PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สรุปสาระสำคัญคำกล่าวของนายสีจิ้นผิง ในที่ประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สรุปสาระสำคัญคำกล่าวของนายสีจิ้นผิง ในที่ประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่19



ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ขณะกล่าวเปิดประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มหาศาลาประชาคม ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม (เอเอฟพี)
สถานีวิทยุซีอาร์ไอรายงานว่า เช้าวันที่ 18 ตุลาคม การประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่ 19 หรือ “สมัชชาฯ 19” เริ่มขึ้นที่กรุงปักกิ่ง นายสีจิ้นผิง กล่าวรายงานต่อที่ประชุมในฐานะผู้แทนคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 18 และวางแผนการทำงานเพี่อการพัฒนาในอนาคตของจีน

ผู้แทนในที่ประชุมสมัชชาฯ 19 มีจำนวนกว่า 2,000 คน ซึ่งถูกคัดเลือกจากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศกว่า 89 ล้านคน โดยจะพิจารณาตรวจสอบรายงานของนายสีจิ้นผิง และรายงานการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจวินัยของคณะกรรมการกลางพรรคฯ พิจารณาระเบียบข้อบังคับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(ฉบับแก้ไขปรับปรุง) รวมถึงเลือกตั้งคณะกรรมการกลางพรรคฯ และคณะกรรมการตรวจวินัยชุดใหม่

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นพรรคบริหารปกครองประเทศจีน และเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคฯ ทั่วประเทศที่จัดขึ้นทุก 5 ปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการประชุมผู้แทนพรรคระดับชาติ และคณะกรรมการกลางพรรคฯ อันเป็นหน่วยงานการนำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

นายสีจิ้นผิง ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนหยัดแนวคิดใหม่ในการพัฒนาของตน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา ทำให้เศรษฐกิจจีนพ้นจากความยากลำบากและประสบผลสำเร็จที่สำคัญหลายประการ จีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านล้านหยวน ซึ่งนับเป็นคุณูปการต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวตามสูงขึ้นกว่า 30% นอกจากนี้โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิตอลมีการพัฒนาอย่างคึกคัก เกษตรกรรมพัฒนาเป็นแบบทันสมัยอย่างต่อเนื่อง การสร้างสรรค์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ประสบผลสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด และมีการเปิดตัวผลงานทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเด่นๆ มากมาย
อาทิ ห้องทดลองอวกาศ “เทียนกง” ยานดำน้ำสำรวจทะเลลึกพร้อมมนุษย์ “เจียวหลง” กล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จนได้สมญานามว่า “ดวงตาแห่งจักรวาล” ดาวเทียม “อู้คง” ที่ค้นหาอนุภาคของสสารมืด ดาวเทียมทดลองควอนตัม “โม่จื่อ” ดวงแรกของโลก การผลิตเครื่องบินขนาดใหญ่ และการก่อสร้างตามแนวหินโสโครกในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ การค้าต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศ และการสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนล้วนอยู่แนวหน้าของโลก

นายสีจิ้นผิง ระบุอีกว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนปฏิบัติตามแนวคิดการพัฒนาที่ถือมนุษย์เป็นที่ตั้ง ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โครงการช่วยเหลือผู้ยากจนประสบผลสำเร็จที่น่ายินดี ทำให้ประชากรกว่า 60 ล้านคนพ้นขีดความยากจน เฉลี่ยแล้วมีประชากรพ้นจากความยากจนมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี จนอัตราความยากจนของจีนลดลงจาก 10.2% เป็นน้อยกว่า 4%

จีนเริ่มโครงการช่วยเหลือผู้ยากจนขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา แต่หลังเริ่มศตวรรษนี้เป็นต้นมา เฉลี่ยแล้วแต่ละปีจีนประชากรยากจนลดจำนวนลงกว่า 6 ล้านคน และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ลดลงปีละกว่า 10 ล้านคน นับเป็นผลงานโดดเด่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การต่างประเทศของประเทศใหญ่ที่มีเอกลักษณ์ของจีนพัฒนาอย่างรอบด้าน ครบวงจร มีระดับที่หลากหลาย และเป็นแบบสามมิติ เข้าร่วมปฏิบัติตามข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” มีการเปิดธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย(เอไอไอบี) โดยมุ่งหวังให้เกิดประชาคมที่มีความสมานฉันท์ ขณะเดียวกันยังขยายอิทธิพล ชื่อเสียง และภาพพจน์ทางสากลของจีนให้ดียิ่งขึ้น นับได้ว่าเป็นการสร้างคุณูปการใหม่เพื่อสันติภาพและการพัฒนาของโลก

นายสีจิ้นผิง ยังกล่าวอีกว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนหยัดแก้ปัญหาการควบคุมบริหารพรรคฯที่หย่อนยาน มุ่งหวังให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดอย่างจริงจัง และยึดมั่นแนวคิดของพรรคฯ โดยมีการปรับปรุงระบบกฎข้อบังคบของพรรคฯให้สมบูรณ์แบบอย่างต่อเนื่อง แก้ปัญหาที่ประชาชนส่งเสียงสะท้อนมา และสิ่งที่เป็นการคุกคามต่อพื้นฐานการบริหารประเทศของพรรคฯ มากที่สุดตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังทุ่มเทกำลังและใช้มาตรการต่างๆ ในการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างเต็มที่ ทำให้พรรคฯได้รับผลงานคืบหน้าด้านนี้อย่างมาก

นายสีจิ้นผิง ประกาศว่า หลังจากใช้ความพยายามเป็นเวลายาวนาน สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีนย่างเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ นี่เป็นทิศทางและตำแหน่งการพัฒนาใหม่เชิงประวัติการณ์ของการพัฒนาประเทศ
“หมายความว่า จีนบรรลุซึ่งการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ หลังจากประชาชาติลุกขึ้นหยัดยืนสถาปนาประเทศเป็นต้นมา สร้างความมั่งคั่งจนเข้มแข็ง แม้จีนจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ก็ได้ขยายช่องทางการพัฒนาสู่ความทันสมัยต่างๆ จนเกิดทางเลือกใหม่สำหรับประเทศและชนชาติที่ปรารถนาทั้งการพัฒนาและดำรงเอกราชของตนเองไว้ได้ พร้อมนำเสนอวิธีคิดและแผนปฏิบัติงานของจีนในการแก้ปัญหาของมนุษยชาติ”

นายสีจิ้นผิง ระบุว่า ยุคสมัยใหม่ของการพัฒนาสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีน เป็นยุคสมัยแห่งการช่วงชิงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เป็นยุคสมัยแห่งการสร้างสรรค์สังคมพอกินพอใช้ให้เสร็จสมบูรณ์อย่างรอบด้าน จนกระทั่งประเทศมีความเข้มแข็งที่ทันสมัยในแบบสังคมนิยม เป็นยุคสมัยที่ประชาชนจีนทั่วทั้งประเทศบรรลุความมั่งคั่งไปพร้อมๆ กัน เป็นยุคสมัยที่ความฝันของจีนเป็นที่ประจักษ์ และมีการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีน เป็นยุคสมัยที่จีนเดินเข้าไปยืนกลางเวทีโลกเพื่อสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

นายสีจิ้นผิง ระบุอีกว่า ความขัดแย้งหลักในสังคมจีนยุคใหม่คือความต้องการที่จะดำรงชีวิตอย่างสุขสบายของประชาชนกับการพัฒนาที่ไม่สมดุล ซึ่งอีกไม่นาน จีนจะสร้างสังคมพอกินพอใช้อย่างรอบด้านให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ ประชาชนมีความต้องการชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางวัตถุและจิตใจที่มีระดับสูงขึ้น และต้องการประชาธิปไตย การปกครองตามกฎหมาย ความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม ความมั่นคง และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ปัญหาโดดเด่นของจีนคือ การพัฒนาไม่สมดุลและไม่เต็มที่ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยจำกัดต่อความต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายของประชาชน สภาพความเป็นจริงในขณะนี้ของจีนอยู่ในช่วงขั้นตอนการพัฒนาสังคมนิยมขั้นแรกและยังมีหนทางอีกยาวไกล และสถานะในประชาคมโลกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดของโลกนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นายสีจิ้นผิง ระบุต่อว่า ตั้งแต่การประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เป็นต้นมา ได้เกิดแนวคิดสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีนในยุคใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำหนดทิศทางการปฏิบัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประชาชนจีนในการบรรลุซึ่งความเจริญรุ่งเรืองอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน โดยจะต้องยืนหยัดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวมีการรับรู้และความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ กฎเกณฑ์การสร้างสรรค์ของสังคมนิยม และกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมมนุษย์ในทัศนวิสัยใหม่ โดยเสนอว่า บนพื้นฐานการบรรลุสังคมพอกินพอใช้อย่างรอบด้านในปี 2020 นั้น จีนจะพัฒนาเป็นประเทศสังคมนิยมแบบประชาธิปไตยที่ทันสมัย เข้มแข็ง มั่งคั่ง กลมกลืน และสวยงามในกลางศตวรรษนี้

แนวคิดดังกล่าวยังเรียกร้องให้พรรครัฐบาลต้องยึดมั่นการพัฒนาที่ถือประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่งเสริมการพัฒนาในทุกด้าน ให้ประชาชนทั้งปวงมีชีวิตมั่งคั่งด้วยกัน นอกจากนี้ ยังกำหนดรายละเอียดของโครงสร้างภาครวมของกิจการสังคมนิยม ยุทธศาสตร์ และทิศทางการพัฒนา หลักประกันทางการเมืองที่มีเอกลักษณ์ของจีน

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า จีนต้องบรรลุการเป็นประเทศเข้มแข็งทางสังคมนิยมที่ทันสมัยในช่วงกลางศตวรรษที่ 21 บนพื้นฐานการสร้างสังคมพอกินพอใช้ในปี 2020 และจนถึงปี 2035 จีนจะบรรลุซึ่งการเป็นประเทศสังคมนิยมที่มีความทันสมัย ซึ่งเศรษฐกิจของชาติ พลังทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวัฒนธรรมต่างจะมีการพัฒนาอย่างมาก การปกครองประเทศ การบริหารรัฐบาลและสังคมด้วยกฎหมายจะสำเร็จเสร็จสิ้น ระบบการบริหารและความสามารถด้านการบริหารจะเป็นแบบทันสมัย นอกจากนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีความมั่งคั่งมากขึ้น อัตรากลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่องว่างระหว่างตัวเมืองกับชนบทและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนลดลงอย่างมาก บรรลุซึ่งการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ภาวะนิเวศปรับเปลี่ยนดีขึ้น และเป้าหมายที่ดีงามของจีนบรรลุเป็นจริง ถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 21 จีนจะกลายเป็นประเทศสังคมนิยมที่มีความเข้มแข็ง ทันสมัย มีอารยธรรมสมบูรณ์และกลมเกลียวกัน กลายเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลในโลก ประชาชนต่างมีชีวิตที่มีความสุขและมั่งคั่งร่วมกัน ประชาชาติจีนจะมีภาพลักษณ์ที่แข็งแรงและเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นในเวทีโลก

