PR
วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560
เบื้องหน้าเบื้องหลังซื้อเรือดำน้ำ
ในขณะที่ทางรัฐบาลทั้งนายกรัฐมนตรีและ “ลูกพี่ใหญ่” ซึ่งก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าโครงการเรือดำน้ำจีน เป็นโครงการที่จำเป็น คุ้มค่า โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาเลือกเรือดำน้ำจากจีนเป็นการพิจารณาโดยกองทัพเรือเอง ในขณะเดียวกับที่กองทัพเรือได้ออกมาเดินสายชี้แจงทางสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตามจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีการชี้แจงจากทางกองทัพเรืออย่างเป็นทางการในรายละเอียดเชิงเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นแต่อย่างไร

จนกระทั่งในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาทาง Facebook 'ThaiArmedForce.com' ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านเทคโนโลยีทางการทหารที่มีชื่อเสียงและค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือได้นำข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นบทสัมภาษณ์จาก “แหล่งข่าว inside ทัพเรือ” ภายใต้ชื่อ 'S26T คือทางเลือกทางยุทธศาสตร์' ที่ออกมาระบุข้อมูลรายละเอียด และเหตุผลเบื้องลึกว่ากองทัพเรือเดินทางมาถึงจุดที่เลือกเรือดำน้ำจีนได้อย่างไร
http://thaiarmedforce.com/83-taf-editorial/editorial/855-tafeditorial15
แหล่งข่าวรับ “ทัพเรือตั้งโต๊ะประมูลบังหน้าทั้งที่เป็นใบสั่ง”
“กองทัพเรือรู้ว่าเมื่อมีสัญญาณมาแบบนี้ ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร เพราะถ้าดึงดันเหมือนเดิม สุดท้ายก็คงชวดอีก จึงคิดว่าอะไรที่พอรับได้ก็รับ อะไรที่รับไม่ได้ก็ต้องพยายามเจรจาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง”
การเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับ Inside ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันข้อมูลว่ามีใบสั่งจากภายนอกมายังกองทัพเรือให้พิจารณาเรือดำน้ำจีน “เป็นพิเศษ” เพราะตั้งแต่ข่าวการจัดหาเรือดำน้ำเริ่มเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการจัดหาจากประเทศจีนทั้งที่ผ่านมามีปัญหาด้านประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไทยมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรถถัง เรือรบ หรือแม้แต่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ KS-1C ที่กองทัพอากาศเพิ่งจัดหาเข้าประจำการ ทาง รมว.กห. ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันหลายครั้งว่า "ไม่ใช่เป็นผู้กดดันให้กองทัพเรือเลือกซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน"
นอกจากนั้นแหล่งข่าวก็ยังยอมรับว่า “หลายๆ อย่างที่กองทัพเรือได้มาในโครงการนี้นั้น ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่จีนเสนอมาในครั้งแรกก็ไม่ได้มีอะไรมากและไม่ได้ตามที่ควรจะเป็นทั้งหมด” ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าเกณฑ์การคัดเลือกของคณะกรรมการที่กองทัพเรือตั้งขึ้นเพื่อเลือกแบบเรือดำน้ำในตอนแรกใช้อะไรในการพิจารณาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นจนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเรือดำน้ำจีน
