PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

“พิสิษฐ์” ย้ำสื่อต้องมีใบอนุญาต บก.รับนักข่าวไร้ทะเบียนเจอคุกด้วย ชี้ sanook-kapook เป็นสื่อออนไลน์

“พิสิษฐ์” ย้ำสื่อต้องมีใบอนุญาต บก.รับนักข่าวไร้ทะเบียนเจอคุกด้วย ชี้ sanook-kapook เป็นสื่อออนไลน์
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน (แฟ้มภาพ)
        รองประธาน กมธ.ปฏิรูปสื่อ ยันสื่อต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ไม่ต่างจากนวดแผนโบราณ ถ้าใครไม่มีก็ต้องจำคุกเหมือนกัน ชี้เว็บ sanook-kapook เข้าข่ายสื่อออนไลน์ภายใต้ กม.คุ้มครองสื่อ เผยต้นสังกัด-บริษัทหากรับนักข่าวไม่มีใบอนุญาตมาทำงานก็ต้องถูกจำคุกด้วย
       
       วันนี้ (26 เม.ย.) พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่าจะนำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของวิป สปท. คาดว่าจะสามารถบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ สปท.ในวันที่ 8-9 พ.ค.นี้
       
       อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ที่ปรับเพิ่มขึ้นมา คือ เรื่องโทษ กรณีหากนักข่าวไม่มีใบอนุญาตตามเวลาที่กำหนดจะมีความผิด จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท รวมถึงองค์กรสื่อที่รับนักข่าวที่ไม่มีใบอนุญาตมาทำงานก็จะมีความผิดจำคุกและปรับเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ยังเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้นักข่าวที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตและถูกไล่ออกจากที่หนึ่งไปทำงานกับอีกที่หนึ่ง
       
       “เรื่องโทษที่เพิ่มขึ้นมานี้ เจตนารมณ์ไม่ต้องการลงโทษใคร แต่มองเรื่องการบังคับว่าคุณต้องไปขอรับใบอนุญาต เรามานั่งคิดกันว่าหากคนที่ไม่ยอมขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตจะทำอย่างไร เราก็ไปเทียบเคียงกับกฎหมายที่มีอยู่ ขนาดนวดแผนโบราณไม่มีใบอนุญาตยังมีโทษจำคุกสองปี เบากว่าคุณอีก สื่อเวลาไปทำอะไรเสียหายที ผลกระทบวงกว้างกว่าเยอะ” พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าว
       
       พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าวว่า เรื่องใบอนุญาตสื่อนั้น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีความชัดเจน แต่จะมีประเด็นตรงสื่อออนไลน์ ซึ่งเราขีดวงจำกัดว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อออนไลน์นั้นต้องมีเจตนา ทำต่อเนื่อง และมีรายได้ทั้งทางตรงทางอ้อมหรือไม่ ตรงนี้ทางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนดรายละเอียด เราแค่วางกรอบคร่าวๆ
       
       เมื่อถามว่า บางเว็บเพจดังอย่าง Drama-addict ที่ยังก้ำกึ่งว่าเข้าข่ายสื่อออนไลน์จะต้องขึ้นทะเบียนด้วยหรือไม่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าวว่า ต้องดูเจตนารมณ์ การทำงาน และดูว่ามีรายได้จากที่ทำทั้งทางตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ ถ้ามีก็เข้าข่ายหมด อย่างเว็บไซต์ sanook, kapook หรือข่าวทางไลน์ ที่มีรายได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ถือว่าเข้าข่ายซึ่งเราเขียนให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ได้ ต้องไปดูในอนาคตว่าจะทำกันอย่างไร
       
       เมื่อถามว่าสื่อมวลชนออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้อย่างหนักจะมีการทบทวนเนื้อหาหรือไม่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าวว่า 30 องค์กรสื่อไม่เอากับเราอยู่แล้ว สภาฯ ก็ไม่เอา ใบอนุญาตก็ไม่เอา รัฐธรรมนูญก็ให้สิทธิร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็แค่เป็นกรอบจริยธรรม คนที่กำหนดก็คือสื่อ ตัวแทนภาครัฐ ประชาชน หากให้สื่อเขียนอย่างเดียวก็อาจเขียนเข้าข้างตัวเองไปหน่อย
       
       “สิ่งที่กังวลเราก็เอามาพิจารณา ไม่ใช่ไม่ฟัง เราก็ปรับ แต่หนึ่งหลักการต้องมีสภา สองใบอนุญาต ส่วนที่ไม่เอาใบอนุญาตก็ต้องถามกลับว่า ทำไมใบอนุญาตอาชีพอื่นต้องมี สื่อต่างจากอาชีพอื่นตรงไหน เราไม่ได้ว่าของเราถูกต้องทั้งหมด ยังต้องรับฟังคนอื่น ต้องผ่าน ครม. กฤษฎีกา สนช. และทำประชาพิจารณ์ตามาตรา 77 สุดท้ายไม่รู้ว่าจะเหลือเหมือนเดิมถึงครึ่งไหมใครจะรู้” พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าว
       
       พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าวอีกว่า เนื้อหาอีกส่วนที่มีการปรับคือเรื่อง เงินอุดหนุนสภาฯ ที่เดิมมาจากรัฐใช้ภาษีบาปแต่มีหลายคนท้วงว่าจะเกิดปัญหาขัดรัฐธรรมนูญจึง เปลี่ยนให้ไปขอจาก กสทช.ในช่วงเตรียมการ 2 ปีและดำเนินการ 5 ปี ก่อนเพื่อจะมีรายได้มาบริหารจัดการ จากนั้นค่อยมาคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อ 

เบื้องหน้าเบื้องหลังซื้อเรือดำน้ำ

ในขณะที่ทางรัฐบาลทั้งนายกรัฐมนตรีและ “ลูกพี่ใหญ่” ซึ่งก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าโครงการเรือดำน้ำจีน เป็นโครงการที่จำเป็น คุ้มค่า โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาเลือกเรือดำน้ำจากจีนเป็นการพิจารณาโดยกองทัพเรือเอง ในขณะเดียวกับที่กองทัพเรือได้ออกมาเดินสายชี้แจงทางสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตามจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีการชี้แจงจากทางกองทัพเรืออย่างเป็นทางการในรายละเอียดเชิงเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นแต่อย่างไร

 submarine01042017

จนกระทั่งในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาทาง Facebook 'ThaiArmedForce.com' ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านเทคโนโลยีทางการทหารที่มีชื่อเสียงและค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือได้นำข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นบทสัมภาษณ์จาก “แหล่งข่าว inside ทัพเรือ” ภายใต้ชื่อ 'S26T คือทางเลือกทางยุทธศาสตร์' ที่ออกมาระบุข้อมูลรายละเอียด และเหตุผลเบื้องลึกว่ากองทัพเรือเดินทางมาถึงจุดที่เลือกเรือดำน้ำจีนได้อย่างไร
http://thaiarmedforce.com/83-taf-editorial/editorial/855-tafeditorial15

แหล่งข่าวรับ “ทัพเรือตั้งโต๊ะประมูลบังหน้าทั้งที่เป็นใบสั่ง”

“กองทัพเรือรู้ว่าเมื่อมีสัญญาณมาแบบนี้ ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร เพราะถ้าดึงดันเหมือนเดิม สุดท้ายก็คงชวดอีก จึงคิดว่าอะไรที่พอรับได้ก็รับ อะไรที่รับไม่ได้ก็ต้องพยายามเจรจาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง”

การเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับ Inside ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันข้อมูลว่ามีใบสั่งจากภายนอกมายังกองทัพเรือให้พิจารณาเรือดำน้ำจีน “เป็นพิเศษ” เพราะตั้งแต่ข่าวการจัดหาเรือดำน้ำเริ่มเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการจัดหาจากประเทศจีนทั้งที่ผ่านมามีปัญหาด้านประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไทยมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรถถัง เรือรบ หรือแม้แต่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ KS-1C ที่กองทัพอากาศเพิ่งจัดหาเข้าประจำการ ทาง รมว.กห. ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันหลายครั้งว่า "ไม่ใช่เป็นผู้กดดันให้กองทัพเรือเลือกซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน" 

นอกจากนั้นแหล่งข่าวก็ยังยอมรับว่า “หลายๆ อย่างที่กองทัพเรือได้มาในโครงการนี้นั้น ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่จีนเสนอมาในครั้งแรกก็ไม่ได้มีอะไรมากและไม่ได้ตามที่ควรจะเป็นทั้งหมด” ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าเกณฑ์การคัดเลือกของคณะกรรมการที่กองทัพเรือตั้งขึ้นเพื่อเลือกแบบเรือดำน้ำในตอนแรกใช้อะไรในการพิจารณาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นจนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเรือดำน้ำจีน 

เมื่อตรรกะการจัดหายุทโธปกรณ์หลักของกองทัพกลายเป็น “ปริมาณคือคุณภาพ”

