PR
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562
ยุทธการ 'พิษล้างพิษ' ถิ่นเหนือ
เมื่อวาน (๑๔ ม.ค.๖๒)
"นายกฯ ประยุทธ์" ไปเชียงใหม่ ต้องบอกว่า เป็นวาระ "บุญถึง-วาสนาถึง" โดยแท้
เพราะไปกราบสักการะ "พระธาตุศรีจอมทอง" ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นเบื้องแรก
พระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ คือ.......
ทักษิณโมลีธาตุ "กระดูกพระเศียรเบื้องขวาพระพุทธเจ้า"
ณ แห่งนี้
มีความเป็นมาล้ำลึกพิสดาร และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้ใดได้กราบสักการะและสรงน้ำ สัจจะมั่นใน "ทาน-ศีล-ภาวนา" ทางปฏิบัติ
ผู้นั้น จะมีแต่ความงอกงามไพบูลย์ ศีลทานภาวนาอันถึงพร้อมแล้วนั้น จะเป็นเกราะแก้วคุ้มภัยในทุกเมื่อ
หมู่ชนใดคิดร้าย หมู่ชนนั้น ก็จะวิบัติเป็นไป พินาศแพ้พ่ายไปเอง!
ในทางกลับกัน.........
ผู้ใด กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้แล้ว แต่จิตคด กบฏต่อสัจจาธิษฐาน "ทาน-ศีล-ภาวนา" ก็ละเลย
ผู้นั้น มีทุคติเป็นที่ไปสถานเดียว
ยามมีชีวิตอยู่ ด้วยอสัตย์ต่อชาติ ต่อพระศาสนา และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก
จะพบแต่วิบัติ ด้วย "อสัตย์ตัวเองทำ-กรรมตัวเองก่อ" เป็นไปตามคำว่า
"ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจารี"
ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
คือ "ศีล-ธรรม" เท่ากับ "เกราะกำบังภัย" เมื่อมีศีล-มีธรรม คนนั้น ย่อมไม่คิดชั่ว-ไม่พูดชั่ว-ไม่ทำชั่ว ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น
"การไม่ทำชั่ว" จะเกิดอานิสงส์ เป็นบารมีปกป้องคุ้มภัย ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ด้วยกัน
"ความเสื่อม-ความวิบัติ" จะไม่เกิด "สิ่งประเสริฐ" จะเพิ่มพูน
นี่...เรื่องนี้ ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษ
เพราะผมมองดูแล้ว ปี พ.ศ.๒๕๖๒ นี้
มนุษย์ผู้เห็นผิดเป็นชอบ, มนุษย์ด้าน-หนา-ไร้ยางอาย, มนุษย์ชั่ว-ทรามแล้วได้ดี และผี-ห่า-ซาตาน-มารประเทศ
เป็น "วาระสุดท้าย"........
ที่จะได้อหังการเมืองแล้ว!
ก็บอกไว้ ถึงเวลานั้น ใครก็ช่วยใครไม่ได้ มีทางเดียว "กลับตัว-กลับใจ" เดินทางในสาย "ทาน-ศีล-ภาวนา" นั่นแหละช่วยได้
อันนี้ไม่ได้พูดขู่
แต่ก็คิดเหมือนกัน ว่าร้อยจะมีซักหนึ่งหรือไม่หนอ ที่เชื่อว่า ภัยใหญ่กำลังจะมา ด้วยพุทธานุภาพ จะช่วยได้!?
กลับเข้าเรื่องต่อ เห็นข่าวบอกว่า นอกจากนายกฯ ได้สรงน้ำพระทักษิณโมลีธาตุแห่งวัดพระศรีจอมทองแล้ว
ยังได้กราบนมัสการ "พระพรหมมงคล" (ทอง สิริมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ด้วย
พระอาจารย์ทองเป่ากระหม่อมให้นายกฯ มอบพัดใบตาลให้ แต่ก่อนมอบ เอาเคาะศีรษะนายกฯ ซะหนึ่งที
นายกฯ น้อมรับ........
แล้วกราบนมัสการด้วยปัญญาไว "มอบพัดให้จะได้ใจเย็นลงใช่ไหมขอรับ จะได้ไม่ใจร้อน?"
อืมมม..รู้แล้วก็ดีนะ!
"ตนเตือนตน ให้พ้นผิด ตนเตือนจิต ตนได้ ใครจะเหมือน ตนเตือนตน ไม่ได้ ใครจะเตือน ตนแชเชือน แล้วใครจะเตือน ให้ป่วยการ"
ผมไม่ได้ว่า "ของเก่าในตู้" ท่านว่าไว้ ท่านนายกฯ อยู่ในรุ่น "กลางเก่า-กลางใหม่" ก็เลยหยิบมาฝาก
ครับ....
ออกนอกกำแพงธรรม มาการเมืองเรื่องเลือกตั้งกันบ้าง เดี๋ยวจะหลับกันหมด
นายกฯ ไปเหนือ เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ก็ต้องคุยเรื่องเหนือ
เลือกตั้งคราวนี้ ภาคเหนือ จากเดิม ส.ส. ๓๖ คน ลดตามสัดส่วนประชากรเหลือ ๓๓ คน
คือลดที่ เชียงใหม่, แพร่, อุตรดิตถ์ จังหวัดละ ๑ คน
ในรอบ ๒๐ ปี "เหนือ-อีสาน" เป็นของพรรคเพื่อทักษิณ มาถึงยุคนี้-พ.ศ.๒๕๖๒ นี้
ใครที่เป็นแฟนพรรคเพื่อทักษิณ ต้องยึดโลกธรรม ๘ ในข้อที่ว่า "มีตำแหน่ง เสื่อมตำแหน่ง, มีลาภ เสื่อมลาภ" ให้มากเข้าไว้
เพราะเที่ยวนี้ "พลังประชารัฐ" เขามาแรง แซงเพื่อทักษิณทุกโค้งจริงๆ!
เอากันเฉพาะที่เหนือ "เมืองหลวง" ของตระกูลทักษิณ เฉพาะเชียงใหม่ ส.ส. ๙ คน เชียงราย ๗ คน พะเยา ๓ คน
ต่อให้ ๓ "เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ-เพื่อชาติ" รุม ๑ คือ "พลังประชารัฐ"
ดูท่าแล้ว ๓ จะหงายท้องแหงแก๋ สู้ พลังประชารัฐ ๑ เดียวไม่ได้
เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ก็นั่นน่ะซี ฉะนั้น เรามาดูกัน ดูชนิด ไม่หยิบเอาตัวนายกฯ และเนื้องานรัฐบาลมาเป็นแต้มต่อ
ภาคเหนือ "เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา" สามจังหวัดนี้ ส.ส. ๑๙ คน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงรวมประมาณ ๔ ล้านคน
จำนวน ๔ ล้านเสียงนี้.......
แลก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ไม่หนี ๔๐ คน!
ที่ต้องคำนึงกว่านั้น "เชียงใหม่-เชียงราย" เป็นพื้นที่ศักดิ์ศรีของระบอบทักษิณ
ถ้าไม่สามารถรักษาเมืองทั้งสองไว้ได้ ถูกพลังประชารัฐ หรือพรรคไหนก็เหอะ เจาะเอา ส.ส.เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยาไปกินได้
นั่นเท่ากับระบอบทักษิณ "เสียเมือง" เป็นสัญญาณแพ้พ่าย-สูญพันธุ์ได้ในที่สุด!
