PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

11 ปีที่หายไป / โดย เพจลงทุนแมน

11 ปีที่หายไป / โดย เพจลงทุนแมน
ถ้าโลกนี้มีปุ่มให้ RESET
แล้วกดย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ในอดีต
เราคงอยากรู้ว่า คุณทักษิณอยากกลับไปทำอะไรบ้าง
ถ้าทักษิณยังอยู่เมืองไทย
และวันนั้นทักษิณไม่ขายชินคอร์ปให้เทมาเส็ก
ตอนนี้คุณทักษิณจะเป็น 1 ใน 5 คนรวยที่สุดในประเทศไทย
วันนี้เป็นวันครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันนั้นมา ประเทศไทยก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
วันนั้นคุณทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีอยู่ในสหรัฐฯ เมื่อเจอรัฐประหาร จึงทำให้ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศนับตั้งแต่นั้นมา
จริงๆแล้วคุณทักษิณได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้งในปี 2551 แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ในวันนี้เพจลงทุนแมนจะมาเล่าประวัติการทำธุรกิจของทักษิณ ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องการเมือง และขออนุญาตผู้อ่านอย่าคอมเม้นเรื่องการเมือง
เมื่อย้อนกลับไปดู ประวัติ ต้นตระกูล ชินวัตร คุณปู่เป็นคนจีนอพยพ มาอยู่เชียงใหม่ ค้าขายเส้นไหมจากจีน ได้ตั้งโรงงานทอผ้า และ ร้านชินวัตรผ้าไหม มีชื่อเสียงโด่งดัง คุณทักษิณ ก็มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก ช่วยคุณพ่อ ขายกาแฟ และ ดูแล โรงหนัง
ปี 2522
ตอนอายุ 30 ปี จบปริญญาเอก
คุณทักษิณ เรียนดีมาก ได้ที่ 1 ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ ได้ทุนไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอก เมื่อกลับมารับราชการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ทำกิจการส่วนตัวไปด้วย ทั้ง ขายผ้าไหม ขายภาพยนตร์
ปี 2526
ตอนอายุ 34 ปี คุณทักษิณตั้งบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์..
ในสมัยก่อน การซื้อขายกับราชการ มีข้อกำหนดมากมาย ทำให้ บริษัท ไอบีเอ็ม ซึ่งเป็น บริษัทสัญชาติอเมริกา ไม่สามารถเซ็นสัญญาตรงได้ จึงแต่งตั้ง บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ ของคุณทักษิณ ให้เป็นบริษัทคู่ค้าในการขายคอมพิวเตอร์ให้ภาคราชการ ทำให้ธุรกิจเติบโต
นอกจากจะเป็นตัวแทนไอบีเอ็มแล้ว ยังเป็นตัวแทนให้ AT&T ขาย ดาต้าคิท ระบบสื่อสารข้อมูลพร้อมเสียงให้องค์การโทรศัพท์ จนมาถึงการได้สัมปทานคลื่นความถี่วิทยุอีกหลายคลื่นจาก คณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ หรือ กบถ. โดยร่วมทุนกับต่างชาติให้บริการ แพ็คลิงค์ เพจเจอร์ ในยุคแรก และต่อมาทำเองในชื่อของ โฟนลิงค์
จากนั้นคุณทักษิณได้ สัมปทานโทรศัพท์ GSM 900 MHz และ ดาวเทียมไทยคม
คุณทักษิณจึงลาออกหลังจากรับราชการมา 8 ปี และ พันตำรวจโท เป็นยศสุดท้าย (แต่ยศถูกถอดโดยคสช. ในปี 2558)
ปี 2533
ตอนอายุ 41 ปี คุณทักษิณ IPO บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก..
บริษัทหลักของคุณทักษิณ มี 3 บริษัทดังนี้
บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์เซอร์วิสแอนด์อินเวสเมนท์ จำกัด (ชินคอร์ป หรือ อินทัชในปัจจุบัน) ก่อตั้งปี 2526 IPO ปี 2533 บริษัทนี้เป็น โฮลดิ้งคอมพานี ถือหุ้นบริษัทอื่น ปัจจุบันถือหุ้น AIS 40.45% และ ไทยคม 41.41%
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (AIS) ก่อตั้งปี 2529 IPO ปี 2534
บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (ไทยคม ในปัจจุบัน) ก่อตั้งปี 2534 IPO ปี 2537
คุณทักษิณไม่ได้ถือหุ้น AIS และ ไทยคม แต่ถือหุ้นในชินคอร์ป แล้วเอาชินคอร์ปมาถือ AIS และ ไทยคมอีกที หมายความว่าถ้าทักษิณขายกิจการทั้งหมดให้คนอื่น ก็ขายหุ้นในชินคอร์ปทีเดียว
หลังจากนั้นคุณทักษิณก็เริ่มเข้าสู่การเมือง โดยการชักชวนจาก พลตรีจำลอง ศรีเมือง..
ปี 2544
ตอนอายุ 52 ปี คุณทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 และ เป็นนายกคนแรกและคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้ง ที่อยู่จนครบเทอม
ก่อนเข้ารับตำแหน่ง คุณทักษิณและภรรยาได้ชี้แจงทรัพย์สิน 15,124 ล้านบาท มีผลงานมากมายภายใต้รัฐบาล ตั้งแต่ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ครัวไทยครัวโลก สนามบินสุวรรณภูมิ การแปลงรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หวยบนดิน
ทำให้ ถัดมาในสมัยที่ 2 ก็ชนะการเลือกตั้งอีกในปี 2548
มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด
ในอีกด้านของการบริหาร มีคนโจมตีนโยบายประชานิยม ไม่ชี้แจงรายระเอียดทรัพย์สินให้ครบโดยอ้างว่าเผอเรอ และ
มีการเปลี่ยนสัญญาหลายฉบับเพื่อเอื้อให้บริษัทกลุ่มชินวัตรซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ศาลตัดสินยึดเงินในเวลาต่อมา
ปี 2549 จุดเปลี่ยน
เรื่องที่พีคสุดก็คงจะหนีไม่พ้น ปี 2549 คุณทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป ให้เทมาเส็ก บริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์
ดีลตอนนั้นมีมูลค่า 73,274 ล้านบาท ซึ่งเป็นดีลประวัติศาสตร์ที่สูงสุดในไทยเวลานั้น
โดยมีประเด็นที่หนึ่งคือ ทักษิณขายหุ้นหลังจากใช้ พรบ โทรคมนาคม ฉบับใหม่เพียง 2 วัน
พรบ โทรคมนาคมฉบับใหม่มีเนื้อหาอะไรที่สำคัญ?
พรบ นี้อนุญาตให้คนต่างประเทศ ถือหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50%
และก็ดูเป็นการสอดคล้องกันว่า ใน 2 วันต่อมา คุณทักษิณขายหุ้น 49.595% ในบริษัทชินคอร์ปให้เทมาเส็ก
และอีกประเด็นคือ การไม่เสียภาษีในการขายหุ้น
บริษัทแอมเพิลริช คือบริษัทของคุณทักษิณที่อยู่ในบริติช เวอร์จิน ถ้าขายให้เทมาเส็กตรงๆจะต้องเสียภาษี เพราะแอมเพิลริชถือว่าเป็นนิติบุคคล ถ้านิติบุคคลขายหุ้นมีกำไรจะต้องเสียภาษี