แหล่งข่าวได้ระบุอีกว่าเหตุผลที่กองทัพเรือเลือกเรือดำน้ำจีน (หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือเหตุผลที่กองทัพเรือและรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับเรือดำน้ำจีน) คือจำนวนที่ทางบริษัทจีนเสนอมาเป็นจำนวน 3 ลำ ในขณะที่เอกสารเชิญชวนที่กองทัพเรือส่งไปยังบริษัทต่างๆ หรือที่เรียกว่า Request for Offer ได้ระบุความต้องการในการจัดหาเรือดำน้ำในครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการจัดหาเพียง 2 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท และบริษัทอื่นก็ทำตามกติกาคือเสนอมา 2 ลำ

แหล่งข่าวกล่าวว่า “เพราะทางจีนเองก็ทราบดีว่า ถ้าเทียบตัวต่อตัวนั้น เรือดำน้ำจีนไม่สามารถสู้กับเรืออื่นได้ โดยเฉพาะเรือจากทางยุโรป การจะให้ได้เปรียบต้องสู้ด้วยจำนวนที่มากกว่า คือ สู้ด้วยคุณภาพไม่ได้ ต้องสู้ด้วยปริมาณ” ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้วก็จะพบว่าอาจไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้องนัก เนื่องจากแม้ว่าการมีเรือดำน้ำ 3 ลำ จะดูเหมือนว่าจะมีเรือพร้อมใช้งานมากกว่า แต่หาก “คุณภาพ”ของเรือนั้นด้อยกว่าในที่สุดเราก็อาจได้พบกับภาพที่เรือส่วนใหญ่จากจำนวน 3 ลำ ต้องจอดซ่อม หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมีความพร้อมน้อยกว่าเรือจำนวนเพียง 2 ลำ ที่มี “คุณภาพ” ที่ดีกว่า

สุดยอดเทคนิคการขายกับลูกค้าที่เต็มใจให้หลอก

จากเรือดำน้ำที่เข้าร่วมประมูลร่วมกับเรือดำน้ำจีนในช่วงเดือนมิถุนายน 2558 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทต่อเรือดำน้ำจากเกาหลีใต้ เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเกาหลีใต้ รวมบริษัทที่ประมูลในครั้งนั้นทั้งสิ้น 6 บริษัท แหล่งข่าวได้หยิบยกข้อด้อยบางประเด็นของเรือดำน้ำฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเกาหลีใต้ ดังนี้

เรือดำน้ำฝรั่งเศส – เรือดำน้ำขนาดเล็ก ไม่เคยต่อมาก่อน ทร. ไม่มั่นใจเรื่องอะไหล่
เรือดำน้ำรัสเซีย – มีโซนาร์เพียงแบบเดียว ความเป็นอยู่ไม่ดี 
เรือดำน้ำสวีเดน – พื้นฐานหลักจาก A19 ผสมกับ A26 
เรือดำน้ำเกาหลีใต้ – ไม่แน่ใจว่าสหรัฐจะยอมขายอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon ให้หรือไม่

แม้ยอม “คิดบวก” มองข้ามประเด็นด้านความโปร่งใสในการจัดหาในแง่ของการเสนอจำนวนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงและ “สัญญาณจากนอกกองทัพ” และพยายามมองประโยชน์ที่ ทร. จะได้รับในท้ายสุดนั้น ก็จะพบว่าแม้เรือดำน้ำจีนจะ “มี” เกือบทุกอย่าง แต่หลายอย่างก็ “ดีไม่เท่าและได้ไม่ครบถ้วนเท่าคนอื่น” รวมทั้งคุณสมบัติบางอย่างของเรือดำน้ำจีนที่ “ของแถมมากแค่ไหนก็ไม่สามารถชดเชยได้”

เพราะจากการนำเสนอของแหล่งข่าวจะเห็นว่าได้นำข้อด้อยเรือดำน้ำจากประเทศอื่นมีหรือบางส่วนก็เป็นเพียงความไม่ชัดเจนบางประการ แต่ไม่มีการกล่าวถึงคุณลักษณะในภาพรวมว่าเป็นอย่างไร ต่างจากเรือดำน้ำจีนที่พยายามเน้นว่ามี “ออฟชั่น” ที่มากกว่า แต่ไม่ได้พิจารณาว่าจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ และหลีกเลี่ยงที่จะไม่กล่าวถึงคุณลักษณะสำคัญพื้นฐานที่ด้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเรือดำน้ำอื่นๆ อย่างชัดเจน ที่เมื่อได้ทำการตรวจสอบกับข้อเสนอจากบริษัทอื่น (ดูตัวอย่างเอกสาร)ก็ได้ผลการเปรียบเทียบที่น่ากังวล ดังนี้

- ขนาดที่ใหญ่เกินไป โดยจะเห็นได้ว่าขนาดตัวเรือที่ใหญ่ทำให้ความลึกปลอดภัย (Safe Depth) มากกว่าเรือดำน้ำแบบอื่น ซึ่งความลึกดังกล่าวหมายถึงความลึกที่เรือดำน้ำต้องทำการดำเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระ ซึ่งยิ่งมีค่ามากเท่าใดก็หมายความว่าพื้นที่ที่จะทำการดำต้องมีความลึกเพิ่มขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรือดำน้ำจีนมีค่าความลึกปลอดภัยที่มากที่สุดจึงจะมีข้อจำกัดในการดำมากที่สุด 

- ความเร็วและระยะปฏิบัติการ เรือดำน้ำจีนสามารถทำความเร็วสูงสุด 18 นอต ได้เพียง 10 นาที ในขณะที่เรือแบบอื่นสามารถใช้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 20 นอต ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง รวมทั้งมีระยะปฏิบัติการเพียง 8,000 ไมล์ ในขณะที่เรือแบบอื่นมีระยะปฏิบัติการมากกว่า 10,000 ไมล์

- ความเงียบ เป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของเรือดำน้ำ เรือดำน้ำจีนมีความเร็วเงียบที่ต่ำกว่าแบบอื่น ซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการมีตัวเรือ 2 ชั้น ที่เป็นแนวทางการออกแบบที่ล้าสมัยแต่มักถูกกล่าวอ้างโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าช่วยให้เรือมีความเงียบมากขึ้นนั้น ในความเป็นจริงไม่ได้แสดงผลให้เห็นแต่อย่างใด

- ระบบอำนวยการรบ ที่มีประสิทธิภาพในการคำนวณค่าเป้าด้อยกว่าเรือแบบอื่นอย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่าจำนวนเป้าที่สามารถติดตามและคำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่า ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏิบัติการอย่างมีนัยยะสำคัญ

- จำนวนตอร์ปิโด มีความพยายามที่จะปิดเบือนว่าเรือดำน้ำแบบอื่นได้แต่ตัวเรือเปล่า มีแต่เรือดำน้ำจีนเท่านั้นที่มีลูกอาวุธมาให้ ซึ่งจริงๆ แล้วตรงกันข้าม เรือดำน้ำจีนให้ลูกตอร์ปิโดมาด้วยก็จริง แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมากคือลูกจริง 4 ลูก ลูกซ้อม 2 ลูก สำหรับเรือ 2 ลำ หรือลูกจริงเพียงลำละ 2 ลูก เท่านั้น และในการเสนอเบื้องต้นก็ไม่มีลูกอาวุธปล่อยนำวิถีมาให้ ซึ่งแม้ว่าภายหลังจากการเจรจาเพิ่มเติมจะมีการ “แถม” อาวุธปล่อยนำวิถีมาให้ แต่ก็ไม่เต็มจำนวนท่อ ได้มาเพียงลำละ 2 ลูก ต่างจากเรือดำน้ำแบบอื่นๆ บางแบบที่ให้ลูกตอร์ปิโดมา “ครบทุกท่อยิง” พร้อมลูกฝึกเพิ่มมาให้อีกด้วย ทั้งนี้เหตุผลที่เรือดำน้ำแบบอื่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาวุธปล่อยนำวิถีเนื่องจากการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีจากเรือดำน้ำมีข้อเสียในด้านการเปิดเผยที่อยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อเรือดำน้ำเอง

- การหนีออกจากเรือดำน้ำในกรณีฉุกเฉินมีความปลอดภัยต่ำกว่าแบบอื่น ความลึกสามารถทำการหนีได้สูงสุดคือ 120 ม. ในขณะที่เรือดำน้ำแบบอื่นสามารถทำได้มากกว่า 180 ม.