เมื่อตรรกะการจัดหายุทโธปกรณ์หลักของกองทัพกลายเป็น “ปริมาณคือคุณภาพ”
แหล่งข่าวได้ระบุอีกว่าเหตุผลที่กองทัพเรือเลือกเรือดำน้ำจีน (หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือเหตุผลที่กองทัพเรือและรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับเรือดำน้ำจีน) คือจำนวนที่ทางบริษัทจีนเสนอมาเป็นจำนวน 3 ลำ ในขณะที่เอกสารเชิญชวนที่กองทัพเรือส่งไปยังบริษัทต่างๆ หรือที่เรียกว่า Request for Offer ได้ระบุความต้องการในการจัดหาเรือดำน้ำในครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการจัดหาเพียง 2 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท และบริษัทอื่นก็ทำตามกติกาคือเสนอมา 2 ลำ
แหล่งข่าวกล่าวว่า “เพราะทางจีนเองก็ทราบดีว่า ถ้าเทียบตัวต่อตัวนั้น เรือดำน้ำจีนไม่สามารถสู้กับเรืออื่นได้ โดยเฉพาะเรือจากทางยุโรป การจะให้ได้เปรียบต้องสู้ด้วยจำนวนที่มากกว่า คือ สู้ด้วยคุณภาพไม่ได้ ต้องสู้ด้วยปริมาณ” ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะพบว่าอาจไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้องนัก เนื่องจากแม้ว่าการมีเรือดำน้ำ 3 ลำ จะดูเหมือนว่าจะมีเรือพร้อมใช้งานมากกว่า แต่หาก “คุณภาพ”ของเรือนั้นด้อยกว่าในที่สุดเราก็อาจได้พบกับภาพที่เรือส่วนใหญ่จากจำนวน 3 ลำ ต้องจอดซ่อม หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมีความพร้อมน้อยกว่าเรือจำนวนเพียง 2 ลำ ที่มี “คุณภาพ” ที่ดีกว่า
สุดยอดเทคนิคการขายกับลูกค้าที่เต็มใจให้หลอก
จากเรือดำน้ำที่เข้าร่วมประมูลร่วมกับเรือดำน้ำจีนในช่วงเดือนมิถุนายน 2558 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทต่อเรือดำน้ำจากเกาหลีใต้ เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเกาหลีใต้ รวมบริษัทที่ประมูลในครั้งนั้นทั้งสิ้น 6 บริษัท แหล่งข่าวได้หยิบยกข้อด้อยบางประเด็นของเรือดำน้ำฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเกาหลีใต้ ดังนี้
เรือดำน้ำฝรั่งเศส – เรือดำน้ำขนาดเล็ก ไม่เคยต่อมาก่อน ทร. ไม่มั่นใจเรื่องอะไหล่
เรือดำน้ำรัสเซีย – มีโซนาร์เพียงแบบเดียว ความเป็นอยู่ไม่ดี
เรือดำน้ำสวีเดน – พื้นฐานหลักจาก A19 ผสมกับ A26
เรือดำน้ำเกาหลีใต้ – ไม่แน่ใจว่าสหรัฐจะยอมขายอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon ให้หรือไม่
แม้ยอม “คิดบวก” มองข้ามประเด็นด้านความโปร่งใสในการจัดหาในแง่ของการเสนอจำนวนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงและ “สัญญาณจากนอกกองทัพ” และพยายามมองประโยชน์ที่ ทร. จะได้รับในท้ายสุดนั้น ก็จะพบว่าแม้เรือดำน้ำจีนจะ “มี” เกือบทุกอย่าง แต่หลายอย่างก็ “ดีไม่เท่าและได้ไม่ครบถ้วนเท่าคนอื่น” รวมทั้งคุณสมบัติบางอย่างของเรือดำน้ำจีนที่ “ของแถมมากแค่ไหนก็ไม่สามารถชดเชยได้”
เพราะจากการนำเสนอของแหล่งข่าวจะเห็นว่าได้นำข้อด้อยเรือดำน้ำจากประเทศอื่นมีหรือบางส่วนก็เป็นเพียงความไม่ชัดเจนบางประการ แต่ไม่มีการกล่าวถึงคุณลักษณะในภาพรวมว่าเป็นอย่างไร ต่างจากเรือดำน้ำจีนที่พยายามเน้นว่ามี “ออฟชั่น” ที่มากกว่า แต่ไม่ได้พิจารณาว่าจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ และหลีกเลี่ยงที่จะไม่กล่าวถึงคุณลักษณะสำคัญพื้นฐานที่ด้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเรือดำน้ำอื่นๆ อย่างชัดเจน ที่เมื่อได้ทำการตรวจสอบกับข้อเสนอจากบริษัทอื่น (ดูตัวอย่างเอกสาร)ก็ได้ผลการเปรียบเทียบที่น่ากังวล ดังนี้
