"บิ๊กตู่" ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.สระบุรี โวไม่มีใครแก้ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ได้เหมือนรัฐบาลนี้ นักท่องเที่ยวก็มามากที่สุดเพราะบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ย้อนถามไม่มีทหารจะอยู่กันอย่างไร ขณะที่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พปชร.ร่วมต้อนรับคึกคัก "สนธิรัตน์" เผยรอ กก.บห.พปชร.เคาะ 3 ชื่อบัญชีนายกฯ 30 ม.ค.นี้ หึ่ง! "ประยุทธ์" ยังเป็นเบอร์ 1 ตามด้วย "อุตตม-สมคิด" โฆษกเพื่อไทยจี้นายกฯ แสดงตัวให้ชัดเจนว่าอยู่พรรคไหน
เมื่อวันจันทร์ เวลา 13.40 น. ที่สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลาง (พุแค) ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายสมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม เดินทางลงตรวจราชการที่สวนพฤกษศาสตร์พุแค "สวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย" ซึ่งเป็นตัวอย่างโครงการป่าในเมือง "สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย"
โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสักขีพยานในโอกาสที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีมอบ ส.ป.ก.4-01 แก่เกษตรกรจำนวน 10 ราย และการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวม พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ให้แก่ราษฎรจำนวน 10 ราย มีประชาชนมาร่วมงานประมาณ 1,000 คน และมี ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ผู้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร่วมต้อนรับด้วย
ทั้งนี้ถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์หลังประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับประชาชนว่า มาเพื่อติดตามการดำเนินงานของรัฐบาล เช่นการจัดสรรที่ดินทำกิน เพื่อมอบสิทธิในการใช้ที่ดินทั้งในส่วนของที่ดิน ส.ป.ก.เดิม ซึ่งบางส่วนออกไม่ได้ในก่อนหน้านี้ แต่รัฐบาลนี้พยายามปลดล็อกจนออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีที่ดินของกระทรวงทรัพยากรฯ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องปลดล็อกเพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถ้าปล่อยไว้เหมือนเดิมก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็แก้ไม่ได้ ยกเว้นรัฐบาลนี้ที่ทำให้ และจะทำต่อไป นอกจากนี้ยังมีการหารือกันว่าในอนาคตจะทำอย่างไรต่อไป โดยได้วางกฎหมายและขั้นตอนต่างๆ ไว้แล้ว ซึ่งต้องเดินหน้าทีละขั้นตอน วันนี้ที่ดินยังพอมีอยู่
บ้านเมืองสงบนักท่องเที่ยวมาก
"ปัจจุบันถือว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยมากที่สุดในช่วงรัฐบาลนี้ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีปัญหาความขัดแย้งตามท้องถนน ไม่เคร่งเครียดและตีกันทุกวัน ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเดินหน้าประเทศ"
นายกฯ กล่าวว่า พื้นที่ที่มาวันนี้เป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย เราต้องคำนึงถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีมากว่า 700 ปี ที่นั่งกันอยู่วันนี้ อยู่กันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 9 และมาต่อในรัชกาลที่ 10 จงภูมิใจที่อยู่มาถึง 2 รัชกาล วันนี้เราถือว่าร่วมกันทำ 2 อย่าง คือถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และเรากำลังจะร่วมมือกันจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีที่เป็นมงคลที่สุดของประเทศไทย เราต้องทำให้ดีให้เหมือนเดิม เป็นไปตามจารีตประเพณี โดยเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงร่วมเป็นประธานที่ปรึกษาหารือว่าจะต้องทำอย่างไร โดยพระราชพิธีจะเริ่มมีตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.นี้ ไม่ใช่แค่เดือน พ.ค.อย่างเดียว ต้องมีพิธีตักน้ำพลีกรรม น้ำทั้งหมด 108 แห่ง นั่นคือพิธีโบราณตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ทำมาโดยตลอด และต้องทำทุกรัชกาล เพราะเป็นสิ่งที่อยู่คู่แผ่นดินไทยมายาวนาน สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใช่หรือไม่ หรือใครคิดว่าไม่ควร เราต้องทำถวาย วันหน้าลูกหลานของเราจะอยู่ในรัชกาลที่ 10 ต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น เพราะนี่คือประเทศไทยของเรา
เขาบอกว่า สวนป่าสวนพฤกษชาติมีมานานแล้ว วันนี้รัฐบาลมาจัดระเบียบ หมวดหมู่ที่หลวง ที่เอกชน พื้นที่ป่า เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ ประชาชนจะอยู่กันอย่างยั่งยืนอย่างไร ตามแนวทางรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ตนเคยตามเสด็จฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระองค์โปรดต้นไม้ ใครอย่าตัดของพระองค์ หรือเผาป่าไม่ได้ พระองค์ไม่โปรดตรงนี้ พระองค์ตรัสว่าต้องดูแลกันให้ดี ฉะนั้น ในฐานะประชาชนต้องช่วยดูแลให้ดี และต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์เป็นมาอย่างไร แม้กระทั่ง อ.พุแค จ.สระบุรี ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ อย่างที่หลายคนบอกเลิกให้หมด ไม่ต้องไปเรียนมาก มันไม่ได้ เพราะมันจะทำให้หมดแรงที่จะดึงให้คนต่างๆ อยู่ร่วมกัน รักสามัคคีกันหายไปหมด แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป หลายอย่างไม่ควรจะเลิก มันจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ
"ที่ผมพูดวันนี้เกี่ยวกับเรื่องป่า ไม่ได้พูดให้ใคร หรือการเมืองใครทั้งสิ้น ผมพูดในนามรัฐบาล พูดในนามนายกฯ ขอให้เข้าใจ ฉะนั้นใครจะไปพูดอะไรก็เรื่องของเขา คงไม่เกี่ยวกับผม ผมพูดในนามรัฐบาล รัฐบาลต้องพูดได้ เพราะเป็นคนทำนโยบาย ทั้งไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่ร่วมกับป่า"
นายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ดิน ส.ป.ก.วันนี้ที่ให้เพราะพอจะให้ได้ แบ่งให้ลูกหลานได้ แต่ต้องเอาไปทำการเกษตร เอาไปจํานําจํานองไม่ได้ ดังนั้นต้องหาวิธีการจะทำอย่างไรให้ที่เหล่านี้เกิดมูลค่า ดูเรื่องของการปลดล็อกกฎหมาย ดูความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ว่าไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ในทำนองนี้ อย่าไปฟังว่าจะให้ที่ดินเลย อยากให้รักษาที่ไว้ให้มากที่สุด ให้มีที่ดินทำกิน ส่วนเรื่องของสินค้าโอท็อปก่อนหน้านี้มีแค่หมื่นรายการ รัฐบาลนี้มาทำเป็นแสนรายการ ขึ้นเครื่องขาย แต่ทั้งหมดต้องมีคุณภาพและมีเรื่องราว รัฐบาลนี้เข้ามา 4 ปีผลักดันเพิ่มมูลค่าหลายแสนล้านบาท นี่คือกลไกประชารัฐที่ทุกกลุ่มต้องร่วมกันทำ ซึ่งคำว่าประชารัฐเกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมี และก็ไม่ใช่ไปซ้ำกับใคร
"ส่วนการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ขอให้ทุกคนไปเลือกตั้งเลือกให้ดี เป็นเรื่องของท่านไม่เกี่ยวกับผม และวันนี้ผลงานรัฐบาลยังมีถนนหลายเส้นที่เกิดในรัฐบาลนี้ เพราะความสงบเรียบร้อย ถ้าเป็นเหมือนเดิมไม่มีใครมาลงทุน ดังนั้นผมก็แค่ขอความสงบเรียบร้อยเท่านั้น เพราะจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเรา ถ้าขัดแย้งจะทำให้ศักยภาพหายวับไปกับตา"