- อายุการใช้งานสั้นกว่าแบบอื่น อายุการใช้งานของเรือดำน้ำจีนอยู่ที่ 25 ปี ในขณะที่เรือดำน้ำแบบอื่นบางแบบมีอายุการใช้งานถึง 40 ปี ขึ้นไป

- อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ต่ำมาก สามารถทำการชาร์จได้เพียง 200 ครั้ง ในขณะที่เรือดำน้ำแบบอื่นสามารถทำได้ถึง 1,250 ครั้ง

ตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะของเรือดำน้ำจีนกับบริษัทอื่นๆ ที่ร่วมยื่นประมูล


24042017 1


24042017 A1

ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำแบบ A

 
24042017 A2

ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำแบบ B


24042017 A3

ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำแบบ C


24042017 2


ตัวอย่างเอกสารของเรือดำน้ำจีน

เบื้องหลังการเจรจาต่อรอง...สุดท้ายแล้ว “คุ้มกว่า” จริงหรือ?
“หลายๆ อย่างที่กองทัพเรือได้มาในโครงการนี้นั้น ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่จีนเสนอมาในครั้งแรกก็ไม่ได้มีอะไรมากและไม่ได้ตามที่ควรจะเป็นทั้งหมด”
การเจรจาต่อรองภายหลังจากที่กองทัพเรือยอมเลือกเรือดำน้ำจีนตาม “สัญญาณ” ก็เริ่มขึ้นภายใต้พยายามที่จะต่อรองทำให้เรือดำน้ำจีนลำนี้สมบูรณ์ขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาตามที่แหล่งข่าวระบุไม่ว่าจะเป็นกล้องตาเรือแบบ Optronic ระบบนำร่องด้วยแรงเฉื่อย (INS) เพิ่มเติมอีก 1 ชุด ระบบแจ้งเตือนภัยเรดาร์ (RWR) การสนับสนุนอะไหล่ หรือแม้แต่ Multifunction Console นั้น แม้ว่ากองทัพเรือจะประสบความสำเร็จในการเจรจาให้ทางจีนเพิ่มเติมให้มากกว่าที่เสนอมาในตอนแรก แต่หากดูรายละเอียดให้ดีๆ ก็จะพบว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่เรือดำน้ำแบบอื่นมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้นสิ่งที่กองทัพเรือได้จากการเจรจาครั้งนี้คือการลดข้อด้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่การเพิ่มประสิทธิภาพของเรือดำน้ำจีนให้มากกว่าหรือแม้แต่เทียบเท่าประสิทธิภาพของเรือดำน้ำแบบอื่นแต่อย่างใด

ตรรกะวิบัติของคำว่า “ป้องปราม” กับ “มีไว้ให้เกรงใจ”

“แหล่งข่าวได้กล่าวสรุปกับ TAF ว่าเข้าใจดีว่าใคร ๆ ก็อยากได้ของที่ดีที่สุด กองทัพเรือก็เช่นกัน แต่ในกรณีนี้ก็พบว่าจีนก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เรือและอาวุธถ้าทำได้ตามคุณลักษณะที่เจรจาตกลงกันไว้ ก็ถือว่าไม่ด้อยกว่าเรือจากตะวันตกเท่าไหร่ ที่สำคัญระบบอาวุธที่ทางจีนเสนอมานั้นมาครบทั้ง 3 ชนิด อาวุธจะแม่นหรือไม่แม่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ประเทศที่เป็นภัยคุกคามเป็นฝ่ายตรงข้าม เวลาประเมินฝ่ายเรา เขาจะต้องประเมินกรณีที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ก่อน เช่น ระยะยิงอาวุธฝ่ายเรา เขาก็ต้องคิดว่ามันยิงได้ไกลสุดเท่านี้ แม้ว่าที่จริงอาจจะยิงได้ไม่ไกลเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นมันก็จะทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจและนำไปสู่การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง”

เป็นที่น่าตกใจที่แหล่งข่าว Inside กองทัพเรือได้ยอมรับแบบกลายๆ เองว่าอาวุธจีนที่จะมีใช้นั้นมีประสิทธิภาพด้อยกว่าอาวุธจากเจ้าอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ของกองทัพเรือและเหล่าทัพอื่น แต่แหล่งข่าวระบุว่ากองทัพเรือใช้แนวคิดว่าขอให้มีเพื่อให้ฝ่ายตรงข้าม “หลงเชื่อ” ว่าเป็นอาวุธมีประสิทธิภาพสูง
หากมองแบบเผินๆ หรือกล่าวอีกอย่างคือมองแบบเข้าข้างตัวเองก็อาจฟังดูสมเหตุสมผล แต่หากคิดดูให้ดีฝ่ายตรงข้ามของเราน่าจะประเมินขีดความสามารถที่แท้จริงของเรือดำน้ำลำนี้ได้ไม่ยากนัก และถ้ามองในแง่ของการพัฒนาความรู้ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติการของกำลังพลประจำเรือนั้น เราก็จะมีกำลังพลที่มี “ขีดความสามารถจอมปลอม” แต่หากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการจริงๆ แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?
มียุทโธปกรณ์รายการไหนอีกบ้างที่กองทัพมีประจำการอยู่ในปัจจุบันและใช้ตรรกะนี้ในการจัดหา?

S26T คือทางเลือกทางยุทธศาสตร์ (ของใคร?)

“รัฐบาลจีนต้องการได้ไทยเป็นพันธมิตรให้ได้ โดยเฉพาะการที่ไทยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐมานาน ถ้าได้ไทยมาเป็นพันธมิตรหลักก็จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้กับหลายประเทศในภูมิภาคว่าจีนพร้อมจะเป็นเพื่อน หรือหมายถึงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic partnership) และเรือดำน้ำก็ถือเป็นอาวุธเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”

ตามที่แหล่งข่าวได้กล่าวในตอนต้นว่ารัฐบาลจีนต้องการใช้เรือดำน้ำเป็นการ “ซื้อใจ” ประเทศไทย ซึ่งดูเผินๆ ก็เหมือนกับการได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย คือจีนได้พันธมิตร ส่วนไทยก็ได้เรือดำน้ำ

แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าฝ่ายที่ได้ประโยชน์จริงๆ นั้นคือฝ่ายจีน ทั้งการที่ได้ไทยเป็นพันธมิตรในเชิงสมัครใจแล้ว การที่กองทัพเรือไทยใช้เรือดำน้ำจากจีนนั้นก็เป็นเหมือนเครื่องรับประกันว่าหากต้องการที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาในการขาดการสนับสนุนด้านอะไหล่ซึ่งเรือดำน้ำจีนจะต้องใช้อะไหล่จากจีนเท่านั้น (ต่างจากเรือดำน้ำแบบอื่นที่ใช้อะไหล่มาตรฐานสากล ที่กองทัพเรือจะสามารถมีตัวเลือกในการเปลี่ยนอะไหล่ตามความต้องการภายหลังได้เนื่องจากใช้มาตรฐานเดียวกัน) กองทัพเรือหรือประเทศไทยก็จะต้องไม่ทำให้จีน “ขัดใจ” จนไม่ส่งอะไหล่ให้จนเรือดำน้ำที่เป็น “อาวุธยุทธศาสตร์ราคาแพง” ไม่สามารถปฏิบัติการได้ 

สุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่ได้กำไร?

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

การซื้อเรือดำน้ำในอดีต

ความคิดที่ว่าสยามควรจะมีเรือดำน้ำเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น ทำให้ต้องระงับการสร้างเรือดำน้ำไป จนได้มีการรื้อฟื้นการสร้างเรือดำน้ำขึ้นอีกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ความคิดที่จะมีเรือดำน้ำในกองทัพเรือเป็นจริงขึ้นมาได้ หลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย คือในปลายปี 2477 สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นได้อนุมัติพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.2477 ให้กองทัพเรือจัดการบำรุงกำลังทางเรือให้เสร็จใน 6 ปี ใช้งบประมาณ 18 ล้านบาท
นาวาเอกพระยาวิจารณ์จักรกิจ ผู้บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้นเห็นว่าไทยควรจะมีเรือดำน้ำเป็นอาวุธทางทะเล เพื่อป้องกันประเทศ จึงให้นาวาเอกหลวงสินธุ์สงครามชัย เสนาธิการทหารเรือในขณะนั้นเป็นหัวแรงในการจัดหา มีการตั้งกรรมการจัดหากำลังทางเรือขึ้นมา ก่อนมีการประชุมกันครั้งแรกในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2478 จากนั้นเป็นขั้นตอนบริษัทตัวแทนต่างๆ และอู่ต่อเรือในต่างประเทศ ให้มีการเริ่มเสนอราคาและรายการเรือประเภทต่างๆ โดยเป็นแบบเรือที่มีอยู่แล้ว ก่อนที่ภายหลังจะมีการกำหนดคุณสมบัติของเรือดำน้ำขึ้นมา หลักๆ เช่น ขนาดระหว่าง 300-400 ตัน ตอร์ปิโด ให้มีท่อประจำทางหัว 4 ท่อ มีปืนใหญ่ขนาด 75-80 มม. 1 กระบอก ปืนกลแล้วแต่จะออกแบบ ความเร็วตามแบบนั้นๆ ไม่จำกัด
ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวไม่มากเลยเมื่อเทียบกับสมัยนี้ โดยการประชุมในวันที่ 9 ตุลาคม มีบริษัทและอู่ต่อเรือประเทศต่างๆ ได้ร่วมเสนอราคากันอย่างคึกคัก ตามรูปภาพประกอบดังนี้
ตารางแสดงรายละเอียด ประเทศต่างๆที่เคยร่วมเสนอราคา ต่อเรือดำน้ำให้ไทย ในปี 2478 – ภาพจาก นาวาเอกไชยา เตี้ยมฉายาพันธุ์ นาวิกศาสตร์ ปีที่ 92 เล่มที่ 10 ตุลาคม 2552
ก่อนที่ที่ประชุมกรรมการดังกล่าวจะมีมติเลือกข้อเสนอของญี่ปุ่น มีการลงนามเซ็นสัญญากับบริษัทมิตซูบิชิ แห่งเมืองโกเบ จำนวน 4 ลำ ทำให้ไทยมีเรือดำน้ำเป็นครั้งแรก และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2481
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 เมษายน คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน ตามที่กองทัพเรือเสนอ โดยหากซื้อครบ 3 ลำ จะใช้งบประมาณรวม 3.6 หมื่นล้านบาท คงต้องจับตาเรื่องคุณสมบัติต่างๆ รวมถึงประโยชน์การใช้งานที่จะได้รับจากเรือดำน้ำจีน ซึ่งจะเป็นอาวุธชิ้นใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าของทัพเรือไทย
แบบแปลนเรือดำน้ำของไทย ในขณะนั้น – ภาพจาก นาวาเอกไชยา เตี้ยมฉายาพันธุ์ นาวิกศาสตร์ ปีที่ 92 เล่มที่ 10 ตุลาคม 2552