รูปการณ์จะเป็นอย่างนั้นซะด้วย!
เพราะพลังประชารัฐวางยุทธศาสตร์ใช้แผน "พิษฆ่าพิษ" ในยุทธวิธีชิงหัวเมืองเหนือ วางตัวคนได้เหมาะเจาะ
กอปรกับถึงคราว "วิบัติเป็น" ของระบอบทักษิณเองด้วย ผยองว่า เก๋าเหนือเกม แตกพรรคหวังกวาดปาร์ตี้ลิสต์
เอาเข้าจริง "แตกพรรค" กลายเป็น "พรรคแตก" ลำพังเพื่อไทย "ตัวพ่อ" หัวหมู-หัวแมว ก็คว้าเป็นหัวมังกรไปเชิด
"ตลกบ่ายคลายเครียด" พอๆ กัน!
ถามว่า ผู้ติงต๊องในปฐพี และหญิงหน่อย ขวัญใจเจ๊ปวิน มีน้ำยาอะไรไปเรียกคะแนนคนเหนือ?
"พรรคตัวลูก" ที่แยกสมุนไปขับเคลื่อน ให้ลูกเจ๊เบียบรั้งตำแหน่งว่าที่นายกฯ กะให้ไปกวาดคะแนนในจังหวัดที่ฮั้วกันส่ง-ไม่ส่ง
นั่น..กับยิ่งลักษณ์ หาเสียง ๔๙ วัน ได้เป็นนายกฯ พอเข้าใจได้
แต่ที่จะให้ลูกเจ๊เบียบ กับใครต่อใคร รวมทั้งจาตุรนต์ ที่ตัวเองลง ส.ส.แปดริ้วบ้านเกิดคราวที่แล้ว ยังแพ้ยกตระกูล มาเป็นพระเอกเสกมนต์ตรึงใจชาวเหนือ นั้น
ขอเหิดกำเต๊อะ!
สรุปแล้ว ภาคเหนือ โดยเฉพาะ เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา-แพร่-น่าน-ลำปาง-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-อุตรดิตถ์
เมื่อไม่มีทักษิณ, แดง-เยาวภา ขวัญใจอ้ายสมชาย, และ ยิ่งลักษณ์ เป็นยันต์แปะหน้าผากแล้ว
ใครล่ะ...
จะเป็นผู้มีอิทธิพล "ทางจิตวิญญาณ" กับคนเหนือ ในสนามเลือกตั้ง?
"ยงยุทธ ติยะไพรัช" ผู้ทรงอิทธิพลเหนือ "พรรคเพื่อชาติ" ที่แตกจากเพื่อไทยออกมาตรึงฐาน ๗ เสียงที่เชียงรายงั้นหรือ?
ความจริง คุณยงยุทธ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว แต่เมื่อยังแสดงบทบาท อย่าพูดถึงแผ่บารมีไปถึงเชียงใหม่เลย
เอาแค่รักษาพื้นที่เชียงรายให้รอดคราวนี้ได้ ตั้งตนเป็นใหญ่แทนทักษิณได้ทันที!
แล้ว "พลังประชารัฐ" ใช้ใครเป็นแม่ทัพเผด็จศึกระบอบทักษิณที่ภาคเหนือล่ะ?
คำตอบคือ "ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า" นั่นไง!
เป็น "ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ" ของพรรคพลังประชารัฐ
คอการบ้าน-การเมือง อาจคลับคล้ายคลับคลา คนชื่อ ร.อ.ธรรมนัส
แต่ในยุทธจักรผู้มากบารมีแห่งยุค ไม่มีใครไม่รู้จัก "ผู้กองธรรมนัส"
อดีต จปร. รุ่น ๓๖ รุ่นเดียวกับพลเอกร่มเกล้า และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ
ผู้กองธรรมนัส เป็นคนพะเยา เมื่อออกจากราชการ เคยสมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย
พูดกันชัดๆ ผู้กองธรรมนัส ก็คือคนในระบอบทักษิณมาก่อน "ตู่-จตุพร" คือคนที่รู้ใจกันดีตอนปี ๕๓
เส้นทางการเมืองธรรมนัสหักเห ก็ตอน คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ปี ๕๗
สุดท้าย ผู้กองธรรมนัส เป็นตัวเลือกในความหมาย "พิษล้างพิษ"
พลังประชารัฐ ดึงไปเป็นประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ ที่ต้องบอกว่า ในนาทีนี้
ฟ้าเป็นของนก น้ำเป็นของปลา....
แต่ "เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา" เป็นของผู้กองธรรมนัส!
ที่วันก่อน คุณหญิงของปวิน ไปแสดงบทถูกกลั่นแกล้งอ้างว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา ไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ปราศรัย นั้น
เนียน-ไม่เนียน ไม่รู้........
รู้แต่ว่า นายก อบจ.เป็นคนเครือข่ายเพื่อไทยโดยตรง แต่เล่นอะไรกัน ไม่รู้เขาเหมือนกัน!
ที่พะเยา ต้องบอกว่า เป็นเมืองของผู้กองธรรมนัส คือ หลังออกราชการ ผู้กองธรรมนัสก็มาเล่นการเมืองท้องถิ่น
ทั้งการบริหาร อบจ. ทั้งเทศบาลเมือง ด้วยบารมี "ธรรมนัส" แต่ผู้เดียว
ไม่เพียงการเมือง.......
การกุศล การสงเคราะห์ และการบุญ ผู้กองธรรมนัสก็ถึงพร้อม ตั้งมูลนิธิ เป็น "พระมาโปรด" ของชาวบ้านถ้วนทั่วพะเยา
ฟันธงได้นาทีนี้ด้วยซ้ำ ๓ ส.ส.ของเพื่อไทย ที่ผูกขาดมายาวนาน
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, น.ส.อรุณี ชำนาญยา และนายไพโรจน์ ตันบรรจง
ถึงคราว "แพ้ยกพรรค" ให้พลังประชารัฐ ๙๙.๙๙%
ที่พูดกัน "เด็ดดอกไม้สะทือนถึงดวงดาว" ก็อาจเป็นเช่นนั้น สำหรับผลเลือกตั้งภาคเหนือของพรรคเพื่อทักษิณ
คือ แพ้ยกโคตรที่พะเยา.......
สะเทือนถึงแพ้ที่เชียงรายและเชียงใหม่ด้วย
นี่ละ "พิษล้างพิษ" ของ คสช.เขาละ!
ธีระชัยวิเคราะห์150วันกกต.เสี่ยงสุด!
