PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

วาระ การเมือง ยิ่งลักษณ์ ‘เพื่อไทย’ การเมือง เลือกตั้ง





บรรยากาศบริเวณหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช้าวันที่ 1 สิงหาคม น่าจะบ่งบอกอย่างเด่นชัดในทิศทางของพรรคเพื่อไทย

ไม่ว่าการปรากฏตัวของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง

ไม่ว่าการปรากฏตัวของ นายวัฒนา เมืองสุข ล้วนชี้ว่าถนนทุกสายของพรรคเพื่อไทย คือ การทอดเดินไปยัง “การเลือกตั้ง”

การให้ “กำลังใจ” เป็นจังหวะก้าว 1

เพราะว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในจุดอันถูกกระทำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มหาอุทกภัยเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ไปยังเจตนาแห่งความพยายามจะ “แช่แข็ง” ประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งกลายเป็น “ชัตดาวน์” โดย กปปส.

แล้วลงเอยด้วยรัฐประหารของ “คสช.” ในเดือนพฤษภาคม 2557

ทั้งหมดนี้คือ “วัตถุดิบ” อันทรงความหมายยิ่งเมื่อคนของพรรคเพื่อไทยก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มีการตั้งแท่นจาก “แผนกรกฎ 52” พยายามจะเล่นงาน นายวัฒนา เมืองสุข ผ่านประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จึงกลายเป็นเรื่องของการขยายภาพให้ใหญ่เกินกว่าเหตุ

เพราะปรากฏการณ์ในวันที่ 1 สิงหาคม มิใช่เพื่อ “ล้ม” รัฐบาล

ยิ่งกว่านั้น การโพสต์ข้อความยืนยันของ นายวัฒนา เมืองสุข ที่จะเดินทางไปศาลทั้งในวันที่ 1 และวันที่ 25 สิงหาคม เป็นเรื่องของการแสดงน้ำใจ

น้ำใจของอดีต ส.ส.คนหนึ่งต่ออดีต “นายกรัฐมนตรี”

ทั้งๆ ที่มีการแจ้งความกล่าวโทษตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม แต่เรื่องก็ยังอยู่ที่กองบังคับการปราบปราม อาจประสานไปยัง บก.ปอท.

จึงยังไม่มี “หมายเรียก” จึงยังไม่ถึง “หมายจับ”

แท้จริงแล้วโดยพิมพ์เขียวแห่ง “แผนกรกฎ 52” ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า ยากที่จะทำอะไร นายวัฒนา เมืองสุข ได้มากกว่านี้

จึงเสมอเป็นเพียง “ป้องปราม” เพื่อให้ “มวลชน” เกิดความลังเล

ไม่ว่า คสช.จะดำรงอยู่ต่อไปอีกยาวนานเพียงใด ไม่ว่ารัฐบาลอันมาจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะต้องการอย่างไร

แต่ประเด็นของวันที่ 1 และวันที่ 25 สิงหาคม จะเป็น “วัตถุดิบ” สำคัญ

นั่นก็คือหากกำหนดวันเลือกตั้งมีความแน่ชัด รายละเอียดทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องตระเตรียมและนำเข้าสู่การรณรงค์ในท่ามกลางประชาชน

เหมือนที่เคยยกประเด็น “จำนำข้าว” ขึ้นมาเป็น “จุดขาย”

พรรคเพื่อไทยรับรู้ตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ว่า ชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะดำเนินไปในแบบเดียวกันกับ นายทักษิณ ชินวัตร

เพราะนี่คือความต่อเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

หากไม่ต้องการให้กลายเป็นรัฐประหารประเภท “เสียของ” ย่อมมีความจำเป็นต้องนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าช่อง “ฟรีซ” ในทางการเมือง

ตัดมือ ตัดตีน พรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ถือเอาเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นจุดขายเช่นเดียวกับที่เคยถือเอาเรื่องของ นายทักษิณ ชินวัตร มาเป็นจุดขาย

เพราะ “เลือกตั้ง” คือเป้าหมายอันแจ่มชัดที่พรรคเพื่อไทยต้องการ

ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตาม “โรดแมป” คือประมาณเดือนสิงหาคม 2561 หรือมีอันต้องเลื่อนไปยังปี 2562 ตามความคาดหมาย

แต่กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะมีความโดดเด่น

เพียงแต่โดดเด่นในฐานะที่พรรคเพื่อไทยถือว่าตนเป็น “โจทก์” และสรุปว่า คสช.และรัฐบาลอันมาจาก คสช.เป็น “จำเลย” นำเสนอให้ “ประชาชน” เป็น “ผู้ตัดสิน”

เป้าลับ แผนลวง ‘ยิ่งลักษณ์’ กับเพื่อไทย คดี ‘จำนำข้าว’





ในความเป็นจริง สถานการณ์ในวันแถลงปิดคดี “โครงการรับจำนำข้าว” โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 1 สิงหาคม มีความหมาย มีความสำคัญ

อาจจะยิ่งกว่าการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม ด้วยซ้ำ

มีความหมายเพราะว่านี่เท่ากับเป็น “โอกาส” เดียว และโอกาสสุดท้ายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้แสดงออกอย่างเต็มที่

อึดอัด คับข้องใจอย่างไรก็ “ปล่อย” ออกมา

คล้ายกับเป็นการระบายให้คณะผู้พิพากษาที่มี นายชีพ จุลมนต์ เป็นประธานได้รับรู้ แต่แท้จริงแล้วเป้าหมายมีมากกว่านั้น

“ประชาชน” ต่างหาก คือ “เป้าหมาย”

นี่จึงเป็นความสำคัญไม่เพียงแต่ต่อตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งประสบชะตากรรม หากแต่ยังต่อพรรคเพื่อไทยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สังกัด

ทำไมเป้าหมายอันเป็นด้านหลักจึงเป็น “ประชาชน”

กล่าวสำหรับ “นักการเมือง” ไม่ว่าจะมาจากกระบวนการ “รัฐประหาร” ไม่ว่าจะมาจากกระบวนการ “เลือกตั้ง” ประชาชนมีความหมายสูงสุด

เพราะหากไม่มี “ประชาชน” ห้อมล้อม ก็อยู่ยาก

นักรัฐประหารอาจให้น้ำหนักไปยัง “อำนาจ” เข้มจากระบบราชการ ทั้งทหาร พลเรือน และตำรวจเป็นสำคัญ

และคิดในเชิง “ควบคุม” มากกว่าจะให้ “เสรีภาพ”

แต่นักการเมืองที่มีพื้นฐานมาจาก “การเลือกตั้ง” มิอาจวางตัวเป็นปฏิปักษ์กับ “ประชาชน” ได้อย่างเด็ดขาด

เพราะเมื่อไม่มี “ประชาชน” ก็จะไม่มีอะไรเลย

ในฐานะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาจากการเลือกของประชาชน จึงจำเป็นที่ในที่สุดจะต้องหวนกลับไปแถลงและทำความเข้าใจให้กับประชาชน อย่างน้อยก็ต้องเปิดเผยว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้ต้องตกเป็น “จำเลย”

น่าสนใจก็ตรงที่ความรับรู้ต่อ “ประชาชน” ในประเด็นนี้มีความแตกต่างกัน

ถามว่าทำไมจึงมีข่าว คสช.จะส่งทหารไปสกัด “มวลชน” ทำไมบรรดาห้อยโหนจึงโหมประโคมในเรื่องค่าหัวว่าจ้าง “มวลชน” 1,500 บาทให้เดินทางมา กทม.

