PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

ก.ดิจิทัลฯประกาศให้ปชช.งดติดตาม-ติดต่อ บุคคล3ราย ไม่ว่าเจตนาหรือไม่เจตนา

ก.ดิจิทัลฯประกาศให้ปชช.งดติดตาม-ติดต่อ บุคคล3ราย ไม่ว่าเจตนาหรือไม่เจตนา


วันนี้ (12 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงนามในประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่องการงดเว้นการติดต่อกับบุคคลบนสื่ออินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า ด้วยศาลอาญา ได้มีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันไม่เหมาะสม ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงขอให้ประชาชนโดยทั่วไป งดการติดตาม ติดต่อ เผยแพร่ หรือกระทำการใดๆที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ เนื้อหา ข้อมูล ของ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ นายแอนดิว แม็กเกรเกอร์ มาแชล์ (Andrew MacGregor Marshall บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อมิให้เป็นการกระทำความผิดว่าด้วย พ.ร.บ.ดังกล่าว ทั้งเจตนา และไม่เจตนา

ประกาศ ณ วันที่ 12 เมษายน 2560 ลงชื่อโดย นาวาเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ รองปลัดกระทรวง รักษาราชการแทน ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

แนวโน้ม การเมือง กับ “รัฐธรรมนูญ” ใหม่ ความคาดหวังใหม่

แนวโน้ม การเมือง กับ “รัฐธรรมนูญ” ใหม่ ความคาดหวังใหม่

พลันที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดวันประกาศและบังคับใช้ที่แน่นอนในวันที่ 6 เมษายน ภาพทางการเมืองในอนาคตก็เริ่มมีความแจ่มชัด
นี่คืออิทธิพลและผลสะเทือน
ความหมายจึงมิได้อยู่ที่ว่า แม้จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทิ้งไปในรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
แล้วประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ “ฉบับชั่วคราว”
แต่ในที่สุด เมื่อถึงกาละอันเหมาะสมในอีกเกือบ 3 ปีต่อมา ก็มีความจำเป็นต้องประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นปกติ
เพราะนี่คือเงื่อนไขทางการเมือง เพราะนี่คือเงื่อนไขทางสังคม
และไม่ว่าการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นที่แน่นอนเมื่อใด นั่นก็หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองจะต้องบังเกิดตามมา
อย่างแรกสุดก็คือ จะต้องมีการเลือกตั้ง
AFP PHOTO / MIKE CLARKE

ระบอบประชาธิปไตย
การเมือง “การเลือกตั้ง”

แม้ในห้วงก่อนหน้ารัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และในห้วงก่อนหน้ารัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 จะมีกระแสโจมตีระบบการเลือกตั้งอย่างสาดเสียเทเสีย
เป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมือง เป้าหมายอยู่ที่นักการเมือง
แต่ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ก็มีความจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญ และต่อจากนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
เดือนธันวาคม 2550 และเดือนกรกฎาคม 2554
การเลือกตั้งจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญซึ่งขาดมิได้ในโครงสร้างใหญ่ทางการเมือง จะต้องเกิดขึ้นอย่างประสานไปกับการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ
นี่คือบทบาทและความหมายของ “การเลือกตั้ง”
ไม่ว่าจะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501 ไม่ว่าจะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2520 ไม่ว่าจะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534
เพียงแต่ว่าคณะรัฐประหารจะสามารถถ่วงเวลาได้ช้า หรือจำเป็นต้องเลือกตั้งโดยเร็ว
รัฐธรรมนูญจึงเป็นปัจจัยอันทรงความหมายและมีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อพัฒนาการแห่งระบอบประชาธิปไตย เพราะมีความสัมพันธ์กับการเลือกตั้ง
AFP PHOTO / MIKE CLARKE

บทบาท ความหมาย
กระบวนการ เลือกตั้ง

มีความพยายามเป็นอย่างมากของคณะรัฐประหารที่จะตรารัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดและรักษาอำนาจของตน
ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 สามารถช่วยให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ครองอำนาจหลังการเลือกตั้งในปี 2512 แต่อีก 3 ปีต่อมาก็ต้องทำรัฐประหารตัวเองในเดือนพฤศจิกายน 2514 และอีก 2 ปีต่อมาก็ต้องพ้นไปจากอำนาจในเดือนตุลาคม 2516
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 สามารถช่วยให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ครองอำนาจหลังการเลือกตั้งในปี 2522 แต่อีก 1 ปีต่อมาก็ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องสละอำนาจ
เป็นการบีบจาก ส.ว. ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แต่งตั้งมากับมือ
AFP PHOTO / GOVERNMENT HOUSE / AFP
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 สามารถช่วยให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้ครองอำนาจหลังการเลือกตั้งในปี 2535 แต่ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 40 กว่าวันก็ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องสละอำนาจ
บทเรียนจากอดีตเช่นนี้เองทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กำหนดเวลาให้กับตนเอง
เมื่อได้รับเชิญจากคณะรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กำหนดวาระของตนเองอย่างเด่นชัดว่า เมื่อมีการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งก็พร้อมอำลา
การอำลาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงดำเนินไปอย่างสง่างาม ไม่มีใครมาขับไล่
AFP / LILLIAN SUWANRUMPHA

รัฐธรรมนูญใหม่
กับ ความหวังใหม่

การประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ 6 เมษายน จึงสะท้อนบทบาทและความหมายในทางการเมืองอย่างอัตโนมัติ
เด่นชัดยิ่งว่า การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นต้นปี 2561
หากการเลือกตั้งจะมีขึ้นในต้นปี 2561 นั่นหมายถึง แนวโน้มที่จะต้องมีการตระเตรียมในทางการเมืองล่วงหน้าให้พร้อมสรรพ
1 คือการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งมีความจำเป็นอย่างสูงคือ การปลดล็อกในทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองและนักการเมือง
นี่ย่อมเท่ากับเป็นการเบิกสถานการณ์ใหม่

