PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ผวาคนเล่นของใส่รบ.สั่งควานหาตัวมือปักธูป

ทำเนียบเปิดกล้องหาตัวคนจุดธูป 36 ดอก หน้าตึกไทยคู่ฟ้า หวั่นทำของใส่รัฐบาล!


วันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีมีการพบว่ามีการปักธูปจำนวน 36 ดอก บริเวณใต้กอดอกเข็ม ที่ปลูกล้อมรอบปืนใหญ่ ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังปรากฎเป็นข่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.พ.คณะทำงานสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อดูว่าใครเป็นผู้นำธูปมาปัก เนื่องจากได้ห้ามไม่ให้มีการจุดไฟภายในทำเนียบแล้ว อีกประการหนึ่งคือเกรงว่าจะมีผู้ไม่หวังดีทำพิธีบางอย่างและนำสิ่งไม่ดีมาใส่รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าข่าวดังกล่าวเป็นการพูดกันระหว่างเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีการสั่งการอย่างเป็นทางการโดยเมื่อสอบถามไปทางผู้บังคับบัญชาใน สลน.ต่างปฏิเสธถึงเรื่องดังกล่าว จึงคาดว่าเป็นการกลบกระแสข่าวการพึ่งพาไสยศาสตร์ของรัฐบาลในการแก้เคล็ดถึงเหตุการณ์ที่เป็นลางร้าย เนื่องจากเหตุเกิดมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงของวันศุกร์ ที่ 16 ก.พ.หากอยากรู้ตัวว่าใครทำก็สามารถเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถามหรือเปิดกล้องวงจรปิดดูได้ เนื่องจากบริเวณที่มีการปักธูปนั้นอยู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลรักษาความปลอดภัยทั้งที่อยู่ประจำประตูทางเข้า-ออก และที่เดินลาดตระเวร อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ทหารจุดสูงข่มบนยอดตึกต่างๆ ผลัดเวร 24 ชั่วโมง ก็ยังมีกล้องวงจรปิด สามารถตรวจสอบได้

กระถาง ต้นข่อย แตก อีก!!!

อ่างบัว ใหม่ มา...
กระถาง ต้นข่อย แตก อีก!!!
อ่างบัวนายกฯ ใบใหม่ มาตั้งแทน ใบที่แตกกระจาย ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว...แต่ กระถางต้นข่อย ดัด ที่หน้าตึกนารีสโมสร ก็มาแตกอีก !!
ถ้าเป็น "บิ๊กตู่" ก็ต้อง บอกว่า..แหม่ะ!!! มันก็ต้องมีแตกกันได้บ้าง ปะ??..5555
ทั้งนี้ ตั้งแต่ อ่างบัวแตก และประดับโคมจีน. และปักธูป36 ดอก และไฟไหม้ ในทำเนียบฯ จนทำให้เกิดความเชื่อเรื่อง ลางร้าย นั้น นายกฯบิ๊กตู่ ก็ยังไม่ได้ แสดงความเห็นใดๆ

"รัฐบาล จะขาขึ้น หรือ ขาลง ผมไม่สนใจ

นิ่ง....
เข้ม...
ดุ....
ซีเรียส...
จริงจัง....
แววตา .....เอาจริง มากวันนี้
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท เลขาฯคสช./ผบ.กกล.รส./ผบ.ทบ. รบพิเศษ
ประกาศชัดๆ แม้คนจะเบื่อรัฐบาล เพราะเป็นมากว่า3 ปีแล้ว อยากเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่ อยากเลือกตั้ง แต่ก็เข้าใจ เหตุผล ความจำเป็น และขั้นตอน ....ลั่น ไม่ว่า "รัฐบาล จะขาขึ้น หรือ ขาลง ผมไม่สนใจหรอก ผมมีหน้าที่ทำบ้านเมืองให้สงบ ให้รัฐบาลบริหารประเทศไปได้" ยันบังคับใช้กฏหมายกับ คนอยากเลือกตั้ง หากทำนอกกรอบ ชี้ คสช.ผ่อนปรน ผ่อนคลาย ให้มากแล้ว
อีก7 เดือน จะเกษียณ......จับตา โดยพลัน!!

"ผบ.ทบ." ถาม ประชาชนกี่คน ที่อยากให้กองทัพยืนเคียงข้างประชาชน

"ผบ.ทบ." ถาม ประชาชนกี่คน ที่อยากให้กองทัพยืนเคียงข้างประชาชน ถามประชาชนทุกคน เห็นสอดคล้องกับกลุ่มอยากเลือกตั้ง หรือไม่ ผมเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ อยากเลือกตั้ง แต่ก็เข้าใจเหตุผลความจำเป็น และ ขั้นตอนของกฎหมาย
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช. ตอบคำถาม ถึงกรณีที่ กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ทหารยืนเคียงข้างประชาชน พล.อ.เฉลิมชัย ย้อนถามว่า ประชาชนกี่คน และประชาชนทุกคน เห็นสอดคล้องกับกลุ่มที่อยากเลือกตั้งเร็ว หรือไม่ ผมเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ ทุกคนอยากเลือกตั้ง และเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นในขั้นตอนของกฎหมาย ฉะนั้นต้องว่าตามกฎหมายเป็นหลัก หากคำนวณขั้นตอนทางกฎหมาย ก็จะมีการเลือกตั้งในเดือนก.พ.2562

ถ้าเซนต์คาเบรียล ไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง

"ถ้าเซนต์คาเบรียล ไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง"...!!!?????
"ผอ.เซนต์คาเบรียล" ยอมยุติ หน้าที่ ชั่วคราว เปิดทางตรวจสอบ ข้อร้องเรียนที่บริหารไม่โปร่งใส ยัน ที่ผ่านมาหวังดี และ ทำดีที่สุด ลั่น ยืนยันคำเดิม " ถ้าเซนต์คาเบรียล ไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง"
จากกรณีที่ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า นักเรียน โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ชุมนุม เรียกร้องใหเ “ผอ.วินัย” ลาออก เหตุบริหารงาน และใช้เงิน รี. ไม่โปร่งใส ขอให้แจงค่าอาหารกลางวันเด็ก

เมื่อเวลา 12.50 น. ภารดา ผศ.ดร.วินัย วิริยวิทยาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ลงมาพบกับคณะผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และนักเรียน
พร้อมกล่าวว่า อยากบอกนักเรียน ครู และผู้ปกครองทุกท่านที่อยู่และไม่อยู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมมีความหวังดีมาตลอด และไม่หวังว่าที่เราทำดีที่สุด จะถูกใจทุกคน
ซึ่งทั่มีข้อเสนอให้ผม 2 ประการ คือ ชี้แจงการบริหารงาน และ เรียกร้องให้ยุติบทบาท
"ผม ยินดีให้ตรวจสอบทุกเรื่อง แต่ขอฝากให้ตัวแทนทั้ง 7 คน ทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการด้วย
ขณะเดียวกัน ผมจะทำหนังสือถึงมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เพื่อจะขอยุติบทบาท และแจ้งขอให้ยุติบทบาทชั่วคราว จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