- ขนาดที่ใหญ่เกินไป โดยจะเห็นได้ว่าขนาดตัวเรือที่ใหญ่ทำให้ความลึกปลอดภัย (Safe Depth) มากกว่าเรือดำน้ำแบบอื่น ซึ่งความลึกดังกล่าวหมายถึงความลึกที่เรือดำน้ำต้องทำการดำเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระ ซึ่งยิ่งมีค่ามากเท่าใดก็หมายความว่าพื้นที่ที่จะทำการดำต้องมีความลึกเพิ่มขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรือดำน้ำจีนมีค่าความลึกปลอดภัยที่มากที่สุดจึงจะมีข้อจำกัดในการดำมากที่สุด
- ความเร็วและระยะปฏิบัติการ เรือดำน้ำจีนสามารถทำความเร็วสูงสุด 18 นอต ได้เพียง 10 นาที ในขณะที่เรือแบบอื่นสามารถใช้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 20 นอต ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง รวมทั้งมีระยะปฏิบัติการเพียง 8,000 ไมล์ ในขณะที่เรือแบบอื่นมีระยะปฏิบัติการมากกว่า 10,000 ไมล์
- ความเงียบ เป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของเรือดำน้ำ เรือดำน้ำจีนมีความเร็วเงียบที่ต่ำกว่าแบบอื่น ซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการมีตัวเรือ 2 ชั้น ที่เป็นแนวทางการออกแบบที่ล้าสมัยแต่มักถูกกล่าวอ้างโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าช่วยให้เรือมีความเงียบมากขึ้นนั้น ในความเป็นจริงไม่ได้แสดงผลให้เห็นแต่อย่างใด
- ระบบอำนวยการรบ ที่มีประสิทธิภาพในการคำนวณค่าเป้าด้อยกว่าเรือแบบอื่นอย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่าจำนวนเป้าที่สามารถติดตามและคำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่า ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏิบัติการอย่างมีนัยยะสำคัญ
- จำนวนตอร์ปิโด มีความพยายามที่จะปิดเบือนว่าเรือดำน้ำแบบอื่นได้แต่ตัวเรือเปล่า มีแต่เรือดำน้ำจีนเท่านั้นที่มีลูกอาวุธมาให้ ซึ่งจริงๆ แล้วตรงกันข้าม เรือดำน้ำจีนให้ลูกตอร์ปิโดมาด้วยก็จริง แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมากคือลูกจริง 4 ลูก ลูกซ้อม 2 ลูก สำหรับเรือ 2 ลำ หรือลูกจริงเพียงลำละ 2 ลูก เท่านั้น และในการเสนอเบื้องต้นก็ไม่มีลูกอาวุธปล่อยนำวิถีมาให้ ซึ่งแม้ว่าภายหลังจากการเจรจาเพิ่มเติมจะมีการ “แถม” อาวุธปล่อยนำวิถีมาให้ แต่ก็ไม่เต็มจำนวนท่อ ได้มาเพียงลำละ 2 ลูก ต่างจากเรือดำน้ำแบบอื่นๆ บางแบบที่ให้ลูกตอร์ปิโดมา “ครบทุกท่อยิง” พร้อมลูกฝึกเพิ่มมาให้อีกด้วย ทั้งนี้เหตุผลที่เรือดำน้ำแบบอื่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาวุธปล่อยนำวิถีเนื่องจากการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากเรือดำน้ำมีข้อเสียในด้านการเปิดเผยที่อยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อเรือดำน้ำเอง
- การหนีออกจากเรือดำน้ำในกรณีฉุกเฉินมีความปลอดภัยต่ำกว่าแบบอื่น ความลึกสามารถทำการหนีได้สูงสุดคือ 120 ม. ในขณะที่เรือดำน้ำแบบอื่นสามารถทำได้มากกว่า 180 ม.
