PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

บิ๊กป้อม ยัน "ยิ่งลักษณ์" จะไม่มาฟัง คำตัดสิน ศาล 27 กย.นี้



การข่าวแจ๋วว มว๊ากกก!!
บิ๊กป้อม ยัน "ยิ่งลักษณ์" จะไม่มาฟัง คำตัดสิน ศาล 27 กย.นี้ เผย ยังไม่พบเงา"ยิ่งลักษณ์" ตรวจวงจรปิด ไม่คืบ
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ยังคงติดตาม หาเบาะแส ของ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ ทำแต่ในประเทศ ไม่ได้หาข่าวว่า ไปประเทศไหน แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จากการติดตาม จากภาพวงจรปิด แต่เท่าที่ทราบ นส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่มา ฟังคำตัดสินศาล ในคดีจำนำข้าว 27 กย. นี้. และเชื่อว่า มวลชน ก็คงจะไม่มากันมากนัก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี ความคืบหน้าการติดตามเส้นทางและหาตัวบุคคลที่ช่วยเหลือ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีคดี ว่า เจ้าที่ดำเนินการติดตามตัวว่าใคร ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่า นส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ไหน แต่เจ้าหน้าที่ก็พยายามติดตามกันอยู่
ส่วนจะแถลงความคืบหน้าหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่มีการชี้แจงอะไรเพราะหลักฐานยังไม่ชัดเจน
อีกทั้งทางต่างประเทศยังไม่ได้ส่งข้อมูลมาใดๆมาให้ จึงยังไม่มีการแถลงในตอนนี้ ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ
ส่วนวันที่ 27 กย. นั้ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำตัดสินคดีนั้น พลเอกประวิตร กล้าวว่า ไม่เป็นห่วงในเรื่องสถานการณ์ หากศาลตัดสินออกมาเป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น
ขณะเดียวกัน เท่าที่ทราบ นส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่มาฟังคำพิพากษาคดี เชื่อว่ามวลชนก็น่าจะมาให้กำลังใจไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม จนท. ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามกรอบปกติ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบ
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมไม่กังวลใจอะไร เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาคดีเรื่องนี้เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
เมื่อถาม การเดินทางไปอังกฤษ ในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่อังกฤษ นั้น ได้พบกับนายทักษิณ หรือไม่ 
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผมเดินทางไปวันที่ 11 กย. กลับ 14 กย. ส่วนนายทักษิณ มาไปอังกฤษวันที่ 15 กย. เขาบอกว่า บินสวนกันกลางอากาศ

เดิมพันทุบไข่จงอาง!

เดิมพันทุบไข่จงอาง!

หนีไม่พ้นภาพ “มโน” จริงๆ

ให้ลูกน้องเคลียร์ข่าวไปแล้วหลายรอบ แต่สุดท้าย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ต้องตอบคำถามปมไปประเทศอังกฤษแอบนัดเจรจากับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
เคลียร์กันชัดๆเลยว่า ไปกันคนละเวลา “พี่ใหญ่” กลับเช้า “นายใหญ่” ไปเย็น อีกทั้งขึ้นลงเครื่องคนละสนามบินกันเลย แล้วมันจะเจอกันตอนไหน

อธิบายกันขนาดนี้ ถ้ายังไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่ายังไง

เรื่องของเรื่อง ไม่ใช่แค่กลุ่มพันธมิตรฯที่ตามกัดติด “พี่ใหญ่” อารมณ์ต่อเนื่องจาก อาการค้างคาใจปมยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ ตอดนิดตอดหน่อยไม่หยุด

และก็บังเอิญพอดีกับที่อดีตนายกฯทักษิณและลูกสาวได้สื่อสารในโลกโซเชียลฯตามปกติวิสัยว่าไปปักหลักเช็กอินอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

ก็เลยทำให้มีคนมโนกันไปว่า แอบนัดพบกันจริงตามกระแสข่าวลือ

สรุปตามสถานการณ์ก็ชัดเจน “พี่ใหญ่” คือเหยื่อตีกินกระแสของทุกฝ่ายที่จ้องเตะตัดขา คสช.

ล่อเป้าใหญ่ ยังไงก็ไม่พลาด

และอีกปม “เกี้ยเซียะ” ที่หนีไม่พ้นโดนจับตากับจังหวะบุกๆหยุดๆของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จ่อรุกไล่คดี “เสี่ยโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีเอี่ยวฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร

ปมร้อนที่ถูกมองเป็นเกมล็อกคอตัวประกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ากันตามหลักฐานที่โยงกับปม “เช็ค 7 ฉบับ” ที่อันตรธานหายไปในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แกะรอยเส้นทางเงินจำนวน 10 ล้าน และ 26 ล้าน

งานนี้ว่ากันว่า “นายใหญ่” ส่อเหนื่อยกว่าทุกคดี

แต่บังเอิญโดยจังหวะที่ “อาปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่งตัดสินใจหนีฟังคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว เผชิญวิบากกรรมตามรอยพี่ชาย

ถ้ามีการไล่บี้ “เสี่ยโอ๊ค” ในห้วงสถานการณ์นี้ มันเสี่ยงกระแสตีกลับ

ภาพตามล้างตระกูลชินฯจะชัดในมโนของกองเชียร์ “ทักษิณ” และคนเป็นกลางในสังคม

และนั่นยังไม่เท่ากับอารมณ์ “เลือดเข้าตา” ถ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนโดนทุบ ทั้ง “นายใหญ่” และ “นายหญิง” คงต้องโดดออกมาเล่นบทจงอางปกป้องไข่

ตามสไตล์ “ลูกชายข้าใครอย่าแตะ” มีหวังสู้ตายกันไปข้าง

อย่างไรก็ตาม เรื่องของอาญาแผ่นดินหนีไม่พ้นต้องดำเนินการ ตามรูปการณ์ก็แค่ดึงจังหวะลาก
สถานการณ์ออกไปให้เรื่องของ “อาปู” ผ่านพ้นไปก่อน

ถึงตอนนั้น “เสี่ยโอ๊ค” ก็คงต้องเข้าแถวเป็นเจเนอเรชั่นต่อไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทีมงาน คสช.เองก็ต้องตั้งรับหมัดสวนให้ดี แบบที่ต้องรีบปิดปลายคาง

บล็อก “จุดตาย” ไว้ก่อน

กับปรากฏการณ์ รีบชิง “ประจาน” ซะเอง ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ตั้งข้อสังเกตกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรีต่อกรณีโครงการ 9101 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินกว่า 22,895 ล้านบาท สนับสนุนงบฯให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ

ได้รับข้อร้องเรียนว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส ไม่ถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง

กระตุก “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องรีบตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และประเมินผลเป็นระยะ

ตอกย้ำอาการผวา “บ่อน้ำมัน” โดนล็อกเป้า

ขณะที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็กำลังเมาหมัดจากปมเรือเหาะเรือเหี่ยว ซ้ำปมร้อนประเด็นการเซ็นมอบสิทธิเช่าที่ดินป่าชุมชนเขตต้นน้ำให้บริษัทเอกชน