นั่นแหละ คือ ความไม่เข้าใจ “ประชาชน”

นั่นแหละ คือ การประเมินไว้ล่วงหน้าว่าพรรคเพื่อไทยและ นปช.จะต้องระดม “มวลชน” มหาศาลมาห้อมล้อม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ความเป็นจริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

“มวลชน” บริเวณหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่น่าจะแปลกแตกต่างไปจากนัดที่ 1 หรือนัดที่ 16 ก่อนหน้านี้มากนัก

ไม่มีการชูป้าย ไม่มีข้อเรียกร้อง ให้ “กำลังใจ” อย่างเดียว

“มวลชน” ในขอบเขตทั่วประเทศซึ่งอยู่ที่บ้านและไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้ต่างหากคือเป้าหมายอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทย

เวทีของ “ศาล” จึงเป็นความชอบธรรมของการแถลงของการโฆษณาทางการเมือง

จึงเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า ปริมาณของมวลชนหน้าศาลเมื่อเช้าวันที่ 21 กรกฎาคม อาจเป็นเป้าหลอก กระทั่งสร้างความตื่นตระหนกให้อย่างใหญ่หลวง

ปรากฏออกมาเป็น “คำสั่งลับ” อันมาจาก “คสช.”

ขยายและปรากฏออกมาอย่างเป็น “รูปธรรม” ผ่านพิมพ์เขียวของ “แผนกรกฎ 52” ที่ชูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นเครื่องมือ

ทั้งหมดนี้เท่ากับเป็นการเรียกแขกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยแท้

ทนายพธม.เผยแกนนำถกสู้อุทธรณ์คดี 7 ตุลาฯ พรุ่งนี้

ทนายพธม.เผยแกนนำถกสู้อุทธรณ์คดี 7 ตุลาฯ พรุ่งนี้ ชี้ผู้เสียหายเคยชนะคดีที่ศาลปกครองแล้ว

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อดีตแกนนำ พธม. นัดหารือเรื่องแนวทางการสู้คดีสลายการชุมนุม 7 ตุลาฯ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 ราย ว่า การหารือกันในวันพรุ่งนี้ (4 สิงหาคม) คงมีประเด็นใหญ่ในการนำคำพิพากษาศาลฎีกาฯ มาวิเคราะห์ร่วมกันถึงแนวทางต่อสู้คดีว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เนื่องจากมีปัญหาว่าผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนกว่า 400 คน ได้สู้จนชนะคดีที่ศาลปกครองแล้ว แต่แพ้คดีในศาลฎีกาฯ ซึ่งผู้เสียหายก็ไม่เห็นด้วย จึงต้องยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ต่อไป อย่างไรก็ตาม คดีนี้ประชาชนไม่สามารถยื่นอุทธรณ์เองได้ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นอุทธรณ์ในฐานะคู่ความที่แพ้ สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ก็อยู่ที่ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช. มีการประชุมในวันเดียวกันนี้ก็ต้องรอดูผล

กฎหมาย 'ไม่ใช่กฎตายตัว'