วีระ จิ้มแรง บิ๊กคนไหนของไทยพันบ่อน

วีระ สมความคิด กัดติดประเด็นบ่อนสายตะกูต่อ...โดยเผยภาพความสนิทสนม ระหว่าง "ลึม เฮง"เจ้าของบ่อน กับพล.อ.กุยกิมรอง ผบ.สูงสุด ของกัมพูชามือขวาตัวจริงของนายกฯฮุนเซน พร้อมโยงว่า พล.อ.
กุยกิม ควรจะมีความสนิทกับ ผู้มีอำนาจของฝ่ายไทยคนใด...ที่ในพิธีเปิดบ่อนวันที่7เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะเกรงจะถูกจับตา
//
ออกญาลึม เฮง กับพล.อ.กุยกิม (คนใส่หมวก)รอง ผบ.สูงสุด ของกัมพูชา
กุยกิมคือมือขวาตัวจริง
ของนายกฯฮุนเซน
เป็นนายทหารที่มีอำนาจบารมี
มากที่สุดคนหนึ่งของกัมพูชา
และเป็นผู้ที่ฮุนเซนไว้ใจที่สุด
(ติดตามรับใช้ฮุนเซนมาเป็นเวลา
ยาวนาน เคยช่วยชีวิตฮุนเซน)
ออกญาลึม เฮง คือคนสนิทใกล้ชิด
ที่สุดของพล.อ.กุยกิม
(ในวันศุกร์ที่ 7 เม.ย.2560
ที่มีพิธีเปิดบ่อนสายตะกู รีสอร์ท
ข่าวว่า พล.อ.กุยกิม ก็มาร่วมงาน)
ดังนั้น การก่อสร้างบ่อนกาสิโน
สายตะกู รีสอร์ท บนพื้นที่อ้างสิทธิ์
ทับซ้อน บริเวณด่านช่องสายตะกู
ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จึงไม่ใช่เรื่องยาก
เรื่องยากของออกญาลึม เฮง ก็คือ ต้องเคลียร์กับผู้มีอำนาจทางฝั่งไทย
จะเคลียร์กับใครล่ะ?
ลำพังออกญาลึม เฮง มีอำนาจและบารมีเพียงพอหรือ?
ถ้าพล.อ.กุยกิม มาช่วยเคลียร์ หรือขอให้นายกฯฮุนเซนมาเคลียร์
ก็จบใช่ไหม?
คำถามก็คือ แล้วมาเคลียร์กับบิ๊กคนใดของไทย
ขณะนี้ผู้มีอำนาจของไทย
มีกี่คนที่คุ้นเคยสนิทแนบแน่น
กับนายกฯฮุนเซนมากที่สุด?
ผู้นั้นคือใคร?
ผู้ใดทายถูก
ท่านคือผู้โชคดี
ไปขอรับรางวัลจากออกญาลึม เฮง
เจ้าของบ่อนสายตะกู รีสอร์ท
ได้เลยครับ
ได้ข่าวว่า ของสมนาคุณกว่า
2,500,000 บาท
ที่เตรียมไว้แจกผู้มาร่วมพิธีเปิดบ่อน
(7 เม.ย. 60)
ยังเหลืออีกบานเลย
(เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่มีผู้ใดกล้าไปร่วมงานสักคน)

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

ส่งทหารลงพื้นที่ เผยแพร่ ชี้แจง สาระสำคัญ รธน.

ส่งทหารลงพื้นที่ เผยแพร่ ชี้แจง สาระสำคัญ รธน.
คสช.สั่ง ทหาร ช่วยเผยแพร่ สร้างความเข้าใจในสาระสำคัญ รธน.ปี2560 หลังประกาศใช้ /"บิ๊กแกละ" ถก คสช.กำชับช่วงสงกรานต์ จนท. ยึดหลักความปลอดภัย ใช้วิจารณญาณผ่อนปรน ตามความเหมาะสม บังคับใช้กฎหมาย ขับขี่ปลอดภัย
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.ทบ./รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เผยว่า พลเอกพิสิทธิ์ กล่าวว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ได้ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศและการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องศึกษาและเข้าใจในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ รองเลขาธิการคสช. ได้มอบหมายให้ทุกส่วนงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ช่วยเผยแพร่และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารและขับเคลื่อนประเทศในขณะนี้ เช่น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น ควบคู่ไปกับการทำให้ประชาชนทราบถึงความคืบหน้าของผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะทำให้สังคมไทยเกิดการมีส่วนร่วมเดินหน้าตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามโรดแมพที่ได้วางไว้
สำหรับการทำงานของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จะคงความต่อเนื่อง
ทั้งในภารกิจหลักที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและการสนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญกับการเข้าไปแก้ไขและคลี่คลายปัญหาของประชาชนในระดับพื้นที่ ภายใต้แนวทางการชี้แจงสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบสังคม งานสร้างความสามัคคีปรองดอง และการช่วยเหลือประชาชน ก็ให้ดำเนินการต่อเนื่องเช่นกัน
สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกประชาชน โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ความปลอดภัยในการขับขี่
การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกกันน๊อกนั้น การดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำชับให้เจ้าหน้าที่ใช้วิจารณญาณผ่อนปรนตามความเหมาะสม ยึดหลักความปลอดภัยในการสัญจร ภายใต้การอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มที่
ส่วนการดูแลความปลอดภัยสาธารณะและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จัดกิจกรรมตามเทศกาล แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนเมืองใหญ่ ให้เจ้าหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบ วางมาตรการรักษาความปลอดภัยและดูแลให้ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ในขณะเดียวกันขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำและร่วมเป็นหูเป็นตาในการดูแลความปลอดภัยสาธารณะ
ทั้งนี้ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วย หัวหน้าส่วนราชการ ได้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกประชาชน ให้เป็นไปตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลด้วย

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

“กรมบังคับคดี” ยึดทรัพย์ “บุญทรง” กับพวกแล้ว 2 หมื่นล้าน - “ยิ่งลักษณ์” คิวต่อไป

“กรมบังคับคดี” ยึดทรัพย์ “บุญทรง” กับพวกแล้ว 2 หมื่นล้าน - “ยิ่งลักษณ์” คิวต่อไป
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ (ภาพจากแฟ้ม)
        “กรมบังคับคดี” ยึดทรัพย์ “บุญทรง” กับพวกแล้ว มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท กรณีทุจริตขายข้าวแบบจีทูจี เตรียมขายทอดตลาดต่อไป ด้าน “ยิ่งลักษณ์” จ่อโดนคิวต่อไป หลังศาลปกครองยกคำขอทุเลา
       
       วันนี้ (10 เม.ย.) น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า หลังจากกรมการค้าต่างประเทศ ได้ส่งหนังสือตั้งเรื่องมาให้กรมบังคับคดี เพื่อขอให้อายัดทรัพย์กรณีทางแพ่งกรณีทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่า 20,000 ล้านบาท จาก นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และ พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ซึ่งทางกรมบังคับคดีได้ทำการยึดทรัพย์บุคคลดังกล่าว ตามที่กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งรายการทรัพย์มาแล้วมูลค่า 20,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากเป็นการยึดทรัพย์ในคดีทางแพ่ง ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของทรัพย์สินว่าเป็นทรัพย์สินอะไรบ้าง เพราะเป็นเรื่องของคู่ความ จากนี้ คงเป็นการใช้สิทธิของคู่ความตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เพราะเขาอาจจะไปร้องขอต่อศาลปกครอง ตามใดที่ศาลยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองหรือสั่งทุเลาการบังคับคดี ดังนั้น การบังคับคดีก็ยังดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจาก กรมบังคับคดี ดำเนินการมาแล้วก็จะประกาศขายทอดตลาดต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศขายทอดตลาด เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่าทำขั้นตอนกระบวนการยึดแล้วแจ้งหมายครบถ้วนแล้วหรือไม่
       
       “ส่วนกรณีศาลปกครองยกคำร้องขอทุเลาการบังคับใช้คำสั่งในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เป็นผู้ถูกฟ้องคดี กับพวกรวม 4 ราย โดยขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับการอายัดทรัพย์สินกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกเรียกรับผิดความเสียหายทางละเมิด ฐานไม่ระงับยับยั้งในความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว และจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว วงเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท สำหรับกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับพวก ก็เหมือนกับคดีของนายบุญทรงกับพวก หลังจากศาลมีคำสั่งทุเลาแล้วก็ต้องรอให้ทางกระทรวงการคลังทำหนังสือตั้งเรื่องมาให้กรมบังคับคดี เพื่อขอให้อายัดทรัพย์กรณีทางแพ่งกรณีไม่ระงับยับยั้งในความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว และจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว วงเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท หากกระทรวงการคลังทำหนังสือมาให้กรมบังคับคดีเมื่อใดก็พร้อมจะดำเนินการยึดทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามขั้นตอนต่อไป” 

