///
พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร สมกับเป็นพรรคการเมือง เพื่อรองรับการสืบทอด อำนาจ คสช.
“แม่ลูกจันทร์”
18พ.ย.2561/ไทยโพสต์
ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ เตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง หลังจากที่รัฐบาล-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศโรดแมปเลือกตั้งชัดเจนว่าจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.2562
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เดินสายไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ ก็ให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเหมาะกับผู้นำประเทศทั่วโลกว่ารัฐบาลยึดโรดแมปเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 เช่นเดิม
แต่เมื่อวันศุกร์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 16/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งระบุว่า เพื่อให้การแบ่งเขตเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงสมควรผ่อนผัน และขยายเวลาให้ กกต.ดำเนินการต่อไป
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 44 จึงมีคำสั่ง ในกรณีที่ กกต. คสช. หรือรัฐบาล ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบหรือเปลี่ยนแปลงการพิจารณาหรือดำเนินการแบ่งเขตสำหรับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือเลือกตั้งตามหมวด 3 การจัดการเลือกตั้งแห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และข้อ 7 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 ให้ได้ข้อยุติ หากเป็นกรณีเร่งด่วนจำเป็นที่ไม่อาจดำเนินการตามกฎหมายระเบียบประกาศหรือมีมติใดๆ ของ กกต.ที่ออกไว้ให้ก็สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมายให้เป็นไปตามมติของ กกต. ทั้งนี้ให้จัดทำและประกาศเขตเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลใช้บังคับ
ส่วนการพิจารณาหรือดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ถือเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดเพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นธรรมแก่พรรคการเมือง และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ให้พรรคการเมืองสามารถสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 ได้จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
คำสั่ง คสช.ดังกล่าวเท่ากับเป็นการประกาศตัดหน้า กกต.ที่เตรียมประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งไว้แล้ว โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า เดิมในวันที่ 16 พ.ย. สำนักงานอยู่ระหว่างนำส่งประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่เมื่อคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวออกมา จึงได้มีการระงับการนำส่งประกาศดังกล่าวไว้ และทางสำนักงานก็จะนำร่างประกาศประกาศแบ่งเขตเดิม พร้อมคำสั่งหัวหน้า คสช.เสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาในวันจันทร์นี้ (19 พ.ย.) รวมทั้งอาจจะต้องมีการแก้ไขระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเรื่องของเงื่อนเวลาให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.
ขณะเดียวกัน ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เลื่อนการเปิดรับสมัครผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต และ กกต.ประจำเขต ที่เดิมจะเปิดรับสมัครในวันที่ 19-23 พ.ย. ออกไปก่อน
ก่อนหน้านั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ก็ให้สัมภาษณ์ว่า "ขณะนี้ กกต.มีมติเลือกแล้วว่าจะใช้เขตเลือกตั้งในรูปแบบใด โดยตรวจสอบอย่างรอบคอบในทุกจังหวัดว่าทำได้จริงเป็นการเลือกรูปแบบที่ดีที่สุดตามที่ กกต.จังหวัดเสนอมา แต่ก่อนที่จะส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา กกต.ยังต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่ารูปแบบที่เลือกตรงกับรูปแบบที่จะจัดพิมพ์ไม่คลาดเคลื่อน เนื่องจากเขตเลือกตั้งลดลงจาก 375 เหลือ 350 เขต ไม่เท่าเดิมและไม่เหมือนเดิม ยืนยันไม่มีการพิจารณาเขตเลือกตั้งในรายจังหวัดใหม่"