"ยกฟ้อง" คือ "ยกฟ้อง"!
ใครจะพอใจ-ไม่พอใจ เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ในความที่มนุษย์แต่ละคนได้อิสรภาพที่จะมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
เพราะเหตุนั้น...........
ในมุมกฎหมาย แต่ละคน "เห็นต่างกัน" ได้ แต่ทุกคนจะ "ปฏิบัติต่างกัน" ไม่ได้
เมื่อศาลชี้ขาดด้วยข้อกฎหมายใดออกมาแล้ว.........
ทุกคนต้องเคารพ-เชื่อฟัง-ปฏิบัติตาม ไม่อย่างนั้น สังคมบ้านเมืองจะสับสน-วุ่นวายไม่รู้จบ
การเคารพเชื่อฟังกฎหมายนั้น จะเรียกว่า เป็นหน้าที่ทางจิตสำนึกต่อสังคมรวม ก็ไม่ผิด
แต่ถ้ามีคนไม่ปฏิบัติตาม แข็งขืนคำตัดสินของศาลล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบ คือ กฎหมายมีสภาพบังคับทั้งทางอาญาและทางแพ่ง สำหรับคนแข็งขืน
สั้นๆ และตรงตัว ก็มีเท่านี้แหละ............
เหตุที่ผมหยิบประเด็นนี้มาพูด เพราะเห็นพี่น้องพันธมิตรฯ บางส่วน มีความเห็นต่างต่อคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวาน (๒ ส.ค.๖๐)
ในคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง...........
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.
ในความผิดฐาน...........
เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามมาตรา ๑๕๗
คือเมื่อ ๗ ต.ค.๕๑ "รัฐบาลนายสมชาย"
สั่งการให้ตำรวจสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา
ยิงแก๊สน้ำตาใส่ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก!
ร่วม ๑๐ ปี แล้วเมื่อวาน ผลก็ออกมา ศาล "ยกฟ้อง" ทั้งหมด
เป็นการยกฟ้อง โดยองค์คณะทั้ง ๙ วินิจฉัยอรรถคดีแล้ว มีความเห็นว่า
"การสลายการชุมนุมในช่วงเช้า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งการให้เปิดทางเข้ารัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีไปแถลงนโยบาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนการสลายการชุมนุมช่วงบ่ายถึงค่ำ...........
โจทก์ขอให้ลงโทษเฉพาะจำเลยที่ ๑, ๓ และ ๔ เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต จำเลยที่ ๒ ลาออกแล้ว
ศาลเห็นว่า การปิดล้อมรัฐสภา ปลุกระดมจะบุกเข้ารัฐสภาไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่เปิดทางตามขั้นตอน
ซึ่งสถานการณ์ขณะนั้น เป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทราบว่า แก๊สน้ำตาเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
จำเลยที่ ๑, ๓ และ ๔ ไม่อาจคาดได้ว่า แก๊สน้ำตาจะก่อให้เกิดอันตรายและไม่ได้ความว่า จำเลยมีเจตนาพิเศษให้ทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตราย
จึงพิพากษายกฟ้อง"
ครับ...ถึงแม้บางพันธมิตรฯ จะไม่เห็นด้วย แต่ไม่ต้องกลัวว่า จะมีใครแสดงออกด้วยการขัดขืนคำตัดสิน
เพราะพันธมิตรฯ เป็นคนมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่อันธพาล แยกแยะเรื่องราวได้ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่เอะอะก็ระดมคนป่วนเมือง
ดังนั้น เมื่อไม่พอใจคำตัดสิน ทางเดินเพื่อแสวงหาความยุติธรรมตามกระบวนการมีอย่างไร เท่าที่ดู พันธมิตรฯ ก็เล็งไปทางนั้น
มาตรา ๑๙๕ ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ บอกว่า
"คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา........ฯลฯ........."
คำว่า "ให้อุทธรณ์ได้" หมายถึง ทั้งโจทก์-จำเลย มีสิทธิ์อุทธรณ์ได้เหมือนๆ กัน
คดีนี้ อัยการสั่งไม่ฟ้องแต่แรก ทาง ป.ป.ช.จึงตั้งทนายเป็นโจทก์ฟ้องเอง
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า...........
"พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ" ประธาน ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน จะอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น?
คือไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ ก็ต้อง "วัดใจ" พล.ต.อ.วัชรพลแหละว่า
ระหว่าง "ลูกพี่-เจ้านาย" กับ "จิตใต้สำนึก" คนในตำแหน่ง "เปาบุ้นจิ้น" จะเลือกแบบไหน?
เพราะทุกคนรู้ "เส้นทางเดิน" มาสู่ตำแหน่งนี้ของ "พล.ต.อ.วัชรพล"
มาจากอดีต "รอง ผบ.ตร."........
มือขวา "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" อดีต ผบ.ตร. ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ ผู้ต้องหาคดีนี้
มาจากตำแหน่ง "รองเลขาฯ" ฝ่ายการเมือง ของ "พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกฯ ผู้มากบารมีในรัฐบาลประยุทธ์
และเมื่อเมษา ๕๙ จำเลย ๓ ราย นายสมชาย, พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ร้องขอความเป็นธรรมต่อ ป.ป.ช.ให้ถอนฟ้องคดีนี้ต่อศาล
เรื่องเข้าวาระจร พล.ต.อ.วัชรพลเป็นประธานที่ประชุม ก็ยื้อกันพอสมควร ในประเด็นว่า ด้านข้อกฎหมาย ป.ป.ช.มีอำนาจถอนฟ้อง
แต่ "สมควรหรือไม่?"
ก็ถกกันในที่ประชุม ที่สุดโยนให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาถึงเหตุและผลให้รอบคอบอีกที
สรุปสุดท้าย....ไม่สมควรถอนฟ้อง
จนเมื่อวาน ศาลก็มีคำตัดสินคดีสลายพันธมิตรฯ ออกมา คือ "ยกฟ้อง"!
เป็นอันว่า จบบริบูรณ์ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง แต่ตามกฎหมายใหม่ ถือว่าคดียังไม่เป็นที่สุด
คือยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ภายใน ๓๐ วัน
๓๑ สิงหาเป็นเส้นตาย!
ไม่ใช่เส้นตายของพันธมิตรฯ แต่เป็น "เส้นตาย" ของประธาน ป.ป.ช. "พล.ต.อ.วัชรพล" ว่าจะตัดสินใจ
"ยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่?"
ถ้ายื่น ก็ไปลุ้นผลคดีกันต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ถ้าไม่ยื่น ก็จบแค่นี้
พูดกันอีกที พันธมิตรฯ เป็นต้นแบบแนวทางใหม่มาตลอด การอุทธรณ์คำตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนี่เหมือนกัน
แต่ก่อน "ศาลเดียว" ตัดสินแล้วจบเลย!
แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้
ตามเส้นทาง คดีพันธมิตรฯ ก็จะเป็น "ต้นแบบ" ของการอุทธรณ์ ให้ยิ่งลักษณ์ "ระบอบทักษิณ" ได้ดูเป็นแนวทางอีกนั่นแหละ!
พูดถึง "แนวทาง" อยากให้ข้อสังเกต
คดียิ่งลักษณ์ที่จะตัดสิน ๒๕ สิงหาก็ในข้อหาด้วยมาตรา ๑๕๗ เหมือนคดีสมชาย, ชวลิต-พัชรวาท-สุชาติ
ที่พูดนี่ อย่าตีความว่า ผลจะออกมาเหมือนกัน ต้องเข้าใจว่า องค์ประกอบแห่งพฤติกรรมในคดีมันต่างกัน
อยากให้ดูคำพิพากษา "ศาลปกครองกลาง" เมื่อ ๑ สิงหา ๖๐ ในคดี "นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์" อดีตอธิบดีสรรพากร นั่นมากกว่า
กรณีไม่เก็บภาษีโอนหุ้นของนาย "บรรณพจน์ ดามาพงศ์" พี่ชายคุณหญิงพจมาน
ต้องปูความฉบับย่นย่อก่อน...........
เมื่อปี ๕๑ "ศาลปกครองกลาง" พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง "กระทรวงการคลัง" ที่ลงโทษปลด "นายศิโรตม์" ออกจากราชการ
กรณีมีความเห็น ว่าการรับโอนหุ้นชินคอร์ปของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จาก "น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี" ผู้ถือหุ้นแทน "คุณหญิงพจมาน ชินวัตร" ๔.๕ ล้านหุ้น มูลค่า ๗๓๘ ล้านบาท เมื่อปี ๔๐
นั่น...ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้!
ปรากฏว่า กระทรวงการคลังเห็นดี-เห็นงาม ไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด
แต่ทาง ป.ป.ช.ได้ยื่นคำร้องว่า...........
เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีแต่ต้น จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่
"ศาลปกครองสูงสุด" จึงให้ "ศาลปกครองกลาง" ตั้งองค์คณะพิจารณาคดีใหม่ ให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ร้องคดี
และเมื่อ ๑ สิงหา ศาลปกครองกลาง ก็ตัดสิน "ย้ำคำพิพากษาเดิม"
น่าสนใจมาก อยากให้ศึกษาไว้ โดยเฉพาะยิ่งลักษณ์ ที่ศาลมีมุมมอง เรื่องปฏิบัติหน้าที่ ว่า...........
"นายศิโรตม์ไม่มีความผิด ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล เนื่องจากการพิจารณาเรื่องยกเว้นภาษีดังกล่าว เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ที่ทั้งสำนักตรวจสอบภาษี และสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร ต่างเห็นตรงกันว่า
เป็นการได้รับโอนจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี
และเป็นการได้รับจากการอุปการะ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษี
อีกทั้งไม่ปรากฏว่า ในเวลานั้น กรมสรรพากร มีการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเรื่องเงิน ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา
หรือเงินที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาฯ อันจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา ๔๒ (๑๐) ของประมวลกฎหมายรัษฎากร
การพิจารณา จึงอยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจสั่งการ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณี
และในกรณีนี้ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงว่า นายบรรณพจน์หรือคุณหญิงพจมานให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่นายศิโรตม์ เพื่อให้มีความเห็นเป็นประโยชน์กับบุคคลทั้งสอง
หรือมีพฤติการณ์บ่งชี้ว่า นายศิโรตม์มีเจตนาปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบราชการ
ที่เข้าข่าย เป็นผู้มีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ดังที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงไปก่อนหน้านี้"
ครับ....ก็พูดได้คำเดียว กฎหมายมาตราเดียวกัน แต่คนใช้คนละคนกัน ผลต่างกันได้เสมอ.