"ข้อเรียกร้องที่ทุกคนต้องการคือให้ผมให้ยุติบทบาท ผอ.โรงเรียน
มีบางคนอ้างถึงในอดีต ที่ผมเคยพูดว่า ถ้าเซนต์คาเบรียลไม่ต้องการผม ผมจะไปเอง. ผมยังยืนยันคำนั้นอยู่
แต่ขอเวลาคุยดีๆ สิ่งใดที่ผมทำ ผมทำด้วยใจเสียสละสุดๆ เสียงสะท้อนมา ไม่เชื่อ ผมพูดไม่เชื่อ ไม่เป็นไร ผมพยายามยอมรับได้ ที่ให้ตรวจสอบเรื่องต่างๆ ผมยินดี เพื่อการตรวจสอบ อย่างสบายใจ ไม่มีอิทธิพลครอบงำ
ให้ผมถอย ผมก็ยินดี เห็นหรือไม่ ผมไม่ใช่คนดื้อรั้น และที่อยู่ตรงนี้มีกี่คน ทั้งหมดมี 5,000 คน โรงเรียนนั่นยังมีประชากรอีก 80-90% ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากมาบอกให้บราเดอร์ยังอยู่จะทำอย่างไร" ภราดาวินัย กล่าว พร้อมเดินออกไป
-คมชัดลึก

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ยุทธวิธี เปลี่ยน ชูประยุทธ์ ตัดประวิตร ยุทธศาสตร์ เดิม

ยุทธวิธี เปลี่ยน ชูประยุทธ์ ตัดประวิตร ยุทธศาสตร์ เดิม


เป้าหมายยังอยู่ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะแสดงออกผ่านพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะแสดงออกจากรัฐมนตรีที่ร่วมอยู่ใน ครม.
การออกมา “ขอโทษ” เสมอเป็นเพียง “ซื้อเวลา”
แต่ในความเป็นจริง “เมล็ดพันธุ์” แห่งความต้องการดึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกจาก ครม.ยังคงดำรงอยู่
เพราะนี่เป็น “ยุทธศาสตร์”
การขยายเรื่องของ “นาฬิกาหรู” เสมอเป็นเพียง “ยุทธวิธี” 1 เหมือนกับการขยายเรื่อง “เงินยืม 300 ล้านบาท”
เหมือนกับการยอม “เสียมารยาท” จาก “ลอนดอน”
แม้ ณ วันนี้ จะลงเอยด้วยการ “ขอโทษ” แต่ความรู้สึกในเชิงปฏิเสธสถานะทางการเมืองต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ฝังรากลงลึกเป็นลำดับ
รอแต่เพียงวัน “ร่วงหล่น” เท่านั้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เองก็ยอมรับว่ายุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ต้องการปลดตนออกจากตำแหน่งเป็นเรื่องที่เริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ
สัมผัสได้จากกรรมาธิการ “ตำรวจ” ใน “สปช.”
เหมือนกับจะต้องการสะสางและสร้างความเรียบร้อยภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็นำไปสู่การกระพือในเรื่องซื้อขายตำแหน่ง
เหมือนกับจะกระหน่ำไปยัง “ผบ.ตร.”
ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ตร.ยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ตร.ยุค พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา
แต่ก็เสมอเป็นเพียง “แคนนอน”
การโหมกระพือในเรื่องเงินยืม “300 ล้านบาท” คือ การขยายผลจากการบุกทลายสถานอาบอบนวดอื้อฉาว วิคตอเรีย ซีเครท

ถนนทุกสายล้วนพุ่งตรงเข้าใส่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ความนิ่งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยเฉพาะต่อกรณี “คลิปเสียง” จากกรุงลอนดอน จึงเป็นความนิ่งในลักษณะ “กลืนเลือด”
เพราะว่าเจ้าของ “เสียง” มิใช่จอมยุทธ์ไร้นาม
ตรงกันข้าม มีความสัมพันธ์สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเมื่ออยู่ขอนแก่น ไม่ว่าจะเมื่อได้รับการโปรโมตเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
นี่ย่อมสัมพันธ์ทั้ง “หน้าบ้าน” และ “หลังบ้าน”
การยอมกลืนน้ำลายตัวเองจากเจ้าของเสียงใน “คลิป” เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประสบมีความแตกต่างกัน
เพราะฝ่ายหลัง “กลืนเลือด” มิใช่ “น้ำลาย”
เพราะเพิ่งผ่านการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” เมื่อเดือนธันวาคม 2560 นี้เอง หากมี “ประยุทธ์ 6” ย่อมไม่สดสวยอย่างแน่นอน ทุกอย่างจึงเท่ากับเป็นการยื้อและซื้อเวลา
ขณะเดียวกัน เป้าหมายยังเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหมือนเดิม
จากยุค สปช.ต่อเนื่องมายังยุค สปท.ยาวนานมายัง ครม. “ประยุทธ์ 5” แต่ยุทธศาสตร์ยังต้องการแยก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมา
ยังคงชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยังคงเน้นอย่างหนักแน่นในสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงแต่ไม่ต้องการให้มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ด้วยเท่านั้น ทุกอย่างยังเป็นการยื้อระหว่าง 2 ฝ่าย
บนหลักการตัด “ประวิตร” เพื่อรักษา “ประยุทธ์”
คนวางแผนยังเป็น “นักฆ่า” คนเดิม คนเคยเป็น “กองหนุน”

