PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์‘คนดัง-นักการเมืองใหญ่’ พาเหรดเข้าคุก-จ่อคิวอีกเพียบ?

“…มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศในช่วงกลางปี 2557 เป็นต้นมา กระบวนการยุติธรรมไทยเริ่มจะรุดหน้าไปได้เร็วมากขึ้น รวมถึงศาลมีคำพิพากษาออกมาค่อนข้างรุนแรง นับเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่ทำให้นักการเมือง-ข้าราชการ-เอกชน ในปัจจุบันและในอนาคต จะต้อง ‘พึงระวัง-ตระหนัก’ ว่า ไม่ควรทำอะไรที่ลึกลับซับซ้อน-ไม่ชอบมาพากลอีก…”
PIC nakkanmuang 9 6 59 1
ปิดฉากเส้นทางการเมืองไปอีก 2 ราย !
สำหรับ ‘ชูชีพ หาญสวัสดิ์’ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยุค ‘ทักษิณ ชินวัตร’ และ ‘วิทยา เทียนทอง’ น้อง ‘ป๋าเหนาะ’ นายเสนาะ เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ (สมัยนายชูชีพ) ภายหลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา ‘จำคุก’ คนละ 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกับฮั้วประมูลการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพื่อแจกเกษตรกรที่เดือดร้อนเมื่อปี 2544-2545 กว่า 1.3 แสนตัน รวมวงเงินกว่า 367 ล้านบาท
สำหรับนายชูชีพ และนายวิทยา ไม่ใช่เป็นกรณีแรกที่นักการเมืองชื่อดัง ถูกศาลฎีกาฯพิพากษา แล้วต้องไปชดใช้กรรมในคุก แต่ยังมีนักการเมืองระดับชาติอีกไม่น้อยที่เคยเข้าไปนอนในคุกเนื่องด้วยกระทำความผิดฐานทุจริต ?
ใครเป็นใคร ? สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ย้อนข้อมูลนักการเมืองระดับชาติ-บุคคลดังที่เคยต้องคำพิพากษาจากศาลให้จำคุกมานำเสนอ ดังนี้
เบื้องต้น สามารถแบ่งการพิจารณาได้ 2 ส่วน คือ คำพิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลอาญา (ศาลชั้นต้น) ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
หนึ่ง คดีในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
เชื่อหรือไม่ ศาลฎีกาฯ เคยไต่สวนนักการเมืองระดับชาติตั้งแต่ ‘อดีตนายกฯ-รัฐมนตรี’ จนถึงอดีต ส.ส. มาจำนวนหลายสิบราย ในคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต แต่มีเพียงนักการเมืองเพียง 4 รายเท่านั้นที่เคยได้ลิ้มรส ‘ติดคุก’ แบบจริง ๆ ไม่ทันได้หลบหนีไปไหน !
รายแรกไม่เอ่ยถึงไม่ได้ เพราะถือเป็นนักการเมืองระดับ ‘รัฐมนตรี’ คนแรกที่ถูกคำพิพากษาให้จำคุกนั่นคือ ‘รักเกียรติ สุขธนะ’ อดีต รมว.สาธารณสุข สมัยรัฐบาล ‘ชวน หลีกภัย’ และนายจิรายุ จรัสเสถียร อดีตที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข (นายรักเกียรติ)  พร้อมพวกอีก 4 ราย ฐานทุจริตรับสินบน 5 ล้านบาท โดยนายจิรายุ ถูกพิพากษาให้จำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนนายรักเกียรติได้หลบหนีไม่ยอมมาฟังคำพิพากษาจากศาลฎีกาฯ กระทั่งมีผู้พบเห็นกำลังออกกำลังกายอยู่ที่สวนธารณะ จึงแจ้งตำรวจ และนำตัวมาฟังคำพิพากษาเมื่อปี 2547 จะถูกพิพากษาให้จำคุก 15 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ต่อมาได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ กระทั่งได้รับการพักโทษ และถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำช่วงปี 2552
ถัดจากนั้นต้องรออีกยาวนานกว่า 12 ปี จึงจะมีนักการเมืองระดับ ‘อดีตรัฐมนตรี’ ติดคุกจริงอีกครั้ง นั่นคือกรณีล่าสุดที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกนายชูชีพ กับนายวิทยา ฐานทุจริตฮั้วประมูลซื้อปุ๋ย 1.3 แสนตัน ช่วงปี 2544-2545 ในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดนโทษเข้าไปอยู่ในซังเต 6 ปี ไม่รอลงอาญา
นอกจากนั้นแล้ว มีอดีตนักการเมืองระดับชาติจำนวนมากที่หลบหนีไม่ยอมมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต ได้แก่ช่วงปี 2551 มีนักการเมืองระดับ ‘นายกรัฐมนตรี’ ถูกศาลฎีกาฯพิพากษาให้จำคุกคือ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในคดีทุจริตการซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก พิพากษาให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา 
ถัดจากนั้นไม่กี่เดือนในปี 2551 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้จำคุกนักการเมืองระดับ ‘รัฐมนตรี’ อีกรายหนึ่ง คือ ‘วัฒนา อัศวเหม’ นักการเมืองชื่อดังย่านปากน้ำ-สมุทรปราการ อดีต รมช.มหาดไทย 10 ปี ฐานทุจริตการก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน 
หลังจากนั้นช่วงปี 2556 ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาจำคุกนายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย ยุครัฐบาล ‘ทักษิณ’ 12 ปี ไม่รอลงอาญา และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. 10 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม.
อย่างไรก็ดีนักการเมืองทั้งสี่รายข้างต้น ได้หลบหนีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเสียก่อนที่จะชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในคุก !
กระทั่งล่าสุด เมื่อปี 2558 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครโดยทุจริต ซึ่งปรากฏชื่อของ ‘ทักษิณ’ เป็นจำเลยที่ 1 โดยมี 2 อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย และนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ร่วมเป็นจำเลยด้วย 
ทว่าคนที่โดนโทษกลับเป็น 2 ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย คือ ร.ท.สุชาย และนายวิโรจน์ กับบรรดาเจ้าหน้าที่ในธนาคารกรุงไทย พร้อมกับนิติบุคคลเครือข่ายของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) เท่านั้น ส่วนนายทักษิณ ศาลฎีกาฯ ได้สั่งจำหน่ายคดีออกไปก่อน เนื่องจากหลบหนี
ปัจจุบันคดีดังกล่าวถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนในความผิดฐานฟอกเงินด้วย โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตระกูล ‘ชินวัตร’ ถูกสอบด้วยอย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ ‘โอ๊ค’ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ‘ทักษิณ’ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ นายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา และนายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 
ขณะเดียวกันปัจจุบันยังมีนักการเมืองระดับชาติ-อดีตข้าราชการอีกอย่างน้อย 9 รายที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกาฯ ไม่ว่าจะเป็นตระกูล ‘ชินวัตร’ รายที่สอง อดีตนายกฯ ‘ยิ่งลักษณ์’ น้องสาวหัวแก้วหัวแหวนของ ‘ทักษิณ’ ในคดีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
อีกสามรายเป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน คือ ‘บุญทรง เตริยาภิรมย์’ อดีต รมว.พาณิชย์ ‘ภูมิ สาระผล’ อดีต รมช.พาณิชย์ และ‘หมอโด่ง’ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง) ในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยทุจริต อย่างไรก็ดีสำหรับ ‘หมอโด่ง’ ปัจจุบันหลบหนีคดีไปแล้ว
อีกรายหนึ่งที่โดนอย่างน้อย 2 คดี ได้แก่ ‘หมอเลี๊ยบ’ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และถือเป็นมันสมองให้กับ ‘ทักษิณ’ โดนไต่สวนในคดีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ คือ แทรกแซงการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และเปลี่ยนแปลงสัญญาไทยคมเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน
นอกจากนี้ยังมีคดีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 2551 ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเมื่อปี 2555 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาลฎีกาฯเช่นเดียวกัน
กรณีนี้ นายสมชาย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน เพื่อขอให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าว ปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายงานของคณะทำงาน ป.ป.ช. ก่อนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติว่าจะถอนฟ้องคดีดังกล่าวหรือไม่
สำหรับทั้ง 7 คดี 9 นักการเมืองระดับชาติ-อดีตข้าราชการที่ตกเป็นจำเลยเหล่านี้ เท่าที่ดูบัญชีนัดความแล้ว ศาลฎีกาฯ น่าจะนัดพิพากษาคดีดังกล่าวในช่วงปี 2561-2562 ทั้งหมด ดังนั้นน่าจับตาว่าบุคคลเหล่านี้จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในชั้นกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาฯได้จนหมดสิ้นข้อสงสัยหรือไม่ 
หรือจะมีการ ‘หลบหนี’ ไปก่อนคำพิพากษาเหมือนนักการเมือง ‘รุ่นพี่’ ที่เคยทำมาแล้วในอดีต ? 
สอง คดีที่ตัดสินไปแล้วในชั้นศาลอาญา (ศาลชั้นต้น) ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา นั้น มีนักการเมือง รวมถึงบุคคลชื่อดังระดับ ‘เซเล็ป’ ในสังคมหลายราย ถูกพิพากษาให้จำคุก สรุปได้ดังนี้
กรณีล่าสุดคือ ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีต กกต. คนละ 3 ปี ลดโทษเหลือ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่เร่งสอบสวนข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคการแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 
ก่อนหน้านี้ยังมีคนเด่นดังที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ได้แก่ นายชนม์สวัดิ์ อัศวเหม อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ บุตรชาย ‘วัฒนา อัศวเหม’ ถูกพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งหรือเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการโดยเจตนาขัดขวางไม่เป็นไปตามกฎหมาย ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำสมุทรปราการ
หรือแม้แต่ ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์’ อดีตเจ้าพ่ออ่าง-หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี คดีรื้อบาร์เบียร์ ซ.สุขุมวิท 10 ซึ่งเพิ่งมารับสารภาพในชั้นฎีกา ภายหลังการต่อสู้ในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด 
รวมไปถึง ‘เด็จพี่’ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส. และโฆษกพรรคเพื่อไทย พ่วงด้วยนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
อีกคดีหนึ่งที่ต้องรอลุ้นในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ คือ ศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษารอบสองในคดีกล่าวหานายขวัญชัย ไพรพนา อดีตแกนนำคนเสื้อแดงภาคอีสาน ที่ปัจจุบันถูกออกหมายจับเนื่องจากหลบหนีไม่ยอมมาฟังคำพิพากษา ในคดีทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 2551
ถัดมาในชั้นศาลอุทธรณ์ ปรากฏชื่อของอดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง ‘เสี่ยเปี๋ยง’ นายอภิชาต จันทร์สกุลพร อดีตเจ้าของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ถูกศาลอุทธรณ์จำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดียักยอกข้าวในสต๊อกของรัฐช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ปัจจุบันติดคุกอยู่เรือนจำสมุทรปราการ แต่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจเนื่องได้มีอาการป่วยมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2559
ทั้งนี้ ‘เสี่ยเปี๋ยง’ เป็นหนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวจีทูจีเก๊ ร่วมกับนายบุญทรง และนายภูมิด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย
ขณะเดียวกันยังมีสื่อมวลชนชื่อดัง ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อดีตผู้บริหารกลุ่มแมเนอร์เจอร์ มีเดีย (MGR) ผู้ก่อตั้งสื่อเครือเอเอสทีวี ผู้จัดการ หนึ่งในจำเลยคดีที่ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 20 ปี ฐานกระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของ MGR เมื่อช่วงปี 2540 ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่บอร์ด MGR ไม่ทราบ ต่อมาบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปฯ ผิดนัดชำระเงินกู้ ส่งผลให้ MGR ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้ให้กับธนาคารกรุงไทยเป็นจำนวน 259 ล้านบาท
สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาจำคุกนายสนธิ ไปแล้วจำนวน 85 ปี แต่ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 42 ปี 6 เดือน อย่างไรก็ดีความผิดสูงสุดในฐานความผิดดังกล่าวกำหนดให้ลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุกนายสนธิคนละ 20 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างฎีกา
ส่วนในชั้นศาลอาญา มีอดีตข้าราชการระดับสูงนั่นคือ ‘คุณหญิงเป็ด’ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และอดีตกรรมการ คตส. ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันจัดสัมมนาที่ จ.น่าน เป็นเท็จ แต่กลับเป็นการไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยเบิกค่าเดินทาง ที่พัก ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างอุทธรณ์
ส่วนอีกคนหนึ่งไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ เพราะเป็นถึง ‘อดีต’ นักเล่าข่าวชื่อดัง นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เจ้าของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 13 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ (นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงาน อสมท) ยักยอกเงินค่าโฆษณาทำให้ อสมท เสียหายกว่า 138 ล้านบาท ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์
อย่างไรก็ดีนายสรยุทธ ยังถูกฟ้องร้องอีก 2 คดี ได้แก่ คดีฉ้อโกง ซึ่ง อสมท ฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับฟ้องหรือไม่ และคดีปลอมแปลงเอกสารสิทธิใช้น้ำยาลบคำผิดใบคิวโฆษณา ที่ล่าสุดศาลอาญาเพิ่งประทับรับฟ้อง และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 29 ส.ค.นี้
ทั้งหมดคือคดีความของ ‘นักการเมืองระดับชาติ-บุคคลดัง’ ที่ตกเป็นจำเลยถูกศาลพิพากษาจำคุกในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่บางรายก็อยู่ระหว่างอุทธรณ์ หรือฎีกาเพื่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันต่อไป
อย่างไรก็ดีมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศในช่วงกลางปี 2557 เป็นต้นมา กระบวนการยุติธรรมไทยเริ่มจะรุดหน้าไปได้เร็วมากขึ้น รวมถึงศาลมีคำพิพากษาออกมาค่อนข้างรุนแรง เสมือน ‘เอาจริง’ หากพบว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทุจริต
นับเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่ทำให้นักการเมือง-ข้าราชการ-เอกชน ในปัจจุบันและในอนาคต จะต้อง ‘พึงระวัง-ตระหนัก’ ว่า ไม่ควรทำอะไรที่ลึกลับซับซ้อน-ไม่ชอบมาพากลอีก 
เพราะไม่อย่างนั้นอาจลงเอยถึงขั้นติดคุกติดตะราง หรืออาจต้องหลบหนีไปและไม่มีโอกาสกลับประเทศอีกเลยก็เป็นได้ !