คุณทักษิณจึงเลี่ยงให้แอมเพิลริชไปขายต่อให้ลูกของคุณทักษิณในราคาต่ำ (ราคาต่ำเพื่อไม่ให้แอมเพิลริชมีกำไร ทำให้ไม่โดนภาษี) และให้ลูกมาขายต่อให้เทมาเส็กอีกทีหนึ่ง (เพราะ บุคคลธรรมดาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี)
สรุปแล้วดีลนี้คุณทักษิณใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายที่ แม้แต่ตัวกรมสรรพากรเองก็ยัง งง กลับความเห็นไปมา ไม่รู้จะเก็บภาษีดีไหม
เพราะถ้าดูที่กฎหมายตรงๆก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ความเห็นสรรพากรครั้งสุดท้ายคือ เจตนานี้จัดว่าเป็นนิติกรรมอำพรางให้โดนเก็บภาษีด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม..
เรื่องนี้ได้เปลี่ยนชีวิตคุณทักษิณไปตลอดกาล
เรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้เรื่องใหญ่โตขึ้นมา จนคุณทักษิณต้องยุบสภา และมีเรื่องราวต่างๆตามมา ทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง จึงทำให้เกิดรัฐประหารในวันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว..
ปี 2553
ศาลฎีกาตัดสินยึดเงินคุณทักษิณ 46,373 ล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยเหตุผลคือ ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตนเอง มีการแก้ไขสัญญาหลายฉบับเพื่อเอื้อให้ AIS และ ไทยคม ให้มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง
46,373 ล้านบาทที่โดนยึดคือ ส่วนของกำไร และเงินปันผล หลังจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
สรุปแล้วคุณทักษิณได้เงินมาจากเทมาเส็ก 73,274 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษี แต่มาโดนยึด 46,373 ล้านบาท คิดง่ายๆก็เหลือ 26,901 ล้านบาท
นี่ยังไม่รวมสรรพากรที่จะเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากการขายหุ้นเทมาเส็ก ฝ่ายคุณทักษิณมองว่าเงินส่วนกำไรโดนยึดไปแล้ว จะมาเก็บภาษีอะไรอีก เพราะไม่มีกำไรแล้ว แต่อีกฝ่ายก็มองว่าเป็นต่างกรรมต่างวาระ มีสิทธิยึดอีกได้
สรรพากรเรียกเก็บภาษีพร้อมดอกเบี้ยย้อนหลัง 17,629.58 ล้านบาท
ถ้าสรรพากรตามเก็บได้จริงเงินคุณทักษิณก็จะเหลือ 9,271.42 ล้านบาท (น้อยกว่าครอบครัวคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย ที่ตอนนี้มีทรัพย์สินมูลค่า 19,409 ล้านบาท)
ปี 2560
แล้วถ้าทักษิณไม่ขายหุ้นให้เทมาเส็กในตอนนั้น ตอนนี้ คุณทักษิณจะมีเงินเท่าไร?
บริษัทอินทัช (ชินคอร์ปเดิม) ตอนนี้มีมูลค่าบริษัท 189,980 ล้านบาท
ถ้าคุณทักษิณถือสัดส่วนเดิมที่ 49.595% ตอนนี้จะมีมูลค่า 94,220 ล้านบาท
หลายคนอาจจะคิดว่าเยอะแล้ว แต่จริงๆแล้วเงินปันผลตั้งแต่ปี 2549 ที่บริษัทชินคอร์ปจ่ายทั้งหมดให้ผู้ถือหุ้นรวมกันมากถึง 138,288 ล้านบาท เมื่อคูณสัดส่วน 49.595% จะได้เป็น 68,584 ล้านบาท
เมื่อรวม 2 รายการเข้าด้วยกันก็จะได้คำตอบว่า ถ้าคุณทักษิณยังถือหุ้นชินคอร์ปอยู่
คุณทักษิณจะมีเงิน 162,804 ล้านบาท..
เงินจำนวนนี้มากกว่ามูลค่าที่ขายให้เทมาเส็ก 2 เท่า และเทียบไม่ได้เลยกับเงินที่เหลือหลังจากโดนยึดไป
และถ้าคุณทักษิณยังถือหุ้นชินคอร์ปอยู่ คุณทักษิณน่าจะติดอันดับคนรวยอันดับที่ 5 ของประเทศไทย เป็นรองเพียงเจ้าของ ซีพี ไทยเบฟ เซ็นทรัล และ กระทิงแดง
แต่ตอนนี้คุณทักษิณอายุ 68 ปี แล้ว และกำลังลี้ภัยอยูที่ดูไบ มีคดีความ 7 คดี หย่ากับคุณหญิงพจมาน ภรรยา
เรื่องนี้ทำให้คิดได้ว่า ไม่ว่าคนเราจะรวยแค่ไหน สิ่งที่ต้องการจริงๆก็คงจะเป็นความสุข ไม่ใช่ตัวเงิน
ถ้าโลกนี้มีปุ่มให้ RESET แล้วกดย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ในจุดเดิมในอดีต
ก็น่าสงสัยว่าคุณทักษิณอยากกดปุ่มนั้น หรือไม่? คุณทักษิณอยากกด RESET ปี ย้อนกลับไปปี 2544 แล้วหยุดเล่นการเมือง หรือไม่?
11 ปีที่ผ่านมาก็คงเป็น 11 ปีที่หายไปของคุณทักษิณ
แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่ทักษิณ แต่น่าจะเป็น 11 ปีที่หายไปของเราทุกคน..
ประเทศไทย
เรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้น พวกเราเกี่ยวข้องกันทั้งหมด จากอดีตสู่ปัจจุบัน
ผลจากการกระทำของทุกคน ได้ส่งผลมาจนถึงวันนี้
และ คงโชคร้ายสำหรับเรา ที่โลกนี้ไม่มีปุ่ม RESET ให้ย้อนกลับไป
แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คืออนาคตของเรา ตัวเราเองจะเป็นคนให้กำเนิดอนาคต
แล้วเราทุกคนจะเลือกทางเดินแบบไหน ที่ภูมิใจได้ว่า เป็นทางเดินที่ถูกแล้ว และ ไม่อยากกดปุ่ม RESET อีกต่อไป..
"เพราะว่าเป็นประเทศของเรา
ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน
เป็นประเทศของคนทุกคน
เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด
เวลาคนมีการปฎิบัติรุนแรงมันลืมตัว
ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร
แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร
เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ
แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง
อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้
คือต่างคนต่างแพ้
ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้
แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ
ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ
ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร
ถ้าสมมติว่า
เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป
ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด
แล้วก็จะมีประโยชน์อะไร
ที่จะทะนงตัวว่าชนะ
เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง"
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
20 พฤษภาคม 2535