คนใกล้ตัว ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ตกอยู่ในวงล้อมตำบลกระสุนตก

สถานการณ์ล้อกับคิวที่ “บิ๊กตู่” เพิ่งพูดบนเวที วปอ.เป็นนัยส่งสัญญาณปรามคนใกล้ตัวเป็นพิษ อีกทั้งล่าสุดก็เพิ่งออกตัวเรื่องขบวนการ “เสธ. อ” แอบอ้างเป็นเพื่อนนายกฯหาผลประโยชน์

โจทย์ร้อน “ลุงตู่” ต้องรีบตัดไฟทุจริตที่เริ่มลามข้างๆตัว.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

สิ้น "สาโรจน์ เผือกสำลี" นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน แกนนำคัดค้านตัดทางด่วนผ่านชุมชนบ้านครัว

อาลัย "สาโรจน์ เผือกสำลี" นักสู้แห่งชุมชน "บ้านครัว"

คมชัดลึก, ทางด่วน, เสียชีวิต, สาโรจน์ เผือกสำลี, บ้านครัว, อาลัย, สาโรจน์, เผือกสำลี

สิ้น "สาโรจน์ เผือกสำลี" นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน แกนนำคัดค้านตัดทางด่วนผ่านชุมชนบ้านครัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสาโรจน์ เผือกสำลี  อดีตแกนนำชุมชนบ้านครัว ซึ่งมีบทบาทในการเคลื่อน
ไหวเพื่อพิทักษ์สิทธิชุมชนได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ด้วยโรค
ประจำตัวและโรคชรา   โดยมีกำหนดพิธีละหมาดและฝังตามหลักศาสนาอิสลามใน เวลา 
16.00 น. ณ. สุสานมัสยิดซูลูกุ้ลมุตตากีน (บ้านครัวตะวันตก)
    ทั้งนี้นายสาโรจน์ หรือ อิสมาแอล สาโรจน์ เผือกสำลี เผือกสำลี เกิดเมื่อวันที่  24 กุมภาพันธ์  
2496 (อายุรวม 64 ปี)  โดยเกิดที่ชุมชนบ้านครัว กทม. จบกการศึกษาที่โรงเรียนอำนวยศิลป์  
พระนคร , เกริกวิทยาลัย  โดยนายสาโรจน์ เป็นแกนนำที่ร่วมต่อสู้คัดค้านการตัดทางด่วนผ่าน
ชุมชนบ้านครัว  เมื่อปี 2530  ซึ่งทำให้สังคมภายนอก ได้รับรู้เรื่องราวการต่อสู้ ของชาวชุมชน
บ้านครัว  ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมในกลางกรุงเทพมหานคร โดยนายสาโรจนน์พยายามให้ข้อมูลและ
เปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการจนที่สุดแล้วทำให้โครงการทางด่วนไม่สามารถ
ตัดผ่านชุมชนบ้านครัวได้   ซึ่ง นายสาโรจน์ ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน 
นักวิชาการ ศิลปิน นักเคลื่อนไหว    
 
    โดยในเฟซบุ๊คของนายสาโรจน์ได้มีคนมาแสดงความไว้อาลัย อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน  
นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  นายสินธุ์สวัสดิ์  ยอดบางเตย 
ผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์
 
----------
(ขอบคุณภาพจาก FB :  Sarote Phaksumlee 

"บิ๊กป้อม" ไล่สื่อถาม ไป "บิ๊กเจี๊ยบ" ปมเลิกใช้"เรือเหาะ"



"บิ๊กป้อม" ไล่สื่อถาม ไป "บิ๊กเจี๊ยบ" ปมเลิกใช้"เรือเหาะ" ชี้ ปปช.เคยสอบมาแล้ว ถ้าจะให้สอบใหม่ ตัองมีหลักฐานใหม่
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการที่ทบ.งดใช้และปลดจำหน่ายเรือเหาะ ออกจากระบบตรวจการณ์ทางอากาศในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ขอให้ไปถามกองทัพบก
"ถาม ผบ.ทบ.เพราะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ผมไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งเลิกใช้ เพราะเป็นข้อพิจารณาของกองทัพบกเอง "
ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นต่อ สตง. และปปช . ให้รื้อการตรวจสอบใหม่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทาง ปปช ก็ได้มีการสอบไปแล้ว
เมื่อถามว่า หากมีหลักฐานใหม่ หรือ พบสิ่งใดใหม่ ให้ปปช.สอบใหม่ได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร ได้แต่ พยักหน้า ก่อน นั่งรถ จากไป

ไม่ใช่"บิ๊กเจี๊ยบ"ปูดข่าว ปลดเรือเหาะ...แต่เพราะนักข่าวถาม

ไม่ใช่"บิ๊กเจี๊ยบ"ปูดข่าว ปลดเรือเหาะ...แต่เพราะนักข่าวถาม หลัง สำนักข่าวอิศรา เสนอข่าว การประมูล รถกว๊านบอลลูน
ฟัง....ยัอนหลัง บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย ผบ.ทบ.ตอบคำถามเรื่อง "เรือเหาะ" จากกรณีที่สำนักข่าวอิศราเสนอข่าว การประมูลรถกว๊านบอลลูน...ที่มีการเข้าใจกัน ว่าเป็นรถกว๊าน "เรือเหาะ" ตรวจการณ์ใต้ จึงทำให้ นักข่าว มาถาม พลเอกเฉลิมชัย โดยที่ ผบทบ. ก็ยังไม่รู้รายละเอียด แต่ ตอบในส่วนของ ตัวเรือเหาะ ว่า หมดอายุใช้งาน
แต่หลังจากการให้สัมภาษณ์ แล้ว ในช่วงบ่าย บิ๊กเจี๊ยบ ให้ทีมงาน มาแจ้งนักข่าวว่า รถกว๊านบอลลูน ดังกล่าว ไม่ใช่ รถกว๊านเรือเหาะ เพราะเรือเหาะ ไม่มีรถกว๊าน. แต่เป็น รถกว๊าน บอลลูน ในการฝึก กระโดดร่ม ต่างหากล่ะ
แต่ ข่าวที่ออกมา พอพูดถึง บอลลูน ทุกคนก็คิดว่า คือ เรือเหาะ
แต่เรื่องของเรื่องคือ มันถึงเวลาแล้ว
และตัองชื่นชม พลเอกเฉลิมชัย ที่ บอกความจริงประชาชน เริ่องเรือเหาะ ไม่ใช่ ปูดข่าวเอง แต่หาก จะปกปิด บิ๊กเจี๊ยบ ก็เลี่ยงตอบคำถาม ได้ ....แต่มันถึงเวลา ปลดเปลื้อง ภาระ ที่ทบ.แบกรับมานาน แล้วนั่นเอง ในยุค บิ๊กเจี๊ยบ นี่ล่ะ

กรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายตัว กลายเป็น “ปัญหา” ของ “คสช.”