อุ้มคนจน

อุ้มคนจน


เป้าใหญ่ของรัฐบาล คสช.คือ การอุ้มคนยากจน 5.3 ล้านคนที่อยู่ตํ่ากว่าเส้นแบ่งความยากจน ให้กระเด้งขึ้นมาอยู่เหนือเส้นแบ่งความยากจน
คือมีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี!!
หากรัฐบาลทำสำเร็จจะเป็นผลงานชิ้นโบแดง ช่วยให้การสืบทอดอำนาจสะดวกโยธินขึ้นอีกเท่าตัว
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า “โครงการฝึกอาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเฟส 2” เป็นบริการเสริมเพิ่มจากโครงการอัดฉีดเงินสดผ่านบัตรเครดิตคนจนเฟสแรกของรัฐบาล
โดยให้ผู้ที่มีรายได้ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อปี จำนวน 5.3 ล้านคน สมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพของรัฐบาลจะได้รับอัดฉีดเงินสดผ่านบัตรเครดิตคนจนเป็นแรงจูงใจเพิ่มอีกคนละ 200 บาทต่อเดือนไปจนถึงสิ้นปี
ล่าสุด มีชาวบ้านแห่ไปสมัครเข้าคอร์สติวเข้มฝึกอาชีพคนจนของรัฐบาลแล้วกว่า 2 ล้านคน
หรือมีผู้สมัครทั่วประเทศเฉลี่ยกว่าวันละ 1 แสนคน
คาดว่าหลังปิดรับสมัครวันที่ 28 เดือนนี้ จะมียอดผู้สมัครทะลุเป้ากว่า 4 ล้านคนอย่างแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าถ้าหากโครงการฝึกอาชีพคนจนของรัฐบาลสามารถทำให้คนไทยหลุดพ้นความยากจนเพียง “ครึ่งเดียว” ของผู้เข้าฝึกอาชีพ 4 ล้านคน
ประชากรคนจนในเมืองไทยจะลดลงไป 2 ล้านคนทันที!!
แต่อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะเกิดผลสำเร็จ ...อย่างที่ฉายหนังโฆษณา
เพราะหลายโครงการของรัฐบาลที่วางแผนไว้สวยหรู
แต่ทำแล้วพลาดเป้าไปบานตะไท
ตัวอย่างล่าสุดโครงการแจกเบี้ยยังชีพคนชรากว่า 8 ล้านคน เป็นภาระหนักที่รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ ต้องหาเงินอัดฉีดกว่า 6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี
ปัญหาคือ ผู้ใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชรากว่า 8 ล้านคน เป็นผู้มีฐานะยากจนจริงๆเพียง 3 ล้านคน
ส่วนที่เหลืออีก 5 ล้านคน ไม่ใช่คนยากคนจน แต่ขอใช้สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชราจากรัฐบาลเดือนละ 600 บาทถึงเดือนละ 1,000 บาทฟรีๆ
ทำให้เม็ดเงินที่ควรอัดฉีดช่วยคนชราที่ยากจนจริงๆ 3 ล้านคน ต้องถูกแบ่งไปแจกให้คนไม่จนจริงอีก 5 ล้านคน
นี่คือเหตุผลที่รัฐบาล คสช.ต้องจัดโปรโมชั่นขอความร่วมมือผู้ที่ไม่ยากจนจริงๆ แสดงสปิริตขอสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยยังชีพคนจนจากรัฐบาลอีกต่อไป
เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินจากคนแก่ใจบุญไปเฉลี่ยเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราให้ผู้ที่มีฐานะยากจนขัดสนจริงๆ
โดยรัฐบาลจะมอบเหรียญเชิดชูเกียรติให้ผู้สละสิทธิทุกคนเป็นการตอบแทนคุณงามความดี
โครงการนี้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะมีคนแก่ใจบุญยอมสละสิทธิไม่รับเบี้ยคนชราไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน และจะมีงบเหลืออีกกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ที่จะนำไปเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราที่ยากจนอย่างพอเพียง
บัดนี้เวลาผ่านไปเกือบ 3 เดือน ปรากฏว่ามีผู้แสดงสปิริตขอสละสิทธิไม่ถึงพันคน
ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ 5 แสนคน ไกลลิบเลย
สรุปว่าเมื่อคนไม่จน ไม่ยอมสละสิทธิให้คนจน
คนยากจนจริงๆก็หมดโอกาสที่จะได้เพิ่มเบี้ยยังชีพจากรัฐบาล
ใครคิดว่าคนไทยใจบุญ ยินดีเสียสละเพื่อส่วนรวม คิดผิดคิดใหม่ได้นะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

‘ตัวเบา’เหนือคิวร้อนๆ

‘ตัวเบา’เหนือคิวร้อนๆ


ถ้าเปรียบเทียบกระถางอ่างบัวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สั่งเองให้ทีมงานจัดหามาปรับภูมิทัศน์หน้าตึกไทยคู่ฟ้าและตึกบัญชาการ ภายในทำเนียบฯ กว่า 10 ใบ
อาจเรียกเป็นของรักของหวงของทั่นผู้นำได้เหมือนกัน
แต่ต้องมาเสียหายเพราะอุบัติเหตุเล็กๆ เมื่อรถยนต์เจ้าหน้าที่ตำรวจภายนอกเข้ามาส่งเอกสาร ก่อนกลับถอยไปชนร่วงกระจายไป 1 ใบ
“นายกฯลุงตู่” อาจเฉยๆกับสิ่งของนอกกาย อย่างมากก็แค่เคือง และคงไม่มองไปถึงลางร้ายวันไหว้ตรุษจีน
ถึงสั่งติดโคมแดง 6 คู่ ป้องกันปิศาจร้ายรอบทำเนียบฯ ตามความเชื่อก็เถอะ
ผู้นำอำนาจพิเศษที่มักยกกรรมดีกรรมร้าย การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาพูดเสมอ คงไม่หวั่นไหวอยู่แล้ว ถ้าไม่บังเอิญ มีการจับโยงไปถึงสถานะของรัฐบาล ในช่วงที่ถูกมองว่ากำลังระส่ำภายใน
แม้ว่าคนต้นเรื่อง “คุณหมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จะเข้าพบ “นายกฯลุงตู่” และขอโทษขอโพยที่เสียมารยาท ต่อหน้าผู้ที่พาดพิงอย่าง “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เหตุผ่านมา 2–3 วันแล้ว
คิวหลุดกระแทกชิ่ง กระทบปมนาฬิกาหรูของรองนายกฯ น่าจะเคลียร์จบต่อหน้า
แต่ใครๆก็ยังมองไปลึกถึงสภาวะ “คาใจ”
และถ้าถึงขั้นหยิบยกรอยร้าวใน ครม.โยงไปถึงคิวอ่างบัวแตก ว่าเป็น “ลางร้าย”
ปมนี้แหละถ้าเอาไปถาม “บิ๊กตู่” น่าจะมีฉุนแน่
ในห้วงที่ “บิ๊กตู่” กำลังเพ่งสมาธิกับการทำงาน แต่ก็มีสารพัดเรื่องที่แหย่กวนใจ นอกจากปัญหาภายในรัฐบาล ยังมีเหตุขยับของอดีตผู้นำ พี่–น้อง ชินวัตร เคลื่อนฐานมาใกล้ประเทศไทย มีลูกข่ายขยับตามวงโคจร ล้อสถานการณ์ภายในที่เริ่มมีการก่อหวอดจุด “ม็อบ” ปลุกกระแสต้านเกมยืดโรดแม็ปเลือกตั้ง
ด้วยภาวะกดดัน ผู้นำเสี่ยง “ตบะแตก” ได้ทุกเมื่อ
แต่ทางกลับกัน ถ้ามองอีกมุม “บิ๊กตู่” ก็ไม่ใช่จะอยู่ในจุดโดนรุกไล่จนหลังพิงฝาอย่างที่ประเมิน เพราะเอาเข้าจริง ที่ดูสถานการณ์เสี่ยงจะไหลลามเข้าสู่วิกฤติ บางครั้งกลายเป็น “เพิ่มโอกาส”
เติมน้ำหนักดุลอำนาจของ “บิ๊กตู่” ได้เหมือนกัน
ทั้งซีนร้อนของ “หมอธี” หลุดคิวกระทบ “พี่ใหญ่” โยงปมนาฬิกาหรู จนตอนนี้ทำให้ “บิ๊กป้อม” ถูกโฟกัส
ทุกย่างก้าวจนชักกระดิกตัวลำบาก ยี่ห้อ “บังเกอร์ผู้นำ” ที่คอยปกป้อง รับหน้าแทนน้องรัก แต่ชักจะรับเละขึ้นทุกที
โดยมีแรงกระตุ้นจากเครือข่ายขั้วอำนาจเก่าแก่โบราณขยับเกมถี่ พุ่งเป้าที่ “ถล่มพี่–แยกน้อง”
ดุลน้ำหนัก “อำนาจคู่ คสช.” เลยผ่องมาที่ “บิ๊กตู่” มากขึ้น
ขณะที่แรงต้านภายนอก “นายใหญ่” และ “น้องสาว” กับปรากฏการณ์ผลุบโผล่โชว์ตัว ก็แค่รักษาฐานตรึงแต้ม ที่แสดงตัวแสดงตนก็แค่ขู่นิ่มๆเบรกเกมแรงชนักคดีคนตระกูลชินฯ
เปิดเกมหนักก็อาจเจอปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ยิ่งสู้ยิ่งเจ็บ
เช่นเดียวกับแนวรบด้านมวลชน แค่เปิดหัวม็อบก็ยังเสี่ยงคิวแทรกจากศึกขั้วอำนาจ 3 ก๊ก ที่เริ่มแรงในทางลึก แต่เมื่อยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงยังไม่มีฝ่ายใดถึงขั้นเร่งโหมไฟ
เพราะหากสถานการณ์ไหลไปถึงขั้นชุลมุน นอกจากคอนโทรลเป้าหมายไม่ได้แล้ว ยังเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลท็อปบูตยืดเวลาอำนาจพิเศษ “ลากยาว”
ด้วยเหตุผลรองรับ คุมความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
สรุปยิ่งมีสารพัดปมร้อน สถานการณ์บ้านเมืองไม่นิ่ง “บิ๊กตู่” ยิ่งใช้เคล็ดวิชาตัวเบา–ลอยตัว
รอลุ้นถือสิทธิ์ “ต่อตั๋ว” กันสบายเลย.
ทีมข่าวการเมือง

