PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562

ชะตากรรมเพื่อไทยหลังยุบทษช.

 

 

หากยังจำกันได้ในช่วงปลายปี 2561 พรรคการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “ไทยรักษาชาติ” มีตัวย่อ “ทษช.” ถูกกล่าวขวัญถึงในสังคมว่าตัวย่อนี้มาจากชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการตบเท้าเดินเข้าพรรคของอดีตสมาชิก และ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (..) จากพรรคเพื่อไทย ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสงณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และ ขัตติยา สวัสดิผล ก็เข้ามาอยู่ในมุ้งไทยรักษาชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ซึ่งเกิดขึ้นจากผลกระทบของระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้ .น้อยลง

 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 พรรคไทยรักษาชาติ สร้างความฮือฮา และสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ ด้วยการส่ง “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค แต่ 13 ชั่งโมงต่อมาในวันเดียวกันนี้เอง ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชโองการ ระบุว่า "พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมืองนำมาซึ่งมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ "ยุบพรรคและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคไทยรักษาชาติ "กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา92 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 

 

ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เท่ากับเพื่อไทยหายไป 100 เขต

 

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 เป็นวันนัดฟังผลการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีมติ “ยุบ” พรรคไทยรักษาชาติ หรือไม่ ก่อนที่จะถึงศึกเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 หากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบจะเป็นเหตุให้คณะกรรมการบริหารพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ส่วนผู้สมัคร .ทั้งหมด 284 คน ก็หมดสิทธิลงสนามรับเลือกตั้งทันที เพราะขาดคุณสมบัติเรื่องข้อกำหนดที่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนวันเลือกตั้ง 90 วัน 

 

หากสิ้นพรรคไทยรักษาชาติ เท่ากับว่า ยุทธศาสตร์ แยกกันเดิน ร่วมกันตี ไม่สามารถเดินไปตามแผนเดิมได้แล้ว อีกทั้งในการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทย ที่เปรียบเสมือน "พรรคแม่ก็ส่งผู้สมัครเพียง ลงเพียง 250 เขต จาก 350 เขต เพื่อเปิดทางให้พรรคไทยรักษาชาติลงไปเก็บที่นั่งและคะแนนเสียงในพื้นที่นั้นแทน เท่ากับว่าทำให้เพื่อไทยหมดโอกาสที่จะได้ ส.ส. เขตถึง 100 เขต 

 

 

 

 

เหลือพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติร่วมตี คสช

 

ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ หากแต่ยังมี “พรรคเพื่อชาติ” ที่นำโดยจตุพร พรหมพันธุ์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งส่งผู้สมัครถึง 349 เขต และ “พรรคประชาชาติ” ที่นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา และอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ซึ่งส่งผู้สมัครถึง 212 เขต ทว่าก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการรับรู้ของประชาชนว่าพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติ เป็นพรรคที่แตกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทย

 

อ่านเรื่องสำรวจจุดยืนพรรคไหนไม่เอา คสช. : https://ilaw.or.th/node/5082

 

การยุบพรรคไทยรักษาชาติอาจนับได้ว่าเป็น "ความเสียหายของพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายในการที่จะเอาชนะศึกการเลือกตั้ง 2562 ไอลอว์ชวนดู 3 ชะตากรรมพรรคเพื่อไทย หากไร้พรรคไทยรักษาชาติ

 

 

 

 

กรณีแรก พลาดเก้าอี้ .เขต  คือ พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง อดีต .พรรคเพื่อไทย ที่เคยชนะในการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งคาดว่าจะทำให้พรรคไทยรักษาชาติชนะในเขตเลือกตั้งนั้น โดยที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร .ลงแข่งเลย 

 

ตัวอย่างของ จังหวัดแพร่ เดิมที ในปี 2554 มี 3 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้เหลือ 2 เขตเลือกตั้ง โดยในปี 2554 อดีต .พรรคเพื่อไทย เขต 1 ปานหทัย เสรีรักษ์ (ภรรยาของ ทศพร เสรีรักษ์ อดีต .พรรคไทยรักไทยที่มาลงสมัครรับเลือกตั้งแทนสามี ชนะในเขตทล่มทลาย ด้วยคะแนน 61,871 เสียง ในปี 2562 ทศพร เสรีรักษ์ กลับมาลงชิงเก้าอี้ .ให้กับพรรคไทยรักษาชาติ ส่วน วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ..พรรคเพื่อไทย เขต 3 ที่เคยชนะด้วยคะแนน 61,239 เสียงเมื่อปี 2554 กลับมาสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง ในปี 2562 ภายใต้เสื้อไทยรักษาชาติ เขต 2 

 

กรณีแบบนี้ อาจทำให้เครือข่ายเพื่อไทยเสียเก้าอี้ .เขตไปเลย อย่างไรก็ดีพื้นที่ดังกล่าว พรรคเพื่อชาติส่งผู้สมัคร .แพร่ ลงทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง 

 

 

 

กรณีที่สอง หมดโอกาสเก็บคะแนนนำไปคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ คือ จากทั้งหมด 176 เขต ที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัคร .จำนวนมากเป็นเขตที่พรรคเพื่อไทยเคยแพ้เลือกตั้งมาก่อน และเลือกตั้งไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งด้วย จึงหวังให้พรรคไทยรักษาชาติไปเก็บคะแนน แม้จะไม่ชนะเขต แต่คะแนนที่ได้มาก็มากพอจะนำมาคิดคำนวณเป็นที่นั่ง ..แบบบัญชีรายชื่อ 