9.00 INDEX : กรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายตัว กลายเป็น “ปัญหา” ของ “คสช.”


เหมือนกับว่าการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชิน วัตร จะเป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

จะมองว่าเป็นเรื่องของ”การหนี”ก็ได้

อย่างน้อยก็มี”หมายจับ”ออกมาจากศาลคดีอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ตอนสายของวันที่ 25 สิงหาคม

แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง”เฉพาะตัว”ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จริงละหรือ

หากเป็นเรื่อง”เฉพาะตัว” ทำไมจึงเกิด “คำถาม”

คำถามโดยตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คำถามโดย ตรงไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
จึงเท่ากับเป็นเรื่องของ “คสช.” เป็นเรื่องของ”รัฐบาล”

หากไม่มีกรณีการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเดินทางไปอังกฤษของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คงคึกคักมากกว่านี้

แต่แล้วก็ถูกสงสัยว่าอาจเป็นการไปพบกับ นายทักษิณ ชินวัตร

เพราะมีการเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร ด้วย

เช่นเดียวกับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา คงไม่ถูกตั้ง”คำถาม”ทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ

ยิ่งวิถีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินไปอย่างไร้ร่องรอย คำถามยิ่งพุ่งตรงไปยัง คสช. ไปยังรัฐบาล

เป้า 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เป้า 1 คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ปมเงื่อนอยู่ตรงที่ไม่มี “ข้อสงสัย” จากคนในตระกูล”ชินวัตร”กรณีการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์เรื่อง “คนหาย”

หากจะมี “ข้อสงสัย” ก็เป็นข้อสงสัยต่อกระบวนการดำเนินคดี มากกว่าในเรื่องการดำรงอยู่และหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แสดงว่าทางด้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ข้องใจในเรื่องการหายตัวไป อาจเป็นเพราะด้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความเข้าใจในทางที่ดี

มีก็แต่ทางด้าน 1 คสช. และ 1 รัฐบาลเท่านั้นที่ไม่มีคำตอบ

'๑๑ ปีที่ไม่เคยจางไปจากหัวใจ'

