ถือว่าสอบตก” นายสัมพันธ์กล่าว
นายสัมพันธ์กล่าวต่อไปว่า การปรับโครงสร้างองค์กรการบินใหม่ และตั้ง กพท. จะช่วยให้ไทยพ้นวิกฤติการบินได้หรือไม่นั้น มีสิ่งที่ต้องทำให้ได้ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 8 Critical Element ที่ ICAO จัดกลุ่มจากข้อตรวจพบตามโครงการ USOAP และเห็นว่ามีผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการเดินอากาศ อีกประเด็นคือไทยจะต้องดำเนินการให้เป็นไปอนุสัญญาชิคาโก และภาคผนวกทั้ง 19 ภาคผนวก ของ ICAO

ลุ้นคดีพานทองแท้กฤษฎามหานคร



หนึ่งคดีที่จะต้องติดตามกันต่อไปก็คือคดีฟอกเงินที่นายพานทองแท้ ชินวัตร และพวกรวม 4 คนถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส.ส่งเรื่องให้ดีเอสไอทำการตรวจสอบอันเป็นผลสืบเนื่องจากคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ที่ศาลมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา

 โดยประเด็นสำคัญที่ต้องจับตากันในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ดีเอสไอจะเริ่มทำหนังสือเชิญบุคคลในข่ายดังกล่าวเข้ามาให้ปากคำได้
ความคืบหน้าล่าสุดความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฟอกเงิน กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานครทางด้านพ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ขณะนี้คณะทำงานได้แบ่งการสอบสวนออกเป็น 2 ชุด

ชุดแรกกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัท อาร์เคโปรเฟสชั่นแนล จำกัด (เครือกฤษดามหานคร) 500 ล้านบาท จะเชิญบุคคลเข้ามาให้ปากคำจำนวน 32 คน

ซึ่งในส่วนนี้ไม่มีเครือข่ายนักการเมือง แต่เป็นบุคคลที่ปรากฏหลักฐานว่ารับเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ซึ่งเป็นผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร ปัจจุบันถูกคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำคุก 12 ปี เช่น คนขับรถของนายวิชัย โดยจะสอบถามในประเด็นว่า ได้รับเงินไปจริงหรือไม่ เป็นหนี้อะไรกันหรือเปล่า เป็นต้น และในวันที่ 3 ธ.ค. 2558 จะเริ่มทำหนังสือเชิญบุคคลในข่ายดังกล่าวเข้ามาให้ปากคำได้

ในชุดที่สองคือกรณีธนาคากรุงไทปล่อยกู้บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด 9.9 พันล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมีชื่อของเครือข่ายการเมือง เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร นางกาญจนาภา หงส์เหิน นายวันชัย หงส์เหิน และนายมานพ ทิวารี โดยในชุดนี้ยังไม่ได้เชิญมาให้ปากคำ ต้องรอผลการสอบสวนจากชุดแรกให้เสร็จสิ้นก่อน

ในชุดที่สองคือกรณีธนาคากรุงไทปล่อยกู้บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด 9.9 พันล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมีชื่อของเครือข่ายการเมือง เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร นางกาญจนาภา หงส์เหิน นายวันชัย หงส์เหิน และนายมานพ ทิวารี โดยในชุดนี้ยังไม่ได้เชิญมาให้ปากคำ ต้องรอผลการสอบสวนจากชุดแรกให้เสร็จสิ้นก่อน

ปัญหาที่น่าสนใจที่เราต้องติดตามกันตอนนี้ก็คือ คือ ตกลงแล้ว “บิ๊กบอส” ที่สั่งให้คณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อแก่เครือกฤษดามหานคร คือ ใคร  แล้วคดีนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับนายพานทองแท้หรือไม่ เราคงต้องหาคำตอบกันต่อไป