 

ตัวอย่างของ จังหวัดพิษณุโลก เขต 1 เดิมที พื้นที่เขต 1 เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่เคยเอาชนะได้ แต่ก็นับว่าเป็นการแพ้ที่ยังคงได้คะแนนสูง ในปี 2554 ผู้สมัคร .เขต 1 พรรคเพื่อไทย คือ ณัฐทรัชต์ ชามพูนท ได้คะแนน 35,456 เสียง และในศึกเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร .ลงเขต 1 แต่หลีกทางเพื่อให้ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคไทยรักษาชาติ มาเก็บคะแนน อย่างไรก็ดี เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ก็ยังมีพรรคเพื่อชาติ ที่ส่งผู้สมัคร ..พิษณุโลก เขต 1 ด้วย

 

 

 

กรณีที่สาม เพื่อไทยและเครือข่ายไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว คือ แม้พรรคเครือข่ายอย่างพรรคเพื่อชาติ จะส่งผู้สมัคร .เขต เกือบครบ 349 เขต ขาดเพียงเขตเดียวคือ เขต 1 จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่พรรคประชาชาติก็ไม่มีผู้สมัคร .เขตนี้เช่น ผู้สมัคร .เขตนี้มีคนเดียวมาจากพรรคเครือข่ายเพื่อไทยคือ อดีต .จากตระกูลดังทางการเมืองอย่าง ฐิติมา ฉายแสง จากพรรคไทยรักษาชาติ ถึงแม้จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่ก็ยังมีฐานคะแนนที่มั่นคง ซึ่งแบบนี้พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายจะเสียหายที่สุดผลก็คือจะไม่ได้คะแนนจากเขตนี้ แม้แต่คะแนนเดียว อย่างไรก็ตามคะแนนก็อาจจะไปอยู่กับพรรคแนวร่วมไปเอา คสชเช่น พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเสรีรวมไทย  

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของบางจังหวัด และบางเขตเลือกตั้งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเขตเลือกตั้งที่ประสบปัญหาดังตัวอย่างที่ยกมา นับเป็นความเสียหายส่วนหนึ่ง จากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนยุทธศาสตร์ แยกกันเดิน ร่วมกันตี จะดำเนินต่อไปยังไง พรรคการเมืองต่างๆ จะมีการปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอย่างไร เพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักษาชาติที่กระจายอยู่ 176 เขต อย่างไรก็ดีท้ายที่สุด คะแนนเสียงของประชาชนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชะตาอนาคตพรรคเพื่อไทย ในวันที่ไร้ไทยรักษาชาติ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทั้งสองพรรคส่งผู้สมัคร .ทับซ้อนในเขตเดียวกันถึง 76 เขต ส่งคะแนนส่วนนี้ของพรรคไทยรักษาชาติอาจย้ายมาที่พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ก็ยังเหลือพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติที่พร้อมจะเป็นตัวแปรสำคัญเพื่อดึงคะแนนกลับมาในช่วงเวลาที่เหลือก่อนเลือกตั้ง

ไปทำไม

เหลืออีกแค่คืบเดียวเท่านั้นจะถึงวันชิงดำ

ศึกเลือกตั้งใหญ่ 24 มีนาคมคืบใกล้เข้ามาเต็มแก่เหลืออีกแค่ 16 วัน

แต่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มแทนที่ กกต. 7 คน จะปักหลักเตรียมการเลือกตั้งอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ปรากฏว่า 7 เสือ กกต.ยกโขยงเดินทางไปราชการต่างประเทศ 12 วัน (วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 มีนาคม)

เท่ากับขณะนี้ ไม่มี กกต.อยู่ปฏิบัติหน้าที่แม้แต่คนเดียว!!

“แม่ลูกจันทร์” ขยายความเพิ่มเติมว่าการเดินทางไปราชการต่างประเทศพร้อมกันของ กกต. 7 คน แบ่งเป็น 4 สายดังนี้คือ...

สายที่ 1 นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ บินสะเวิ้ปไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประเทศอังกฤษ

สายที่ 2 นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย และนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ บินไปสังเกตการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ประเทศอเมริกา

สายที่ 3 นายปกรณ์ มหรรณพ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ บินไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ประเทศเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์

และสายที่ 4 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.โฉบไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่สิงคโปร์

โดยใช้เงินภาษีประชาชนไป 12 ล้านบาทโดยประมาณ

“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ถือเป็นหนึ่งในภารกิจของ กกต.

ดังนั้นการที่ กกต.เดินทางไปดูการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจึงมีเหตุผลน่ารับฟัง

แต่ฟังแล้ว เกิดคำถามตามมาอีก 3 ประเด็น

คำถามข้อที่ 1 จำเป็นอย่างไรที่ กกต.ต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยภารกิจเดียวกันหมดทั้ง 7 คน??

ถ้าหากต้องการไปดูการใช้สิทธิเลือก ตั้งต่างประเทศ ก็ควรส่ง กกต.เดินทางไป 1 คน หรือ 2 คน

ยังเหลือ กกต.ปฏิบัติหน้าที่เตรียมการเลือกตั้งอีก 5 คน ถือว่าครบองค์ประชุม

คำถามข้อที่ 2 เหตุใด กกต.ต้องถ่อไปดูการเลือกตั้งประเทศเดียวกันพร้อมกันถึง 2 คน??