นี่ก็เข้ามาวันที่ ๒๐ กันยาแล้ว
นับไปอีก ๗ วัน..........
ถึงตอน ๙ โมงเช้า วันที่ ๒๗ กันยา ก็จะรู้ "ยิ่งลักษณ์" อยู่ไหน?
เพราะ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" นัดให้มาฟังคำพิพากษาวันนั้น
หลังจากอ้าง โรค "น้ำในหูไม่เท่ากัน" เบี้ยวไม่ไปตามศาลนัดครั้งแรก เมื่อ ๒๕ สิงหา
ทางพฤตินัย ทุกคนลงความเห็นว่า เธอหนีออกนอกประเทศไปแล้ว!
แต่ทางนิตินัย ยังฟันธงไม่ได้ว่า "เธอหนี"!?
เพียงแต่ศาลไม่เชื่อว่าเธอป่วยขนาดมาศาลไม่ได้ตามทนายอ้าง และริบเงินประกันไปแล้วเท่านั้น แต่ยังให้โอกาสด้วย "นัดหมาย" อีกครั้ง
ฉะนั้น ตอนนี้.......
เธอจะหลบออกนอกประเทศไปแล้ว หรือเป็นปูผลุบลงซ่อนในรู ทำพิธีปัดรังควานโทษคุก
จะโผล่-ไม่โผล่ให้เห็นในวันที่ ๒๗ กันยาหรือไม่?
ต้องถึง ๒๗ กันยาก่อน ถึงจะสรุปได้ ว่า...
ปูหนีแน่แล้ว หรือปูอยู่นี่ไง!?
ช่วงนี้ จึงเป็นอย่างที่เราคุยกันไปแต่วันแรกๆ
คือตามเชิงกล ก่อนถึง ๒๗ กันยา
เธอจะไม่ปรากฏตัว หรือเผยร่องรอยให้คนภายนอกได้รู้ว่าเธอหนีไปแล้ว หรือปรับน้ำในรูหูอยู่ที่ไหน?
เรียกว่า "กุนซือ" เขาเจ๋ง
สงสัยจะสำนักเดียวกับกุนซือ "บอส-กระทิงแดง" ที่อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น
ซื้อเวลา "ทุกนาที-ทุกช่องทาง" เท่าที่กฎหมาย "มีช่องทาง" ให้เดินได้
ถ้าปล่อยลำพังเธอเองนะ.....
ป่านนี้แม่ไม่โพสต์ ไม่ลงอินสตาแกรมเป้อเร่อ-เป้อเต๋อไปแต่วันแรกแล้วเรอะ!
ดังนั้น จะดูเรื่องนี้ให้อร่อย ต้องใจเย็นๆ
ตามชั้นเชิง เมื่อ ๒๗ กันยาผ่านไป ยิ่งลักษณ์ "ไปศาล-ไม่ไป"
ไม่เป็นปัญหา
ศาลฎีกาฯ จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในคดีผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ
ถ้าไม่ผิด........
ปูก็จะปร๋อออกจากรู ปรากฏโฉม ให้พ่อยก-แม่ยกและบรรดาชายกระโปรงผู้แก่วิชาหน้าหนาต่างหาก ได้ยกใส่ทูนหัว
เหมือนพี่สะใภ้เขา หนีไปกะผัว ในคดี "ผัวเซ็น-เมียซื้อ" ที่ดินรัชดาฯ เมื่อศาลอ่านคำตัดสินลับหลัง
ปรากฏว่าผัวผิด มีโทษคุก แต่เมียผู้ซื้อไม่ผิด
ผัวเตลิดเป็นสัมภเวสีถึงทุกวันนี้ ส่วนตัวเมีย นวยนาดกลับมาครองอภิมหาสมบัติ
ถ้าปูไม่ผิด ก็จะเป็นลีลานี้
แต่ถ้าปูผิด...........
โลกก็คงมี "สัมภเวสี" ตัวที่สอง ลอยไส้ไป-มา ตามประเทศโน้น-ประเทศนี้ ที่ซื้อพื้นที่อยู่ได้
ส่วนจะกลับเข้าขอบเขตขัณฑสีมาไทย ก็ได้....ไม่มีใครห้าม
แต่ต้องเข้ากระบวนการตามคำพิพากษา!
อีก ๗ วัน ก็จะถึงเวลา..........
ถ้าเป็นลิเก ก่อนแสดง ต้อง "ออกแขก" กรณียิ่งลักษณ์ก็เหมือนกัน
เมื่อวาน (๑๙ ก.ย.๖๐) แม้ว "ออกแขก"
ออกทั้งภาคภาษาอังกฤษ-ภาษาไทย ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ @thaksinLive
ถึงเหตุการณ์ถูก "บิ๊กบัง" ทำรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยา ๔๙ ว่า
"I hope the memory of what happened 11 years ago has not faded from the hearts of Thai people. I am, and will always be, concerned about the livelihood of my fellow Thai citizens."
"ผมหวังว่าความทรงจำกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วจะไม่จางหายไปจากหัวใจของคนไทย ผมยังคงห่วงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวไทย"
ก็เข้าใจแล้ว...........
ทำไม "สัมภเวสี" ตัวนี้ ถึงไม่ยอมไปผุด-ไปเกิดเสียที
เพราะวิญญาณยังวนเวียนอยู่กับ "เกลียด-ชัง-รัก-โลภ-แค้น" เรียกว่า ไม่รู้จักละพยาบาท และสำนึกผิดเป็นการ "ตัดเวร-ตัดกรรม"
ในขณะที่ปากบอก "ห่วงชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน"
แต่ลึกๆ ในใจจริง......
มันห่วงอำนาจ-ห่วงสมบัติ ห่วงความหวานหอม "โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน"
และด้วยแรงห่วงผนวกแรงพยาบาทนั้น เป็นกรรมผูกรัดมัดตรึงสัมภเวสีตัวนี้
๑๑ ปีแล้ว จึงยังไม่ไปผุด-ไปเกิด..........
อีก ๑๑ ชาติ ๑๑ ล้านกัป ก็ไม่แน่ว่า มันจะพ้นบ่วงอนันตริยกรรมที่ทำ "แผ่นดิน-ชาติ-ประชาชน" แตกแยก
และการเป็น "แม้ว-ออกแขก" ครั้งนี้ ส่งสัญญาณนำร่อง "ยิ่งลักษณ์ออกฉาก" หลัง ๒๗ กันยาหรืออย่างไร?
หรือแบบเจ้าเล่ห์ สร้างกระแสตีขลุมให้คนเดาสุ่ม เหมือนตอน "บิ๊กป้อม-พลเอกประวิตร" ไปอังกฤษ
มันจัดฉากตัวเองพร้อมลูกสาว-ลูกเขยและหลานสาว ไปปรากฏตัวที่อังกฤษเหมือนกัน
ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมให้คนถุย..ถุย ด้วยทุเรศ
แต่คงสมใจ เพราะมีหลายคนช่วยถอดรหัสตามนัยที่ต้องการสื่อนำทิศให้ ทำนองว่า "บิ๊กป้อม-บิ๊กแม้ว" นัดพบกัน!
แม้วกะป้อม "ตะมุ-ตะมิกัน" เขารู้กันมาตั้งนานแล้วล่ะ...ลุง
แต่ที่ "ป้อมกะแม้ว" เดตกันที่อังกฤษ อย่างที่แม้วจัดฉาก-วางยา.............
ถ้าจริงก็ "ควายทั้งคู่"!
แม้วนี่ กี่ปี-กี่ชาติ สันดาน "ปล้อนปลิ้น-ลวงมนุษย์-ลวงโลก" ไม่เคยเปลี่ยน
ปากอ้าง "ห่วงชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน" ตลอด
แต่ตอนทำ.........
มันห่วงแต่ "ตัวมัน-ลูกเมียมัน-คนในตระกูลมัน-สมุนรับใช้มัน"
ประชาชนนั้น แค่ตัวประกัน-ตัวอ้างใช้ เพื่อให้มัน "โกงเอามาแบ่งกัน" เท่านั้น!
"เสนาะ เทียนทอง" ตอนแตกคอก-แตกคอกับแม้ว.....
สาวไส้แม้ว ถึงการหลอกประชาชนให้หลง เพื่อผลทางเลือกตั้งไว้ในหนังสือ "รู้ทันทักษิณ" ของอาจารย์เจิมศักดิ์ ว่า
"............ผมเคยแนะนำ การจดทะเบียนคนจนนั้น มันทำไม่ได้ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ เอามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้สินอยู่ที่ไม่ใช่คนจน ก็ไปจดทะเบียนด้วย มันจะบานปลายไปใหญ่
พี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึก มันปฏิบัติไม่ได้ มันได้แค่โชว์ตัวเลขตอนเลือกตั้ง จากนั้นไม่มีผลจริง
แต่ทักษิณตอบว่า..........
'โธ่...พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ'
เขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ
แม้แต่โครงการ SML ผมก็เตือนว่า 'เข้าข่ายซื้อเสียง' เพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง
ทักษิณตอบว่า ..........
'โธ่...อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็ของเรา'
ล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีการกระทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัย โดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่ กกต.กลับเฉย"
เนี่ย...ชัดมั้ย...........
ว่า "ห่วงประชาชน" ของทักษิณ เนื้อแท้คือทักษิณ "หลอกกินตับประชาชน" ใช่หรือไม่?
ทักษิณเปรียบประชาชนเป็น "คนตาบอด" โง่เง่า ไม่รู้เรื่อง-รู้ความ หลอกอะไรก็เชื่อหมด
ส่วนตัวมันเป็น "เสือ"
แปลงเป็นหมาซื่อสัตย์ส่งเสียงนำทางให้ "คนตาบอด" คือประชาชนหน้าโง่ตายใจ
แล้วเสือก็จับคนตาบอดแดก ๕ ปีแรก มันแปลงประเทศเป็นทุนแม้วเกือบหมด
อีก ๒-๓ ปีหลัง ในร่างทรงน้องสาว
"ทักษิณริ-รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ แล้วยิ่งลักษณ์ยำ" เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว
ด้วยเงินของประชาชนทั้งประเทศ........
ค่อน "ล้านล้านบาท" ฉิบหายไปอยู่ในกระเป๋าซาลาเปาใคร?
ก็ประชาชนทั้งหลายนี่แหละ ต้องรับชด-รับใช้แทน ทุกบาท-ทุกสตางค์!
รู้เช่น-เห็นชาติกันหรือยัง.........
เข็ดกันหรือยัง?
หรือยังไม่เข็ด ยังเชื่ออย่างที่มันทวีต "ผมห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน" อยู่อีก?
ทักษิณฝังจำ-ฝังแค้น เฉพาะด้านของมันคนเดียวที่สูญเสีย
แต่ที่ประชาชนทั้งชาติสูญเสียเพราะมัน .....
๑๑ ปีมาแล้ว มันไม่เคยสำนึก ไม่เคยขอโทษประชาชนเลยซักครั้ง-ซักคำเดียว!
รัฐประหารที่เกิดขึ้น เมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว ไม่เคยจางไปจากหัวใจทักษิณ เช่นใด
สิ่งที่ทักษิณทำให้บ้านเมือง-ประชาชนแตกแยกตลอด ๑๑ ปีที่ผ่านมา
ก็ไม่เคยจางไปจากหัวใจผม เช่นนั้น.