แม่ทัพเพื่อไทยส่อพลิก

แม่ทัพเพื่อไทยส่อพลิก

รอดตายหวุดหวิดเหมือนได้เกิดใหม่

ที่สุดเลย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษา “ยกฟ้อง” คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ในขณะนั้น

ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯที่บุกล้อมรัฐสภาปี 2551

เนื่องจากศาลฯเห็นว่า ไม่มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่า จำเลยมีเจตนาก่อให้เกิดอันตราย หรือมีเจตนาพิเศษที่จะสลายการชุมนุมให้เกิดการสูญเสีย

จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

โล่งอก ตัวเบาหวิวไปตามๆกัน

โดยเฉพาะคิวของ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท น่าจะทำให้พี่ชายอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เหมือนยกภูเขาออกจากอก

เป็นการปลดล็อกบ่วงพันธนาการที่ทำให้ “พี่ใหญ่” ขยับตัวลำบากมาหลายปี ตามสถานะของผู้มากบารมีที่ต้องถูก “ค่อนแคะ” ในเรื่องเกี่ยวโยงกับน้องชายมาต่อเนื่อง

จากนี้ไปใครหยิบเรื่องมากระแทกแดกดันไม่ได้แล้ว

แต่ที่เฮเสียงดังกว่า ก็น่าจะเป็นคิวของอดีตนายกฯสมชาย

งานนี้เหมือนถูกหวยสองเด้ง

นอกจากรอดคุกแล้ว ยังเสมือนได้คืน “สถานะ” ทางการเมืองอย่างเต็มตัว

ตามรูปการณ์ที่มีการมองข้ามช็อตล่วงหน้าไปถึงโอกาสในการถือธงแม่ทัพพรรคเพื่อไทยในการลงสนามเลือกตั้งรอบต่อไป

เกมพลิกกลับโดยอัตโนมัติ “น้องเขยทักษิณ” กลายมาเป็นคู่แคนดิเดตสำคัญของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่จ่อลุ้นเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนใหม่

ตามเหลี่ยมที่เดาทางได้ไม่ยาก จากนี้ไป “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คงได้ใช้กำลังภายในผลักดันสามีได้มีโอกาส “แก้ตัว”

กู้หน้าจากนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยเข้าไปนั่งในทำเนียบรัฐบาล

และตามสไตล์ “นายใหญ่” ยังไงก็ต้องไว้ใจคนในครอบครัวมากกว่าคนนอก

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถึงแม้ตระกูลชินจะมีตัวเลือก “นอมินี” เป็นคนในครอบครัว แต่การได้นายสมชายกลับมาคนเดียวอาจไม่มี ผลอะไรมากนัก ในเมื่อเงื่อนไขสถานการณ์ภาพรวมมาถึงตรงนี้

เห็นได้เลยว่า แนวโน้มการเมืองไทยกำลัง “เปลี่ยนรุ่น”

ทั้งด้วยผลทางกฎหมาย เงื่อนไขของการติดชนักคดีที่มีโทษแบนการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่โฟกัสไปที่ทีมงานพรรคเพื่อไทย ลูกข่าย “ทักษิณ” ที่เจอสารพัดคดี โดยเฉพาะที่จ่อรออยู่ข้างหน้ากรณีการจ่ายเงินเยียวยาม็อบเสื้อแดง นปช.ที่ส่อผิดยก ครม.รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”

แนวโน้มโดนรวบหมดตั้งแต่ แถว 1 แถว 2 ยันแถว 3

แทบไม่เหลือแม้แต่ “นกแล” ที่จะลงสนามในรอบต่อไป

อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของ “สังขาร” ที่โรยราไปตามกาลเวลา หลังสถานการณ์อำนาจพิเศษลากยาวมาจนเกือบครบเทอม 4 ปี แถมยังส่อจะต่อเวลาไปแบบไม่มีกำหนด

นั่นก็ทำให้นักเลือกตั้งอาชีพ “หมดไฟ” ไปเอง

เจาะเบื้องหลังมวยรุ่นใหญ่ลายครามตั้งเป้าวางมือ ผ่องถ่ายให้ทายาทรุ่นใหม่

ไม่ว่าจะเป็นคิวของ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง เจ้าพ่อวังน้ำเย็น “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ขาใหญ่แห่งค่ายปลาไหล พรรคชาติไทยพัฒนา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แห่งอาณาจักรสุโขทัย นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ มือประสานสิบทิศ ฯลฯ ใส่เกียร์ถอยกันหมดแล้ว

นั่นก็เท่ากับเปิดทางกระบวนการปฏิรูปของ คสช.

ตามกระบวนการที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องเตรียมดินในการปลูกต้นกล้าการเมืองรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ แบบที่วางเงื่อนไขไว้ในกฎหมายลูกเกี่ยวกับพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง

แฝงยุทธศาสตร์เปิดทางนักการเมืองเลือดใหม่เข้ามานำเปลี่ยนผ่าน

โอกาสพันธุ์เก่าจะกลับมาเฮี้ยวแบบเดิมยากแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

คดีนี้ มี2 อดีตนายกฯ ...น้องผมแค่ ผบ.ตร.

คดีนี้ มี2 อดีตนายกฯ ...น้องผมแค่ ผบ.ตร.
‪"บิ๊กป้อม" ยัน"พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ"อดีต ผบ.ตร.น้องชาย หลุดคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ไม่เกี่ยวกับผม ยันไม่เคยคุยกัน เรื่องคดี คุยแต่เรื่องส่วนตัว ในฐานะน้อง ชี้คดีนี้ มี2อดีตนายกฯ ส่วนน้องผมแค่ผบ.ตร.‬.....‪แต่หลังศาลตัดสินคดี ยัน ไม่ได้คุย กับน้องชาย ถาม จะคุยทำไม ต่างคนต่างทำงาน‬ ยัน ผม ไม่มีผลต่อคดี‬....
เตือนกลุ่ม พธม.ชุมนุม ต้องไม่ขัดกม. ไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ยัน จนท.ต้องบังคับใช้กม.ไม่มีข้อยกเว้น แม้เคยเป็นแนวร่วม คสช. ก็ตาม วอนยอมรับคำตัดสินศาล‬
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำตัดสินยกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551จะเป็นบรรทัดฐานการชุมนุมของประเทศไทยในอนาคต หรือไม่ ว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งต่อไปนี้การชุมนุมทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.การชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ พ.ศ.2559 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะต้องดูแลมากขึ้น ตนเชื่อว่าการชุมนุมจะทำเหมือนเดิมไม่ได้

เมื่อถามว่า กลุ่มพธม.ไม่พอใจคำตัดสินอาจรวมตัวชุมนุม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทุกอย่างทำตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และต้องทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย หากจะดำเนินการอะไรขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย
ส่วนผลการตัดสินจะสร้างความร้าวลึกทางจิตใจให้กับกลุ่มพธม.หรือไม่นั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของศาล ต้องไปถามศาล
ส่วนหากพธม.ชุมนุมคัดค้านคำตัดสินศาล ได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กฎหมายว่าอย่างไรต้องว่าตามนั้น แต่อย่าให้เกิดความวุ่นวาย เกิดความเสียหาย
และไม่จำเป็นต้องไปตั้งรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามระเบียบ และข้อบังคับอยู่แล้ว
ส่วนที่ถูกมองว่า กลุ่มพธม.เป็นแนวร่วมสนับสนุนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นั้น คงไม่มีผลอะไร เพราะทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย หากจะรวมตัวชุมนุมต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อนตามพ.ร.บ.การชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ พ.ศ.2559 เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