การประชุมครั้งนี้ นายสีจิ้นผิง นำเสนอยุทธศาสตร์สร้างสรรค์เขตชนบทให้เจริญรุ่งเรืองเป็นครั้งแรก ซึ่งครอบคลุมถึงการสร้างกลไกและนโยบายที่ผสมผสานการพัฒนาเมืองและชนบทให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เร่งผลักดันความทันสมัยด้านการเกษตร ตอกย้ำระบอบการบริหารจัดการขั้นพื้นฐานในเขตชนบทให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขยายเวลาการรับเหมาเช่าที่ดินนานต่ออีก 30 ปีเมื่อครบกำหนดเวลาเดิม ลงลึกในการปฏิรูประบอบกรรมสิทธิ์รวมหมู่ในชนบท ประกันสิทธิประโยชน์ทางทรัพย์สินของเกษตรกร ขยายตัวเศรษฐกิจรวมหมู่ สร้างสรรค์ระบบอุตสาหกรรมการเกษตร ระบบการผลิต และระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัย ปรับระบบการสนับสนุนและคุ้มครองเกษตรกรรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรหารายได้เสริมหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว เพิ่มช่องทางการมีรายได้ของเกษตรกร และพัฒนาระบบบริหารจัดการเขตชนบทให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

นายสีจิ้นผิง ระบุว่า จีนจะประกาศใช้ระบบบัญชีรายชื่อต้องห้ามเข้าสู่ตลาดอย่างรอบด้าน ปรับแก้และยกเลิกข้อกำหนด และปฏิบัติการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการรวมตลาดให้เป็นเอกภาพและอำนวยให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค สนับสนุนให้วิสาหกิจเอกชนพัฒนาตนเอง กระตุ้นความคึกคักขององค์กรตลาดต่างๆ แก้ไขการผูกขาดทางการตลาด และผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเข้าตลาดของธุรกิจการบริการ

นายสีจิ้นผิง เสนอว่า จะต้องถือการสร้างสรรค์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เป็นงานสำคัญ ปฏิบัติตามหลักการร่วมหารือสร้างสรรค์และแบ่งปันกัน ส่งเสริมการเปิดประเทศและความร่วมมือ เสริมขีดความสามารถทางนวัตกรรม สร้างโครงสร้างการเปิดสู่ภายนอกที่เชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเลระหว่างจีนกับต่างประเทศ อำนวยผลประโยชน์แบบทวิภาคีระหว่างประเทศตะวันออกกับประเทศตะวันตก ส่งเสริมการสร้างประเทศที่เข้มแข็งทางการค้า ใช้นโยบายการค้าระดับสูงและอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนแบบเสรี ใช้ระบบให้นักลงทุนต่างชาติมีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองจีนในช่วงจัดตั้งและขยายตัวของวิสาหกิจทุนต่างชาติ และระบบบริหารบัญชีรายชื่อต้องห้าม ผ่อนคลายเงื่อนไขการอนุมัติเข้าตลาดให้มากขึ้น ขยายการเปิดสู่ภายนอกของอุตสาหกรรมการบริการ คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ วิสาหกิจที่ลงทะเบียนในดินแดนจีนทั้งหมดจะต้องใช้นโยบายเดียวกัน และให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ให้เขตนำร่องการค้าเสรีมีเสรีภาพมากขึ้นในการปฏิรูป สร้างท่าเรือการค้าเสรี ส่งเสริมความร่วมมือด้านศักยภาพการผลิตระหว่างประเทศ สร้างเครือข่ายการค้า การสมทบทุน การผลิต และการบริการที่มุ่งต่อทั่วโลก
นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะจัดตั้งทีมนำที่ปกครองประเทศตามกฎหมายทุกด้าน ส่งเสริมการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อผลักดันงานพิจารณาตรวจสอบการปฏิบัติตามและรักษาอำนาจของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ รายงานของนายสีจิ้นผิง ยังเรียกร้องให้องค์การพรรคคอมมิวนิสต์ระดับต่างๆ และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทุกคนเป็นแบบอย่างในการให้ความเคารพ ศึกษา รักษา และใช้กฎหมาย ไม่ว่าบุคคลหรือองค์กรใดๆ มิอาจมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญได้

นายสี จิ้นผิง กล่าวเน้นว่า การสร้างสรรค์ประเทศให้มีระบบการศึกษาที่เจริญเข้มแข็งนั้น เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีน จึงจำเป็นต้องยกภารกิจด้านการศึกษาให้มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ผลักดันการพัฒนาการศึกษาภาคบังคับทั้งในเมืองและชนบทเป็นแบบแผนเดียวกัน ให้ความสำคัญระดับสูงต่อการพัฒนาการศึกษาภาคบังคับในเขตชนบท จัดทำการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาสำหรับผู้พิการ และการศึกษาทางอินเตอร์เน็ตให้ดี ส่งเสริมการศึกษามัธยมปลายให้ทั่วถึง เร่งพัฒนาสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยและหลักสูตรชั้นนำ ปรับปรุงระบบการให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนนักศึกษาให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทำให้แรงงานที่เพิ่มขึ้นใหม่ทั้งในเมืองและชนบทส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาระดับมัธยมปลาย พร้อมเพิ่มจำนวนคนที่ได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มากขึ้น

นายสีจิ้นผิง เน้นว่า ต้องทำให้ประชากรในชนบทพ้นจากสภาพความยากจนให้หมด อำเภอยากจนในขณะนี้ก็ต้องหลุดพ้นจากความยากจนได้หมด แก้ปัญหาในภาพรวมจนพ้นจากความยากจนอย่างแท้จริง
เพื่อการนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะรณรงค์ให้สมาชิกพรรคฯ ทุกคนยืนหยัดการช่วยเหลือผู้ยากจนให้ตรงเป้า ยืนหยัดกลไกการทำงานที่คณะกรรมการกลางพรรคฯ กำหนดไว้ โดยให้ระดับมณฑลรับผิดชอบโดยรวม ระดับเมืองและอำเภอลงมือปฏิบัติ ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้รับผิดชอบหลัก กระตุ้นให้เกิดความตั้งใจและการใช้สติปัญญา

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า จะต้องสร้างระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานที่มีเอกลักษณ์ของจีน มีระบบประกันสุขภาพและระบบให้บริการการรักษาพยาบาลและสาธารณสุขที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมการสร้างระบบบริการการรักษาพยาบาลและสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน และสร้างทีมแพทย์สามัญประจำบ้าน ยกเลิกการขายยาในราคาสูงเพื่อเพิ่มรายได้ของโรงพยาบาล ปรับปรุงระบบประกันยารักษาโรคให้สมบูรณ์แบบ ป้องกันและควบคุมโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง ใช้ยุทธศาสตร์การรักษาความปลอดภัยของอาหาร ส่งเสริมการเชื่อมต่อนโยบายการให้กำเนิดบุตรกับนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่เกี่ยวข้อง รับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างแข็งขัน สร้างบรรยากาศสังคมและระบบการดูแลผู้ชราภาพ เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมผู้สูงอายุ

นายสีจิ้นผิง กล่าวอีกว่า จีนจะเร่งรัดจัดตั้งระบบกฎหมายและแนวนโยบายด้านการผลิตและบริโภคสีเขียว จัดตั้งระบบเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการเงินสีเขียว การบำบัดรักษามลพิษ เช่น อากาศ น้ำ และที่ดิน ยกมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษ การเข้าร่วมแก้ไขภาวะแวดล้อมโลก ลงมือแก้ปัญหาภาวะแวดล้อมอย่างจริงจัง ดำเนินโครงการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยา จัดตั้งกลไกส่งเสริมระบบนิเวศวิทยาที่ดีอย่างด้าน จัดตั้งองค์การบริหารและกำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติและนิเวศวิทยาของรัฐ จัดตั้งระบบบุกเบิกและรักษาดินแดนแห่งชาติ จัดตั้งระบบรักษาธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นที่ไปสวนสาธารณะต่างๆ ของรัฐเป็นหลัก

รายงานยังคาดว่า ระบบนิเวศวิทยาของจีนจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างมากในปี 2035 และจะบรรลุซึ่งเป้าหมายการเป็นประเทศที่สวยงามแบบจีน

นายสีจิ้นผิง ระบุว่า งานการป้องกันประเทศและการพัฒนากองทัพของจีนต้องตอบสนองแนวโน้มการพัฒนาของการปฏิวัติด้านการทหารใหม่ของโลก และความต้องการด้านความมั่นคงของประเทศ ก่อนสิ้นปี 2020 ต้องมีผลคืบหน้าที่สำคัญยิ่งในการบรรลุการใช้เครื่องยนต์(Mechanization) และความเป็นสารสนเทศในขั้นพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพด้านยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ ผลักดันทฤษฎีด้านการทหาร รูปแบบการจัดตั้งกองทัพและการพัฒนาบุคลากรด้านการทหาร และการพัฒนาความทันสมัยของอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกด้าน พยายามบรรลุความทันสมัยทั้งในด้านการป้องกันประเทศและการพัฒนากองทัพก่อนปี 2035 และสร้างสรรค์กองทัพระดับชั้นนำของโลกให้สำเร็จในช่วงกลางศตวรรษที่ 21

นายสีจิ้นผิง เน้นว่า ระบอบหนึ่งประเทศสองระบบ เป็นระบอบที่ดีที่สุดที่รักษาความมั่นคงและความรุ่งเรืองระยะยาวของฮ่องกงและมาเก๊า สนับสนุนให้ทางการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า และผู้ว่าฯ บริหารงานตามหลักรัฐธรรมนูญ สร้างผลการทำงานอย่างแข็งขัน ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผลักดันประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ รักษาความมั่นคงของสังคม มีความรับผิดชอบด้านรัฐธรรมนูญในการพิทักษ์อธิปไตยเหนือดินแดน ความมั่นคง และการพัฒนาของประเทศ กำหนดนโยบายและมาตรฐานให้ชาวฮ่องกงและมาเก๊ามีโอกาสพัฒนาที่จีนแผ่นดินใหญ่

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า ต้องยืนหยัดหลักการให้ชาวฮ่องกงที่รักชาติบริหารฮ่องกง และชาวมาเก๊าที่รักชาติบริหารมาเก๊า เพิ่มกำลังการรักชาติ ส่งเสริมให้พี่น้องชาวฮ่องกงและมาเก๊ามีจิตสำนึกรักในความเป็นชาติบ้านเมือง

นายสีจิ้นผิง ชี้แจงว่า “หลักการจีนเดียว” เป็นพื้นฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ส่วน “ฉันทามติปี 1992” สะท้อนให้เห็นถึงหลักการจีนเดียวเป็นจุดสำคัญในการประกันการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบอย่างสันติ เพียงยอมรับ “ฉันทามติปี 1992” ว่าเป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์เท่านั้น สองฝ่ายจึงจะสามารถจัดการพูดคุยเจรจากันได้ และการไปมาหาสู่กันระหว่างพรรคการเมืองหรือองค์การต่างๆ ของไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่ก็จะไม่มีอุปสรรคด้วย รายงานเน้นว่า แผ่นดินใหญ่มีเจตนารมณ์ที่หนักแน่น มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ และมีขีดความสามารถอันเพียงพอในการทำลายแผนแบ่งแยก และ “ให้ไต้หวันเป็นเอกราช” ไม่ว่าในรูปแบบใด

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า จีนยืนหยัดนโยบายที่เป็นอิสระเสรีและวิธีทางการทูตอย่างสันติมาโดยตลอดในยุคใหม่ เคารพประชาชนประเทศต่างๆ ในการเลือกหนทางการพัฒนา รักษาความเที่ยงธรรมและความยุติธรรมระหว่างประเทศ คัดค้านการยัดเยียดความคิดตนให้ผู้อื่น คัดค้านการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ และใช้อำนาจแข็งแกร่งของตนข่มขู่ผู้ที่อ่อนแอ