ไม่ชี้นำเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ส่วนใครที่มาบอกว่าจะทำอะไรให้ มันก็หมดสมัยแล้ว แต่ต้องบอกว่าจะทำอย่างไร งบประมาณจากไหน อย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตนก็ทำถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้ใครมารัก แต่เป็นหน้าที่ มีหลักมีเหตุผล เพื่ออนาคตของพวกเรา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำในอดีต ทุกอย่างต้องไปทีละขั้นทีละตอน ลัดขั้นตอนไม่ได้ ไม่ใช่ไปกู้มาแล้วมาแจกเฉยๆ มันไม่ได้ รวมถึงเรื่องการทุจริต ทุกคนต้องมีจิตสำนึกที่ดีจะได้ไม่มีคนทุจริต ยอมรับกติกาจะได้ไม่มีใครโกง
"รัฐบาลหน้าจะเป็นอย่างไร ผมก็ยังไม่รู้เลย อยู่ที่พวกเรา สิทธิทุกอย่างอยู่ที่พวกเราเลือกตั้ง ซึ่งผมคงไปชี้นำไม่ได้ วันนี้สิ่งที่ผมพูดคงไม่ได้มีอะไรไปข้องแวะกับนักการเมือง จะแก้ปัญหาอะไรถ้าเราไม่ร่วมมือกัน รัฐบาลไหนก็ทำให้ไม่ได้ เราต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง อะไรที่มีกฎหมายก็ต้องทำตามกฎหมาย"
หัวหน้า คสช.บอกว่า "ขอให้ทุกคนยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหมือนเพลงในความทรงจำ ที่อดีตเคยเกิดอะไรมา วันนี้ก็ทำสิ่งใหม่ ผมแต่งเพลงนี้เป็นเพลงที่ 7 แล้ว อย่างเพลงสู้เพื่อแผ่นดิน บางคนบอกว่าผมเขียนเอาตัวเองใส่เข้าไป แล้วบอกว่าผมมีบุญคุณกับประเทศไทย เรื่องนี้มันไม่ใช่ แต่เป็นการแต่งมาจากความรู้สึกของคนทุกคน ประชาชนคือคนที่อยู่ในเพลง ไม่ใช่ผม วันนี้ผมทำตามสัญญาแล้วหรือยัง ทำแล้วใช่ไหมตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นานใช่ไหม ดูกันแค่เพลงแรกเพลงเดียว ผมก็ให้ไปแล้วยังมาทวงอีก ก็ทำไปตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ นี่ก็ทวงกันไม่เลิกสักที ผมก็โดนด่าทุกวัน"
ในช่วงท้ายนายกฯ ยังกล่าวกับประชาชนว่า อย่ารังเกียจทหารกันให้มากนักเลย เพราะถ้าไม่มีคนเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร ใครจะช่วยประชาชนเวลาเดือดร้อน ส่วนตำรวจไม่ดีที่ไปเรียกเงินเรียกทอง พอข่าวนี้ออกมาทุกวันก็เลยเกลียดตำรวจทั้งหมด ก็ทำให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ ถามว่าจะแก้ปัญหาเรื่องความสงบเรียบร้อยได้หรือไม่ หากตำรวจทั้งประเทศน้อยใจหยุดไม่ทำงาน ก็ทำให้โจรเยอะขึ้นมาอีก อย่างน้อยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะยังมีตำรวจดีๆ ทำงานอยู่
จากนั้นนายกฯ เดินชมบูธผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน โดยนักเรียนโรงเรียนหน้าพระลาน (พิบูลสงเคราะห์) ได้มอบเสื้อสกรีนภาพนายกรัฐมนตรีแก่นายกฯ ก่อนนายกฯ จะร่วมร้องเพลงในความทรงจำร่วมกับนักเรียน
ต่อมาเวลา 15.35 น. นายกฯ เดินเยี่ยมชมศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์พุแค (ศูนย์จำหน่ายและจำหน่ายสินค้า OTOP ทั่วประเทศ) และศูนย์ฝึกอาชีพ OTOP ก่อนนั่งรถรางเพื่อมาเยี่ยมชมตลาดหัวปลี "ตลาดสร้างสุข ชุมชนร่วมสร้าง" โดยมี น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สระบุรี เขต 1 พรรคพปชร., นายสมบัติ อำนาคะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สระบุรี เขต 2 พรรค พปชร. และนายปริญญา วันทา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สระบุรี เขต 3 มาต้อนรับ โดยนายกฯ ได้ชมสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน และได้ร่วมตีกลองแต๊กในบทเพลง "เพราะเธอคือประเทศไทย" ร่วมกับนักเรียนโรงเรียนเขารวก (ร่วมมิตรพัฒนา)
ภายหลังเยี่ยมตลาดหัวปลี พล.อ.ประยุทธ์เดินผ่านการแสดงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์พุแค ซึ่งกำลังเล่นเพลง "ช้ำคือตัวเรา" ของ "นิตยา บุญสูงเนิน" จึงหันมาถามผู้สื่อข่าวว่าชื่อเพลงอะไร เมื่อผู้สื่อข่าวบอกชื่อเพลง พล.อ.ประยุทธ์พูดอย่างอารมณ์ดีว่า "ช้ำคือตัวเรา ใครจะช้ำกับเราเท่านายกฯ" พร้อมหัวเราะ ก่อนเดินทางกลับ
30 มค.พปชร.เคาะ 'บิ๊กตู่' เบอร์ 1
วันเดียวกัน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตและระบบปาร์ตี้ลิสต์ว่า จะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาในวันที่ 29 ม.ค. ช่วงบ่ายเป็นรอบสุดท้าย และวันที่ 30 ม.ค. คณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) จะมีการลงมติ ซึ่งขณะนี้ยังเหลือผู้สมัครอีกเพียง 11 เขตเท่านั้นที่ยังมีปัญหา แต่คาดว่าจะเสร็จภายใน 2-3 วันนี้ รวมถึงการพิจารณาบัญชีรายชื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย ส่วน พล.อ.ประยุทธ์จะยังเป็นเบอร์ 1 หรือไม่ ขณะนี้ต้องรอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารอีกครั้ง เพราะการคัดเลือกต้องอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค จะแถลงให้สื่อมวลชนทราบภายใน 2-3 วันนี้ ส่วนประเด็นการลาออกของ 4 รัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาจะบอกเอง
มีรายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งว่า สำหรับบัญชีรายชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอให้เป็นนายกฯ ซึ่งจะต้องส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายในวันที่ 8 ก.พ.นี้นั้น เบื้องต้นจะยังใช้โควตา 3 คน เต็มจำนวนตามกฎหมาย โดยเบอร์หนึ่งคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน จากนั้นจะมีการทาบทามอย่างเป็นทางการ ส่วนเบอร์สองจะเป็นนายอุตตม สาวนายน ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. และเบอร์สามคือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่มีภาพลักษณ์ในมิติเศรษฐกิจ และถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หากพรรค พปชร.ได้เป็นรัฐบาล
นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอความชัดเจนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่า จะไปอยู่พรรคไหน หากยังอ้อมแอ้มอยู่แบบนี้ ทำให้คนคิดไปได้ว่าที่ยังไม่ประกาศตัวเพราะกลัวจะวางตัวไม่เป็นกลางใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ควรแสดงความชัดเจนได้แล้วว่าจะอยู่พรรคไหน จะได้ดูทุกย่างก้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าแต่ละวินาทีหลังจากนี้วางตัวเป็นกลางหรือไม่ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นธรรมกับทุกพรรค ไม่ใช่เอาอำนาจรัฐมาเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ในวันที่ 29 ม.ค. พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครพรรค ที่มีนายประภัตร โพธสุธน เป็นประธาน เพื่อพิจารณาสรุปรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขต ปาร์ตี้ลิสต์ และบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคด้วย เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาในวันที่ 30 ม.ค.