ย้อนรอยจุดตาย 'เบญจา-พวก' จำคุก 3 ปี ตอบข้อหารือช่วย'โอ๊ค-เอม'เลี่ยงภาษีหุ้นชิน


"...การที่ น.ส.ปราณี ได้ทำหนังสือสอบถามการประเมินเสียภาษีไปยังกรมสรรพากร แต่กรมสรรพากรกลับมีหนังสือยืนยันว่าไม่ต้องเสียภาษี และไม่เข้าเกณฑ์ประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตรา 39 ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และเกิดช่องโหว่ที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ รวมถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีผู้นำกรณีดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติตาม.."
picgygygyg28 7 17
นับจนถึงเวลานี้ สาธารณชนคงได้รับทราบข้อมูลกันไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2559 ศาลอาญา ได้พิพากษาจำคุก นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร พร้อมอดีตข้าราชการ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ช่วยนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลี่ยงภาษีโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด 
โดยนางเบญจา พร้อมด้วยอดีตข้าราชการกรมสรรพากรอีก 3 คน ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี
ส่วน น.ส.ปราณี คนใกล้ชิดเลขานุการคุณหญิงพจมาน มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี
และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมดจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

(อ่านประกอบ : คุก3 ปี!'เบญจา-3อดีตขรก.' คดีเลี่ยงภาษีโอนหุ้นชินฯ-คนใกล้ชิดเลขาฯพจมาน โดนด้วย)

แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบข้อมูลจุดเริ่มต้นของคดีนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร นางเบญจา และอดีตข้าราชการกรมสรรพากร อีก 3 ราย รวมถึง น.ส.ปราณี กระทำการอะไร อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ถูกศาลตัดสินความผิด มีโทษร้ายแรงถึงขั้นถูกสั่งจำคุก โดยไม่รอลงอาญาแบบนี้ 
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำข้อมูลและหลักฐานสำคัญในคดีนี้ มานำเสนอแบบชัดๆ อีกครั้ง 
@ จุดเริ่มต้น 
เป็นที่ทราบกันดีว่า การขายหุ้น บมจ. ชินคอร์ปอเรชั่น ของครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ จำนวน 1,487.7 ล้านหุ้น มูลค่า 73,269 ล้านบาทให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 มีการตรวจสอบพบความผิดปกติในทำธุรกรรมครั้งประวัติศาสตร์หลายประการที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ครอบครัวชินวัตร
โดยการตอบข้อหารือเรื่องการเสียภาษี ระหว่าง นางเบญจา และอดีตข้าราชการกรมสรรพากร อีก 3 ราย กับ น.ส.ปราณี ก็เป็นหนึ่งในการเอื้อประโยชน์ที่ถูกตรวจสอบพบ
ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ ในการเตรียมการซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก Ample Rich ในราคา 1 บาท มีการทำหนังสือถาม-ตอบ ข้อหารือ ว่า นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา ไม่มีภาระภาษีต้องเสียจากการขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าวแต่อย่างใด
@ หลักฐานมัด
โดยเริ่มต้นจากการที่ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทน บริษัท แอมเพิลริชฯ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 หารือเรื่องการเสียภาษีในการซื้อขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร ถึง อธิบดีกรมสรรพากร
มีเนื้อหาดังนี้
เรื่อง การซื้อหุ้นบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ
เรียน อธิบดีกรมสรรพากร
ด้วย Ample Rich Investment Limited เป็น บริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islands ได้ซื้อหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่านตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 32,920,000 หุ้น ในราคาพาร์ 10 บาท เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ในระหว่างที่ถือหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ลดราคาพาร์ลงเหลือ 1 บาท เป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่ Ample Rich Investment Limited ถือเพิ่มเป็น 329,200,000 หุ้น
ต่อมา Ample Rich Investment Limited หุ้นตกลงขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ถือทั้งหมดให้นายพานทองแท้ ในราคาพาร์ 1 บาท โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงขอหารือว่าในกรณีดังกล่าวเมื่อนายพานทองแท้ฯซื้อหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จาก Ample Rich Investment Limited มีภาระต้องชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่
ขอแสดงความนับถือ
(นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์)
จากนั้น นางเบญจา หลุยเจริญ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการคลัง ในฐานะที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น เป็นผู้ตอบหนังสือหารือ (ตามหนังสือที่ กค 0706/7896 ซึ่งตอบข้อหารือดังกล่าว ลงวันที่ 21 กันยายน 2548 กลับไปว่าไม่มีภาระภาษี
มีรายละเอียดดังนี้
ที่ กค 0706/7896
วันที่ 21 กันยายน 2548
เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ
เรียน นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์
อ้างถึง หนังสือลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548
ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า บริษัท Ample Rich Investment Limited เป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islends ไม่มีสำนักงานประกอบการในประเทศไทย มีนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร เป็นกรรมการ บริษัทฯประกอบกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บริษัทฯได้ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยจำนวน 32,920,000 หุ้น ในราคาพาร์ 10 บาท ในระหว่างที่ถือหุ้นอยู่ บริษัทชินคอร์ฯได้ลดราคาพาร์ลงเหลือ 1 บาท ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 329,200,000 หุ้น ต่อมาบริษัทฯได้ตกลงขายหุ้นบริษัทชินคอร์ฯที่บริษัทฯถือไว้ทั้งหมดให้กับนาย พานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯในราคาพาร์ 1 บาท โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงขอทราบว่ากรณีนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ได้ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ฯ จากบริษัทฯ มีภาระต้องชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ นั้น
กรมสรรพากรขอเรียนว่า 1.ตามข้อเท็จจริง การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ฯ ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ กรณีเรื่องของการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขายกับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้ออันเป็นเรื่องปกติในทางการค้า ส่วนราคาที่ตกลงซื้อขายกันต่ำกว่าราคาตลาด ผู้ขายและผู้ซื้อมีสิทธิตกลงกันได้ โดยผู้ซื้อต้องใช้ราคาทรัพย์สินตามที่ตกลงนั้น ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำหรับประเด็นภาระภาษีการซื้อขายหุ้นดังกล่าว
(1) กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขาย ผลประโยชน์นี้ได้จากการโอนหุ้น ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(5) แห่งประมวลรัษฎากร หากการขายหุ้นดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดในวันที่โอนหุ้นได้ ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎรกร เนื่องจากตามข้อเท็จจริง บริษัทฯเป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islends ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย และไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ดังนั้น หากบริษัทฯมิได้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อการขายหุ้นดังกล่าวหรือได้ขายหุ้นดัง กล่าวผ่านลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย กรณียังถือไม่ได้ว่า บริษัทฯกระทำกิจการในประเทศไทย ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 85 วรรคสอง และ มาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎรกร และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าหุ้นดังกล่าวไปให้กับบริษัทฯ ซึ่งมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เนื่องจากเงินได้ที่ได้รับไม่เข้าลักษณะตามเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีจึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
(2) กรณีนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้อ การได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูกซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขายอันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
2.กรณีบริษัทฯได้ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ฯ ที่บริษัทได้ถือไว้ให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หุ้นที่บริษัทฯ ได้ซื้อไว้เป็นทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัทฯ มิใช่เป็นหุ้นของบริษัทฯ เป็นผู้ออกเอง กรณีจึงไม่เข้าลักษณะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษ
ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538
ขอแสดงความนับถือ
(นางเบญจา หลุยเจริญ)
ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ นางเบญจา หลุยเจริญ ได้ทำหนังสือตอบกลับน.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ไปแล้ว ว่าไม่มีภาระภาษี ทำให้กรมสรรพากรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่ามีเจตนาเอื้อประโยชน์เพื่อ ช่วยนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ให้ไม่ต้องเสียภาษีจากการโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ดังกล่าว 
ขณะที่ น.ส.ปราณี ถูกตรวจสอบพบว่า เป็นนักบัญชีที่มีหน้าที่ในการเคลียร์ภาษีของครอบครัวชินวัตรมาเป็นเวลานานแล้ว
ต่อมาภายหลังการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบคดีต่างๆ รวมถึงการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปด้วย  
คตส. ได้มีการหยิบประเด็นการตอบข้อหารือ ไม่ต้องเสียภาษีของ นางเบญจา และอดีตข้าราชการ อีก 3 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นมาพิจารณาด้วย โดยมีคำวินิจฉัยว่า กรณีนี้ต้องเสียภาษี
ขณะที่ นางปราณี ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหนังสือสอบถามได้เพราะไม่ใช่เจ้าของหุ้น ดังนั้น กรมสรรพากรจึงไม่เป็นต้องตอบ
พร้อมตั้งข้อกล่าวหา นางเบญจา หลุยเจริญ ในฐานเป็นผู้ที่ตอบข้อหารือเรื่องการไม่ต้องเสียภาษีการขายหุ้นของบริษัทแอมเพิลริช นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย นายกริช วิปุลานุสาสน์ นิติกร 9 น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีที่กรมสรรพากรไม่จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ผลต่างระหว่างราคาเข้าลักษณะเงินพึงได้ประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538
ส่วน น.ส.ปราณี ถูกตั้งข้อกล่าวหา เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด เพราะเห็นว่า การที่ น.ส.ปราณี ได้ทำหนังสือสอบถามการประเมินเสียภาษีไปยังกรมสรรพากร แต่กรมสรรพากรกลับมีหนังสือยืนยันว่าไม่ต้องเสียภาษี และไม่เข้าเกณฑ์ประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตรา 39 ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และเกิดช่องโหว่ที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ รวมถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีผู้นำกรณีดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติตาม
ทั้งนี้ หลังจากที่ คตส. หมดอายุการทำงานได้โอนคดีนี้มาให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลต่อ และปรากฎผลคำพิพากษาของศาลอาญาสั่งจำคุกดังกล่าว 
ขณะที่เส้นทางชีวิตข้าราชการของ เบญจา หลุยเจริญ หลังจากนั้นก็รุ่งเรืองเติบโตต่อเนื่อง ได้เป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต ในปี 2554  ก่อนจะย้ายมาเป็น อธิบดีกรมศุลกากร และลาออกจากราชการเพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เหลืออายุเกษียณราชการอีกแค่ 3 เดือน เท่านั้น 
ก่อนที่ ณ วันนี้ สถานการณ์จะเปลี่ยนไป นางเบญจา ปรากฎชื่อเป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกศาลตัดสินจำคุก จากกระทำในอดีตที่ย้อนมา และยังไม่มีใครล่วงรู้ว่า ชะตากรรมในวันข้างจะเป็นเช่นใด
ไม่ต่างอะไรกับชะตาชีวิต คนในตระกูล 'ชินวัตร' ที่กำลังประสบพบเจอในขณะนี้เหมือนกัน