เมื่อเสียงปี่กลองดังขึ้น

เมื่อเสียงปี่กลองดังขึ้น

เสียงปี่เสียงกลองเรียกร้องการเลือกตั้งดังกระชั้นถี่ยิ่งขึ้น ทั้งจากนักการเมืองและประชาชน ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพลครั้งล่าสุด มีคนถึง 81.88% สนใจการกำหนดวันเลือกตั้งมากที่สุด 60.50% อยากให้มีเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย ขณะที่ซุปเปอร์โพลสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่ (55.1%) อยากให้เลือกตั้งไม่เกินเดือนกันยายน 2560

แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ทำให้เกิดความมั่นใจ นายจาตุรนต์ ฉายแสงแกนนำพรรคเพื่อไทย วิจารณ์ว่าการที่นายกรัฐมนตรีตั้งเงื่อนไขว่าถ้ากฎหมายพร้อม และทุกฝ่ายปรองดอง จะมีเลือกตั้งในปี 2561 คล้ายกับว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดความปรองดอง และเงื่อนไขนี้จะทำให้ผู้ที่ไม่อยากเลือกตั้ง อาจสร้างความขัดแย้งมากขึ้น

ส่วนกฎหมายลูก 4 ฉบับ ที่จะต้องมีเพื่อการเลือกตั้ง ได้แก่กฎหมาย กกต.ซึ่งประกาศใช้แล้ว เหลืออยู่อีก 3 ฉบับ คือกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ล้วนแต่เป็นกฎหมายธรรมดาฯ ไม่มีความซับซ้อน ไม่มีเหตุที่จะต้องล่าช้า เพราะ กรธ. ผู้เขียนกฎหมายแม่คือรัฐธรรมนูญ มองทะลุปรุโปร่งที่สุด

เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ได้ ในวันที่ 23 ธันวาคม ปีเดียวกัน หมายความว่าเลือกตั้งได้ใน 122 วัน หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้มาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 ถึงวันนี้ 168 วันแล้ว แต่กฎหมายลูกยังมะงุมมะงาหราอยู่

เหตุที่ทำให้กฎหมายลูกเร็วหรือช้า ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับขั้นตอนการจัดทำ อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ความจริงมุ่งมั่นจริงจังจริงใจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับเหมือนกันมาก เพราะต่างก็มาจากรัฐประหาร ฉบับ 2550 ต้องผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ฉบับ 2560 ไม่มี แต่ต้องผ่านประชามติเหมือนกัน แต่ฉบับ 2560 ช้ากว่าหลายเท่า

รัฐธรรมนูญ 2550 ให้ สนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูกให้เสร็จตามกำหนด หากเลยกำหนด ให้ประธาน สนช. นำร่างที่ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อ ป้องกันไม่ให้ สนช. เตะถ่วงเพื่อยื้อการเลือกตั้ง ส่วนฉบับ 2560 มีกระบวนการยืดยาว รวมทั้งให้ กรธ. จัดทำร่างกฎหมายลูกให้เสร็จใน 240 วัน ให้เวลา สนช. 60 วัน และเลือกตั้งใน 150 วัน หลังมีกฎหมายลูก

แม้รัฐธรรมนูญ 2550 กับ 2560 จะมีความเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ และมีความต่างกันเป็นส่วนน้อย แต่ทั้งสองฉบับมีความต่างที่สำคัญ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่สามารถสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารได้ แต่ฉบับ 2560 อาจนำไปสู่การสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารได้ ความแตกต่างนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งของกฎหมายลูกที่ล่าช้า?

‘ลุงตู่’เล่นเต็มตัวแล้ว

‘ลุงตู่’เล่นเต็มตัวแล้ว

“นี่แหละบรรยากาศเลือกตั้งมาแล้ว”
ในอารมณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.พูดติดตลก ภายหลังเปิดโอกาสให้นายประภัตร โพธสุธน แกนนำรุ่นเก๋าพรรคชาติไทยพัฒนา ปราศรัยย่อยระหว่างให้การต้อนรับคณะนายกฯ
ยุให้รัฐบาลอยู่ยาวอีก 8 ปี 10 ปี เลือกตั้งเร็วไม่ได้ประโยชน์เพราะวันนี้ยังทะเลาะกัน
ช็อตเด็ดอยู่ตรงที่นายประภัตรหยอกเอินเป็นนัย วันนี้ขอเพียงรัฐบาลแบ่งงบประมาณจากโครงการรถไฟความเร็วสูงมาช่วยชาวนา เพราะเมื่อปากท้องของประชาชนอยู่ได้ นายกฯจะอยู่ต่อก็ไม่ว่า
เรื่องของเรื่องถ้าเป็นช็อตรายวัน “นายกฯลุงตู่” คงหัวร้อนสวนควันปืนไปแล้ว กับแนวที่นักการเมืองพูดให้ชาวบ้านเข้าใจผิดเป็นเรื่องง่าย แต่การอธิบายให้เข้าใจถูกเป็นเรื่องยาก
เอาเรื่องข้าวกับรถไฟความเร็วสูงมาเหมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่บังเอิญว่านี่เป็นฉากสำคัญ ประเดิมครั้งแรกที่ “นายกฯลุงตู่” ได้สัมผัสตรงกับนักการเมืองอาชีพ
จากที่ปิดประตูใส่หน้า ไว้เนื้อไว้ตัวมาตลอด 3 ปีนับจากวันยึดอำนาจ
ที่สำคัญประเมินจากอาการของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงความเป็นกันเอง ทักทาย
“ลูกท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ รวมถึงหยอกล้อกับนายกรวีร์ นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นเชิงตัดพ้อต่อว่า
ฝากไปถึงนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำรุ่นใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา
พูดจาภาษาดอกไม้กับเจ้าของพื้นที่ที่มาคอยต้อนรับนายกฯ
ในจังหวะต่อเนื่องกับที่จังหวัดอยุธยาก็มีการเปิดคิวให้นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต รมช.คมนาคม นางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด พระนครศรีอยุธยา นักการเมืองเจ้าของพื้นที่ได้เข้าพูดจาสนทนาปราศรัยกับ “นายกฯลุงตู่”
ทั้งสุพรรณฯและอยุธยา ดูจากยุทธศาสตร์ก็ชัด พล.อ.ประยุทธ์และทีมรัฐบาลคสช.เริ่มเปิดพื้นที่ให้นักการเมืองเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
เจาะช่องระบายแรงเสียดทาน ลดแรงกดดัน
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์กระแสเร้าเลือกตั้งเริ่มดังขึ้นช่วงปลายทางโรดแม็ป ท้ายเทอมรัฐบาล
โดยในเบื้องต้นเริ่มผ่อนเงื่อนไขให้กับพวกไม่มีเงื่อนไขก่อน ตามสถานะของพรรคชาติไทยพัฒนาที่อยู่ตรงกลางไม่เลือกข้าง อีกทั้งสังเกตว่าเลือกคนรุ่นใหม่ที่แนวคิดเปิดกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความแตกแยกทางการเมืองของคนรุ่นเก่า ตรงกับคอนเซปต์ยุคปฏิรูปตามแนวทาง คสช.
รุ่นลูกสลับมาลงสนามการเมืองแทนพ่อ
และนั่นก็อาจต่อเนื่องไปถึงดีลการเมืองในช็อตต่อไป กับ สถานะของรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านที่ “นายกฯลุงตู่” เป็นมือวางอันดับหนึ่งคุมเกมอำนาจยาว
เอาเป็นว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากทีมงานพรรคชาติไทยพัฒนาจะมีโควตาอยู่ในโพยรัฐบาลเพื่อการปฏิรูป ล้อข่าววงใน พล.อ.ประยุทธ์จ่อตัดสินใจปรับ ครม.
ลดโควตาทหาร เพิ่มพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆรวมถึงนักการเมืองเข้าร่วม
ชาติไทยพัฒนานำร่องมาแล้ว แนวโน้มน่าจะตามด้วยค่ายขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงนักการเมืองที่มีคุณสมบัติเข้าสเปกรัฐบาลเพื่อการปฏิรูป ไม่ผูกติดกับขั้วขัดแย้ง
ปล่อยประชาธิปัตย์ เพื่อไทย กิน “องุ่นเปรี้ยว” ไป
ในมุมที่เสียงเรียกร้องให้เลือกตั้งก็จะเบาลง ตามสภาพความเป็นจริงแบบที่นักการเมืองจอมเก๋าลายครามอย่างนายประภัตรยุให้รัฐบาล “ลุงตู่” อยู่ต่อไป ถ้าเลือกตั้งก็วุ่นวาย เพราะยังทะเลาะ กันไม่เลิก
ตรงนี้สะท้อนถึง “ความเก๋า” มือวางยุทธศาสตร์การเมืองของทีม คสช.
เดินแต้มการเมือง วางหมากการตลาดให้ “นายกฯลุงตู่” ได้อย่างกลมกลืน ตรงกับบุคลิกของเจ้าตัวที่มีต้นทุนความเป็นคนน่ารัก ถึงโกรธก็เกลียดไม่ค่อยลง
โดยเฉพาะคุณลักษณะพิเศษ เล่นได้ทุกบทบาทอย่างเป็นธรรมชาติ
แบบที่เดินตลาด กินข้าวแกง ชิมขนมครก ฟังลำตัด ร้องลิเก ฯลฯ
เล่นบทเป็นนักการเมืองเต็มตัวไปแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