มีรายงานจาก กกต.เปิดเผยด้วยว่า หลังวันที่ 6 พ.ย. ซึ่งเป็นการประชุม กกต.นัดสุดท้าย และได้มีการพิจารณาคัดเลือกรูปแบบการแบ่งเขตของแต่ละจังหวัดเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว กกต.ทั้ง 5 คนได้มีการลงนามในมติดังกล่าวและเตรียมให้ประธาน กกต.ลงนามในประกาศแบ่งเขตเพื่อนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่ปรากฏว่าในวันที่ 8 พ.ย. ประธาน กกต.ได้มีการเชิญประชุมนัดพิเศษ เนื่องจากเห็นว่ามีการร้องเรียนการแบ่งเขตเลือกตั้งในบางจังหวัด จึงอยากให้มีการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง แต่ปรากฏว่ามี กกต. 2 เสียงเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะ กกต.ได้มีมติและลงนามไปแล้ว ถ้าจะทบทวนก็ต้องใช้มติ กกต. 5 เสียง
รวมทั้งระยะเวลาที่พิจารณาก็มีระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแบ่งเขตกำหนดไว้ในแต่ละขั้นตอน ซึ่งขณะนั้นถือครบตามกรอบเวลาแล้ว หากมาแก้ไข กกต.อาจจะทำผิดกฎหมาย และสุ่มเสี่ยงว่าจะถูกฟ้องปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้ ที่ประชุม กกต.จึงไม่ได้มีการพิจารณา แต่ก็มีกระแสจากภายนอกว่ามีใบสั่งมายัง กกต.ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแบ่งเขตที่มีมติไปแล้ว
จะเห็นได้ว่า กกต.ได้พิจารณาคัดเลือกรูปแบบการแบ่งเขตเสร็จสิ้นหมดแล้ว โดย กกต.ทั้ง 5 คนก็ได้ลงนามในมติดังกล่าวแล้ว และสามารถดำเนินการทันเดดไลน์ของระเบียบ กกต.ซึ่งคาดการณ์ว่าจะประกาศได้ในวันที่ 9 พ.ย. แต่จู่ๆ กลับมีเหตุการณ์พลิกผัน ทั้งประธาน กกต.และ คสช.อ้างเหตุมีการร้องเรียนมาล้มมติ กกต.ดังกล่าว
เป็นที่น่าสังเกตว่า พฤติการณ์ของประธาน กกต-คสช. สอดรับกระแสข่าวที่ว่ามีการสมคบคิดที่จะเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งออกไปอีก
โดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ระบุว่า "ตอนนี้เหมือนการสลับหน้าเล่น เนื่องจาก คสช.และรัฐบาล กกต.จึงจะมีหน้าที่เลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ออกไปโดยรัฐบาลจะทำทีขึงขังว่าต้องมีเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.2562 จนเมื่อไม่สามารถเลือกตั้งได้ก็จะบอกว่า กกต.ไม่พร้อม"
แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ถึงกรณีที่มีคนกังวลว่า คสช.จะตุกติกเลื่อนโรดแมปเลือกตั้ง ก็ย้อนกลับ "พูดอย่างนั้นได้อย่างไร จะตุกติกได้อย่างไร คสช.วางโรดแมปมานานแล้ว พูดแบบนี้มาชกกันดีกว่า"
เป็นการประจานความไร้วุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้นำ คสช.อย่างน่ารังเกียจยิ่ง ทั้งที่คำถามดังกล่าวก็มาจากพฤติการณ์ของ คสช.ที่ส่อไม่มีความจริงใจและไร้ความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด
ขณะที่กลุ่มพรรคการเมืองนำโดย นายสาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดี ได้เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. ขอเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเป็นวันที่ 5 พ.ค.2562 โดยอ้างว่า การเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.62 ทำให้พรรคที่ได้รับการจัดตั้งใหม่จะมีเวลาในการหาสมาชิกน้อย ซึ่งอาจไม่ทันตามเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยมีพรรคการเมืองเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้แล้วประมาณ 10 พรรค จะนัดแถลงข่าววันที่ 22 พ.ย.นี้
วันถัดมา นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ พร้อมสมาชิกเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.ขอให้พิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมืองทันทีหากจะเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 เพื่อให้ทุกพรรคมีระยะเวลาที่เหมาะสมและเท่าเทียมกัน แต่ถ้ายังไม่ปลดล็อกก็ขอให้เลื่อนเลือกตั้งออกไปอีกประมาณ 30 วันจากกำหนดเดิม คือไปเลือกตั้งช่วงปลาย มี.ค.หรือต้น เม.ย.62
สำหรับ นายราเชน เป็นอดีตประธาน กปปส. จ.นนทบุรี มีความแน่บแน่นกับบิ๊ก คสช. และประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัย
ทางด้านพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคอย่าง เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ คัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.อย่างรุนแรง เชื่อว่าเป็นแผนการเลื่อนเลือกตั้ง โดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า 1.ออกคำสั่งให้ตนเองและรัฐบาลมีหน้าที่รับข้อร้องเรียนเรื่องการแบ่งเขตทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งหรือไม่ 2.การให้ คสช.และรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งจะทำให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นในการเลือกตั้ง
3.การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ล่าช้ามีผลโดยตรงต่อการแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดของพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร ก็ไม่อาจแต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดได้ เพื่อต้องการให้มีเหตุผลเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 24 ก.พ.2562 ใช่หรือไม่ และ 4.เหตุผลที่อ้างว่าเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยอันเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปการเมืองก็ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ประกอบมาตรา 44 แต่อย่างใด แต่กลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม ยิ่งจะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยเสียมากกว่า
ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า วันนี้ กกต.กลับทำตัวเป็นเหมือนกับไม้หลักปักขี้เลน การจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมย่อมทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศต่อนานาชาติ ต่อนักลงทุน ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้เสมอมาว่าผู้นำที่ลุแก่อำนาจมากๆ โดยไม่คำนึงถึงประชาชนนั้นจะมีจุดจบที่ไม่สวย รัฐบาลและ คสช อย่าได้กลัวพรรคการเมือง แต่ควรกลัวที่จะทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ฝืนความรู้สึกของประชาชน เพราะเมื่อถึงวันที่ประชาชนมีสิทธิ์ตัดสินใจในวันเลือกตั้ง ผลที่ออกมาจะน่ากลัวกว่ามาก เพราะการฝืนความรู้สึกของประชาชนเป็นสิ่งที่อันตราย และผลที่ตอบสนองจากการถูกกดดันนั้นจะรุนแรง ซึ่งผมไม่อยากเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า อาจส่งสัญญาณจากผู้มีอำนาจที่จะแทรกแซงให้มีการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ กกต.ทำไปแล้วแต่ไม่สำเร็จ และยังเปิดช่องให้มีการร้องเรียนผ่าน คสช.และรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่เงื่อนไขให้ กกต.เปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งใหม่ จะเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อกระบวนการเลือกตั้ง จะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ได้รับความเชื่อถือ อันจะนำไปสู่การไม่ยอมรับการเลือกตั้งในอนาคตได้ การยื้อเวลาการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ล่าช้าออกไปยังกระทบกับการเตรียมความพร้อมของพรรคการเมือง จึงถูกมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่
สำหรับกรณีพรรคการเมืองเกิดใหม่รวมตัวกันยื่นขอให้เลื่อนการเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเห็นสอดคล้องกับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ว่า หากมีการเลื่อนเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง กกต.และ คสช.ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะจะส่งผลลบกับส่วนรวมมากกว่า ทั้งภาพลักษณ์และระบบเศรษฐกิจ
โรดแมปการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 กลายเป็นสัญญาประชาคมไปแล้ว หากจะเลื่อนให้อยู่ในกรอบ 150 วัน ใช้แจกแจงเหตุผลและความจำเป็นอย่างตรงไปตรงมาได้ แต่การที่หัวหน้า คสช. ใช้ ม.44 ล้มประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.เช่นนี้ไม่มีความชอบธรรม และยิ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล คสช.ลงไปเรื่อยๆ เป็นเกมเสี่ยงอีกครั้งของ คสช.ที่น่าจับตาว่าหากมีเหตุพลิกผันในวันข้างหน้าจะรับมือกับสถานการณ์ได้เหมือนเดิมหรือไม่?.