นายกขอย่าขยายFAAลดระดับการบินไทย

นายกฯ ขออย่าขยายความ FAA ลดระดับการบินไทย อย่านำไปเล่นการเมือง ยันรัฐบาลแก้ปัญหาเต็มที่แล้ว แต่ไม่ได้รับความเชื่อมั่น โยนเพราะปัญหาขัดแย้งภายในชาติ รับ กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล วอนทุกคนต้องช่วยกัน ทำให้บ้านเมืองสงบ อย่าทะเลาะกัน เพราะความขัดแย้งไม่สามารถทำให้หลุดพ้นจากวิกฤต วิกฤตจะแก้ไขอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า แล้วจะมาบอกว่าทำไม่สำเร็จ เพราะไม่ช่วยกัน

iMFอนุมัตเงินหยวนเข้าตระกร้าเงิน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตัดสินใจรับเงินหยวนของจีนให้เข้าเป็น 1 ในตะกร้าสกุลเงินสำรองกลางระหว่างประเทศ (เอสดีอาร์) ถือเป็นการยอมรับการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกของชาติยักษ์ใหญ่ในเอเชียแห่งนี้ 
 
เงินสกุลหยวน หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า"เหรินเหมินปี้" จะเข้ามามีสถานะร่วมแบบเดียวกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร เงินเยนของญี่ปุ่น และเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษในตะกร้าเงินของไอเอ็มเอฟที่จะถูกใช้เป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศในปีหน้า
 
นางคริสตีน ลาการ์ดกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟเรียกการตัดสินใจนี้ว่า"เป็นหลักไมล์สำคัญในการบูรณาการเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก และยังเป็นการยอมรับความก้าวหน้าที่ทางการจีนได้ทำมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในการปฏิรูประบบการเงินการคลังทั้งยังจะช่วยให้จีนเปิดกว้างสู่ระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น"
 
การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารไอเอ็มเอฟเป็นการทำให้ความทะเยอทะยานของจีนที่ต้องการจะเห็นเงินหยวนที่ควบคุมโดยรัฐบาลได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในเงินสกุลหลักของโลกร่วมกับสกุลเงินของสหรัฐอเมริกายุโรปและญี่ปุ่นเป็นรูปธรรมขึ้นมา
 
จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเขตเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ขอให้ไอเอ็มเอฟนำเงินสกุลหยวนเข้าไปอยู่ในเอสดีอาร์เมื่อปีที่แล้ว แต่แม้เงินหยวนจะเข้าเกณฑ์ของเอสดีอาร์ในแง่ว่ามีการใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว แต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟยังเห็นว่า เงินหยวนยังคงมีการควบคุมอย่างเข้มงวดเกินไปที่จะผ่านคุณสมบัติ
 
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของไอเอ็มเอฟระบุเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนว่า รัฐบาลจีนใช้มาตรการหลายอย่างที่จำเป็นเพื่อให้เงินหยวน "สามารถใช้ได้อย่างเสรี" เป็นการเปิดทางให้มีการตัดสินใจนำเงินหยวนเข้าสู่เอสดีอาร์ในวันดังกล่าวนี้ 
 
การลดค่าเงินหยวนอย่างไม่คาดคิดมาก่อนของจีนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับในทางบวกจากไอเอ็มเอฟ ในฐานะเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกลไกตลาดโลก นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลจีนประกาศว่าธนาคารกลางของต่างชาติหลายแห่งได้รับการยินยอมให้เข้าสู่ตลาดค่าเงินจีนแล้ว ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้เงินหยวนในระบบการค้าโลกมากขึ้น 
 
ทั้งนี้ ชาติสมาชิกไอเอ็มเอฟสามารถใช้เอสดีอาร์เพื่อเสริมเงินสำรองระหว่างประเทสและสร้างสภาพคล่องอันเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้านอกจากนี้เอสดีอาร์ยังใช้ออกเงินกู้ในภาวะวิกฤตซึ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอาทิ กรีซ โดยเงินหยวนจะเข้าเป็นสมาชิกในตะกร้าเงินอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2559


นางคริสตีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ

สมคิดขายข้าวขายยางไม่ไปแล้ว

02122558   ‘ให้ผมไปขายข้าว ขายยาง ผมไม่ไปแล้ว...’
โดย : กาแฟดำ   

 รองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บอกนักข่าวตอนไปเยือนญี่ปุ่น
และได้พบกับนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตอนหนึ่งว่า

“...ไทยจะเน้นเพียงแต่ไปขายข้าว ไปขายยาง ผมไม่ไปแล้ว....”