PR
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562
เพื่อไทยจะคืนความสุข? 29 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 00:01 น.
เพื่อไทยจะคืนความสุข?
29 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 00:01 น.
พีเอ็ม ๒.๕ ถอยไปก่อน
เพราะมลพิษทางเสียงเริ่มจะหนักหนาสาหัสกว่า
ฤดูหาเสียงเริ่มมาได้สักพักแล้ว และวันนี้เริ่มจะหนวกหู กับเสียงกระจองอแงขายฝัน
มีปากสักแต่พูดไม่ต้องคิด ว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ อะไรจริง ไม่จริง
ไม่ต่างมหกรรมโกหกแห่งชาติ
นักการเมือง ก่อนหาเสียง ขณะหาเสียง และหลังหาเสียง ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ดูลูกอ๊อด ตัวเล็กไร้ขา หากินในน้ำ
โตขึ้นขางอก หางหด ครึ่งบกครึ่งน้ำ
เช่นกัน นักการเมืองก่อนหาเสียง ยกมือไหว้ใครไม่ค่อยเป็น
ถึงฤดูหาเสียงเมื่อไหร่ ยกมือไหว้กราดไปทั่ว
หลังหาเสียง อำนาจอยู่ในมือ ทีนี้ก็รอคนมาไหว้
เป็นคนละคนกัน
การหาเสียงของนักการเมืองจึงต้องหารสองหารสิบ มันเชื่อไม่ได้ทั้งหมด เพราะมันมีส่วนที่เกินจริงอยู่เยอะ
บางคนพูดถึงปัญหา และวิธีแก้ไข ทั้งๆ ที่ในอดีตตัวเองเป็นผู้สร้างปัญหานั้นขึ้นมาเอง
และไม่เคยคิดจะแก้ปัญหา!
โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ
ประชาธิปไตย-เผด็จการ
วานนี้ (๒๘ มกราคม) พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ส.ส. เจ๊หน่อย สุดารัตน์ พูดทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคเอาไว้น่าสนใจ...
....กว่า ๒ เดือนที่มีโอกาสลงพื้นที่ ประชาชนต่างสะท้อนปัญหา เศรษฐกิจแย่ หนี้สินเพิ่มขึ้น
๔ ปีที่พี่น้องประชาชนต้องทนกับความทุกข์อย่างมาก
๒๘ ปี ที่ทำการเมืองมา ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง
พวกเขารอคอยที่จะให้พวกเราไปช่วยเขาออกจากความทุกข์
วันที่ ๒๔ มีนาคม นอกจากจะเป็นวันสำคัญของพวกเราแล้ว ยังเป็นวันที่ประชาชนได้ก้าวออกจากทุกข์ครั้งนี้
ตลอดเวลาที่บอกประชาชนเศรษฐกิจไม่ดี ปีนี้เศรษฐกิจจะไม่ดียิ่งกว่าเดิม เราต้องแข็งแรงไปสู้งานหนักให้ประชาชน
พรรคการเมืองเกิดขึ้นหลายพรรค แต่สุดท้ายคือ ๒ ขั้วเท่านั้น
คือขั้วที่ตั้งขึ้นสืบทอดอำนาจเผด็จการ
และขั้วตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาธิปไตย
วันนี้เราไม่ได้อยู่สงครามโลกที่ใช้รถถังไปสู้กัน
แต่เราอยู่สงครามการค้า เราจึงต้องออกไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ปีนี้เศรษฐกิจจะแย่มาก
ธนาคารโลกยืนยันเศรษฐกิจโลกอยู่ในข่วงขาลง
ถ้าเราได้ผู้เป็นรัฐบาลไม่เชี่ยวชาญเศรษฐกิจคนไทยจะทุกข์มากขึ้น
อยู่ที่ประชาชนว่าจะเลือกรัฐบาลที่เชี่ยวชาญด้านการทหาร หรือรัฐบาลเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย นายทักษิณ ชินวัตร เคยทำสำเร็จมา ทุกครั้งเราทำเศรษฐกิจดีขึ้นทุกครั้ง มีความสุข กระเป๋าตุงทุกครั้ง
พรรคเพื่อไทย จะนำพาประเทศไทยสู่ความสงบสุข ไม่ใช่ความสงบสุขแบบ ๔-๕ ปีที่ไม่มีเสรีภาพ ความสงบสุขไร้คุณภาพกระเป๋าแฟบ
พรรคเพื่อไทยจะสร้างความสงบสุขบนเศรษฐกิจที่ดี มีบางพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจบอกปล่อยเลือกตั้งเลือกพรรคการเมืองเดี๋ยวบ้านเมืองไม่สงบ ความไม่สงบที่เต็มด้วยความทุกข์กระเป๋าแฟบเป็นทุกข์
พรรคจะสร้างความสุขให้อนาคตประเทศ
ชัยชนะของพรรค จะเกิดขึ้นได้ด้วยขุนพลของเราที่ช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อเป็นที่พึ่งที่หวัง เชื่อว่าทุกท่านจะทำให้เกิดความสำเร็จ นำชัยชนะมาสู่ประชาชน
ขอให้อดีต ส.ส.มีกำลังขวัญกำลังใจ และ ส.ส.ใหม่ขอให้ร่วมกันสู้ ชัยชนะจะไม่ไกลเกินเอื้อม วันที่ ๒๔ มีนาคม คือวันแห่งชัยชนะของประชาชน หมดเวลาแล้วสำหรับรถถัง ได้เวลาแล้วของผู้บริหารมืออาชีพ....
สรุปรวมที่ "เจ๊หน่อย" สื่อสารออกมา เป็นการบอกว่า ยุครัฐบาล คสช. คือยุคที่ประเทศมืดบอดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยๆ ก็ ๒๘ ปี
คือยุคหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ถ้านับในแง่เศรษฐกิจ คือว่า โกหก
ความฉิบหายทางเศรษฐกิจวันนี้เทียบไม่ได้เลยกับวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐
วิกฤติต้มยำกุ้งตรงกับรัฐบาลไหน?
ครม.บิ๊กจิ๋วมีใครบ้าง
ทักษิณ ชินวัตร
โภคิน พลกุล
จาตุรนต์ ฉายแสง
เสนาะ เทียนทอง
เฉลิม อยู่บำรุง
อดิศร เพียงเกษ
เผื่อใครจำไม่ได้ ขณะนั้น "จาตุรนต์ ฉายแสง" เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เชียวนะ
ทักษิณล่ะ?
ทักษิณเป็นรองนายกฯ
แล้ววันนั้นทักษิณเป็นที่พึ่งของใครบ้างหรือเปล่า
ก็ไม่น่าจะมี
เพราะ ทักษิณ ยังต้องพึ่งพา โภคิน
เรื่องอะไรนะหรือ???
ก็ที่รู้ๆ กันนั่นแหละ
กระเป๋าตุง!
ย้อนกลับไปดูได้คำพิพากษาศาลฎีกา (๕๗๓๐/๒๕๕๐) ยกฟ้องคดีที่โภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น (จำเลยที่ ๑)
กับหนังสือพิมพ์อีก ๘ ฉบับเป็นเงินกว่า ๒,๕๐๐ ล้านบาท
กรณีที่ "สุเทพ" อภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๐ โจมตีเรื่องการลดค่าเงินบาทว่า สงสัย "โภคิน" จะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ของรัฐบาลไปบอก "ทักษิณ"
ทำให้บริษัทของ "ทักษิณ" ได้ประโยชน์จากการลดค่าเงิน
คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า
....ประกอบกับพันตำรวจโททักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้
จำเลยที่ ๑ เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยว่าโจทก์เป็นผู้นำเอาความลับที่สุดดังกล่าวที่รู้มาโดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่ควรจะรู้ไปบอกพันตำรวจโททักษิณ ไม่ได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง
การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ จึงมีมูลเหตุเพียงพอที่จะให้ตั้งข้อสงสัยเช่นนั้นได้ ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอย่างเลื่อนลอย อันจะทำให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลยที่ ๑ ที่จงใจฉวยโอกาสในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านให้ร้ายโจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร....