‘สตานิสลาฟ เปตรอฟ’ ชายผู้ช่วยโลกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ เสียชีวิตแล้ว

‘สตานิสลาฟ เปตรอฟ’ ชายผู้ช่วยโลกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ เสียชีวิตแล้ว


อดีตพันโทแห่งกองทัพโซเวียต ผู้ที่ช่วยไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และกองทัพแดงในช่วงสงครามเย็น เสียชีวิตแล้วอย่างเงียบๆ ที่บ้านของตัวเองในมอสโก...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สตานิสลาฟ เปตรอฟ อดีตพันโทแห่งกองทัพสหภาพโซเวียต ผู้สร้างวีรกรรมที่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ ซึ่งช่วยให้โลกไม่ต้องเผชิญสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี ที่บ้านของเขาในกรุงมอสโก เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย

วีรกรรมของเปตรอฟเกิดขึ้นในวันที่ 26 กันยายน ปี 2526 แต่เรื่องราวได้รับการเปิดเผยออกมาในอีกหลายปีให้หลัง โดยขณะนั้น พันโท เปตรอฟ อายุ 44 ปี ทำงานอยู่ที่ศูนย์เตือนภัยนิวเคลียร์ของโซเวียต แต่ในวันเกิดเหตุ เรดาร์ตรวจพบสัญญาณขีปนาวุธจำนวนมากกำลังเดินทางจากสหรัฐฯ มุ่งสู่รัสเซีย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อาจเป็นชนวนให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม นายเปตรอฟเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองว่า สัญญาณดังกล่าวเป็นการเตือนที่ผิดพลาด และฝ่าฝืนคำสั่งไม่แจ้งเบื้องบนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในทันที ซึ่งในท้ายที่สุดก็เป็นการเตือนที่ผิดพลาดจริง โดยผลการสอบสวนในภายหลังชี้ว่า เป็นความผิดพลาดของดาวเทียมโซเวียต ที่ระบุว่า แสงอาทิตย์ที่สะท้อนกับเมฆเป็นเครื่องยนต์ของขีปนาวุธข้ามทวีป

“ผมมีข้อมูลทุกอย่างที่ชี้ว่ามีการโจมตีโดยขีปนาวุธเกิดขึ้น ถ้าผมรายงานไปตามสายบังคับบัญชาของผม คงไม่มีใครพูดโต้แย้งเรื่องนี้แน่ สิ่งที่ผมต้องทำก็คือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ ต่ดสายตรงถึงผู้บังคับบัญชาของเรา แต่ผมขยับไม่ได้ ผมรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนกระทะร้อนๆ” นายเปตรอฟให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ภาษารัสเซีย ในปี 2556 และสุดท้ายเขาก็โทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานใหญ่กองทัพเพื่อแจ้งว่าระบบขัดข้อง

นายเปตรอฟระบุด้วยว่า หากตัวเขาทำผิดไป ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีต่อมา แต่ทว่า หลังจากผ่านไปแล้ว 23 นาที ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้เขาโล่งใจมาก

ทั้งนี้ นายเปตรอฟเสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม แต่ข่าวการตายของเขาเพิ่งได้รับการเปิดเผยออกมาในเดือนนี้ หลังจาก คาร์ล ชูมัคเกอร์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวเยอรมัน และคนแรกที่เผยแพร่วีรกรรมของนายเปตรอฟให้โลกได้รับรู้ โทรศัพท์ไปหานายเปตรอฟเพื่อแสดงความยินดีในวันคล้ายวันเกิดเมื่อ 7 กันยายน แต่ ดีมิทรี ลูกชายของเปตรอฟระบุว่า บิดาของเขาเสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นชูมัคเกอร์จึงนำข่าวนี้เผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์

ที่มา: ไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/content/1074329

ย้อนรอย เมื่อ ผบ.ทบ. บอกว่า จะไม่มีรัฐประหาร

ทบทวนคำพูด 'พล.อ.สนธิ-พล.อ.ประยุทธ์' เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ.ที่เคยออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีรัฐประหาร หลัง พล.อ.เฉลิมชัย ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีรัฐประหารเพื่อโต้บทวิเคราะห์ วอชิงตันโพสต์ ยกไทยเสี่ยง รปห.อันดับ 2 ของโลก
2 ก.พ. 2560 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ เลขาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์วอชิงตันโพสต์ รายงานบทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศใดที่จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรัฐประหารขึ้นในปี 2560” ซึ่งปรากฏว่า ประเทศไทยติดอยู่อันดับ 2 ว่า แล้วสื่อเชื่อหรือไม่ ฝรั่งก็พูดไป คนไทยมีสมองรู้จักคิดเราอยู่ในพื้นที่เอง รู้ว่าอะไรเป็นอะไรและเรื่องดังกล่าวตนพูดไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2559 ในวันที่ มอบนโยบายให้กับกองทัพบกในช่วงที่รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกว่าไม่มี
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเรื่องการปฏิวัติต้องถามว่ามีเหตุผลอะไร เพราะสถานการณ์ปัจจุบันนั้นทำการปฏิวัติไม่ได้ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ก็ระบุแล้วว่าเรื่องการปฏิวัติครั้งที่ผ่านมา คือ ครั้งสุดท้าย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบด้วย เราสังเกตได้ว่าการปฏิวัติ 2 ครั้งที่ผ่านมา ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองและการควบคุมสถานการณ์ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างท่วมท้น ตนเป็นทหารอาชีพ ผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไรก็ดำเนินการตามนั้น ซึ่งไม่ได้มีปัญหาและทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องการปฏิวัติ เพราะตนยืนยันว่าไม่มี
“การปฏิวัติซ้อนเป็นไปไม่ได้ และไม่มีทาง ผมอยากให้ลบคำนี้ไป อย่ามากังวล อะไรจะเกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้ารัฐบาลปกครองโดยมีคุณธรรมอะไรก็เกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องการปฏิวัติ ผมอยากให้ลืมไปเลย และไม่ต้องถามผมอีกแล้ว” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว (ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
        