97:27 มติสปท.ผ่าน เปเปอร์ลดวาระกำนัน-ผญบ. สปท.อดีตผู้ว่าฯแห่ลุกค้าน

เมื่อเวลา 13.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสปท.ที่มีน.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธานสปท.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2557 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันวาระการดำรงตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน และร่าง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่…) พ.ศ…..” มีสาระสำคัญคือ การลดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันจากเดิมให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 60 ปี เหลือให้ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนที่เลือกจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นๆที่ลงสมัครรับเลือกเป็นกำนัน ให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 5 ปี ไม่จำกัดวาระ เพื่อให้กำนันที่ได้รับเลือกจากประชาชนได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ ไม่เกิดการผูกขาดอำนาจและสั่งสมอิทธิพลในพื้นที่ รวมทั้งการให้ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ใหญ่บ้านทุก 3 ปี จากเดิม 5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสปท.ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสปท.อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อาทิ นายปรีชา บุตรศรี นายศานิตย์ นาคสุขศรี นายธงชัย ลืออดุลย์ นายธวัชชัย ฟักอังกูร ต่างอภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานของกมธ.การเมืองที่เสนอให้กำนันอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5ปี เพราะจะสร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายประชาชนในพื้นที่เป็นกลุ่มๆ จึงไม่อยากให้นำเรื่องการเมืองระดับชาติมาเชื่อมโยงกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยวาระการทำงาน 5ปี เป็นการทำงานที่สั้นเกินไป ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการทำงาน ควรให้อยู่ในตำแหน่งถึงอายุ 60ปีตามเดิม ยิ่งให้เลือกตั้งบ่อยๆจะยิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณ
ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานสปท.การเมือง กล่าวยืนยันว่า ข้อเสนอสปท.การเมืองกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ขอให้สมาชิกถอดหัวโขนเดิมออก เพราะหากไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงยึดติดแนวคิดเดิม การปฏิรูปจะเกิดไม่ได้ หากปล่อยให้กำนันอยู่ในอำนาจแบบผูกขาดถึงอายุ 60 ปี ถ้าได้คนไม่ดีจะทำอย่างไร แต่ถ้าให้อยู่ในวาระ 5 ปี จะทำให้กำนันมีความกระตือรือร้นในการทำงาน ถ้าเลือกแล้วยอมรับกติกา การเลือกตั้งก็จะไม่ทำให้เกิดแตกแยก ขณะที่ นายวิทยา แก้วภราดัย สปท.การเมือง กล่าวว่า ตนเป็นคนเสนอเรื่องนี้เอง ซึ่งที่ผ่านมาข้อเสนอใดที่ไปกระทบกับกระทรวงมหาดไทยมักมีปัญหาทุกครั้ง แต่แนวทางที่กมธ.เสนอเป็นวิธีที่ประนีประนอมแล้ว ถ้ากำนันทำงานดี จะได้รับการเลือกตั้งต่อไป และแก้ปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งกำนันที่แลกด้วยผลประโยชน์ จึงขอให้สปท.กล้าปฏิรูป เพราะแม้แต่คนที่ออกมาคัดค้านบางคนเคยพูดกับตนว่า เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่สมุย หมดไป 7 ล้านบาท
กระทั่งเวลา 17.15 น.ภานหลังจากที่ประชุมใช้เวลาพิจารณานาน 4 ชั่วโมง ที่สุดประชุมลงมติเห็นชอบรายงานฉบับดังกล่าวด้วยคะแนน 91 ต่อ 27 งดออกเสียง 32 โดยให้ส่งรายงานความเห็นให้ครม.รับไปดำเนินการต่อไป

ล้างบางกระทรวงเกษตรฯ..



“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายธีรภัทร ไม่สามารถทำงานหรือสั่งการลูกน้อง ข้าราชการใต้บังคับบัญชาได้ และงานหลายอย่างที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการและมอบหมายให้ นายธีรภัทร ดำเนินการและรับผิดชอบไม่มีความคืบหน้า ทำให้รัฐมนตรีค่อนข้างไม่พอใจผลการทำงานของ นายธีรภัทร ค่อนข้างมาก”
(แนวหน้าออนไลน์)วันที่ 10 เมษายน มีรายงานข่าวถึงกรณีมีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแผนปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มาจากสายทหาร พร้อมกับให้มีการปรับย้ายผู้บริหารในกระทรวงต่างๆ ที่มีผลงานไม่คืบหน้าว่า นอกจากการเตรียมปรับ ครม.เศรษฐกิจแล้ว ในส่วนของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจมีการปรับโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมโยก นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ไปดำรงตำแหน่งในสำนักนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีตำแหน่งที่เหมาะสมรองรับ พร้อมกับให้ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เนื่องจากมีผลงานที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกไปพูดถึงบ่อยครั้ง เช่น เรื่องแผนการทำเกษตรเหมาะสมกับสภาพดินและน้ำ (Agri Map) ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายธีรภัทร ไม่สามารถทำงานหรือสั่งการลูกน้อง ข้าราชการใต้บังคับบัญชาได้ และงานหลายอย่างที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการและมอบหมายให้ นายธีรภัทร ดำเนินการและรับผิดชอบไม่มีความคืบหน้า ทำให้รัฐมนตรีค่อนข้างไม่พอใจผลการทำงานของ นายธีรภัทร ค่อนข้างมาก”
รายงานข่าวระบุอีกว่า นอกจากตำแหล่งปลัดกระทรวงเกษตรฯแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย ยังจะพิจารณาปรับย้ายตำแหน่งอธิบดีที่ไม่ผ่านการประเมินผลงานอีกหลายกรม เพื่อให้การทำงานลงสู่เกษตรกรได้รวดเร็ว และสนองนโยบายให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม การปรับย้ายทั้งหมดน่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากผ่านพ้นงานพระราชพิธีวันพืชมงคลไปแล้ว

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

ประกายไฟ ไหม้ลามทุ่ง จาก”รถกระบะ”

ประกายไฟ ไหม้ลามทุ่ง จาก”รถกระบะ”

หากสรุปว่า การเคลื่อนไหวอันเนื่องแต่”รถกระบะ”หรือ”ปิกอัพ”ดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “มวลชน”
นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะ”แย้ง”หรือไม่
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะ”แย้ง”หรือไม่
ยิ่งกว่านั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จะ “แย้ง”หรือไม่
เพราะว่าการเคลื่อนไหว”กลุ่มรถกระบะ”มีความต่าง
1 ไม่ได้มีการชุมนุม ไม่ได้มีการตั้งเวทีและขึ้นปราศรัย และที่สำคัญ 1 คือ ไม่มี “ผู้นำ”
ไม่มี “พระเอก” ไม่มีตัวชูโรง “เรียกแขก”
แต่ถามว่าเป็น “ปฏิกิริยา” ที่มีเป้าหมายและดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “รวมศูนย์” หรือไม่
ตอบได้เลยว่ามี นั่นก็คือ คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 14/2560
ตอบได้เลยว่ามี นั่นก็คือ “มาตรา 44”