อ่านประกอบ : 

ปรากฏการณ์‘คนดัง-นักการเมืองใหญ่’ พาเหรดเข้าคุก-จ่อคิวอีกเพียบ?

ภาคประชาชน-นักวิชาการ หวั่น พ.ร.บ.กสทช.ใหม่ แปลง กสทช.เป็นสำนักงานใต้รัฐบาล


ประธานศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบาย สถาบันอิศราระบุแก้ปัญหาภายใน กสทช. ดีกว่าแก้ พ.ร.บ. กสทช. ฟากนักวิชาการชี้ลดกรรมการ กสทช.เอื้อประโยชน์รัฐ/เอกชน มากกว่าประชาชน ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมองการลดกรรมการ กสทช. คุ้มครองผู้บริโภคได้ยากขึ้น เลขาฯ กสทช.ยอมรับร่างฯ ยังไม่สมบูรณ์ กรรมการ กสทช. เชื่ออ้างปรับปรุงให้ กสทช. เข้ากับสื่อยุคหลอมรวม เพื่อแก้เรื่องจัดสรรคลื่นความถี่มากกว่า

(แถวบน จากซ้าย) สุพจน์ เธียรวุฒิ - วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง - จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์
(แถวล่าง จากซ้าย) สุวรรณา จิตประภัสสร์ - สุปัน รักเชื้อ - วิชาญ อุ่นเอก - สุวรรณา สมบัติรักษาสุข

27 ก.ค. 2559 เวลา 9:00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ ส่วนงานเลขานุการ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และส่วนงาน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. จัดงานเสวนา NBTC Public Forum 2/2559 เรื่อง “มุมมองภาคประชาชนต่อแนวทางปรับปรุงกฎหมาย กสทช.” เพื่อเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อพระราชบัญญัติองค์จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. … (ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่) ซึ่งเป็นการปรับปรุงจาก พ.ร.บ.กสทช. ฉบับปี พ.ศ.2553 เดิม
ทั้งนี้ในงานยังมีการเชิญชวนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อร่าง พ.ร.บ. กสทช. ดังกล่าวได้ทางอีเมลnbtcrights@gmail.com [email protected]�[email protected]�[email protected]�รแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับดังกล่าวอีกด้วย โดยสามารถเสนอได้ถึงภายในวันที่ 29 ก.ค. 59 นี้ และอ่านร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ที่กำลังจะเข้า สนช. ได้ที่ http://nbtcrights.com/2016/07/6592
ในงานเสวนาดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ และประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. รวมถึงฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ตลอดจนภาคประชาสังคมมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากนี้ยังมีตัวแทนกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช. มาบันทึกความคิดเห็นในงานเสวนาอีกด้วย
โดย ประวิทย์ กล่าวว่าการพูดคุยเรื่องกฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากร่างได้รับหลักการจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และอยู่ในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. กสทช. จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กฎหมายขึ้นใหม่เกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ต้องยกร่างใหม่ทั้งหมด เนื่องจากบทบัญญัติตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ไม่รวมถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องทบทวนกฎหมายฉบับนี้ใหม่ทั้งหมด
สุพจน์-วรพจน์เห็นตรงกัน ไม่ประมูลคลื่นความถี่ เสี่ยงเกิดปัญหา
สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ว่าไม่เห็นด้วยที่ร่างฉบับใหม่มีการแก้ไขมาตรา 45 โดยอนุญาตให้มีการใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม นอกเหนือจากการประมูลได้ ซึ่งการมอบคลื่นให้โดยไม่ผ่านการประมูลอาจส่งผลให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต จึงยืนยันว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องใช้วิธีการประมูลเท่านั้น
นอกจากนี้สุพจน์ยังเสนอว่า ไม่ต้องเยียวยาในกรณีที่ กสทช. เรียกคืนคลื่นที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ เพราะจะทำให้ต้องใช่งบประมาณโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงมีการจำกัดการรูปแบบการใช้คลื่นให้ตรงกับตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้เมื่อได้ตอนได้รับใบอนุญาต จาก กสทช. ทั้งนี้การจำกัดรูปแบบดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการใช้คลื่นดังกล่าว
สอดคล้องกับวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง คณะทำงานติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ระบุว่าปัญหากรณีคลื่น 1 ป.ณ. FM 98.5 เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นชัดเจนว่าการใช้อำนาจของ กสทช. ที่พิจารณาตามดุลยพินิจให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์ได้ ก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเรียกคืนคลื่นวิทยุโดยเร่งด่วน ถ้าหาก พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่นี้ผ่าน การเรียกคืนคลื่นวิทยุอาจต้องยืดระยะเวลาไปด้วย
นอกจากนี้วรพจน์เสนอให้ล้มเลิกการร่าง พ.ร.บ. กสทช.ฉบับใหม่นี้ เพราะที่มาในการแก้ไขไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่แรก โดยระบุว่ารัฐสามารถกำหนดนโยบายให้ กสทช. และ กสทช. ก็กำหนดวิธีในการบรรรลุเป้าหมายในแง่นโนบายได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายเพื่อบังคับ
สุวรรณาระบุแก้ปัญหาภายใน กสทช. ดีกว่าแก้ พ.ร.บ. กสทช.
สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศรา ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.กสทช. ฉบับใหม่ เปลี่ยนแนวคิดมุมมองของคลื่นความถี่ไป จากเดิมมองว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของประชาชน แต่ต่อมากลับมองว่าเป็นทรัพยากรของชาติ ซึ่งคำว่า “ชาติ” นี้ก็ไม่แน่ใจว่าประชาชนจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
นอกจากนี้ยังฝากข้อสังเกตไปถึงประชาชนทั่วไป ให้จับตาดูว่าเมื่อไรที่ร่าง พ.ร.บ. กสทช.ฉบับนี้ผ่านจนสามารถประกาศใช้บังคับได้ ให้ดูในประเด็นการสรรหา กสทช. และคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ กสทช. ว่าขัดต่อหลักการในการกำหนดคุณสมบัติและมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ และในท้ายที่สุดเมื่อดูในข้อกฎหมายในร่างฯ ดังกล่าวจะพบว่าร่างนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
“สุดท้ายนี้ดิฉันสรุปว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา วันนี้การแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. ที่เกิดขึ้น ก็มาจากการทำงานของ กสทช. ทั้ง 11 ท่านนั่นเอง ดิฉันถึงไม่เห็นความจำเป็นในการแก้ พ.ร.บ.กสทช. แต่ดิฉันเห็นว่าการแก้ปัญหาภายใน กสทช.เองน่าจะเป็นการดีกว่า” สุวรรณากล่าว