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แค่นาทีแรก วิญญาณ “นักการเมืองอาชีพ” ก็เข้าสิงร่างนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แบบทันทีทันควัน
กับลีลาคุยคำโต “โวลั่น” จะกวาด ส.ส. 350 เสียง
เป็นอาการฮึกเหิม ทันทีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นำทีมกลุ่ม “สามมิตร” กว่า 60-70 ชีวิต ถือฤกษ์วันอาทิตย์สลายร่างเข้าเป็นสมาชิกยี่ห้อ “พปชร.”
อารมณ์ “มือใหม่หัดขับ” กุมารน้อยการเมืองที่ตื่นตาตื่นใจกับตัวเลขที่เริ่มจับต้องสัมผัสได้
แต่ของจริง “โคตรเซียน” ทีมงานเบื้องหลัง “พลังประชารัฐ” ยังไม่กล้าประเมินเกมเข้าข้างตัวเอง
ตามสถานการณ์ที่ยังก้ำกึ่ง พรรคพลังประชารัฐจะว่าแข็งก็ยังไม่แข็ง จะว่าอ่อนก็ไม่อ่อน เพราะตัว “ผู้นำ” ยังมีแค่ทีม “รัฐมนตรี 4 กุมาร” ที่นำโดย “อุลตร้าแมนอุตตม” นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรค ก็เพิ่งไต่เพดานบินขึ้นมาในยุทธจักรนักการเมืองอาชีพ
เพิ่งรีบทำการเมืองแบบพาร์ตไทม์ตีคู่งานบริหาร ยังไม่เป็นที่รู้จักพอ
มันต้องรอคิวพระเอกคนสำคัญ จังหวะ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เปิดตัวเป็น “นายกฯบัญชีพรรค”
นั่นแหละเครื่องยนต์หลัก “พลังประชารัฐ” จะเดินเครื่องแรงเต็มสูบ
ตามรูปการณ์เดิมพันที่เน้นมากกว่าผลทางการเมือง นั่นคือเงื่อนไขความมั่นคง
แกะรอยจากที่นายสุริยะเปิดอกพูดตรงๆ การรับงานเสริมทีมพลังประชารัฐ เพราะได้รับการต่อสายจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่สนิทกันสมัยทำงานอยู่กับรัฐบาลไทยรักไทย
ไม่ได้เอ่ยนามว่าเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ
นัยว่า ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่เห็นนรกอยู่ข้างหน้า ถ้าการเมืองยังเป็น 2 ขั้ว แบ่งข้างรบกันระหว่างฝั่ง “ทักษิณ” กับ “ประชาธิปัตย์” วิกฤติความขัดแย้งก็หนีไม่พ้นวนซ้ำไปซ้ำมา
เลือกตั้งเดี๋ยวก็ลากม็อบออกมาตีกัน เผาบ้านเผาเมือง ปิดถนน ชัตดาวน์กรุงเทพฯกันวุ่นวาย
ถึงจุดนั้นประเทศไทยจะไม่มีใครเอาอยู่
นั่นคือที่มาของการตัดสินใจหวนคืนสนามการเมืองอีกคำรบ “สุริยะ” ต้องเสี่ยงเปิดเกมรบ “นายใหญ่”
แฝงเหลี่ยมแค้น ไฟต์ “หักดิบ” อดีตคนกันเอง
และตามโปรไฟล์อย่างที่รู้ “สมคิด-สุริยะ-สมศักดิ์” คือห้องเครื่องพรรคไทยรักไทยผู้มีส่วนสำคัญในการเป็นบันไดให้ “ทักษิณ” ไต่ขึ้นมายิ่งใหญ่ทางการเมือง
เรื่องลึกๆลับๆ เกมซับซ้อนซ่อนกล รู้ไต๋ รู้เชิงกันดี
“สมคิด-สุริยะ-สมศักดิ์” วัดกับ “ทักษิณ” มวยรอบจัด เหลี่ยมทันกันซะขนาดนี้ ปรากฏการณ์แบบที่ว่าจะชนะขาดแบบ“แลนด์สไลด์” หรือ “หิมะถล่ม” ในกติกาเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมตามสมการ “มีชัย”
โอกาสความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์แทบจะเหลือศูนย์
เอาเป็นว่า ณ ตรงนี้ วัดกันที่ทุน เปิดหน้าตัก เกกันตรงหน้า
แค่เงื่อนไขตรงชื่อ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สันติ พร้อมพัฒน์” สองหัวจ่ายศักยภาพสูง ยี่ห้อที่ทีมนกแลของ “ทักษิณ” รู้ศักยภาพดี สวิงไปอยู่กับพลังประชารัฐ
ถึงตรงนี้ “ทักษิณ” ยืมเงินเพื่อนแทงไฮโลไม่ได้
สภาพ “หัวจ่าย” โดนบล็อกหมด ในสถานการณ์จำเป็นต้องควักหน้าตักทุ่มทุนสร้างเอง ก็ยังต้องพะว้าพะวงกับเกมเสี่ยงทางยาว ในภาวะที่ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย ก็กลายเป็นกระตุ้นรอยร้าว
จากแตกปลอมกลายเป็นแตกจริง และแตกกันเละเทะ