ที่ "เจ๊หน่อย" บอกว่า ๒๘ ปี ที่ทำการเมืองมา ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง เท่ายุคนี้ ถ้าไม่เมากาว ก็กินยาลืมเขย่าขวด
นี่แหละคือการหาเสียง
รวบรัดตัดความเฉพาะ ๔ ปีในยุครัฐบาล คสช. ประชาชนรู้สึกทุกข์ รอวันให้พรรคเพื่อไทยกลับมาบริหารประเทศเพื่อคลายทุกข์อย่างนั้นหรือ?
๔ ปีก่อนยุค คสช.ประชาชนมีความสุข กระเป๋าตุงกันหรือเปล่า?
เอางี้...
ไปดูโพสต์ของหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom
...ข่าวดีครับ
ตามที่ผมได้ไปขึ้นเบิกความเป็นพยาน ยึดทรัพย์เสี่ยเปี๋ยงและเครือข่าย ในคดีทุจริตจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบจีทูจี ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์
ล่าสุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ บ.กรีธา พรอพเพอร์ตี 1,362 รายการ วงเงินประมาณ 9,600 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ถือว่าเป็นคดีที่สอง
ส่วนคดีแรกคือบริษัท ทีเอส พรอพเพอร์ตี วงเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา ยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินเช่นกัน
ทั้งสองคดีนี้ ถือว่าเป็นบริษัทเครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง ที่ศาลแพ่งตัดสินแล้ว จำเลยอุทธรณ์ครับ มีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบ....
ชาวนาทำนากันดักดาน มีแต่พวกนี้แหละครับ "เป๋าตุง"
พรรคเพื่อไทยแน่ใจนะว่า ประชาชนรอให้ช่วยพ้นทุกข์
เจ๊ๆ ทั้งหลายระวังตัวไว้
อีกไม่นานถึงคิว!
ผักกาดหอม
29 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 00:01 น.
พีเอ็ม ๒.๕ ถอยไปก่อน
เพราะมลพิษทางเสียงเริ่มจะหนักหนาสาหัสกว่า
ฤดูหาเสียงเริ่มมาได้สักพักแล้ว และวันนี้เริ่มจะหนวกหู กับเสียงกระจองอแงขายฝัน
มีปากสักแต่พูดไม่ต้องคิด ว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ อะไรจริง ไม่จริง
ไม่ต่างมหกรรมโกหกแห่งชาติ
นักการเมือง ก่อนหาเสียง ขณะหาเสียง และหลังหาเสียง ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ดูลูกอ๊อด ตัวเล็กไร้ขา หากินในน้ำ
โตขึ้นขางอก หางหด ครึ่งบกครึ่งน้ำ
เช่นกัน นักการเมืองก่อนหาเสียง ยกมือไหว้ใครไม่ค่อยเป็น
ถึงฤดูหาเสียงเมื่อไหร่ ยกมือไหว้กราดไปทั่ว
หลังหาเสียง อำนาจอยู่ในมือ ทีนี้ก็รอคนมาไหว้
เป็นคนละคนกัน
การหาเสียงของนักการเมืองจึงต้องหารสองหารสิบ มันเชื่อไม่ได้ทั้งหมด เพราะมันมีส่วนที่เกินจริงอยู่เยอะ
บางคนพูดถึงปัญหา และวิธีแก้ไข ทั้งๆ ที่ในอดีตตัวเองเป็นผู้สร้างปัญหานั้นขึ้นมาเอง
และไม่เคยคิดจะแก้ปัญหา!
โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ
ประชาธิปไตย-เผด็จการ
วานนี้ (๒๘ มกราคม) พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ส.ส. เจ๊หน่อย สุดารัตน์ พูดทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคเอาไว้น่าสนใจ...
....กว่า ๒ เดือนที่มีโอกาสลงพื้นที่ ประชาชนต่างสะท้อนปัญหา เศรษฐกิจแย่ หนี้สินเพิ่มขึ้น
๔ ปีที่พี่น้องประชาชนต้องทนกับความทุกข์อย่างมาก
๒๘ ปี ที่ทำการเมืองมา ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง
พวกเขารอคอยที่จะให้พวกเราไปช่วยเขาออกจากความทุกข์
วันที่ ๒๔ มีนาคม นอกจากจะเป็นวันสำคัญของพวกเราแล้ว ยังเป็นวันที่ประชาชนได้ก้าวออกจากทุกข์ครั้งนี้
ตลอดเวลาที่บอกประชาชนเศรษฐกิจไม่ดี ปีนี้เศรษฐกิจจะไม่ดียิ่งกว่าเดิม เราต้องแข็งแรงไปสู้งานหนักให้ประชาชน
พรรคการเมืองเกิดขึ้นหลายพรรค แต่สุดท้ายคือ ๒ ขั้วเท่านั้น
คือขั้วที่ตั้งขึ้นสืบทอดอำนาจเผด็จการ
และขั้วตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาธิปไตย
วันนี้เราไม่ได้อยู่สงครามโลกที่ใช้รถถังไปสู้กัน
แต่เราอยู่สงครามการค้า เราจึงต้องออกไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ปีนี้เศรษฐกิจจะแย่มาก
ธนาคารโลกยืนยันเศรษฐกิจโลกอยู่ในข่วงขาลง
ถ้าเราได้ผู้เป็นรัฐบาลไม่เชี่ยวชาญเศรษฐกิจคนไทยจะทุกข์มากขึ้น
อยู่ที่ประชาชนว่าจะเลือกรัฐบาลที่เชี่ยวชาญด้านการทหาร หรือรัฐบาลเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย นายทักษิณ ชินวัตร เคยทำสำเร็จมา ทุกครั้งเราทำเศรษฐกิจดีขึ้นทุกครั้ง มีความสุข กระเป๋าตุงทุกครั้ง
พรรคเพื่อไทย จะนำพาประเทศไทยสู่ความสงบสุข ไม่ใช่ความสงบสุขแบบ ๔-๕ ปีที่ไม่มีเสรีภาพ ความสงบสุขไร้คุณภาพกระเป๋าแฟบ
พรรคเพื่อไทยจะสร้างความสงบสุขบนเศรษฐกิจที่ดี มีบางพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจบอกปล่อยเลือกตั้งเลือกพรรคการเมืองเดี๋ยวบ้านเมืองไม่สงบ ความไม่สงบที่เต็มด้วยความทุกข์กระเป๋าแฟบเป็นทุกข์
พรรคจะสร้างความสุขให้อนาคตประเทศ
ชัยชนะของพรรค จะเกิดขึ้นได้ด้วยขุนพลของเราที่ช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อเป็นที่พึ่งที่หวัง เชื่อว่าทุกท่านจะทำให้เกิดความสำเร็จ นำชัยชนะมาสู่ประชาชน
ขอให้อดีต ส.ส.มีกำลังขวัญกำลังใจ และ ส.ส.ใหม่ขอให้ร่วมกันสู้ ชัยชนะจะไม่ไกลเกินเอื้อม วันที่ ๒๔ มีนาคม คือวันแห่งชัยชนะของประชาชน หมดเวลาแล้วสำหรับรถถัง ได้เวลาแล้วของผู้บริหารมืออาชีพ....