‘ทักษิณ’ทวีตความรู้สึกครบ 11 ปี วันถูกยึดอำนาจ

‘ทักษิณ’ทวีตความรู้สึกครบ 11 ปี วันถูกยึดอำนาจ


วันที่ 19 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวีตข้อความเนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี 19 กันยายน 2549 ซึ่งถูกยึดอำนาจจาก คมช. โดยทวีตข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ระบุว่าหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อ 11 ปีที่แล้ว จะไม่เลือนรางหายไปจากใจของประชาชนชาวไทย และตนเองยังคงห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเสมอ
I hope the memory of what happened 11 years ago has not faded from the hearts of Thai people.
I am, and will always be, concerned about the livelihood of my fellow Thai citizens.

ย้อนดู11ปีที่แล้ววันนี้19ก.ย.รัฐประหาร

ส. ผาน้ำย้อยติดตาม
5 ชม.
เหตุการณ์วันนี้ในอดีต กับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
วันนี้เราจะมาไล่เรียงและลำดับเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งชนวนความขัดแย้งสำคัญของการเมืองไทยที่ส่ง ผลกระทบมาจวบจนปัจจุบัน
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงเดือนกลางปี 2549 เพื่อขับไล่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้นให้ลงจากตำแหน่ง กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ของหน้าประวัติ ศาสตร์ไทย เพราะในครั้งนั้นมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับ ดร.ทักษิณ ออกมาชุมนุมกลางเมืองหลวงของประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก และไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นจะจบลงเช่นไร เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 20 กันยายน 2549
อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเท่าไรนักที่สุดท้ายแล้ว การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะยอมปิดฉากลงเมื่อทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร ลองมาย้อนลำดับเหตุการณ์กันดูครับ
เวลาประมาณ 07.00 น. (ตรงกับเวลา 18.00 น.ของวันที่ 18 ก.ย. ในนิวยอร์ค) ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์รายการ ‘ประชาธิปไตยทูเดย์’ ของสถานีไอพีทีวี ที่ห้องพักของโรงแรมแกรนด์ไฮเอ็ด ในนิวยอร์ค โดยไม่มีท่าทีว่าจะทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น
เวลาประมาณ 08.00 น. (ตรงกับเวลา 19.00 น.ของวันที่ 18 กันยายน ในนิวยอร์ค) มีคำสั่งจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกผู้นำทุกเหล่าทัพเข้าประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่มีผู้นำเหล่าทัพคนใดเข้าร่วม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.อ้างว่ากระชั้นชิดเกินไป ทำให้ต่อมามีกระแสข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหารแพร่สะพัดไปทั่วทำเนียบรัฐบาล และเริ่มกระจายสู่ภายนอก โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์
เวลาประมาณ 11.00 น. (ตรงกับเวลา 22.00 น.ของวันจันทร์ที่ 18 กย.ในนิวยอร์ค) ดร.ทักษิณ ชินวัตร, ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประชุมผ่านระบบเว็บแคมฯ กับคณะรัฐมนตรีในเมืองไทยด้วยทีท่าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เวลาประมาณ 12.00 น.หลังการประชุม ครม.โดยผ่านระบบเว็บแคมฯ รัฐมนตรีหลายรายได้สอบถามผู้สื่อข่าวถึงข้อเท็จจริงการปฏิวัติรัฐประหารอย่างตื่นเต้น
เวลา 18.55 น.สำนักข่าวไทยรายงานว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศเลื่อนเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้นจากวันที่ 22 กันยายน เป็นเวลา 05.00 น. วันที่ 21 กันยายนแทน
เวลา 20.00 น.ตำรวจ 191 เบิกอาวุธปืนเอ็ม 16 ไปรอเตรียมพร้อมที่กองกำกับการ 2 (ป้องกันและปราบปรามจลาจล) ถ.วิภาวดีรังสิต
เวลาประมาณ 21.00 น.กำลังทหารจากพลร่มป่าหวาย หน่วยสงครามพิเศษลพบุรี เข้ามาประจำการที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) มีผู้โพสต์ข้อความถามถึงข่าวลือปฏิวัติในเว็บพันทิป
เวลา 21.10 น.รถถ่ายทอดสด (โอบี) สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) เข้า บก.ทบ.
เวลาประมาณ 21.30 น.สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ตัดรายการปกติ เปิดเพลงที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระบารมี
เวลาประมาณ 21.30 น.กลุ่มผู้สื่อข่าวได้เข้าไปทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ตำรวจยังคงรักษาการณ์ทำเนียบรัฐบาลเป็นปกติ ท่ามกลางข่าวลือว่ามีการนำกำลังเข้าควบคุมตัว พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รักษาการ รมว.กลาโหม ขณะที่มีอีกกระแสข่าวว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ ดร.ทักษิณ เดินทางไปประเทศอังกฤษตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีคำสั่งห้ามคนนอกเข้าไปเด็ดขาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้สื่อข่าวบางส่วนออกมา จึงทำให้ผู้สื่อข่าวที่รอไปทำข่าวต่างจับกลุ่มออกันอยู่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นจำนวนมาก
เวลา 21.30 น.น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลด้านหลังตึกไทย ไล่เลี่ยกัน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม เดินทางตามเข้ามา แต่ไม่ได้ลงจากรถ ก่อนที่ น.พ.พรหมินทร์ จะหอบเอกสารปึกใหญ่เดินขึ้นรถ พล.ต.อ.ชิดชัย และเคลื่อนรถออกไปจากทำเนียบด้วยกัน
เวลาประมาณ 21.30 น.กำลังคอมมานโดตำรวจกองปราบปรามเดินทางไปรักษาความปลอดภัยที่บ้านจันทร์ส่องหล้า
เวลา 22.00 น.ขบวนรถถังเคลื่อนเข้าคุมเชิงที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และ ถ.ราชดำเนิน
เวลาประมาณ 22.00 น.สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นรายงานสด (เบรกกิ่งนิวส์) สถานการณ์ในเมืองไทย หลังมีผู้เห็นกองกำลังทหารออกคุมกำลังตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ
เวลา 22.15 น.ทหารจำนวนมากออกมาตรึงกำลังตามถนนต่างๆ ตั้งแต่แยกเกียกกาย ผ่านมาถึง ถ.ราชสีมา บริเวณสวนรื่นฤดี สี่แยกราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) โดยมีทหารแต่งกายลายพรางเต็มยศเป็นผู้ควบคุมกำลัง
เวลา 22.13 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ถ่ายทอดเสียงของ ดร.ทักษิณ ออกประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควบคุมพื้นที่กรุงเทพฯ ระบุอยู่ในขั้นรุนแรง และให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้รายงานตัวต่อ พล.ต.อ.ชิดชัย และตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส.คุมอำนาจแก้สถานการณ์ฉุกเฉิน
เวลา 22.17 น.สัญญาณช่อง 9 อสมท ถูกตัด หน้าจอโทรทัศน์ดับสนิทชั่วครู่ ก่อนจะตัดเข้าโฆษณา และรายการปกติ โดยมีรายงานข่าวว่ากำลังทหารบุกเข้าควบคุมที่ห้องส่งสัญญาณออกอากาศ พร้อมควบคุมตัวนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผอ.ใหญ่ บมจ.อสมท
เวลา 22.25 น.สถานีโทรทัศน์เกือบทุกช่องตัดเข้ารายการเพลง เปิดเพลงที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระบารมี ยกเว้นช่อง 9 และช่อง 3 ที่นำเสนอรายการปกติ โดยมีรายงานข่าวว่า มีกำลังทหารเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง โดยเฉพาะช่อง 9 อสมท และไอทีวี
เวลา 22.30 น.สถานีโทรทัศน์ทุกช่องเริ่มเชื่อมสัญญาณกับ ททบ.5 และเปิดเพลงที่มีเนื้อหาสรรเสริญพระบารมี แม้แต่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอย่างเอเอสทีวี ยกเว้นเนชั่นแชนนัล ทางสถานีโทรทัศน์ไททีวี ช่อง 1 ที่ยังคงรายงานสถานการณ์ได้ตามปกติ
เวลา 22.35 น.เนชั่นแชนนัล ถูกเชื่อมสัญญาณเหมือนทุกช่อง
เวลา 22.30 น.มีรายงานข่าวว่า มีรถถ่ายทอดสดไปที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์เพื่อเตรียมถ่ายทอดสด
เวลา 22.30 น.มีรายงานข่าวว่า กำลังทหารส่วนหนึ่งได้เข้าควบคุมตัว พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบปราม และ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต (เสธ.ไอซ์) ที่ปรึกษากองทัพบก
เวลา 22.54 น.สถานีโทรทัศน์ทุกช่องขึ้นโลโก้สถานีรวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย พร้อมขึ้นคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก พร้อมเปิดเพลง "ความฝันอันสูงสุด"
เวลา 22.57 น.สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นแพร่ภาพรถถังและกำลังทหารควบคุมสถานการณ์ภายใน กทม. และช่วงหนึ่งได้แพร่ภาพกลุ่มชาวบ้านใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปกำลังทหารเหล่านั้น โดยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
เวลา 23.15 น.พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค อดีตโฆษก ททบ.5 อ่านแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่แสดงไว้หน้าจอก่อนหน้านี้ซ้ำถึงสองครั้ง
เวลา 23.30 น.เอเอสทีวีออกอากาศได้ตามปกติอีกครั้ง ขณะที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องยังคงเชื่อมสัญญาณกับ ททบ.5 ขณะเดียวกัน ทหารจาก ป.พัน.21 สังกัด ร.21 ประมาณ 30 นาย พร้อมอาวุธครบมือ เดินทางมายังอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ที่สถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนนัล โดยยืนยันว่ามาดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไป ขณะที่เนชั่นแชนนัล เริ่มออกอากาศได้อีกครั้ง เวลา 23.44 น.
เวลา 23.53 น.ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
เวลา 23.57 น.โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ชี้แจงสาเหตุการยึดอำนาจ
และนี่ก็คือลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งแม้จะผ่านมาถึง10ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการรัฐประหารครั้งนั้นก็ไม่สามารถลดทอนความขัดแย้ง หรือแก้ปัญหาใด ๆ ได้มากนัก ตรงกันข้าม กลับเป็นเหมือนอีกหนึ่งชนวนสำคัญที่ทำให้เชื้อไฟความขัดแย้งทางการเมือง ลุกลามบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้..!!

วีระ โต้ ประยุทธ์ อัดกลุ่มเรียกทหารยึดอำนาจ สมควรถูกเรียกว่าพวก ‘กบเลือกนาย’

วีระ โต้ ประยุทธ์ อัดกลุ่มเรียกทหารยึดอำนาจ สมควรถูกเรียกว่าพวก ‘กบเลือกนาย’



(แฟ้มภาพ)
วันนี้ (19 ก.ย.) นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กกรณีนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความเห็นทางการเมืองเทียบคนไทย “กบเลือกนาย” พร้อมเตือนเลือกตั้งอย่าเลือกผิด ระหว่างลงพื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรี นายวีระระบุว่า

คุณประยุทธ์คุณเข้าใจผิดแล้ว การเลือกนายกฯของคนไทยโดยผ่านการเลือกตั้ง เป็นการเลือกลูกจ้างมาทำงานให้ชาติและประชาชน ไม่ได้เลือกให้เข้ามาเป็นนายของประชาชน

หากนายกฯทำให้ชาติและประชาชนเสียหาย ประชาชนก็สามารถไล่ออกและเลือกใหม่ได้
แต่นายกฯที่มาจากการทำรัฐประหาร เป็นนายกฯที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ แต่ไม่สามารถคัดค้านได้เพราะเกรงกลัวอำนาจรัฐ เมื่อทำให้เกิดความเสียหายแก่ชาติและประชาชน จึงมีเสียงคัดค้าน ก่นด่า ขับไล่ โมฆะบุรุษจะพูดอย่างไม่อายฟ้าไม่อายดินว่า “อย่าเพี่งไล่ผม ไล่ตอนนี้ก็ไม่ไป ผมไปตามโรดแมป” นายกฯที่มาจากรัฐประหารมักหลงในอำนาจว่า “มีอำนาจเหนือประชาชน เป็นนายของประชาชน” ที่สำคัญประชาชนบางกลุ่มที่เรียกร้องให้ทหาร เข้ามายึดอำนาจ ในที่สุดตนเองก็ต้องถูกกดขี่ข่มเหงไปด้วย แต่ไม่สามารถเปลี่ยนหรือไล่ผู้กดขี่ออกไปได้ นั่นแหละสมควรเรียกว่าพวก “กบเลือกนาย”

‘มาร์ค’ ยันไม่เสียหาย ชทพ.พบบิ๊กตู่ เชื่อ’ประภัตร’ยุ คสช.อยู่ยาว แค่กังวลความขัดแย้ง

‘มาร์ค’ ยันไม่เสียหาย ชทพ.พบบิ๊กตู่ เชื่อ’ประภัตร’ยุ คสช.อยู่ยาว แค่กังวลความขัดแย้ง


“มาร์ค”ชี้ ไม่เสียหาย อดีตส.ส.ชทพ.ต้อนรับ “บิ๊กตู่”หากคุยปัญหาปชช. แนะ คสช.สร้างความมั่นใจ ลต.ตามโรดแมป