บี้ "บิ๊กป้อม"ลาออก จี้"ปปช." อย่าฟอกขาว!

บี้ "บิ๊กป้อม"ลาออก
จี้"ปปช." อย่าฟอกขาว!
"ทิชา ณ นคร" มาข้างทำเนียบฯยื่น กว่า8หมื่นรายชื่อ ให้"บิ๊กตู่" บี้"บิ๊กป้อม" ลาออก จากปม นาฬิกาหรู จี้ ปปช. อย่าเป็น "ผงฟอกขาว" ให้"บิ๊กป้อม"/ขณะ "บิ๊กป้อม"กำลังประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสมช.ในทำเนียบฯ

ที่ศูนย์บริการประชาชน(1111) ภายในสำนักงาน ก.พ. นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมสมาชิก 6 คน ได้เดินทางมายื่นรายชื่อ ที่รวบรวมผ่านทางเว็บไซต์ CHANGE ประมาณ 80,000 รายชื่อ ถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้พ ลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แสดงสปิริตด้วย การลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ต่อสาธารณะ
โดยได้ยื่นหนังสือผ่านนายสาธิต สุทธิเสริม หน.ฝ่ายประสานมวลชน เพื่อให้ดำเนินการต่อไป
พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)เพื่อให้รักษาความเที่ยงตรง ในกรณี พลเอกประวิตร ที่ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินนาฬิกาหรู ราคากว่า 30 ล้านบาท ต่อ ปปช.ตามกฎหมาย ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่อาจยอมรับได้
จึงร่วมกันลงชื่อผ่านทาง www. Change ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม -15 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งสามารถรวบรวมได้ทั้งหมดกว่า 8 หมื่นรายชื่อ และเป็นการลงชื่อที่มีจำนวน
มากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายการลงประชามติ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้เพียง 50,000 ชื่อ
รวมทั้ง เรียกร้องให้สำนักงาน
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ที่เป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริต
ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่กำลังตีความโน้มเอียง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเสมือน"ผงฟอกขาว"ให้ พลเอกประวิตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาได้
ขณะที่ในเวลาเดียวกัน "บิ๊กป้อม"กำลังประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสมช.ในทำเนียบฯ
แต่นั่งรถลงชั้นใต้ดิน สิ่อไม่มีโอกาสสัมภาษณ์

ปลด "เบตง"พ้น พื้นที่สีแดง

ปลด "เบตง"พ้น พื้นที่สีแดง
"บิ๊กป้อม" เตรียมเสนอครม.ปลด "เบตง" ยะลา จากพื้นที่ร้ายแรง สถานการณ์ฉุกเฉินให้ใช้พ.ร.บ.มั่นคง แทน/เผยยืด เวลาพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อใต้ 3 เดือน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)
โดยมี บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการ สมช. และตัวแทนเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม
โดยเมื่อมาถึง ขบวนรถของ พล.อ.ประวิตร ไดลงไปที่ชั้นใต้ดิน ก่อนขึ้นลิฟท์ไปที่ห้องประชุม โดยไม่ได้สัมภาษณ์ เพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้
โดยนายทหารใกล้ชิดระบุ่าพล.อ.ประวิตร ยังมีอาการเจ็บคออยู่
พล.อ.วัลลภ กล่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ยกเว้น อ.แม่ลาน ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. - 19 มิ.ย.2561 เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นการขยายเวลาเป็นครั้งที่51
นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เสนอที่ประชุมให้ปรับลดพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ออกจากพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยจะนำมาตรการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาบังคับใช้แทน
เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ อ.เบตง ผ่านเกณฑ์การประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อส่งเสริมการดำเนินงาน "เมืองต้นแบบ มันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ของนายกรัฐมนตรี
โดยจะนำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงซี9ดีเอสไอ ข่มขืนนักธุรกิจอสังหาฯถ่ายคลิปแบล็คเมล์

‘ไพสิฐ’เผยตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงซี9ดีเอสไอ ข่มขืนนักธุรกิจอสังหาฯถ่ายคลิปแบล็คเมล์



พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
กรณีหญิงเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)ว่า ถูกข้าราชการสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ข่มขืน และถ่ายคลิปภาพแบล็คเมล์
ล่าสุดเมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า กรณีหญิงสาวร้องตำรวจบก.ป.เอาผิดเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายหนึ่งนั้น ขอชี้แจงว่าทางกระทรวงยุติธรรมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ระดับซี 9 ของดีเอสไอ เป็นอำนาจระดับกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณา ส่วนเรื่องมีการลงโทษแค่ตัดเงินเดือนนั้นไม่จริง เพราะกรรมการพิจารณายังไม่ได้ตัดสิน


ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายดังกล่าว เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไม่มีใครรับสาย

ขณะที่นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวสั้นๆว่า เรื่องดังกล่าวขออนุญาตตรวจสอบก่อน