13 ม.ค.2562 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ
"กกต.จะทำให้ผู้เสียภาษีเป็นผู้รับความเสี่ยงหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ" ระบุว่า ตามที่เฟซบุ๊กของคุณสมชาย แสวงการ เผยแพร่หนังสือของคุณมีชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธาน กรธ. ถึงประธาน กกต. ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.2550 ตาม รธน.2550 ซึ่งมีการประกาศผล 11 ครั้ง (ขณะนั้นกำหนดเวลา 90 วัน) พบว่า กกต.ประกาศผลภายใน 90 วัน 2 ครั้ง แต่ประกาศเลย 90 วัน 9 ครั้ง โดยใช้เวลาระหว่าง 88 วันจนถึงสูงสุด 115 วัน
มีผู้อ่านตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากในปี 2550 ไม่มีการลงโทษ อาจแสดงว่าถ้าเกิน 150 วันตาม รธน. 2560 ก็ไม่เป็นไร? ผมไม่ทราบว่า กรณีปี 2550 นั้น การประกาศ 2 ครั้งที่อยู่ภายใน 90 วันเป็นประกาศใหญ่ที่ครอบคลุมจำนวน 95% หรือไม่ เพราะถ้าครอบคลุม และประกาศที่เกินเวลาเป็นการเลือกตั้งซ่อมบางเขตไม่กี่คน ก็ไม่เป็นไร
นอกจากนี้ ในปี 2550 ไม่มีผู้ใดฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ดังนั้น กกต.ก็ปลอดภัย แต่การเลือกตั้งตาม รธน. 2560 มีการเปลี่ยนกติกา ซึ่งจะทำให้มีการต่อสู้กันอย่างหนัก ไม่เฉพาะจากฝั่งผู้แพ้ แต่จะมีจากฝั่งผู้ชนะด้วย
จึงจะมีคนที่ไม่พอใจการชี้ขาดของ กกต.ทั้งสองฝั่ง ดังที่รองนายกวิษณุให้สัมภาษณ์เมื่อ 4 ม.ค. ว่า "ผู้สื่อข่าวถามว่า ... กกต.จะสามารถประกาศรับรองผลให้เร็วขึ้นภายในเวลา 30 วันได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ... การเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ ผู้ที่แพ้มักจะร้องเรียน แต่เลือกตั้งครั้งนี้ใช้ระบบใหม่นับทุกคะแนนเสียง ซึ่งจะได้เห็นคนชนะร้องเรียน เพื่อทำลายคะแนนที่จะเสียไปให้กับฝั่งตรงข้ามที่จะได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น จะเห็นการร้องเรียนอุตลุดวุ่นวาย แม้หลายคนบอก กกต.สามารถแจกใบแดง ใบเหลืองไปก่อนได้ แต่นั่นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสุดท้ายคะแนนในการจัดตั้งรัฐบาลจะเรรวน คนที่ถูกเลือกเข้ามาแล้ว อาจถูกสอยภายหลัง"
เป็นอันว่า รธน. 2560 จะกระตุ้นการฟ้องร้องกันมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน และถ้ามีใครร้องว่าการประกาศผล 95% หลัง 150 วันทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ...ใครจะรับประกันได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะหยิบยกเจตนารมณ์ของ กรธ.ขึ้นมาประกอบการพิจารณาหรือไม่
ประเด็นที่ทุกคนต้องตระหนักคือ ในเมื่อ รธน. 2560 ขยายเวลาจาก 90 วันไปเป็น 150 วัน และในเมื่อปี 2550 การประกาศผลเลือกตั้งที่ล่าช้าที่สุดก็เกิดขึ้นใน 115 วัน ดังนั้น การวางปฏิทินให้ประกาศผลภายใน 150 วันย่อมปลอดภัยไร้กังวล เพราะกรณีถ้าหากการเลือกตั้งเกิดเป็นโมฆะ นอกจาก กกต.จะมีความผิดอาญาและต้องหารยาวรับชดใช้ค่าใช้จ่ายเลือกตั้งหลายพันล้านบาทเองแล้ว ยังไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีทั้งมวล และสร้างปัญหาต่อการจัดตั้งรัฐบาลอีกด้วย
เลือกในวันที่ไม่สุ่มเสี่ยง
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม เชื่อว่าต้องเลื่อนการเลือกตั้ง จากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่จะต้องดำเนินการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคมแน่นอน แต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. จะต้องรอจนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง จึงจะกำหนดวันเลือกตั้ง ส่วนเรื่อง 160 วัน ยังไม่ได้ข้อยุติ
บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “ต้องดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน” หลังจากที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ มีผลใช้บังคับคือตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2561 เป็นต้นมา มีประเด็นที่ถกเถียงกันว่า คำว่าเลือกตั้ง “ให้แล้วเสร็จ” หมายความแค่ไหน แค่จัดการเลือกตั้งหรือรวมถึงการประกาศผล
อดีตกรรมการ กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เห็นว่า กำหนด 150 วัน น่าจะรวมถึงการประกาศผลการเลือกตั้งด้วย จึงเสนอแนะว่าเพื่อไม่ให้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ควรกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 10 มีนาคม เพื่อให้ประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ครบ 150 วันพอดี
ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อยุติ นายกรัฐมนตรีเสนอแนะให้ กกต.ขอความเห็น จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่นายสมชัยเปิดเผยว่า กกต.ชุดก่อนเคยขอความเห็นจาก กรธ. ได้รับคำตอบจากประธาน กรธ. ว่ามีหน้าที่ออกกฎหมาย ไม่มี หน้าที่ในการตีความกฎหมาย ส่วนคณะกรรมการกฤษฎีกาแนะนำให้ร้องศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย
แต่ไม่มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีปัญหาเกิดขึ้นจริง เป็นแต่เพียงสมมติฐานของฝ่ายต่างๆที่กังวลว่าอาจมีปัญหา ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีวิษณุยืนยันว่า คสช.จะไม่ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง 150 วัน เพราะจะเป็นการใช้คำสั่ง คสช.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง
ขณะนี้เผือกร้อนจึงอยู่ในมือ กกต. ที่จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ หากตัดสินใจผิดพลาดมีการฟ้องร้องการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.อาจถูกฟ้องทั้งคดีอาญาและแพ่ง ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการใช้จ่ายในการเลือกตั้งหลายพันล้านบาท หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.จึงควรเลือกทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด คือจัดการเลือกตั้งและประกาศผลภายในกำหนด 150 วัน
150 วัน นับแต่วันที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีผลบังคับใช้เป็นเวลานานไม่ใช่นานธรรมดาแต่นานมาก เพราะเท่ากับ 5 เดือน หรือเกือบจะครึ่งปี เปรียบเทียบกับหลายประเทศที่สามารถดำเนินการเลือกตั้งและประกาศผลได้ หลังจากมีการยุบสภาเพียง 30 ถึง 45 วัน สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ.
ตามดูแลนักการเมือง
รากฐาน การเมือง ยุทธศาสตร์ ร่วม พรรคใหญ่ เป้าหมาย คือ คสช.
รากฐาน การเมือง ยุทธศาสตร์ ร่วม พรรคใหญ่ เป้าหมาย คือ คสช.
ระบุเป้าหมายอยู่ที่เอาชนะ 250 ส.ว.
นั่นเท่ากับเป็นรูปธรรมยืนยันเป็นครั้งแรกถึงยุทธศาสตร์อันมีเป้าหมาย “ร่วม” ในทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
ความหมายหมายความว่าต้องการเสียงมากกว่า 250 โดยพื้นฐาน
หากมองเฉพาะพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อาจฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
แต่เมื่อกำหนด “ยุทธศาสตร์” แล้วก็ต้องมี “ยุทธวิธี”
ความหมายที่แจ่มชัดที่สุดก็คือ ทั้งพรรคเพื่อไทย ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับ คสช.และพรรคอันเป็นเครือข่ายของ คสช.