เมื่อถามว่า หลังศาลตัดสิได้คุยกับพล.ต.อ.พัชรวาท น้องชายหรือยัง พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่คุย เพราะไม่รู้จะคุยทำไม ต่างคนต่างทำงาน
ส่วนที่บอกว่างานนี้เพราะลุงป้อมนั้น พลเอกประวิตรกล่าวว่า. ลุงป้อมยังไม่ได้ทำอะไร เพราะยังไม่ได้เจอน้องชายเลย และก็ไม่ได้โทรศัพท์คุย ให้กำลังใจกัน และไม่ได้ทำอะไรให้ด้วย ผมดูแลเฉพาะเรื่องส่วนตัว
ส่วนที่มองกันว่า ศาลยกฟ้อง เพราะจำเลยมีนามสกุลวงษ์สุวรรณ คงไม่เกี่ยว เพราะในคดี มีคนเป็นอดีตนายกฯ 2 คน แต่พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นอดีตผบ.ตร. เท่านั้น" พล.อ.ประวิตร กล่าว พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงความเคลื่อนไหวในช่วงเดือนสิงหาคมจะมีการตัดสินคดีความสำคัญหลายคดี จะกระทบกับการสร้างความปรองดอง ว่า ปรองดองก็เป็นเรื่องของปรองดอง ส่วนการกระทำความผิดก็เป็นเรื่องการกระทำความผิด จึงเป็นคนละเรื่อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
ทั้งนี้ตนไม่เป็นห่วงผลการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลจะตัดสินคดีใหญ่ 2 คดี เพราะคิดว่าทุกอย่างคงจะเรียบร้อย ถ้าเกิดความไม่เรียบร้อย ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบ

ต่อข้อถามที่ว่าพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร ระบุว่ามีการขนมวลชนคนเสื้อแดง โดยรถตู้ มาให้กำลังใจ ในวันตัดสินคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้นเจ้าหน้าที่จะสกัดมวลชนอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องตรวจสอบว่ารถตู้เหล่านั้น วิ่งผิดเส้นทาง และใช้รถผิดประเภทโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“บิ๊กตู่” ใช้ม.44 กำหนด 10 ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิส่วนราชการ รับเงินตำแหน่งสูงสุด 2.1หมื่นบาท

“บิ๊กตู่” ใช้ม.44 กำหนด 10 ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิส่วนราชการ รับเงินตำแหน่งสูงสุด 2.1หมื่นบาท



ภาพกราฟิกลิขสิทธิ์
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓๖/๒๕๖๐เรื่อง การกำหนดตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการ ระบุว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศและการปฏิบัติราชการตามนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำศักยภาพของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น แต่ยังไม่มีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ภายใต้กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าวเพื่อประโยชน์ข้างต้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ
มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ
รักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้มีตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการ เพื่อใช้เป็นอัตราหมุนเวียนเฉพาะตัว รวม ๑๐ ตำแหน่ง สำหรับการแต่งตั้ง หรือบรรจุและแต่งตั้งบุคคล ตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ ย้าย โอน หรือเลื่อนขึ้นเพื่อแต่งตั้ง หรือบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยให้ปฏิบัติหน้าที่
ในส่วนราชการตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด ดังนี้
(๑) ผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการระดับกระทรวงหรือกรม จำนวน ๕ ตำแหน่ง โดยให้ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับสูง เทียบเท่าหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง รับเงินประจำตำแหน่ง ๒๑,๐๐๐ บาท
(๒) ผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการระดับกรม จำนวน ๕ ตำแหน่ง โดยให้เป็นข้าราชการ พลเรือนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับสูง เทียบเท่าหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม รับเงินประจำตำแหน่ง ๑๔,๕๐๐ บาท
เมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นและสมควรแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจหรือข้าราชการฝ่ายทหาร ผู้ใดที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการปฏิรูปและการบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์ ให้ดำเนินการเสนอ
คณะรัฐมนตรีพิจารณา และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิประจำส่วนราชการตาม (๑) อยู่ในการบังคับบัญชาและการมอบหมายงานของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนกรณีตาม (๒) ให้อยู่ในการบังคับบัญชาและการมอบหมายงานของปลัดกระทรวงเจ้าสังกัด
ข้อ ๒ ข้าราชการที่จะย้าย โอน หรือเลื่อนขึ้น เพื่อแต่งตั้ง หรือบรรจุและแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งตามข้อ ๑ ต้องไม่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบโดยรัฐ การดำเนินการทางวินัยหรือการดำเนินคดีอาญา
ข้อ ๓ ให้สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ
เกี่ยวกับตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการดังกล่าว และให้สำนักงาน ก.พ.
กำหนดวิธีปฏิบัติตามคำสั่งนี้
ข้อ ๔ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการพ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๑ หรือให้
ไปดำรงตำแหน่งอื่น ให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๕ กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำ สั่งนี้ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
เสนอประธาน ก.พ. วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธาน ก.พ. ให้ถือเป็นที่สุด
ข้อ ๖ ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ
แห่งชาติเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้
ข้อ ๗ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๖๕
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้คำสั่งนี้สิ้นสุดลง แต่ไม่กระทบต่อผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ตามคำสั่งนี้อยู่ก่อนแล้ว
ข้อ ๘ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ศาลฎีกาฯยกฟ้อง นายสมชาย/ พล.อ.ชวลิต /พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณพล.ต.ท.สุชาติ สลายม็อบพันธมิตร

พันธมิตรไม่รู้รึ พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องใคร!
ศาลฎีกาฯยกฟ้อง นายสมชาย/ พล.อ.ชวลิต /พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณพล.ต.ท.สุชาติสลายม็อบพันธมิตรชี้ไม่มีเจตนาให้สูญเสีย
หลังฟังคำพิพากษายกฟ้องแล้ว
นายสมชายเดินทางกลับออกทางชั้น2
ไม่ได้ออกทางประตูหน้า
เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับมวลชน
ที่ตะโกนว่า”ฆาตกร”ตลอดเวลา
(คลิป)นิสัยเขาเป็นแบบนี้
หน้าศาลมีเหตุวุ่นวาย เมื่อพันธมิตรบางคน
เข้าไปนั่งฟังในศาลไม่ได้
โวยวายว่าทำไม ตร.กลุ่มนี้จะเข้าไปได้
หลังศาลตัดสิน พันธมิตร บางส่วนที่มาฟังผลต่างแสดงความเห็นและความรู้สึก
อ่านเพิ่มได้จากข่าวจากมติชน
///

ศาลฎีกาฯยกฟ้อง”สมชาย-บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติ”สลายม็อบพันธมิตร ชี้ไม่มีเจตนาให้สูญเสีย


เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่2สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ว่าที่รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวและองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อม.2/2558 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โจทก์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 อายุ 70 ปี น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว อดีตรองนายกรัฐมนตรี อายุ 85 ปี , พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. อายุ 68 ปี น้องชายของ พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี รัฐบาลปัจจุบัน และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. อายุ 66 ปี เป็นจำเลยที่ 1-4

คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 กล่าวหาว่าจำเลยทั้ง4คน ประกอบด้วย จำเลยที่1 ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำเลยที่2 ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (ดูแลงานด้านความมั่นคง) จำเลยที่3ขณะดำรงตำแหน่งผบ.ตร. และจำเลยที่4ขณะดำรงตำแหน่งผบช.น. ร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่ดำเนินการระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ,83