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 19 กันยายน ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป.กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนในครม.สัญจรที่จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาโดยมีอดีตส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) ไปร่วมต้อนรับว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่เจ้าของพื้นที่ หรือเจ้าภาพจะไปต้อนรับ การลงพื้นที่ของนายกฯที่ไปดูงานเรื่องการเกษตรในพื้นที่แปลงนาสาธิตของนายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาฯพรรคชทพ. การมีอดีตส.ส.พรรคไปร่วมต้อนรับก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และการที่นายกฯจะคุยกับนักการเมืองบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

เมื่อถามว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการจับมือระหว่างทหารกับพรรค ชทพ.ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหรือไม่ หัวหน้าพรรคปชป.กล่าวว่า ต้องไปถามพล.อ.ประยุทธ์ กับคนที่ไปต้อนรับ แต่การพูดคุยกันจะไม่มีอะไรเสียหายหากนำปัญหาของพี่น้องประชาชนไปเป็นตัวตั้ง และเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นการจับขั้วทางการเมืองในเวลานี้ เพราะนายกฯพูดเองว่าจะดูแลกติกาเลือกตั้งให้ผู้เล่น ส่วนที่นายกฯบอกว่า อย่าเอานายกฯไปเป็นผู้เล่นด้วยนั้น ก็อยู่ที่ตัวนายกฯจะต้องกำหนดตัวเองว่าจะเป็นผู้เล่นหรือไม่ เพราะนายกฯเป็นคนเดียวที่จะตอบได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายประภัตร ระบุว่า ยังไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งให้รัฐบาลนี้อยู่ยาวเพราะบรรยากาศยังไม่มีความปรองดองนั้นว่า เข้าใจว่านายประภัตรคงกังวลเรื่องความขัดแย้ง แต่ตนยืนยันว่า การไม่เดินตามโรดแมปที่คสช.กำหนดไว้ จะเกิดความเสียหายมากกว่าการที่อ้างว่า หากกลับไปสู่ระบบประชาธิปไตยแล้วจะมีปัญหา ซึ่งจะทำให้หลงทางอีก ดังนั้นหน้าที่ของคสช.จึงต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า การเลือกตั้งตามแผนที่ คสช.กำหนดจะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยอย่างไร จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือจากกลุ่มไหน ก็ให้ดำเนินการไป เพราะคสช.และแม่น้ำ 5 สายเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง

สมศักดิ์แจง ชทพ.รับ’บิ๊กตู่-ครม.’หวังสะท้อนความเดือดร้อน-จุดยืน เป็นมิตรทุกฝ่าย

สมศักดิ์แจง ชทพ.รับ’บิ๊กตู่-ครม.’หวังสะท้อนความเดือดร้อน-จุดยืน เป็นมิตรทุกฝ่าย


‘ตือ’แจงอดีต ส.ส.ชทพ. ต้อนรับ’บิ๊กตู่-ครม.’ หวังสะท้อนความเดือดร้อน ปชช. ระบุแล้วแต่ใครจะมองหนุนรัฐบาลทหาร ยันจุดยืนพรรคไม่เพาะศัตรู

เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนากล่าวถึงกรณีอดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างการลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ว่าก่อนอื่นขอขอบคุณที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้เกียรติถามถึงตน และให้เกียรติตระกูลปริศนานันทกุล จึงเชื่อว่านายกฯให้ความเชื่อมั่นว่าเราทำงานการเมืองให้กับประชาชนได้ ทั้งนี้ การที่อดีต ส.ส.ได้ไปพบปะพูดคุยกับนายกฯ และรัฐมนตรีอีกหลายคนนั้นถือว่าทุกฝ่ายมีโอกาส ทั้งประชาชน รัฐบาล และประเทศ ที่จะได้โอกาสนั้นในเมื่อนายกฯและ ครม.ลงมาถึงในพื้นที่เป็นเรื่องที่ดีกับการที่ได้มาพบประชาชน โดยเฉพาะชาวนา ซึ่งพวกเราเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักเลือกตั้ง เรามาทำหน้าที่ของเราในการมาพูดเวทีเดียวกับที่นายกฯมา เพราะเราเป็นอดีต ส.ส. ในเมื่อวันนี้ไม่มีสภาให้เราไปพูดแทนประชาชนแล้ว พอมีเวทีจึงต้องมาสะท้อนข้อคิดเห็นของประชาชนให้รัฐบาลฟัง

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนการที่นายประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ยาวถึง 10 ปีนั้น ตนต้องขอบอกว่าในเมื่อวันนี้ คสช.ไม่ให้นักการเมืองทำกิจกรรม ไม่ให้มีประชุมพรรค แล้วจะมาบอกว่าเป็นความเห็นของพรรคชาติไทยพัฒนาคงไม่ได้ ต้องถือเป็นความเห็นส่วนตัวของนายประภัตรที่พูดต่อสาธารณะและนายกฯ หรือที่นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา พูดต่อประชาชนและรัฐบาลนั้นก็เป็นเสียงสะท้อนจากอดีต ส.ส.ที่ทำงานคลุกคลีกับเกษตรกรและชาวนาตามที่นายประภัตรระบุว่าขอให้รัฐบาลเจียดงบประมาณโครงการรถไฟความเร็วสูงหรือโครงการใหญ่ๆ ต่างๆ มาให้กับชาวนาบ้าง ก็ให้อยู่ต่อไป นั่นคือ เสียงสะท้อนในฐานะอดีต ส.ส.

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ถ้าเอาเหตุการณ์เมื่อวานนี้มาคิด เราต้องมาคิดใหม่ว่าตรรกะเป็นอย่างไร สิ่งใดคือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน อะไรจะเกิดประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะเราคิดว่าถ้าอดีต ส.ส.ไม่ไปสะท้อนเสียงข้อคิดเห็นที่มาจากประชาชนให้รัฐบาลฟังแล้ว ประชาชนคงจะมีโอกาสน้อยที่ได้ไปยืนพูดให้นายกฯกับรัฐมนตรีได้รับทราบถึงปัญหาที่เขาประสบอยู่ อย่างที่เห็นอดีต ส.ส.ได้สะท้อนความเดือดร้อนของชาวนาให้นายกฯกับรัฐมนตรีได้รับรู้ เพื่อที่รัฐบาลจะได้แก้ปัญหาถูกจุด และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นโอกาสของทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ประชาชน และประเทศมากกว่า

“ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาหันไปสนับสนุนรัฐบาลทหารแล้วนั้น สุดแล้วแต่ใครจะมอง พรรคชาติไทยพัฒนาไม่เคยสร้างศัตรูกับใคร เราเป็นมิตรกับทุกพรรค เราเป็นพรรคที่ถูกเลือก แล้วเมื่อร่วมกับใครแล้วเราไม่เคยทิ้งพวกกลางคัน เมื่อพรรคที่มีเสียงข้างมากไม่เลือกเรา เราก็ไปเป็นฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาเคยทำให้เห็นแล้ว เราไม่เคยเพาะศัตรู ที่สำคัญ เราไม่มีโอกาสจะรู้ได้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล และเราไปคิดแทนประชาชนไม่ได้” นายสมศักดิ์กล่าว

"บิ๊กป้อม" ร้อง ปัดโธ่ เอ้ย!! ปัด พบ "ทักษิณ”"ที่อังกฤษ แจง บิน คนละเวลา

"บิ๊กป้อม" ร้อง ปัดโธ่ เอ้ย!! ปัด พบ "ทักษิณ”"ที่อังกฤษ แจง บิน คนละเวลา ใช้คนละสนามบิน เผย ซื้ออาวุธ เรื่องของกองทัพ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ในการเดินทางไปอังกฤษเมื่อ 12-15 ก.ย.ที่ผ่านมาได้พบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปอังกฤษในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หรือไม่นั้น
"โอ้ย ! ปัดโธ่ เอ้ย พวกคุณ
ไม่มีๆ ไปคนละเวลา ไม่เจอกันเลย
อีกคนไปเวลาหนึ่ง อีกคนกลับเวลาหนึ่ง ผมกลับกลางวัน เขามากลางคืน จะเจอกันได้ยังไง ขนาดใช้สนามบินก็คนละสนามกัน แล้วจะไปเจอกันได้อย่างไร คุณก็พูดไป”
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าภายหลังจากหารือกับรมว.กลาโหมและรมช.ต่างประเทศของอังกฤษ จะมีการอนุมัติจัดซื้ออาวุธเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีอะไร เรื่องการจัดซื้อก็เป็นไปตามเดิมที่มีเรื่องอาวุธ ผมไม่ได้ไปดู แต่เป็นทางเหล่าทัพที่ไปดู