แรงแต่จบเร็ว

แรงแต่จบเร็ว


โลกพัฒนาได้เพราะมนุษย์ คิดต่างกัน
ถ้ามนุษย์คิดเหมือนกันหมด โลกคงน่าเบื่อตายชักเลย
ดังนั้น คนที่คิดต่างจากคนในกลุ่มเดียวกันบ้าง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
กรณี คุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ไปพูดพาดพิงเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยกรุงลอนดอน
จนกลายเป็นประเด็นไฟลามทุ่งมาถึงเมืองไทย
ถ้ามองแง่บวก ก็เป็นความเห็นส่วนตัวของคุณหมอคนเดียว
แต่ถ้ามองแง่ลบ...การที่รัฐมนตรีพูดพาดพิงถึงรัฐมนตรีคนอื่นย่อมมีผลกระทบต่อรัฐบาลในภาพรวม
ดังนั้น เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล คสช. และไม่ให้เกิดขุ่นข้องหมองใจในระหว่าง ครม.กันเอง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงต้องเชิญ “คุณหมอธีฯ” รัฐมนตรีศึกษาฯในฐานะผู้พาดพิงเรื่องนาฬิกา และเชิญรองนายกฯ “บิ๊กป้อม” ในฐานะผู้ถูกพาดพิงไปปิดห้องคุยกัน 3 คน
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการเปิดอกคุยล้างใจจบลงด้วยความเบิกบาน
พร้อมทั้งเคลียร์ปัญหาคั่งค้างได้ครบถ้วนทั้ง 5 ประเด็น
1, คุณหมอธีฯ รมว.ศึกษาฯ ยืดอกยืนยันว่าได้พูดพาดพิงเรื่องนาฬิกาอย่างที่เป็นข่าวจริง
แต่เป็นการพูดคุยส่วนตัว ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ
2, คุณหมอธีฯ ยอมรับอย่างสุภาพบุรุษว่าการแสดงความเห็นเรื่องนาฬิกากระทบไปถึงผู้ใหญ่ในรัฐบาล เป็น “การเสียมารยาท” จึงถือโอกาสขอโทษ พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้ที่ถูกพาดพิง
3, รองนายกฯ พล.อ.ประวิตร ยินดีรับคำขอโทษจาก “คุณหมอธีฯ” โดยไม่ถือโทษโกรธเคือง และพร้อมร่วมมือกันทำงานอย่างราบรื่นเหมือนเดิม
4, คุณหมอธีฯ รับปากว่าจะไม่ไขก๊อกลาออกจากรัฐมนตรีอย่างที่มีข่าวลือ
พร้อมจะทุ่มเททำงานต่อไป เนื่อง จากมีความเชื่อมั่นศรัทธานายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์” 2,500 เปอร์เซ็นต์
5, รองนายกฯ พล.อ.ประวิตร ยังคงหนักแน่นจะไม่ถอดใจลาออกตามกระแสกดดัน
พร้อมอยู่เป็นเสาค้ำยันรัฐบาล คสช. ให้แข็งโป๊กตลอดไป
“แม่ลูกจันทร์” ชื่นชมนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จัดการปัญหานี้ได้อย่างทันท่วงที รีบเคลียร์ความขัดแย้งไม่ให้ลุกลาม
ข้อสำคัญในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนดึง คุณหมอธีระเกียรติ มาเป็น รมว.ศึกษาฯ โดยตรง
พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมทราบดีว่า คุณหมอธีฯ เป็นคนที่มีความคิดอิสระ
กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด โดยไม่หวั่นเกรงผลที่จะตามมา
เมื่อมีคนตั้งคำถามสะกิดติ่งเรื่องนาฬิกา จึงทำให้ “คุณหมอธีฯ” เผลอเปิดเผยความรู้สึกลึกๆออกมาอย่างชัดเจน
ถามว่า คุณหมอธีระเกียรติเหมาะสมที่จะเป็น รมว.ศึกษาฯหรือไม่??
“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าเหมาะสม 100 เปอร์เซ็นต์!!
เพราะ รมว.ศึกษาฯมีหน้าที่สำคัญคือสร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ให้เจริญเติบโตเป็นคนดี มีสติปัญญา มีจริยธรรม มีจิตสำนึกดีงาม มีทักษะคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
คุณหมอธีฯ จึงมีคุณสมบัติเหมาะสม ที่จะทำหน้าที่รัฐมนตรีศึกษาฯต่อไปอีกยาวๆ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “คุณหมอธีฯ” เป็นรัฐมนตรีมา 2 ปี ไม่เคยพูดพาดพิงประเด็นการเมืองเลย
เพิ่งพูดครั้งแรกเรื่องนาฬิกา...ก็ดังระเบิดเถิดเทิง.
"แม่ลูกจันทร์"

อ่างบัวทำเนียบแตก

อ่างบัว"บิ๊กตู่"แตก!!
กระหึ่ม!! ลางไม่ดี ...ครม. แตก? ...
ไม่ใช่แค่ร้าว หรือรั่ว !

เมื่อวาน งาน อุ่นไอรักฯ เค้ามากันหมดทั้ง ครม. ขาดแต่ หมอธี "นพ.ธีระเกียรติ" ที่วิจารณ์ นาฬิกา "บิ๊กป้อม"

มาวันนี้ ..อ่างบัว สุดโปรด ของบิ๊กตู่ แตกกระจาย

ตำรวจ มาส่งเอกสาร ขับรถ ถอยชน อ่างบัวใบใหญ่ ริมถนน สนามหญ้าหน้าตึกบัญชาการ1 แตกกระจาย 
 
เรียกบริษัทประกันรถ มาชดใช้ค่าเสียหายกับอ่างบัว ใบละ 5 พันบาท
 

รู้กันดีว่า อ่างบัว ที่ปลูกบัวสี 10 ใบ ราคาใบละประมาณ 5 พันบาท นำมาวางประดับ ทำเนียบฯ เพื่อเป็นการปรับภูมิทัศน์  เสริมสิริมงคลของรัฐบาล และ บิ๊กตู่ ชอบดอกบัว

ว่ากันว่า วันตรุษจีน เค้า ห้ามทำสิ่งของ อะไรแตก ถือเป็นลางไม่ดี ?? จริงมั้ย รอดู

แยก ‘พี่ใหญ่-น้องเล็ก’

แยก ‘พี่ใหญ่-น้องเล็ก’