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลเริ่มไต่สวนพยานหลักฐานนัดแรก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 โดยอนุญาตให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าไต่สวนทั้งหมดรวม 47 ปาก ซึ่งเป็นพยานฝ่ายโจทก์15ปาก ฝ่ายจำเลยทั้งสี่32 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 21 นัด คดีเสร็จการไต่สวนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าในเหตุการณ์ช่วงเช้าของวันที่7ตุลาคม 2551 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งการให้มีการเปิดทางเข้ารัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 176 บัญญัติไว้ การที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาโดยปิดล้อมประตูเข้าออกไว้ทุกด้าน ถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และมิได้เป็นการชุมนุมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ(กรกฎ/48)โดยใช้มาตรการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนักแล้วเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์ขณะนั้น พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับเหตุการณ์ในช่วงบ่ายและช่วงค่ำ เหตุการณ์นี้โจทก์ร้องขอให้ลงโทษเฉพาะจำเลยที่1,3และ4 เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่2ได้ลาออกจากตำแหน่งไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้กลับมาปิดล้อมรัฐสภา เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่รัฐสภาไม่สามารถออกมาจากรัฐสภาได้ มีการปลุกระดมผู้ชุมนุมและจะบุกเข้ามาข้างในรัฐสภา จึงมิใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบ และเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อเปิดทางช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในรัฐสภา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ(กรกฎ/48)แล้ว จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสี่ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแก๊สน้ำตาก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับผลอันเกิดจากการใช้แก๊สน้ำตา แม้จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทราบว่าแก๊สน้ำตาจะเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเช่นนั้น เมื่อเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่สงบเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของทางราชการ ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1,3และ4 ไม่อาจคาดเห็นได้ว่าแก๊สน้ำตาจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมได้ และข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยที่1,3และ4 มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต จำเลยที่1และ3 จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และจำเลยที่4 ไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังฟังคำพิพากษายกฟ้องแล้ว นายสมชายเดินทางกลับออกทางชั้น2 ไม่ได้ออกทางประตูหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับมวลชน ที่ตะโกนว่า”ฆาตกร”ตลอดเวลา

โดยนายสมชาย กล่าวสั้นๆว่า ยินดี ขอบคุณ ซาบซึ้งใจที่สถาบันตุลาการเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ศาลวินิจฉัยมา

'ปูตายไม่เท่าระบอบแดงตาย'