“เจ๊” เขม่น “เจ๊” ลามเป็น “เจ๊” ฟัด “เฮีย” โซ้ยกันนัวเนีย
ปรากฏการณ์แบบที่ “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่คุมทัพสู้คดียุบพรรคภาคแรก เสี่ยงตายในสนามมาทุกสถานการณ์
ไปกันไม่ได้กับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เจ้าแม่เมืองกรุง ที่ถือธงนอมินีภาคสาม
ตามอาการเหยียบตาปลากันตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆที่ “เดอะอ๋อย” ไม่สบอารมณ์ “เจ๊หน่อย” เคลมอำนาจการบริหารในพรรคสั่งการแบ่งงานผ่านสื่อ ต่อเนื่องถึงช็อต “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข ที่รับบทเป็นตัวแทน “เจ๊หน่อย” ล็อกคอ “เดอะอ๋อย” ให้ลงสมัคร ส.ส.เขต เฝ้าถ้ำพื้นที่เมือง แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา
ล่อเป้ากันเองจนถึงช็อตสุดท้าย ที่สุดนายจาตุรนต์ก็ต้องชิ่งพรรคเพื่อไทยมาใส่เสื้อทีมไทยรักษาชาติ
อู้อี้ๆอ้างกติการัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เหมือนยี่ห้อ “พลังประชารัฐ”
กัดฟันกลืนเลือดกบปาก กลบเกลื่อนฉากหน้าชื่นอกตรม
กับสภาพคนฟากประชาธิปไตยที่แฝงอยู่ในคราบ “บริษัทชินจำกัด”.
ทีมข่าวการเมือง
หากไม่นับการเลือกตั้งปี 2557 สังคมไทยว่างเว้นจากบรรยากาศหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้าทำหน้าที่ในสภาฯ มานานกว่า 7 ปี
แต่การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงกติกามากมาย
ย้อนกลับไปการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 เป็นระบบการเลือกตั้ง ส.ส. แบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน + บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 125 คน
มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
1 ใบไว้เลือกผู้สมัคร ส.ส. เขต เปรียบเปรยกันว่าเอาไว้เลือก ‘คนที่รัก’
อีก 1 ใบไว้เลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก็คือการเลือกพรรค จึงเปรียบเปรยกันว่าเอาไว้เลือก ‘พรรคที่ใช่’

และเพื่อป้องกันความสับสน หมายเลขผู้สมัครที่จับในระบบบัญชีรายชื่อจะใช้กับระบบแบ่งเขตเลือกตั้งด้วย
ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทย จับสลากได้หมายเลข 1 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จับสลากได้หมายเลข 10
ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส. เขตของพรรคเพื่อไทยก็จะได้หมายเลข 1 ส่วนผู้สมัคร ส.ส. เขตของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้หมายเลข 10
ที่กล่าวมาข้างต้นคืออดีต อยากให้รู้ไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องจำ
เพราะของใหม่ที่เตรียมใช้ในปี 2562 แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
เลือกตั้ง ส.ส. แบบใหม่ เหลือบัตรใบเดียว แต่ยังมี ส.ส. 2 ระบบ
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งแบบใหม่ใช้ระบบที่เรียกว่า ‘ระบบจัดสรรปันส่วนผสม’ (Mixed Member Apportionment System: MMA)
ระบบนี้เคยใช้ในการเลือกตั้งระดับประเทศมาแล้ว 5 ประเทศทั่วโลก อาทิ อัลบาเนีย (1992) เกาหลีใต้ (1996-2000) และเยอรมนี (1949)
ปัจจุบันมีเพียงแคว้นบาเดน วุดเดนเบิร์ก ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในเยอรมนีเท่านั้นที่ใช้ระบบนี้
THE STANDARD พยายามสรุประบบเลือกตั้งใหม่ ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ ให้เข้าใจง่ายที่สุด ดังนี้