จีนจะไม่ทำลายผลประโยชน์ของประเทศอื่นๆ เพื่อมาพัฒนาตัวเองอย่างเด็ดขาด และจะไม่สละสิทธิและผลประโยชน์ที่เที่ยงธรรมของตนเองด้วย ไม่ว่าใครก็อย่าคิดฝันว่าจะให้จีนยอมรับผลร้ายที่ทำลายผลประโยชน์ตนเอง จีนจะยืนหยัดนโยบายการป้องกันประเทศที่เน้นป้องกันตนเอง การพัฒนาของจีนจะไม่คุกคามประเทศใดๆ ไม่ว่าจีนพัฒนาไปถึงระดับไหน ก็จะไม่คิดจะครองโลกและจะไม่แทรกแซงประเทศอื่นใดอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

นายสีจิ้นผิง กล่าวเน้นว่า ประชาชนเกลียดชังโกรธแค้นการทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด และการทุจริตคอรัปชั่นเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสุดที่พรรคคอมมิวนิสต์กำลังเผชิญหน้าอยู่ เกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะยึดมั่นหลักการที่ไม่มีพื้นที่ยกเว้น ต้องครอบคลุมทั่วถึงหมด และไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตใดๆ แม้เพียงน้อยนิด ยืนหยัดการตรวจสอบสืบสวนทั้งผู้ให้และผู้รับสินบน ป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มคณะที่มีผลประโยชน์ร่วมกันภายในพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาด จัดตั้งระบอบการตระเวนตรวจสอบในคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนระดับเมืองและอำเภอ เพิ่มขีดความสามารถในการปราบปรามและปรับบทลงโทษปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่อยู่ใกล้ตัวประชาชน ไม่ว่าผู้ทุจริตคอรัปชั่นจะหลบหนีไปอยู่ที่ไหน ก็ต้องไล่จับกลับมาดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมาย ผลักดันให้บัญญัติกฎหมายต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นแห่งชาติ และสร้างสรรค์เวทีแจ้งความที่ครอบคลุมระบบการตรวจสอบระเบียบวินัยและการตรวจการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างทั่วถึง

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า จีนจะสร้างและปรับปรุงระบบตรวจสอบควบคุมพรรคและประเทศให้สมบูรณ์ กำหนดกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบควบคุม จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบควบคุมระดับประเทศ มณฑล เมืองและอำเภอ ให้ทำงานร่วมมือกับหน่วยงานตรวจวินัยระดับนั้นๆ เพื่อให้การตรวจสอบควบคุมครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจทั้งหมด มอบหมายอำนาจและวิธีการตรวจสอบให้กับคณะกรรมการควบคุม ส่งเสริมการควบคุมโดยองค์การพรรคฯ ส่งเสริมการตรวจสอบควบคุมตามหลักประชาธิปไตย ส่งเสริมให้หน่วยงานระดับเดียวกันควบคุมซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการตรวจสอบควบคุมเป็นประจำ และส่งเสริมการตรวจสอบทางการเมืองในระดับลุ่มลึก

นายสีจิ้นผิง ระบุว่า จีนจะเพิ่มการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลด้านกฎหมาย ภาวะนิเวศ การตรวจสอบ และการทหาร รวมถึงจะจัดตั้งหน่วยงานนำการปกครองประเทศตามกฎหมายของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพิ่มกำลังในการชี้นำการสร้างสรรค์ประเทศจีนตามกฎหมาย จัดตั้งองค์กรบริหารทรัพยากรธรรมชาติและการกำกับดูแลภาวะนิเวศของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด กำกับดูแลการใช้ผืนดินทั้งหมด และการอนุรักษ์ฟื้นฟูภาวะนิเวศ กำกับดูแลการปล่อยมลภาวะประเภทต่างๆ ในเมืองและชนบท และการบริหารจัดการตามกฎหมาย จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 4 ระดับคือ รัฐ มณฑล เมือง และอำเภอ ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ใช้ระบบตระเวนตรวจสอบของคณะกรรมการพรรคระดับเมืองและอำเภอ เพิ่มกำลังในการจัดการปัญหาคอรัปชั่น จัดตั้งองค์กรบริหารและสร้างหลักประกันให้ทหารที่ปลดประจำการ เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของทหารและสมาชิกครอบครัว

นายสีจิ้นผิง กล่าวว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนนำประเทศจีนภายใต้ระบอบสังคมนิยมที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ดังนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องเพิ่มความสามารถด้านการบริหารต่างๆ รวมทั้ง ความสามารถด้านการนำทางการศึกษา การเมือง การปฏิรูป นวัตกรรมใหม่ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การปกครองประเทศตามกฎหมาย การนำประชาชน การปฏิบัติด้านต่างๆ และการแก้ไขความเสี่ยง โดยเน้นย้ำว่า พรรคการเมืองต้องมีความคิดทางกลยุทธ์ นวัตกรรม วิภาษวิธี การปกครองประเทศตามกฎหมาย และแนวคิดนอกกรอบ

ยุทธศาสตร์ คสช. พลิกอ่อน เป็นแข็ง พลิก”โลกล้อมไทย”

ยุทธศาสตร์ คสช. พลิกอ่อน เป็นแข็ง พลิก”โลกล้อมไทย”


จุดอ่อนสำคัญประการหนึ่งของ คสช. และรัฐบาลชุดปัจจุบัน

คือปฏิกิริยาการตอบรับจากต่างประเทศ

ยังจำได้หรือไม่ว่า ท่าที “เฉยชา” จากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ภายหลังการรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 เป็นอย่างไร

และทำไมนโยบายต่างประเทศของไทยถึงเอนเอียงเข้าไปหา “จีน” มากเป็นพิเศษในระยะหลัง

แต่ “เวลา” นั้นเป็นยาวิเศษเสมอ

ยิ่งเมื่อประกอบเข้ากับ “ผลประโยชน์” ด้วยแล้ว

ยิ่งเป็นยาวิเศษอันเอกอุ

ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ

ว่าเหตุไฉนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปิดประตูต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อย่างอบอุ่น

หากไม่มีการสั่งซื้อถ่านหินคุณภาพดีจำนวน 155,000 ตันของเครือซิเมนต์ไทยเป็นแรงหนุน

หากไม่มีการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านบาท และสร้างงานในรัฐโอไฮโอกว่า 8,000 ตำแหน่งของ ปตท.โกลบัล เคมิคัลเป็นอีกแรงผลักดัน

หากไม่มีการลงทุนข้ามชาติเพื่อผลิตชิ้นส่วนให้รถยนต์ไฟฟ้าเทสลาโดยกลุ่มไทยซัมมิตเพิ่มเข้าไปอีกแรง

รวมทั้งหากไม่มีแรงกดดันให้เปิดตลาดเนื้อ และเครื่องในหมูจากสหรัฐเข้ามาด้วยแล้ว
มิตรไมตรีที่หยิบยื่นให้จะซาบซึ้งซาบซ่าเช่นนี้ละหรือ

จากคิวของสหรัฐอเมริกา

ต้นปี 2561 พล.อ.ประยุทธ์ยังมีแนวโน้มจะเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

จะมีช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกเล่า

อังกฤษเพิ่งลงมติแยกตัวจากสหภาพยุโรป

กระบวนการในการโดดเดี่ยวตนเองนั้นยุ่งยากมากมาย และมีแรงบีบคั้นจากรอบด้าน

ความต้องการมิตรย่อมมากกว่าปกติ

และในขณะที่อังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป

สกอตแลนด์ก็ตั้งท่าว่าจะขอแยกตัวจากอังกฤษ เพื่อกลับเข้าไปรวมกับสหภาพยุโรปแทน

ความยุ่งยากใจและยุ่งยากในการทำงานยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ช่วงเวลาไหนเล่าที่ต้องการมิตร

และเป็นเวลาอันควรถกถึงประโยชน์ร่วมไปมากกว่านี้

กระนั้น แนวทาง “โลกล้อมไทย” ที่ คสช.พยายามเปลี่ยนจุดอ่อนให้กลับมาเป็นจุดแข็ง

อาศัยแรงจากภายนอก เข้ามาสร้างเสถียรภาพและค่านิยมภายใน มิได้จำกัดอยู่แต่ในเฉพาะภาครัฐ
17 ตุลาคม

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวที่นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเฟซบุ๊ก จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย

และเข้าพบหารือในวันที่ 30 ตุลาคมว่า

การเดินทางมาเยือนและพบกับตนเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นการเดินทางมาดำเนินการในส่วนของเขา
เป็นการขอเข้าพบและหารือร่วมกันในการแสวงหาความร่วมมือ เรื่องป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบของอาชญากรรมข้ามชาติ

ว่าจะมีมาตรการและแผนการป้องกันอย่างไร ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหา

“ขอร้องว่าการพบกันครั้งนี้อย่าไปยึดโยงกับเรื่องนั้นเรื่องนี้เลย ถือเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

“ก็ดีกว่าไม่ได้พูดกันเลย”

แน่นอนว่าหลังการมาเยือนของนายซักเคอร์เบิร์ก

รัฐบาลไทย และ คสช.กวาดคะแนนจากคนไทยและต่างประเทศอีกส่วนหนึ่งไปแล้ว

หากพิจารณาว่านายซักเคอร์เบิร์กคือหนึ่งใน “ผู้นำโลกยุคใหม่”

หากพิจารณาว่านายทรัมป์ยังเป็นหนึ่งในผู้นำของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งสองของโลก

คำถามคือรัฐบาล และ คสช.มีความสามารถในการแปลงภาพพจน์ที่เป็นบวกนี้ให้เป็น “รูปธรรม” ที่จับต้องได้อย่างไร

การซื้อสินค้าจากสหรัฐ หรือการส่งออกเงินลงทุนไปยังสหรัฐอเมริกา

ยังไม่ใช่ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของสังคมไทย

เช่นเดียวกับการพบปะหารือกับเจ้าของเฟซบุ๊ก ผ่านแล้วก็จบเลย

จะติดตามมาด้วยการลงทุนสร้าง “ดาต้า เซนเตอร์” หรือศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของเฟซบุ๊กขึ้นในเมืองไทยหรือไม่

การลงทุนที่ไม่ใช่แต่ได้รับเงินทุน หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้เป็นกระดานหก หรือแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากกิจการชั้นนำอื่นๆ ของโลก

ทั้งหมดนี้ยังรอการ ซ.ต.พ.

'สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์'

พระเมรุมาศ
ดุจจะดั่งวิมานจากสวรรค์ ณ ชั้นดุสิต ล่องลอยลงมาสถิต ณ ท้องสนามหลวง
วานนี้............
พุธที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๐ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา "เวลา ๑๗.๑๙ นาฬิกา"
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"
ทรงประกอบพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ
งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ............
"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"
ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งในการนี้..........
"สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" และ "พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์" โดยเสด็จด้วย
ผมมั่นใจว่าเกือบทุกท่านได้ชมแล้วทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ซึ่งถ่ายทอดไปทั่วโลก
สำหรับคนไทยเรา ก็ทราบว่า ภาพที่เห็นนั้น ณ ท้องสนามหลวง
แต่สำหรับคนต่างบ้าน-ต่างเมืองที่ได้ชม จะต้องตื่นตะลึงว่า ที่เห็นนั้น
เมืองแมนแดนมนุษย์แน่หรือ.........
หรือแดนฟ้า-แดนสวรรค์ในเทพนิยายกันแน่?
และเขาจะเชื่อสนิทใจหรือไม่ เมื่อบอกว่า พระเมรุมาศที่เห็นนั้น คือเมืองมนุษย์ เมืองไทยนี่เอง
และมิใช่จากองค์พระวิษณุกรรมรังสรรค์
หากแต่ สถาปนิก วิศวกร และช่างศิลปกรรมไทย กรมศิลปากรทั้งหมด-ทั้งสิ้น รังสรรค์โดยแท้
โดยถอดหัวใจถวายสืบสายลายศิลป์เอกลักษณ์ไทย "หนึ่งเดียวในโลก" รองรับพระเกียรติ พระผู้ผ่านฟ้า
"พ่อของแผ่นดิน"...........
องค์พระภูมินทร์ "พระมหาภูมิพล" พระองค์นั้น
เมื่อ "นพปฎลมหาเศวตฉัตร" ขึ้นสู่ยอดพระเมรุมาศแล้ว นั่นคือ ทั้งหลาย-ทั้งปวง ที่เริ่มลงมือมาตั้งแต่เดือนกุมภา
๑๘ ตุลา การก่อสร้างพระเมรุมาศ "เสร็จสิ้น" สมบูรณ์ทุกประการ
โครงเหล็ก-นั่งร้าน ทั้งหมดจะถูกรื้อออก
และนับจากวันนี้ (๑๙ ต.ค.) เป็นต้นไป...........
พระเมรุมาศประกอบประติมากรรมและศาลาราย กรมศิลปากรรังสรรค์ ดั่งจะลอยองค์ลงมา
"สนามหลวง" หายไป........
แดนสวรรค์ชั้น "ดุสิต" ของพ่อ เพริศแพร้ว สถิตแทน!
ก็เข้าใจละ ที่บุราณพร่ำกล่าว แดนฟ้า-แดนสวรรค์ มีแต่คนดี คนมีศีล มีธรรม
ไม่แก่งแย่ง ไม่โลภโมโทสัน ไม่ทำร้ายกัน พูดจาไพเราะต่อกัน มีความรักต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาและแบ่งปันกัน
ก็เมืองฟ้า-เมืองสวรรค์ อบร่ำมนต์แห่งมหาบารมีผู้เพ็ญพำนัก แผ่คลุมเป็นลมหายใจทิพย์เช่นนี้แหละหนอ
คนใจสว่าง จึงเห็น และได้รับทางเข้าถึง
คนใจมืดบอด ต่อให้ตาเห็น ด้วยโมหะแห่ง "คนมากเวร" ทำให้เห็นดอกบัวเป็นกงจักร
ควรทราบกันไว้ "พระเมรุมาศ" ปานองค์วิษณุกรรมรังสรรค์ "สมพระเกียรติ" ยิ่งนี้
นายช่างการก่อสร้างพระเมรุมาศ, สิ่งปลูกสร้างประกอบ, การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ หัวเรี่ยว-หัวแรงในงาน ประกอบด้วย
-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
-พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ประธานฝ่ายจัดสร้าง
-นายวีระ โรจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม รองประธาน
-นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และเลขาฯ จัดสร้าง
-นายธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกออกแบบ
-นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมออกแบบ
-นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล วิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง
-นางวิจิตร ไชยวิชิต ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่
ยังประกอบด้วยช่างแขนงต่างๆ อีกมากมาย ที่ร่วมกันถอดหัวใจสร้างพระเมรุมาศ
และที่สำคัญสูงสุด การก่อสร้างทั้งหมดนี้.......
"สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" ทรงเป็นองค์ที่ปรึกษา
กว่าจะเป็น "พระเมรุมาศ" เป็นมาอย่างไร และองค์ประกอบทั้งหมดมีอะไรบ้าง ทุกคนอยากรู้แน่
ผมเอง "จนปัญญา" ถึงอ่านจากที่แถลงเป็นข่าว ก็ไม่ได้บรรยากาศ จึงไม่อยากยกมา
จะให้ได้เข้าถึงทั้งบรรยากาศ ทั้งจิตวิญญาณ ต้องจากปากคนออกแบบเอง คือ "คุณก่อเกียรติ ทองผุด"
ศิษย์เอก "พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น" ศิลปินแห่งชาติด้านทัศนศิลป์ผู้ออกแบบพระเมรุมาศถวายเจ้านายชั้นเจ้าฟ้ามาแล้ว ๓ พระองค์
ผมไม่มีความสามารถเข้าถึง แต่อ่านที่ "ไทยพับลิกา" สัมภาษณ์ไว้แต่เดือนธันวา ๕๙
ด้วยเคารพในสิทธิไทยพับลิกา ผมขออนุญาตตรงนี้ ขอนำบางตอนมาเป็นประโยชน์ร่วมกันในกาลนี้ด้วย
......................๑๔ ชั่วโมงของการคิดและออกแบบ ต้องแข่งกับเวลาทุกวินาที เพื่อให้ทันถึงมือ “อธิบดีกรมศิลปากร” ภายใต้โจทย์ที่ต้องยึดตามพระราชประเพณี สมพระเกียรติ และไม่เหมือนที่เคยมีมา ได้แบบพระเมรุมาศ ๓ แบบ
แบบแรกที่เกิดขึ้นในค่ำวันนั้น คือ “พระเมรุมาศทรงบุษบก ๑ ยอด” ผ่านแนวคิด พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
แบบที่ ๒ “พระเมรุมาศทรงบุษบก ๕ ยอด” คล้ายกับพระเมรุมาศของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ เนื่องจากยุคนั้น เป็นครั้งแรกที่มีการสร้างพระเมรุมาศทรงบุษบกถวายแด่พระมหากษัตริย์
และสุดท้ายเป็นแบบ “พระเมรุมาศทรงบุษบก ๙ ยอดพิเศษ” อันหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙
“ทั้ง ๓ แบบนี้เสร็จประมาณ ๐๓.๐๐ น.เศษ คืนนั้น มีคุณธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกชำนาญการ มาร่วมกันออกแบบกันที่บ้านของผม ไม่ได้กินน้ำกินข้าว เพราะต้องช่วยดูเรื่องรายละเอียดต่างๆ ซึ่งก็ลงความเห็นกันว่าแบบที่ ๓ ที่เป็นทรงบุษบก ๙ ยอดพิเศษดูสมพระเกียรติ แต่ยังไม่สมบูรณ์พอ ตอนนั้นเริ่มเหนื่อยล้ากันพอสมควรแล้ว”
แบบพระเมรุมาศ ทรงบุษบก ๙ ยอด ศึกษาและออกแบบตามหลักโบราณราชประเพณีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จำลองเขาพระสุเมรุอย่างสมพระเกียรติ
กระทั่ง ๐๔.๐๐ น.ในขณะที่แรงกายใกล้หมด-หนังตาใกล้ปิด “พระเมรุมาศแบบที่ ๔” ก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของ “ก่อเกียรติ”
“พระเมรุมาศทรงบุษบก ๙ ยอด” พระเมรุมาศเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๖๐ เมตร สูง ๕๐.๔๙ เมตร ประกอบด้วย ตรงกลางเป็นบุษบกใหญ่ยอดปราสาท ๗ เชิงกลอน รายรอบด้วยบุษบกขนาดเล็กลงมาที่มุมทั้ง ๔ วางลดหลั่นกันลงมา
บุษบกที่วางลดหลั่นดังกล่าวให้ความรู้สึกถึงการถวายพระเกียรติ โดยมีทั้งหมด ๔ ชั้น
ชั้นล่างสุด คือลานพื้นอุตราวรรตสำหรับการเดินเวียนซ้าย ส่วนที่เหลือเป็นชั้นชาลาที่ ๑ ชั้นชาลาที่ ๒ ชั้นชาลาที่ ๓ และชั้นชาลาที่ ๔ โดยชั้นชาลาที่ ๔ เป็นที่ตั้งจิตกาธาน ประดิษฐาน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ"
แนวคิดการจัดวางยอดมาจากพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วัดที่สร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี เมื่อปี ๒๕๓๙
หลักใหญ่ในการออกแบบพระเมรุมาศวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า บุษบกใหญ่ที่อยู่กึ่งกลางเปรียบดัง “เขาพระสุเมรุ” หมายถึงศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล ตามคติความเชื่อแบบพราหมณ์ อันเป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพภูมิต่างๆ และองค์ทวยเทพ
บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ มีสัตว์หิมพานต์น้อยใหญ่และสระอโนดาต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ๕ สาย ส่วนบุษบกน้อยใหญ่ที่รายล้อมนั้น เปรียบได้กับทิวเขาทั้ง ๗ รายรอบ เรียกว่า “สัตบริภัณฑ์คีรี”
และหากกล่าวถึง “พระมหากษัตริย์” ตามความเชื่อพราหมณ์นั้น ก็ทรงเป็นสมมติเทพ สถิตบนเขาพระสุเมรุที่ลงมาจุติยังโลกมนุษย์ เมื่อสวรรคต ก็มีการจัดพระราชพิธีส่งดวงพระวิญญาณกลับสู่เขาพระสุเมรุดังเดิม
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านเป็น ๒ นัยยะคือ พระนารายณ์อวตาร ในพระนามเต็มของพระองค์ใช้คำว่า รามาธิบดี และพระองค์ทรงเป็น พระโพธิสัตว์ ที่เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
ตอนนี้ เรากำลังสร้างเขาพระสุเมรุ เพื่อส่งพระองค์ไปยังสวรรค์ชั้นดุสิต ยอดของพระเมรุมาศจะเป็นประติมากรรม มีพระโพธิสัตว์รายรอบ
เราพยายามเทียบเคียงกับคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง และรูปแบบนี้ยังไม่เคยมีมาก่อน”
งานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ให้ความสำคัญ “สระอโนดาตเสมือนจริง” จะถูกขุดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีงานประดับฉากบังเพลิงด้านนอกด้วยสีชมพูอมทอง ด้านหน้าเขียนภาพจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ด้านในเขียนภาพดอกไม้ เขียนโดยช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
โดย "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" มีพระราชปรารภว่า
อยากให้สอดแทรกโครงการพระราชดำริอยู่ในฉากบังเพลิง จึงแบ่งเป็น ๔ หมวด ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
เบื้องต้น โครงการที่นำมาวาด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอดีเซล โครงการแกล้งดิน โครงการชั่งหัวมัน กังหันชัยพัฒนา โครงการฝนหลวง
“แบบพระเมรุมาศครั้งนี้ ถือเป็นสถาปัตยกรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยแท้จริง ผสานกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยรัชกาลที่ ๙ ดังนั้น สีพระเมรุมาศจะมีทั้งสิ้น ๕ สี
ได้แก่ สีทอง เป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ สีขาว คือธรรมแห่งการปกครอง สีน้ำเงิน แทนพระมหากษัตริย์ สีชมพู เสริมความมงคล และ สีเขียว หมายถึงทรงนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แผ่นดินไทย"
ครับ....กราบขอบคุณ ที่ทำสิ่งนี้ "สมพระเกียรติ" สมบูรณ์ และขอบคุณไทยพับลิกาอีกครั้ง.