ชี้ลดกรรมการ กสทช.เอื้อประโยชน์รัฐ/เอกชน - คุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้
ส่วน จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ นักวิชาการอิสระด้านการสื่อสารมวลชน กล่าวว่า รัฐใช้ข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.กสทช. ว่า เพราะโลกของเทคโนโลยีหรือภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป แต่เจตนาที่แท้จริงคือรัฐต้องการลดอำนาจ กสทช.ให้เป็นสำนักงานภายใต้รัฐบาล และต้องการให้ กสทช. ทำงานในลักษณะแนวดิ่งเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนการปฏิรูปสื่อในปี 2540 สะท้อนให้เห็นการแก้ปัญหาโดยยึดวิธีคิดแบบเก่ามาใช้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้จิรพรยังตั้งข้อสังเกตว่า ในร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ มีการลดกรรมการ กสทช.จาก 11 คน เหลือ 7 คน รวมไปถึงในร่างมีการกีดกันผู้แทนจากภาคประชาชนและคนรุ่นใหม่ ทำให้เห็นได้ว่าการแก้ร่าง พ.ร.บ.กสทช.ครั้งนี้เอื้อประโยชน์ให้กับภาครัฐและภาคเอกชนมากกว่าประชาชน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมีความโจ่งแจ้งเกินไป
สอดคล้องกับสุวรรณา จิตประภัสสร์ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการลดกรรมการ กสทช.จาก 11 คน เหลือ 7 คน ซึ่งกรรมการที่ทำงานในด้านคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหนึ่งส่วนที่ถูกลดไป จาก 2 คน 1 โดยระบุว่ากรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเดิมมี 2 คนก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่ครบถ้วน หากมีเพียงคนเดียวจะแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้หรือไม่ นอกจากนี้การแก้ร่างฯ นี้ยังทำให้การสรรหาคนที่ีมาเป็นกรรมการฝ่ายนี้ อาจได้คนที่ขาดความรู้และความเข้าใจในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคได้ เพราะผู้สรรหาล้วนมาจากฝ่ายตุลาการไม่ว่าเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีความรู้ในด้านนี้เลย
“ยอมรับว่าภาคประชาชนอ่อนแอลงใน กสทช. ถูกเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ คาดหวังว่าถ้าเราเรียกร้อง รัฐอาจจะมองเห็นแต่ถ้าเราไม่ส่งเสียง ก็มีข้อกังวลว่าตามร่าง พ.ร.บ.ใหม่ จะมอบอำนาจกระทรวงดิจิตอลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งกระทรวงดังกล่าวอาจจะหยิบใครมาเป็นกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคก็ได้ ตรงนี้น่าเป็นห่วง” สุวรรณากล่าว

วิชาญกังวลสื่อภาคประชาชนจะเกิดยากหลังร่าง พ.ร.บ. กสทช.ใหม่ผ่าน
ด้าน วิชาญ อุ่นอก จากสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์สื่อวิทยุชุมชุนที่ตนเองดูแลอยู่ว่า “สื่อภาคประชาชนตอนนี้ไม่ได้มองแค่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ให้ประชาชน 20 เปอร์เซนต์ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้มองว่าเป็นแค่คลื่นที่ออกอากาศในชุมชนในระยะ 20-30 เมตร แต่เราคิดถึงการออกอากาศในระดับจังหวัดในระดับประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการกำหนดออกมาที่ชัดเจนในร่างนี้เช่นกัน ภาคประชาชนก็เหนื่อย และหลายคนเสียชีวิตไปแล้ว น่าเศร้าว่าการต่อสู้เรื่องคลื่นความถี่อันยาวนานตอนนี้แทบจะหมดหวังแล้ว”
วิชาญยังมองเหตุการณ์หลังร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ผ่านจะทำให้สื่อภาคประชาชนเกิดขึ้นได้ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากการตรวจสอบไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่เน้นผูกติดอยู่กับภาครัฐอย่างชัดเจน และยังมองว่าการทำหน้าที่ของ กสทช.จะขาดความเป็นอิสระไปโดยสิ้นเชิง
สุปันถามหากร่างนี้ผ่าน จะขัด รธน.หรือไม่
สุปัน รักเชื้อ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพสื่อ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย การร่าง พ.ร.บ. กสทช. ใหม่นี้จะเป็นไปในลักษณะ “คนใช้ไม่ได้ร่าง คนร่างไม่ได้ใช้” ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติด้วย เมื่อมองผลกระทบของร่างฯ ที่มีต่อสื่อจะพบว่าเสรีภาพมีอย่างจำกัด เพราะต่อไปการได้ใบอนุญาต ก็ได้จากการพิจารณาของ กสทช. ไม่ใช่ได้จากการประมูลอีกต่อไป ซึ่งทำให้ช่องทางสื่อถูกจำกัดไปอีก ไม่ว่ามีเสรีภาพเท่าไหร่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ทั้งนี้สุปันยังตั้งคำถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.กสทช. ฉบับนี้ผ่านไปได้ และร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ผ่านประชามติด้วยแล้ว พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
“วันนี้เป็นเวทีที่ให้คนที่ศึกษาด้านสื่อ ด้าน กสทช.มาแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เอกสารในงานถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งหมายรวมไปถึงเอกสารร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ และร่างกฎหมายอื่นๆ ที่จะเข้าสู่ สนช.อีกด้วย” สุปันกล่าว
ฐากร ยอมรับร่างฯ ยังไม่สมบูรณ์ - สุภิญญาเชื่อแก้ พ.ร.บ.กสทช. เพื่อเรื่องจัดสรรคลื่นความถี่
ด้านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เล่าว่า ได้นำเสนอความเห็นต่อ สนช.เกี่ยวกับการปรับปรุงร่างฯ ในเรื่องงบประมาณของ กสทช. ว่าการอนุมัติไม่ควรอยู่ในอำนาจของ กสทช.ทั้งหมด ควรมีบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการคนกลางมาอนุมัติงบประมาณเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และอยากเห็น กสทช.ยุคหน้ามาทุ่มเทการทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าการมายุ่งเกี่ยวกับงบประมาณต่างๆ
ส่วนประเด็นการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลที่เป็นเลขาธิการ กสทช. ด้านฐากรเสนอให้มีการถ่วงดุลอำนาจในการถอดถอนโดยให้เป็นอำนาจของทั้ง กสทช. และวุฒิสภาเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ส่วนเรื่องการแก้ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับนี้ยอมรับว่ายังต้องมีการแก้อีกหลายจุดตามที่ภาคประชาชนให้ความเห็นไว้ ซึ่งทางสำนักงาน กสทช.จะมีการรวบรวมความคิดเห็นในงานเสวนาเพื่อนำไปเสนอต่อ สนช.ต่อไป โดยคาดการณ์ว่าร่างดังกล่าวดังกล่าวจะต้องแก้ไขให้เสร็จภายในเดือน ส.ค. 2559
ส่วน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวปิดท้ายงานเสวนา โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงใน กสทช. เกิดขึ้นอย่างแน่นอน มีการรีเซ็ตหลายอย่าง จนส่งให้ กสทช.เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สุภิญญาระบุว่า ข้อดีของการทำงานภายใต้ พ.ร.บ.กสทช.ปัจจุบัน คืออย่างน้อยตนเองสามารถเป็นเสียงข้างน้อยในที่ประชุม และนำความคิดความเห็นมาเปิดเผยสู่สาธารณะได้ สะท้อนถึงความเป็นอิสระในการทำงาน
นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่าหลังจากหมดวาระการเป็นกรรมการ กสทช. อาจจะกลับทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน กสทช.ต่อไปหากยังมีกำลังอยู่ และฝากให้ทุกคนคิดกันในการแก้ไขปัญหาระยะยาว 5 ปี 10 ปี ทั้งเรื่องปฏิรูปสื่อ สิทธิในการสื่อสาร รวมไปถึงเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ จึงฝากไปคิดต่อว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน พร้อมตั้งข้อสังเกตผู้ร่างกฎหมายอ้างเหตุแก้ พ.ร.บ.กสทช. เพราะต้องการปรับปรุงการทำงานของ กสทช. ให้เข้ากับยุคสื่อหลอมรวม แต่เหตุผลที่แท้จริงคือต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดการเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งถ้าแก้ทั้งฉบับให้ดีเลยอาจจะเป็นการดีกว่า