ส.ส. มีทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น แบบบัญชีรายชื่อ กับ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
แต่เมื่อเราได้เข้าคูหา บัตรเลือกตั้งจะเหลือเพียงใบเดียวคือบัตรให้เลือก ส.ส. เขต ซึ่งจะมีแต่เบอร์ผู้สมัคร
โดย ส.ส. ระบบเขตมี 350 คน จาก 350 เขตเลือกตั้ง
แต่ที่ลำบากนิดหน่อยคือ กฎหมายกำหนดให้จับเบอร์ผู้สมัครทุกเขต
สมมติผู้สมัครของพรรค ก. ใน กทม. เขตที่ 1 จับได้เบอร์ 10
ผู้สมัครของพรรค ก. ใน กทม. เขตที่ 2 อาจจับได้เบอร์ 1
ดังนั้น ใน 30 เขตเลือกตั้งของ กทม. พรรค ก. จะมีหลายหมายเลขผู้สมัคร
กลับมาที่การนับคะแนนตามระบบจัดสรรปันส่วนผสม
ส.ส. เขตมี 350 คน จาก 350 เขต
ผู้สมัคร ส.ส. เขตที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตนั้นจะได้เป็น ส.ส. แต่คะแนนที่ได้ต้องมากกว่าคะแนน Vote No
กรณีไม่มีใครได้คะแนนมากกว่าคะแนน Vote No ให้จัดเลือกตั้งในเขตนั้นใหม่
ส่วนกรณีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้จับสลากต่อหน้า กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง
เมื่อได้ ส.ส. เขต 350 คนแล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก 150 คนมาจากไหน
สำหรับผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ จะต้องมาดูกันอีกทีว่าพรรคของตนได้สัดส่วนเท่าไรในคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศ ตามสูตรการคำนวณดังนี้
ให้เอา ‘ส.ส. พึงจะมี’ ลบด้วย ‘ส.ส.เขต’ ที่พรรคนั้นได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้
อดีต กกต. สมชัยยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น
พรรคการเมืองขนาดกลางได้ ส.ส. เขตมาแล้ว 30 คน
สมมติว่าได้คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศ 3,500,000 คะแนน
สูตรคำนวณ ส.ส. พึงจะมีคือ 3,500,000 หาร 70,000
ส.ส. พึงจะมีของพรรคขนาดกลางนี้คือ ส.ส. 50 คน
นำ ‘ส.ส. พึงจะมี’ (50 คน) ลบด้วย ‘ส.ส. เขต’ (30 คน) = พรรคขนาดกลางนี้จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 20 คน
ส่วนกรณีพรรคขนาดใหญ่ อดีต กกต. สมชัยสมมติว่า พรรคขนาดใหญ่พรรคหนึ่ง ชนะได้ ส.ส. เขต 200 คน
คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศได้มากถึง 13,500,000 คะแนน
แต่เมื่อนำมาคำนวณได้ ส.ส. พึงจะมี: 13,500,000 หาร 70,000 = 192 คน
นำ ‘ส.ส. พึงจะมี’ (192 คน) ลบด้วย ‘ส.ส. เขต’ (200 คน) = -8
หมายความว่าพรรคขนาดใหญ่นี้จะไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว
สูตรการเลือกตั้งแบบใหม่นี้เป็นผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ต้องเล่นเกมแยกสาขาพรรค ส่วนพรรคขนาดกลางก็ได้เปรียบ ด้วยโอกาสได้จำนวน ส.ส. มากขึ้น เปิดช่องให้นำไปต่อรองว่าจะร่วมกับพรรคใดในการตั้งรัฐบาล
ขณะที่ ณัชชาภัทร อมรกุล นักวิชาการชำนาญการ สถาบันพระปกเกล้า รวบรวมข้อวิจารณ์ การเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสมไว้ดังนี้
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
วันที่ 17 พ.ย. 2560ที่ห้องประชุมงบประมาณ อาคารรัฐสภา 3 นายนรชิต สิงหเสณี โฆษกกรธ. นางสมิหรา เหล็กพรหม รองผอ.สำนักบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ 1 สำนักงานกกต. และน.ส.สง่า ทาทอง ผอ.ฝ่ายบริหารการเลือกตั้ง และการออกเสียงฝ่ายประชามติ สำนักงาน กกต. ร่วมกันแถลงความคืบการจัดทำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และหลักเกณฑ์การคิดคำนวณ การประกาศผลการเลือกตั้ง โดยนายนรชิต กล่าวว่า กรธ.พิจารณาร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับเสร็จแล้ว สัปดาห์หน้าจึงจะทบทวนเนื้อหาทั้ง 2 ฉบับสุดท้ายนี้ไปพร้อมกัน โดยการพิจารณาทุกครั้งมีตัวแทนจากกกต.เข้ามาร่วมรับฟังด้วย และพร้อมจะส่งให้สนช.พิจารณาวันที่ 28 พ.ย.ตามกำหนด