ขอบคุณข้อมูล-ภาพจาก นาวาเอกไชยา เตี้ยมฉายาพันธุ์ ใน “นาวิกศาสตร์” ปีที่ 92 เล่มที่ 10 ตุลาคม 2552 หน้า 33-34

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

รับประกันโดยป๋า

การที่เรามาพร้อมเพรียงกันวันนี้ แสดงให้เห็นว่านายกฯ เป็นที่ไว้วางใจได้ จะเป็นผู้นำของเราตราบใดที่นายกฯ ไม่ท้อแท้ ท้อถอย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะประสบความสำเร็จ

ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีความภูมิใจมาก หยิ่งในตัวเองมาก ว่าเกิดมาทั้งทีเราเป็นคนดี เราทำงานเพื่อชาติ เพื่อบ้านเมืองของเรา ไม่ได้ทำให้ใครทั้งนั้น แต่ทำให้คนไทยทุกคน…ไม่ว่าคนไทยนั้นจะชอบเราหรือชอบเราน้อยก็ไม่เป็นไร เราก็ทำตามไปตามสิ่งที่เรามุ่งมั่นปรารถนาให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะภูมิใจมากที่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ขอให้นายกฯ มีความภาคภูมิใจว่า เกิดมาทั้งที เราได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราได้ทำให้ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นผู้นำที่ดี เป็นผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นให้คนในชาติของเราว่า รัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ ผบ.เหล่าทัพเหล่านี้ จะทำเพียงอย่างเดียว คือนำความสุขกลับมาให้คนไทย

ก็ขอให้ความตั้งใจมุ่งมั่นปรารถนาอันแรงกล้าของนายกรัฐมนตรีประสบผลสำเร็จ ตามที่นายกรัฐมนตรีปรารถนา

ผมไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีเอาเวลาที่ไหนไปนอน เห็นทำแต่งาน..คงเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของพวกเราทุกคนของคนไทยว่ารัฐบาลนี้ทุ่มเททุกอย่าง เพื่อความสุขของพวกเรา ขอบคุณมาก นายกรัฐมนตรี”

เป็นอีกครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แสดงการสนับสนุนและยืนอยู่เคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ โดยเปิดเผย

คำพูดดังกล่าว มีขึ้นระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์นำคณะรัฐมนตรี และ ผบ.เหล่าทัพ รดน้ำดำหัวขอพร พล.อ.เปรม ตามประเพณีไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา

และว่าที่จริง พล.อ.เปรม ผู้มากด้วยบารมี ได้แสดงจุดยืนเช่นนี้มาตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แล้ว

ทบทวนกันเล็กน้อย…
ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2557 ต้อนรับปีใหม่ 2558 พล.อ.เปรม ได้กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า

“การยึดอำนาจของ คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมนั้น เชื่อว่าประชาชนคงดีใจที่บ้านเมืองสงบ ไม่มีความขัดแย้ง เป็นการแสดงให้เห็นว่า หากมีความจำเป็น ทหารก็ต้องออกมาดูแลบ้านเมือง และนายกรัฐมนตรีควรจะภูมิใจ เพราะเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ แสดงให้เห็นว่า หากตั้งใจจะทำอะไร ก็สามารถทำได้ และทำได้ดีด้วย หากชาติบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน ทหารจะเข้ามาดูแล ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้”

และเมื่อ 26 สิงหาคม 2558 ในโอกาส พล.อ.เปรม ฉลองวันเกิดครบรอบ 95 ปี ย่างเข้า 96 ปี ได้กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้าอวยพรว่า

“ผมมั่นใจว่าถ้าพวกเรายังดำรงความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมใจกันทำ เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อมอบให้ประชาชน เมื่อนั้นมั่นใจว่า ตู่ คุณป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) คนอื่นๆ จะนำความสุขคืนให้ประชาชน และจะทำให้เกิดความปรองดองในชาติได้แน่นอน”

“ต้องร่วมมือกันอย่างนี้ รักกันอย่างนี้ตลอดไป เพราะจะสร้างเกียรติประวัติให้กับกองทัพของเรา และให้กับรัฐบาล อีกทั้งเราก็จะมีความสุขบนความเหน็ดเหนื่อย ความยากลำบากบนความเสียสละที่เรามีให้ประชาชนคนไทยทุกคน อีกทั้งขอชื่นชมและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้มองเห็น ขอให้ประชาชนมองเห็น มองเห็นความเสียสละของพวกเราที่มีต่อประชาชน”

ทั้งนี้ พล.อ.เปรมมาย้ำอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม 2558 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

“พวกเราไม่ได้เข้ามาเพื่อหวังอำนาจ แต่เข้ามาเพื่อชาติ บ้านเมือง และประชาชนของเรา ทั้งนี้ ผมคงจะช่วยพวกท่านได้ไม่มากนัก เพราะอายุมากแล้ว แต่จะช่วยคิดและให้กำลังใจ ให้ความรู้ได้บ้างพอสมควร อีกทั้งผมเป็นเพื่อนพวกท่านทั้งหลาย ถ้ามีสิ่งใดที่จะช่วยพวกท่านได้ก็พร้อมที่จะช่วยด้วยความเป็นเพื่อน เป็นมิตร และความสามัคคี ขอจบด้วยคำว่า ความดีคือเกราะกำบัง ก็ขอให้ทำความดี ซึ่งความดีเป็นเกราะป้องกันไม่ให้มาทำอันตรายกับเราได้ ถ้าทุกคนทำความดีทุกวัน ก็จะเป็นเกราะที่แข็งแรง และจะช่วยให้เราพบความสำเร็จ มีใจชื่นบานในการช่วยเหลือคนอื่น”

ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.เปรม ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวน้อยครั้ง ยังยอมให้สัมภาษณ์ถึงความประทับใจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จได้ เพราะ

ข้อที่หนึ่ง เขามีความมุ่งมั่น

ข้อที่สอง เขาเป็นคนสะอาด บริสุทธิ์ ภริยาเขาก็สะอาดบริสุทธิ์ ครอบครัวก็สะอาดบริสุทธิ์

เพราะฉะนั้น คนที่สะอาด บริสุทธิ์ กล้าที่จะทำอะไรก็ได้ที่มันเสี่ยงๆ เพราะตัวไม่มีแผล จึงคิดว่าเขาทำได้

ก้าวสู่ปี 2559 พล.อ.เปรม ก็ยังอยู่เคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป

โดยบอกในวันเกิดว่า

“ตู่ เดี๋ยวนี้ป๋าอายุมากแล้ว ก็อยากจะช่วยตู่เท่าที่สามารถจะช่วยได้ ซึ่งสิ่งที่ช่วยคือ เวลาคุยกับใครก็จะไปบอกเค้าว่าทำไมตู่ต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้มันเหนื่อยเปล่าทำไม ป้อม (พล.อ.ประวิตร) ต้องมาช่วยน้องชาย และเจี๊ยบ (พล.อ.ธนะศักดิ์) ต้องมาช่วยเพื่อน พวกเราทุกคนเห็นว่ามีความจำเป็นในการเข้ามาในสถานการณ์เช่นนี้ ที่พูดไม่ได้หมายความว่าเรามาทำเพื่อใคร แต่เราทำเพื่อคนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขอให้ตู่มั่นใจว่าทหารแก่อย่างเราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตู่สามารถทำงานบรรลุภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ถ้าไม่ได้ก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะได้ หากมีอุปสรรคก็ต้องแก้ไข”

และเมื่อ 29 ธันวาคม 2559 ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560 พล.อ.เปรมก็ย้ำว่า อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าภายใต้การนำของนายกฯ จะทำให้ความเหนื่อยของเราสิ้นสุดโดยเร็ว

การตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าของ พล.อ.เปรม ในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะหลังสุดในช่วงก่อนสงกรานต์ และหลังที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้แล้ว

ทำให้มีการมองว่า นี่อาจจะไม่ใช่เพียงการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำแค่ตามโรดแม็ป

แต่อาจจะทะลุยาวตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ อาจต้องเหนื่อยต่อไป ในฐานะ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