ขัดอารมณ์คอมวยพันธุ์ซาดิสต์ ม็อบพันธมิตรฯโห่ ประชาธิปัตย์ก็เซ็ง
กองเชียร์ลุ้นไม่ขึ้น
ตามฟอร์มที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แถลงยอมรับ “เสียมารยาท”
ภายหลังรีบแจ้นเข้าชี้แจงกับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พร้อมเอ่ยปากขอโทษคู่กรณีอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กับพฤติการณ์ “ทิ้งระเบิด” ผ่านสำนักข่าวบีบีซี กลางวงนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทยในงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในลอนดอน
กระตุกปมร้อนนาฬิกาหรูของ “พี่ใหญ่” เป็นทำนองว่า หากเป็นตนเองคงลาออกตั้งแต่เรือนแรกแล้ว
แต่เมื่อมาเร็วเคลมเร็ว ออกแนวมวยล้มไม่สมกับที่ตั้งท่าลุยวัดดวงวัดใจ
ทำเอาขบวนการตามแห่ “หมอธี” ถล่มซ้ำ “บิ๊กป้อม” ต้องเก้อไปตามๆกัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงจะหักมุมจบเร็ว มันก็คงไม่สามารถกลบรอยปริแยกที่แฝงอยู่ได้
ระหว่าง “บิ๊กป้อม” กับ “หมอธี” ดูยังไงก็มองหน้ากันไม่ติด
คิดตามประสาชาวบ้าน ผู้คนในสังคมคงไม่ได้โลกสวยทั้งหมดที่จะเชื่อตาม “นายกฯลุงตู่” บอกว่า ครม.ไม่มีรอยร้าว ทุกคนรักใคร่กันดี เข้าใจกัน มีอะไรพูดจาให้กำลังใจกัน
ทำผิดอะไรก็ขอโทษ มันก็จบ
เพราะจับอารมณ์ “บิ๊กป้อม” ที่นิ่งอย่างเดียว ไม่พูดไม่จา ไม่ตอบคำถามเรื่องให้อภัยนพ.ธีระเกียรติ อาการแบบที่บรรดาลูกน้องคนสนิทรอบข้างเดาได้ “พี่ใหญ่” กลืนเลือดอยู่ในคอ
แค่นี้ก็พอจะเป็นสัญญาณให้ยุทธการ “เอาคืน” ขยับ
ปรากฏการณ์กระตุกแรงสะท้อนกลับ แบบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเรื่องที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ “จอมสอยอาชีพ” จากพรรคเพื่อไทย ยื่นให้ตรวจสอบ นพ.ธีระเกียรติ มีพฤติการณ์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยถือครองหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นสัมปทานกับรัฐ จำนวน 5,000 หุ้น
อีกด้านหนึ่งก็เป็นนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาทวงถามเรื่องของ
มารยาทในการอยู่ร่วมรัฐบาล กับการที่คนระดับ รมว.ศึกษาธิการ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างไม่ดี ในการแอบพูดลับหลังคนร่วม ครม.เดียวกัน
เบิ้ลกดดัน นพ.ธีระเกียรติให้ไขก๊อกตามมาตรฐานอังกฤษ
เหลี่ยมตอบโต้แบบนี้ มีคนคิดแทน “พี่ใหญ่” เยอะอยู่แล้ว
ยิ่งตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ปักใจเชื่อกันเลยว่า เกมเจาะยางเชื่อมโยงกับ “ขั้วอำนาจโบราณ” กฐินสามัคคีถล่ม “พี่ใหญ่” มี เจ้าภาพหลักๆคือทหารเฒ่าสายลูกป๋า ขุมข่ายม็อบพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์
ศัตรูแฝงตัวอยู่รอบด้าน ไม่เว้นพวกแทรกซึมอยู่ใน ครม.
โดยรูปการณ์ยุทธการโค่น “บิ๊กป้อม” จ่อเข้าโหมดหักดิบ ขณะที่เกมรบโต้กลับของ “พี่ใหญ่” มาตรการอารักขา พล.อ.ประวิตรก็ยิ่งต้องเข้มถึงขีดสูงสุดเหมือนกัน
“ตั้งป้อม” โซ้ยกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ประเมินกันตามเดิมพัน มันก็ไม่แปลกกับฉากติดดาบประจัญบาน
เพราะถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ ก็คงไม่มีอะไรมาทำลายฐานอำนาจ “พี่ใหญ่” ได้อีกแล้ว ส่อแววลากยาว คุมเกมช่วงเปลี่ยนผ่านได้
ตามเป้าหมาย 5 ปี 8 ปี
ตามสถานภาพ “บิ๊กป้อม” จะบารมีคับแก้วขึ้นไปอีก
ตรงกันข้ามกับสภาพขั้วอำนาจเก่าแก่จะยิ่งเหี่ยวแห้งเฉาลงตามกาลเวลา ถ้าไม่รีบจัดการเคลียร์อำนาจกันใหม่ ล้มกระดาน “พี่ใหญ่” เกลี่ยผลประโยชน์กันตั้งแต่ตอนนี้
โอกาสที่จะแชร์เค้ก แบ่งขนมจาก คสช. คงยากขึ้นอีกหลายเท่า
ทั้งหมดทั้งปวงจึงจะเห็นได้ว่า หัวเชื้อชนวนจริงๆมันก็เหตุเฉพาะตัวของ พล.อ.ประวิตรเท่านั้น ตามเหลี่ยมที่เห็นได้เลยว่า ฝ่ายรุกไล่ “บิ๊กป้อม” เองก็พยายามจำกัดวงไม่ให้ลามกระแทก “นายกฯลุงตู่” หนักเกินไป
อารมณ์แบบที่ “หมอธี” กั๊กท่าทีเป็นเชิงแสดงความมั่นใจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
เว้นวรรคไว้ให้พอเข้าใจได้ว่า ข้องใจแค่ตัวบุคคล
ชัดเจน เกมเขย่า “บิ๊กป้อม” เป้าหมายแค่แยก “พี่ใหญ่” ออกจาก “น้องเล็ก”
แต่ปัญหา “น้องเล็ก” กับ “พี่ใหญ่” ต้องไปเป็นแพ็กเกจ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

"บิ๊กตู่" สั่งเอง ติดโคมจีน ทำเนียบฯ ร่วมฉลอง ตรุษจีน

"บิ๊กตู่" สั่งเอง ติดโคมจีน ทำเนียบฯ ร่วมฉลอง ตรุษจีน พร้อมอวยพร ชาวไทย เชื้อสายจีน เผย16กพ.ร่วมงาน ตรุษจีน เยาวราช ยัน ไม่เกี่ยว อ่างบัว แตก
พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายก เปิดเผยว่า การโคมจีนเต็งลั้ง 6 คู่ ที่ นำมาประดับทำเนียบรัฐบาล วันนี้ นั้น
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการผ่านทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการประดับเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนของคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย
นอกจากนี้ในอนาคตก็จะมีการพิจารณาเป็นเทศกาลอื่นๆด้วย
“นายกรัฐมนตรี ฝากอวยพรขอให้ทุกคนไทยทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีน มีความสุขสดชื่น
ในเทศกาลตรุษจีนนี้ "
ซึ่งในวันที่ 16 ก็พอนี้นายกรัฐมนตรี มี กำหนดการที่จะเดินทางเข้าร่วมเทศกาลตรุษจีนที่ถนนเยาวราชด้วย
ทั้งนี้การประดับ โคมไม่เกี่ยวกับเหตุอ่างบัวแตก แต่อย่างใด

ประดับ โคมจีน แดง พรึ่บ! รอบทำเนียบฯ ในวันตรุษจีน

ฮือฮา!! ประดับ โคมจีน แดง พรึ่บ! รอบทำเนียบฯ ในวันตรุษจีน ทั้งๆที่ ไม่เคยมีมาก่อน...สะพัด เพื่อ แก้เคล็ด
กังขา ว่า "นายกฯบิ๊กตู่"มีเชื้อจีน หรือ? แต่ปีก่อนๆก็ไม่เคยมี
เช้า....อ่างบัวแตก
บ่าย...ประดับ โคมแดง

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

วิเคราะห์ : กรณี ‘หมอธี’ สนิมเกิดแต่เนื้อ ‘ครม.’

วิเคราะห์ : กรณี ‘หมอธี’ สนิมเกิดแต่เนื้อ ‘ครม.’