ได้ยินอย่างนี้เห็นภาพเลยว่า ประเทศไทยเราจะคิดและทำอย่างที่ทำมาหลายสิบปีไม่ได้อีกต่อไป และนั่นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เรา “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” มาตลอด ไม่อาจจะฝ่าข้ามความเป็นสังคมเกษตรแบบเก่าไปได้

ขณะที่โลกก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขายผลผลิตของมันสมองและบุกหนักด้านนวัตกรรม ไทยเรายังขายสินค้าเกษตรดั้งเดิมที่ราคาผันผวนและขาดการสร้างมูลค่าเพิ่มเหมือนเดิม

คุณสมคิดเคยบอกผมว่า ในอดีตเมื่อเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ถูกผู้ใหญ่สั่งให้ไปต่างประเทศเพื่อให้ขอให้เขาซื้อข้าวหรือยางพาราสักแสนตันล้านตันเพราะเราขายในตลาดปกติไม่ได้ หรือแข่งราคากับประเทศอื่นไม่ได้

“ทุกครั้งที่ผมต้องไปขอร้องให้ผู้นำประเทศอื่นช่วยซื้อข้าวซื้อยางพารา ผมจะอายมาก เพราะมองตาก็รู้ว่าเขาเห็นว่าเราหมดท่าแล้ว ต้องมาขอร้องให้ซื้อสินค้าเกษตรกันเรื่อยไป...”

ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือญี่ปุ่นหรือสหรัฐหรือยุโรป ไทยเรายังหวังเพียงจะขายข้าวขายยางไม่ได้อีกแล้ว เพราะโลกกำลังพัฒนาไปสู่การสร้างนวัตกรรมยุคดิจิทัลเพื่อทดแทนสินค้าพื้นฐาน และแม้สินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งของอาหารสำหรับมนุษย์ทั่วโลก ก็จะต้องมีการปรับกระบวนการผลิตให้เพิ่มคุณค่าสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้ทันกาล

มองไปรอบบ้านเราจะเห็นการขยับตัวอย่างคึกคักของการปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ เวียดนามเป็นตัวอย่างของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลไม่ว่าจะเป็นการศึกษา, เทคโนโลยี, โครงสร้างพื้นฐาน, การเชื่อมโยงการเกษตรกับการแปรรูป ที่เพิ่มคุณค่าและราคาให้กับการเกษตรดั้งเดิม

ยิ่งแนวโน้มเห็นชัดว่า การส่งออกของประเทศจะเริ่มหดตัวลง และอัตราโตก้าวกระโดดที่เป็นตัวเลขสองหลัก อย่างที่เคยเห็นมาจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เพราะนี่คือสภาวะ New Normal หรือ “ความปกติแบบใหม่” ที่ไม่เหมือนเดิม ไทยก็ยิ่งจะต้องยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

การวิจัยค้นคว้าเพื่อหาสูตรสำหรับอนาคตของไทย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทันกับชาวโลกจึงเป็นหัวใจของการผลักดันประเทศชาติ

ไม่ว่าการเมืองจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร ไม่ว่าความคิดเห็นของคนในชาติจะขัดแย้งกันต่อไปหรือไม่อย่างไร ทุกคนจะต้องตระหนักตรงกันว่าถ้าไม่มองทางออกสำหรับเศรษฐกิจไทยในเวทีสากล สถานภาพของเราจะถดถอย และถึงวันนั้นใครจะทะเลาะหรือจะส่งเสียงโหวกเหวกให้สนใจประเทศไทย ก็คงจะไม่เกิดผลแต่อย่างไร

ผมยังยืนยันว่าศักยภาพของเอกชนไทยยังสูง ขณะที่คุณภาพของข้าราชการประจำ ที่เคยเข้มแข็งก็เริ่มจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะถูกการเมืองที่เสื่อมทรุดแทรกแซง และแทรกซึมจนหมดความกระตือรือร้นที่จะก้าวให้ทันโลก

แต่เอกชนไทยที่คล่องแคล่ว และมีความสามารถไม่แพ้ใครในภูมิภาคนี้มีจำกัดเฉพาะกลุ่มเดียว ยังไม่สามารถช่วยกันดึงระดับกลางและเล็กให้สร้างความแข็งแกร่งในระดับชาติได้ ไม่ต้องพูดถึงความเก่งกาจที่จะไปเจาะตลาดอาเซียนแข่งกับคนอื่น

จึงเป็นภารกิจร่วมของทุกฝ่ายที่จะระดมสรรพกำลัง ในอันที่จะเสริมสร้างศักยภาพ ของการก้าวพ้นจากการวิ่งหาคนซื้อสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ต้องสร้างฐานสำหรับอุตสาหกรรมนวัตกรรมและการบริการ ที่มีความเป็นเลิศในอนาคตอันใกล้นี้