ปูทางตีกรรเชียงก่อน

ปูทางตีกรรเชียงก่อน

เฮเก้อ ผิดหวังเล็กน้อย

ในอารมณ์ที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง รีบตั้งโต๊ะแถลงข่าวเคลียร์กระแสข่าวลือรัฐบาลจะเพิ่มวงเงินใน “บัตรคนจน” ซื้อสินค้าร้านธงฟ้าเป็น 700–800 บาท

ยืนยันว่าไม่จริง เกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

เพราะยังเป็นแค่การศึกษาความเป็นไปได้ จากการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาหาแนวทางในการเพิ่มวงเงินบัตรคนจน โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ใช้รถเมล์ ขสมก.และรถ บขส.

อาจเพิ่มเป็นเงินใช้จ่ายสินค้าให้แทน ตามแผนที่ตั้งเป้าไว้คือ 500 บาท

ปลัดคลังต้องขอโทษที่ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดเข้าใจผิด

กลายเป็นจังหวะสะดุดนิดหน่อย เกือบทำงานกร่อย ท่ามกลางกระแสความคึกคักของโครงการบัตรคนจน ประชาชนจำนวนมากรับรู้ถึงโครงการที่รัฐบาลช่วยเหลือคนจนผู้มีรายได้น้อย

ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” กำลังออกหมัดชกได้เข้าเป้า โดนใจชาวบ้าน แต่ข่าวเพิ่มวงเงินเป็น 800 บาท ทำให้คนสับสน นั่นไม่เท่ากับเขี่ยลูกไปเข้าเหลี่ยมของนักการเมืองอาชีพที่จ้องเตะตัดขาโครงการบัตรคนจนอยู่แล้ว รีบตีปี๊บประจานการเพิ่มวงเงินบัตรคนจนของรัฐบาล

อ้างเป็นแผนการให้เงินไหลเข้ากระเป๋าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากบัตรคนจน ได้น้ำได้เนื้อและไวกว่าเดิมขึ้นอีกหลายเท่า

เอาเป็นว่า ยิ่งบัตรคนจนของรัฐบาลชกเข้าเป้าเท่าไหร่

แรงกระแทกกลับ “บิ๊กตู่–สมคิด” ก็จะแรงมากเท่านั้น

ตามรูปการณ์เดิมพันฟื้นคุณภาพชีวิตคนยากคนจนที่พร้อมถูกผูกเงื่อนเป็นปมการเมืองได้ตลอดเวลา
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่นักการเมืองไม่มีทางยอมให้ทีมงาน “ลูงตู่” ตีกินคะแนนได้ง่ายๆ

ที่แน่ๆมันท้าทายอาการ “เปราะบาง” ของ “มืองาน” ในทีมเศรษฐกิจที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ
ถูกบีบ ถูกกดดันหนักๆ ฝ่อได้ทุกจังหวะ

และถ้าใจเสาะ ถอดใจหนีเมื่อไหร่ ก็เท่ากับบีบเส้นทางอำนาจ “ลุงตู่” ไปต่อยากทันที

นี่แหละคือเป้าหมายของนักการเมืองอาชีพ

ขณะที่อีกด้านก็เป็นการบ้านของนายสมคิดที่ต้องตอบคำถามเชิงวิชาการที่หนีไม่พ้นเครื่องหมายคำถาม เรื่องภาระงบประมาณในโครงการกึ่งรัฐสวัสดิการ

รูปแบบไม่ต่างจากประชานิยมที่ปรนเปรอประชาชนแบมือขออย่างเดียว

แบบที่นายสมคิดยืนยันเลยว่า โครงการบัตรคนจน ธงฟ้าประชารัฐ ไม่ได้แค่ช่วยจุนเจือความช่วยเหลือเฉพาะหน้าให้ผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น

ไม่ได้แค่ให้เงินฟรีๆแล้วจบกัน แต่ระยะยาว รัฐบาลต้องช่วยสร้างรายได้ โดยที่กระทรวงการคลังจะได้ข้อมูลให้รู้ว่าแต่ละหมู่บ้านต้องการอะไรจริงๆ เพราะแต่ละหมู่บ้านความต้องการไม่เหมือนกันแน่ ต่อไปไม่ใช่แค่รับเงินสดอย่างเดียว ต้องมีโปรแกรมว่าจะพัฒนาอาชีพและต่อยอดความช่วยเหลืออย่างไร
ตามรูปการณ์ที่ “สมคิด” มั่นใจมาตรการอุ้มคนจนในทางยาวๆ

แต่ปัญหามันอยู่ที่ “บิ๊กตู่” ประกาศมัดคอตัวเองไว้แล้วจะเลือกตั้งปลายปี 2561 จึงเป็นการบ้านหนักที่รัฐบาล คสช.จะดำเนินการมัดใจประชาชนฐานรากได้ต่อเนื่องขนาดไหนในระยะเวลาที่เหลืออยู่จำกัด
อย่างไรก็ตาม จับสัญญาณแกว่งๆจาก “ครูหยุย” นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แสดงความเป็นห่วงตัวแปรเรื่องการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. อาจจะต้องเสียเวลาไปแก้ไขเนื้อหาที่เป็นปัญหา ทำให้การเลือกตั้งต้องช้าออกไป

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะโต้โผใหญ่รัฐบาล ก็ยืนกรานเสียงแข็ง กำหนดเลือกตั้งต้องแปรผันตามการแล้วเสร็จของกฎหมายลูก

และล่าสุด “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แบะท่ายอมรับตามตรงเลยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดนทักท้วงเยอะแทบทุกมาตรา

ยอมรับสภาพเป็นนัย กระบวนการกฎหมายลูกมีแนวโน้มล่าช้าคุมเกมไม่ได้

เรื่องของเรื่อง เหมือน “ซือแป๋” ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงแรงเหวี่ยงในการเร่งเกมกฎหมายลูกมัดคอ “นายกฯลุงตู่” รีบประกาศเลือกตั้ง เตะลูกไปเข้าทางเหลี่ยมถนัดของยี่ห้อ “ทักษิณ”

ได้ยินเสียงคนกันเองค่อนแคะ ทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเองทำไม.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

งบฯใต้



งบฯใต้
"บิ๊กโด่ง" นำทีม "คปต.ส่วนหน้า" ตรวจสอบกลั่นกรอง งบฯ ปี61 กว่า1.3หมื่นล้าน 54หน่วยงาน แก้ใต้ 78 โครงการ 85 กิจกรรม ให้ชัดเจน ประสานสอดคล้องกัน ไม่ซ้ำซ้อน. เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เผย กลาโหม ได้งบฯ 6,115 ล้านบาท ดูแลความปลอดภัยฯ
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล (ผทพ.)ในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้. 
เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจําปีงบประมาณ 2561
ของคณะ ผทพ. ทั้ง13คน ที่ เซนทารา ศูนย์ราชชการ แจ้งวัฒนะ เพื่อสรุปผลการทำงาน ปี2560 และ อนุมัติแผนการทำงาน ปี2561 และรับทราบ งบประมาณ ปี2561 ของ หน้วยงานต่างๆ54 หน่วย ที่เกี่ยวข้อง รวม 13,255,744,700 บาท ที่ได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ สํานักงบประมาณ ได้เห็นชอบให้สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ และ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง รวมท้ังส้ิน 54 หน่วยงาน ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณตามแผนงานบูรณาการ การขับเคลื่อนการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจําปีงบประมาณ 2561 วงเงินงบประมาณ จํานวน 13,255,744,700 บําท เพื่อดําเนินการตาม แผนปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ประกาศใช้บังคับแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมา
โดย จําแนกได้ดังน้ี
1. สํานักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานในกํากับ รวม 3,904,908,800 บาท 
2. กระทรวงกลาโหม รวม 2,260,233,900 บาท
3. กระทรวงการต่างประเทศ รวม 33,700,000 บาท 
4. กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา รวม 67,251,700 บาท 
5. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวม 179,382,000 บาท
6. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวม 218,535,800 บาท
7. กระทรวงคมนาคม รวม 353,657,800 บาท 
8. กระทรวงพาณิชย์ รวม 32,108,900 บาท
9. กระทรวงมหาดไทย รวม 1,508,349,800 บาท
10. กระทรวงยุติธรรม รวม 62,812,800 บาท 
11. กระทรวงแรงงาน รวม 17,443,400 บาท 
12. กระทรวงวัฒนธรรม รวม 111,812,100 บาท
13. หน่วยงานในกํากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวม 23,000,000 บาท
14. กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในกํากับ รวม 1,799,808,500 บาท
15. กระทรวงสาธารณสุขมรวม 117,106,000 บาท 
16. ส่วนราชการไม่สังกัดกระทรวง หรือทบวง (3 หน่วยงาน) รวม 2,560,496,300 บาท
17. หน่วยงานของศาล (1 หน่วยงาน) รวม 2,663,000 บาท
18. หน่วยงานอิสระของรัฐ (2 หน่วยงาน) รวม 2,473,900 บาท
รวมทั้งสิ้น 54 หน่วยงาน 78 โครงการ 85 กิจกรรม
แบ่งเป็น 7 กลุ่มงาน
กลุ่มภารกิจงานที่ 1 งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน -(กระทรวงกลาโหม) = 6,115.0048 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 2 งานอํานวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระท-(กระทรวงยุติธรรม) = 907.1540 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 3 งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ/เรื่องสิทธิมนุษยชน-(กระทรวงการต่างประเทศ) = 428.2280 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 4 งานการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม-(กระทรวงศึกษาธิการ) = 2,570.5944 ล้านบําท
กลุ่มภารกิจงานที่ 5 งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน (กระทรวงมหาดไทย) = 2,028.4730 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 6 งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย-(สภาความมั่นคงแห่งชาติ)= 1,068.6690ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 7 งานแสวงหาคําคอบจากความขัดแย้งโดยสันติวิธ-(สภาความมั่นคงแห่งชาติ)= 137.6215ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ต้องการตรวจสอบ -1.รายละเอียดแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน ภายใต้แผนงานบูรณาการ เรื่องการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. เพื่อคัดเลือกโครงการ/กิจกรรมที่สําคัญ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ตามกรอบหลักเกณฑ์ที่กําหนด และใช้เป็นเป้าหมาย
ในการกํากับ ติดตาม ดูแล และประเมินผลการดําเนินงาน การแก้ไขปัญหาและะพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
3. เพื่อพิจารณาแนวทางจัดทําข้อเสนอเบื้องต้น (Pre-ceiling) ในการของบประมาณสนับสนุนแผนงานการขับเคลื่อนการแก้ไข
ปัญหา และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจําปีงบประมาณ 2562
4. เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจของหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่รับผิดชอบของ คปต./สล.คปต. และของ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล/คปต.ส่วนหน้า/สํานักงาน คปต.ส่วนหน้า และเชื่อมประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวง กรม และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 54 หน่วยงาน
การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 3 วันคือในวันที่ 16, 18 และ 19 ตุลาคม 2560 ทุกหน่วยงานที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะได้ร่วมกัน ทบทวน ตรวจสอบ แผนงานโครงการ และ งบประมาณของทุกโครงการ ให้มีความชัดเจน ประสานสอดคล้องกันในทุกมิติ ทั้งในด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนา บนพื้นฐาน ของงานสร้างความเข้าใจ มีการตรวจสอบระบบการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส สนองตอบต่อความต้องกําร ของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาล
หลังจากนั้นสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจะได้เสนอ พลเอกประวิตร รองนายกรัฐมนตรี/ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไ้ขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาอนุมัติให้นําแผนปฏิบัติการ และข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ไปขับเคลื่อนการบูรณาการ แผนปฏิบัติการ แก้ไขปัญหา และพัฒนําจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