ราชกิจจาฯเผยคำสั่งไล่ออก "สาธิต รังคสิริ" อดีตอธิบดีสรรพากร โกงแวต4พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนพ้นจากตําแหน่ง


ด้วยกระทรวงการคลังได้มีคําสั่งลงโทษไล่ นายสาธิต รังคสิริ ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวง ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2559 และได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตําแหน่งต่อไปแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2559 ประกาศ ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อนึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้พิจารณาสำนวนและรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานายศุภกิจ ริยะการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสรรพากรพื้นที่ กทม. เขต 22 และนายสาธิต รังคสิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร กรณีถูกกล่าวหาทุจริตคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ ทั้งนี้ มีพยานหลักฐานว่าการกระทำของนายศุภกิจ ที่ยุติการตรวจสภาพกิจการของบริษัทไม่พิจารณาตามจริง แต่มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทเท็จรวม 25 บริษัท เพื่อประโยชน์ของนายสาธิต และปรากฏว่าเงินที่บริษัทขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้นั้น มีการนำไปซื้อทองคำแท่งมูลค่า 179 ล้านบาท ที่นายสาธิตเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทองคำดังกล่าว 

ขณะที่นายสาธิต มีการเร่งรัดให้คืนภาษีให้บริษัทเท็จ และระงับการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร เพื่อไม่ต้องการให้พบข้อเท็จจริงว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการจริง ทั้งนี้จากการพิจารณาข้อเท็จจริง ป.ป.ช.จึงมีมติเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายศุภกิจ และนายสาธิต มีความผิดทางอาญา ฐานพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์เบียดบังทรัพย์เป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นความเสียหายแก่รัฐ และความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง


นอกจากนี้ ในส่วนของนายสาธิต ยังมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติในตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ด้วย




ที่มา มติชนออนไลน์ 

วัฒนา เมืองสุขFB:"อย่าโง่ให้สลิ่มกับทหารหลอก"

วัฒนา เมืองสุขFB:"อย่าโง่ให้สลิ่มกับทหารหลอก"

ผมได้รับการแชร์ข้อมูลเรื่อง "รธน. นี้ประชาชนเดือดร้อนตรงใหน" ซึ่งให้เหตุผลรวม 6 ข้อถึงความเดือดร้อนของนักการเมืองหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ผมขอเรียนว่าทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่ได้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเลย ดังนั้น ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับนักการเมือง เป็นการตีกินแบบหน้าด้านๆ แต่ก็ยังมีสลิ่มโง่ๆ ไปเชื่อเอามาแชร์ต่อ ทั้งหมดที่อ้างนั้นถูกเขียนไว้ในกฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 ดังนี้
 (1) มาตรา 74/1 คดีทางการเมืองไม่มีวันหมดอายุความ 
(2) มาตรา 123/2 นักการเมืองมีการโกงกิน ผลาญงบประมาณมีโทษหนักถึงประหารชีวิต 
(3) มาตรา 123/6 หากนักการเมืองร่ำรวยผิดปกติ มีการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์สินของทางราชการ ต้องโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบเป็นของแผ่นดิน 
(4) มาตรา 123/3 หากบริหารผิดพลาดทำประเทศเสียหายหรือเป็นหนี้มหาศาลต้องโทษจำคุก 15-30 ปี (5) มาตรา 108 ป. วิ.อาญา เมื่อมีคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เรื่องนี้เป็นอำนาจศาลที่จะกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกต่างประเทศได้ และ 
(6) ห้ามไม่ให้นักการเมืองใช้ช่องทาง VIP และห้ามโดยสารเครื่องบินชั้น first class ฟรี นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ และพวกผมไม่เคยมีประวัติไปนั่งเครื่องบินชั้น first class ฟรี เคยมีเหมือนกันที่ผมได้ข่าวว่าเมื่อไม่นานมานี้เรื่องนักการเมืองคนหนึ่งไปยกระดับตั๋วของภริยาจากชั้นธรรมดาเป็นชั้นหนึ่ง ช่วงประมาณ พ.ศ. 2552-2553 อยากทราบเป็นใครลองถามกูเกิ้ลก็พอทราบแต่ไม่ใช่พวกผมแน่นอน 

ดังนั้น ขอย้ำชัดๆ อีกทีว่าไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ กับนักการเมืองแม้แต่น้อย แต่ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะทำให้ คสช. หลุดรอดคดีทั้งหมดตามมาตรา 279 ของร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าใครเห็นว่า คสช. ทำความเสียหายให้บ้านเมือง ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ควรถูกตรวจสอบและถ้าทำผิดก็ควรติดคุกก็คงทราบนะครับว่าต้องออกไปลงมติแบบใหน

เจอกันวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ครับ

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
28 กรกฎาคม 2559

บิ๊กป้อม สั่ง ผบ.เหล่าทัพ ช่วยรักษาความสงบ ช่วงประชามติ ให้เรียบร้อย โปร่งใส



บิ๊กป้อม สั่ง ผบ.เหล่าทัพ ช่วยรักษาความสงบ ช่วงประชามติ ให้เรียบร้อย โปร่งใส เตือนระวัง ข้อมูล ผ่านสังคมออนไลน์ ที่ไม่เป็นจริง สร้างความตื่นตระหนก และระวังการก่อการร้าย ตัองไม่ประมาท

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กห. เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ได้สั่ง หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง กห. และ ผบ.เหล่าทัพ สนับสนุนการปฏิบัติงานศูนย์รักษาความสงบของรัฐบาล
และสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์รักษาความสงบของรัฐบาล เพื่อกำกับดูแล การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีความปลอดภัย สามารถบังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติตามหน้าที่ได้อย่างเคร่งครัดและสุจริต เพื่อให้กระบวนการลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใสและเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
พลเอกประวิตร ยังขอให้ ระวังการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยขอให้ นขต.กห. และเหล่าทัพ ได้ศึกษาบทเรียน จากการส่งต่อและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในสื่อสังคมออนไลน์ ที่แพร่กระจายและสร้างความตื่นตระหนกหรือความเสียหายต่อสังคมทั้งในและต่างประเทศอย่างรวดเร็ว
โดยร่วมกันติดตาม ตรวจสอบที่มาของข่าวสารที่ได้รับ พร้อมทั้งร่วมสร้างการตระหนักรู้และความเข้าใจ กับข้าราชการและประชาชน ให้ร่วมกันใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบกับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ก่อนเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันและจำกัดความเสียหายที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม
นอกจากนี้ ขอให้ช่วยสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการชี้แจงและสร้างความเข้าใจกับประชาชน ควบคู่กับข้าราชการระดับปฏิบัติงานของหน่วย ถึงความพยายามร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหา ฐานรากเดิมของประเทศ
รวมทั้งเหตุผลและความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพื่อจัดระเบียบสังคมและบ้านเมือง ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งในอนาคตหากคณะรักษาความสงบแห่งชาติหมดหน้าที่ ข้าราชการและประชาชน จำเป็นต้องเข้ามาดูแล และดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและมีระเบียบมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังกำชับในการดูแลความปลอดภัยภายในประเทศ จากสถานการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นหลายครั้งในทวีปยุโรป ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ปัญหาดังกล่าว มีผลกระทบเชื่อมโยงต่อความมั่นคงของภูมิภาค ซึ่งหลายประเทศได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยและแจ้งเตือนประชาชน
"ขอให้ นขต.กห. และเหล่าทัพ ติดตามข่าวสารและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท โดยให้ความสำคัญกับมาตรการ ด้านการข่าว ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดกวดขันการรักษาความปลอดภัยที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ ที่อยู่ในความรับผิดชอบหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของสถานการณ์ เพื่อป้องกันมิให้การก่อเหตุร้ายเกิดขึ้น"
//////