สยบ 250 ส.ว.ในเบื้องต้น สยบ คสช.ในบั้นปลาย
ทําไมต้องให้บทบาทกับ “ยุทธศาสตร์” ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นพิเศษ คำตอบย่อมเด่นชัดอย่างยิ่งว่า
เพราะ 2 พรรคนี้คือ พรรคใหญ่
เป็น 2 พรรคที่ไม่เพียงมีความพร้อมอย่างเต็มอัตราศึกที่จะสัประยุทธ์กับพรรคของ คสช.โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มเปี่ยม
หากแต่ยุทธศาสตร์ของ 2 พรรคจะมีส่วนกำหนดยุทธศาสตร์โดยรวม
คำประกาศอันมาจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เมื่อประสานเข้ากับคำประกาศอันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อให้เกิดพันธมิตรในแนวร่วมทางการเมืองขึ้นมาโดยพื้นฐาน
นั่นก็คือพันธมิตรในการต้านการสืบทอดอำนาจ
เกิดเป็นปราการ “เอา” หรือ “ไม่เอา” คสช.ขึ้นทันที
ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์มีจุดต่างอย่างแน่นอนตามรากฐานที่เคยต่อกรกันมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 และหลังสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
ผลก็คือ พรรคเพื่อไทยได้ชัย พรรคประชาธิปัตย์เป็นรอง
พรรคประชาธิปัตย์อาจมีท่าทีผ่อนปรนต่อ คสช.มากกว่าเชิงเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย กระนั้น การผ่อนปรนนี้ก็ดำเนินไปอย่างมีลักษณะต่อรอง
ต่อรองและสร้างความเหนือกว่า
ตรงกันข้ามกับพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีลักษณะต่อรอง ตรงกันข้าม ประกาศดับเครื่องชนกับ คสช.อย่างไม่มีการประนีประนอม
จุดนี้อาจสร้างความเหนือกว่ากับลักษณะต่อรอง
กระนั้น ภายในรายละเอียดนี้ก็อาจจะมีผลต่อคะแนนเสียง ไม่ว่าจะมองจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมองจากพรรคประชาธิปัตย์
แต่ในที่สุดแล้วก็หวังกำราบ คสช.และพรรคเครือข่าย
ไม่ว่า คสช.จะต้องการ ไม่ว่า คสช.จะไม่ต้องการ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ “ร่วม” ของพรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์มีรากฐานมาอย่างไร
1 มาจากยุทธศาสตร์ “สืบทอดอำนาจ” ของ คสช.
1 มาจากยุทธวิธีในการกำหนดกฎและกติกาเพื่อสร้างความได้เปรียบอย่างชนิดเอาแต่ได้จนเกินขีดแห่งความอดทนของพรรคการเมือง
เป็นกรรมอันมาจากการก่อของ คสช.โดยแท้
แจงให้ชัดแจ้ง
แจงให้ชัดแจ้ง
ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ได้ตอบคำถามถึงกรณีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่รณรงค์ไม่ให้มีการเลื่อนเลือกตั้งด้วย โดย พล.อ.อภิรัชต์มองว่า ต่างคนต่างความคิด คนบางคนคิดอย่างนี้และโดนสั่งให้มาทำอย่างนี้ ก็คิดอยู่ในโหมดนี้อย่างเดียว ไม่ได้มององค์ประกอบต่างๆ ว่าจะมีผลอย่างไร ไม่ได้มองถึงรัฐธรรมนูญและกรอบเวลาที่ กกต. กำหนดไว้แล้ว มีคนประเภทนี้ในสังคมไทย ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้าอยากให้เป็นอย่างนี้ อยากจะให้เกิดความวุ่นวาย ประชาชนที่อยากทำมาหากินตามปกติและที่มีเหตุผล ว่าทำไมจะต้องเลื่อนเลือกตั้ง
การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันเช่นนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มีความชัดเจน กรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง ถ้า คสช. ในฐานะผู้บริหารประเทศในขณะนี้ทำให้ทุกอย่างชัดเจน พร้อมสร้างความมั่นใจให้เกิดแก่คนไทยว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันใด เวลาใด และจะประกาศผลการเลือกตั้งได้ในวันไหน ไม่แสดงอาการโยนกันไปโยนกันมาเฉกเช่นที่เกิดขึ้น ก็จะช่วยทำให้อาการแคลงใจของคนที่อยากเลือกตั้งได้รับการบรรเทา ปัญหาเช่นนี้จึงย้อนกลับไปที่ คสช. ที่ต้องใช้กลไกที่สร้างขึ้นมา ทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศให้แจ่มชัดเจนกว่านี้
“เรืองไกร” โต้ “วิษณุ” อย่าเพิ่งอุ้ม “บิ๊กตู่” ควรกลับไปอ่าน รธน. มาตรา 98 (3) ให้ดี
เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อย่าเพิ่งออกตัวแสดงความเห็นอุ้ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เร็วเกินไป และควรกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) ให้ดีๆ เขียนสั้นๆ เข้าใจง่าย มาตรานี้ห้ามบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น มิใช่ห้ามคนทั่วไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก การร้องปลดนายกฯให้พ้นจากตำแหน่งเฉพาะตัวนั้น ทำจริงจังตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีอยู่ กรณีที่ตนร้องมีเหตุมาจากรัฐธรรมนูญห้ามไว้ ถ้าตลกจริงเวลาอ่านรัฐธรรมนูญมาตรานี้ตนคงขำกลิ้งไปแล้ว ทั้งนี้ การเลื่อนเลือกตั้งต่างหากที่เป็นเรื่องตลกร้ายในสายตาคนส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
สถานีคิดเลขที่ 12 หัวเราะ-ร้องไห้ โดยนฤตย์ เสกธีระ
สถานีคิดเลขที่ 12 หัวเราะ-ร้องไห้ โดยนฤตย์ เสกธีระ
| ผู้เขียน | นฤตย์ เสกธีระ |
|---|
ประเดี๋ยวเดินอยู่ในกรุง วันรุ่งขึ้นไปเยี่ยมพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชที่ประสบเหตุพายุปาบึก
แล้วก็วกขึ้นอีสานไปปราศรัยกับชาวบ้าน
กระทั่งล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์มีเหตุที่พะเยา เพราะ อบจ.ไม่ยอมให้ใช้สนามกีฬา อ้างว่าเป็นสถานที่ราชการ
วันก่อนมีโอกาสพบกับคุณหญิงสุดารัตน์ จึงได้ขอความรู้เรื่องพื้นที่ที่ไปเยี่ยมชาวบ้าน
สิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์ฉายภาพ คือ ทุกพื้นที่ชาวบ้านมีแต่ทุกข์
ทุกๆ พื้นที่ที่ย่ำไปเยี่ยมเยือน สัมผัสได้กับ “น้ำตา” ของชาวบ้าน
น้ำตาที่มีความหมายหลากหลาย ทั้งคิดถึง ทั้งเศร้าโศก ทั้งปลื้มใจ
แต่ความหมายที่คุณหญิงสุดารัตน์ตีความจากการพบปะ คือ ความทุกข์ใจของชาวบ้าน
ชาวบ้านในท้องที่ต่างๆ หลั่งน้ำตาเพราะลำบากสุดจะทานทน
และหวังให้มาช่วยให้พ้นจากความยากลำบาก
ความยากลำบากที่ส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจระดับรากหญ้าที่ตกวูบ
ชาวบ้านไม่มีเงิน จนต้องไปกู้มา และกลายเป็นหนี้
หนี้มากก็ทุกข์มาก
มิน่าล่ะเมื่อไม่กี่วันนี้ พรรคเพื่อไทยจึงชูสโลแกนนำตอนปราศรัย
“เลือกเพื่อไทยกระเป๋าตุง เลือกลุงกระเป๋าแฟบ”
ข้อมูลที่ได้รับฟังแล้วเกิดความสงสัย เพราะสิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์บอกกับสิ่งที่รัฐบาลเล่าขานแตกต่างกัน
ปฏิกิริยาของชาวบ้านที่มาพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กับกลุ่มชาวบ้านที่พบคุณหญิงสุดารัตน์ นั้นแตกต่าง
และประกาศสนับสนุนให้ “บิ๊กตู่เป็นนายกฯไปอีก 10 ปี”
แตกต่างจากชาวบ้านที่พบปะกับคุณหญิงสุดารัตน์ และพรรคเพื่อไทยที่มีแต่ “น้ำตา”