เป็นการสิ้นเปลืองภาษีประชาชน และสิ้นเปลืองเวลาเตรียมการเลือกตั้งโดยไม่จำเป็น

คำถามข้อที่ 3 ทำไม กกต.จึงไม่ไปดูเลือกตั้งที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีคนไทยใช้สิทธิมากที่สุด 1.5 หมื่นคน

หรือประเทศจีน ที่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเกิน 1 หมื่นคน

เหตุใดจึงไปดูการเลือกตั้งที่เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์??

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าความจริง กกต.ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าการแห่เดินทางไปราชการต่างประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเป็นเรื่องไม่สมควร

เพราะเป็นช่วงเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมือง

และ กกต.ต้องวินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ยังมีเรื่องร้องเรียนการหาเสียงเลือกตั้งที่ต้องเร่งพิจารณาอีกมาก มายก่ายกอง

“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า กกต. 7 คน จะกลับมาครบองค์ประชุมวันที่ 10 มีนาคม

เหลือเวลาฉิวเฉียดเพียง 7 วัน จะถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้าซึ่งจะมีผู้ไปใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์กว่า 2 ล้านคน

คอยดูเถอะ ถ้าการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามีข้อบกพร่อง หรือเกิดปัญหาวุ่นวาย??

การยกโขยงเดินทางไปต่างประเทศในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของ กกต.ทั้ง 7 คน จะย้อนกลับมาเล่นงาน กกต.เต็มเปา.

ไทม์ไลน์ยุบทษช.

ไทม์ไลน์คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ

8 ก.พ.62 

เวลา 09.10 น.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เสนอพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี อยู่ในบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ

13.30 น.นายไพบูลย์ นิติตะวัน แถลงด่วนที่ กกต.ให้กกต.มีคำสั่งให้ พรรค ทษช.ระงับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะผิด มาตรา 92 พรป.พรรคการเมือง ที่แม้ทูลกระหม่อมฯ จะลาออกจากฐานันดรศักดิ์มาเป็นสามัญชนแล้ว ยังเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ โดยอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6/2553 ที่พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศ์ ไม่ต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 

22.45 น.มีพระราชโองการ พระบรมราชวงศ์ต้องอยู่เหนือการเมือง ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ทูลกระหม่อมฯยังเป็นพระบรมราชวงศ์

9 ก.พ.62

12.30 น.พรรคไทยรักษาชาติแถลงการณ์ขอน้อมรับในพระราชโองการ ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม และรอฟังมติกกต.พร้อมทำตามและเดินหน้าต่อสู่การเลือกตั้ง

10 ก.พ.62

11.00 น.นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แจ้งข่าวจะไปยื่นกกต.ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ 

11 ก.พ.62

16.00น.กกต.ไม่ประกาศชื่อนายกรัฐมนตรีพรรคไทยรักษาชาติ ระบุมีพระราชโองการจึงไม่สามารถประกาศได้เพราะขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ขัดประเพณีปฏิบัติในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

12 ก.พ.62

13.30 น.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช.ปรากฏตัวเข้าพรรคครั้งแรก

15.30 น.มีข่าวว่า กกต.มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค ทษช.
17.00 น.ประธาน กกต.ยืนยันยังไม่มีมติ
19.00 น.ฝ่ายกฏหมายพรรค ทษช.จะไปยื่นกกต.ขอใช้สิทธิให้ไต่สวนผู้ถูกกล่าวหา ก่อนส่ง ศาลรธน.

13 ก.พ.62

13.00 น. เลขาธิการ กกต.นำมติกกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ
15.00 น. หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติแถลงขอความเป็นธรรมชี้แจงหลักฐาน

14 ก.พ.62
วันแห่งความรัก

11.00 น.จาตุรนต์ ฉายแสง ,ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แถลงขอยุติการหาเสียงจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีนุบพรรค ทษช.

14.45 น. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ รับคำร้องกกต.ไว้พิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ

15.00 น.ศาลรัฐธรรมนูญนำคำร้องแจ้งผู้ถูกกล่าวหาที่พรรค ทษช.

15.15 น.พรรคทษช.แถลงน้อมรับมติศาล รธน.ขอรวบรวมหลักฐานชี้แจงข้อกล่าวหา

18 ก.พ.62

10.30 น. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติและกรรมการบริหารพรรค เข้าทำงานที่ที่ทำการพรรค ฝ่ายกฏหมายสรุปแนวทางสู้คดียุบพรรค

20 ก.พ.62
ครบกำหนด 7 วันศาลรัฐธรรมนูญให้เวลาพรรคไทยรักษาชาติชี้แจงข้อกล่าวหา 8 ข้อต่อสู้ ยืนยันมีเจตนาบริสุทธิ์ในการยื่นชื่อนายกรัฐมนตรี

27 ก.พ.62
ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ

7 มีนาคม 62

13.30 น.ศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมิติ

15.00 น.ให้คู่ความ กกต.และพรรคไทยรักษาชาติ มาฟังคำวินิจฉัย #คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ

ท่าทีสว.250

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิกาพรรคอนาคตใหม่ กล่าวในเรื่องนี้ว่า พรรคอนาคตใหม่อยากชี้ให้ทุกคนได้เห็นว่า ส.ว. 250 คน ตามบทเฉพาะการของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ร่วมโหวตเลือกนายกได้ คือ เครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของ คสช.อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะบอกว่าแต่ละท่านมีสมอง สามารถตัดสินใจได้เอง 

แต่ถ้าดูจากกระบวนการสรรหาแล้ว ก็ต้องถามว่า ทำไมไม่ทำอย่างโปร่งใส ทำไมไม่เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ทั้งตัวผู้ที่ถูกเทียบเชิญเป็น ส.ว. หรือแม้แต่คณะกรรมการคัดสรร ซึ่งตอนนี้เรารู้แต่เพียงว่ามี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็จะไปอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเป็นคนเคาะเลือก ส.ว. ว่าใครบ้างจะเข้าไปร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ที่มีชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐด้วย 

ดังนั้น การที่บอกว่า ส.ว.ชุดนี้ไม่มีบทบาทอะไรมากนัก ไม่ใช่เลย เพราะบทบาทของ ส.ว.ชุดนี้สำคัญมาก นั่นคือมีบทบาทร่วมเลือกนายก มีบทบาทสำคัญคือการช่วย คสช. สืบทอดอำนาจ

“ถามว่าหลังการเลือกตั้ง การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีความยุติธรรมตรงไหน ในเมื่อฝ่ายหนึ่งมี ส.ว. 250 คน ตุนไว้อยู่ในมืออยู่แล้ว และที่สำคัญซึ่งผมอยากให้ได้ลองคิดดูก็คือ ส.ส.จำนวน 500 คนนั้น คนไทยทั้งประเทศ คือคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 51 ล้านคน จะเป็นผู้ออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงเลือกเข้ามา

แต่ทว่า ส.ว.250 คน ซึ่งจะคัดสรรมาอย่างไร สัดส่วนภาคประชาชนแบบไหน กลุ่มอาชีพอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายคนที่จะประทับตรายอมรับคือ คสช. พูดง่ายๆ ว่ามีคนหนึ่งคนเป็นคนเลือก นั่นหมายความว่า คนทั้งประเทศได้เลือกเข้าสภา 500 คน แต่คนๆ เดียวได้เลือกเข้าสภา 250 คน ซึ่งเป็น กลุ่มคนที่จะมีบทบาทอย่างสูงมากๆ” เลขาธิกาพรรคอนาคตใหม่ กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ชัดเจนว่ามีการวางกลไกการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารไว้อย่างโจ๋งครึ่มที่สุด โดยไม่อายเลย ยิ่งกว่าการทำรัฐประหารตลอดทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะถ้าลองย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญฉบับปี 2511 ฉบับปี 2521 หรือฉบับปี 2534 ก็จะพบว่ายังไม่กล้าวางกลไกสืบทอดอำนาจไว้ชัด ยังไม่กล้าทำถึงขนาดนี้ อย่างมากก็แค่ระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง

นี่ย่อมแสดงให้เห็นใช่หรือไม่ว่า คสช. คิดว่าจะควบคุมผลการเลือกตั้งไม่ได้ จึงต้องเอาแต้มต่อไปก่อน ด้วยการมี ส.ว. 250 ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

ถ่ายแต้มไปที่ใคร

ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

สรุปความจากวันพิพากษา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องของ กกต.ที่ยื่นขอให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยมติศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นยุบพรรค “เป็นเอกฉันท์”

และมติ 6 ต่อ 3 ในบทลงโทษ ตัดสิทธิการเมือง 10 ปี

บทจบค่ายการเมืองตามยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พัน” ของนายใหญ่

ถึงตอนนี้ทั้ง 13 กรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จะมีบทลงโทษ ตามมาตรา 94

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

“ห้ามมิให้ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพราะเหตุดังกล่าว ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีก ทั้งนี้ภายในกำหนดสิบปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ”

โดยในรายของนายรุ่งเรือง พิทยศิริ อีก 1 กรรมการบริหารพรรค ลาออกในวันที่ 4 ก.พ. ก่อนเกิดเหตุบิ๊กเซอร์ไพรส์ 8 ก.พ.นี้ ยังต้องรอลุ้น รอดโทษ “จองจำทางการเมือง” อย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ ประชาชนก็ไม่สามารถเลือกผู้สมัคร ส.ส.ในนามพรรคไทยรักษาชาติ ในระบบเขตเลือกตั้งทั้งหมด 174 คน หากมีการลงคะแนนก็จะเป็นบัตรเสียทันที

ขุนศึกขุนพลในค่าย แพ้ฟาวล์คิวลงสนาม แต้มปิ๋วเรียบวุธ

จากคิวซุปเปอร์บิ๊กเซอร์ไพรส์ ข่าวใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน มาวันนี้ ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษา ยุบพรรคไทยรักษาชาติ

ช็อกวงการเมืองกันอีกรอบ

บรรดาป้อมค่ายเครือข่ายแนวร่วมพรรคตระกูลเพื่อ และที่เชื่อมต่อสัญญาณจากคนแดนไกล ต้องรอวาระเร่งด่วนในคิวแก้เกมจาก “นายใหญ่”