- อายุการใช้งานสั้นกว่าแบบอื่น อายุการใช้งานของเรือดำน้ำจีนอยู่ที่ 25 ปี ในขณะที่เรือดำน้ำแบบอื่นบางแบบมีอายุการใช้งานถึง 40 ปี ขึ้นไป
- อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ต่ำมาก สามารถทำการชาร์จได้เพียง 200 ครั้ง ในขณะที่เรือดำน้ำแบบอื่นสามารถทำได้ถึง 1,250 ครั้ง
ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะของเรือดำน้ำจีนกับบริษัทอื่นๆ ที่ร่วมยื่นประมูล
ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำแบบ A
ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำแบบ B
ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำแบบ C
ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำจีน
เบื้องหลังการเจรจาต่อรอง...สุดท้ายแล้ว “คุ้มกว่า” จริงหรือ?
“หลายๆ อย่างที่กองทัพเรือได้มาในโครงการนี้นั้น ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่จีนเสนอมาในครั้งแรกก็ไม่ได้มีอะไรมากและไม่ได้ตามที่ควรจะเป็นทั้งหมด”
การเจรจาต่อรองภายหลังจากที่กองทัพเรือยอมเลือกเรือดำน้ำจีนตาม “สัญญาณ” ก็เริ่มขึ้นภายใต้พยายามที่จะต่อรองทำให้เรือดำน้ำจีนลำนี้สมบูรณ์ขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาตามที่แหล่งข่าวระบุไม่ว่าจะเป็นกล้องตาเรือแบบ Optronic ระบบนำร่องด้วยแรงเฉื่อย (INS) เพิ่มเติมอีก 1 ชุด ระบบแจ้งเตือนภัยเรดาร์ (RWR) การสนับสนุนอะไหล่ หรือแม้แต่ Multifunction Console นั้น แม้ว่ากองทัพเรือจะประสบความสำเร็จในการเจรจาให้ทางจีนเพิ่มเติมให้มากกว่าที่เสนอมาในตอนแรก แต่หากดูรายละเอียดให้ดีๆ ก็จะพบว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่เรือดำน้ำแบบอื่นมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้นสิ่งที่กองทัพเรือได้จากการเจรจาครั้งนี้คือการลดข้อด้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่การเพิ่มประสิทธิภาพของเรือดำน้ำจีนให้มากกว่าหรือแม้แต่เทียบเท่าประสิทธิภาพของเรือดำน้ำแบบอื่นแต่อย่างใด
ตรรกะวิบัติของคำว่า “ป้องปราม” กับ “มีไว้ให้เกรงใจ”
“แหล่งข่าวได้กล่าวสรุปกับ TAF ว่าเข้าใจดีว่าใคร ๆ ก็อยากได้ของที่ดีที่สุด กองทัพเรือก็เช่นกัน แต่ในกรณีนี้ก็พบว่าจีนก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เรือและอาวุธถ้าทำได้ตามคุณลักษณะที่เจรจาตกลงกันไว้ ก็ถือว่าไม่ด้อยกว่าเรือจากตะวันตกเท่าไหร่ ที่สำคัญระบบอาวุธที่ทางจีนเสนอมานั้นมาครบทั้ง 3 ชนิด อาวุธจะแม่นหรือไม่แม่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ประเทศที่เป็นภัยคุกคามเป็นฝ่ายตรงข้าม เวลาประเมินฝ่ายเรา เขาจะต้องประเมินกรณีที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ก่อน เช่น ระยะยิงอาวุธฝ่ายเรา เขาก็ต้องคิดว่ามันยิงได้ไกลสุดเท่านี้ แม้ว่าที่จริงอาจจะยิงได้ไม่ไกลเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นมันก็จะทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจและนำไปสู่การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง”
เป็นที่น่าตกใจที่แหล่งข่าว Inside กองทัพเรือได้ยอมรับแบบกลายๆ เองว่าอาวุธจีนที่จะมีใช้นั้นมีประสิทธิภาพด้อยกว่าอาวุธจากเจ้าอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ของกองทัพเรือและเหล่าทัพอื่น แต่แหล่งข่าวระบุว่ากองทัพเรือใช้แนวคิดว่าขอให้มีเพื่อให้ฝ่ายตรงข้าม “หลงเชื่อ” ว่าเป็นอาวุธมีประสิทธิภาพสูง
หากมองแบบเผินๆ หรือกล่าวอีกอย่างคือมองแบบเข้าข้างตัวเองก็อาจฟังดูสมเหตุสมผล แต่หากคิดดูให้ดีฝ่ายตรงข้ามของเราน่าจะประเมินขีดความสามารถที่แท้จริงของเรือดำน้ำลำนี้ได้ไม่ยากนัก และถ้ามองในแง่ของการพัฒนาความรู้ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติการของกำลังพลประจำเรือนั้น เราก็จะมีกำลังพลที่มี “ขีดความสามารถจอมปลอม” แต่หากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการจริงๆ แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?