ต้องยอมรับว่า มาตรการจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 14/2560 อันเป็นไปตามอำนาจของ “มาตรา 44″นั้นเอง
เป็นตัว”จุดชนวน”
จากจุดเล็กๆในแบบ “ปัจเจก” แล้วก็ขยายกว้างออกไปเป็นความรู้สึก “ร่วม”
ปมเงื่อนก็คือ ความรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ
เป็นความอึดอัดเพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแห่ง”วิถีชีวิต”
บังเอิญ “รถกระบะ” สัมพันธ์กับ “ชาวบ้าน”
การส่งต่อในทางความคิด ความรู้สึกจึงดำเนินไปเหมือนกับเป็น
ประกายไฟน้อยๆ ไหม้ลามทุ่ง

ก็เห็นกันแล้วว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในห้วงก่อนสงกรานต์นี้ดำเนินไปอย่างเป็นไปเอง
ไม่มีหัวหน้า ไม่มีผู้นำ
ไม่ได้เป็นการอัดฉีดทั้งในทางความคิด ทั้งในทางเงินทุนมาจากพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง
เป็นเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องของชาวบ้าน
จึงเป็นการเคลื่อนไหว”มวลชน”อย่างทรงพลานุภาพเด่นชัด

นายกฯแจง อนุโลม เก๋งเบาะหลังไม่ต้องคาดเบลล์ได้

นายกฯแจง อนุโลม เก๋งเบาะหลังไม่ต้องคาดเบลล์ได้ – ส่วนกระบะนั่งท้ายได้แค่ 6 คน·

 (7 เมษายน2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า

“ทุกคนทราบดี ที่ผ่านมา ทุกเทศกาลวันหยุดยาว เราจะได้พบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นจำนวนมาก สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่ต้องมีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก ไม่ว่าจะรถบัส – รถตู้ – รถกระบะที่มีคนนั่งท้าย พวกเมาแล้วขับ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น พวกเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะไม่คาดเข็มขัดนิรภัย พวกขับรถเร็วเกินไป คึกคะนอง และอีกมากมายทำไมเราต้องปล่อยให้เหตุการณ์แบบนั้น เกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ครับ ผมเข้าใจดี พี่น้องประชาชนจะต้องเดินทาง กลับภูมิลำเนา หรือไปเที่ยวตามที่ต่างๆ รวมถึง การฉลองเทศกาลสงกรานต์ จำนวนมากที่เดินทางโดยรถไฟ รถบัสโดยสาร รถตู้ และ จำนวนมากที่เดินทางด้วยรถส่วนตัว รถปิคอัพ นั่งท้ายบ้าง ไม่นั่งบ้าง จะให้ไปนั่งรถทัวร์ หรือรถโดยสาร ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือ ตั๋วเต็ม หาไม่ได้ ก็ไม่ได้กลับบ้าน จริงๆ แล้ว ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย กฎจราจร ซึ่งมีบังคับใช้ตามปกติอยู่แล้ว การบาดเจ็บสูญเสีย ก็จะไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรถอะไร หากทุกคนระมัดระวัง คิดถึงผู้อื่น จะรู้ได้เองว่า ควรจะป้องกันได้อย่างไร อย่าหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ทำงานหนักอยู่แล้ว ด้วยความเข้าอกเข้าใจประชาชน

ผมเข้าใจดีครับ หากบังคับใช้กฎหมายกันอย่างเต็มที่ ก็จะสร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชน มากเกินไป เจ้าหน้าที่ก็จะอะลุ่มอล่วยให้ ในบางส่วน ดังที่ทางตำรวจได้ชี้แจงไปแล้ว เช่น…เพื่อ
“สร้างวินัยการจราจร” ที่ถูกต้อง ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารที่นั่งเบาะหน้า ทั้งรถส่วนบุคคล และรถแท็กซี่จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ตามกฎหมาย แต่จะอนุโลมผู้ที่นั่งเบาะหลัง หรือที่ยังไม่มีเข็มขัดนิรภัย ส่วนรถโดยสารสาธารณะ -รถแท๊กซี่- รถตู้ – รถบัส ต้องคาดเข็มขัด ทุกที่นั่ง และรถกระบะ อนุโลมให้นั่งท้ายกระบะได้ ไม่เกิน 6 คน แต่ห้ามนั่งบนขอบ หรือ ท้ายกระบะ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ มีอยู่แล้วในอดีต แต่บังคับใช้ไม่ได้มาเป็นเวลานาน ค่อยๆ แก้ไขกันนะครับ ทั้งตัวเอง เจ้าหน้าที่ และรัฐบาล สิ่งที่ผมขอเน้นย้ำ คือ “ผู้ขับขี่” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ “ทั้งปวง” ต้องไม่ดื่มสุรา ไม่ประมาท ไม่โทร ไม่แชท พักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด และ รักษาวินัยจราจร “ผู้โดยสาร” ควรป้องกันตัวเอง ด้วยการคาดเข็มขัดนิรภัย “ทุกคน” “รถทุกคันบนถนน” ทั้งรถจักรยานยนต์, รถยนต์ส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ ทุกประเภท ต้องตรวจสภาพให้พร้อม ก่อนออกเดินทาง”
/////////
เกิดผล แก้วเกิด

รถกระบะ นั่งแคป และ ท้ายกระบะได้หรือไม่
วันนี้ไปบันทึกเทป รายการ "เผชิญหน้า" ช่อง สปริงนิวส์
ในประเด็น เรื่อง รถกระบะ นั่งแคป และ นั่งกระบะหลังได้หรือไม่
โดยมี พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาร่วมรายกายด้วย
ผมและ ผู้การทางหลวง มีความเห็นทางกฎหมายตรงกันดังนี้
1.กระบะบรรทุก ก็ดี กระบะส่วนบุคคลก็ดี สามารถใช้บรรทุกผู้โดยสาร และสิ่งของได้เหมือนกัน เพราะมีข้อยกเว้น ให้รถที่จดทะเบียนทั้งสองประเภทนี้ ใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับขนส่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2557 ในมาตรา 21(3/1)
ประเด็นนี้ ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง 2 คน ว่า นั่งได้ 100 %
ตำรวจที่จับกุม คนนั่งแคป โดยไม่ศึกษามาตรา 21(3/1) อาจถูกฟ้องร้องข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้
ส่วนตำรวจที่จับกุมไปแล้ว และประชาชน เสียค่าปรับไปแล้ว ก็เอาเงินไปคืนประชาชนซะ
2. ประเด็นเรื่อง ประชาชนนั่งท้ายกระบะได้ หรือไม่
ในประเด็นนี้ ผมและ ท่านผู้การ เห็นตรงกัน ว่า กระบะท้าย ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร แต่ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 20 อนุโลมให้นั่งได้ เพราะกฎหมาย 20 บัญญัติว่า
มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ดังนั้น ถ้าคนขับรถจัดการป้องกันให้คน สัตว์ สิ่งของ ไม่ตกลงจากรถ เช่น ทำหลังคารถ ราวเหล็ก หรือคอกกั้น เพื่อป้องกันคนตกหล่น ย่อมไม่เป็นความผิด
ท่านผู้การทางหลวง พูดคุยในรายการว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทุกคนทราบแล้ว ว่าห้ามจับกุม คนนั่งแคป และนั่งกระบะ ที่มีหลังคา หรือ คอก เด็ดขาด ซึ่งตำรวจทางหลวงรับทราบทุกนายแล้ว
ถ้าประชาชนคนไหนถูกตำรวจทางหลวงจับ ตามข้อ 1 และ 2 บอกผมนะครับ
ผมจะฟ้องกลับให้ และจะขอหมายเรียก พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาเป็นพยานในคดีนี้ให้ และ เพื่อป้องกันท่านลืมคำพูด ผมจะขอหมายเรียกเทปบันทึกรายการ "เผชิญหน้า"ไปยันต่อท่านผู้การด้วย
รายการ "เผชิญหน้า ออกอากาศ คืนนี้ ที่ช่องสปริงนิวส์ อย่าลืมบันทึกเทป เอาไว้ให้ตำรวจทางหลวงดูด้วยนะครับ
/////////
จากการที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมแถลงข่าวพร้อม พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย พ.ต.อ.ทินกร ณัฏฐมั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจจราจรและ นายสนิท พรหมวง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับรายละเอียดใน ม.44 ฉบับที่14/2560 เกี่ยวกับกฎการบังคับใช้รถกระบะ ว่าห้ามนั่งบนท้ายกระบะหรือ แคปของรถกระบะ

จนทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากกับประชาชนส่วนใหญ่ ที่ใช้รถกระบะในชีวิตประจำวันเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงกับกฎหมายนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 60 ทนาย เกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ว่า “ในประเด็น เรื่อง รถกระบะ นั่งแคป และ นั่งกระบะหลังได้หรือไม่ โดยมี พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาร่วมรายกายด้วย ผมและ ผู้การทางหลวง มีความเห็นทางกฎหมายตรงกันดังนี้ 1.กระบะบรรทุก ก็ดี กระบะส่วนบุคคลก็ดี สามารถใช้บรรทุกผู้โดยสาร และสิ่งของได้เหมือนกัน

เพราะมีข้อยกเว้น ให้รถที่จดทะเบียนทั้งสองประเภทนี้ ใช้แทนกันได้ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับขนส่งแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2557 ในมาตรา 21(3/1) ประเด็นนี้ ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง 2 คน ว่า นั่งได้ 100 % ตำรวจที่จับกุม คนนั่งแคป โดยไม่ศึกษามาตรา 21(3/1) อาจถูกฟ้องร้องข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้ ส่วนตำรวจที่จับกุมไปแล้ว และประชาชน เสียค่าปรับไปแล้ว ก็เอาเงินไปคืนประชาชนซะ 2. ประเด็นเรื่อง ประชาชนนั่งท้ายกระบะได้ หรือไม่ ในประเด็นนี้ ผมและ ท่านผู้การ เห็นตรงกัน ว่า กระบะท้าย ไม่ใช่ที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร แต่ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 20 อนุโลมให้นั่งได้

เพราะกฎหมาย 20 บัญญัติว่า มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ดังนั้น ถ้าคนขับรถจัดการป้องกันให้คน สัตว์ สิ่งของ ไม่ตกลงจากรถ เช่น ทำหลังคารถ ราวเหล็ก หรือคอกกั้น เพื่อป้องกันคนตกหล่น ย่อมไม่เป็นความผิด

ท่านผู้การทางหลวง พูดคุยในรายการว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทุกคนทราบแล้ว ว่าห้ามจับกุม คนนั่งแคป และนั่งกระบะ ที่มีหลังคา หรือ คอก เด็ดขาด ซึ่งตำรวจทางหลวงรับทราบทุกนายแล้ว ถ้าประชาชนคนไหนถูกตำรวจทางหลวงจับ ตามข้อ 1 และ 2 บอกผมนะครับ ผมจะฟ้องกลับให้ และจะขอหมายเรียก พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มาเป็นพยานในคดีนี้ให้ และ เพื่อป้องกันท่านลืมคำพูด ผมจะขอหมายเรียกเทปบันทึกรายการ ดัง ไปยันต่อท่านผู้การด้วย”


วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

นายกฯสั่งเลื่อนกม.แคปกระบะไปก่อน

นายกรัฐมนตรี สั่ง “ตร.” –“ขนส่งฯ” เลื่อนบังคับใช้กฎหมายนั่ง “แคป”-“กระบะท้าย”

05 เม.ย. 2560 | 18:57:57
ตร. แจง อนุโลมให้ "ปชช." นั่งกระบะ-แคป ได้จนถึงหลังสงกรานต์ แต่บังคับคาดเข็มขัดนิรภัยตามเดิม

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2560 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) 
พล.ต.ต.จิรวันต์ แก้วแสงนอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมขนส่งทางบก และ นายณัทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก แถลงชี้แจงการปฏิบัติงาน หลังจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14-15/2560 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายจราจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ และให้เริ่มบังคับใช้จริงจังตามคำสั่งดังกล่าว วันนี้เป็นวันแรก และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการห้ามนั่งท้ายรถกระบะและห้ามนั่งแคป



พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และรัฐบาลได้ออกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 14-15/2559 ให้บังคับใช้กฎหมายด้านจราจร แต่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผ่านโลกโซเชียลจำนวนมาก รัฐบาลจึงมอบให้คณะทำงานมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชนว่า ในกรณีที่มีคำสั่งห้ามนั่งท้ายรถรถกระบะ และห้ามนั่งแคปในรถนยต์ 2 ประตู นั้น สามารถอนุโลมได้ไปจนถึงช่วงหลังสงกรานต์ แต่ไม่ระบุช่วงเวลา ซึ่งคณะทำงานจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง

ในกรณีที่นั่งท้ายกระบะ ห้ามประชาชนนั่งบริเวณขอบกระบะ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นก็จะต้องมีการเตือน แต่จะไม่มีการปรับ ส่วนบริเวณภายในกระบะหรือแคป นั้นสามารถนั่งได้ตามความเหมาะสม ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ระบุว่าจะต้องนั่งกี่คน ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยยังคงบังคับใช้ไปตามเดิมโดยเฉพาะรถตู้โดยสารสาธารณะ

ส่วนวันนี้ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจับปรับสำหรับผู้ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พบเห็นน้อยมาก แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ สำหรับค่าปรับที่เสียไปแล้ว จะเอาคืนไม่ได้

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

ปี่กลอง เลือกตั้ง

ปี่กลอง เลือกตั้ง

นายกฯ แจง จะทำตามโรดแมพ หลัง ในหลวง "ร.10" จะทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ วันที่ 6เมย.นี้ เผยมีขั้นตอน กำหนดเวลาอยู่แล้ว ว่า ออกกม.ลูก ภายในกี้วัน อย่างไร. ตนเอฃไม่เคยไปเปลี่ยนอะไร ....เผย ห้ามไม่ได้ หากสนช.จะลาออกไป เตรียม ลงสมัคร รับเลือกตั้ง สส. ชี้เป็นการรับใช้ชาติอย่างหนึ่ง เผยตัองลาออกภายใน 90 วัน หลังประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ

ไทม์ไลย์เลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากวานนี้ (3 เม.ย.) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในวันที่ 6 เม.ย. ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต โดยจะเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่นายกรัฐมนตรี พร้อมทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันดังกล่าว
โดยคาดว่าในวันนี้ (4 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงรายละเอียดหมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ.2560 อย่างเป็นทางการ
อนึ่ง ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า จะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.2560 แต่เนื่องจากการเลือกตั้งยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะกรอบเวลาการเลือกตั้งจะเริ่มนับหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฯ มีผลใช้บังคับ ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในวันที่ 6 เม.ย.2560 จึงสามารถเรียงไทม์ไลน์การเลือกตั้งเบื้องต้นได้ดังนี้

2 เจ้าสัวกุมอสังหาแสนล้าน

นที่สุดแชมป์อภิมหาเศรษฐีเมืองไทย 2 ตระกูลดัง "ธนินท์ เจียรวนนท์" และ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ก็กระโดดเข้าสู่สนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวและเต็มพอร์ต พร้อมปูทางให้ "ทายาท" โดยสายเลือด สืบสาน ต่อยอด และรุกไปข้างหน้าอย่างไม่ต้องห่วงข้างหลัง



นับเป็นความโชคดีของคนรุ่นใหม่เหล่าลูกหลานผู้ที่รวยที่สุดในเมืองไทย แม้ต้องเผชิญกับ "แรงกดดัน" จากความคาดหวัง และการคาดการณ์ตลาดที่คาดเดาได้ยากที่สุด ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลเต็มมือ

แต่การขับเคลื่อนธุรกิจพัฒนาที่ดินของทายาทเจ้าสัวยังไปได้ดีและไกล เพราะมี "ทุน" และ "ธุรกิจเครือข่าย" หนุนนำให้ภาคอสังหาฯในเครือได้รับการเติมเต็ม 

ล่าสุด บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC บริหารโดย "ทิพาภรณ์ อริยวรารมย์" บุตรสาวคนเล็กของเจ้าสัว ซี.พี. "ธนินท์ เจียรวนนท์" ได้เปิดตัวโปรเจ็กต์ 30,000 ล้านบาทอย่างยิ่งใหญ่ บนทำเลสุขุมวิท ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการเดิม "ปิยรมย์ สปอร์ตคลับ" ที่ ซี.พี.ซื้อมาประมาณ 4,000 ล้านบาทเมื่อ 2 ปีก่อน

"วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ "สุทธา เรืองชัยไพบูลย์" ผู้อำนวยการบริหาร 2 มืออาชีพค่าย MQDC ฉาพภาพว่า โครงการนี้จะเป็นที่พักอาศัยและมิกซ์ยูสเกรดดีชื่อ WHIZDOM 101 เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ สังคมดิจิทัลแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย WiFi จะแรงสุด ๆ เพราะมี true เป็นเครือข่าย มี WHIZDOM App แอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ลูกค้าจองและจ่ายเพียงปลายนิ้ว 

ที่นี่จะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของถนนสุขุมวิท มีเนื้อที่ก่อสร้าง 43 ไร่ พื้นที่ใช้สอย 350,000 ตารางเมตร เป้าหมายต้องการเจาะตลาดกลุ่มเจนวาย (Gen Y) 

ไฮไลต์ของการเปิดตัว WHIZDOM 101 เน้นขยายไลน์ธุรกิจรีเทลด้วยพื้นที่ค้าปลีกถึง 20,000 ตารางเมตร ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 1,000 ล้านบาท คาดลูกค้าเข้าคอมเพล็กซ์วันละ 40,000 คน จะเปิดบริการปลายปี 2561

"ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่นี่จะทันสมัยที่สุด เป็น Third Place มีเลนจักรยาน ลู่วิ่งลอยฟ้า ร้านค้า 200 ร้าน พื้นที่สีเขียวและสนามหญ้าใหญ่ยักษ์กว่า 3 ไร่"

ที่สำคัญ บริษัทลูกสาวเจ้าสัวได้ทุ่มทุนสร้างสกายวอล์กเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส "สถานีปุณณวิถี" เข้าถึงตัวโครงการใหม่ด้วย โดยมีโครงสร้างพื้นฐานให้ลูกค้าได้รับความสะดวก เช่นเดียวกับการทุ่มสร้าง "รถไฟฟ้าสายสีทอง" หน้าโครงการไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร 

ซึ่งลูกสาวเจ้าสัวตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ก่อนหน้านี้ชื่อว่า "ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น" พร้อมฉลองเปิดตัวยิ่งใหญ่ "เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ" โครงการที่พักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งปักธงให้โครงการนี้เป็นกลุ่มที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในโลก ด้วยราคาขายพื้นที่ห้องชุดเฉลี่ย 6.2 แสนบาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาที่แพงที่สุดในไทยยามนี้ 

อีกฟาก กลุ่มทุนใหญ่ตระกูล "สิริวัฒนภักดี" เตรียมโหมโรงเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางกรุงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

จากรายงานข่าวระบุว่า เจ้าสัว "เจริญ" ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัททีซีซี จะเดินทางมาร่วมแถลงข่าวเปิดตัวด้วยในวันที่ 3 เมษายน 2560 ณ โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารปาร์คเวนเจอร์ ซึ่งเป็นโครงการในเครือย่านสี่แยกวิทยุ-เพลินจิต โดยมี "ปณต สิริวัฒนภักดี" ทายาทคนเล็กนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด จะเปิดตัวเคียงคู่กับบิดา ร่วมกับ "ซูหลิน ซูน" ซีอีโอ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด 

โครงการมาสเตอร์พีซดังกล่าวมีมูลค่าหลายหมื่นล้าน ซึ่งเป็นที่ดินเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขนาด 88 ไร่ ตรงข้ามสวนลุมพินี อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินีและใกล้ทางด่วนพระราม 4 เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหาร สัญญาเช่าระยะยาว 30+30 ปี

สเป็กของสำนักงานทรัพย์สินฯ ต้องการให้เอกชนพัฒนาโครงการเป็นรูปแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 1.โรงแรม 2.ที่อยู่อาศัย 3.ศูนย์การค้า 4.สำนักงาน 5.ศูนย์การศึกษา และ 6.ศูนย์วัฒนธรรม

นอกจากนี้สำนักงานทรัพย์สินฯได้ตัดแบ่งที่ 20 ไร่ เป็นที่ตั้งของสถานทูตญี่ปุ่น และสถานทูตออสเตรเลียอีก 20 ไร่ในบริเวณเดียวกัน 

"ปณต สิริวัฒนภักดี" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ยูนิเวนเจอร์ บอกว่า บริษัทตั้งใจปั้นแลนด์มาร์กใหม่บนที่ผืนนี้ จะเป็นรูปแบบคอนซอร์เตี้ยม มีพันธกิจเด่น ๆ ของกลุ่มนักพัฒนาที่จะมาผนึกกำลังกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวมให้กับคนไทย และเป็นโครงการมิกซ์ยูสต้นแบบ โดยจะพัฒนาในเนื้อที่ 62 ไร่ พร้อมพื้นที่เปิดโล่ง โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่สีเขียวอีก 30 ไร่ รวมทั้งสิ้นกว่า 90 ไร่