สุรชาติ : ต้องปฏิรูปกองทัพ โลกประชาธิปไตยไม่มีรัฐซ้อนรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ17กันยายน2560
ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ถึงรัฐประหาร 2557
ผ่านมา 11 ปี การเมืองไทยยังอยู่ยุคทหาร ขณะที่นักวิเคราะห์-โหรการเมือง ทำนายไปในทำนองเดียวกันว่า แม้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลแต่ก็ยังเป็นรัฐบาลใต้ร่มเงาทหาร ทั้งที่แม่น้ำ คสช.ปักธงว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการปฏิรูป แต่กลับไม่มีการพูดถึงการ “ปฏิรูปกองทัพ”
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “สุรชาติ บำรุงสุข” นักวิชาการด้านความมั่นคง จากรั้วจามจุรี วิเคราะห์โจทย์ปัจจุบัน โจทย์อนาคต ว่าเหตุใดจึงไม่มีการพูดถึงเรื่องปฏิรูปกองทัพ
Q : ทำไมรัฐประหาร 2557 ถึงอยู่ยาวกว่ารัฐประหาร 2549 
รัฐประหาร 57 เป็นผลสืบเนื่องรัฐประหารปี 49 เพราะปีกอนุรักษนิยมที่เปิดการเคลื่อนไหวใหญ่ล้มรัฐบาลเลือกตั้งปี 49 เหมือนกับยังไม่สิ้นสุดในตัวเอง แต่ปี 57 เป็นความพยายามที่จะสุดซอยและปรากฏผลชัดเจนด้วยการออกมาตรการต่าง ๆ ใช้สื่อ กลไกต่าง ๆ สร้างพลังทางสังคมให้เกิดการสนับสนุนรัฐบาลทหาร พยายามออกแบบสังคมการเมืองไทยในอนาคตผ่านรัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้งจะมีสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 เสียง จะกลายเป็นฐานเสียงหลักของพรรคทหารในอนาคต แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าคือกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตีกรอบอนาคตของไทย เท่ากับกำหนดวาระรัฐบาลเลือกตั้ง 5 รัฐบาล ดังนั้นการเลือกตั้งในอนาคตจะไม่มีสถานะรัฐบาลแท้จริง รัฐบาลอาจถูกบังคับให้ล้มโดยไม่ต้องรัฐประหาร
Q : ผ่านมา 3 ปี ทำไมทหารมีแต้มต่อมากกว่านักการเมือง 
ฝ่ายทหารมีกระบวนการทำลายภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองและนักการเมืองว่าการเมืองแบบการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เลวร้าย ไม่มีความชอบธรรม รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจดีกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ที่ท้าทายคือนักการเมืองหรือพรรคการเมือง จะฟื้นความเชื่อมั่นในหมู่พี่น้องประชาชนได้อย่างไร
Q : การไม่มีชินวัตรอยู่ในประเทศจะทำให้พื้นที่การเมืองของทหารมีมากขึ้นหรือไม่
ปฏิบัติการจิตวิทยาที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการปลุกผีทักษิณกับผียิ่งลักษณ์ ที่เป็นเป้าหมายการทำลายของปีกอนุรักษนิยม แต่ถ้ายกปัญหาให้พ้นตัวบุคคล สิ่งที่เห็นทั้งหมดคือการสู้กันระหว่างกระแสเสนานิยม กับ เสรีนิยม ปัจจุบันปีกอนุรักษนิยมเชื่อมั่นในกระแสเสนานิยมแล้วผลักดันกระแสเสนานิยมให้เป็นกระแสหลักของการเมืองไทย และปฏิเสธกระแสเสรีนิยม โดยเชื่อว่ากระแสเสรีนิยมเป็นกระแสที่จะสร้างปัญหาให้กับผลประโยชน์หรือปีกอนุรักษนิยม ดังนั้น กระแสประชาธิปไตยไทยในช่วงหลังมีอาการขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีจุดจบ คือไม่สามารถนำไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็ง และนำมาสู่การรัฐประหาร เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะเห็นการเผชิญหน้าระหว่างกระแสสองชุดนี้อย่างชัดเจน
Q : ด้วยกลไกต่าง ๆ ที่เข้าทางฝ่ายทหาร คิดว่าจะปฏิรูปกองทัพได้หรือไม่ 
หลังจากการยึดอำนาจ เราไม่เห็นโจทย์การปฏิรูปกองทัพ สังคมไทยพยายามจะสร้างว่ากลไกรัฐเป็นเหมือนกลไกอิสระที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแตะต้องไม่ได้ ผู้นำทหารที่มาจากการยึดอำนาจก็เป็นนักการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า politician in uniform แล้วโจทย์ปฏิรูปกองทัพอยู่ตรงไหน หรือเราเชื่อว่ากองทัพสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องการปฏิรูป
Q : ถ้าจะปฏิรูปกองทัพต้องเริ่มจากอะไร
1.การเป็นทหารอาชีพ ถ้าเดินทางไปไม่ถึงจุดนั้นการปฏิรูปจะไม่มีความหมายเลย 2.เราอยากเห็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การบริหารกำลังพล การใช้ทรัพยากร การสร้างบุคลากร 3.กองทัพจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไร
ในทางรัฐศาสตร์ ทหารอาชีพคือทหารที่ไม่ยุ่งกับการเมือง เมื่อไหร่ก็ตามที่ทหารไปมีบทบาททางการเมือง เราถือกันในดัชนีทางรัฐศาสตร์ว่า ทหารได้ละทิ้งการเป็นทหารแล้ว ถ้าอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์ พรรคคุมปืน การเมืองคุมกองทัพ ถ้าอยู่ในบริบทโลกประชาธิปไตย การเมืองอยู่เหนือการทหาร หรือกองทัพอยู่ภายใต้ควบคุมของพลเรือน ไม่มีสถานะเป็นรัฐซ้อนรัฐ
Q : จำเป็นหรือไม่จะต้องปฏิรูปกองทัพก่อน จึงจะปฏิรูปการเมืองได้
การปฏิรูปกองทัพทำฝ่ายเดียวโดยปราศจากการปฏิรูปการเมืองไม่ได้ เช่นเดียวกัน การปฏิรูปการเมืองที่ละเลยการปฏิรูปกองทัพก็จะประสบปัญหาในอนาคต
Q : ทำไมปฏิรูปการเมืองกับปฏิรูปกองทัพต้องเดินไปด้วยกัน
ถ้ายอมรับโดยหลักการพื้นฐานว่า กองทัพเป็นกลไกในนโยบายของรัฐบาล กองทัพไม่มีสถานะเหนือรัฐ ถ้าพูดอย่างนี้ สังคมไทยอาจรับไม่ได้ เนื่องจากคุ้นเคยอยู่กับสภาวะที่เรียกว่ากองทัพเป็นอิสระจากการเมือง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดในประวัติศาสตร์โลก คือสภาวะที่เรียกว่ากองทัพมีสถานะเป็นรัฐซ้อนรัฐ หรือไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน แต่แปลกที่โจทย์แบบนี้เกิดกับการเมืองไทยในโลกสมัยใหม่ ในหลายประเทศเป็นโจทย์ที่จบลงแล้ว และจบลงด้วยการตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ของเราเป็นสภาวะเกิดแล้วไม่จบ สภาวะของความเชื่อหรือวาทกรรมที่กองทัพเป็นอิสระจากรัฐ ถอนไม่ออกจากสังคมไทย เมื่อไหร่ที่มีปัญหา คำถามที่ตามมาคือเมื่อไหร่จะยึดอำนาจ ไม่เคยยอมรับว่าจริง ๆ แล้วกองทัพเป็นกลไกรัฐ
Q : จะถอดสลักความเชื่อนี้ เพื่อปลดล็อกปฏิรูปกองทัพได้อย่างไร 
เป็นเหมือนกับปัญหาที่พันอยู่กับสังคมไทยโดยที่เราไม่สามารถสลัดมันทิ้งได้ สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องตอบคำถามว่า ตกลงอนาคตของสังคมไทยจะอยู่กับรัฐประหารต่อไปอีกนานเท่าไหร่ จะยอมรับว่ารัฐประหารยังเป็นเครื่องมือของการแก้ปัญหาทางการเมืองใช่หรือไม่ ถ้ายังอยู่ภายใต้วาทกรรมชุดนี้ ว่ากองทัพเป็นอิสระจากรัฐ และกองทัพเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนี้รัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสังคมไทย
Q : คสช.จะดำรงอยู่ได้ในอนาคต เพราะสังคมอ่อนแอและยอมรับรัฐประหาร
คสช.อาจเผชิญแรงกดดันบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นผมที่โตมากับ 14 ตุลา 16 กระแสที่ไม่ตอบรับรัฐบาลทหารสูงมาก กระแสชุดนี้สามารถผนึกกำลังขนาดใหญ่ได้ จินตนาการแบบปี 14 ตุลา 16 อาจหลายเงื่อนไข อาจเกิดไม่ง่าย เพราะปัจจุบันยังมีความอ่อนแอทางการเมืองค่อนข้างมาก
แต่เราเห็นตัวแบบที่เป็นข้อเตือนใจเสมอ คือบทบาทของกองทัพในละตินอเมริกา แม้ว่าเราจะเห็นกองทัพมีความเข้มแข็ง หลังจากการรัฐประหาร 1960-1964 แต่ท้ายที่สุดเมื่อทหารนำเสนอโครงการทางเศรษฐกิจ เสนานิยมในอเมริกาใต้จบลงด้วยหนี้สินขนาดใหญ่ คือจุดสุดท้ายที่บอกว่ากองทัพต้องออกจากการเมือง การพากองทัพเข้าไปมีบทบาททางการเมืองอาจเป็นสิ่งที่ทำลายกองทัพ
Q : บทเรียนนี้สะท้อนอะไร
คสช.ดูเหมือนเข้มแข็ง ทั้งหมดไม่ใช่กระแสทหารอย่างเดียว แต่เป็นกระแสเสนานิยมและกระแสอนุรักษนิยม แล้วกระแสเสนานิยมชุดนี้อยู่ด้วยปีกอนุรักษนิยมในสังคมไทย แต่ปีกอนุรักษนิยมก็อยู่บนความเปราะบางของอำนาจ กระแสอนุรักษนิยมไทยกลัวการเลือกตั้ง ขณะที่กระแสขวาในยุโรปหรืออเมริกาไม่กลัวการเลือกตั้ง ในบริบทอย่างนี้ ปีกอนุรักษนิยมไทยจะปรับตัวอย่างไร เพราะการเมืองไทยปฏิเสธกระแสในเวทีโลกไม่ได้

สูตรรัฐบาล (ขั้วผสม) แห่งชาติ “สุเทพ” พาวเวอร์แบงก์ คสช.