สำหรับบทวิเคราะห์ดังกล่าว เผยแพร่ทางเว็บไซต์วอชิงตันโพสต์ จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ประเทศไทยติดอยู่อันดับ 2 ของการวิเคราะห์ในครั้งนี้ รองจากประเทศบุรุนดีที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารมากที่สุดในโลก ขณะที่ อันดับ 3 คือสาธารณรัฐแอฟริกากลาง อันดับ 4 คือสาธารณรัฐชาด และอันดับ 5 คือตุรกี ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงที่เกิดจะเกิดความพยายามก่อรัฐประหารน้อยที่สุด คือนอร์เวย์ ตามด้วยฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสโลเวเนีย 
 
อย่างไรก็ตาม กรณี ผบ.ทบ. ออกมาพูดยืนยันว่าจะไม่มีการรัฐประหาร แต่เวลาต่อมากลับเปลี่ยนใจมักปรากฏให้เห็นตลอดการรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา ทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีรายละเอียดดังนี้
 

พล.อ.สนธิ : ไม่น่าจะมีนะ

 
"ไม่น่าจะมีนะ เราต้องหนักแน่นเอาไว้ อย่าไปเชื่อกระแสพวกนี้ทำให้เกิดความสามัคคีเราลดลง" พล.อ.สนธิ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีมีกระแสข่าวการรัฐประหาร ก่อนเกิดรัฐประหาร จริงในเวลาต่อมา (19 ก.ย. 2549)
 
 
นอกจากนี้ 25 พ.ย.48 พล.อ.สนธิ ยังเคยกล่าวด้วยว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องปฏฺิวัติ เพราะการปฏิวัติจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย
 
ที่มา : มติชนสุดฯ ฉบับประจำวันที่ 2-3 ธ.ค.48
 

พล.อ.ประยุทธ์ : ทหารออกมาจะวุ่นวาย

28 ต.ค.56 พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่มีความกังวลว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นว่า “สื่อบางสื่อใช้ไม่ได้เพราะเขียนข่าวแบ่งคนเป็นพวกๆ และเมื่อถึงเวลาคนพวกนี้เขาออกมาตีกัน สื่อต้องรับผิดชอบด้วย วันนี้หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นม็อบ ชายแดน ภาคใต้ และปัญหาอื่นๆ ยังแก้ไม่ได้สักเรื่อง เราพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้รวดเร็ว แต่ดูเหมือนสื่อต้องการให้เหตุการณ์แรง ผมไม่เข้าใจ เหตุการณ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่เคยนำมาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์มาเสียชีวิต การที่ท่านจะมุ่งไปสู่เป้าหมายอะไร ต้องหาวิธีการที่ไม่รุนแรง หรือไม่กระทบคนอื่น ยืนยันว่าทหารทำหน้าที่จริงใจทุกปี ทุกเหตุการณ์ ทหารต้องทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ จะเอาทหารออกมา เตาะแตะไม่ได้ อย่าเรียกร้องให้ทหารออกมา ทหารออกมาจะวุ่นวาย อยากขอให้ทุกคนเข้าใจทหาร”
(ที่มา : 28 ต.ค.2556, คมชัดลึก)
"ทำไม เรื่องปฏิวัติรัฐประหาร เขียนอยู่ได้ ไม่รู้จะเขียนไปทำไม หะ ใครจะปฏิวัติ ใครจะรัฐประหาร ใครสัญญา ใครไม่สัญญา เขียนทำไมเล่า" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พ.ย. 56 ผบ.ทบ. ขณะนั้น (ที่มา :  เรื่องเล่าเช้านี้)

ทหารออกมาด้วยคำสั่งตามกฎหมาย

4 พ.ย. 56 พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมถ้า และตอบคำถามประเด็นที่ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อทหารจะออกมาหรือไม่ ว่า ถ้าไม่สั่งก็คงไม่ออก แต่ถ้าสั่งให้ทหารออกก็ต้องดูว่าให้ออกไปทำอะไร ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลเมื่อสั่งให้ทหารออก เราก็ออก รัฐบาลชุดที่แล้วสั่งเราก็ออก ถ้ารัฐบาลชุดนี้สั่งแล้วเราไม่ออกจะได้หรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้ ตนอยากจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าที่ทหารออกมาทุกครั้งออกมาด้วยคำสั่งตามกฎหมาย ไม่ใช่นึกอยากจะออกก็ออก ถ้าออกมาโดยที่ไม่ฟังคำสั่ง ตนถามว่าเหตุการณ์จะจบหรือไม่ ซึ่งก็ไม่จบแล้วจะเรียกร้องให้ทหารออกมาทำไม ส่วนจะทำอย่างไรก็ไปคิดกันเอาเอง
(ที่มา, 4 พ.ย. 2556, ไทยรัฐออนไลน์)

รัฐประหารเป็นการแก้ปัญหาผิดทาง 

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 56 พล.อ.ประยุทธ์ ออกมายืนยันว่า ไม่ว่าเหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม กปปส. ในวันที่ 9 ธ.ค. 56 จะเป็นอย่างไร ทหารก็จะไม่ออกมาปฏิวัติ พร้อมกล่าวด้วยว่า "ถ้าทหารปฏิวัติ(รัฐประหาร)อีก แก้ปัญหาผิดทาง ปัญหาอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก ประเทศไทยจะยืนอยู่ในสังคมโลกอย่างไร ทุกคนรักชาติแต่ไม่ยอมเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสันติ"

ข่าวลือก็เป็นข่าวที่ไม่จริง

7 ม.ค. 57 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานวันสถาปนากรมแพทย์ทหารบกครบรอบ 114 ปีถึงกระแสข่าวว่า การที่ทหารเคลื่อนย้ายกำลังในช่วงนี้เพื่อทำการปฏิวัติว่า ข่าวลือก็เป็นข่าวที่ไม่จริง ดังนั้น ไม่ต้องเชื่อ เพราะเรามีการเคลื่อนย้ายกำลังพลทุกปี และนโยบายในปี 2557 ของกองทัพบกเป็นการนำพากองทัพไปสู่ความทันสมัยในอนาคต ในปีนี้เป็นวาระพิเศษที่เรากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เราจะนำยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ที่ได้จัดซื้อจัดหามาให้ประชาชนในกรุงเทพฯ ได้เห็นว่า สิ่งที่เราได้จัดซื้อมามีสมรรถนะเพียงใด
(ที่มา : 7 ม.ค. 2557, ไทยรัฐออนไลน์)