ค่ายใดจะได้อานิสงส์ “แต้มส้มหล่น” ที่ค่ายไทยรักษาชาติอาจเทให้

ประเมินกันนาทีนี้ บรรดาพรรคแนวร่วม ไล่ตั้งแต่ค่ายเพื่อไทย ก็น่าจะ “รับของ” ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อันเป็นผลพวงตั้งแต่แรก ยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พัน” สับหลีก สลับพื้นที่กันกับพรรคไทยรักษาชาติ

ออกลักษณะแบ่งกันเก็บคะแนน เขตเลือกตั้ง-ปาร์ตี้ลิสต์ ดังนั้นในระบบเขตเลือกตั้ง เมื่อผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติ โดนตัดสิทธิพ้นจากสนาม

ก็หาผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทดแทนได้ยาก

โฟกัสจึงไปอยู่กับค่ายที่สถาปนากันว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งพรรคประชาชาติ-พรรคเสรีรวมไทย-พรรคอนาคตใหม่ ส่วนใหญ่ส่งผู้สมัครระบบเขตเกือบครบ 350 เขต อาจถ่ายคะแนนไปให้ได้

ส่วนค่ายเพื่อชาติ วันนี้เกิดศึกใน แบ่งเป็น 2 ปีก

“นายใหญ่” คอนโทรลไม่เบ็ดเสร็จ

ยังมีความเสี่ยง “เทแต้ม” แล้ว “เสียของ”

ที่แน่ๆ สำนักใดค่ายไหน ถูกเลือกเป็น “ตัวช่วย” มีโอกาส บวกเพิ่มระบบเขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ผู้สมัครพรรค
ไทยรักษาชาติ ระดับตัวเต็งแต้มชัวร์ ทั้งในจังหวัดแพร่-พิจิตร

นั่นก็ยังไม่รวมคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ภารกิจเดิม ไทยรักษาชาติกวาดเก็บ

ทั้งหมดทั้งปวง ในภาพรวมเลย เกมทิ้งไพ่ตายของ “นายใหญ่” ไม่แน่ใจว่าประเมินแล้วล่วงหน้ากับผลตอบรับ อ่านทางสัญญาณบ้านเมืองไว้หรือไม่ คาดการณ์ผลกระทบ ที่ “ได้” คุ้มกับที่ “เสีย” หรือเปล่า

เมื่อศิโรราบ ในภาวะ “จำเป็น” ต้องหมอบ ภายหลังจากเล่นเกมเสี่ยง-ของแรง

สุดท้ายจะมีโอกาส เขย่าหาช่องเพื่อคัมแบ็กอีกหรือไม่

หรือปิ๋วจากกระดาน “เกมอำนาจประเทศไทย” ยาวเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

ระทึกยุบทษช.