สูตรรัฐบาล (ขั้วผสม) แห่งชาติ “สุเทพ” พาวเวอร์แบงก์ คสช.

ประชาชาติธุรกิจ(17/9/60)

นับตั้งแต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดิมพัน-ประกาศวางมือทางการเมือง ก่อนขึ้นเวทีนำม็อบ กปปส.ขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” แม้ในช่วงรัฐบาลอำนาจพิเศษ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ลมไม่พัดหวน-คืนสนามการเมือง
การแทงกั๊ก-แบ่งรับแบ่งสู้ “ตั้งพรรคใหม่” สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็น “นายกฯคนนอก” ของนายสุเทพ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
นายสุเทพออกมาเห็นด้วยกับโครงสร้าง “อำนาจใหม่” ในรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ ทุกวรรค ทุกมาตรา ซึ่งติดตั้งกลไกให้ คสช.ต่อท่ออำนาจได้ผ่าน “นายกฯคนนอก” ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้งระบบไพรมารี่โหวต
โดยเฉพาะการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯต่ออีกสมัย-สุดตัว 
“นายอิสสระ สมชัย” อดีตแกนนำ กปปส. ยืนยันว่า เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แต่การตั้งพรรคขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะผิดหลักการตั้งพรรคการเมือง เพราะการตั้งพรรคการเมืองควรจะพูดถึงแนวนโยบายพรรค แต่ถ้าคิดจะตั้งพรรคแล้วปักหลักว่าจะให้ชื่อนี้ หรือต้องการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่เอา หรือเป็นอะไรไป พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ก็คงต้องยุติไปอย่างนั้นหรือ
แม้ฐานของมวลชน กปปส.จะเสมือนเติบใหญ่ แต่เขาบอกว่า มาจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ใช่ ปชป.ทั้งหมด และอดีตแกนนำ กปปส. ไม่คิดว่าการตั้งพรรคใหม่จะได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ
ขณะที่ “นายสาธิต ปิตุเตชะ” รองหัวหน้า ปชป. เชื่อว่า นายสุเทพจะไม่ตั้งพรรคเพราะได้รับปากไว้แล้วว่าจะไม่เล่นการเมือง เขาวิเคราะห์เส้นทางที่เป็นไปได้ที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะได้เป็นนายกฯอีกครั้ง คือ พรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ร่วมกับ ส.ว.250 คน สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เช่น พรรคเกิดใหม่ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติพัฒนาเพราะเป็นพรรคที่สามารถเข้าได้กับทุกขั้วเพื่อร่วมเป็นรัฐบาล”
สูตรจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อ “แบ่งแต้ม” จากฐานเสียง ปชป.จึงไม่ใช่สมการเดียวในการสถาปนาให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เนื่องจากนายสุเทพสามารถต่อท่อได้ทุกขั้ว ทุกสาย ทั้งในที่ลับ-ที่แจ้ง
สายของรัฐบาล-คสช. ผ่าน “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มือเศรษฐกิจ คสช. เพราะขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะขุนทหาร-เสนาบดี เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ทว่ากลับปรากฏภาพนายสมคิดไปเป็นประธานเปิดงานสมุยเฟสติวัล 2017 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีนายสุเทพ ประธานมูลนิธิ กปปส.ให้การต้อนรับขับสู้
สายของนายอนุทิน-เนวิน แห่งพรรคภูมิใจไทย-บุรีรัมย์ยูไนเต็ด มหามิตรรัฐบาลทหาร ซึ่งนายสุเทพเคยสวมบทผู้จัดการรัฐบาล ประสานมือ-พลิกขั้ว ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป.เป็นนายกฯคนที่ 27 มาแล้ว
แม้กระทั่งสายพรรคเพื่อไทย “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำ-ทดลองงานหัวหน้าพรรค แนบแน่นกับ “นายพลนอกราชการ” ในแม่น้ำ 5 สาย-“พล.อ.นพดล อินทปัญญา” เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “พี่ใหญ่ คสช.” โดยมีนายสมคิด เพื่อนร่วมรุ่นไทยรักไทยกับคุณหญิงหน่อยเป็น “ตัวต่อ” สำคัญ
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างนายสุเทพ กปปส. และ ปชป. ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนบแน่น-ตัดไม่ขาด หลังจากยกคณะศิษย์เก่า “คืนรัง” ปชป. ซดกาแฟ-เคลียร์ใจ กับหัวหน้า-พลพรรค “ลบภาพ” ไม่ลงรอย ทั้งเรื่องรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องแย่งพื้นที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้า
กระแสตั้ง-ไม่ตั้งพรรคใหม่ของนายสุเทพ จึงเปรียบเสมือนเป็นการแยกกันเดิน-รวมกันตี แต่ในอนาคตเมื่อสถานการณ์เป็นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจทำให้ ปชป.ต้องร่วมสมการการเมือง-สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอย่างปฏิเสธไม่ได้
เมื่อ “บารมี” ของนายสุเทพ เป็น “พาวเวอร์แบงก์” ทางการเมืองต่อสายทุกพรรค ทุกขั้วอำนาจ อุ้ม “พล.อ.ประยุทธ์” ข้ามรั้วทำเนียบ จัดตั้งรัฐบาล (ขั้วผสม) แห่งชาติ

ทำไม 'บอส-กระทิงแดง' หนีได้?