สรุปรวมที่ "เจ๊หน่อย" สื่อสารออกมา เป็นการบอกว่า ยุครัฐบาล คสช. คือยุคที่ประเทศมืดบอดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยๆ ก็ ๒๘ ปี
คือยุคหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ถ้านับในแง่เศรษฐกิจ คือว่า โกหก
ความฉิบหายทางเศรษฐกิจวันนี้เทียบไม่ได้เลยกับวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐
วิกฤติต้มยำกุ้งตรงกับรัฐบาลไหน?
ครม.บิ๊กจิ๋วมีใครบ้าง
ทักษิณ ชินวัตร
โภคิน พลกุล
จาตุรนต์ ฉายแสง
เสนาะ เทียนทอง
เฉลิม อยู่บำรุง
อดิศร เพียงเกษ
เผื่อใครจำไม่ได้ ขณะนั้น "จาตุรนต์ ฉายแสง" เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เชียวนะ
ทักษิณล่ะ?
ทักษิณเป็นรองนายกฯ
แล้ววันนั้นทักษิณเป็นที่พึ่งของใครบ้างหรือเปล่า
ก็ไม่น่าจะมี
เพราะ ทักษิณ ยังต้องพึ่งพา โภคิน
เรื่องอะไรนะหรือ???
ก็ที่รู้ๆ กันนั่นแหละ
กระเป๋าตุง!
ย้อนกลับไปดูได้คำพิพากษาศาลฎีกา (๕๗๓๐/๒๕๕๐) ยกฟ้องคดีที่โภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น (จำเลยที่ ๑)
กับหนังสือพิมพ์อีก ๘ ฉบับเป็นเงินกว่า ๒,๕๐๐ ล้านบาท
กรณีที่ "สุเทพ" อภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๐ โจมตีเรื่องการลดค่าเงินบาทว่า สงสัย "โภคิน" จะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ของรัฐบาลไปบอก "ทักษิณ"
ทำให้บริษัทของ "ทักษิณ" ได้ประโยชน์จากการลดค่าเงิน
คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า
....ประกอบกับพันตำรวจโททักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้
จำเลยที่ ๑ เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยว่าโจทก์เป็นผู้นำเอาความลับที่สุดดังกล่าวที่รู้มาโดยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่ควรจะรู้ไปบอกพันตำรวจโททักษิณ ไม่ได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง
การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ จึงมีมูลเหตุเพียงพอที่จะให้ตั้งข้อสงสัยเช่นนั้นได้ ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอย่างเลื่อนลอย อันจะทำให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลยที่ ๑ ที่จงใจฉวยโอกาสในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านให้ร้ายโจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร....
ที่ "เจ๊หน่อย" บอกว่า ๒๘ ปี ที่ทำการเมืองมา ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง เท่ายุคนี้ ถ้าไม่เมากาว ก็กินยาลืมเขย่าขวด
นี่แหละคือการหาเสียง
รวบรัดตัดความเฉพาะ ๔ ปีในยุครัฐบาล คสช. ประชาชนรู้สึกทุกข์ รอวันให้พรรคเพื่อไทยกลับมาบริหารประเทศเพื่อคลายทุกข์อย่างนั้นหรือ?
๔ ปีก่อนยุค คสช.ประชาชนมีความสุข กระเป๋าตุงกันหรือเปล่า?
เอางี้...
ไปดูโพสต์ของหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom
...ข่าวดีครับ
ตามที่ผมได้ไปขึ้นเบิกความเป็นพยาน ยึดทรัพย์เสี่ยเปี๋ยงและเครือข่าย ในคดีทุจริตจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบจีทูจี ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์
ล่าสุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ บ.กรีธา พรอพเพอร์ตี 1,362 รายการ วงเงินประมาณ 9,600 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ถือว่าเป็นคดีที่สอง
ส่วนคดีแรกคือบริษัท ทีเอส พรอพเพอร์ตี วงเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา ยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินเช่นกัน
ทั้งสองคดีนี้ ถือว่าเป็นบริษัทเครือข่ายเสี่ยเปี๋ยง ที่ศาลแพ่งตัดสินแล้ว จำเลยอุทธรณ์ครับ มีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบ....
ชาวนาทำนากันดักดาน มีแต่พวกนี้แหละครับ "เป๋าตุง"
พรรคเพื่อไทยแน่ใจนะว่า ประชาชนรอให้ช่วยพ้นทุกข์
เจ๊ๆ ทั้งหลายระวังตัวไว้
อีกไม่นานถึงคิว!
ผักกาดหอม
หยุมหยิมเกินไป
หยุมหยิมเกินไป
การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ กำหนดกติกา พิสดารพันลึกแตกต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา
การลดบัตรลงคะแนนเลือกตั้งจาก 2 ใบ เหลือใบเดียว จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนมึนเค
หรือการให้ผู้สมัครพรรคเดียวกัน ต้องใช้หมายเลขไม่เหมือนกันยังขัดแย้งกับสิ่งที่ชาวบ้านเคยชิน
จะส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดบัตรเสียมากเป็นประวัติการณ์
กติกาเลือกตั้งพิลึกกึกกือยังทำให้ กกต.ต้องใช้งบจัดเลือกตั้ง ส.ส. สูงปรี๊ดถึง 5,000 ล้านบาท
แพงกว่างบจัดเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุดเกือบเท่าตัว
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ากติกาการเลือกตั้งยุ่งยากซับซ้อนยังส่งผลให้พรรค การเมืองต้องวิ่งพล่านหาเงินลงขันระดม ทุนทำศึกเลือกตั้งกันเลือดตากระเด็น
ล่าสุด มีพรรคการเมืองในบัญชี กกต. 104 พรรค
แต่เชื่อว่ามีไม่เกิน 12 พรรค จาก 104 พรรคที่มีปัญญาส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตได้ครบ 350 เขต และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้เต็มโควตา 150 คน
เพราะเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ กกต.เพิ่มค่าสมัครจากเดิม 5 พันบาท เป็น 1 หมื่นบาทต่อผู้สมัคร ส.ส. 1 คน
พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตครบ 350 เขต และส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อเต็มโควตา 150 คน จะต้องจ่ายค่าสมัคร 5 ล้านบาทขาดตัว
ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต ซึ่ง กกต.กำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อผู้สมัคร 1 คน
เมื่อรวมงบหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 35 ล้านบาท
พรรคที่มีปัญญาส่งผู้สมัครเลือกตั้งเต็มพิกัด จะต้องระดมเงิน ลงขันพรรคละ 600 ล้านบาทขึ้นไป
ข้อสำคัญ 600 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามระเบียบ กกต.
แต่การใช้จ่ายจริงๆ (ทั้งบนดินใต้ดิน) จะสูงกว่านี้อีกเท่าตัว
//
พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตครบ 350 เขต และส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อเต็มโควตา 150 คน จะต้องจ่ายค่าสมัคร 5 ล้านบาทขาดตัว
ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต ซึ่ง กกต.กำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อผู้สมัคร 1 คน
เมื่อรวมงบหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 35 ล้านบาท
พรรคที่มีปัญญาส่งผู้สมัครเลือกตั้งเต็มพิกัด จะต้องระดมเงิน ลงขันพรรคละ 600 ล้านบาทขึ้นไป
ข้อสำคัญ 600 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายขั้นต่ำตามระเบียบ กกต.