พอใจผลงาน !! ผทพ.-"ครม.ส่วนหน้า"



พอใจผลงาน !! ผทพ.-"ครม.ส่วนหน้า"
แต่ให้แค่ ปานกลาง งานรักษาความปลอดภัยใต้
"บิ๊กโด่ง" ประชุม เต็มคณะ "13 ครม.ส่วนหน้า" ประเมินผลการทำงาน 1 ปีผ่านมา การทำงาน "คณะผู้แทนพิเศษฯ" หรือ คปต.ส่วนหน้า ยันเป็นที่ พอใจ เพราะช่วยเร่งรัดการดำเนินการในการแก้ปัญหารวดเร็วขึ้น ขอบคุณทุกคน ที่มาทำงานร่วมกัน ถือเป็น "วันที่รอคอย"
....แต่ด้านการรักษาความปลอดภัย ได้คะแนนปานกลาง ชี้ต้องยอมรับ เพราะยังคงเกิดเหตุรุนแรงขึ้น. / กำชับ54หน่วยงาน ที่ได้งบประมาณ ปี2561 รวม 13,255,744,700 บาท ใช้ให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ที่สุด /เปิดตัวเลข งบฯในการดำเนินการ 78 โครงการ 85 กิจกรรม
ก่อนเตรียมทำสรุปผลงาน ปี2560 และแผนงานปี2561 ให้เสร็จ 19ตค. เพื่อนำเสนอต่อนายกฯและ พลเอกประวิตร ที่เป็น ประธาน คปต.
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล (ผทพ.)ในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้. 
เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจําปีงบประมาณ 2561
ของคณะ ผทพ. ทั้ง13คน ที่ เซนทารา ศูนย์ราชชการ แจ้งวัฒนะ เพื่อสรุปผลการทำงาน ปี2560 และ อนุมัติแผนการทำงาน ปี2561 และรับทราบ งบประมาณ ปี2561 ของ หน้วยงานต่างๆ54 หน่วย ที่เกี่ยวข้อง รวม 13,255,744,700 บาท ที่ได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ สํานักงบประมาณ ได้เห็นชอบให้สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ และ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง รวมท้ังส้ิน 54 หน่วยงาน ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณตํามแผนงานบูรณาการ การขับเคลื่อนการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจําปีงบประมาณ 2561 วงเงินงบประมาณ จํานวน 13,255,744,700 บาท เพื่อดําเนินการตาม แผนปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ประกาศใช้บังคับแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมา
โดย จําแนกได้ดังน้ี
1. สํานักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงํานในกํากับ รวม 3,904,908,800 บาท 
2. กระทรวงกลาโหม รวม 2,260,233,900 บาท
3. กระทรวงการต่างประเทศ รวม 33,700,000 บาท 
4. กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา รวม 67,251,700 บาท 
5. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวม 179,382,000 บาท
6. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวม 218,535,800 บาท
7. กระทรวงคมนาคม รวม 353,657,800 บาท 
8. กระทรวงพาณิชย์ รวม 32,108,900 บาท
9. กระทรวงมหาดไทย รวม 1,508,349,800 บาท
10. กระทรวงยุติธรรม รวม 62,812,800 บาท 
11. กระทรวงแรงงาน รวม 17,443,400 บาท 
12. กระทรวงวัฒนธรรม รวม 111,812,100 บาท
13. หน่วยงานในกํากับกระทรวงวิทยําศาสตร์และเทคโนโลยี รวม 23,000,000 บาท
14. กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในกํากับ รวม 1,799,808,500 บาท
15. กระทรวงสาธารณสุขมรวม 117,106,000 บาท 
16. ส่วนราชการไม่สังกัดกระทรวง หรือทบวง (3 หน่วยงาน) รวม 2,560,496,300 บาท
17. หน่วยงานของศาล (1 หน่วยงาน) รวม 2,663,000 บาท
18. หน่วยงานอิสระของรัฐ (2 หน่วยงาน) รวม 2,473,900 บาท
รวมทั้งสิ้น 54 หน่วยงาน 78 โครงการ 85 กิจกรรม

แบ่งเป็น 7 กลุ่มงาน
กลุ่มภารกิจงานที่ 1 งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน -(กระทรวงกลาโหม) = 6,115.0048 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 2 งานอํานวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระท-(กระทรวงยุติธรรม) = 907.1540 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 3 งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ/เรื่องสิทธิมนุษยชน-(กระทรวงการต่างประเทศ) = 428.2280 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 4 งานการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม-(กระทรวงศึกษาธิการ) = 2,570.5944 ล้านบําท
กลุ่มภารกิจงานที่ 5 งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน (กระทรวงมหาดไทย) = 2,028.4730 ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 6 งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย-(สภาความมั่นคงแห่งชาติ)= 1,068.6690ล้านบาท
กลุ่มภารกิจงานที่ 7 งานแสวงหาคําคอบจากความขัดแย้งโดยสันติวิธ-(สภาความมั่นคงแห่งชาติ)= 137.6215ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ต้องการตรวจสอบ -1.รายละเอียดแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน ภายใต้แผนงานบูรณาการ เรื่องการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. เพื่อคัดเลือกโครงการ/กิจกรรมที่สําคัญ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ตามกรอบหลักเกณฑ์ที่กําหนด และใช้เป็นเป้าหมาย
ในการกํากับ ติดตาม ดูแล และประเมินผลการดําเนินงาน การแก้ไขปัญหาและะพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
3. เพื่อพิจารณาแนวทางจัดทําข้อเสนอเบื้องต้น (Pre-ceiling) ในการของบประมาณสนับสนุนแผนงานการขับเคลื่อนการแก้ไข
ปัญหา และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจําปีงบประมาณ 2562
4. เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจของหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่รับผิดชอบของ คปต./สล.คปต. และของ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล/คปต.ส่วนหน้า/สํานักงาน คปต.ส่วนหน้า และเชื่อมประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวง กรม และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 54 หน่วยงาน
การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 3 วันคือในวันที่ 16, 18 และ 19 ตุลาคม 2560 ทุกหน่วยงานที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะได้ร่วมกัน ทบทวน ตรวจสอบ แผนงานโครงการ และ งบประมาณของทุกโครงการ ให้มีความชัดเจน ประสานสอดคล้องกันในทุกมิติ ทั้งในด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนา บนพื้นฐาน ของงานสร้างความเข้าใจ มีการตรวจสอบระบบการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส สนองตอบต่อความต้องกําร ของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาล
หลังจากนั้นสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจะได้เสนอ พลเอกประวิตร รองนายกรัฐมนตรี/ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแกไ้ขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาอนุมัติให้นําแผนปฏิบัติการ และข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ไปขับเคลื่อนการบูรณาการ แผนปฏิบัติการ แก้ไขปัญหา และพัฒนําจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

'ระเบียบปฏิบัติที่ราษฎร์ควรรู้'