ก่อนหน้านี้กลุ่มทีซีซีฯยังได้ชนะประมูลแปลงที่ดินตลาดสามย่านเดิม 13 ไร่ ตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯและที่ดินติดถนนพระราม 4 ใกล้อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ 35 ไร่ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ วางแผนขึ้นโรงแรมระดับ 5 ดาวและพื้นที่ค้าปลีก

ส่วนที่สร้างเป็นรูปธรรมแล้วคือ ที่ดินกว่า 8 ไร่ แยกพระราม 4-คลองเตย ปากซอยไผ่สิงโต ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่ง บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้สิทธิเช่า 30 ปี+30 ปี พัฒนาเป็นโครงการ FYI Center

การบุกหนักของ 2 เจ้าสัวจะเริ่มกินส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความได้เปรียบของทุน

วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

"และแล้ว...หางก็โผล่"



"และแล้ว...หางก็โผล่"
สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ คสช. แต่งตั้งให้มาเป็น ผอ. สำนักพุทธฯ ได้ทำหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เสนอความเห็นให้แต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อบริหารและสอบอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ของวัดซึ่งขัดต่อกฎหมาย เพราะการแต่งตั้งเจ้าอาวาสตามกฏ มส. ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะอำเภอจนถึงรองเจ้าคณะตำบลร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติ จากนั้นให้เจ้าคณะอำเภอรายงานเสนอเจ้าคณะจังหวัดเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ ผอ. ซึ่งเป็นคฤหัสถ์เสนอความเห็นอันเป็นการแทรกแซง ส่วนการสอบอธิกรณ์คือการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยซึ่งยังไม่มีการกล่าวหาจึงไม่มีอธิกรณ์ให้สอบ ดังนั้น ข้ออ้างในหนังสือจึงเป็นเท็จ
การที่หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจเผด็จการสั่งปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ดำเนินคดีกับรักษาการเจ้าอาวาสรวมทั้งออกคำสั่งจับกุมพระสงฆ์หลายรูป คือการทำให้พระผู้ใหญ่ของวัดต้องคดีเพื่อเปิดทางให้มีการแต่งตั้งพระภิกษุจากวัดอื่นมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเสมือนเป็นการยึดวัดพระธรรมกาย ส่วนการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมที่เป็นองค์กรปกครองสงฆ์คือการควบคุมศาสนจักร ซึ่งเท่ากับ คสช. ที่เป็นฝ่ายอาณาจักรควบคุมทั้งอำนาจรัฐและศาสนจักรอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เนื่องจากข้อเสนอการแต่งตั้งเจ้าอาวาสไม่ชอบด้วยกฎหมายเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีจึงไม่เล่นด้วย รัฐมนตรีจึงเลี่ยงมาตั้งเป็นคณะกรรมการประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ตัวแทนจากดีเอสไอและสำนักพุทธฯ เพื่อบริหารจัดการวัดพระธรรมกาย แต่ก็ผิดกฎหมายอีกเช่นกันเพราะวัดพระธรรมกายมีรักษาการเจ้าอาวาสทำหน้าที่แล้ว อีกทั้งการปกครองสงฆ์เป็นอำนาจหน้าที่ของ มส. ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่กำกับสำนักพุทธฯ จะไปแต่งตั้งพระและคฤหัสถ์มาบริหารจัดการวัด สุมหัวกันวางแผนยึดวัดปกครองพระจนคลิปหลุดหางโผล่ อย่าลืมประสานงานกับนรกให้สร้างขุมพิเศษไว้รอด้วยจะได้ไปอยู่รวมกัน
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
30 มีนาคม 2560

วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

นายกฯเผย คปพ.กดดันให้สอดไส้"บรรษัทน้ำมัน"ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น

นายกฯเผย คปพ.กดดันให้สอดไส้"บรรษัทน้ำมัน" ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น โยน สนช.ตัดสินใจ
วันที่ 28 มี.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.... เริ่มตั้งแต่ปี 2557 ตั้งแต่ก่อนตนเข้ามาเป็นนายกฯ แต่ออกเป็นกฎหมายไม่ได้เพราะมีหลายฝ่ายเรียกร้อง และในช่วง ครม.ชุดแรกของตนก็เสนอกฎหมายดังกล่าวพิจารณานอกจากสัมปทานแล้วให้มีระบบแบ่งปันผลผลิต (psc) และดำเนินการตามลำดับ แต่มีเครือข่ายประชานปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดยนางรสนา โตสิตระกูล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ พยายามตั้งข้อเรียกร้องประเด็นต่างๆ มากมาย รัฐบาลก็รับฟังความต้องการของแต่ละกลุ่ม และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณากฎหมาย

ชี้เคยท้วงแล้วว่ายังไม่จำเป็น


ซึ่งในขั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณากฎหมายนั้น ทราบมาว่าถูกกลุ่มนี้กดดันจะต้องมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติให้ได้ ซึ่ง กมธ.ได้แถลงเรื่องดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2559 ทั้งที่ตนเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่ายังไม่พร้อมและยังไม่มีความจำเป็น เพราะมีบริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นรัฐวิสาหกิจ จะซ้ำซ้อนหรือไม่จึงให้ สนช.เป็นผู้พิจารณา ก็ถูกกดดันอีกว่าถ้าไม่มีบรรษัทน้ำมันก็จะมาล้อมรัฐสภา ล้อมทำเนียบรัฐบาล

ไม่ฝันเฟื่องเอาทหารมาคุม


"ถามว่าถูกต้องหรือไม่ การเสนอรับข้อเสนอมาแล้วเสนอให้ สนช.พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้วไม่เหมาะสมก็ต้องรับกติกาตรงนั้นว่าเป็นเรื่องของ กมธ. ใช้วิธีกดดันแบบนี้ประเทศชาติเสียหาย ส่วนการหวังให้ทหารเข้าไปดูบรรษัทน้ำมัน กรมพลังงานทหารทำหน้าที่นี้ไม่ได้หรอก เขามีหน้าที่จำกัดไม่ใช่มีหน้าที่ประกอบการบรรษัทธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครไปฝันเฟื่องเอามาเป็นประโยชน์ของทหาร ไม่เคยคิดเอาทหารมาดูแล ขอให้เข้าใจว่าเป็นข้อเสนอของภาคประชาชนหลายเครือข่าย และยังไม่รู้เลยว่าถ้าตั้งแล้วใครจะเป็น ไม่ใช่ผมแน่นอน สนช.ก็บรรจุไปเพื่อบรรเทาความขัดแย้ง โดยเขียนว่าจะเริ่มต้นเมื่อพร้อม ซึ่งมันไม่พร้อมง่ายๆ เพราะต้องใช้ทุนมหาศาล รัฐบาลไม่มีเงินลงทุนหรอก ไม่ใช่ง่ายๆ 5 บาท 10 บาท อย่ามาสงสัยรัฐบาล ส่วน กมธ.ที่มีสัดส่วนของทหารเยอะนั้น เพราะถูกต่อต้านเยอะ ไม่มีใครกล้าเป็น มีแต่ทหารเป็นให้ เพราะโดนกลุ่มนี้ประท้วงมาตลอด"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