แต่การใช้จ่ายจริงๆ (ทั้งบนดินใต้ดิน) จะสูงกว่านี้อีกเท่าตัว
“แม่ลูกจันทร์” จึงเห็นด้วยที่ กกต.ออกระเบียบควบคุมการหาเสียงเลือกตั้งอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน
เพื่อปิดช่องไม่ให้พรรคการเมืองและผู้สมัครเลือกตั้งใช้เงินหาเสียงเกินเพดานวงเงินที่ กกต.กำหนด คือไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 คน
แต่ “แม่ลูกจันทร์” ก็เห็นด้วยกับเสียงบ่นจากพรรคการเมืองว่าระเบียบ การหาเสียงของ กกต.หลายเรื่องก็หยุมหยิมเกินควร
เช่น...การกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.เขต มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกินเขตเลือกตั้งละ 20 คน มันขัดแย้งหลักเกณฑ์การแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.เองเต็มเปา
เพราะ กกต.ใช้เกณฑ์การแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยยึดจำนวนประชากร 1.89 แสนคน ต่อ ส.ส.เขต 1 คน
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการกำหนดให้มีผู้ช่วยแจกใบปลิวไม่เกิน 20 คน ไม่สอดคล้องกับขนาดเขตเลือกตั้งที่มีประชากรเกือบ 2 แสนคน
หรือ การที่ กกต.ห้ามผู้สมัครเลือกตั้งติดป้ายหาเสียงตามอำเภอใจ
ต้องติดป้ายหาเสียงเฉพาะพื้นที่ที่ กกต.จัดไว้โดยตรง
แต่ต้องรอปิดรับสมัครเลือกตั้ง “วันที่ 8 กุมภาพันธ์” เสียก่อน กกต.จึงจะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ติดป้ายหาเสียงได้ในจุดใด??
นี่คือตัวอย่างเรื่องง่ายๆที่ กกต.ทำให้กลายเป็นเรื่องยาก เรื่องสั้นๆที่ กกต.ขยันทำให้กลายเป็นเรื่องยาว
แต่เรื่องเลี้ยงโต๊ะจีน...เงียบฉี่เชียวนะ กกต.
"แม่ลูกจันทร์"
หลังเลือกตั้งชี้อนาคตการเมืองมืดมน : เสนอทางรอดจับมือ 2 ขั้ว
ผ่านสนามการเลือกตั้งหลังการปฏิวัติมาหลายสมัย ได้รัฐบาลใหม่ในแต่ละยุคแตกต่างกันไป
โฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถึงผ่าทางตันวิกฤติการเมืองออกไปได้ ในฐานะเป็นนักการเมืองมา 61 ปี นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนมุมมองผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ในเมื่อเป็นหนึ่งในคนไทยก็คิดเหมือนชาวไทยทั้งชาติที่เป็นห่วงอนาคตของบ้านเมือง
ก็ยังติดตามความเคลื่อนไหวของบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเป็นนักการเมืองและสังกัดพรรคการเมือง ได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ตั้งแต่ครั้งสมัยนายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
และถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้เพื่อนๆในพรรคต่อต้านการทำปฏิวัติ รัฐประหาร โดยยึดหลักการสำคัญต่อสู้โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน เทิดทูนระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เป็นหลักของผมและของพรรคไม่เคยเปลี่ยนแปลง นโยบายด้านอื่นๆ ทั้งด้านการศึกษา การเศรษฐกิจ การเกษตร สาธารณสุข เป็นเรื่องรอง เมื่อผมเดินออกจากพรรค พรรคนี้จะเป็นอย่างไรไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์
แต่หลังการเลือกตั้งอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร ก็ต้องดูรัฐธรรมนูญที่ใช้ปกครองบ้านเมือง ผมขอสารภาพตามตรงว่า อ่านรัฐธรรมนูญภาษาไทยไม่รู้เรื่องในหลายประเด็น แล้วคนอื่นจะอ่านรู้เรื่องได้อย่างไร
โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเลือกตั้ง ส.ส. ล้วนอ่านไม่รู้เรื่อง วิธีการเลือกตั้งก็อ่านไม่เข้าใจ
ไม่มีที่ไหนในโลกเอาคะแนนที่ไม่ได้รับเลือกมารวมในบ่อหนึ่ง เพื่อคำนวณตามระบบจัดสรรปันส่วนผสม
ถ้าจะมีระบบปาร์ตี้ลิสต์ก็ต้องทำเหมือนเดิม อย่างนั้นเข้าใจ ชัดเจน ใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ
การเลือกตั้งคราวนี้เป็นเรื่องที่ปวดหัวจริงๆ ประชาชนธรรมดาจะรู้เรื่องได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย หวังได้ ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ แม้จะไม่ได้ ส.ส.เขต
เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อบุคคลโดยเฉพาะหรือกลุ่มที่ต้องการอำนาจต่อไปโดยเฉพาะ
เมื่อเรารักระบอบประชาธิปไตยก็ต้องสู้กันในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีสองมาตรฐาน
เผอิญนักการเมืองใช้ระบอบประชาธิปไตยอีลุ่ยฉุยแฉก เหมือนมีเงินเต็มกระเป๋าแล้วใช้อีลุ่ยฉุยแฉก
ทะเลาะกันในที่ประชุมสภาฯไม่เป็นอะไร เพราะมีไว้สำหรับถกเถียงอภิปราย
ทะเลาะในสภาฯไม่พอ ยังไปทะเลาะกันบนท้องถนน ประชาชนไม่มีความสุขเลย
ทหารทำการปฏิวัติครั้งล่าสุดก็ไปว่าเขาไม่ได้ เพราะต้องการรักษาความมั่นคง
ฉะนั้นเมื่อมองสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง คงเป็นบางพรรคการเมืองที่มีลูกพรรคเยอะและพรรคต่างๆคอยป้อน ส.ส.สนับสนุน ไม่ขอเอ่ยชื่อพรรคนะ ไม่อยากดูถูกเขา
แต่ขณะนี้คาดคะเนไม่ได้หรอกว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล อนาคตการเมืองยังมืด
แม้มีพรรคพลังประชารัฐที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เตรียมพร้อมดึงพรรคเล็ก และอีก 250 ส.ว. เพื่อตั้งรัฐบาลก็ไม่ใช่ง่ายๆ หากไม่เป็นไปตามนี้จะดึงพรรคไหนเข้ามาร่วม ก็มีอยู่ไม่กี่พรรค พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย จะเอาพรรคใดพรรคหนึ่งเข้ามา
สมมติจวนเจียนจะตั้งรัฐบาลได้แล้ว ไปติดต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยส่วนตัวถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคจะไม่ตอบรับ ขอเป็นฝ่ายค้านมันช่วยบ้านเมืองได้มากเหมือนกัน และมองไปในอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า
“สักสองเดือนกว่าที่ผ่านมา ได้เชิญคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) มานั่งคุยกับลุง
ได้แนะนำไปว่าหากถูกชวนเข้าร่วมรัฐบาล ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหลานหรือขึ้นอยู่กับพรรค หรือขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค ลุงไม่มีสิทธิ์ ไม่มีความคิดเห็น
แต่ถ้าเป็นลุง ลุงต้องการเป็นตัวของตัวเอง ผลการเลือกตั้งออกมาปั๊บ
ถ้าแพ้ก็ประกาศเป็นฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ค้านสะเปะสะปะ
และมองไปในอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า”
สมมติไปติดต่อพรรคเพื่อไทย ก็ไม่แน่ใจว่าจะยินดีรวมหรือไม่ เพราะถูกเล่นงานหนักเหลือเกิน
พรรคภูมิใจไทยคงไม่มีปัญหา ไปแน่ สบายๆ พรรคชาติไทยพัฒนาคงจะไปร่วมได้
พรรครวมพลังประชาชาติไทยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อาจจะไปรวมได้
แต่เมื่อตั้งรัฐบาลใหม่ได้ เราอยากเห็นคนอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงแม้เป็นทหาร แต่ไม่ได้เป็นทหารเผด็จการ
ซื่อสัตย์ ทำงานตรงไปตรงมา ใช้คนเป็น ใช้คนทำงาน สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาบ้านเมือง
พอมายุคนี้มองผู้ที่เหมาะจะเป็นนายกฯ ขอพูดตรงๆว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความตั้งใจทำงานดี จนถึงบัดนี้ไม่ปรากฏว่ามีเงื่อนงำด้านคอร์รัปชัน
เสียอย่างเดียวเป็นคนโผงผาง จะโผงผางต่อสื่อมวลชนหรือประชาชนไม่ได้
หากลดความโผงผางและความฉุนเฉียวลง เชื่อว่าถ้าอยากจะเป็นเขาก็ได้เป็นต่อ
เชื่อว่าเขาจะพยายามทำงานให้เหมือน พล.อ.เปรมได้ เป็นนายกฯที่ดีต่อไป อย่าไปดูถูกเขา
ส่วนคนอื่นไม่ขอพูดถึง ใน ครม.ไม่ค่อยมีคนยอมรับ ขอพูดถึง พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวที่พอเป็นได้ เพราะมีความตั้งใจ ซื่อสัตย์ และมีภรรยาเป็นอาจารย์ ซึ่งจะแนะนำเขาได้หลายอย่าง