๒๖ ตุลาคม...........
ประชาชนใน ๖ ภาค คือ เหนือ ๙ อีสาน ๒๐ กลาง ๒๑ ตะวันออก ๗ ตะวันตก ๕ ใต้ ๑๔
รวม ๗๗ จังหวัด
คงไม่สามารถเดินทางเข้ามาร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด
เหตุนั้น
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" จึงพระราชทานพระราชานุญาต
ให้รัฐบาลจัดสร้าง "พระเมรุมาศจำลอง ๘๕ แห่ง" กระจายไปทั่วประเทศ
เพื่อให้คนไทยทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระเมรุมาศจำลองนั้น.............
โปรดเกล้าฯ ให้แผนกสถาปนิกในพระองค์ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมศิลปากร ร่วมกันออกแบบก่อสร้างจำลอง
ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยรูปทรงบุษบก ๗ ชั้น องค์พระเมรุมาศตั้งกึ่งกลาง
ขณะนี้ การก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยทุกแห่งแล้ว
สำหรับในกรุงเทพฯ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเข้ามาร่วมเป็นแสน จึงจัดเตรียมพระเมรุมาศจำลองไว้ ๙ แห่ง
คือบริเวณ ๔ มุมเมืองชั้นใน
-บริเวณสำนักงานสลากฯ เดิม ถนนราชดำเนิน
-สวนนาคราภิรมย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าช้าง
-ลานปฐมบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ ๑ สะพานพุทธ
-ลานคนเมือง เสาชิงช้า
และ ๔ มุมเมืองรอบนอกกรุงเทพฯ
-ทิศเหนือ ที่สนามกีฬาธูปะเตมีย์ ดอนเมือง
-ทิศใต้ ที่ไบเทค บางนา
-ทิศตะวันตก ที่พุทธมณฑล
-ทิศตะวันออก ที่ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
อีกแห่ง จัดสร้างพิเศษสุด..........
คือพระเมรุมาศจำลอง ที่บริเวณ "พระลานพระราชวังดุสิต" ที่เรียกกันว่า "ลานพระบรมรูปทรงม้า" นั่นแหละ
เป็นพระเมรุมาศจำลององค์เดียว ทำจากไม้สักทองทั้งหลัง
ใช้สีแสดงความอาลัย "ขาว-เทา-ดำ" เป็นหลัก
และ "สีเหลืองทอง" ซึ่งเป็นสีแห่งวันพระบรมราชสมภพ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ"
เอาล่ะ............
เมื่อรู้จุด-รู้ที่กันแล้ว ก็ควรศึกษาถึงระเบียบและขั้นตอนถวายพระเพลิงพระบรมศพกันไว้ด้วย
ตามที่ทางการกำหนดและประกาศให้ทราบ จะเป็นประมาณนี้
อย่าแย่ง อย่าฮือ กันเข้าไป เหมือนที่เคยชิน
เบื้องหน้าเราคือ "พ่อ" ในพระบรมโกศ ฉะนั้น ต้องคำนึงถึงมรรยาทความเป็นระเบียบ-เรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดัง โหวกเหวกโวยวาย
แต่ละแห่ง............
จะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก จะจัดแบ่งผู้มาถวายพระเพลิงพระบรมศพออกเป็น ๙ แถว แถวละ ๙ คน
ก็คอยดู และเชื่อฟังเขา เรื่องดอกไม้จันทน์ไม่ต้องห่วง เจ้าหน้าที่ประจำซุ้มจะคอยส่งให้เอง
รับดอกไม้จันทน์แล้วก็เดินไปประจำจุดถวาย
ก่อนถวาย ถวายคำนับ ๑ ครั้ง วางดอกไม้จันทน์ที่พาน ถวายคำนับอีก ๑ ครั้ง
จากนั้น เดินแยกออกไปทางซ้ายหรือทางขวา ไม่ต้องประหม่าหรือตื่นเต้นจนเกินไป คอยดูข้างหน้าเขาไว้ก็แล้วกัน
จะผิดพลาดบ้างทางกิริยาตามประสาชาวบ้าน ทุกคนเข้าใจในความบริสุทธิ์แห่งจิต ไม่มีใครคิดเห็นเป็นภัยหรอก
เมื่อรู้ขั้นตอนปฏิบัติแล้ว ก็มาดูว่า เราควรแต่งกายกันอย่างไรในการไปร่วมพิธีวันนั้น
แน่นอน ต้องสุภาพ เรียบร้อย และสีดำ เป็นการไว้ทุกข์
ผู้หญิง สวมเสื้อสีดำเรียบ ไม่มีลวดลาย ไม่รัดรูป ห้ามเป็นเสื้อแขนกุดหรือสายเดี่ยว สวมกระโปรงดำหรือผ้าถุงดำยาวคลุมเข่า
ประเภทกางเกง กระโปรงสั้น เสื้อผ้าแฟชั่น ไม่สุภาพ ต้องงด
ผู้ชาย สวมเสื้อสีดำเรียบ เสื้อเชิ้ต ถ้าเป็นแขนยาว ไม่พับแขนเสื้อ กางเกงดำขายาว รองเท้าสุภาพ หุ้มส้นสีดำ กางเกงยีนส์ ต้องงด
อีกข้อ ที่ทุกคนควรคำนึง ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่
อากาศไม่แน่นอน เตรียมร่มสีดำไปด้วย ห้องน้ำ-ห้องท่า ไม่สะดวก ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าสุขภาพไม่ดี อย่าฝืน
และคนจะมาก หยูกยาประจำตัว ต้องเตรียมให้พร้อม อาหาร-การกิน รวมทั้งน้ำ จัดเตรียมพอประทังหิว อย่าขนไปชนิดกินกันทั้งตำบล
ถ้ามีลูกเล็ก-เด็กแดงไปด้วย ต้องเขียนชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร. ติดไว้เลย พลัดหลงจะได้ไม่มีปัญหา
รวมทั้งตัวเอง แต่ละคน "บัตรประชาชน" สำคัญมาก ฉะนั้น ต้องพกติดตัวไปด้วย
หลักๆ ก็ประมาณนี้ ใครไม่สนใจก็ไม่เป็นไร ใส่ใจไว้นิดก็แล้วกัน
สรุป วันนี้ไม่ได้คุยอะไรเป็นชิ้น-เป็นอัน เพราะห่วงเหล่าท่านนั่นแหละ
ด้าน "ประชาชน" ก็ทราบกันแล้ว แต่ทาง "ภาครัฐ" ผมก็ไม่ทราบว่าแต่ละจังหวัด ในวันที่ ๒๖ ตุลานั้น
ทางรัฐบาลมีคำสั่งให้ "แต่ละจังหวัด" ปฏิบัติอย่างไรบ้าง?
โดยเฉพาะในพิธี "ถวายพระเพลิงพระบรมศพ"
ก่อนเริ่ม แต่ละจังหวัดได้จัดเตรียมขบวน "แสดงความอาลัย-ถวายพระเกียรติยศ" กันอย่างไรหรือไม่?
ประชาชน นอกจากร่วมวางดอกไม้จันทน์แล้ว จะร่วมขบวน-ร่วมพิธีกันได้อย่างไรหรือไม่?
ผมก็คอยฟัง "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ในฐานะ รมว.มหาดไทยอยู่เหมือนกันว่า
ท่านจะมีแนวให้แต่ละจังหวัดปฏิบัติไปในทางเดียวกันอย่างไร?
หรือจะปล่อยให้แต่ละจังหวัดคิดกันเอง จัดกันเอง?
นี่ก็ใกล้วันงานเข้ามาทุกที...........
แต่ดูเหมือนฝนก็ตก "ทุกที-ทุกวัน" เหมือนกัน อยากฝากเตือนให้แต่ละท่านหาวิธีป้องกันฝนล่วงหน้า มิให้ตัวเองต้องเปียกแฉะ ถ้ามีตกช่วงนั้นไว้ด้วย
กูรูด้านฝนบ้านเราก็เยอะจัด เยอะจนเวียนหัว ไม่รู้จะฟัง-จะเชื่อสำนักไหนดี?
กรมอุตุฯ เดี๋ยวนี้ หนักไปทางตามแก้ข่าวลือ
เพราะตามเว็บ ตามโซเชียลมีเดีย เดี๋ยวกูรูนั้น ออกมาชี้ กูรูนี้ ออกมาซ้ำ ว่าวันนี้-วันนั้น ฝนจะซัดหนัก
กรมอุตุฯ ก็ต้องออกมาบอก อย่าไปเชื่อสำนักไหน เชื่ออุตุฯ สำนักเดียว จะไม่เสียวทั้งเมือง!
เสียว-ไม่เสียวไม่รู้แหละ รู้แต่ว่า ตอนนี้ เหนือ-อีสาน-กลาง แฉะทั่วหน้า!
ฝนตกกับประเทศไทย เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ในอดีตกาลก็ตกแบบนี้
แต่ตอนนั้นที่ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าคนกับธรรมชาติแวดล้อมยังสมดุล
แต่ตอนนี้ ที่มันเป็นปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เพราะคนมันเกินดุลธรรมชาติแวดล้อมไปมากแล้ว
ต้องยอมรับความจริง ว่าทุกวันนี้เราสร้างบ้าน-สร้างเมือง "แบบไม่เห็นหัวธรรมชาติ" แปลงทางน้ำเป็นทางรถหมด
แล้วคนก็เอาแต่ก่นโทษกัน!
ในความเป็น "ตัวการ" ร่วมกัน ก็ต้องคิด จะสู้ในเชิงท้าทายโดยไม่เห็นทางชนะต่อไปเรื่อยๆ
หรือจะยอมรับความจริง ว่ามาถึงยุค "น้ำท่วมโลก" แล้ว มนุษย์เราต้องถอย
เอาเงินหน้าตักเป็นแสนๆ ล้านที่จะไปสู้น้ำนั้น ใช้เป็นทุนถอยไปปักหลัก "สร้างสมดุล" ในที่ดอนแห่งใหม่ จะเข้าท่ากว่าไหม?
ถอยหลังไป ๖๐ ปี คนไทยมีแค่ ๒๐ กว่าล้านคน น้อยขนาดนั้น เขายัง "สร้างเมือง" แบบ "ไว้ทางน้ำ"
วันนี้ คนไทยร่วม ๘๐ ล้านคน กลับถมทางน้ำสร้างเมือง อย่างนี้ ไม่ต้องเปลืองเงิน-เปลืองเวลาไปวิจัยหาเหตุน้ำท่วมแล้ว?
ขออาศัยพื้นที่ที่เหลือบอกกล่าวสักนิด...........
๒๑ ตุลานี้ ไทยโพสต์ครบรอบปีที่ ๒๑ ก็ไม่ได้จัดงานอะไร
แต่ทีนี้ ครอบครัว "กิจพานิช" ขอ "ทำดีถวายพ่อ"
นำข้าวไรซ์เบอร์รี ซึ่งปลูกตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่นครชัยศรี เก็บเกี่ยวด้วยแรงควาย เสร็จแล้วแพ็กเป็นถุงๆ มามอบให้แจกจ่าย
"คุณวรรณชัย-มาดามเฮง" นำสบู่มาดามเฮง มามอบไว้ให้อีก และยังมีโน่น-นี่อีก
ฉะนั้น ในวันที่ ๒๐ ตุลา ท่านใดมา
โปรดอย่านำอะไรมา
แต่โปรดมารับข้าวไรซ์เบอร์รี สบู่มาดามเฮง หนังสือ "เหนือห้วงมหรรณพ" บทสวดมนต์แบบพับ และโน่น-นี่ เท่าที่มีไปด้วย
พูดถึงครบรอบไทยโพสต์ ก็ต้อง...เฮ้อ!
เฮ้อ เพราะเผลอแป๊บเดียว ผ่านไป ๒๑ ปี เอาบวกกับอายุผมดูซี
ยังจะทู่ "ซี้" ได้อีกซักกี่วัน?

บทเรียน ล้ำค่า จาก ตูน บอดี้สแลม บริหาร จัดการ

บทเรียน ล้ำค่า จาก ตูน บอดี้สแลม บริหาร จัดการ


การออกมาให้ “กำลังใจ” ต่อกิจกรรม “ก้าวคนละก้าว” ของ ตูน บอดี้ สแลม โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความจำเป็นและมีความสำคัญ

จำเป็นเพราะการวิ่งของตูน เป็นการช่วยรัฐ

สำคัญเพราะกรณีของตูนได้กลายเป็นประเด็นในทางสังคม และนำไปสู่การเปรียบเทียบระหว่างงบประมาณ “สาธารณสุข” กับงบประมาณ “กลาโหม”

สะเทือนไปถึง “รถถัง” สะเทือนไปถึง “เรือดำน้ำ”

หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่รีบออกมาเบรกด้วยการแสดงความเห็นด้วยและให้กำลังใจต่อกิจกรรม “ก้าวคนละก้าว” ของ ตูน บอดี้สแลม

ตูน บอดี้สแลม ก็อาจจะโดดเดี่ยว หมดกำลังใจ

เพราะกระแสที่ออกมา “ต้าน” มิได้เป็นการต้าน ตูน บอดี้สแลม หากแต่ปลายหอกพุ่งเข้าใส่ คสช. พุ่งเข้าใส่รัฐบาล

ในเรื่อง “บริหาร” ในเรื่อง “จัดการ”

น่าสังเกตว่า การวิพากษ์วิจารณ์ต่อกิจกรรมวิ่งมาราธอนจากเบตงถึงแม่สาย ของ ตูน บอดี้สแลม มิได้มาจากนักการเมือง

มิได้มาจาก “กลุ่ม” ในทางการเมือง

คล้ายกับมีความพยายามจะขยายและทำให้เรื่องคัดค้าน ต่อต้านครั้งนี้เป็นของพรรคเพื่อไทย เป็นของ นปช. คนเสื้อแดง

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ใช่

คนที่ออกโรงเสนอความเห็นต่อ ตูน บอดี้สแลม หากตรวจสอบอย่างละเอียดและตามความเป็นจริง กลับเป็น “นักวิชาการ”

หรือถึงจะเป็นนักวิเคราะห์ ก็มีพื้นฐานมาจาก “นักวิชาการ”

หากเข้าไปสำรวจและศึกษากระบวนการเคลื่อนไหว ก็จะประจักษ์ว่าท่าทีดำเนินไปอย่างมีการจำแนกแยกแยะ

ชมเชยจิตใจ “ตูน” แต่ไม่เห็นด้วยกับ “วิธีการ”

กรณีของ ตูน บอดี้สแลม หากมองผ่านนักการเมือง มองผ่านกลุ่มการเมือง กลับระมัดระวังและประเมินว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ตรงกันข้าม บรรดา “นักวิชาการ” มิได้คิดอย่างนั้น

คนอย่าง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ออกมาท้วงติงก็มิได้มีอะไรรังเกียจหรือไม่ชอบ ตูน บอดี้สแลม
เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับ “วิธีการ” เท่านั้น

เขามองว่า กิจกรรมอย่างนี้เป็นแบบ “สังคมสงเคราะห์”

เปรียบเทียบแล้วก็ไม่แตกต่างไปจากการให้ยา “แก้ปวด” ระงับอาการได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่มิได้เป็นการขจัดโรคาพยาธิสภาพอย่างแท้จริง

ยิ่งทำก็ยิ่งทำให้เกิดการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

กระนั้น ข้อดีเป็นอย่างมากจากกิจกรรมวิ่งทางไกลของ ตูน บอดี้สแลม ก็คือ การจุดประกายให้สังคมสนใจต่อกระบวนการจัดทำ “งบประมาณ” มากยิ่งขึ้น

การวิ่งของตูนอาจ “จบ” ลงในเดือนธันวาคม

แต่ “ความคิด” อันเนื่องจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์จะยังดำรงคงอยู่ไปอีกนานเท่านาน กระทั่งนำไปสู่การชำแหละ “งบประมาณ” อย่างจริงจัง

ไม่ว่าการแสดงออกของ “นักวิชาการ” ที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าการแสดงออกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เกิดขึ้นตามความจำเป็น ตามความเป็นจริง