    คุมเข้มศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดียุบพรรค ส่งตำรวจ 1.5 พันนายรักษาความปลอดภัย "ศรีวราห์" ยันไข่แดงรัศมี 500 เมตร  M79 ยิงไม่ถึง ขณะที่ไทยรักษาชาติสั่งงดหาเสียง แนะมวลชนฟังข่าวอยู่กับบ้าน แต่กลุ่มอยากเลือกตั้งเสนอตัวไปฟังแทน ช่างกล้า "โบว์" ดักคอศาล อ้างหากจะมีใครนำพระราชโองการมาอ้างอิงใช้เสมือนเป็นกฎหมาย จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อหลักการนิติรัฐ
    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ในการอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. เวลา 15.00 น. การอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้สงวนสิทธิ์การขอเข้าฟังการคำวินิจฉัยในห้องพิจารณา แต่ได้เตรียมการถ่ายทอดสัญญาณจากห้องพิจารณามาที่จอโทรทัศน์วงจรปิดที่จะติดตั้ง 3 จุด ในบริเวณลานกิจกรรมของศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคารเอ โดย 2 จุดได้จัดเตรียมไว้ให้สื่อมวลชน ส่วนอีกหนึ่งจุดได้เตรียมให้ประชาชนที่สนใจสามารถรับชมการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้
    สำหรับการรักษาความปลอดภัยภายในศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปอย่างเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัย ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่และเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล รวมถึงหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด พร้อมสุนัขตำรวจที่จะเข้ามาตรวจความเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเย็นวันนี้ พร้อมประกาศปิดลานจอดรถด้านหน้า รวมถึงปิดประตูหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้เจ้าหน้าที่ของศาลเข้าช่องทางเดียวคือประตูฝั่งลานกิจกรรมเท่านั้น ส่วนบุคคลภายนอกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังพื้นที่ของศาลรัฐธรรมนูญ
    พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า  การวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยนั้นจะมีไม่ต่ำกว่า 1,500 นาย ประกอบด้วย ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ตำรวจสื่อสาร ชุดอารักขาและควบคุมฝูงชน (บก.อคฝ.) กองกำกับการสุนัขตำรวจ 4 นาย และเจ้าหน้าที่ได้นำอุปกรณ์กล้องวงจรปิดมาติดตั้งเพิ่มอีก 70 ตัว รักษาความปลอดภัยพื้นที่โดยรอบศาลรัฐธรรมนูญที่ศาลประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม รวมทั้งตั้งจุดตรวจจุดสกัด รวมถึงจุดคัดกรอง โดยเฉพาะพื้นที่รัศมี 500 เมตร จากที่ทำการศาลจะต้องปลอดภัยที่สุด และอยู่ในระยะที่ผู้ไม่หวังดีไม่สามารถใช้เครื่องยิงลูกระเบิด M79 ยิงถึงได้
    บริเวณด้านนอกตำรวจสื่อสารได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวน 70 ตัวโดยรอบพื้นที่ สามารถมองเห็นทุกจุดที่มีการเคลื่อนไหว รวมถึงติดตั้งระบบวิทยุสื่อสาร วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อเฝ้าติดตามและรายงานสถานการณ์ได้ทันที ล่าสุดยังไม่มีฝ่ายใดทำหนังสือขออนุญาตชุมนุมให้กำลังใจพรรคไทยรักษาชาติบริเวณศาลและพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนประชาชนหากจะเดินทางมาศาล จะต้องไม่ทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ในส่วนของสื่อมวลชน ศาลไม่อนุญาตให้เข้าฟังคำวินิจฉัย แต่ได้เตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ในการรับฟังคำพิพากษาไว้ให้ ซึ่งศาลอนุญาตให้คู่กรณีทั้ง 2 ฟังเข้าฟังคำวินิจฉัยฝ่ายละ 16 คน
    “เตือนไปยังกลุ่มผู้ไม่หวังดี ว่าขอให้อย่าเคลื่อนไหวหรือทำอะไรที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย ส่วนแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ มีการดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ไม่ถึงกับส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าที่ที่ทำการพรรค แต่การข่าวยังไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด  ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่าจะสามารถดูแลความเรียบร้อยได้ในวันพรุ่งนี้” 
    ด้าน พ.ต.อ.ปริญญา เหลืองอุทัย ผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง กล่าวว่า การรักษาสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย ทาง สน.ทุ่งสองห้องก็จะปฏิบัติตามแผนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้วางไว้ โดยทาง สน.จะจัดกำลังไปสนับสนุนประมาณ 30 นาย ซึ่งจนถึงขณะนี้ในทางการข่าวก็ยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีการก่อความวุ่นวายใดๆ
    สำหรับความเคลื่อนไหวพรรคไทยรักษาชาติ โดยในช่วงเช้าวันที่ 7 มี.ค. คณะกรรมการบริหารพรรคจะหารือร่วมกับประธานฝ่ายยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ประธานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ฝ่ายกฎหมาย เพื่อสรุปประเด็นในขั้นสุดท้ายอีกครั้งว่าจะหยิบยกประเด็นใดบ้างมาแถลงต่อศาล ซึ่งเบื้องต้นทางพรรคมอบหมายให้ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็นผู้แถลงปิดคดีด้วยวาจา นอกจากนี้จะมีการหารือในการส่งตัวแทนของพรรคไปร่วมฟังคำวินิจฉัย ตามที่ศาลอนุญาตให้ตัวแทนแต่ละฝ่ายส่งตัวแทนไปได้ฝ่ายละ 16 คน 
    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานรณรงค์หาเสียง พรรคไทยรักษาชาติ เผยว่า กรรมการบริหารพรรค แกนนำบางส่วนและทีมกฎหมายจะไปฟังที่ศาล และแจ้งให้หัวหน้าทีมรณรงค์ทั้ง 7 ชุด บอกผู้สมัครทุกเขตและทีมงานในพื้นที่ติดตามข่าวสารที่บ้านหรือศูนย์ประสานงาน ช่วงเวลาอ่านคำวินิจฉัยจะไม่มีกิจกรรมรณรงค์ใดๆ ส่วนสมาชิกพรรคและพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุน ขอให้ติดตามข่าวที่บ้านเช่นเดียวกัน เพื่อความสะดวก เรียบร้อย และให้ความร่วมมือกับกระบวนการของศาล
     นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจะเฝ้าติดตามอยู่ที่พรรค เนื่องจากทราบมาว่าศาลรัฐธรรมนูญได้จำกัดที่นั่งของผู้ที่จะเข้าร่วมการฟังคำวินิจฉัย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ไม่เดือดร้อน ยังจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบต่อไป จะตรวจสอบทหาร นักการเมือง ซึ่งยังทำได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็น ส.ส. 
    เขาบอกว่า สำหรับมวลชนที่นัดแนะอยากมาร่วมให้กำลังใจทางพรรคนั้น ไม่อยากให้เดินทางมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะจะดูไม่เรียบร้อย กลัวจะมีเรื่องแทรกซ้อน ซึ่งทางพรรคระมัดระวังในเรื่องนี้ ควรรอฟังผลที่บ้าน ทั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อยากให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.เหมือนเดิม
    อย่างไรก็ตาม นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือ "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" แกนนำกลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้งเปิดเผยว่า กลุ่มประชาชนคนอยากเลือกตั้งประมาณ 20-30 คน จะเดินทางมาร่วมรับฟังคำวินิจฉัย โดยกลุ่มพวกตนจะนัดหมายใส่เสื้อสีเป็นสัญลักษณ์กลุ่มเท่านั้น แต่ไม่มีการถือป้ายข้อความใดๆ เพราะเกรงว่าจะเสี่ยงต่อการทำผิดละเมิดศาล
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งนี้นั้นน่าจับตามองที่สุด ทั้งเรื่องการร้องเรียนเรื่องการยุบพรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ และการกลับไปกลับมาของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชารัฐ ที่บอกว่าจะลงพื้นที่หาเสียงแบบบังเอิญต่อจากนี้ไป 
    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า การวินิจฉัยเป็นเรื่องของศาล ตนไม่ก้าวล่วง และขอไม่พูดถึงผลที่จะตามมา หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด แต่ตนตั้งข้อสังเกต กกต.ว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว หากเทียบกับคดีต่างๆ ที่ตนร้องไปยัง กกต.ก่อนหน้านี้
    "การวินิจฉัยเป็นเรื่องของศาล เวลาผมยื่นเรื่องให้ กกต.ให้พิจารณาตามคำร้อง ดำเนินการช้า แต่เรื่องนี้ กกต.ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยได้ ส่วนการพิจารณาการเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ หากมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็ตั้งข้อสังเกตว่าพรรคพลังประชารัฐก็เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ คนที่ยึดอำนาจมา ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุ
    น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กล่าวว่า หลักการของการยุบพรรค หากจะมีใครนำพระราชโองการมาอ้างอิงใช้เสมือนเป็นกฎหมาย จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อหลักการนิติรัฐของประเทศไทย พฤติการณ์ของคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยเลย การเสนอชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคใด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ระบุไว้ชัดเจน ถ้าขาดคุณสมบัติเสมือนไม่ได้เสนอชื่อ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นปฏิปักษ์กับการปกครอง 
    เธอบอกว่า หลักการยุบพรรคควรจะเกิดขึ้นเมื่อมีความผิดอาญาร้ายแรงเท่านั้น เป็นมาตรฐานสากล จะไม่ยุบพรรคง่ายๆ เพราะพรรคเป็นตัวแทนอุดมการณ์ของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะคงอยู่ในหลักการของความเป็นนิติรัฐ ให้นานาชาติเห็นว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ที่ทุกพรรคมีสิทธิเป็นตัวเลือกให้ประชาชน
    นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า การตัดสินคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อจำนวน ส.ส.ที่คำนวณไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากคะแนนเสียงสามารถถ่ายโอนไปเลือกพรรคการเมืองอื่นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลได้ แต่เป็นห่วงผู้สมัครที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นต้องได้รับผลกระทบ ไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งได้ ดังนั้นควรจะมีการเยียวยา.