และ ครม.ชุดใหม่จะต้องเป็นคนที่ประชาชนยอมรับ เหมือน ครม.ในรัฐบาล พล.อ.เปรม บุคลากรมีคุณภาพ อาทิ นายสมหมาย ฮุนตระกูล รมว.คลัง พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกฯ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.อุตสาหกรรม
รวมถึงรู้จักใช้ข้าราชการดี โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ จะต้องมีมือเศรษฐกิจ เหมือนในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ที่มีนายเสนาะ อูนากูล เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รัฐบาลชุดใหม่จะมีงานท้าทายในด้านเศรษฐกิจ ยิ่งมีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน มันจะกระทบกระเทือนต่อไทยไม่มากก็น้อย
ส่วนปัญหาอีกข้อคือ บางทีคนอยู่ต่างประเทศ ผมเคยย้ำเสมอว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
ต้องมารับโทษ ถ้าศาลตัดสินแล้วทุกคนต้องยอมรับ ไม่เช่นนั้นมันเป็นสองมาตรฐาน
แต่ผมก็เคารพคนที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งทำความดีไว้ก็เยอะ
การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระถูกหลายฝ่ายมอง จะทำให้เกิดเงื่อนไขทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกจับตาเป็นพิเศษ นายพิชัย บอกว่า กกต.ชุดนี้น่าเป็นห่วง ยังไม่เป็นตัวของตัวเอง ให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งมันไม่เกิดความมั่นใจแก่ประชาชน
เมื่อไม่เป็นตัวของตัวเองก็จะหาความยุติธรรมไม่ได้
“ผมไม่อยากเห็นการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงระหว่างเพื่อไทยกับพรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่
นักการเมืองต้องละทิฐิลงบ้าง ก็เคยแนะนำบ่อยครั้งเมื่อ 2 ปีกว่ามาแล้วว่า
เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ไม่ชอบเผด็จการทั้งคู่ ควรจับมือกันสู้
ถ้าทำได้สวยเลย จะนำไปสู่อุดมการณ์ตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน
ภายใต้เงื่อนไขห้ามแลกเปลี่ยนคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วกับคนที่อยู่ต่างประเทศ”
พรรคเพื่อไทยก็มีคนดีเยอะ เช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นลูกของ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีต ผบช.น. ซึ่งเป็นเพื่อนรักของผม พรรคไทยรักษาชาติ ก็มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ใช้ได้ มือสะอาด ทำงานให้บ้านเมืองได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ใช้ได้ ดึงคนเหล่านี้มาช่วยผมว่าอนาคตของบ้านเมืองจะไปรอด
ทีมข่าวการเมือง ถามว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นการผ่าทางตันทางการเมืองหลังเลือกตั้ง นายพิชัย บอกว่า
หากตกลงและจับมือเป็นพันธมิตรหลัง พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งออก
จะกดดันพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อท่ออำนาจ
ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่า 2 พรรคใหญ่แพ้
ก็จับมือเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง แต่ไม่ใช่ไปอยู่บนท้องถนน
ม็อบข้างถนนเลิกเสียที ประชาชนเบื่อจะตายแล้ว.
ทีมการเมือง
ถึงเวลา “คืนความสุข” เลือกตั้งกติกาใหม่ : รู้เท่าทัน โหวตเปลี่ยนผ่าน
ถึงเวลา “คืนความสุข” เลือกตั้งกติกาใหม่ : รู้เท่าทัน โหวตเปลี่ยนผ่าน
ลมหนาวพัดโชย ช่วยภาวะฝุ่น PM 2.5 เบาบางลง
แต่ยังไม่พ้นจุดวิกฤติ
ตามสถานการณ์หมอโรงพยาบาลรัฐบางแห่งต้องโพสต์โซเชียลฯ รับคนป่วยจากภาวะฝุ่นจนล้น มีเสียงเรียกร้องให้โรงเรียนในกรุงเทพฯปิดการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของเด็กในพื้นที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับอันตรายต่อปอดและระบบทางเดินหายใจ
ทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สำคัญกว่าก็คือวิกฤติเรื้อรังระยะยาว
เพราะถึงแม้สถานการณ์จะเกิดตามสภาพอากาศในฤดูหนาว แต่ต้นเหตุแท้จริงหลักๆเลยมันเป็นกรณีฝุ่นที่มาจากรถยนต์จำนวนมากในเมืองใหญ่ปล่อยควันไอเสีย สภาพการจราจรใน กทม.ที่คับคั่ง
ถ้ายังไม่เคลียร์ปัญหาตรงนี้ วิกฤติฝุ่นก็ยังจะวนเวียนทุกปี
มันจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายจะยอมเสียสละกันแค่ไหนในการให้ความร่วมมือกับมาตรการลดเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัว รวมถึงในส่วนของรัฐบาลก็ต้องเร่งโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ
เน้นขนส่งมวลชนระบบรางรองรับคนเดินทางในเมือง
เรื่องของเรื่องในห้วงวิกฤติฝุ่นปกคลุมเมืองยังอึมครึม แต่สถานการณ์ฝุ่นควันการเมืองเริ่มเคลียร์ชัด
ภายหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 ให้ไว้ ณ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2562
และต่อเนื่องในวันเดียวกันเลย นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกประชุมด่วน “7 อรหันต์ กกต.” ก่อนแถลงอย่างเป็นทางการ
เคาะโต๊ะวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม
อารมณ์แบบที่ตลาดหุ้นไทย ณ วันที่ 23 มกราคม ดีดขึ้นทันที 15 จุด สวนกระแสตลาดหุ้นทั่วโลก นักลงทุนตอบรับข่าวดี ความชัดเจนวันเลือกตั้ง
ไม่ต้องพูดถึงเสียงร้องไชโยดังลั่นของนักการเมืองอาชีพที่รอมานานกว่า 5 ปี
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอให้ทุกฝ่ายเคารพและเดินหน้าสู่การเลือกตั้งโดยความเรียบร้อยเพื่อความสงบสุขของประเทศ
ที่น่าสังเกตก็คือแถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการเลือกตั้งทั่วไป
สรุปใจความสำคัญตอนท้าย ขอให้ประชาชนช่วยรักษาบรรยากาศความสงบเรียบร้อย สามัคคีปรองดอง ดังที่ปรากฏตลอดเวลา 4 ปีเศษที่ผ่านมา ให้ยั่งยืนต่อไปจนผ่านพ้นการเลือกตั้งและการจัดพระราชพิธี ความขัดแย้ง ข้อพิพาทความบาดหมางไม่ควรกลับมาหลอกหลอนเราอีก
และขอให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งช่วยกันออกไปใช้สิทธิให้มากที่สุดสมกับที่รอคอย ขอให้รู้เท่าทันผู้สมัคร และมีความเข้าใจถึงวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่
เป็นอะไรที่สะท้อนความพิเศษของการเลือกตั้งหลังอั้นมานาน
แต่นั่นก็แฝงไปด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ “อ่อนไหว”
ก่อนอื่นใดเลยก็คือ สถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลที่มาด้วยวิธีพิเศษ จะดำรงสถานะทางอำนาจอย่างไร ในห้วงเวลาภายใต้พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งมีผลบังคับใช้
ตามจังหวะแบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมายรัฐบาล ต้องชิงออกมาการันตี ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้จะไม่อยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ แต่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่
ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญในอดีตที่กำหนดให้มีรัฐบาลรักษา การก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้น รัฐบาลนี้จึงมีอำนาจเต็มต่อไป ส่วนจะทำเรื่องใดมากหรือน้อยนั้น ก็อยู่ที่ความเหมาะสม
นั่นหมายถึงการอนุมัติงบประมาณ โยกย้ายข้าราชการรัฐบาล “ลุงตู่” ยังทำได้เต็มที่
แถม “กระบองยักษ์” มาตรา 44 ก็ยังอยู่ในกำมือ
แต่นั่นก็ห้ามไม่ได้กับฟอร์มของนักเลือกตั้งอาชีพจะฉวย จังหวะได้คืบเอาศอก รุกไล่ต่อ
รีบดักคอตีกันแฝงเหลี่ยมตีกิน ตามเกมแห่กระแส ทั้งพรรคเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ ทีมงานยี่ห้อ “ทักษิณ” รวมถึงแนวร่วมต้าน คสช.อย่างพรรคอนาคตใหม่ ไม่เว้นพลพรรคประชาธิปัตย์ แท็กทีมโห่ไล่ ดาหน้ากดดัน อ้างโยงเป้าหมายการตีตั๋วต่ออำนาจของ “นายกฯลุงตู่”
ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้อำนาจ
ต้องไขก๊อกจากเก้าอี้นายกฯและหัวหน้า คสช.