นางสมิหลา กล่าวถึง การคิดคำนวณการประกาศผลการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนได้ 1 ใบ ในบัตรสำหรับเลือกส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 350 คน ซึ่งบัตรใบนี้จะถูกนำไปใช้คิดคะแนนหาส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 150 คนด้วย โดยมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ ระบุการคำนวณหาส.ส.ทั้ง 500 คน อย่างสรุป 3 วิธีดังนี้
1.หาคะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน ด้วยการนำคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกส.ส.ทุกพรรคมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนส.ส.ทั้งหมดคือ 500 เช่น ผู้สมัครส.ส.ทุกพรรคได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมกัน 29.5 ล้านเสียง เมื่อนำไปหารจำนวนส.ส. 500 คน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ทุก 59,000 เสียง พรรคนั้นจะมีส.ส. 1 คน
2. การหาจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ให้นำผลลัพธ์จากข้อ 1 ไปหารด้วยคะแนนที่ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น พรรคก.มีคะแนนเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ 13.1 ล้านเสียง เมื่อหารกับ 59,000 เสียง จะได้ผลลัพธ์ 222.03 ดังนั้นจำนวนที่พรรคก.พึงมีส.ส. คือ 222 คน เศษทศนิยมของแต่ละพรรคที่เหลือให้เก็บไว้คิดหาเศษที่เหลือของจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี เช่น เศษที่เหลือของจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี มี 7 คน ให้กระจายจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีไปอีกพรรคละ 1 คน สำหรับ 7 พรรค ที่มีเศษทศนิยมสูงสุด 7 ลำดับแรก
3. การหาจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้นำจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ลบด้วยจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับเลือก เช่น พรรค ก. พึงมีส.ส. 222 คน ลบจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับเลือกแบบไปแล้ว 187 คน จะทำให้พรรค ก.จะมีจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกอีก 35 คน ดังนั้น การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทุกคะแนนที่ผู้สิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนแบบแบ่งเขต จะส่งผลต่อการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย
นางสมิหรา กล่าวว่า สำหรับการประกาศผลการเลือกตั้ง สำหรับกกต. จะมีหลักใหญ่ 2 รูปแบบ คือ 1.กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 350 เขต และไม่มีที่นั่งเกินจำนวน (Overhang) ฐานคะแนนการคิดจะยึดไปตามรายละเอียดที่กล่าวไว้ ทั้งนี้ ประกาศครบทั้ง 350 เขตก็มีโอกาสที่จะเกิดที่นั่งจำนวนเกินได้ หากมีพรรคไหนได้ส.ส.เขต มากกว่าจำนวนส.ส.ที่พึงมี พรรคนั้นจะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก แต่จะส่งผลให้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเกินจำนวน 150 คน