ย้อนรอยกิจกรรม "ปกป้องกองทัพ" ของ อภิรัชต์ คงสมพงษ์

พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นำกำลังผู้บังคับหน่วยคุมกำลังกว่า 700 นายทั่วประเทศ แสดงพลัง กล่าวคำปฏิญาณ รักษากองทัพบก ในเช้าวันที่ 7 มี.ค. ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรี รัชกาลที่ 5 ภายในกองบัญชาการกองทัพบก 

08.30 น. ของ วันพฤหัสบดีที่ 7 มี.ค. พล.อ. อภิรัชต์ จะเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตน เบื้องหน้า พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ภายในกองบัญชาการกองทัพบก โดยมีผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ทั่วประเทศ กว่า 700 นาย เข้าร่วมกล่าวคำปฏิญาณว่า "ข้าพระพุทธเจ้า จักรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยชีวิต" จำนวน 3 รอบ เพื่อแสดงออกถึงการทำหน้าที่ทหารในการรักษากองบัญชาการกองทัพบก ที่รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นผู้ก่อตั้ง หลังจากนั้นจะเป็นการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วาระพิเศษ ซึ่งจะประชุมทุก 3 เดือน โดยเป็นการประชุมผู้บังคับหน่วยระดับกองพันขึ้นไป 

พิธีดังกล่าวมีขึ้น หลังกองทัพบกร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กับเจ้าพนักงานตำรวจ ใน 2 ฐานความผิด คือ ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ และฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ด้วยวิธีการเผยแพร่ ด้วยประการใด ๆ ต่อสาธารณชน จากกรณีที่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ต่อว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารขณะลงพื้นที่หาเสียง ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี

พล.ต. ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 6 มี.ค. ว่า พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ กระทำกิริยาและใช้คำพูด ในลักษณะดูหมิ่นหยามเกียรติ และศักดิ์ศรีความเป็นทหาร หน่วยทหาร ตลอดจนผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร รวมถึงกล่าวดูถูกเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานให้เกิด ความอับอาย เสมือนเป็นการบังคับ มิให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ ในกรอบที่กฎหมายกำหนด พร้อมกล่าวว่า กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่เคียงข้างกับประชาชน เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จึงไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใด มาดูหมิ่น หยามเกียรติและศักดิ์ศรี ของหน่วยงาน จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กับตำรวจ

"เสธ.แดง" vs "บิ๊กแดง" 

ความเป็นทหารอยู่ในสายเลือดของ พล.อ. อภิรัชต์ ผู้ยึดตามรอยเท้าของบิดา พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ผู้มีคติประจำตัวว่า "ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน" ทุกครั้งที่กองทัพบกหรือผู้บังคับบัญชาถูกท้าทาย "บิ๊กแดง" เสนอตัวออกมาตอบโต้ "ผู้ไม่หวังดี" เสมอ

8 ธ.ค. 2552 พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกให้สัมภาษณ์สื่อวิจารณ์ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไม่พอใจที่ออกมาระบุกองกำลังอดีตทหารพรานค่ายปักธงชัย และออกมาข่มขู่อีกรอบเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2553 