ยิ้ม..เยาะ..หัวเราะ..ร้องไห้.........!?
ที่สุดของ "ยิ่งลักษณ์" ก็แค่นี้
เป็นยิ่งลักษณ์ที่ ออดอ้อน ตัดพ้อ ต่อมน้ำตาแตก ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการแถลงปิดคดี เมื่อวาน (๑ ส.ค.๖๐)
-"ดิฉันรู้ดีว่า.........
ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง......"
-"ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด...........
แต่สิ่งที่ดิฉันทำ คือการใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด ฯลฯ"
-"นโยบายรับจำนำข้าว...........
เป็นนโยบายสาธารณะ ที่มุ่งช่วยเหลือชาวนา ไม่ใช่ 'พาณิชย์นโยบาย' ที่คิดกำไร ขาดทุน กับชาวนาผู้ยากไร้ ฯลฯ"
-"ดิฉัน ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ของดิฉัน...........
และขอได้โปรดพิจารณาคดีนี้ โดยคำนึงถึงเจตนาที่สุจริต ในการดำเนินนโยบายสาธารณะ ฯลฯ"
-"สุดท้ายนี้ ดิฉันเห็นว่า ..........
ก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้ ดิฉันใคร่ขอวิงวอนศาล ได้โปรดพิจารณา
พิพากษาคดีนี้ ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต
ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ แม้แต่หัวหน้า คสช. ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ"
ครับ............!
หน้านี้ เป็นหน้ามรสุม-พายุเข้า ดังนั้น น้ำหลาก น้ำท่วม เป็นเรื่องเลี่ยงยาก
และที่ยากเลี่ยง คือปัญหา "เศษสวะ-เศษขยะ" ที่ไหลมากับน้ำหลาก!
ถ้าจัดการไม่ดี ขยะที่ไหลมารวมกัน จะอุดตันทางเดินน้ำ และนั่น ขยะจะสร้างปัญหาซ้ำซ้อน
ตอนนี้ กระบวนการกำจัดสิ่งปฏิกูลกำลังย่อยสลายเศษสวะที่อุดตันทางเดินสังคมชาติอยู่
ฉะนั้น ทุกคน-ทุกฝ่าย ต้องอดทนและทำใจด้วยเข้าใจ ขยะก็คือขยะ "สวะดรามา" คือมายา ไม่มีศิลป์ใดๆ ให้ค้นหา
กลับไปเรื่องคดียิ่งลักษณ์อีกนิด ............
จำกันได้กระมัง เมื่อ ๒๖ ก.ค.ยิ่งลักษณ์ร้องให้ศาลเพิกถอนคำสั่งและกระบวนพิจารณาที่เธอว่าผิดระเบียบ
กรณีไม่ส่งความเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตาม มาตรา ๒๑๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐
หลังแถลงจบ ศาลอ่านรายงานคำยกคำร้องต่อกรณีนี้ ว่า
"ศาลยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยการส่ง หรือไม่ส่ง คำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำพิพากษาศาลฎีกา 10660/2553
และเหตุของการไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่ใช่เพราะมีกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ
จึงให้ยกคำร้อง!"
นั่นหมายความว่า ศุกร์ที่ ๒๕ สิงหา ๖๐ ตามที่ศาลนัดให้ฟังคำพิพากษา ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น
เมื่อวาน ตั้งใจจะตื่นแต่เช้า เพื่อดูบรรยากาศหน้าศาลว่า การปลุกเร้า-เรียกร้องขอกำลังใจจากเสื้อแดงผลเป็นอย่างไรบ้าง?
อดีตนายกฯ หญิง "ตื่นก่อน-นอนไว" ส่วนผม "นอนดึก-ตื่นสาย" เลยอดเห็นบรรยากาศสด
แต่ได้ทันดูจากข่าวภาคเที่ยงทางโทรทัศน์บ้าง ทางโซเชียลมีเดียบ้าง ถึงไม่สด แต่ก็ยังเปียกๆ อยู่
เรียกว่าภาพเหตุการณ์จากมุมโน้น-มุมนี้ ดูครบจบรอบแล้ว พอประเมินความหนัก-เบาได้
ยิ่งลักษณ์น่ะ ผมไม่ห่วงหรอก
แต่ห่วง "ระบอบทักษิณ" ขึ้นมาติดหมัด!
ใครที่มั่นใจ เลือกตั้งแล้ว "อำนาจเก่า" จะกลับคืน เตรียมเช็กบิลนายกฯ ประยุทธ์ นั้น
ประเมินจากเมื่อวาน ถ้าผมเป็นสาวกเสื้อแดง เป็นอดีต ส.ส.เพื่อไทย บอกได้เลยว่า ใจแป้ว
ไม่มีแล้ว ในคำว่า "ประชาชน"
ที่มาเป็นกำลังใจยิ่งลักษณ์เมื่อวาน ตีให้มากสุดก็ไม่เกินพัน แต่เป็นพันที่ไม่สามารถใช้คำว่า "ประชาชน" ได้เลย
เป็นได้แค่ "หน้าม้า...ขาประจำ" ใช้ในอีเวนต์!
แม้บรรดาอัศวินประดับชายกระโปรงที่ห้อมหน้า-ล้อมหลัง ก็วอลเปเปอร์ "ซ้ำลาย-ซ้ำดอก" ชุดเดิม
อัศวินพวกนี้ ประเภท "มือตีนถาวร" ในฐานอำนาจที่ไปไหนไม่ได้แล้ว ซึ่งค่อนข้างผิดคาด โปรแกรมใหญ่ทั้งที โหมโฆษณาปลุกเร้าให้ออกมาเป็นกำลังใจกันอึกทึก
นึกว่า "อดีต ส.ส." เพื่อไทย จะระดมสาวกแต่ละพื้นที่มาเป็นกำลังใจกันมืดฟ้ามัวดิน
สร้างผลงานให้เข้าตา "นายหญิง-นายใหญ่" ปูทางเป็นตัวแทนลงสมัครในพื้นที่ปีหน้า
แต่ปรากฏว่า มีแค่หน้าม้า-ขาประจำ กลุ่มก้อนเดิมๆ?
"อีสาน" ฐานกำลังหลัก เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ จากที่หวังต้องมาตรึม แต่กลับมีแค่ขาประจำ
ตรงนี้ สะท้อนทัศนคติการบ้าน-การเมืองได้ดีมาก!
สะท้อนว่า..........
ณ วันนี้ พี่น้องอีสาน "คิดอย่างไร" ต่อการเมืองระบอบทักษิณ "โกงกินแบ่งกัน"
กับการเมืองระบอบประยุทธ์ "แก้ปัญหาพัฒนาเมือง" วางรากฐานประเทศสู่อนาคตใหม่?
ในหมู่นักแสวงอำนาจผ่านการเมืองต่างถิ่น มักคิดกันว่า "คนอีสานหลอกง่าย" แล้วก็ไปลงเลือกตั้งทางนั้น
แต่ผมสังเกตมาตั้งแต่การเมืองยุคถนอม-ประภาส คนอีสานเป็นคน "ฉลาดลึก"
พวกที่ไปหลอกคนอีสาน ลงท้าย ถูกคนอีสานย้อนเกล็ด "หลอกกิน" มาตลอด
นั่นคือ คนอีสาน "ชิน" กับนักการเมืองประเภทนี้ และรู้ว่าการณ์ใด เมื่อใด ควรให้บทเรียน แก่นักการเมืองพวกนี้
คนอีสานนั้น เป็นคนจริงใจ ใครมาซื่อ-มาดี ก็จะดีและซื่อชนิดถวายหัว แต่ถ้ามาแบบหวังผล "หลอกใช้"
"มึงหลอกมา-กูก็หลอกไป"..........
ใครเคยเห็นนักการเมืองต่างถิ่นคนไหน ที่ไปแบบ "คิดตกเบ็ด" คนอีสาน แล้วอยู่รอดบ้าง ลองบอกมาซักรายซิ?
อย่าว่าแต่นักการเมืองเลย ..........
ถ้าคนอีสาน "หลอกง่าย-ต้มง่าย" ป่านนี้ ประเทศไทยเป็นคอมมูนิสต์ไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ทักษิณมาสถาปนาหรอก!
ก็ทำไมล่ะ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ โน่น ระบอบคอมมูนิสต์แทรกเข้าอีสานก่อนเลย
ยิ่งตอนปี ๒๕๑๐ เรื่อยไป ทางเหนือ-อีสาน โดยเฉพาะอีสาน เป็นแหล่งเพาะเชื้อโดยตรง
หลายจังหวัด หลายพื้นที่ พูดได้ว่า เป็นเขตคอมมูนิสต์ครอง!
แล้วทำไม อีสานไม่เป็นคอมมูนิสต์?
คำตอบ คือ คนอีสาน เป็นนักรัฐศาสตร์ชั้นยอดของประเทศ พวกคอมมูนิสต์มา คิดว่าล้างสมองคนอีสานง่าย ที่แท้คิดผิด
การเข้ามาของระบอบคอมมูนิสต์ทางอีสานช่วงนั้น เหมือนน้ำป่าหลากท่วมเมืองตอนนี้
ไปขวางหรือต้านทาน มีแต่คว่ำ "ทางรอด" ทางเดียวคือ ลู่ตามสถานการณ์ไปก่อน
มึงล้างสมองกูให้เป็นคอมมูนิสต์ กูก็ล้างสมองมึงให้เข้าใจว่ากูเป็น
มีแต่ต้องยืดหยุ่นแบบนั้น พวกคอมมูนิสต์มา ก็ไม่ทำร้าย ทางการบ้านมา ก็ไม่ทำลาย
ผลคือ พี่น้องอีสาน "อยู่ได้" ตามฐานานุรูป ด้วยรู้จักใช้ "รัฐศาสตร์การบ้าน-เพื่อการเมือง"!
ก็สมัยนั้น รัฐบาลทุ่มทั้งตัวไปเป็นลูกตุ้มให้สหรัฐฯ เป็นศัตรูกับจีนคอมมูนิสต์
เมื่อคอมมูนิสต์แทรกซึมเข้าอีสาน จะให้ชาวบ้านทำยังไงในปัญหาเอาตัวรอดเฉพาะหน้า?
ยืนต้นแข็งเป็นยางนา ก็หักโค่น โอนอ่อนแบบต้นอ้อ ยังพอรอด ตามหลักพระพุทธองค์ที่ตรัสสอน
"อย่าฝืนโลก จงหมุนไปตามโลก แต่อย่าติดอยู่ในโลก"
คำว่า "อย่าติดอยู่ในโลก" หมายถึง "อย่าหลงตามกระแส" ประมาณนั้นแหละ!
พอรัฐบาล หาจุดสมดุลการเมืองระหว่างประเทศลงตัว เดินนโยบายด้วยสองขาตัวเอง ไปคบค้าสมาคมกับจีน
ไทย-จีนพี่น้องกัน คอมมูนิสต์-ประชาธิปไตย "ไม่เกี่ยว"
อีสานที่ว่าแดงแจ๋ ..............
ก็ไม่เห็นมีพื้นที่-มีคนอีสานตรงไหนเป็นแดง เป็นคอมมูนิสต์ มีแต่พื้นที่ประเทศไทย คนไทยเหมือนเดิม!
อีสานอดีตกับอีสานปัจจุบัน ก็ทำนองนี้ ฉะนั้น ใครคิดหลอกคนอีสาน ถือว่าคิดผิด
ขอเพียงจริงใจ ไม่หลอกใช้กัน ให้เกียรติกัน แบบนี้จะได้ใจพี่น้องอีสาน
ฉะนั้น ใครที่พูดว่า "อีสานเป็นของผม" หลอกใช้อีสานเป็นฐานกำลัง ฐานเสียง ถึงขั้นจะแยกประเทศ ใช้บางจังหวัดทางอีสานเป็นเมืองหลวง นั้น
ตอนนี้ รู้แล้วกระมังว่า "ใครหลอกใคร"?
ต่อให้สร้างนิทาน "อุ้มโกตี๋" เป็นเชื้อปลุกระดมให้ฮาร์ดคอร์ออกมา จาก ๑-๒๕ สิงหา
ก็อย่าหวังให้ยากว่า จะมีคนตกหลุมไปให้ถูกจับเพื่อระบอบทักษิณอยู่เป็นสุข แต่คนอีสานอยู่ในคุกอีก!
โกตี๋อยู่ในลาว แต่สร้างข่าวให้เข้าใจเป็นฝ่ายไทยส่งคนไปอุ้มหาย คนเมืองไทยไม่รู้เรื่อง แต่นายจอมอยู่อเมริกา ดันรู้เป็นตุ-เป็นตะเหมือนเจาะรูดูเขาบุกจับ
รัฐบาลลาวเจ้าของประเทศก็ไม่รู้เรื่อง และถึงแม้มีใครอุ้มโกตี๋ไปจริง ตายก็ดี-อยู่ก็ดี
เรื่องของโกตี๋ ฝุ่นขี้ตีนอย่างนั้น ปั้นเป็นพระเอกหวังเขย่าประเทศ เป่าหูเสื้อแดงให้ออกมา
ถามว่า ทุเรศมั้ย...พวกหลอกสาวกให้ออกมาสร้างสถานการณ์เพื่อ "ปู" คนเดียว!
๒๕ สิงหา เป็นคำตอบสุดท้าย ปูตายหรือปูเป็น นั่นไม่เท่าไหร่?
เรื่องใหญ่ คือ "ระบอบทักษิณตาย" นั่นแหละ.