โดยมีโมเดลเหมือนสมัยที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสามารถบริหารเหนือพรรคการเมือง โดยมีวุฒิสภา กองทัพ ข้าราชการ เป็นฝ่ายสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ยาวนานถึง 8 ปี และได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษ

แม้ว่าประเทศจะถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ก็สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญมั่นคงได้

ด้วยโมเดลที่สำเร็จแล้วนี้เอง อาจทำให้ พล.อ.เปรม เชื่อว่า พล.อ.ปรนะยุทธ์ น่าจะสืบทอดได้

ซึ่งจะจริงหรือไม่ เวลาที่เหลืออีกปีเศษๆ ก็น่าจะมองเห็น

ส่วนเมื่อเห็นแล้ว

จะเป็นสวรรค์ หรือนรก ก็แล้วแต่วาสนา พล.อ.เปรมคงตามไปการันตีไม่ได้

อย่าให้เครดิตโจรใต้

โฆษก กอ.รมน. ชี้ อย่าให้เครดิต โจรใต้ก่อเหตุ แค่ ก่อกวน ของผู้เสียประโยชน์  ที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของ รัฐ ในการดูแลประชาชน 

พันเอกพีรวัฌช์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าว ถึงเหตุในชายแดนภาคใต้ ว่า อย่าให้เครดิต โจรใต้ก่อเหตุ แค่ ก่อกวน ของผู้เสียประโยชน์  ที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของ รัฐ ในการดูแลประชาชน 
แต่ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการของภาครัฐ 

ชี้ ประชาชน ยังเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของ กอ.รมน ภาค4 ส่วนหน้า ยิ่งพี่น้องประชาชน ร่วมมือ ก็เป็นการกดดันทางอ้อม ให้พวกนี้ไม่กล้าทำแบบโจ่งแจ้ง

ทั้งนี้ยอมรับว่า เสาไฟฟ้า ยากแก่การดูแล เพราะไม่อาจเอากำลังทหารไปวางดูแล แต่ยืนยันว่า ทุกอย่างอยู่ในสายตาของหน่วยข่าว ทุกครั้ง  แต่คนจ้องก่อกวน กับคนป้องกัน อาจมีการเล็ดลอด

ส่วนที่มองว่า เป็นการแสดงศักยภาพของกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่ก่อเหตุ ทั้ง 6 เมย. และ19 เมย. นั้น โฆษก กอ. รมน. มองว่า เป๋นการให้เครดิต มากเกินไป เพราะกลุ่มนี้หาทาง ก่อเหตุ เพื่อให้ ประชาชนขาดเชื่อมั่น ต่อภาครัฐ ว่าไม่สามารถดูแลได้
ปชช ทั้งหมดได้

ทั้งนี้ เพราะการช่วยเหลือของประชาชน อย่างดี จนทำให้การก่อเหตุลดน้อยลง

ช่วยผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุดสุดท้าย

"ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" ชุดสุดท้าย

"กอ.รมน." ปิดโครงการ ช่วยเหลือ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" คอมมิวนิสต์กลับใจตามนโยบาย 66 /23 ให้เงินช่วยเหลือประกอบอาชีพชุดสุดท้าย คนละ 250,000 บาท ยันไม่ช่วยเพิ่มอีกแล้วเพราะเป็นรุ่นหลาน ไม่เข้าเกณฑ์ ไม่เข้าข่ายการได้รับเงิน ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และรายได้ปีละเกิน 10,000 บาท เผยช่วยมาแล้ว 4 ครั้งรวมกว่า 18,000 คน จากที่ให้ที่ดิน 5 ไร่ วัว 5ตัว มาวันนี้ให้เงินประกอบอาชีพ คนละ 250,000 บาท....ครม.11เมย.60 อนุมัติงบฯ1391 ล้าน ให้ค่าประกอบอาชีพ ผรท. 6,183 คน

พ.อ. พีรวัชฌ์  แสงทอง โฆษก กอ.รมน.  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,391,175,000.- บาท

 โดยงบประมาณดังกล่าว นี้ เป็นเงินเพื่อช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.) จำนวน 6,183 คน ได้รับการช่วยเหลือคนละ 225,000.-บาท
​      
ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)คือบุคคลที่เป็นสหายร่วมพรรคคอมมิวนิสต์กลับใจมาร่วมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

 ซึ่งในการช่วยเหลือ ผรท. ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ที่เปิดโอกาสให้สหายร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกลับใจมาเป็น ผรท. 

โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือปัจจัยทำมาหากินเพื่อให้เกิดความสงบสุขต่อบ้านเมือง ซึ่งช่วงแรกรัฐบาลได้ให้การช่วยเหลือเป็นที่ดินทำกิน และได้มีการปรับปรุงรูปแบบการช่วยเหลือมาโดยลำดับ
     

พลโท ชัยณรงค์ แกล้วกล้า ผู้อำนวยการศูนย์การปฏิบัติ ที่3 (ผอ.ศปป.3) กอ.รมน. กล่าวว่า  ในห้วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการช่วยเหลือ ผรท.ไปแล้วเป็นจำนวน 3 ครั้ง (พ.ศ. 2545 จำนวน 2 ครั้ง , พ.ศ.2552 จำนวน 1 ครั้ง) 

ซึ่งการช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ช่วยเพิ่มอีกแล้วเพราะเป็นรุ่นหลาน ไม่เข้าเกณฑ์ ไม่เข้าข่ายการได้รับเงิน ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และรายได้ปีละเกิน 10,000 บาท ที่ผ่านมา เราช่วยมาแล้ว 4 ครั้งรวมกว่า 18,000 คน จากที่ให้ที่ดิน 5 ไร่
วัว 5ตัว มาวันนี้ให้เงินประกอบอาชีพ คนละ 250,000 บาท.

โดยหลักการ ของ รัฐบาลได้มีหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือ 
​1. ต้องเป็นบุคคลที่เกิดในปี พ.ศ.2509 หรือก่อนนั้น และได้ขอยื่นแบบรับการช่วยเหลือ
​2. ต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยและไม่เคยได้รับความช่วยเหลือด้านการจัดที่ดินจากทางราชการมาก่อน
​3. ต้องเป็นผู้มีฐานะยากจน และคณะกรรมการได้สอบสวนแล้วว่า เป็นผู้มีรายได้ไม่เกินปีละ 60,000.-บาท
​4. ต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี โดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และนายอำเภอท้องที่ รับรอง
​5. ไม่เคยเป็นผู้ต้องโทษในคดีอาญา
​6. ต้องเป็นอดีตกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ อดีตกองกำลังติดอาวุธที่เข้ามอบตัวต่อทางราชการและมีหลักฐานการมอบตัวต่อทางราชการ
​7. เป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมโครงการการุณยเทพ ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของหน่วยงานฝ่ายทหารที่รับผิดชอบ ผรท.ให้อยู่ในเกณฑ์สมควรได้รับความช่วยเหลือ
​         
สำหรับการมอบเงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)นั้น จะเป็นเช็คสั่งจ่ายตามรายชื่อผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว คนละ 225,000.-บาท ซึ่งการมอบเงินช่วยเหลือ กอ.รมน. ได้กำหนดที่ตั้งจ่ายในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 1 – 4 ดังนี้
​     
ในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 1 ตั้งจ่าย 2 แห่ง คือ
​1. หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 กทม.  มี ผรท. จำนวน 294 คน ซึ่ง กอ.รมน. ได้กราบเรียนเชิญ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โิชา นายกรัฐมนตรี และ ผอ.รมน. เป็นประธาน
​2. กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี มี ผรท. จำนวน 239 คน โดยมี รอง แม่ทัพภาค1 เป็นประธาน
​   
ในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 2 ตั้งจ่าย 4 แห่ง คือ
​1. กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มี ผรท. จำนวน 159 คน โดยมี แม่ทัพภาค 2 เป็นประธาน
​2. ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี มี ผรท. จำนวน 395 คน โดยมี รอง ผอ.รมน.ภาค 2 เป็นประธาน
​3. มณฑลทหารบกที่ 210 จังหวัดนครพนม มี ผรท. จำนวน 387 คน โดยมี รอง ผอ.รมน.ภาค 2 เป็นประธาน
​4. ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร มี ผรท. จำนวน 424 คน โดยมี รอง ผอ.รมน.ภาค 2 เป็นประธาน
​     
ในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 3 ตั้งจ่าย 2 แห่ง คือ
​1. มณฑลทหารบกที่ 38 จังหวัดน่าน มี ผรท. จำนวน 210 คน โดยมี มทภ.3 เป็นประธาน
​2. มณฑลทหารบกที่ 310 จังหวัดตาก มี ผรท. จำนวน 360 คน โดยมี รอง มทภ. 3 เป็นประธาน
​      
ในพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 ตั้งจ่าย 3 แห่ง คือ
​1. กองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช มี ผรท. จำนวน 1,611 คน โดยมี แม่ทัพภาค 4 เป็นประธาน
​2. มณฑลทหารบกที่ 45 จังหวัดสุราษฏร์ธานี มี ผรท. จำนวน 1,321 คน โดยมี รอง มทภ. 4 เป็นประธาน
​3. กองพันทหารช่างที่ 402 จังหวัดพัทลุง มี ผรท. จำนวน 1,207 คน โดยมี รอง มทภ. 4 เป็นประธาน
​     
ในขณะนี้ กอ.รมน. อยู่ระหว่างการดำเนินกรรมวิธี เบิก-จ่าย งบประมาณ กับสำนักงบประมาณ และเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว กอ.รมน. จะกำหนดวัน-เวลา ในการรับมอบเงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)โดยทันทีพร้อมกันทุกแห่ง  