มียุทโธปกรณ์รายการไหนอีกบ้างที่กองทัพมีประจำการอยู่ในปัจจุบันและใช้ตรรกะนี้ในการจัดหา?
S26T คือทางเลือกทางยุทธศาสตร์ (ของใคร?)
“รัฐบาลจีนต้องการได้ไทยเป็นพันธมิตรให้ได้ โดยเฉพาะการที่ไทยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐมานาน ถ้าได้ไทยมาเป็นพันธมิตรหลักก็จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้กับหลายประเทศในภูมิภาคว่าจีนพร้อมจะเป็นเพื่อน หรือหมายถึงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic partnership) และเรือดำน้ำก็ถือเป็นอาวุธเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”
ตามที่แหล่งข่าวได้กล่าวในตอนต้นว่ารัฐบาลจีนต้องการใช้เรือดำน้ำเป็นการ “ซื้อใจ” ประเทศไทย ซึ่งดูเผินๆ ก็เหมือนกับการได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย คือจีนได้พันธมิตร ส่วนไทยก็ได้เรือดำน้ำ
แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าฝ่ายที่ได้ประโยชน์จริงๆ นั้นคือฝ่ายจีน ทั้งการที่ได้ไทยเป็นพันธมิตรในเชิงสมัครใจแล้ว การที่กองทัพเรือไทยใช้เรือดำน้ำจากจีนนั้นก็เป็นเหมือนเครื่องรับประกันว่าหากต้องการที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาในการขาดการสนับสนุนด้านอะไหล่ซึ่งเรือดำน้ำจีนจะต้องใช้อะไหล่จากจีนเท่านั้น (ต่างจากเรือดำน้ำแบบอื่นที่ใช้อะไหล่มาตรฐานสากล ที่กองทัพเรือจะสามารถมีตัวเลือกในการเปลี่ยนอะไหล่ตามความต้องการภายหลังได้เนื่องจากใช้มาตรฐานเดียวกัน) กองทัพเรือหรือประเทศไทยก็จะต้องไม่ทำให้จีน “ขัดใจ” จนไม่ส่งอะไหล่ให้จนเรือดำน้ำที่เป็น “อาวุธยุทธศาสตร์ราคาแพง” ไม่สามารถปฏิบัติการได้
สุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่ได้กำไร?
วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560
การซื้อเรือดำน้ำในอดีต


วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560
รับประกันโดยป๋า
การที่เรามาพร้อมเพรียงกันวันนี้ แสดงให้เห็นว่านายกฯ เป็นที่ไว้วางใจได้ จะเป็นผู้นำของเราตราบใดที่นายกฯ ไม่ท้อแท้ ท้อถอย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะประสบความสำเร็จ
ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีความภูมิใจมาก หยิ่งในตัวเองมาก ว่าเกิดมาทั้งทีเราเป็นคนดี เราทำงานเพื่อชาติ เพื่อบ้านเมืองของเรา ไม่ได้ทำให้ใครทั้งนั้น แต่ทำให้คนไทยทุกคน…ไม่ว่าคนไทยนั้นจะชอบเราหรือชอบเราน้อยก็ไม่เป็นไร เราก็ทำตามไปตามสิ่งที่เรามุ่งมั่นปรารถนาให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะภูมิใจมากที่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ขอให้นายกฯ มีความภาคภูมิใจว่า เกิดมาทั้งที เราได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราได้ทำให้ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นผู้นำที่ดี เป็นผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นให้คนในชาติของเราว่า รัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ ผบ.เหล่าทัพเหล่านี้ จะทำเพียงอย่างเดียว คือนำความสุขกลับมาให้คนไทย
ก็ขอให้ความตั้งใจมุ่งมั่นปรารถนาอันแรงกล้าของนายกรัฐมนตรีประสบผลสำเร็จ ตามที่นายกรัฐมนตรีปรารถนา
ผมไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีเอาเวลาที่ไหนไปนอน เห็นทำแต่งาน..คงเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของพวกเราทุกคนของคนไทยว่ารัฐบาลนี้ทุ่มเททุกอย่าง เพื่อความสุขของพวกเรา ขอบคุณมาก นายกรัฐมนตรี”

เป็นอีกครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แสดงการสนับสนุนและยืนอยู่เคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ โดยเปิดเผย
คำพูดดังกล่าว มีขึ้นระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์นำคณะรัฐมนตรี และ ผบ.เหล่าทัพ รดน้ำดำหัวขอพร พล.อ.เปรม ตามประเพณีไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา
และว่าที่จริง พล.อ.เปรม ผู้มากด้วยบารมี ได้แสดงจุดยืนเช่นนี้มาตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แล้ว
ทบทวนกันเล็กน้อย…
ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2557 ต้อนรับปีใหม่ 2558 พล.อ.เปรม ได้กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า
“การยึดอำนาจของ คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมนั้น เชื่อว่าประชาชนคงดีใจที่บ้านเมืองสงบ ไม่มีความขัดแย้ง เป็นการแสดงให้เห็นว่า หากมีความจำเป็น ทหารก็ต้องออกมาดูแลบ้านเมือง และนายกรัฐมนตรีควรจะภูมิใจ เพราะเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ แสดงให้เห็นว่า หากตั้งใจจะทำอะไร ก็สามารถทำได้ และทำได้ดีด้วย หากชาติบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน ทหารจะเข้ามาดูแล ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้”
และเมื่อ 26 สิงหาคม 2558 ในโอกาส พล.อ.เปรม ฉลองวันเกิดครบรอบ 95 ปี ย่างเข้า 96 ปี ได้กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้าอวยพรว่า
“ผมมั่นใจว่าถ้าพวกเรายังดำรงความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมใจกันทำ เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อมอบให้ประชาชน เมื่อนั้นมั่นใจว่า ตู่ คุณป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) คนอื่นๆ จะนำความสุขคืนให้ประชาชน และจะทำให้เกิดความปรองดองในชาติได้แน่นอน”
“ต้องร่วมมือกันอย่างนี้ รักกันอย่างนี้ตลอดไป เพราะจะสร้างเกียรติประวัติให้กับกองทัพของเรา และให้กับรัฐบาล อีกทั้งเราก็จะมีความสุขบนความเหน็ดเหนื่อย ความยากลำบากบนความเสียสละที่เรามีให้ประชาชนคนไทยทุกคน อีกทั้งขอชื่นชมและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้มองเห็น ขอให้ประชาชนมองเห็น มองเห็นความเสียสละของพวกเราที่มีต่อประชาชน”

ทั้งนี้ พล.อ.เปรมมาย้ำอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม 2558 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