ทำไมบรรยากาศจึงแตกต่างกัน
ด้านหนึ่งมีแต่เสียงหัวเราะ และบอกให้เป็นนายกฯ นานๆ
อีกด้านหนึ่งร้องไห้ และขอให้เข้ามาช่วยเหลือ
สมมุติฐานที่ตั้งไว้นี้ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่น่าจะพิสูจน์
เบื้องต้นลองติดตามดูข่าวคราวการประชุม ครม.สัญจร ในสัปดาห์นี้ที่เชียงใหม่-ลำปาง
ลองดูสิว่า ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านพบบิ๊กตู่ยังเหมือนๆ กับหลายครั้งที่ผ่านมาหรือไม่
ปรากฏการณ์ที่มีทั้งเสียงหัวเราะ และคำเยินยอ เชิดชู
และลองติดตามข่าวคราวการตั้งเวทีหาเสียงของพรรคเพื่อไทยอีกหน
ลองสังเกตชาวบ้านที่มาพบ ว่ายังคงร้องไห้ ขอความช่วยเหลืออยู่อีกหรือไม่
ลองดูสิว่าสมมุติฐานเป็นจริงเป็นเท็จ
ถ้าเป็นจริงก็ต้องค้นหาสาเหตุแล้วล่ะว่า ทำไม
ทำไมชาวบ้านถึงมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน
อะไรทำให้ชาวบ้านแต่ละกลุ่มมีความรู้สึกเช่นนั้น
อะไรที่ทำให้ชาวบ้านหัวเราะ และเชิดชู พล.อ.ประยุทธ์ ตอนที่พบปะ
และอะไรที่ทำให้ชาวบ้านน้ำตาไหล ระบายทุกข์ เมื่อพบกับคุณหญิงสุดารัตน์
พาแม้วกลับบ้าน
พาแม้วกลับบ้าน
โดยเฉพาะอดีต ส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ที่ย้ายไปอยู่พรรคดังกล่าว ไปลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่เดิมของตัวเอง แต่บอกชาวบ้านว่า ให้เลือกตัวเองเหมือนเดิม เพราะแค่ย้ายพรรค แต่พรรคยังเป็นเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยกันเช่นเดิม พร้อมทั้งยังชูนโยบาย “พานายทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน”
ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่เช็กข่าวกันพัลวันว่าเรื่องดังกล่าวจริงแท้ประการใด
ซึ่งในระหว่างนี้ พรรคเพื่อไทยจึงต้องจับตาเป็นพิเศษว่าจะมีกลยุทธ์อะไรอีกหรือไม่ เพื่อจะได้เคลียร์พื้นที่ได้ทัน ป้องกันความสับสนของประชาชน เพราะขนาดมีพรรคพันธมิตรอย่างพรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ ที่บรรดาสมาชิกพรรคต่างคุ้นหน้าคุ้นตา ก็สร้างความสับสนได้ไม่น้อยอยู่แล้ว หากพรรคตรงข้ามจะมาปั่นคะแนนอีกคงจะเป็นไปได้ยาก…
เนื่องจากทุกคะแนนในครั้งนี้ล้วนมีความหมาย เพราะบัตรใบเดียวเลือกทั้งคน ทั้งพรรค ทั้งนายกฯ
ลั่นเคารพกติการธน.เขียนไว้
14 ม.ค. 62 ที่อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินทางมายังตลาดชุมชนบ้านหลุก เพื่อเป็นสักขีพยานการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และเป็นสักขีพยานมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชนให้แก่ผู้แทนชุมชน และเป็นสักขีพยานมอบสมุดประจำตัวผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวมให้แก่ผู้แทนชุมชน รวมถึงยังได้พบปะพูดคุยกับประชาชน โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งก็คือการเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งแล้วหลังจากนั้นก็มีวิธีการเช่นเรื่องการตั้งรัฐบาล ก็มีระยะเวลาที่ต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นถึงอย่างไรก็ให้ทุกคนเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วตนจะมาเบี้ยวไม่ได้ ซึ่งหลายคนมาบอกว่า ตนจะเบี้ยวไม่ให้เลือกตั้ง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเลือก
“รัฐธรรมนูนเขียนไว้เข้าใจหรือยัง แล้วมีใครปวดหัวปวดท้องกับเรื่องเลือกตั้งหรือไม่ มีผมที่ปวดอยู่ทุกวัน ตื่นเช้ามาก็มีแต่เลือกตั้งๆ เลื่อนเลือกตั้ง ไม่เลื่อนเลือกตั้ง มันอะไรกันนักหนา ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมเคารพกติกา แต่เมื่อมีเหตุ มีความจำเป็นก็ไปว่า กันมา ก็ไปแก้กันมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องของผม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนลงจากเวทีพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวลาประชาชน ว่า “ บ๊ายบาย แต่ไม่ใช่ลาก่อน” ก่อนที่ นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดศูนย์แสดง และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลัก และได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล
ไม่เบี้ยวเลือกตั้ง
เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.) ให้สัมภาษณ์ในระหว่างตรวจเยี่ยมและมอบโยบายปฏิบัติหน้าที่ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่าไม่ได้ห่วง อยากให้ตำรวจทำงานให้ดี และกำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ขอให้ทำงานเหมือนอย่างเดิม มีความซื่อตรงต่อประชาชน รักและสามัคคี ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น พล.อ.ประวิตรตอบทันทีว่า “ไม่กังวล ก็มีคนอยู่นิดเดียว จากคนตั้ง 70 ล้านคน กับคนร้อยกว่าคนไปกังวลอะไร ก็ตั้งใจป่วนมิใช่เหรอ ใช่มั้ย ก็ตั้งใจป่วน ไม่มีอะไร”
พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า สถานการณ์ในช่วงเลือกตั้งขอให้ประชาชนคนไทยมีสติ และใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสารต่างๆ ว่ามีเจตนาอย่างไร หวังให้เกิดผลอะไรหรือไม่ การจัดการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดในกรอบ 150 วัน คือไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลจะต้องอำนวยการพระราชพิธีสำคัญให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ขอให้คอยรับฟังข่าวสารและเหตุผลจาก กกต.ต่อไป
“ขอให้เชื่อมั่นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาลจะร่วมบริหารจัดการตามที่ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กองทัพซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดความสงบสุข ขออย่าได้นำกองทัพไปเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือกลุ่มที่มีเบื้องหลังหวังผลยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายหรือความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง พี่น้องประชาชนควรเข้าใจในบริบทที่เกิดขึ้น ดูอย่างรอบด้านและช่วยกันนำพาประเทศไปสู่ความสงบเรียบร้อยต่อไป” พล.ต.กฤษณ์ระบุ