เว็บ "ไทยรัฐ"..........
เขาเรียงข้อหา "นายวรยุทธ อยู่วิทยา" หรือ "บอส-กระทิงแดง" ให้ดูเมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๐)
ดูแล้ว ต้องย้อนไปอ่าน "ข่าวประชาสัมพันธ์" สำนักงานอัยการสูงสุด
"นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงเมื่อ ๓๐ มี.ค.๖๐
เสร็จแล้ว ก็ย้อนไปอ่านที่ "นายอรรถพล ใหญ่สว่าง" อดีตอัยการสูงสุด เคยให้สัมภาษณ์มติชนสุดสัปดาห์หลายเดือนก่อน
คดีนายบอส "คดีธรรมดา" ไม่สลับซับซ้อนอะไร
แต่ที่เป็นคดีซับซ้อนสะท้อนไทย เพราะผู้ต้องหาร่ำรวยเท่านั้นเอง
คดีนี้ แค่ ๓-๖ เดือน ก็ส่งฟ้องศาลได้
เหตุเกิด ๓ กันยา ๕๕.............
แต่กว่าตำรวจจะทำสำนวนคดีส่งถึงอัยการ และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ จะมีคำสั่งฟ้องได้
ใช้เวลาถึง ๔-๕ ปี!
อย่าไปเพ่งเล็งใคร มันเป็นไปตามกฎหมายที่มีช่องทางให้เดินน่ะ
ต้องเข้าใจ ในความทัดเทียมกันทางกฎหมายนั้น ความทัดเทียมจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อ มีเงิน "ใช้ผีโม่แป้ง" ในระบบทนายเท่านั้น!
ค่อยๆ อ่านไป จะรู้เอง มาดูกันก่อน ว่านายบอสมีข้อหาใดบ้าง?
๑.ขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ตำรวจสั่งไม่ฟ้อง)
๒.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานในทันที คือชนแล้วหนี
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.๗๘ จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท อายุความ ๕ ปี (ขาดอายุความแล้วเมื่อ ๓ ก.ย.๖๐)
๓.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
พ.ร.บ.จราจรทางบก ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อายุความ ๑ ปี (ขาดอายุความเมื่อ ๓ ก.ย.๕๖)
๔.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.๔๓(๔) จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อายุความ ๑ ปี (ขาดอายุความเมื่อ ๓ ก.ย.๕๖)
๕.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
มาตรา ๒๙๑ จำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท มีอายุความ ๑๕ ปี
สรุป ขาดอายุความไปแล้ว ๔ เหลือเพียง ๑ คดี ที่ส่งฟ้องได้!
คือข้อหา "ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย"
เป็นเพราะ "บางตำรวจ" ใช่หรือไม่?
ทนโท่อยู่แล้ว ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง "นายตำรวจระดับสูง" ที่เกี่ยวข้องคดีแล้ว
-พล.ต.ต.กฤษฎิ์ เปียแก้ว อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕
-พ.ต.อ.สุคุณ พรหมาย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕
-พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕
-พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ
-พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม สืบสวนสอบสวน สน.ทองหล่อ
-พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ
-พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ
มีนายตำรวจ สน.ทองหล่ออีกคนที่เกี่ยวพันคดีนี้ ที่ "โคตรเฮง"
คือ "พ.ต.ท.ปัณณ์ภณ นามเมือง" อดีต สวป.สน.ทองหล่อ
ให้ไปจับตัวนายบอสที่หนีเข้าบ้าน.......
กลับไปเอาคนในบ้านมาสมอ้างเป็นคนขับแทนนายบอส เลยถูกไล่ออกจากราชการ!
ที่ผมว่าโคตรเฮง เพราะถูกไล่ออกหรือไงไม่ทราบ เลยไม่ถูกหวย ป.ป.ช.กับเขา
และที่ว่าไล่ออก ก็แค่ลิเก!
ซักเดือนได้มั้ง กลับเป็นตำรวจตามเดิม ไปอยู่ สน.บางบอน แล้วย้ายมาอยู่ สน.ท่าเรือ
ยังไม่คุยประเด็นนี้ อยากให้ศึกษาว่า.........
ตั้ง ๕ ปี ทำไมนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ได้ และนายบอสสามารถทำให้อัยการ "เลื่อนคดี" ได้ตั้ง ๗ ครั้ง? ก็เพราะความทัดเทียมกันทางกฎหมาย มันจะมีได้ต่อเมื่อมีเงิน นั่นแหละ
ไม่ใช่เงินกินสินบาท-คาดสินบนใคร แต่เป็นเงินจ้างทนายโม่แป้งเพราะเขาอ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น
ความทัดเทียมตามกฎหมายน่ะมี แต่เงินที่จะจ้างทนายเพื่อใช้สิทธิ์ที่ทัดเทียมกันนั้น
คนรวยมี ส่วนคนจนไม่มี โอกาสเข้าคุกจึงมีสูง!
ก็มาศึกษาร่วมกันจากคำแถลง "รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" อย่างที่บอกข้างต้น
เริ่มตรงที่นายประยุทธแถลงว่า.......
เมื่อ "นายเศกสรรค์ บางสมบุญ" อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งฟ้องแล้ว
หลังจากนั้น ผู้ต้องหา "ร้องขอความเป็นธรรม" หลายครั้ง ครั้งหลังสุด ร้องให้สอบพยานเพิ่มอีกหลายปาก
แต่อัยการ "สั่งยุติ" หนังสือร้องขอความเป็นธรรมของนายบอส และแจ้งให้ทราบว่า
ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องเดิม ที่สั่งฟ้องในข้อหา
"ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที"
พร้อมมีหนังสือแจ้งให้ นายบอสมาพบพนักงานอัยการ เพื่อทราบคำสั่งและส่งฟ้องในวันที่ ๒๕ เม.ย.๕๙
ต่อจากนี้ ดูคนมีเงิน "จ้างทนายพาเดินลัดเลาะตามช่องกฎหมาย" ยืดเวลาเข้าสู่กระบวนการศาล
จนคดีหมดอายุความไปเรื่อยๆ ชนิดอัยการได้แต่อมยิ้มแห้งๆ ต้องให้เลื่อนไปได้เรื่อยๆ ถึง ๗ ครั้ง ๗ ครา
ดูปฏิทินการขอเลื่อนกันนะ......
-๒๕ เม.ย.๕๙ นายบอสอ้างอยู่ต่างประเทศ
-๒๕ พ.ค.๕๙ อ้างร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.
-๒๔ มิ.ย.๕๙ อยู่ระหว่างกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ สนช.
ถึงตอนนี้ อัยการแจ้งตำรวจ สน.ทองหล่อ ไปตามตัวนายบอสมาให้ทันส่งฟ้องให้ได้
-๒๘ ต.ค.๕๙ บอสอ้างอยู่ระหว่างกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ สนช.
อัยการเรียกตัวนายบอสอีก ให้มาพบเพื่อนำตัวส่งฟ้องอีกครั้ง
-๓๐ พ.ย.๕๙ บอสอ้างติดภารกิจที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อัยการขึงขัง.......
แจ้งกลับไปที่นายบอส ให้มาพบอัยการในวันที่ ๒๘ ธ.ค.๕๙ เพื่อเอาตัวส่งฟ้องต่อศาล
-๒๓ ธ.ค.๕๙ กมธ.กฎหมาย สนช.มีหนังสือถึงอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้
แจ้งให้ทราบ ว่านายบอสร้องขอความเป็นธรรม ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาและสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อรายงาน กรธ.ฯ ทราบแล้ว
-๒๓ ธ.ค.๕๙ (วันเดียวกัน) นายบอสก็ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ด้วย
ให้สอบปากคำพยานผู้ชำนาญการพิเศษ ตามที่ได้ร้องไปที่ กรธ.ฯ โดยอ้างว่าไม่ได้ขับรถเร็วตามที่ถูกกล่าวหา
พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบฯ ก็สั่งสอบสวนเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาร้องขออีก
-๓๐ มี.ค.๖๐ อัยการนัดให้นายบอสมาพบ
แต่ ๒๓ มี.ค.๖๐ นายบอสขอเลื่อนอีก อ้างติดภารกิจที่อังกฤษ
อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ อนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ ๒๗ เม.ย.๖๐
-๒๗ เม.ย.๖๐ นายบอสแจ้งมีเหตุเร่งด่วนต้องไปจัดการธุรกิจที่ประเทศต่างๆ
–อัยการขอศาลออกหมายจับ
-ส.ค.๖๐ ตำรวจส่งเอกสารภาษาอังกฤษถึงอินเตอร์โปล
-๓ ก.ย.๖๐ ข้อหาขับรถชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษคุกไม่เกิน ๖ เดือน อายุความ ๕ ปี ก็ขาดอายุความไปอีก
-๑๑ ก.ย.๖๐ อินเตอร์โปล ประกาศจับนายวรยุทธบนหน้าเว็บไซต์
จะเห็นว่า นายบอสโดยทนาย ใช้ช่องทางพิเศษถึง ๒ ช่องทาง ในการประวิงเวลา
คือร้องขอความเป็นธรรม กับ "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" และร้องกับ "อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้"
ทั้ง ๒ แห่งนั้น ช่วย "ยืดเวลา" สู่ศาลได้ตามช่องทางกฎหมาย อีกเกือบปี!
"รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" เคยแถลงถึงเหตุนี้ว่า...... เพราะนายวรยุทธร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการหลายครั้ง อีกทั้งยังมีการร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ สนช.ควบคู่ไปด้วย ถ้าอัยการไม่สอบเพิ่มเติมให้ อาจถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่"
"นายอรรถพล ใหญ่สว่าง" อดีตอัยการสูงสุด อธิบายเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมไว้ว่า
"เราต้องยอมรับความจริงว่า ระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดเราไปเปิดอย่างนั้นจริงๆ ว่าถ้ามีเหตุที่จะร้องขอความเป็นธรรมได้ทุกระดับชั้น
เท่าที่ทราบ ในเรื่องนี้ เดิมนายวรยุทธร้องขอความเป็นธรรมมา และได้ข้อยุติแล้ว
แต่ต่อมา กลับร้องไปที่กรรมาธิการของสภา แล้วก็เลื่อนคดีมา"
แค่คดีขับรถชนคนตายแล้วหนี........
แต่เป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้น กมธ.กฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.ถือเป็นเรื่องระดับชาติ ใช้เวลาร่วมครึ่งปีตรวจสอบ
อยากรู้จัง ใครนะประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้?
อ้อ...นี่เอง
-พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธาน
-พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ รองประธาน
นอกจากนั้น ยังมีบิ๊กตำรวจอีกร่วม ๒๐ นาย เช่น "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" เป็นต้น
คดีนี้เกิด ๓ กันยา ๕๕ ภายใต้ ผบ.ตร. ๔ คน คือ
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
ใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ยกเว้นคดี "บอส-กระทิงแดง"!
มาทำได้เอายุค "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" เป็น ผบ.ตร.นี่แหละที่ "ตำรวจไทยทำได้"
ถึงจับตัวไม่ได้....
แค่ให้ "อินเตอร์โปล" ประกาศจับ "บอส-กระทิงแดง" ได้ ก็ไว้ลายตำรวจไทยเหลือล้นแล้ว.

ภาษีบาป-บาปของใคร?

ภาษีบาป-บาปของใคร?

อาจจะถือได้ว่าการขึ้น “ภาษี บาป” ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ค่อนข้างจะมีเสียงโวยวายดังกว่าครั้งก่อนๆ ส่วนมากเห็นว่าเป็นการขึ้นภาษีที่มากเกินไป ทำให้ราคาเหล้าและบุหรี่พุ่งขึ้นทันที และตำหนิว่าไม่มีการชี้แจงราคาใหม่อย่างชัดเจน รวมทั้งเปิดช่องให้ร้านค้าที่ไม่สุจริตกักตุนสินค้าเพื่อฟันกำไร และมีการตั้งคำถามว่าภาษีบาปเป็นภาษีที่เป็นธรรมหรือไม่?