การคำนวณแบบนี้จึงต้องปรับจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อให้เท่ากับ 150 คน ด้วยการใช้เทียบบัญญัติไตรยางค์ เช่น พรรค ค. มีจำนวน ส.ส.ที่พึงมี 4 คน ได้รับเลือกส.ส.แบบแบ่งเขต 5 คน พรรค ค. จะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก ส่วน พรรค จ. มีจำนวนส.ส.ที่พึงมี 160 คน ได้รับเลือกส.ส.แบบแบ่งเขตแล้ว 109 คน ต้องได้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 51 คน
แต่คะแนนแบบนี้จะมีจำนวนที่นั่งเกิน ที่เกิดจากพรรค ค. 1 คน ทำให้ฐานจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อเกินเป็น 151 คน การคิดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมือง จึงต้องคิดโดยเทียบบัญญัติไตรยางค์ ให้เป็นฐานของส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน อย่างพรรค จ. เมื่อเทียบกลับมาบนฐานส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน แล้วจะทำให้พรรค จ. มีคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้ 50.6 แต่พรรค จ. จะมีส.ส.บัญชีรายชื่อเหลือ 50 คน ทศนิยมให้เก็บไว้สำหรับนำมาคิดชดเชย กระจายตามสัดส่วนที่หายไปพรรคละ 1 คน ตามลำดับทศนิยมจากมากไปหาน้อย
2. กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งร้อยละ 95 หรือคิดเป็น 333 เขต โดยไม่มีที่นั่งเกินจำนวน การจะคำนวณหาจำนวนส.ส.ก็ต้องใช้เลขที่เป็นฐานคิดจากส.ส.ร้อยละ 95 คือ จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี 475 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบเขต 333 คน แบบบัญชีรายชื่อ 142 คน แต่ทั้งนี้ก็มีโอกาสเกิดที่นั่งเกินจำนวน ก็ต้องเทียบบัญญัติไตรยางค์ปรับลด ในส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้รับ แต่การเกิดจำนวนที่นั่งเกินนั้นในทางปฏิบัติถือว่าเกิดได้ยาก
เมื่อถามว่าหลังประกาศผลเลือกตั้งร้อยละ 95 เพื่อเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก การคำนวณผลเลือกตั้งอีกร้อยละ 5 เป็นอย่างไร นางสมิหรา กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้อำนาจกกต.แขวนไว้รอประกาศสำหรับเขตที่มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริต แต่เมื่อได้ครบทุกเขตแล้ว กกต.จะคำนวนคะแนนใหม่จากฐานจำนวนส.ส.500 คน และภายใน 1 ปี กกต.จะคำนวณคะแนนใหม่ทุกครั้ง สำหรับการเลือกตั้งซ่อมในเขตที่มีการร้องเรียนเรื่องทุจริต
ด้านนายนรชิต กล่าวว่า การคำนวณคะแนนใหม่เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมภายใน 1 ปี จะทำเฉพาะกรณีทุจริตเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเพราะตายหรือลาออก แค่เลือกตั้งซ่อมไม่ต้องคำนวณใหม่ คนที่อยู่ลำดับท้ายของบัญชีจึงมีโอกาสหลุดออกจากส.ส.ได้ หากต้องคำนวณใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิส่วนนี้ไว้แล้วว่าไม่กระทบต่อเงินเดือนที่ได้รับและสิ่งที่ทำไปแล้วให้ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อถามว่าแบบนี้มีโอกาสที่พรรคจะได้เสียงเกิน 250 ที่นั่งหรือไม่ น.ส.สง่า กล่าวว่า การนำคะแนนของส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้คำนวนจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้เขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเฉลี่ยประมาณ 1.8 แสนคน ดังนั้น การจะมีพรรคใดได้คะแนนโดดไปถึง 250 ที่นั่งคงเป็นเรื่องยาก