เราต้องยึดถือกฎเกณฑ์ ไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือกฎเกณฑ์ได้

22 ม.ค.57 พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ว่า วันนี้จัดทหาร 40 กองร้อย จัดตั้งจุดตรวจร่วม 30 กว่าจุด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ จัดจุดตรวจของทหารอีกกว่า 20 จุดมีการปรับแผนการทำงานทุกวัน โดยมีกองทัพภาคที่ 1 เป็นคนรับผิดชอบในภาพการใช้กำลัง ตามแนวทางของ ศอ.รส. ทุกวันได้เสนอแผนจากกองทัพไปยัง ศอ.รส.ตลอด ที่ผ่านมาความขัดแย้งระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมีมาก ทหารจึงจำเป็นต้องไปเสริมในหลายจุด เราต้องลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ทหารยังต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแล และเป็นผู้รับผิดชอบในภาพรวม ทหารเป็นผู้สนับสนุน ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการออกไปดูแลประชาชนทุกฝ่ายให้เกิดความปลอดภัย ไม่ใช่ว่า เรานิ่งนอนใจ ทหารทำทุกอย่าง แต่วันนี้เราต้องยึดถือกฎเกณฑ์ ไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือกฎเกณฑ์ได้ เพราะกำลังพลถืออาวุธ ดังนั้นการทำอะไรต่างๆ ต้องระมัดระวัง รวมถึงการวางตัวของทหารทุกคน ซึ่งตนได้กำชับกำลังพลที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่เสมอ ทหารมีบทเรียนมากมาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
(ที่มา : 22 ม.ค. 2557, ผู้จัดการออนไลน์)

ต้องยึดถือกฎหมายรัฐธรรมนูญ

24 ก.พ. 57 พล.อ.ประยุทธ์ ได้อ่านแถลงการณ์ชี้แจงจุดยืนของกองทัพบกต่อสถานการณ์ทางการเมืองผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5)  ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่กองทัพดำเนินการในเวลานี้จำเป็นต้องยึดถือกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยการจัดกำลังออกมาดูแลประชาชนในพื้นที่ที่มีการประกาศกฎหมายพิเศษเป็นจำนวนมากตลอด 24 ชั่วโมง หากเราดำเนินการไม่ถูกวิธี หรือใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ เราจะแน่ใจได้หรือว่า สถานการณ์จะยุติลงได้โดยสงบ ขณะที่ทุกฝ่ายยังไม่พยายามลดเงื่อนไข ไม่พยายามพิสูจน์หาข้อเท็จจริง และยอมรับกฎกติกา กฎหมายของสังคม สิ่งที่น่ากระกระทำในเวลานี้คือ ให้ทุกฝ่ายได้ทำงานตามความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มสติกำลังอย่างครบถ้วนด้วยความเป็นธรรม อำนวยความยุติธรรมได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์โดยไม่ถูกกดดันโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และหาทางลดความขัดแย้งให้ได้โดยเร็ว ประการสำคัญคือ การใช้กำลังทหารคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบนั้น จะได้รับการยอมรับจากประชาชนที่อยู่นอกเหนือจากความขัดแย้งนี้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับขณะนี้สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในสายตาของต่างชาติยังมีความสำคัญ สำหรับความขัดแย้งในครั้งนี้เป็นไปอย่างกว้างขวางมากกว่าปี 2553 เพราะในปี 53 เกิดจากคู่ขัดแย้งไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันมีหลายกลุ่มและมีเงื่อนไขสลับซับซ้อน
(ที่มา : 24 ก.พ.2557, เดลินิวส์ เว็บ)

จะไปเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยกติกาไหน

25 มี.ค. 57 พล.อ.ประยุทธ์  ตอบคำถามถึงกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางด้วยนั้น ว่า ต้องไปถามเขา เขาตั้งตนได้ไหม ถ้าตั้งไม่ได้แล้วจะมาถามตนทำไม แล้วถามจะไปเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยกติกาไหน และกติกาจะเกิดหรือไม่ตนก็ไม่รู้ แต่อย่าถามตนว่า ตนจะทำนั่นทำนี่หรือไม่ ตนไม่ตอบ เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตน ไม่ใช่เรื่องของตน
(ที่มา : 25 มี.ค. 2557, กรุงเทพธุรกิจ)

ไม่เข้าข้างคนทำผิดกฎหมาย

9 เม.ย. 57 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ปราศรัยเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ว่า "จุดยืนกองทัพในตอนนี้ คือ ไม่เข้าข้างคนทำผิดกฎหมาย และเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ DSI ก็ดำเนินการไปแล้ว ผมไม่ได้เข้าข้างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือใครทั้งนั้น เพราะทหารต้องทำหน้าที่ของทหาร ที่ทำอยู่ทุกวันไม่ใช่หน้าที่ แต่มาลงที่ทหารทั้งหมด จะรบกับศัตรูนอกประเทศก็ทหาร รบในประเทศก็จะใช้ทหาร เขียนไปเขียนมาให้ผมอยู่ข้างนั้นข้างนี้ ผมอยู่ข้างความถูกต้องเท่านั้น ภายใต้ความอดทนและทนอยู่ทุกวันนี้ ส่วนแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ต้องไปถามรัฐบาล"
(ที่มา : 9 เม.ย. 2557, ประชาชาติธุรกิจ)

การรัฐประหารทำไปก็ไม่จบ

10 พ.ค. 57 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฝากข้อความผ่านทางรายการ ลับ ลวง พลาง โดยยืนยันกองทัพตัองหนักแน่น จะทำตามใครเรียกร้องไม่ได้ ต้องใจเย็น ขอให้เชื่อมั่นในทหาร ซึ่งจะต้องเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประเทศชาติและประชาชนได้ในทุกโอกาส ให้เก็บทหารไว้เป็นที่พึ่งสุดท้าย เชื่อว่า การรัฐประหารทำไปก็ไม่จบ ขอให้เข้าใจทหาร เพราะทหารทำหรือไม่ทำก็โดนตำหนิ
(ที่มา : 10 พ.ค.2557, สำนักข่าวเจ้าพระยา)

รัฐประหารนั้น เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้

20 พ.ค. 57 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.กอ.รส.  ตอบคำถามกรณีแนวคิดตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 หลังประกาศกฏอัยการศึก ว่า ที่ประชุมไม่ได้กล่าวถึง แต่ถ้าทำได้ก็ทำ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ส่วนการรัฐประหารนั้น เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ สำหรับสถานะรัฐบาลและการรายงานให้รัฐบาลทราบหลังประกาศใช้กฎอัยการศึก ขณะนี้รัฐบาลอยู่ไหนไม่ทราบ แต่ถ้าเจอจะรายงานให้ทราบถึงสถานการณ์ อย่างไรก็ตามขอให้เป็นกำลังใจทหารตำรวจในการทำงานด้วย
(ที่มา : 20 พ.ค. 2557, มติชนออนไลน์)