โดยเฉพาะทีมรัฐมนตรี “4 กุมารพรรคพลังประชารัฐ” ประกอบด้วยนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ต้องทิ้งเก้าอี้รัฐมนตรี ไม่ให้เอาเปรียบคู่แข่ง
รุมด่ากันแรงๆราวกับแห่ไล่คนโกงเมือง เขย่ากันหัวสั่นหัวคลอน
แน่นอน ตามรูปการณ์ที่ฝ่ายหนุน “นายกฯลุงตู่” ก็รู้เกมดี จับอาการ 4 รัฐมนตรีพลังประชารัฐก็ส่งสัญญาณจ่อลาออกจากตำแหน่งในไม่กี่อึดใจข้างหน้า
ตื๊ออยู่ไปรังแต่จะเสียคะแนนมากกว่าได้
และยังรวมไปถึงการปรับแผนเดินสายตรวจราชการ ประชุม ครม.สัญจรในต่างจังหวัดทั่วประเทศ แม้แต่การจัดรายการทางโทรทัศน์ทุกวันศุกร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม
เลี่ยงปมหมิ่นเหม่ข้อกฎหมายเลือกตั้ง ไม่เปิดคางให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถล่มโจมตี
เหนืออื่นใด ภายใต้กฎกติการัฐธรรมนูญใหม่ที่ค่อนข้าง “เข้ม” กว่าทุกยุคที่ผ่านมา
ไม่ว่าเส้นใหญ่ เส้นเล็ก มีโอกาสพลาดตายน้ำตื้นทั้งนั้น
ปรากฏการณ์แบบที่ไม่ทันไรก็เป็นปมให้วิจารณ์กันวุ่นวาย กับการติดป้ายหาเสียงของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทันทีที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง
ตามเหลี่ยมเคยชินแบบเดิมๆ “จองทำเลทอง” ก่อนใคร
แต่บังเอิญกติกาใหม่ กกต.ได้ออกหลักเกณฑ์การติดแผ่นป้ายหาเสียง จะต้องรอให้ผู้บริหารท้องถิ่นกำหนดสถานที่หรือจัดสถานที่ให้ก่อนจึงจะติดตั้งป้ายหาเสียงได้
เลยต้องรีบเก็บป้ายกันจ้าละหวั่น เสียววาบไปตามๆกัน
นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงประเด็นการหาเสียงผ่านสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็น “ธงหลัก” ของ กกต.งัดกฎคุมเข้มที่สุด ตามความอ่อนไหวของโลกออนไลน์ ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีให้ร้าย
ง่ายต่อการสร้างความเข้าใจผิดในเกมหาเสียงเลือกตั้ง
ในทางตรงกันข้าม ก็ไม่ยากที่จะถูกคู่ต่อสู้ “แฮ็ก” ข้อมูล สร้างเรื่องให้เข้าเงี่ยงกฎหมาย
จึงไม่แปลกที่แกนนำคนดังๆของพรรคต่างๆ รวมทั้งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ต่างรีบประกาศพักการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยุติการโพสต์ข้อมูลผ่านโซเชียลฯทุกแพลตฟอร์ม
แสดงความบริสุทธิ์ใจ ปลอดภัยไว้ก่อน
พรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพ ต้องทำการบ้านกันละเอียดยิบ
ขณะเดียวกัน ก็เป็นบรรยากาศของการโหมโรง ไฮไลต์สำคัญสุดนั่นคือ “นายกฯบัญชีพรรค”
เปิดไพ่กันออกมาแล้ว แนวโน้มอย่างที่เป็นข่าวลากยาวข้ามปี
โฟกัสจับจ้องไปที่ยี่ห้อพลังประชารัฐ แน่นอนเบอร์หนึ่งพันเปอร์เซ็นต์จะเป็นใครไม่ได้ นอกจากตัวเอกตามท้องเรื่องอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ แต่จุดที่น่าสนใจคือการใส่ชื่อของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯกัปตันทีมเศรษฐกิจ โผล่ติดเป็น 1 ใน 3 ตามโควตา
โชว์จุดขายความมั่นคง บ้านเมืองสงบ เน้นความต่อเนื่องในการพัฒนาเศรษฐกิจที่วางฐานมา 3–4 ปี
ขณะที่แชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย ล็อก พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค เป็นเบอร์หนึ่งในบัญชี แต่โฟกัส “ตัวจริง” ต้องไปวัดกันระหว่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เจ้าของฉายา “รัฐมนตรีแกร่งสุดในปฐพี”
ใครจะได้สิทธิถือธงนำทีมขายสินค้ายี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ยังติดอกติดใจชาวบ้าน
แต่ที่ง่ายเลยก็คือพรรคประชาธิปัตย์ที่วางตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ชูโรงสู้เดี่ยว เช่นเดียวกับอีกหลายพรรคที่ไม่ได้ลุ้นเดิมพันชิงเป็นหัวขั้วจัดตั้งรัฐบาล ไม่เน้นขาย “นายกฯบัญชีพรรค”
โฟกัสผู้แข่งขันหน้าเดิมๆ เพิ่มเติมคือกติกาใหม่ที่ซับซ้อน
แน่นอน ในจังหวะที่อำนาจกลับมาอยู่ในกำมือปวงชนชาวไทย
กับไฟต์เดิมพันสำคัญ “เลือกตั้งเปลี่ยนผ่านประเทศ”
จะเดินหน้าต่อไปสู่แสงสว่างปลายอุโมงค์ หรือถอยหลังลงเหว
มันเป็นหน้าที่ของประชาชนเจ้าของ 1 สิทธิ 1 เสียง จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลของการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม การตัดสินใจเลือกคนและเลือกพรรคการเมือง
กาได้ครั้งเดียว บัตรเดียวเท่านั้น
ต้อง “รู้เท่าทัน” ก่อนโหวตเลือกชะตาตัวเอง.
“ทีมการเมือง”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)