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่ได้รับการช่วยเหลือได้ติดต่อประสานการปฏิบัติกับ กอ.รมน.ภาค ในพื้นที่ของตนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 
โดยการช่วยเหลือ ครั้งที่ 1  จำนวน 403 ครอบครัว 806 คน ที่ดิน 5 ไร่ วัว 5 ตัว

ครั้งที่ 2 จำนวน 2,609 คน ที่ดิน 5 ไร่ วัว 5 ตัว เงิน 125,000.- บาท
ครั้งที่ 3 จำนวน 9,181 คน ที่ดิน 5 ไร่ วัว 5 ตัว เงิน 125,000.- บาท

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

ประวัติศาสตร์การเมืองสืบเนื่องจาก"หมุดคณะราษฎร์"


เรื่องหมุดๆ ของคณะราษฎรอีกครั้ง การร่วมตัวกันอย่างง่ายดายของกลุ่มผู้ก่อการคณะราษฎรนั้น เป็นเพราะในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงทำเหมือนเอาพระกรรณไปนา เอาพระเนตรไปไร่ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ทั้งฝ่ายทหาร (ทหารบก และทหารเรือ ไม่มีทหารอากาศในตอนนั้น เป็นเพียง กรมอากาศยานทหารบก ยกฐานะเป็นกองทัพอากาศในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2480 แต่มีทั้งส่วนสนับสนุนฝ่ายกบฏและฝ่ายรัฐบาลคณะราษฎร ในกรณีกบฏบวรเดช 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 มีภารกิจการใช้อาวุธและทิ้งใบปลิวอีกด้วย) และฝ่ายพลเรือน ต่างเป็นข้าราชการสนองพระราชโองการพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น และส่วนใหญ๋ได้ทุนหลวงตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 6 ไปเรียนที่ต่างๆ ในต่างประเทศ หรืออยู่ในตระกูลที่รับใช้ใกล้ชิดพระราชวงศ์ก็มี
แต่ก็มีหลายสิบ หลายร้อยคน ไม่ร่วม และไม่เห็นด้วย เช่นพ.อ.พระยาเฉลิมอากาศ เจ้ากรมอากาศยาน ท่านหนึ่งล่ะ ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วม หรือคุณพ่อผมก็ไม่รับการชักชวนให้เข้าร่วม (อาจเป็นเพราะว่ายศยังน้อย แต่ตอนนั้นท่านก็เป็นนายร้อยเอกแล้ว และจบโรงเรียนเสนาธิการเป็นที่ 1 น่าจะได้รับการชักชวน หรือเพราะสายตระกูลใกล้ชิดกับราชวงศ์มาก ไม่ทราบแน่)
ในกลุ่มคณะราษฎรนั้น มีหลายแนวคิดทางการเมืองปะปนกัน แต่ประเด็นที่สำคัญ ทั้งหมดเหมือนกันตรงที่ว่า ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะเกือบทุกคนคิดว่าล่าช้าไปแล้ว ไม่ทันกับหลายประเทศที่กำลังเรียกร้องอิสรภาพและประชาธิปไตยจากประเทศเจ้าอาณานิคม เช่นจีน ซึ่งล้มสลายเพราะระบอบกษัตริย์ เพราะอ่อนแอและเอาแต่ได้ เกิดนักปฏิวัติ เช่น ซุนยัดเซ็น เป็นนักสาธารรัฐนิยม เริ่มการปฏิวัติจีนตั้งแต่ปี พ.ศ.2438 ก่อนคนไทย 37 ปี จึงนับว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยจีน และเป็นต้นแบบการปฏิวัติแบบ เสรีประชาธิปไตย เสรีสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ อันนำสู่การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
หรือ มหาตมะ คานธี ซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพและการปกครองแบบประชาธิปไตยลัึทธิสาธาราณรัฐ เพราะอินเดียมีการปกครองแบบนครรัฐมีกษัตริย์ปกครองมาก่อนอังกฤษครอบครอง ซึ่งการปกครองของพระราชาแบบนครรัฐล้มเหลว เพราะอ่อนแอ และแย่งชิงอำนาจกัน จนแม้เพียงนักเผชิญโชคและนักธุรกิจบุกเบิกอังกฤษ สามารถยึดและกุมอำนาจและในที่สุดก็อังกฤษก็ปกครองอินเดียทั้งหมด
นักเรียนไทยที่เรียนกฏหมาย หรือรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ ในยุโรป โดยเฉพาะที่อังกฤษและฝรั่งเศส รู้เรื่องเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีลัทธิเปรียบเทียบอื่นๆ เช่น ยูโทเปีย ของโทมัส มัวร์ ในยุคศตวรรษที่ 17 (เป็นแม่บทส่วนหนึ่งของลัทธฺคอมมิวนิสต์ก็ว่าได้) หรือมีเรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ต้องอ่านอย่างจริงจัง จึงมีหนทางเลือกมาก ว่าจะคลั่งไคล้ลัทธิไหน หรือเอาแม่บทไหนดีที่เหมาะสมกับประเทศไทย
หลักการประชาธิปไตยที่มีบ่อเกิดจากความคิดของพลาโต (ยุคก่อนศตวรรษที่ 4 นั้นแตกมวลอนูออกหลากหลายทฤษฎี ตามวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณี และสังคม ของคนแต่ชาติ จนเกิดเป็นประชาธิปไตย ซึ่งแฝงไว้ด้วยหลัก ระบอบกษัตริย์ภายใต้หลักประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญ เสรีนิยมประชาธิปไตย เสรีสังคมนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ (หลายตำรับ เช่นกัน มาร์กซิสต์ มาร์กซ์-แองเกิล มาร์กซ์-เลนินนิสต์ เลนินิสต์ สตาลินนิสต์ เมาเจ๋อ ตุงนิยม เป็นต้น)และอนาธิปไตย
หากวิเคราะห์แนวคิดของคณะราษฎร แต่ละคน แต่ละกลุ่มแล้ว ก็คงมีความหลากหลายเช่นกัน แต่คงจะเรียบเรียงเป็นกลุ่มหลักๆ คือ กล่าวได้ว่าน้ำหนักฝ่ายขวาถึงซ้ายนั้นเรียงตามนี้ กลุ่มประชาธิปไตยนิยมกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย กลุ่มคอมมิวนิสต์ กลุ่มสาธารณรัฐนิยม และกลุ่มอนาธิปไตย
เราอาจจะสรุปได้ว่า มีผู้ประสานงานของคณะราษฎร ระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายหลายคน แต่ละคนก็มีพลังเสียงและตรรกะมากพอในความเชื่อว่าการปกครองแบบไหนจึงจะเหมาะกับคนไทยและประเทศไทย
หนึ่งในกลุ่มผู้ประสานหลายฝ่ายนั้น อาจจะเป็นบุคคลเหล่านี้ นายทวี บุญเกตุ นายวิลาศ โอสถานนท์ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) พ.ต.หลวงพืบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) นายควง อภัยวงศ์
ฝ่ายการปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น คงเป็นกลุ่มนักเรียนเก่าอังกฤษ ที่เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นประมุข และกลุ่มประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญปกครอง เช่น กลุ่มประเทศ เบเนลักซ์ หรือสแกนดิเนเวีย เช่น นายทวี บุญเกตุ ซึ่งชักชวนนาย วิลาศ โอสถานนท์ ที่เขียนในบันทึกส่วนตัวว่า "ต้องการเห็นบ้านเมือง เป็นประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แบบอังกฤษ ทั้งสองเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ซึ่งเป็นพวกนิยมความมีเสรีในการคิด ยอมปฏิรูปรับสิ่งใหม่ๆ อดทนต่อความคิด และพฤติกรรมที่มีความต่าง เปิดใจกว้างรับแนวคิดใหม่ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมได้ในระดับหนึ่ง
ส่วน พ.ต.หลวงพิบูลสงครามและนายควงอภัย วงศ์นั้น น่าจะเป็นคนกลางระหว่างกลุ่มนี้กับพวกสังคมนิยมประชาธิปไตย พวกสาธารณรัฐนิยม พวกคอมมิวนิสต์และพวกอนาธิปไตย (พวกนี้เชื่อมโยงกับกรณีลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 ) ทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่ต้องการระบอบกษัตริย์ ซึ่งมี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ประสานงานและความคิด
จากการโต้เถียงอย่างรุนแรงและล่อแหลมที่จะทำให้เกิดเหตุสู้รบกัน แต่ฝ่ายทหารซึ่งมีอาวุธในมือ เข้าข้างพวกเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะกลัวพวกอนาธิปไตยจะเข้าปกครองบ้านเมือง อาจจะทำให่เกิด สภาพไร้รัฐบาล ไร้ขื่อแป ต่างคนต่างยึดอัตตาตนเป็นใหญ่ ต่อต้านการปกครองที่ตนไม่พอใจ หรือต่อต้านระบบที่ขัดใจพวกเขา ทั้งนิติประเพณี นิติบัญญัติ หรือการถือสันโดษ ไม่เคารพกฎเกณฑ์สังคมส่วนรวม
สรุปได่ว่าในกลุ่มคณะราษฎร ก็มีกลุ่มบุคคลที่ยังต้องการระบอบกษัตริย์ปกครองประเทศอยู่ หากคนไทยได้กลุ่มคอมมิวนิสต์ หรือพวกอนาธิปไตยผสมผสานกันแล้ว ชาติบ้านเมืองนี้คงสูยสลายไปแล้ว หรือมีทุ่งสังหารก่อนใครๆ ในเอเซ๊ยตะวันออกเฉียงใต้ นี่ก็เป็นความโชคดีของคนไทย ที่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญยังคงอยู่ ทามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงครับ

บิ๊กตู่ ใช้ม.44 เลิกคำสั่ง คสช.ให้สรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (๒๐ เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๔ /๒๕๖๐ เรื่อง ให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามคําสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ มีรายละเอียดระบุว่า ตามที่ได้มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ กําหนดให้มีการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ ตําแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดจนกําหนดวิธีการได้มาซึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แต่โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กําหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและ สรรหาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว จึงสมควรดําเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง และควรให้งดเว้นการคัดเลือกหรือ สรรหาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เช่นเดียวกับกรณีของกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยในระหว่างเวลาที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าว เห็นควรกําหนดการดําเนินการในกรณีการพ้นจากตําแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ อันจะเป็นการ สอดคล้องกับมาตรา ๒๗๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
ส่วนกรณีของกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้น ยังคงมีปัญหา ข้อกฎหมายในเรื่องความชัดเจนของวาระการดํารงตําแหน่งและการพ้นจากตําแหน่งของผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว ดังนั้น เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องทางกฎหมายและเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเห็นควรให้ดําเนินการในกรณีของกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปองค์กรตามรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบกับมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และข้อ ๒๐ ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ จนกว่าจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงออกตามความใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ใช้บังคับ หรือจนกว่าจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น ข้อ ๒ ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งตามวาระ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่พ้นจากตําแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญตามข้อ ๑ ใช้บังคับ หรือจนกว่าจะพ้นจากตําแหน่งเพราะเหตุอื่น ข้อ ๓ ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากพ้นจากตําแหน่ง ตามวาระตามข้อ ๒ ให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ และให้ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
ข้อ ๔ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