ขอย้ำว่าไม่ว่าการเมืองจะพ้นจากภาวะน้ำเน่าหรือไม่ ภาคเอกชน และประชาสังคมของไทย จะต้องร่วมกันเสริมสร้างพลังของชาติให้เดินหน้าไปในแนวทางที่ทันกับทุก ๆ ความเปลี่ยนแปลง

แทนที่จะให้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ไฉนเราไม่สร้างเศรษฐกิจให้ล้ำหน้า เพื่อกำหนดให้การเมืองต้องเข้าร่องเข้ารอยประชาธิปไตย ที่เสริมสร้างพลังของประเทศเสียที?
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636278#sthash.3giOE3MQ.dpuf

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กรธ.วางกฎเหล็ก 17 ข้อ ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นส.ส.


ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่รัฐสภา นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญว่า ในการประชุมกรธ.เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้พิจารณาในส่วนของการกำหนดลักษณะและคุณสมบัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ซึ่งเบื้องต้นมีรายละเอียด 17 ข้อ ได้แก่ 1.ติดยาเสพติดให้โทษ 2.เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต 3.เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา... 4.ถูกหรือเคยถูกสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 5.ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล 6.เคยได้รับโทษจำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง10 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 7.เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติชอบในวงราชการ 8.ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 9.ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือกระทำความผิด ฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 10.ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม

 นายชาติชาย กล่าวต่อว่า 11.ต้องหรือเคยต้องคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พ้นจากตำแหน่ง 12.เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง 13.เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 14.เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้วไม่เกิน 2 ปี 15.เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ 16.เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 17.อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  

 โฆษก กรธ. กล่าวต่อว่า ส่วนของการพ้นจากตำแหน่งของส.ส. ในกรณีที่พรรคการเมืองมีมติ 3 ใน 4 ให้พ้นจากสมาชิพรรค สามารถให้ ส.ส.คนดังกล่าวลาออกจากพรรค แล้วไปสมัครหาพรรคสังกัดใหม่ ภายใน 30 วัน นอกจากนี้ในส่วนกรณีนักการเมืองที่ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอน โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีขบวนการเรื่อง “การถอดถอน” แต่จะใช้คำว่า “พ้นจากตำแหน่ง” แทน ดังนั้นนักการเมืองที่เคยถูก สนช.ถอดถอน หากจะไปสมัครส.ส. ต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตรวจสอบคุณสมบัติ หาก กกต.วินิจฉัยว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ ก็มีสิทธิส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดให้มีผลเป็นที่สิ้นสุด  

 โฆษก กรธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการไปยกร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ของ กรธ. ในระหว่างวันที่ 11-17 ม.ค.59  ได้ข้อสรุปแล้วคือที่ โรงแรมอิมพีเรียล เลควิว แอนด์ กอล์ฟคลับ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ศาลคุก2ปีจารุวรรณสัมมนาสตง.เท็จ-ปล่อยตัวชั่วคราว

662270
ศาลอาญา สั่งจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา คุณหญิง จารุวรรณ อดีตผู้ว่า สตง. จัดสัมมนาเป็นเท็จ ยื่นขอประกันตัวต่อไป ล่าสุด ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว
ศาลอาญารัชดา นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่ คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. และ นายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีจัดงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 โดยใช้การจัดสัมมนาบังหน้า เพื่อให้สามารถเบิกงบไปใช้ได้ ทั้งที่ไม่มีการสัมมนาขึ้นจริง

ล่าสุดศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่า ได้จัดการบรรยายพิเศษในช่วงเย็นระหว่างรับประทานอาหาร หลังจากนำเจ้าหน้าที่ถวายผ้าพระกฐินแล้ว เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ผู้เข้าร่วมการสัมมนาลงความเห็นว่าไม่ใช่การบรรยายตามวัตถุประสงค์การสัมมนา ไม่มีเอกสารแจกประกอบการสัมมนา และไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมสัมมนาใด ๆ อันเป็นการจัดสัมมนาเท็จ เพื่อนำเจ้าหน้าที่ สตง. จำนวนมากไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐิน โดยไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางเอง แต่เบิกงบประมาณจากการสัมมนาไปใช้ ทำให้ สตง. ได้รับความเสียหาย การกระทำของ คุณหญิงจารุวรรณ กับพวก จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา แต่ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จึงเสนอให้จำเลยทั้งสองมอบให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อไป

ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวคุณหญิงจารุวรรณ
ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งปล่อยชั่วคราว คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ นายคัมภีร์ สมใจ ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล จำเลยที่ศาลสั่งจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ภายหลัง คุณหญิงจารุวรรณ และ นายคัมภีร์ ได้ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 2 แสน ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี
ขณะที่ คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่าที่มีการมาร้องตนในคดีนี้ เพราะมีใครบางคนถูก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เข้าไปตรวจสอบจึงเป็นที่มาการร้องคดีนี้ เรื่องนี้ตนยังไม่อยากพูดมากในตอนนี้ ที่ผ่านมาตนหาเงินให้ประเทศเป็นแสนล้านบาท คิดว่าเงินแค่ 2 แสนกว่าบาท ตนจะโกงหรือไม่ ทั้งนี้ ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีประเด็นไหนนั้น ขอปรึกษาทางทนายความก่อน อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ ตีราคาประกันคนละ 2 แสนบาท โดยไม่มีเงื่อนไข

เคาะ 17 คุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตเฉพาะคนโกงเลือกตั้ง



คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเคาะ 17 คุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตเฉพาะคนโกงเลือกตั้ง ไม่เหมาเข่ง มีผลย้อนหลัง 
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุม ว่า ได้พิจารณาคุณสมบัติต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 17 ข้อ ประกอบด้วย 1.ติดยาเสพติด 2.เป็นบุคคลล้มละลาย 3.เป็นพระภิกษุ นักบวช ถูกที่เคยเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ 4.ถูกหรือเคยถูกศาลสั่งให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 5.ต้องคำพิพากษาให้จำคุก หรือถูกคุมขังโดยศาล 6.เคยจำคุก และพ้นโทษมาไม่ถึง 10 ปี ทั้งในและต่างประเทศ ยกเว้นความผิดที่เกิดจากความประมาทหรือความผิดลหุโทษ 7.เคยถูกสั่งพ้นจากราชการ หรือหน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากกระทำการทุจริตปฏิบัติหน้าที่โดย
มิชอบ แม้มี พ.ร.บ.ล้างมลทินภายหลังก็ไม่สามารถล้างผิดได้ 8. ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษา ศาลให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ 9.ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษาโดยคดีถึงที่สุดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบ 10.ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษาว่าทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม โดยเอาเฉพาะคนผิด ไม่เหมาเข่ง และตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต มีผลย้อนหลัง 11.ต้องหรือเคยต้องคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้พ้นจากตำแหน่ง 12.เป็นข้าราชการและรับเงินเดือนของรัฐ 13.เป็นสมาชิกท้องถิ่นหรือ
ผู้บริหารท้องถิ่น 14.เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็น ส.ว. และพ้นสมาชิกภาพไม่เกิน 2 ปี 15.เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ 16.เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระ 17.อยู่ระหว่างต้องห้าม มิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เปิดเอกสารกองทัพบกใช้งบ11.9 ล. จ้างวิธีพิเศษฐานหินอ่อนพระบรมรูป 7 รัฐกาลราชภักดิ์