“พวกเราไม่ได้เข้ามาเพื่อหวังอำนาจ แต่เข้ามาเพื่อชาติ บ้านเมือง และประชาชนของเรา ทั้งนี้ ผมคงจะช่วยพวกท่านได้ไม่มากนัก เพราะอายุมากแล้ว แต่จะช่วยคิดและให้กำลังใจ ให้ความรู้ได้บ้างพอสมควร อีกทั้งผมเป็นเพื่อนพวกท่านทั้งหลาย ถ้ามีสิ่งใดที่จะช่วยพวกท่านได้ก็พร้อมที่จะช่วยด้วยความเป็นเพื่อน เป็นมิตร และความสามัคคี ขอจบด้วยคำว่า ความดีคือเกราะกำบัง ก็ขอให้ทำความดี ซึ่งความดีเป็นเกราะป้องกันไม่ให้มาทำอันตรายกับเราได้ ถ้าทุกคนทำความดีทุกวัน ก็จะเป็นเกราะที่แข็งแรง และจะช่วยให้เราพบความสำเร็จ มีใจชื่นบานในการช่วยเหลือคนอื่น”
ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.เปรม ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวน้อยครั้ง ยังยอมให้สัมภาษณ์ถึงความประทับใจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จได้ เพราะ
ข้อที่หนึ่ง เขามีความมุ่งมั่น
ข้อที่สอง เขาเป็นคนสะอาด บริสุทธิ์ ภริยาเขาก็สะอาดบริสุทธิ์ ครอบครัวก็สะอาดบริสุทธิ์
เพราะฉะนั้น คนที่สะอาด บริสุทธิ์ กล้าที่จะทำอะไรก็ได้ที่มันเสี่ยงๆ เพราะตัวไม่มีแผล จึงคิดว่าเขาทำได้
ก้าวสู่ปี 2559 พล.อ.เปรม ก็ยังอยู่เคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป
โดยบอกในวันเกิดว่า
“ตู่ เดี๋ยวนี้ป๋าอายุมากแล้ว ก็อยากจะช่วยตู่เท่าที่สามารถจะช่วยได้ ซึ่งสิ่งที่ช่วยคือ เวลาคุยกับใครก็จะไปบอกเค้าว่าทำไมตู่ต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้มันเหนื่อยเปล่าทำไม ป้อม (พล.อ.ประวิตร) ต้องมาช่วยน้องชาย และเจี๊ยบ (พล.อ.ธนะศักดิ์) ต้องมาช่วยเพื่อน พวกเราทุกคนเห็นว่ามีความจำเป็นในการเข้ามาในสถานการณ์เช่นนี้ ที่พูดไม่ได้หมายความว่าเรามาทำเพื่อใคร แต่เราทำเพื่อคนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขอให้ตู่มั่นใจว่าทหารแก่อย่างเราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตู่สามารถทำงานบรรลุภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ถ้าไม่ได้ก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะได้ หากมีอุปสรรคก็ต้องแก้ไข”
และเมื่อ 29 ธันวาคม 2559 ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560 พล.อ.เปรมก็ย้ำว่า อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าภายใต้การนำของนายกฯ จะทำให้ความเหนื่อยของเราสิ้นสุดโดยเร็ว

การตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าของ พล.อ.เปรม ในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะหลังสุดในช่วงก่อนสงกรานต์ และหลังที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้แล้ว
ทำให้มีการมองว่า นี่อาจจะไม่ใช่เพียงการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำแค่ตามโรดแม็ป
แต่อาจจะทะลุยาวตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ อาจต้องเหนื่อยต่อไป ในฐานะ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
โดยมีโมเดลเหมือนสมัยที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสามารถบริหารเหนือพรรคการเมือง โดยมีวุฒิสภา กองทัพ ข้าราชการ เป็นฝ่ายสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ยาวนานถึง 8 ปี และได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษ
แม้ว่าประเทศจะถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ก็สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญมั่นคงได้
ด้วยโมเดลที่สำเร็จแล้วนี้เอง อาจทำให้ พล.อ.เปรม เชื่อว่า พล.อ.ปรนะยุทธ์ น่าจะสืบทอดได้
ซึ่งจะจริงหรือไม่ เวลาที่เหลืออีกปีเศษๆ ก็น่าจะมองเห็น
ส่วนเมื่อเห็นแล้ว
จะเป็นสวรรค์ หรือนรก ก็แล้วแต่วาสนา พล.อ.เปรมคงตามไปการันตีไม่ได้
อย่าให้เครดิตโจรใต้
ช่วยผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุดสุดท้าย
วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560
ประวัติศาสตร์การเมืองสืบเนื่องจาก"หมุดคณะราษฎร์"
Vachara Riddhagni ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 7 ภาพ
บิ๊กตู่ ใช้ม.44 เลิกคำสั่ง คสช.ให้สรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ