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.กล่าวหลังประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ว่าที่ประชุมได้กล่าวถึงภาพรวมของประเทศที่อยู่ในช่วงวาระสำคัญที่จะมีพระราชพิธีและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลและ กกต.กำลังเตรียมงานเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในทุกมิติ สำหรับในส่วน คสช.เน้นย้ำให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ยังคงปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง สนับสนุนงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ช่วยเหลือประชาชน และดูแลความสงบเรียบร้อยในภาพรวมเพื่อเอื้ออำนวยต่อการจัดการเลือกตั้ง ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ให้ประชาชน โดยเน้นสร้างการรับรู้ในเรื่องความคืบหน้าในการบริหารงานภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเผยแพร่ข้อมูลจากรายการศาสตร์พระราชาฯ รวมทั้งชี้แจงข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้สังคมได้รับทราบ

“ประวิตร” อัด “กลุ่มอยากเลือกตั้ง” ตั้งใจป่วน “กองทัพ” สำทับหวังผลยั่วยุให้เกิดความวุ่นวาย เตือนอย่าดึงท็อปบูตเป็นคู่ขัดแย้ง “จ่านิว” เปิดหน้าชนบิ๊กแดง บอกไม่ใช่ลูกผู้ชายโจมตีลับหลัง “โบว์” ชี้ถูกกลั่นแกล้งแม้เรื่องเครื่องเสียง “ประยุทธ์” ย้ำไม่เบี้ยวเลือกตั้งแน่ โวยอะไรนักหนา ย้อนยุคข้าชั่วเอ็งก็เลว “สุริยะ” ซัดเพื่อไทยเป๋าตุงต้องถาม “บุญทรง จำนำข้าว” หญิงหน่อยสวนกลับต้องย้อนดูยุคซีทีเอ็กซ์
เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.) ให้สัมภาษณ์ในระหว่างตรวจเยี่ยมและมอบโยบายปฏิบัติหน้าที่ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่าไม่ได้ห่วง อยากให้ตำรวจทำงานให้ดี และกำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ขอให้ทำงานเหมือนอย่างเดิม มีความซื่อตรงต่อประชาชน รักและสามัคคี ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น พล.อ.ประวิตรตอบทันทีว่า “ไม่กังวล ก็มีคนอยู่นิดเดียว จากคนตั้ง 70 ล้านคน กับคนร้อยกว่าคนไปกังวลอะไร ก็ตั้งใจป่วนมิใช่เหรอ ใช่มั้ย ก็ตั้งใจป่วน ไม่มีอะไร”
พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า สถานการณ์ในช่วงเลือกตั้งขอให้ประชาชนคนไทยมีสติ และใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสารต่างๆ ว่ามีเจตนาอย่างไร หวังให้เกิดผลอะไรหรือไม่ การจัดการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดในกรอบ 150 วัน คือไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลจะต้องอำนวยการพระราชพิธีสำคัญให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ขอให้คอยรับฟังข่าวสารและเหตุผลจาก กกต.ต่อไป
“ขอให้เชื่อมั่นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาลจะร่วมบริหารจัดการตามที่ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กองทัพซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดความสงบสุข ขออย่าได้นำกองทัพไปเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือกลุ่มที่มีเบื้องหลังหวังผลยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายหรือความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง พี่น้องประชาชนควรเข้าใจในบริบทที่เกิดขึ้น ดูอย่างรอบด้านและช่วยกันนำพาประเทศไปสู่ความสงบเรียบร้อยต่อไป” พล.ต.กฤษณ์ระบุ
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.กล่าวหลังประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ว่าที่ประชุมได้กล่าวถึงภาพรวมของประเทศที่อยู่ในช่วงวาระสำคัญที่จะมีพระราชพิธีและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลและ กกต.กำลังเตรียมงานเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในทุกมิติ สำหรับในส่วน คสช.เน้นย้ำให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ยังคงปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง สนับสนุนงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ช่วยเหลือประชาชน และดูแลความสงบเรียบร้อยในภาพรวมเพื่อเอื้ออำนวยต่อการจัดการเลือกตั้ง ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ให้ประชาชน โดยเน้นสร้างการรับรู้ในเรื่องความคืบหน้าในการบริหารงานภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเผยแพร่ข้อมูลจากรายการศาสตร์พระราชาฯ รวมทั้งชี้แจงข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้สังคมได้รับทราบ
สวนบิ๊กแดงไม่ใช่ลูกผู้ชาย
“ในช่วงเวลานี้การดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อเอื้ออำนวยต่อการเลือกตั้งนั้น เป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่ กกล.รส.จะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ คสช.กำหนดไว้ และได้กำชับส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหรืออำนวยความสะดวกแก่พรรคการเมืองในการลงพื้นที่พบปะประชาชนและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม เสมอภาค ตามแนวทางที่เหมาะสม ภายใต้กรอบกติกาและกฎหมาย เพื่อสร้างบรรยากาศของประเทศให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้อย่างราบรื่น” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าว
พล.ต.กิตติศักดิ์ บุญพระธรรมชัย ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 (ผบ.พล.ร.6) และ ผบ.กกล.สุรนารี กล่าวว่า ยังไม่มีรายงานว่าจะมีความวุ่นวายในการเคลื่อนไหวของนักการเมืองเกิดขึ้น โดยทุกอย่างยังปกติ ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในพื้นที่ก็ไม่พบการเคลื่อนไหว
ส่วนนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งว่าสร้างความวุ่นวาย ว่า "ผบ.ทบ.พูดจาแบบนี้ไม่ได้ ไม่เป็นลูกผู้ชายพอ เป็นทหารอย่ามาโจมตีประชาชนแบบลับหลังแบบนี้ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งพยายามชุมนุมไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่นอยู่แล้ว การจัดการชุมนุมก็เป็นเพียงระยะสั้น"
“กลุ่มคนอยากเลือกตั้งพร้อมชุมนุมต่อและกำหนดเส้นตายให้รัฐบาลภายในวันที่ 18 ม.ค. ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง อย่างช้าที่สุดควรอยู่ในช่วงวันที่ 10 มี.ค.จะเป็นกรอบที่อยู่ในเวลา 150 วันตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่ทราบว่าการตีความว่าแค่ลงคะแนนเสียงเสร็จ หรือต้องประกาศผลจนเปิดประชุมสภา” นายสิรวิชญ์กล่าว
น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กล่าวเรื่องนี้ว่า การชุมนุมโดยสันติวิธี ตามสิทธิเสรีภาพและสิทธิตามรัฐธรรมนูญทำได้ ลองนึกภาพบ้านเมืองที่ไม่มีการชุมนุม เราจะเกิดทรราชที่ใช้อำนาจได้อย่างตามอำเภอใจ โดยเฉพาะสภาที่ไม่มีฝ่ายค้านและสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพ การชุมนุมจึงเป็นช่องทางในการสื่อสารที่จำเป็น เรามาชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ไม่มีการยุยงปลุกปั่น ตอนนี้รัฐบาลพยายามทำให้สังคมเห็นว่าการชุมนุมเป็นเรื่องผิดปกติ ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ถ้าสังคมตั้งหลักตรงนี้ไม่ได้ เราก็จะเกิดการปิดปากกันเองด้วยการบอกว่าการชุมนุมเป็นสิ่งเลวร้าย เมื่อนั้นรัฐบาลเผด็จการจะสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ
น.ส.ณัฏฐายังกล่าวว่า ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลได้กล่าวโจมตีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และยังถูกกลั่นแกล้งเรื่องระดับเสียงของเครื่องเสียงด้วย ซึ่งเป็นเหมือนกลไกที่พยายามดิสเครดิตทุกวิถีทาง ทั้งที่กลุ่มพยายามสื่อสารเหตุผลของการไม่เลื่อนเลือกตั้งทุกวิถีทางคืออะไร คสช.ก็พยายามโยงไปเรื่องอื่นตลอดเวลา จึงฝากให้ทุกคนจับตาดูว่าการเลื่อนเลือกตั้งจนอาจทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ใครได้ประโยชน์ ซึ่งกลุ่มมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งภายในวันที่ 18 ม.ค.นี้ หากไม่มีความชัดเจนวันที่ 19 ม.ค.กลุ่มก็จะออกมาชุมนุมกันต่อ แต่ยืนยันว่าจะชุมนุมอย่างสันติวิธี และสถานที่ก็เป็นบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ทุกคนล้วนอยากให้บ้านเมืองสงบ โดยเฉพาะพรรคการเมืองก็อยากเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งต้องสงบก่อนจึงจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้ ดังนั้นไม่มีใครที่อยากทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย แต่อยากให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว และเป็นการเลือกตั้งที่สงบเรียบร้อย อีกทั้งไม่นานก็จะมีงานพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งเป็นงานที่น่าปีติยินดี เป็นช่วงเวลาสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ จึงหวังว่าคนไทยจะหล่อหลอมหัวใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเตรียมงานพระราชพิธีอย่างสมพระเกียรติ
ตีมึนไม่รู้บิ๊กแดงหมายถึงอะไร
“ไม่รู้ว่าสิ่งที่ ผบ.ทบ.พูดหมายความว่าอย่างไร แต่พรรค พท.อยากเห็นความสงบเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และไม่เห็นประโยชน์ใดที่ใครจะสร้างความวุ่นวาย ทั้งนี้ก็ต้องฝากถึงทหารดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย เพราะสนับสนุนให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เป็นเหตุเลื่อนเลือกตั้ง และการออกมาเรียกร้องของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็มองว่าไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่จะมาทำให้เกิดการเลื่อนการเลือกตั้ง” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด สมาชิกพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง อยากให้ภาครัฐและฝ่ายทหารที่มีอำนาจเข้าใจประชาชน เข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่าทำตัวเป็นเชื้อไฟให้เกิดความรุนแรง กลุ่มคนอยากเลือกตั้งไม่ใช่มีเพียงที่กรุงเทพฯ เท่านั้น ขณะนี้มีทุกจังหวัด เพียงแต่เขาอยากเห็นบ้านเมืองเดินทางไปสู่ความสงบเรียบร้อยเท่านั้น และขอฝากถึงผู้มีอำนาจที่คิดจะสืบทอดอำนาจ ขอให้ท่านคิดถึงอดีตที่เขาเคยทำกันมาในยุคก่อน สุดท้ายเป็นทรราชทั้งนั้น
นายสุทิน คลังแสง สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความไม่ชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งว่า จากที่ได้สัมผัสชาวบ้าน เขามองว่าอย่างไรเรื่องพระราชพิธีต้องยกไว้เหนือหัว แม้รัฐบาลระบุเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเนื่องจากเป็นห่วงกลัวจะกระทบพระราชพิธี ถ้าเป็นห่วงจริงควรเลื่อนวันเลือกตั้งให้เร็วกว่าวันที่ 24 ก.พ.เพื่อไม่ให้กระทบ ให้เลือกตั้งวันที่ 10 ก.พ.ก็ได้ แต่ที่ได้ยินมาเป็นเพราะคนบางคนในรัฐบาลไปเชื่อหมอดูบอกว่าฤกษ์วันที่ 24 ก.พ.ไม่ดีทั้งต่อรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องขยับออกไป และอีกเหตุผลคือเพื่อรอให้ผลงานรัฐบาลที่ได้ทำไปออกมา เพื่อที่จะส่งผลดีต่อพรรคที่สนับสนุนตัวเองใช่หรือไม่
ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเอกราช อุดมอำนวย ในฐานะประชาชนคนไทย คนอยากเลือกตั้งที่อดข้าวประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ กกต.กำหนดวันเลือกตั้ง ได้เดินทางจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมายังสำนักงาน กกต.เพื่อขอพบนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เพื่อเรียกร้องให้ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน
ขณะเดียวกันที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญาได้นัดพร้อมเพื่อตรวจหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยาน คดีชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งรวม 2 คดี คือ คดีหมายเลขดำ อ.1197/2561 และคดีหมายเลขดำ อ.2893/2561 โดยเป็นกรณีการชุมนุม “หยุดยื้ออำนาจ หยุดยื้อเลือกตั้ง : หมดเวลา คสช. ถึงเวลาประชาชน” เมื่อวันที่ 10 ก.พ.61 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ซึ่งจำเลยทั้งหมด 7 รายได้รับการประกันตัว โดยอัยการและทนายจำเลยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสนอให้รวม 2 คดีเข้าด้วยกัน ซึ่งศาลเห็นชอบและนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 1 ส.ค.62
ลั่นไม่เบี้ยวเลือกตั้งแน่
วันเดียวกันที่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้เป็นสักขีพยานการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และได้พบปะพูดคุยกับประชาชนตอนหนึ่งว่า "ขอบอกเลยว่าไม่ใช่นายกฯ บ้าอำนาจ ไม่ได้อยากมีอำนาจ ไม่ได้อยากที่จะต่อท่ออะไรทั้งนั้น แต่อยู่เพื่อทำงานให้สำเร็จ ส่วนการเมืองจะเป็นอย่างไรก็ว่าไป และไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งซึ่งทุกคนคงรู้ว่าต้องเลือกคนอย่างไร จะเลือกอย่างไรจะได้นายกฯ อย่างไร ต้องรู้กติกาก่อน เพราะกติกาเปลี่ยนแปลงไปเยอะ พูดอย่างนี้เพราะเป็นรัฐบาล จึงต้องขอให้ศึกษากติกาข้อมูลและรัฐธรรมนูญต่างๆ ให้ดีด้วย ส่วนเรื่องหาเสียงนั้นตนเองหาเสียงไม่ได้ แต่ต้องการให้ทุกคนเตรียมตัวเองให้เรียบร้อยในการเลือกตั้ง อีกทั้งพิธีสำคัญคือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ใน 70 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นของในหลวงรัชกาลที่ 9 ดังนั้นในครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศอีกครั้งหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนแปลงจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพิธีต่างๆ มากมาย ดังนั้นขอให้พวกเรารักษาความสงบเรียบร้อย