'ปรีดี พนมยงค์' แง่มุมที่ควรรู้จัก

ดูเหมือนคนไทยวันนี้ ยังอยู่ในชั่วโมงเรียนประวัติศาสตร์กันนะครับ!
เป็นประวัติศาสตร์ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ โดย "คณะราษฎร"
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ "อยู่ใต้รัฐธรรมนูญคณะราษฎร"
มาเมื่อ "วันจักรี" ๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" รัชกาลที่ ๑๐ "พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐"
หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๒ ตราไว้ว่า........
"ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
ครับ...ผมก็ย้ำ "ความเหมือน-ความต่าง" เล็กๆ น้อยๆ ให้สังเกตกัน บางเรื่อง-บางราว นั้น ไม่จำเป็นต้องจี้ไช
รู้กันได้ "ด้วยตัวเอง" มิใช่หรือ?
ยังไงก็ต้องขอบคุณ "หมุดที่หายไป" ในจำนวนงบประมาณแผ่นดินแต่ละปี กระทรวงศึกษาฯ "มากที่สุด"
๘๕ ปี ใช้ไปกี่พันล้านล้านแล้วก็ไม่รู้
ได้แค่สร้างคนเรียนประวัติศาสตร์เพื่อใช้สอบผ่านในชั้นเรียนเท่านั้น!
สู้หมุดอันเดียวไม่ได้ ทำให้คนไทยแตกฉานประวัติศาสตร์ ช่วงรอยต่อระบอบปกครอง ชนิดกระหายรู้ และแทงทะลุถึงแก่น
ก็อยากทำความเข้าใจเรื่องศึกษาประวัติศาสตร์ซักนิด
"ปัจจุบัน-อนาคต" ก่อเกิดจากอดีต
นั่นคือ ทุกสิ่งที่ "เรามี-เราอยู่-เราเป็น" วันนี้ "อดีตเป็นผู้สร้าง" เป็นหน่อแนวไว้ให้ทั้งนั้น
ฉะนั้น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ต้องยกแต่ละตัวบุคคลไว้ในฐานะครูอาจารย์ ในฐานะผู้มีคุณ ในฐานะผู้สร้าง ที่ต้องเคารพ
ไม่ควรอย่างยิ่ง.........
ที่จะไปตำหนิ หยาบหยาม ประณาม เคียดแค้น วิจารณ์เชิงลบ
ต้องเข้าใจให้ตรง ว่าทุกเส้นทางชาติและแผ่นดิน คนรุ่นอดีตคือผู้สร้าง เราคือผู้อาศัยอยู่-อาศัยกิน-อาศัยใช้ และสร้างเติมใหม่ เพื่อส่งต่อ
"อดีตคือมรดกชาติแผ่นดิน" อย่าหลู่ ควรรู้ ด้วยเคารพ!
"ปรีดี พนมยงค์" นั้น อย่ามองท่านในแง่ลบ ในความเป็นจริง ยิ่งศึกษาเส้นทาง-บทบาทท่าน
ยิ่งต้องเทิดทูน!
ในเส้นทางประเทศ ต้องยอมรับว่า นอกเหนือจากท่านเป็นหัวหน้าคณะราษฎร, นายกรัฐมนตรี, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, รัฐบุรุษ, ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้ว
ไทยไม่ตกอยู่ในฐานะ "ประเทศแพ้สงคราม" เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ.๒๔๘๔
นั่นก็ด้วยบทบาท-ฐานะ "หัวหน้าขบวนการเสรีไทย" ภายใต้รหัส "รู้ธ" ของท่าน
การเดินแผนปฏิบัติการใต้ดินร่วมฝ่ายพันธมิตรนั่นแหละ เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ไทยเรากลับเป็นฝ่ายชนะ!
แต่เหนืออื่นใด ปรีดีในทัศนะผม ท่านคือ "ลูกผู้ชาย" ตัวจริง!
"หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พระยามานวราชเสวี เคยไปขอเข้าเฝ้าฯ บอกว่า ข้าพระพุทธเจ้าตอนนั้นยังเด็ก คิดอะไรหัวมันรุนแรงเกินไป ไม่นึกว่าจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้ ถ้ารู้ยังงี้ ก็ไม่ทำ"
นี้จากพระโอษฐ์ "สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี" พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ทรงเล่าพระราชทาน ดังที่ผมนำเผยแพร่ไปแล้ววันก่อน
ตรงนี้ เป็นหลักฐานยืนยันได้ดีที่สุด ๒ สถาน.........
สถานแรก ท่าน "บริสุทธิ์ใจต่อชาติ" ในการทำ เมื่อ ๒๔ มิถุนา ๗๕
สถานที่สอง ท่าน "กล้าทำ-กล้ารับ" ต่อสิ่งที่ทำลงไปว่า...ผิด
"วีรบุรุษ" ก็แค่คนชนะคน
แต่ "คนเหนือวีรบุรุษ" คือคนชนะทั้งใจคนและใจตน!
บางท่านอาจไม่แน่ใจ ว่าท่านปรีดียอมรับตัวเองผิดพลาดจริงหรือ?
เมื่อปี ๒๕๕๖ ผมเคยนำบทความที่นายแอนโทนี พอล ผู้สื่อข่าวนิตยสารเอเชียวีก ประจำกรุงปารีส สัมภาษณ์ท่านปรีดี ที่ปารีส ปี พ.ศ.๒๕๒๒ เผยแพร่ครั้งหนึ่ง
โดยคัดลอกจากเอเชียวีก ฉบับ ๒๘ ธันวาคม ๑๙๗๙ - ๔ มกราคม ๑๙๘๐ โดย ร.อ.วัชรชัย ชัยสิทธิเวชช รน. กับคุณสุภัทร สุคนธาภิรมย์ แปล-ตรวจทานไว้
แต่วันนี้ ผมนำจาก socialitywisdom.blogspot.com/2007/03/blog-post_08.html บางตอนมาเพื่อยืนยันถึงประเด็นนี้ ขออนุญาตด้วย ดังนี้
ถาม-นักเขียนคนหนึ่งเคยกล่าวยกย่องท่านว่า “ท่านปรีดี ถ้าไม่เคยหนุ่มมาก่อน ก็จะไม่แก่เลย” ข้าพเจ้าใคร่จะสำรวจเรื่องราวของท่านในตอนต้นๆ ชีวิตของท่าน และในเวลาอันยาวนานที่ท่านต้องลี้ภัย ตอนแรกในวัยหนุ่ม ขณะท่านเป็นนักเรียนในปารีสตอนปี ค.ศ.๑๙๒๐ ท่านคงต้องมีทรรศนะต่อชนิดของสังคมที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ชนิดอย่างที่ท่านเป็นคนหนุ่มอยากจะสร้างสรรค์ ท่านจะสรุปทรรศนะนั้นให้เราทราบได้ไหม?
ตอบ-อย่างที่คุณทราบ ข้าพเจ้าศึกษากฎหมายในคณะนิติศาสตร์ฝรั่งเศส (Faculti de Droit) โครงการศึกษาในสมัยโน้นมีกว้างขวาง เพราะว่าเราไม่ใช่เรียนเพียงแต่กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนเท่านั้น หากต้องเรียนเศรษฐศาสตร์การเมืองอีกด้วย
นี่แหละ ที่ทำไมข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าเศรษฐกิจเป็นรากฐานของสังคม กฎหมายและสถาบันต่างๆ เป็นโครงสร้างชั้นบน ความคิดในทางอภิวัฒน์ของข้าพเจ้ามีพื้นฐานอยู่บนเศรษฐกิจ
ถาม-ท่านจะถือว่าทรรศนะของท่านเป็นชาวมาร์กซิสต์ หรือมาร์กซิสต์ใหม่ได้ไหม?
ตอบ-ไม่, ไม่, ไม่, ข้าพเจ้าได้บอกแล้วว่าปรัชญาของข้าพเจ้าคือ “สังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย” ถึงแม้ว่าถ้ามาร์กซ์พูดอย่างนี้หรืออย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ต้องพิจารณาว่าเป็นจริง หรือเป็นไปตามสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยหรือไม่
สังคมนิยมมีอยู่หลายชนิด แม้ลัทธิมาร์กซ์ก็มีชนิดต่างๆ มีลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเลนิน ลัทธิทรอตสกี้ และอะไรต่ออะไร ข้าพเจ้ามีอิสระที่จะเลือกทฤษฎีใด ทฤษฎีหนึ่ง ที่สอดคล้องกับหลักห้าประการของเรา...
เราไม่อาจกระโจนพรวดเดียวถึงขั้นสุดยอดของสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยได้ เราต้องก้าวไปทีละขั้นๆ อย่างที่คนเราค่อยมีฐานะดีขึ้นๆ เป็นลำดับ
อย่างที่คุณเห็นในประเทศของข้าพเจ้า แม้ภายหลังการอภิวัฒน์ ค.ศ.๑๙๓๒ เมื่อพวกเขาต้องการไปเร็วเกินไป ก็ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ล้มเหลว
ถาม-ในสังคมประชาธิปไตยตามความคิดของท่าน อะไรที่ท่านถือเป็นความสำคัญอันดับแรก? การศึกษา? อ่านออกเขียนได้ทั้งหมด?
ตอบ-เศรษฐกิจอันดับแรก, เศรษฐกิจอันดับแรก
ถาม-อะไรคือข้อเสนอในทฤษฎีเศรษฐกิจของท่าน? ท่านคิดว่ารัฐบาลควรควบคุมเศรษฐกิจอย่างนั้นหรือ?
ตอบ-เอาละ คุณก็รู้ ตอนแรก (เมื่อประเทศเริ่มออกเดิน) รัฐบาลไม่อาจทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างได้ เราต้องให้บทบาทแก่ผลประโยชน์ส่วนบุคคล ยังไม่ (ถึงเวลา) ทำให้เป็นของชาติ ไม่, ไม่ ถ้าเราทำอย่างนั้นเราก็จะล้มละลาย ถ้าชาติต้องการทำอะไรๆ ให้เป็นของชาติในทันทีทันใด นั่นเป็นการตรงกันข้ามกับสังคมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย
ถาม-เดี๋ยวนี้ท่านได้มีเวลามาหลายปีที่จะไตร่ตรองถึงระยะเวลาระหว่างปี ค.ศ.๑๙๒๐ ถึง ค.ศ.๑๙๔๐ ขณะที่ท่านมีส่วนร่วมในการเมืองของไทยอย่างเอาการเอางาน คุณูปการอันไหนของท่านที่มีต่อประเทศไทยในระหว่างปีเหล่านั้น ที่ยังความพอใจแก่ท่านมากที่สุดในขณะนี้?
ตอบ-การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เมื่อปี ค.ศ.๑๙๓๒
และการรับใช้ชาติร่วมกับสหาย “เสรีไทย” ของข้าพเจ้าระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสู้รบกับญี่ปุ่นผู้รุกรานและได้ฟื้นคืนเอกราชและอธิปไตยของชาติกลับมาได้อย่างสมบูรณ์หลังสงคราม
ถาม-ประเทศไทยเดี๋ยวนี้มีรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอย่างที่ท่านอยากให้เป็นหรือยัง?
ตอบ-ดีละ, ถ้าเราพูดถึงกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าคิดว่าต้องเติมว่า อย่างเป็นประชาธิปไตยเข้าไปด้วย เพราะกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็มีหลายอย่างต่างๆ กัน รัฐธรรมนูญก็มีมากมายหลายชนิด
แม้ราชอาณาจักรของอิตาลี ภายใต้ระบอบฟาสซิสต์ของมุสโสลินีก็มีรัฐธรรมนูญ นั่นแหละ, ทำไมข้าพเจ้าจึงชอบใช้คำว่า “ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” ข้าพเจ้าคิดว่าคุณคงเข้าใจ
ถาม-ท่านคิดว่าอะไรที่น่าจะเป็นความผิดอันใหญ่หลวงของท่าน? ถ้าท่านมีอำนาจกลับไปและแก้ไขเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตของท่าน การตกลงใจหรือการกระทำอันไหนที่ท่านอยากเปลี่ยนมากที่สุด?
ตอบ-ถ้าท่านถามถึงว่าอะไรที่ข้าพเจ้าจะทำ ถ้าข้าพเจ้ากลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี..เอาละ ข้าพเจ้าขอตอบว่า ข้าพเจ้าไม่สนใจที่จะกลับสู่การเมืองอีกหรอก เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าแก่มากแล้ว แต่ข้าพเจ้าตอบท่านได้ถึงความผิดในอดีตของข้าพเจ้า
ในปี ค.ศ.๑๙๒๕ เมื่อเราเริ่มจัดตั้งแกนกลางของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒๕ ปี เท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี (ของกฎหมายเปรียบเทียบ)
ข้าพเจ้าไม่มีความเจนจัด และโดยปราศจากความเจนจัด บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา
ข้าพเจ้าไม่ได้นำเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้า เป็นความรู้ตามหนังสือ
ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี
ในปี ค.ศ.๑๙๓๒ ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ
ถาม-ความผิดพลาดอย่างอื่นมีอีกบ้างไหม?
ตอบ-มี, คือวิธีการเสนอแผนเศรษฐกิจของข้าพเจ้าอย่างไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าเสนอแผนเศรษฐกิจ แต่ข้าพเจ้าควรใช้เวลาให้มากกว่านั้นอธิบายแก่ประชาชน เวลานั้นมีบุคคลไม่กี่คน ที่จะเข้าใจแผนเศรษฐกิจของข้าพเจ้า
แม้ในระหว่างคนรุ่นก่อน คือสมาชิกในคณะรัฐบาลก่อนซึ่งเราเชิญเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ พวกเขาตีความแตกต่างกันไป พวกเขาไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าควรพยายามให้หนักขึ้น ที่จะอธิบายกับพวกเขาว่าทั้งหมดมันหมายถึงอะไร
แต่ทว่ามันก็เป็นแผนเศรษฐกิจที่ไม่เหมาะสมด้วยเหมือนกัน ข้าพเจ้าเสนอว่าไม่ใช่เป็นแผนเศรษฐกิจขั้นสุดท้าย มันค่อนข้างจะเป็นโครงการชั้นเตรียมการมากกว่า หลายคนเหมาเอาว่าเป็นแผนเลยทีเดียว ไม่ใช่เป็นแนวทางหรือเป็นข้อเสนอพอเป็นพื้นฐานสำหรับการวางแผนต่อไป
ในสังคมนั้น ย่อมมีการขัดแย้งกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ คุณต้องเข้าใจ และพวกรุ่นเก่ามีความกลัวมากทีเดียวในบางอย่างที่เป็นสังคมนิยม
พวกเขาไม่เข้าใจว่า อะไรเป็นสังคมนิยม อะไรเป็นคอมมิวนิสต์ พวกเขาเอาทุกอย่างที่ตรงข้ามกับวิสาหกิจเอกชนเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมด
ครับ.....นี่คือบุรุษเหนือวีรบุรุษโดยแท้!
"หมุดหาย" ไม่มีความหมาย..........
เพราะความหมาย "๒๔ มิถุนา ๗๕" ที่ควรค้นหา คือค่าในคน ของคนชื่อ "ปรีดี พนมยงค์".
คอลัมน์: คนปลายซอย19/4/60