29พฤศจิกายน 2558 สำนักข่าวอิศรา
โชว์ชัดๆ เอกสารกองทัพบกจ้างผู้รับเหมาวิธีพิเศษ งานทำหินอ่อนรอบฐานพระบรมรูป 7 รัฐกาล อุทยานราชภักดิ์ เผย กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก รับผิดชอบ ใช้งบ 11.9 ล้าน รับประกันสภาพ 2 ปี  
picwqw29 11 15
ในบรรดางานก่อสร้างของอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกระบุว่าใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 63 ล้านบาท ในการดำเนินงานซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อยู่ในขณะนี้
งานติดตั้งหินอ่อนรอบแท่นพระบรมรูป 7 รัฐกาล เป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ในข่ายการตรวจสอบของสตง.ด้วย
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org  ตรวจสอบข้อมูลเอกสารกำหนดราคากลางการดำเนินงานก่อสร้างงานนี้ พบว่าเป็นโครงการในแผนงานเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2558 ของกองทัพบก หน่วยงานเจ้าของโครงการคือ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 11,963,600 บาท 
ลักษณะงาน
มี 2 ส่วน
ผนังหินอ่อนรอบแท่น
-เป็นหินอ่อนขาวกรีก ขนาด 0.30 ม.X0.60 ม. หนา 2 ซม.ผิวด้าน  รวมงานตัดหินและผสมน้ำยากันซึม
บัวหินอ่อนรอบแท่น 
-เป็นหินอ่อนขาวกรีก ผิวด้าน รวมงานตัดกลึงหินและผสมน้ำยาซึม , ค่าติดตั้งยึดเกาะระบบแห้ง พร้อมโครงการยึด พุกและเพลทสเตนแลส 
รวมค่าวัสดุและค่าแรง 1 แท่น เท่ากับ 1,353,840 บาท รวมจำนวน 7 แท่น เท่ากับ 9,476,880 บาท
บวกค่า FACTOR F (ค่าตัวเลขซึ่งกำหนดขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมราคากลาง) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  11,963,613.31 บาท ปัดเศษ เป็น 11,963,600 บาท
ขณะที่ ราคากลางคำนวณ ณ วันที่ 3 ส.ค.2558 เป็นเงิน 11,963,600 บาท 
ปรากฎรายชื่อคณะกรรมการกำหนดราคากลาง จำนวน 3 ราย คือ พ.อ.ชัชพล ศุภมานพ , พ.อ.สถาพร มีศิริ , พ.ท.อุดม ระวัง
ทั้งนี้ ในการดำเนินการงานนี้ มีการกำหนดระยะเวลางานให้แล้วเสร็จใน 60 วัน การรับรองสภาพงาน 2 ปี  (ดูเอกสารประกอบท้ายเรื่อง)
แหล่งข่าวจากกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศราว่า  การกำหนดราคากลางงานนี้ เป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขที่กรมบัญชีกลางกำหนด ทั้งค่าFACTOR F กำหนดเวลาการทำงาน รวมถึงการรับประกันงาน 2 ปี ส่วนการจัดหาผู้รับเหมาเข้ามารับงานเป็นเรื่องของกองทัพบก 
"การดำเนินงานโครงการนี้ เท่าที่ทราบใช้วิธีพิเศษ ส่วนผู้รับเหมารายใดเป็นผู้ได้รับงานคงจะต้องสอบถามข้อมูลจากผู้ใหญ่ในกองทัพเอง" แหล่งข่าวระบุ  
picdffdwww29 11 15


pictannn29 11 15
pictaannna29 11 15

ปูตินส่ง S400 เพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมประเทศซีเรียทั้งหมด:


ปูตินส่ง S400 เพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมประเทศซีเรียทั้งหมด:
รัสเซียกำลังจะเสร็จสิ้นการไล่ถล่มฐานไอสิสทั้งหมดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่แปลก เยอรมนีก็เพิ่งจะตัดสินใจส่งทหารเข้าไป ๑๒๐๐ นาย หลังจากกวาดเก็บ ISIS หมดแล้ว การฟื้นเมืองซีเรียหลายๆ เมืองคงจะลำบากมากหากยังมีเครื่องบินรบต่างชาติบินเพ่นพ่านอยู่
จีนจึงส่งทหารไป ๓๐๐๐ นายเพื่อเหลือรัสเซียช่วยดูแลพื้นที่ งานนี้คงจะอยู่ช่วยรัสเซียยาว ส่วนตะวันตก เมื่อไอสิสในซีเรียถูกถล่มหมดแล้ว จะปักหลักอยู่ยาวหรือปล่าว? อันนี้ต้องคอยดู
เพื่อความปลอดภัย ไม่ต้องให้เครื่องบินต่างชาติรบกวนระหว่างรื้อฟื้นประเทศซีเรียอีกครั้ง ปูตินตัดสินใจส่งจรวดแซมชนิด S400 เข้าไปเสริม
ให้ครอบคลุมดินแดนซีเรียทุกตารางนิ้ว พูดง่ายๆ ว่านับแต่นี้ไป ประเทศซีเรียเป็นเขตห้ามบินสำหรับเครื่องบินที่ไม่ได้รับอนุญาต รัสเซียคุมเบ็ดเสร็จทางอากาศ ทางบกก็มีทหารนาวิกโยธินจีนช่วยกองทัพซีเรีย
Russia is actually building an all-over air defense zone in Syria. The Hmeymim air base, Russian jets and also pilots will be protected by…
SPUTNIKNEWS.COM|โดย SPUTNIK