หลายคนตั้งข้อสงสัยมานานแล้วว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า มักจะขึ้นภาษีบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่มีคนโวยวาย เนื่องจากถูกเรียกว่า “ภาษีบาป” ผู้สูบบุหรี่และดื่มเหล้าเบียร์ ถูกตราหน้าเป็น “คนบาป” ไปด้วย กลายเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติมานมนาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ไม่เลือกตั้ง

แต่น่าสงสัยว่าเป็น “บาป” ของใครกันแน่ สมมติว่ารัฐเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซา การใช้จ่ายและการบริโภคภาคประชาชนทรุด เช่นเดียวกับการลงทุนทั้งจากภายในและจากต่างประเทศ น่าจะถือว่าเป็นบาปกรรมของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับประชาชน เนื่องจากรัฐบาลบริหารผิดพลาด หรือขาดความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจ

ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา คำว่า “ภาษีบาป” น่าจะหมายถึงภาษีที่เกิดจากการทำบาป เช่นการละเมิดศีล 5 ข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การทำผิดทางกาม การพูดโกหก และการดื่มสุราเมรัย หรืออาจเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “อบายมุข 4” คือการเป็นนักเลงผู้หญิง นักเลงสุรา นักการพนัน และการคบคนชั่วเป็นมิตร

หรือมิฉะนั้นก็อาจหมายถึงการทำตามอบายมุข 6 เช่น การดื่มน้ำเมา การเที่ยวกลางคืน การเที่ยวดูการละเล่น ส่วนการสูบบุหรี่ไม่ใช่บาปในพระพุทธศาสนา แต่บุหรี่เป็นการค้าผูกขาดของรัฐ เช่นเดียวกับเหล้าและเบียร์ ก็เป็นกิจการกึ่งผูกขาดที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ จึงน่าจะถือว่ารัฐมีส่วนทำบาปร่วมกับประชาชน มอมเมาประชาชนให้ติดบุหรี่และสุรา

ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากเหล้าและบุหรี่ เป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากผู้ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ต้องเสียภาษีเท่ากับกลุ่มผู้มั่งคั่งร่ำรวย เช่นเดียวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าและบริการก็เป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บได้มากที่สุดในประเทศ (63.6%) ส่วนภาษีทางตรงที่เก็บจากผู้มั่งคั่งเป็นส่วนใหญ่ เก็บได้เพียง 26.1%

จึงนำไปสู่คำถามว่าระบบภาษีของไทยในปัจจุบันเป็นธรรมหรือไม่? นอกจากรัฐบาลจะไม่มีมาตรการการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่? เพราะนโยบายแก้ปัญหายอดนิยมของรัฐบาลมักจะได้แก่ การลดแลกแจกแถม แจกเงินผู้มีรายได้น้อยเป็นครั้งคราว จะทำให้ทุกฝ่ายมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้หรือไม่?

ไม่ใช่รัฐบาลสหพรรค

ไม่ใช่รัฐบาลสหพรรค

คณะลิเกเดินสายไม่หยุดแม้กลางฤดูฝน

ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ขนหางเครื่องชุดใหญ่สัญจรไปตรวจราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี และประชุม ครม.ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามยุทธศาสตร์เลือกเป้าหมายหัวเมืองใหญ่ โดยเริ่มเปิดหัวนำร่องประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดนครราชสีมา หัวใจสำคัญประตูสู่ภาคอีสาน ต่อเนื่องมาถึงฐานใหญ่ที่ลุ่มภาคกลางจังหวัดสุพรรณบุรีและพระนครศรีอยุธยา

นั่นหมายถึงว่าตั้งใจให้เกิดอิมแพ็กต์ หวังผลในเชิงกระแสไปทั่วพื้นที่ทุกภูมิภาค

สืบเนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาล คสช.ที่ไม่มีระบบหัวคะแนนเหมือนนักการเมือง ทำให้มีปัญหาเรื่องระยะห่างของการสื่อสาร ไม่สามารถเข้าถึงชาวบ้านได้เต็มที่

เหมือนขาดเซลส์แมนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า

นั่นก็เป็นเหตุให้นโยบายดีๆของรัฐบาล ผลงานหลายอย่างที่คืบหน้าแต่ไม่รู้ถึงหูชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการอัดฉีดเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การแก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน รวมไปถึงเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)ฯลฯ

มีของโชว์ ได้เนื้อได้หนังมากกว่ารัฐบาลเลือกตั้งด้วยซ้ำ

แต่ตรงกันข้ามกับผลโพลสะท้อนอาการไม่พอใจรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้อง

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ พรีเซ็นเตอร์อย่าง “นายกฯลุงตู่” เลยต้องจูงมือ “ผู้จัดการฝ่ายผลิต” อย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ลงไปบุกตลาด

“ขายตรง” สินค้ายี่ห้อ “ประชารัฐ”

โดยเฉพาะ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่น่าจะตีตลาดยี่ห้อ “ประชานิยม” ได้ไม่น้อย

ประชาธิปไตยกินได้ อำนาจพิเศษก็กินได้เหมือนกัน

ประกอบกับห้วงสถานการณ์ที่ความได้เปรียบทางการเมืองไหลมาอยู่ในกำมือของทีมงาน “นายกฯลุงตู่” แบบเต็มๆ ภายหลัง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เล่นเกม “ล่องหน” ตัดสินใจชิ่งหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลฯในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

ในทางยาวๆถือว่าเข้าเหลี่ยม คสช.ไม่ต้องพะวงกับหอกข้างแคร่

แต่นั่นก็ตรงกันข้ามกับอีกมุมหนึ่งที่ถือเป็นโจทย์สถานการณ์ที่กดทับ “ลุงตู่” หนักขึ้น

เพราะเมื่อ “ยิ่งลักษณ์” ไม่อยู่สักคน ไม่มีจุดเบี่ยงกระแส แย่งพื้นที่ข่าว เป้าโฟกัสการเมืองก็จะไหลมาอยู่ที่ทีมงาน คสช.โดยอัตโนมัติ

โดนอัดเน้นๆแบบที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กลายเป็นเป้าตำบลกระสุนตก ทั้งปมเซ็นอนุมัติมอบที่ดินป่าชุมชนเขตต้นน้ำในจังหวัดขอนแก่นให้บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ไล่กันมาเลยกับประเด็นเรือเหาะเรือเหี่ยว ที่ประจานการจัดซื้อของกองทัพบกในยุค “บิ๊กป๊อก” เป็นจ่าฝูง

หน้าดำหน้าเขียว ปัดเผือกร้อนมือเป็นระวิง

อีกด้านก็เป็นเพื่อนรักอย่าง “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่โดนล็อกเป้าเป็นบ่อน้ำมันของทีม “นายกฯลุงตู่”

ป้วนเปี้ยนๆพี่ น้อง เพื่อน วนเข้ากระแทกชิ่งถึง พล.อ.ประยุทธ์

ถามว่าซีเรียสหรือไม่ ดูได้จากอาการน้ำท่วมปาก พูดตรงๆไม่ได้ “นายกฯลุงตู่” ต้องไประบายบนเวทีแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ประจำปี 2560 สื่อสารกันเป็นนัยว่า การเป็นนักศึกษา วปอ. ไม่ใช่มาเพื่อสร้างคอนเนกชั่น

การที่เราจะคบกับคนมันเลือกคบไม่ได้ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต่อให้ตัดหัวมันก็คือเพื่อน ท้ายสุดมันยังไม่ดีขึ้นก็ตัดหางปล่อยวัดไป อย่าให้เขามาใช้คอนเนกชั่นเพื่อผลประโยชน์ในวันหน้า

จับสัญญาณที่อ้อมไปอ้อมมา ปรามเรื่องคนใกล้ตัวเป็นพิษ

และตามแนวโน้ม ถึงจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะต้องคิดหนักกับการปรับจุดอ่อนเชิงบริหาร ล้อกับแนวทางปรับ ครม. ดึงมืออาชีพทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยปั่นเนื้องาน ลดโควตาท็อปบูต ลดแรงเสียดทานทหาร
ในรูปแบบของ “รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป” ไปจนกว่าจะสิ้นสุดเส้นทางตามโรดแม็ป

แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศแล้วว่า ยังไงก็ต้องจัดเลือกตั้งตามโปรแกรมแน่ แต่ช่วงที่เหลือก็ต้องปูพื้นฐานให้แน่น ซ่อมแซมจุดที่เสียหาย เสียโอกาสจากการเมืองวุ่นวาย

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น มันไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติแบบที่นักการเมืองออกมาปั่นกระแส ทำเป็นปัด “องุ่นเปรี้ยว” ตั้งแง่ดึงราคาร่วมจัดรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

เพราะนั่นมันแค่รัฐบาลสหพรรค ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ.

ทีมข่าวการเมือง