บิ๊กตู่ แนะสื่อ ไปตามดู นักการเมืองแอบไปคุยกันไหน บ้าง



บิ๊กตู่ แนะสื่อ ไปตามดู นักการเมืองแอบไปคุยกันไหน บ้างไม่แคร์ พวกออกมาแถลงไม่รับร่างรธน. ถามมีกี่คน 10-20-30 คน แล้วคนส่วนใหญ่ มีกี่คน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีกี่คน แล้วคนอายุ18 ด้วย กี่คน กว่า30ล้านคน เตือน อย่าตีตนไปก่อนไข้ รธน.ฉบับนี้ ยังไม่ทันลงประชามติเลย ถ้าไม่ผ่าน ก็ต้องร่างรธน.ใหม่ จึงจะมีเลือกตั้ง แต่จะร่างยังไง เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน ยันไม่ตัองเปิดช่อง นักการเมืองแสดงความเห็น เพราะตอนนี้ก็พูดกันอยู่แล้ว นัดเจอกันที่ไหน ไม่ใช่แค่ที่พรรค คุณรู้มั้ย เขาไปที่ไหนกันบ้าง ไปตามดูซะบ้าง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนักการเมืองออกมาแถลงไม่รับร่างร่างรัฐธรรมนูญ ว่าไม่ต้องเตรียมแผนอะไร หากประชามติไม่ผ่านก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เลือกตั้งได้
ส่วนกลไกจะดำเนินการก็ว่ามา แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลายคนก็ออกมาแถลงโดยบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวก็เป็นของส่วนตัวไป
หลายคนก็ออกมาส่วนตัวทั้งนั้น ทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ผมก็ให้ทุกคนพูด และพูดอะไรก็ได้แบบนี้เรียกว่าเปิดเวทีหรือยัง เปิดแล้วนะ ยังมาบอกว่า ผมไม่ได้เปิด ถ้าไม่เปิดก็จับหมดไปแล้ว พูดไม่ได้ และตอนนี้เขาก็เปิดเวทีให้พูดอยู่แล้ว คงไม่ต้องไปอนุญาตเขาก็ทำกันอยู่แล้ว
วันหลังสื่อลองไปตามดู นักการเมืองเขาไปเจอกันที่ไหนบ้าง แล้วถามว่าเขาประชุมกันหรือเปล่า เขาไม่ไปที่พรรค แต่ไปที่อื่นหรือเปล่าต้องไปถามเขา อย่ามาถามผม เพราะไม่ได้เฝ้า
“ผมยืนยันง่ายๆ แค่นี้จะไปยากตรงไหน ไม่ต้องมีแผนอะไร เพราะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การเลือกตั้งต้องมีรัฐธรรมนูญมาก่อน และก็ยังไม่ทำประชามติเลย ไปตีตนก่อนไข้อะไรนักหนา ถ้าไม่ดีก็ร่างใหม่ แต่จะร่างใหม่อย่างไรก็ว่ากันอีกที เข้าใจหรือยัง อย่าเอาทุกคนมาถาม ผมไม่ตอบ”
ส่วนนักการเมืองมาพูดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อประชาชนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ หัวเราะและกล่าวว่า มันก็เรื่องของท่าน แล้วคนพวกนี้มีกี่คน 20-30-10 แล้วคนที่มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไปมีกี่คน เกือบ 30 ล้านคน ประชาชนจะให้เขานำผิดนำถูกก็แล้วแต่ ประชาชนเป็นคนเลือกต้องเรียนรู้ เอาอย่างนี้ตนพูดอะไรไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นล็อคนู่นนี่อีก
ขอให้ไปดูว่าก่อน 22 พ.ค. 2557 มันมีอะไรอยู่ แล้วจะต้องการให้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ไปคิดเอา นั่นแหล่ะคือคำตอบของผม

สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรเพิ่มคำเตือนเรื่องการเดินทางพลเมืองของตนในช่วงประชามติ


เฟซบุ๊กเพจและเว็บไซต์ของสถานเอกอัคราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เผยแพร่คำเตือนเพิ่มเติมพลเมืองของสหราชอาณาจักรที่อยู่ในประเทศไทยเมื่อวานนี้ ระบุว่า บรรยากาศทางการเมืองในช่วงลงประชามติรัฐธรรมนูญของไทยซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. นี้ มีแน้วโน้มว่าความตึงเครียดทางการเมืองจะสูงขึ้นในช่วงเวลาลงคะแนนเสียง ดังนั้นพลเมืองของสหราชอาณาจักรควรหลีกเลี่ยงการชุมนุมทางการเมืองใดๆ และติดตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่และสื่อในประเทศไทยและให้พลเมืองปฏิบัติตามกฎหมายที่อาจจะกำหนดข้อห้ามบางอย่างในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น ห้ามการซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
คำเตือนดังกล่าวเป็นการประกาศเตือนเพิ่มเติมจากเดิมที่เตือนให้พลเมืองของสหราชอาณาจักรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยก่อการร้าย และเตือนให้ประชาชนระมัดระวังหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารเป็นเรื่องต้องห้าม ควรระมัดระวังในการแสดงความเห็นด้านการเมืองในที่สาธารณะ และให้ติดตามสถานการณ์จากสื่อท้องถิ่น ขณะที่มีการใช้กฎหมายเข้มงวดและสื่อถูกปิดกั้นรวมถึงมีการบล็อกเว็บไซต์ต่างๆ

"สุเทพ" อัดนักการเมืองไม่รับร่างฯใจแคบ ลั่นจะไปรับ รธน.เพราะรักประเทศมากกว่าพรรค

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ได้เผยแพร่ภาพสดผ่านเฟซบุ๊ก “Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)” ว่าการไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 สิงหาคม เป็นการทำหน้าที่ของประชาชนผู้รักชาติ เพราะถือว่าบ้านเมืองนี้ประชาชนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่บ้านเมืองของนักการเมือง พรรคการเมือง ไม่ใช่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ตนยอมรับว่า เห็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในขณะนี้นักการเมืองหลายคนแสดงความเห็นแก่ตัว ใจแคบ คิดเอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าในทางการเมือง ไม่แสดงความรับผิดชอบถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองในวันขางหน้า แต่ประชาชนอย่างพวกเราไม่ได้สนใจประโยชน์ทางการเมือง เราไม่ได้ทำเพื่อตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง ไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางการเมืองของนักการเมือง พรรคการเมืองไหนทั้งสิ้น

“สิ่งที่เราต้องคำนึงคือประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร ทำอย่างไรให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เราบอกตัวเองตลอดเวลาเรารักประเทศไทยมากกว่าความรักที่จะมอบให้กับพรรคการเมืองพรรคไหน นักการเมืองคนใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมให้คุณค่าความสำคัญกับประเทศไทยมากกว่าที่จะให้ราคากับนักการเมืองคนไหน พรรคไหนทั้งสิ้น การไปลงประชามติ ผมถือว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะได้กำหนดอนาคตกันด้วยมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศและเป็นวาระแห่งชาติ ผมจะไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้จะต้องเป็นการตัดสินใจที่สวนทางกับบรรดานักการเมืองหลายพรรค แต่ถือว่าประโยชน์ของชาติเหนือกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น” นายสุเทพกล่าว

คุก 3 ปี ‘เบญจา-3ขรก.สรรพากร’คดีเอื้อประโยชน์เลี่ยงภาษีชิน1.5หมื่นล. ศาลให้ประกันคนละ 3 แสน