“การเลือกตั้งก็คือการเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งแล้วหลังจากนั้นก็มีวิธีการ เช่นเรื่องการตั้งรัฐบาลก็มีเวลาที่ต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นถึงอย่างไรก็ให้ทุกคนเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูนเขียนไว้แล้ว ผมจะมาเบี้ยวไม่ได้ หลายคนมาบอกว่าผมจะเบี้ยวไม่ให้เลือกตั้ง ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ เข้าใจหรือยัง แล้วมีใครปวดหัวปวดท้องกับเรื่องเลือกตั้งหรือไม่ มีผมที่ปวดอยู่ทุกวัน ตื่นเช้ามาก็มีแต่เลือกตั้งๆ เลื่อนเลือกตั้ง ไม่เลื่อนเลือกตั้ง มันอะไรกันนักหนา ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมเคารพกติกา แต่เมื่อมีเหตุมีความจำเป็นก็ไปว่ากันมา ก็ไปแก้กันมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องของผม" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ขณะเดียวกันยังคงมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆ โดยนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้ง แต่กลับพบว่ามีความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐที่หมิ่นเหม่ว่าจะเป็นแทรกแซงการทำงานของ กกต.ออกมาให้เห็นอยู่ตลอด ล่าสุดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 (กอ.รมน.ภาค 2) ได้ตั้งคณะทำงานประสานงานมวลชนขึ้นมา 1 ชุด มีทหารยศ พล.ท.เป็นหัวหน้า เพื่อพูดคุยกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 20 จังหวัดภาคอีสาน โดยอ้างว่าเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อเตรียมการเลือกตั้งในปี 2562 ซึ่งจะจัดประชุมที่ จ.อุดรธานีในวันที่ 15 ม.ค.นี้
“หากดำเนินการจริง ขอตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการแทรกแซงการทำงานของ กกต.หรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร“ นางลดาวัลลิ์กล่าวและว่า เป้าหมายที่แท้จริงเรื่องนี้คืออะไร ต้องการเอื้อประโยชน์ให้พรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคของรัฐบาล คสช.หรือไม่ ขอให้ทหารกลับกรมกองและให้ กกต.เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวจะเหมาะสมกว่า
ย้อนยุค 'ข้าชั่วเอ็งก็เลว'
ส่วนที่ จ.นครราชสีมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) สัมภาษณ์หลังระหว่างลงพื้นที่ปราศรัยช่วยว่าที่ ส.ส.ในพื้นที่ ว่ายังยืนเป้าหมายพรรคจะได้ ส.ส.ในภาคอีสานมากกว่า 60 คนอยู่ ส่วนกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าอยู่พรรคเพื่อไทยกระเป๋าตุง อยู่กับลุงตู่กระเป๋าแฟบ เรื่องนี้ขอถามคุณหญิงสุดารัตน์กลับไปว่า อยู่กับเพื่อไทยกระเป๋าตุง กระเป๋าใครตุง ต้องให้ไปถามนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ดูว่ากระเป๋าใครตุง จะตอบได้ดี
“ที่ว่ากระเป๋าแฟบให้ดูที่ราคาพืชผลทางการเกษตร ราคาข้าวพุ่งสูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และชาวนายังได้ค่าเกี่ยวข้าว และลุงตู่ยังให้บัตรสวัสดิการประชารัฐ ทำให้ยุคลุงตู่ชาวนากระเป๋าตุงจริง ผิดกับสมัยยิ่งลักษณ์ชาวนากระเป๋าแฟบ แต่คนที่กระเป๋าตุงคือนายทุนและนักการเมืองผู้มีอำนาจบางคน ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิง” นายสุริยะระบุ
คุณหญิงสุดารัตน์ตอบโต้เรื่องนี้ว่า อยากให้นายสุริยะเดินลงมาจากเวทีปราศรัย แล้วไปถามชาวบ้านที่เกณฑ์มานั่งฟังว่ากระเป๋าตุงแน่หรือ หรือตุงเฉพาะช่วงที่มีเครื่องตรวจวัตถุซีทีเอ็กซ์ อย่าคิดว่าทุกคนจะกระเป๋าตุงเหมือนนายสุริยะ
ทั้งนี้ ในกรณีซีทีเอ็กซ์นั้นก็เกิดในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) ซึ่งทั้งคุณหญิงสุดารัตน์เป็น รมว.เกษตรฯ และนายสุริยะก็เป็น รมว.คมนาคมในรัฐบาลดังกล่าวทั้งคู่
นายสุทินกล่าวเช่นกันว่า เป็นในเชิงประชดประชันนั้น ทั้งที่ทุกวันนี้ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุด และเรายังเผชิญภาวะคนจนยิ่งจนลง หนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ สิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์พูดเป็นสิ่งที่จับต้องได้ทางวิทยาศาสตร์ มีตัวชี้วัดชัดเจน นายสุริยะใสอย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้
นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษก พปชร.กล่าวว่า ขณะนี้บรรยากาศการลงพื้นที่พบปะประชาชนของทุกพรรคการเมืองเข้มข้น แต่ไม่ค่อยสร้างสรรค์ กลับไปสู่จุดเดิม เริ่มมีความขัดแย้งสูงขึ้นเรื่อยๆ มีการสาดโคลนโจมตีกันเหมือนเดิม ที่สำคัญ พปชร.ถูกกล่าวหาพาดพิงอยู่ตลอดเวลาว่าเอาเปรียบพรรคอื่น ทั้งที่ในความเป็นจริงเราไม่เคยเอาเปรียบใคร เล่นตามกติกา และไม่ขัดแย้งกับใคร ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงหันกระบอกปืนใส่เราตลอดเวลา
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวเตรียมยื่นใบลาออกจากการเป็นรองนายกฯ โดยกล่าวพร้อมหัวเราะว่า "ไม่เป็นความจริง วันนี้ยังเดินตรวจราชการกับนายกฯ อยู่เลย ไม่รู้ว่าข่าวออกมาได้อย่างไร ยืนยันว่ายังทำงานไปจนสิ้นรัฐบาล ไม่รู้สึกตกใจที่มีข่าวนี้ออกมา และเชื่อว่าเดี๋ยวก็มีข่าวลือรัฐมนตรีคนอื่นลาออกอีก"
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีที่ถือครองหุ้นสัมปทาน ว่าสังคมกำลังถามหามาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมาย จะไปทำตัวเนียนๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ถูกสังคมเรียกร้องมานานให้แสดงสปิริตลาออก หรือเกรงว่ากระแสกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีจะลามไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่
ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ที่เปิดเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ส่วนตัวสื่อสารกับสาธารณะ ว่าเข้าข่ายเป็นเจ้าของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีน้ำหนักยิ่งกว่า 4 รัฐมนตรี และอยากให้ กกต.เร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หรือถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ ก็ไม่ใช่มีผลเฉพาะความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเท่านั้น แต่ยังจะทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นไปทั้งคณะด้วย.