ไม่ทราบกินดีหมีสวมหัวสิงห์มาจากไหน “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ฉวยตะพดเจาะแสกหน้า “บิ๊กป้อม” เข้าจังเบอร์
เป็นจังหวะระหว่างบรรยายกับนักเรียนและนักธุรกิจไทย งานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน เปรียบเทียบจริยธรรมทางการเมืองของสมาชิกสภาขุนนางอังกฤษท่านหนึ่ง ละอายใจเข้าประชุมสภาสาย ประกาศลาออกจากตำแหน่ง
แต่มากระทบชิ่งใครบางคน “เมืองไทย มีนาฬิกาใส่ 25 เรือน ยังไม่เป็นไร”
ไม่ใช่แค่หลุดปากเอามัน เมื่อลงจากเวทียังมาต่อยอดกับนักข่าวบีบีซีไทย “ไม่มีทางที่จะเห็นนักการเมืองไทยลาออก เพราะมาสาย ไม่มีทาง เพราะมันเป็น conscience (ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) ลึก ๆ อยู่ในสายเลือด การรู้ว่าอะไรควร….เมืองไทย ไม่มีทาง เมืองไทยเป็นอย่างหนาตราช้าง เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว”
แถมตบท้ายอย่างมั่นใจตามสไตล์ “คนสายแข็ง”
“ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร ทำไม พูดแล้ว มันจะมาไล่ผมออกหรือ”
ปี่กลองรัวเชิดฉิ่งขึ้นมาทันที เพราะในวันรุ่งขึ้นมีประชุม ครม.
กองเชียร์ซาดิสต์เกาะเวทีตาไม่กระพริบ
ปรากฎหมอธีแจ้งลาประชุม “บิ๊กป้อม” เจ็บคอพูดอะไรไม่ค่อยถนัด
ตกบ่ายฝ่ายตกที่นั่งจำเลยเปิดแถลงข่าวจับความได้ว่า เมื่อเสร็จจากบรรยายให้นักศึกษาไทยที่ประเทศอังกฤษฟัง นักข่าวก็มาดักรอ ไม่ทราบว่ามีการบันทึกเทป และถือว่าไม่ได้เป็นการให้สัมภาษณ์ แต่ยอมรับพูดถึงประเด็นนาฬิกาหรูจริง

และไปขอโทษ “บิ๊กป้อม” เป็นที่เรียบร้อย
ท่ามกลางข่าวแพร่สะพัด หมอธีเตรียมไขก๊อกลาออก
สวนทางกับการยืนยันของเจ้าตัว พูุดชัดเจน “ขอยืนหยัดที่จะทำงานต่อไป”
มีผู้ถูกสะเก็ดระเบิดพาดพิงจริยธรรมสื่อ เพราะหมอธียืนยันไม่ใช่การให้สัมภาษณ์ เหมือนการพูดคุยกันเฉยๆ ไม่มีเจตนาให้เผยแพร่
บีบีซีจึงต้องออกมายืนยัน “รัฐมนตรีคนดังกล่าวได้ตกลงให้ผู้สื่อข่าวของเราสัมภาษณ์ หลังจากที่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีกคนหนึ่งต่อกลุ่มนักเรียนไทยในกรุงลอนดอน โดยเขาตกลงพูดคุยกับผู้สื่อข่าวของเราซึ่งได้บันทึกการสัมภาษณ์ โดยใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเปิดเผย”
หาใช่แอบซุบซิบคุยกันในซอกตึกซะที่ไหน
เรื่องของ “หมอธี” กับ “นาฬิกาหรู” บางคนอาจเห็นเป็นการเสียมารยาท ฐานะคน ครม. ร่วมหัวจมท้ายเดียวกัน บางคนอาจมองเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมต่างหาก
คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องสองคนยลตามช่อง
แต่ภาพที่พอจะมองได้ตรงกัน ก็คือการตะลุมบอนของแม่น้ำ 5 สายที่เห็นกันวันนี้ กำลังลามไปถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว

รออีก 15 วัน

รออีก 15 วัน


แม้บัดนี้ ร่าง ก.ม.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะผ่านมติเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.ไปแล้วอย่างบริดวกโยธิน
แต่การประกาศใช้ยังต้องลากยาวต่อไป
เนื่องจาก สนช.ลากตั้งฉวยโอกาสชุลมุน แก้ไขสาระสำคัญในร่าง ก.ม.ลูกฉบับนี้จนแตกต่างจากร่างเดิมของ กรธ.อย่างสิ้นเชิง
แตกต่างอย่างไร “แม่ลูกจันทร์” ขอหยิบมาแสดงให้เห็น 5 ประเด็นคือ...
1, แอบยัดไส้ซาลาเปา ยืดขยายวันเลือกตั้งเพิ่มอีก 90 วัน
2, ปล่อยผีให้ผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส. จ้างมหรสพต่างๆ ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง
ทำให้เกิดความได้เปรียบเสีย เปรียบระหว่างผู้สมัคร ส.ส.อย่างชัดเจน
3, กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเดียวกันต้องใช้เบอร์ต่างกันทุกเขตเลือกตั้ง
ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนวุ่นวาย และทำให้ กกต.ต้องใช้งบ พิมพ์บัตรเลือกตั้งแพงขึ้นอีกบาน ตะไท
4, ขยายเวลาหย่อนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. จากปกติ 8 โมงเช้า ถึง 3 โมงเย็น เปลี่ยนเป็นจาก 7 โมงเช้า ลากยาวไปถึง 5 โมงเย็น
ทำให้การขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งในพื้นที่ห่างไกลต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงกลางคืน
เปิดช่องให้ทุจริตยัดบัตรผีโกงผลเลือกตั้งอย่างสบายแฮ
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า การที่ สนช.ใช้เสียงข้างมากลากไป ลงมติแก้ไขร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ในสาระ สำคัญ ส่งผลให้ร่าง ก.ม.ลูกฉบับนี้มีความห่วยแตกยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย
ฝ่าย กรธ.ของ อจ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ยกร่าง ก.ม.ลูกฉบับนี้ และฝ่าย กกต. ของ อจ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ซึ่งเป็นผู้ต้องปฏิบัติตาม ก.ม.ลูกฉบับนี้ จึงขอใช้สิทธิโต้แย้งอีกครั้งตามกติกา
จึงต้องมี “คณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย” จำนวน 11 คน มาจากฝ่าย สนช. 5 คน ฝ่าย กรธ. อีก 5 คน และประธานกกต. แทรกเป็นยาดำอีก 1 คน
หากเสียงข้างมาก 6 เสียง จาก 11 เสียง เห็นควรแก้ไข หรือไม่แก้ไขประเด็นใด จะต้องส่งกลับไปให้ที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบซ้ำอีกที
แต่ถ้าที่ประชุม สนช.ลากตั้งเกิดเฮี้ยน โหวตไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 2 ใน 3 ของสมาชิก สนช. (หรือ 166 คน จากทั้งหมด 248 คน)
ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเป็น ก.ม.ลูกฉบับสำคัญ จะต้องถูกคว่ำกลางสภาฯทันที!!
ถ้าจบแบบนี้ก็ยุ่งตายชักน่ะซีโยม
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าจะไม่มี “ใบสั่ง” ให้ สนช.ลากตั้งโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฉบับนี้ อย่างที่มีกระแสข่าวลือ
เพราะถ้าหากร่าง ก.ม.ลูกฉบับนี้ ถูกขี้เถ้ายัดปากตายกลางสภาฯ
แสดงว่ามีการใช้อภินิหารกฎหมาย คว่ำกฎหมายลูกรัฐธรรมนูญ เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งให้ช้าออกไป...ให้ยืดออกไป...ให้ยาวออกไป...ให้ไกลออกไป ฯลฯ
โดยไม่มีเหตุผลสมควร!!
ยิ่งกว่านั้น “แม่ลูกจันทร์” ยังหวังว่าที่ประชุมกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย จะเห็นชอบให้แก้ไขร่าง ก.ม.ลูกฉบับนี้ อีก 3 ประเด็น
1, ยกเลิกความคิดพิสดารให้ผู้สมัคร ส.ส. สามารถจ้างมหรสพหาเสียงจูงใจประชาชน
2, ยกเลิกความคิดบ้องตื้นขยายเวลาหย่อนบัตรจาก 7 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น กลับไปเป็น 8 โมงเช้า ถึงบ่าย 3 โมงอย่างเดิม
3, ยกเลิกกติกาเลอะเทอะให้ผู้สมัครพรรคเดียวกันต้องใช้หมายเลขแตกต่างกันทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศไทย
ผลการประชุม 3 ฝ่าย จะเป็นอย่างที่ “แม่ลูกจันทร์” หวังไว้หรือไม่??
โปรดอดใจรออีก 15 วัน...จะมีคำตอบให้หายคันอย่างแน่นอน.
“แม่ลูกจันทร์”