"คปต."เล็ง เพิ่มกล้องCCTV ชายแดนใต้ อีก 1800 ตัว เป็นการเช่า

"คปต."เล็ง เพิ่มกล้องCCTV ชายแดนใต้ อีก 1800 ตัว เป็นการเช่า เผย จะเชื่อมโยง บูรณาการ กว่า8 พันตัว กย.นี้ เน้น ทำเชิงรุก เพิ่มศักยภาพ การตรวจจับ สิ่งแปลกปลอม เตรียมสร้างแรงจูงใจ ให้เอกชน มี กล้องวงจรปิด

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้(คปต.) ครั้งที่ 2/2560
พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสถิติการเสียชีวิตในรอบปีที่ผ่านมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสถิติการเสียชีวิตลดน้อยลง. เมื่อเทียบกับในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เนื่องจากการบูรณาการงานตามความต้องการของประชาชน และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาบูรณาการการใช้กล้องCCTV ทีวีในพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ 7 หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ กอ.รมน. ศอบต. รวมทั้งสิ้นประมาณ 6,400 ตัว โดยตัองการให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพ ในเชิงรุก เข่น สามารถตรวจจับ สิ่งแปลกปลอม ในบริเวณใกล้เคียง ได้ด้วย
และจะมีการเช่าเพิ่มเติม จำนวนประมาณ 1,835 ตัว ซึ่งจะใช้การได้ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้
ทั้งนี้การเช่าจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรนนิบัติบำรุง
นอกจากนี้ กำลังพิจารณา แรงจูงใจให้ เอกชน ที่มีกล้องวงจรปิด มาเชื่อมโยงกับนัฐ ในการยกเว้นภาษี อีกด้วย
เลขาฯสมช.กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดกองกำลังประจำถื่น ในการดูแลความปลอดภัยและชีวิตทรัพย์สินของประชาชน
โดยเห็นชอบให้มีการจัดกำลังประจำถิ่นและกำลังประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการเชื่อมโยงความต้องการของประชาชน ให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น
โดยกำลังดังกล่าวจะได้รับการฝึกอบรม จาก กอ.รมน. โดยกอ.รมน.จะพิจารณารายละเอียดของแผนดำเนินการฝึกอบรมและเสนอมาอีกครั้ง
///

คิวลุ้นก่อนรอดไม่รอด

คิวลุ้นก่อนรอดไม่รอด

มาตามนัดจริงๆ

ภาพมวลชนกองเชียร์หลายร้อยคนแห่มาให้กำลังใจ “น้องปู” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการแถลงปิดคดีด้วยวาจาเป็นนัดสุดท้าย ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เสียงตะโกน “ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” ดังลั่น

เช่นเดียวกับแกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้ง “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

รวมถึง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่กำลังลุ้นคั่วแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่พลาดคิวสำคัญ

“นางเสือ” โผล่มาให้กำลังใจ “นางสิงห์” ด้วยเหมือนกัน

แต่ก็เป็นแค่ห้วงเวลาสั้นๆ กับ 1 ชั่วโมงเต็ม ตามถ้อยแถลงยาว 20 หน้า 6 ประเด็น อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์แถลงหักล้างข้อกล่าวหา โดยเฉพาะวรรคทองท่อนท้าย

“ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สิ่งที่ทำคือ ใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด มีโอกาสได้รับรู้สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติและเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเกื้อหนุนดูแล

และดิฉันก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าว แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวนาครั้งนี้จะทำให้ดิฉันต้องเจ็บปวดก็ตาม ในการต้องอดทนต่อสู้คดีกับฝ่ายโจทก์ที่พยายามบิดเบือนกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

สุดท้ายก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้ ดิฉันใคร่ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ แม้แต่หัวหน้า คสช.ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของดิฉันเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ผิดแล้วจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างไร

ซึ่งคำพูดนี้เป็นการชี้นำเสมือนว่ามีการกระทำผิดแล้ว ทั้งๆที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน จึงขอความเมตตาศาลโปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้อง”

น้ำเสียงสั่นเครือ เจือน้ำตากลางศาล

แต่จะมีผลอย่างไรต่อทิศทางของคดีหรือไม่ รออีก 24 วันได้รู้กัน

09.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม ดีเดย์นัดชี้ชะตา

แต่ที่ต้องลุ้นตัวโก่งก่อนเลย ตามคิว 2 สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อปี 2551

โดยผู้ถูกฟ้องประกอบด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล เป็นจำเลย

อีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนเป็นจำเลย

แถมอีกหนึ่งคนสำคัญที่สปอตไลต์ฉายส่องก็คือ พล.ต.อ.พัชรวาท น้องชายในสายเลือดของ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

มันจึงหนีไม่พ้นส่งผลต่อโฉมการเมืองในห้วงอำนาจพิเศษ

ด้วยเงื่อนไขที่โยงถึงภาวะทางใจของ “พี่ใหญ่” ขุมอำนาจปัจจุบัน

ตามรูปการณ์แบบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหม่ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ เป็นประธาน ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มพันธมิตรฯ กรณีจะถอนคดีดังกล่าวออกจากศาลฎีกาฯ

มาถึงตรงนี้ก็คือยื้อไม่ไหว คดีไหลมาถึงจุดวัดดวง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ผลที่ออกมาคงจะเป็นบรรทัดฐานของคดีม็อบการเมืองในสถานการณ์ต่อเนื่องจากวิกฤติความแตกแยกทางการเมืองทั้งที่จ่ออยู่ในศาลและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทีมข่าวการเมือง

"เลขาฯสมช."ฟันธง! แล้ว ....อุ้มหาย "โกตี๋"เป็นแค่การปล่อยข่าว



"เลขาฯสมช."ฟันธง! แล้ว ....อุ้มหาย "โกตี๋"เป็นแค่การปล่อยข่าว หวังผล เผยทางการลาว ก็ไม่มีแจ้งข่าว หรือพบเบาะแส ใดๆมา /ยัง ตืดตามสถานการณ์ หน้าศาล. แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆที่ผิดสังเกตุ
พล.อ.ทวีป เนตรนิยม. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)กล่าวถึงการตัดสินคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ปี51 ว่า เราก็ได้ติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด แต่เบิ้องต้นยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ผิดสังเกตุ หรือจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือรุนแรง
ส่วนทางการลาว ได้แจ้งข้อมูลเริ่อง โกตี๋ มาเพิ่มเติมหรือไม่ พลเอกทวีป กล่าวว่า ยังไม่มีการแจ้งข่าวใดๆ มาเลย ไม่มีการยืนยันมาด้วยว่า ข่าวนี้จริงหรือไม่ หรือพบเบาะแสใด ที่เกี่ยวข้องกับ การถูกอุ้มของนายโกตี๋ เลย
"ตอนนี้ พูดได้เลยว่า เป็นการปล่อยข่าว เพื่อหวังผลอย่างแน่นอน"