รีบดันกฎหมาย-หวั่นพลังงานขาด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือต้องการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ออกมาเป็นกฎหมายให้ได้ เพราะต้องดูเรื่องการลงทุน การขุดเจาะน้ำมัน การทำสัมปทาน เพราะเดี๋ยวพลังงานขาดแคลน และใช้เวลา 5-6 ปี กว่าบริษัทที่ได้รับสัมปทานจะเริ่มลงทุนหาเงินกู้มาได้ จึงต้องรีบทำตอนนี้ ถ้าไม่ทำหลายประเทศก็ไปลงทุนที่อื่น ไม่มาลงทุนกับประเทศที่มีปัญหาอย่างนี้หรอก

ขู่ถ้าประท้วงอีกต้องจัดการตามกฎหมาย

"ยืนยันถ้ามาประท้วงอีกต้องดำเนินการตามกฎหมาย ให้อภัยไปหลายทีแล้ว ไม่ใช่เพราะมาขัดแย้งผม แต่ท่านทำผิดกฎหมาย ส่วนความคิดเห็นท่านไปแสดงในช่องทางที่ถูกต้องและยอมรับในกติกาเสียบ้าง วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอะไรก็ได้กับผม ไม่ใช่ ถ้ามันดี มันถูกผมรับมาแล้ว นี่ผมรับมาแล้วยังมีปัญหาเลย ไม่รู้อะไรนักหนา" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

“บิ๊กตู่” รับเพิ่งสั่งย้ายสารวัตรในภูเก็ต จวกคนจ่ายเงินให้ทำไมโง่แบบนี้วะ

“บิ๊กตู่” รับเพิ่งสั่งย้ายสารวัตรในภูเก็ต จวกคนจ่ายเงินให้ทำไมโง่แบบนี้วะ
        นายกรัฐมนตรีเผยเพิ่งสั่งย้ายสารวัตรในภูเก็ต หลังมีคนร้องเรียนเพียบ ปมทะเลาะตำรวจและสื่อ จวกคนจ่ายเงินให้-โง่สุดโง่ ทำไมโง่แบบนี้วะ แล้วก็มาโทษรัฐบาล รับบางเรื่องไม่มีหลักฐานก็ทำอะไรให้ไม่ได้ 
       
       วันนี้ (28 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า วันเดียวกันนี้ได้สั่งย้ายตำรวจในตำแหน่งสารวัตรคนหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากมีการร้องเรียนก็ต้องสอบสวนซึ่งเบื้องต้นเรายังไม่รู้ข้อเท็จจริงแต่ก็ต้องให้ผู้บังคับบัญชาสอบสวน และเอาตัวออกมานอกพื้นที่ก่อน เพราะมีการร้องเรียนเข้ามา และเท่าที่ทราบมีเรื่องการทะเลาะกันด้วยระหว่างตำรวจกับนักข่าวในพื้นที่ เมื่อมีการร้องชัดเจน มีทั้งชื่อ ที่อยู่ สังกัด และความผิดที่ร้องเรียนว่ามีเรื่องอะไรก็แจ้งมาจะได้ดำเนินการสอบ ทั้งนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
       
       “ถ้ามาบอกลอยๆ ว่าเป็นคนใกล้ชิดนายกฯ รองนายกฯ พอสอบและไล่ไปมาก็ไม่ใช่ กลายเป็นใกล้ชิดที่ปรึกษานายกฯ พอถามว่าที่ปรึกษาคนไหน ก็กลายเป็นไม่ใช่ที่ปรึกษา แต่เป็นคนใกล้ชิดที่ปรึกษานายกฯ แล้วไอ้คนจ่ายเงินมันโง่สุดโง่เลยจริงๆ เอาเงินไปให้เขา ทำไมโง่แบบนี้วะ แล้วก็มาโทษรัฐบาล เรื่องแบบนี้ต้องไปหาข้อมูลมาให้เกิดความชัดเจน ไม่มีใครจะมาฝืนกติกาผมได้ เว้นแต่ผมไม่รู้ ไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐาน ผมก็ทำอะไรให้ไม่ได้เหมือนกัน วันนี้เราทำงานทุกอย่างเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นให้ได้ ทุกคนต้องเข้าใจผมด้วย เพราะทุกปัญหาที่ถามมาล้วนเป็นงานกิจกรรมของแต่ละกระทรวง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว 

เตรียมติดใบแจ้งหนี้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าพรุ่งนี้

พรุ่งนี้ เจอกัน !!!
สะพัด !
ยอดเรียกเก็บกว่า1.7หมื่นล้าน ใบแจ้งปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าพรุ่งนี้
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงการประเมินเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องดำเนินการก่อนหมดอายุความภายในวันศุกร์ที่ 31 มีนาคมนี้ ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบตัวเลขเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป เพราะยังไม่ได้รับรายงานสรุปข้อมูลภาษีหุ้นชินคอร์ปว่าจะต้องจ่ายเท่าไร ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และตามขั้นตอนปกติของกระบวนการทางกฎหมาย หากได้ข้อสรุปแล้วเจ้าหน้าที่จะนำใบแจ้งที่ต้องชำระภาษีส่งทางไปรษณีย์ หรือนำไปส่งมอบให้กับบุคคลภายในบ้านของผู้ที่ต้องเสียภาษีรับใบแจ้งให้รับทราบเป็นลำดับแรกก่อน แต่หากมีการปฏิเสธหรือไม่สามารถนำส่งใบแจ้งได้ ขั้นตอนต่อไปจึงจะนำใบแจ้งดังกล่าวไปปิดบริเวณบ้านที่เห็นได้ชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มขั้นตอนนำส่งใบแจ้ง เพราะยังไม่มีการสรุปตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะต้องจ่ายเท่าไร
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้ข้อสรุปการประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณแล้ว โดยคิดเป็นจำนวนเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และกำหนดจะนำใบแจ้งไปปิดหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ในวันที่ 28 มีนาคมนี้ และจากนั้นผู้เสียภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน คณะทำงานของกรมสรรพากรสรุปให้ประเมินภาษีตามแนวทางที่ว่ามีการซื้อหุ้นราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในช่วงที่บริษัทแอมเพิลริชขายหุ้นให้นอมินีของอดีตนายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดตอนนั้นที่อยู่ที่ 49.25 บาทต่อหุ้น
แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีคำสั่งให้กรมสรรพากรประเมินเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ตามแนวทางที่ได้ประชุมร่วมกันกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และผู้ที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ รวมถึงมีการรายงานแนวทางให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อมานายประสงค์ ได้ลงนามคำสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อประเมินภาษีจากกรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 นี้ โดยมีผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีอากร กรมสรรพากร เป็นประธานคณะทำงาน และล่าสุดมีข้อสรุปเกี่ยวกับการประเมินภาษีออกมา ภายใต้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เสนอมา โดยแนวทางของรัฐบาลคือให้กรมสรรพากรหาทางประเมินให้ได้ไปก่อน จากนั้นถ้าเก็บไม่ได้จริงๆ ก็ให้คดีไปหลุดในชั้นอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมสรรพากรประเมินเก็บภาษีจากนายทักษิณเสร็จ ก็ถือว่าเรื่องนี้จบ และจะไม่ติดเงื่อนไขเรื่องอายุความอีก
..............
ที่มา มติชน