โหมดปะทะเกมโหดลึก

โหมดปะทะเกมโหดลึก


ว่ากันตามปรากฏการณ์ทางการเมือง เทียบกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
ยังไงก็มองหน้ากันไม่ติด
แต่ล่าสุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แถลงยอมรับ “เสียมารยาท”
กับพฤติการณ์ตามข่าวที่สื่อใหญ่อย่างสำนักข่าวบีบีซี เปิดเผยประโยคคำพูดของ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทยในงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยระบุถึงกรณีปมนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นทำนองว่าหากเป็นตนเองคงลาออกไปตั้งแต่นาฬิกาเรือนแรกแล้ว
ด่าแรงถึงขั้นใช้คำเป็นพวก “อย่างหนา”
แน่นอน ถึงแม้จะมีการอ้างว่าได้ขอโทษขอโพย พล.อ.ประวิตร และเคลียร์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.แล้ว โดยจะไม่มีการลาออกแต่อย่างใด
การันตีการทำงานจากนี้จะราบรื่น ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา
จบแบบง่ายๆไม่มีอะไรในกอไผ่
แต่เรื่องของเรื่องอาการแบบนี้คงไม่ได้เผลอหลุดปาก เพราะพูดกลางวงใหญ่ ยังไงก็ต้องเกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกับตัวของ พล.อ.ประวิตรที่ไม่มีสิทธิได้แก้ต่าง
โดนแทงหลังแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ทั้งๆที่เป็นข้อมูลในเชิงกระแส ยังไม่มีการตัดสินผิดถูกในกระบวนการยุติธรรม
แต่นั่นยังไม่เท่ากับการทำให้รัฐบาลของ “ลุงตู่” ต้องตกอยู่ในสภาพเหมือน “วงแตก”
คนใน ครม.หันมาล่อเป้า ประจานดิสเครดิตกันเอง
สั่นคลอนศรัทธา ลดทอนความเชื่อถือ กระทบความเชื่อมั่น
ที่สำคัญ มันแทบจะสคริปต์เดียวกันเลย กับคิวของ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ เพื่อนรักเซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น ที่ออกมาโยนระเบิดใส่ พล.อ.ประวิตร ว่าด้วยปมนาฬิกา เป็นทำนองเบิ้ลซ้ำกดดัน พล.อ.ประวิตร ถ้าเป็นตัวเอง ลาออกตั้งแต่เรือนแรกแล้วเหมือนกัน
ตามรูปการณ์มันย่อมหนีไม่พ้นการเชื่อมโยง
“คนเขียนบท” และ “ผู้กำกับฉาก” ทีมเดียวกัน
ตามท้องเรื่องของหนังซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่โยงกับขั้วอำนาจโบราณ สะท้อนสถานการณ์ไล่บี้ล้มกระดาน “บิ๊กป้อม” ยังคงคุกรุ่นรุนแรงในหมู่ทีมงานที่อิงแอบอยู่กับสายบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์
ฉากหักเหลี่ยม “พี่ใหญ่” ถูกเร่งจังหวะใกล้ตอนจบ กะน็อกให้ตาย
โดยเฉพาะเมื่อชัดเจนแล้วว่า “บิ๊กตู่” ไม่มีทางทิ้ง “บิ๊กป้อม” แบบที่ขาดกันไม่ได้
และมันก็คือคำตอบสุดท้าย เกมโหดที่แฝงอยู่ในหมู่ขั้วอำนาจที่ล้มระบอบทักษิณมาด้วยกันนี่แหละ ที่น่ากลัวสำหรับ “บิ๊กตู่–บิ๊กป้อม” และทีม คสช.
อันตรายของจริง สถานการณ์ซีเรียสยิ่งกว่าแนวรบด้าน “นายใหญ่” ที่ 2 พี่น้องอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำได้แค่โฉบไปโฉบมาในต่างประเทศ
ยั่วต่อมฉุน กระตุกให้รำคาญเท่านั้น
และเหมือนจะจับทิศจับทางกันถูกแล้ว ว่าเกมลึกแฝงเหลี่ยมโหดมาจากคนกันเอง
เดินหมากตัดแต้ม ทุบทำลายความชอบธรรมของ “พี่ใหญ่”
มันก็เป็นอะไรที่ต้องตั้งรับกันด้วยยุทธศาสตร์ชิงกระแส ตีตื้นคะแนนความชอบธรรม
ตามรูปการณ์ที่เห็นได้เลยว่า “บิ๊กป้อม” ต้องกระโดดมาจับเนื้องานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ งานถนัดที่เจ้าตัวมีผลงานและดำเนินมาต่อเนื่องในนามมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก
ตามโพลผลงานอันดับ 1 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบรัฐบาล คสช. และยังเป็นจังหวะล้อกระแสการอนุรักษ์ จากกรณีของ “เจ้าสัว เปรมชัย กรรณสูต” บอสใหญ่อิตาเลียนไทยฯ ล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
ขณะที่งานด้านความมั่นคงก็แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การกำกับของ พล.อ.ประวิตรยังไว้ใจได้ กับคิวล่าสุดที่มีการจับกุมการ์ดเสื้อแดง นปช.พร้อมระเบิด ในห้วงกลุ่มการเมืองกำลังเคลื่อนไหว
“พี่ใหญ่” ได้รับการเปิดพื้นที่ให้เข้าร่วมโหมดปั่นเนื้องาน
สถานการณ์เกาะขบวนไปกับ “นายกฯลุงตู่” และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ลุยปั๊มเศรษฐกิจฐานราก ประคองปากท้องชาวบ้าน ดันเศรษฐกิจภาพรวมที่กำลังติดลมบน
ต้องใช้ผลงานเป็น “วัคซีน” ป้องกันโรคแทรกซ้อน
ตอนที่อาการรัฐบาลยังไม่ทรุดถึงขั้นโคม่า.
ทีมข่าวการเมือง