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.43/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย, นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดของเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
คดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร โดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท การกระทำนั้นทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการเสียหาย
วันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล
ศาลพิเคราะห์จากพฤติการณ์แล้วเห็นว่าการโอนหุ้นดังกล่าว มีการเอื้อประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1-4 คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วน น.ส.ปราณี จำเลยที่ 5 พิพากษาจำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำผิด โดยไม่รอลงอาญา
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาจำเลยทั้งหมดอยู่ระหว่างยื่นหลักทรัพย์พร้อมคำร้องเพื่อขอประกันตัว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ต่อมาทนายความจำเลยทั้ง5คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1-4 ยื่นหลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองเพื่อรับการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ต้องหาคดีของกรมสรรพากร มีวงเงินไม่เกิน 4.2 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 5 ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาท
ต่อมาศาลพิจารณาแล้วให้จำเลยทั้งห้า มีประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์สู้คดี โดยตีราคาประกันจำเลยคนละ 300,000 บาท โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆในการปล่อยตัวชั่วคราว

สมคิด โว แค่10เดือนผลงานมากกว่า5ปีรบ.ในอดีต หวังคนตาไม่บอดเห็นความดีบิ๊กตู่

สมคิด เชื่อ บิ๊กตู่ ไม่สืบทอดอำนาจ ฟุ้ง ผลงาน 10 เดือนมีมากกว่า 5 ปีของรัฐบาลในอดีต รับกังวลประชามติบังสิ่งดีๆ ของรัฐบาล บอก ไม่มีอะไรพูดหากเอาทุกอย่างมาไว้ที่ 7 ส.ค. ขอประชาชนเชื่อใจและศรัทธา อย่าขัดแย้งเหมือนอดีต
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างเมกะโปรเจ็กต์ขับเคลื่อนประเทศ ตอนหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยไม่ใช่แบบตุรกี อย่าซี้ซั้วพูด ของเราเป็นประเทศที่มีปัญหา แต่รัฐบาลพยายามแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คนพูดควรมีสติและความรับผิดชอบให้มากกว่านี้ วันนี้เห็นนายกฯทำงานหนัก และไม่เคยมีใครอ่านวาระการประชุม ครม.แทบทุกหน้าเหมือนนายกฯ ไม่เคยเห็นตรงไหนที่แสดงให้เห็นว่านายกฯจะสืบทอดอำนาจ การทำงานตนก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมานั่งเอาใจ เมื่อนายกฯไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่เข้ามาอยู่ในการเมือง ซึ่งจะต้องมีการเสียดสี ดิสเครดิตกันบ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง มีการแข่งขันการต่อสู้ ซึ่งคนที่มาจากทหารอาจไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ ก็เลยเกิดความเครียด ทำให้โกรธบ้าง โมโห ซึ่งเราต้องให้อภัย มองในสิ่งที่นายกฯกำลังทำ ซึ่งหากเปิดตาดู ตาไม่บอด ก็จะรู้ว่าทำอะไรไปบ้าง
นายสมคิด กล่าวว่า ความตั้งใจแก้ไขปัญหาความยากจนของนายกฯ แม้ตนเป็นคนคิด แต่ถ้านายกฯไม่สนับสนุน การแก้ไขปัญหาแต่ละอย่างคงไม่ออกมา ลองไล่ดูกันได้ วาระที่ผ่าน ครม.เอาเฉพาะเรื่องช่วยคนจน ออกมากี่เรื่องแล้ว หากย้อนกลับไป 5 ปี กับที่รัฐบาลทำ 10 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นชัด ดังนั้น คนที่วิจารณ์ขอให้ดูด้วย เวลา 10 เดือนที่ทำงานมา ตนที่ว่าเหนื่อยแล้ว นายกฯเหนื่อยกว่าเพราะต้องทำในเรื่องการเมืองด้วย การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่สามารถหลบหลีกได้ ดังนั้นนายกฯจึงต้องทน ด้วยเหตุนี้เวลาที่นายกฯเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน เห็นสื่อกระแนะกระแหน การที่นายกฯโกรธก็เป็นเรื่องปกติ แต่ที่นายกฯทนได้ถึงทุกวันนี้ เพราะเมื่อไหร่ที่ลงพื้นที่ต่างมีประชาชนมาให้กำลังใจ นั่นแปลว่าที่ทำไปไม่ได้สูญเปล่า
“วันที่ 7 สิงหาคม รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ มันก็เกิดความกังวล ความตึงเครียด ซึ่งมาบดบังสิ่งที่กำลังดีขึ้น และความตึงเครียดตรงนี้ไม่ได้อยู่แค่เมืองไทย มันเริ่มไปต่างประเทศ คนไทยอยู่ในช่วงของการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย เรียนรู้ว่าอะไรที่เหมาะสมกับประเทศที่สุด แต่น่าแปลกใจที่ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร ขณะที่ประชาชนต่างก็ซึมซับเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องนี้นักวิชาการวิเคราะห์ข้อดีว่า เพื่อความยืดหยุ่น ไม่ติดยึดแบบตายตัว เมื่อมีสิ่งใหม่ๆ ก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้ เป็นช่องทางในการพูดคุย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ถ้าประเทศเราเอาทุกอย่างมาไว้ในวันที่ 7 สิงหาคม ว่าผลออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะแตกหัก ประเทศอยู่ไม่ได้ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่จะบอกว่า ให้ลองคิดกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถ้าไม่อยากให้ประเทศกลับไปตรงนั้น ทุกคนต้องมีสติ ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีศรัทธาและความเชื่อระหว่างกัน ผมไม่เคยแสดงความเห็นทางการเมือง แต่คิดว่าบ้านเมืองต้องมาก่อน ส่วนตัวต้องมาทีหลัง เพราะถ้าบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ส่วนตัวก็อยู่ไม่ได้” นายสมคิด กล่าว
counter

ทางการตุรกีสั่งปิดสื่อเกือบร้อยสำนัก

รัฐบาลตุรกียังคงเดินหน้ากวาดล้างผู้เกี่ยวข้องกับความพยายามก่อรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สั่งปิดสื่อมวลชนเกือบร้อยสำนัก และจับกุมผู้สื่อข่าวไปเป็นจำนวนมาก
ทางการตุรกีแถลงว่า สื่อที่ถูกสั่งปิดครั้งนี้ ประกอบไปด้วยสำนักข่าว 3 สำนัก สถานีโทรทัศน์ 16 ช่อง หนังสือพิมพ์ 45 ฉบับ และนิตยสารอีก 15 เล่ม แต่ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อสื่อที่ถูกสั่งปิดครั้งนี้ สื่อมวลชนในตุรกีระบุว่า สื่อที่ถูกสั่งปิดส่วนใหญ่เป็นสื่อรายเล็ก หรือสื่อระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์รายวัน และสำนักข่าวระดับชาติอีกหลายสำนักตกเป็นเป้าหมายการกวาดล้างครั้งนี้ด้วย
มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) ทางการได้สั่งควบคุมตัวผู้สื่อข่าวอีก 47 คน หลังจากเมื่อหลายวันก่อนได้ออกหมายจับกุมตัวผู้สื่อข่าวไปแล้ว 42 คน โดยผู้สื่อข่าวกลุ่มล่าสุดที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยทำงานให้หนังสือพิมพ์ซามานที่ถูกรัฐบาลสั่งปิดกิจการไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ทางการตุรกีได้สั่งปลดทหารเกือบ 1,700 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีทหารยศนายพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมอยู่ด้วย 149 คน
ความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 246 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน ด้านกองทัพตุรกีเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีทหารเข้าร่วมด้วย 8,651 คน หรือราว 1.5% ของทหารทั้งกองทัพ
ด้านประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ได้พบหารือกับบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่เตือนไม่ให้ผู้นำตุรกีกวาดล้างฝ่ายต่อต้านจนเกินขอบเขต เพราะที่ผ่านมามีการใช้มาตรการจับกุม สั่งปลด หรือสั่งพักงาน ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่รัฐ ครูและอาจารย์มหาวิทยาลัยไปแล้วจำนวนมาก โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ได้รับหลักฐานน่าเชื่อถือที่บ่งชี้ว่า ผู้ถูกจับกุมเหล่านี้บางรายถูกทำร้ายร่างกาย ทรมาน และข่มขืน