เมื่อนำความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาวางเรียงเคียงกับความคิดของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็จะทำให้เกิดความกระจ่าง

กระจ่างในเรื่อง “บริหาร” งบประมาณ

สู้สุดซอย

สู้สุดซอย

แสบจริงๆยิ่งกว่าทิงเจอร์ต้องยก ให้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดังคู่แค้นขา ประจำของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

เพราะ อจ.มีชัย เป็นเจ้าของกฎหมายเซ็ตซีโร่ กกต.ยกเข่ง ทำให้ นายสมชัย ต้องพ้นตำแหน่ง กกต.ทั้งๆที่ไม่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

โดนฆ่ายกเข่งแบบนี้ นายสมชัย ต้องแค้นฝังหุ่นเป็นธรรมดา

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าผลจากการเซ็ตซีโร่ ทำให้ “นายสมชัย” ต้องติดตามการสรรหา กกต.ชุดใหม่ สุดลิ่มทิ่มประตู

จนตรวจพบหลักฐานว่า หนึ่งในคณะกรรมการสรรหา กกต.ชุดใหม่อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ เนื่องจากพ้นจากที่ปรึกษารัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองมาไม่ถึง 10 ปี

นายสมชัย ย้ำว่า ถ้าหากคณะกรรมการสรรหา กกต. (ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธาน สนช.เป็นรองประธาน) ไม่รีบจัดการแก้ปัญหาโดยเร็ว

อาจจะทำให้กระบวนการสรรหา กกต.กลายเป็นโมฆะ

และอาจทำให้ผู้ได้รับการสรรหา เป็น กกต.ชุดใหม่ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อน่ะซีโยม

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการที่ นายสมชัย กกต.ชุดเดิม ติดตามตรวจสอบการสรรหา กกต.ใหม่อย่างเข้มข้นถึงลูก ถึงคน...เป็นเรื่องที่ดี

เพราะจะทำให้ คสช. และองค์กรอิสระต่างๆที่ต้องสรรหาองค์กรอิสระและลากตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ 250 คน เพิ่มความ ระมัดระวังในการตรวจสอบคุณสมบัติคณะกรรมการสรรหาและผู้สมัครเข้ารับการสรรหาให้ตรงสเปกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ใครที่รู้ว่าตัวเองมีคุณสมบัติไม่ครบตามกติกา ก็ไม่ควรมั่วนิ่มไปสมัครลากตั้งให้เกิดปัญหาบานปลาย
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า นายสมชัย ไม่ใช่จ้องตรวจสอบการสรรหา กกต.ใหม่ อย่างเดียว

ยังวิ่งสู้ฟัดไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเซ็ตซีโร่ตัวเอง และ กกต.อีก 4 คน ขัดรัฐธรรมนูญ และขัดหลักนิติธรรม

โดยอ้างเหตุผล 3 ประการคือ

1, กกต.ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คน มีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านการสรรหาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม
การออกกฎหมายให้ กกต.ต้องพ้นตำแหน่งกลางคัน เป็นการออกกฎหมายให้โทษย้อนหลัง ขัดต่อหลักนิติธรรม
2, การเซ็ตซีโร่ กกต.ยกเข่ง แต่ไม่เซ็ตซีโร่องค์กรอิสระอื่นๆเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” ที่ไม่เป็นธรรม
3, รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้ กกต.ต้องมีความเป็นอิสระ และมีความ เป็นกลางทางการเมือง การให้ สนช.ซึ่ง แต่งตั้งโดย คสช.มีอำนาจแต่งตั้ง กกต.ทำให้ กกต.ขาดความเป็นกลาง และขาดความอิสระ
เป็นการขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ นาย สมชัย จะสู้ให้สุดซอยจนถึงศาลรัฐธรรมนูญ

เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การเซ็ตซีโร่ กกต.ยกเข่งขัดหลักนิติธรรม “นายสมชัย” ก็ได้คืนความชอบธรรม ได้ดำรงตำแหน่ง กกต.ต่อไปจนครบเทอม

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเซ็ตซีโร่ กกต.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดหลักนิติธรรม

นายสมชัย จะได้กระเด็นตกเก้าอี้ด้วยความสบายใจ

เพราะสู้จนด่านสุดท้ายแล้วแพ้ ยังดีกว่ายอมแพ้โดยไม่สู้เลย.

“แม่ลูกจันทร์”

รอโดนการเมืองเล่น

รอโดนการเมืองเล่น

“ขอบคุณนายกฯที่เป็นห่วงคนจน”

เสียงของหนึ่งในชาวบ้านที่ร่วมคณะอธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง นำประชาชนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าพบ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อแสดงการทดสอบการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีการนำรถเมล์ ขสมก.ที่ได้ติดตั้งเครื่อง “อีทิกเก็ต” มาโชว์การให้บริการกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้นายกฯทดลองด้วยตัวเอง

“ลุงตู่” เป็นพรีเซ็นเตอร์แสดงเอง งานอีเวนต์การตลาดโชว์ของเต็มที่

ในสถานการณ์ที่ “บัตรคนจน” กำลังติดลมบนอยู่ในกระแสการรับรู้ของชาวบ้าน

สะท้อนว่ารัฐบาล “ลุงตู่” ชกได้ตรงเป้า เข้าจุดโฟกัส “คนจน” กระจายเงินถึงมือประชาชนฐานราก
ตามจังหวะที่เจ้าของไอเดียอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สั่งให้กระทรวงการคลังหาทางเพิ่มยอดเงินต่อเดือนของประชาชนในต่างจังหวัด โดยตัดจากค่ารถเมล์ ขสมก.และรถ บขส.ที่ชาวบ้านไม่ค่อยได้ใช้จริงในชีวิตประจำวัน มาเพิ่มในส่วนของการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแทน

เดินแผนยุทธศาสตร์รีบตีเหล็กกำลังร้อน เพิ่มแรงอัดฉีดต่อเนื่อง

รวมถึงเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดทำโครงการประชารัฐร่วมใจเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรชาวนา ฤดูกาลเก็บเกี่ยว 2560/2561 ตามรูปแบบการช่วยเหลือให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายรถเกี่ยวนวดข้าวแก่ชาวนาในภาคอีสาน อัตราไร่ละ 200 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่

ใช้สารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

อุ้มคนยากคนจน

แน่นอนไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่คะแนนไหลเข้าหน้าตักรัฐบาลเต็มๆ

และตามรูปเกม พล.อ.ประยุทธ์กับนายสมคิดก็รอรับแรงกระแทกหนักๆได้ โดยฟอร์มของนักการเมืองอาชีพทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์จะต้องดาหน้าออกมาเตะสกัด ตัดขาโครงการบัตรคนจน ดิสเครดิตฝีมือการแก้ปัญหาปากท้องของรัฐบาลไม่ได้ผล

ภายใต้สมมติฐานว่า นี่คือการตุนแต้มทางการเมือง

เป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลวางหมาก ปูทางหาเสียงล่วงหน้าให้ “นายกฯลุงตู่”

ดูแล้วนักเลือกตั้งอาชีพไม่ปล่อยให้ตีกินแต้มกันง่ายๆแน่

ยิ่งเป็นอะไรที่สัญญาณชัด หลังจาก “บิ๊กตู่” ประกาศให้ได้ยินกันไปทั่วโลก เดือนมิถุนายนปีหน้า 2561 จะประกาศวันเลือกตั้ง และเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายนปลายปี

ปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรงแต่หัววัน หลังพระราชพิธีสำคัญ การเมืองน่าจะเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้งเต็มรูปแบบ

นั่นหมายถึงแรงเสียดทาน “นายกฯลุงตู่” จะต้องยกระดับขึ้นตามเงื่อนไขสถานการณ์

ไม่ว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ แต่โดนการเมืองเล่นแน่

และตามฉากหนังตัวอย่างโหดๆ ชะตากรรมของคนที่เล่นการเมืองแล้วโดนการเมืองเล่น

กรณีของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งสะดุดหัวคะมำจากกิจกรรม “แห่ดอกดาวเรือง”

เจอเสียงโห่ฮาเดินแต้มการเมืองไม่ถูกกาลเทศะ

เป็นปรากฏการณ์แรงกระแทกตามสถานะ “ขุนอาสา” รับตำแหน่งแม่ทัพค่ายเพื่อไทย

ช็อตนี้ แม้ “เจ๊หน่อย” ออกมาแถลงขอโทษ ยืนยันว่าไม่มีอะไรแอบแฝง แต่ก็เสียอาการทรงตัวไปเยอะ
นั่นไม่เท่ากับว่า โดยจังหวะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นคนที่ออกมาว้ากใส่เจ้าแม่เมืองหลวงพรรคเพื่อไทย ดุเสียงเขียว ให้ใช้ดุลพินิจมั่ง เหมาะสมหรือไม่ เอาชื่อตัวเองมาหาเสียงทำไม่ได้

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจนตามรูปการณ์หักมุมกับที่มีกระแสวิเคราะห์ความเป็นไปได้ก่อนหน้านี้ว่า “เจ๊หน่อย” ได้รับธงจาก “นายใหญ่” เป็นตัวประสานกับท็อปบูตผ่านทาง “บิ๊กป้อม”

แต่ก็อย่างที่เห็นๆ อาการ “พี่ใหญ่” โซ้ย “เจ๊หน่อย” แบบไม่ไว้หน้า

จบข่าว ปิดฉากกระแสปั่นราคาหุ้นเลย.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ช่วยไม่ได้!! เราไม่เกี่ยว ไม่ได้ทำRoadmap ยืด

ช่วยไม่ได้!! เราไม่เกี่ยว ไม่ได้ทำRoadmap ยืด
“บิ๊กป้อม" ถ้า"โรดแมพ"ยืด เพราะมีคนยื่นศาลรธน.ตีความกฎหมายลูก ชี้หากมีอุปสรรคอะไร แต่เราไม่ได้ เป็นคนทำให้โรดแมพยืด
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ระบุหากมีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายลูก เรื่องส.ส.ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะทำให้โรดแมพการเลือกตั้งเลื่อนไปเดือนก.พ.62 ว่า ข้อบังคับของรัฐธรรมนูญว่าอย่างไรต้องว่าตามนั้น หากมีใครยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถ้าศาลพิจารณาช้าก็ต้องช้า ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะมีการยื่นหรือไม่
"ขออย่ากังวล หากช้าไป ก็ต้องทำตามนั้น "
แต่เรายึดตามโรดแมพ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ระบุนั้น คงไม่มีอุปสรรคอะไร
ส่วนที่มีการกังวลว่าหากยืดระยะเวลาไปถึงเดือนก.พ. 62 จะช้าเกินไปหรือไม่นั้น ก็ไม่ทราบ ทุกอย่างต้องทำตามโรดแมพ เพราะเราไม่ใช่คนยื่น ดังนั้นจึงต้องยึดตามโรดแมพ
ส่วนการที่ นายกฯออกมาระบุเกี่ยวกับวันเลือกตั้งชัดเจนแล้วนั้น ถ้าเปลี่ยนอีก จะกระทบความเชื่อมั่น หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ที่ท่านมองว่าไม่มีอุปสรรคอะไร ทุกอย่างเป็นตามขั้นตอน
"แต่ถ้ามีอุปสรรคอะไรขึ้นมาคงต้องยืดไปตามนั้น เพราะเราไม่ได้เป็นคนทำให้โรดแมพยืด แต่ผมมองเหมือนนายกฯว่าคงไม่มีอุปสรรคอะไร"