ทำให้เกิดปฎิกริยาอย่างรุนแรงลามไปยังทหารทั่วประเทศ จนมีการเคลื่อนไหวแสดงพลังเพื่อต่อต้านการกระทำของ พล.ต. ขัตติยะ ของหน่วยทหารต่าง ๆ ที่คุมกำลังรบ เริ่มเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2553 ทหารจากกองบังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี

ต่อมา 28 ม.ค. 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พ.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ร.11 รอ. (ยศขณะนั้น) พร้อมด้วย นายทหารระดับผู้บังคับหน่วยของกองทัพบก ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ พฤติกรรมของ พล.ต. ขัตติยะ เพื่อปกป้อง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และปกป้องศักดิ์ศรีของกองทัพบก โดยได้เชิญผู้บังคับกองพันและทหารในสังกัดบางส่วนมานั่งรับฟังการแถลงข่าว รวม 17 กองพัน

ต่อมา ม.ค. 2556 พล.อ. อภิรัชต์ ได้มีปัญหากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการต่อบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ ที่เขียนตอบโต้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) หลังตำหนิสื่อในเครือผู้จัดการว่า "เขียนข่าวห่วย" โดย พล.อ. อภิรัชต์ ได้มีการออกมาตอบโต้นายสนธิ เพื่อปกป้องสถาบันทหารและ ปกป้อง พล.อ. ประยุทธ์ และก่อให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มทหารทำให้ กลุ่มนายทหารชั้นประทวนจากกองทัพภาคที่ 1 และมณฑลทหารบกที่ 11 จำนวนกว่า 50 นาย เดินทางไปที่บ้านพระอาทิตย์ ที่เป็นที่ตั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2556 เพื่อแสดงความไม่พอใจ โดยทหารกลุ่มดังกล่าวระบุว่า การเดินทางมาในวันนี้เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการเขียนบทความดังกล่าว

เดินหน้ามาที่กลางเดือน ก.พ. ปีนี้ พลันที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคฯ กล่าวปราศรัยเสนอนโยบายตัดงบกลาโหม 10% และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ผู้สื่อข่าวก็นำเรื่องไปถาม พล.อ. อภิรัชต์ พร้อมกับคำตอบที่ได้ว่า "ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง"






ฟังผลอยู่กับบ้านกลัวเหตุแทรกซ้อน

มี.ค.62 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาาติ(ทษช.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ  Chaturon Chaisang  ระบุว่า "กำลังจะกลับจากภูเก็ตเข้ากรุงเทพ วันนี้ไม่มีรายการหาเสียงครับ

พรุ่งนี้จะไปฟังคำตัดสินที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทราบว่ามีที่นั่งจำกัด ส่วนสื่อมวลชนสามารถฟังในห้องที่มีการถ่ายทอดวงจรปิด

ขอแนะนำท่านที่สนใจ ติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชน และเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อน ขอความกรุณางดการไปให้กำลังใจที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ"

'อนุทิน'ยันภูมิใจไทยยืนคนละขั้วทหาร-พปชร. ลั่นนายกฯต้องมาจากส.ส.

6 มี.ค.62 -  นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ประเด็นทางการเมือง โดยกล่าวถึงเสียงตอบรับจากการลงพื้นที่หาเสียง ว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างอบอุ่น และพรรคได้รับการตอบรับเกินความคาดหมายในเรื่องนโยบายซึ่งเน้นแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก โดยการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ตนได้พบปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คือประชาชนหยิบแผ่นพับนโยบายของพรรคมาอ่านอย่างละเอียด ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวจำนวนมาก ประชาชนต่างชื่นชอบนโยบายข้าวแบ่งปันกำไร รวมถึงการนำบุรีรัมย์โมเดลไปพัฒนาจุดเด่นของแต่ละจังหวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว 

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับนโยบายการพักหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) 5 ปี เพราะเราไม่ต้องการให้ลูกหลานรับปริญญาพร้อมกับใบแจ้งหนี้ รวมถึงต้องปลดภาระผู้ค้ำประกัน  ใครกู้ยืมคนนั้นต้องเป็นคนจ่าย ไม่ใช่ไปติดตามจากคนอื่น ทั้งนี้ รัฐเองก็มีส่วนก่อให้เกิดหนี้ดังกล่าวด้วย จึงต้องรับภาระในระดับหนึ่ง ส่วนนโยบายปลูกกัญชาเสรี  แม้ว่าจะมีเสียงสะท้อนเป็นจำนวนมาก แต่พรรคยืนยันในนโยบายดังกล่าว ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง  ยืนยันไม่ใช่การมอมเมาประชาชน นั่นเป็นวาทกรรมของคนที่คิดไม่ถึงว่านโยบายนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน  และในความเป็นจริง ทุกอย่างอยู่ที่การควบคุมโดยกฎหมาย  ซึ่งตามข้อเท็จจริง กัญชาไม่ต่างจากเหล้าและบุหรี่ คนที่มีสติสัมปชัญญะในการใช้ก็จะสามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ใครที่ใช้มากเกินไปก็ต้องใช้กฎหมายควบคุม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการที่พรรคเสนอนโยบายดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเสนอให้คนมาเสพกัญชา แต่เป็นการให้สิทธิประชาชนปลูกเพื่อสร้างรายได้ อีกทั้งนโยบายของพรรค ยังป้องกันการผูกขาดสัมปทานกัญชาจากนายทุนเพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โดยไม่ติดลิขสิทธิ์ทางปัญญา 

เมื่อถามว่า จากการแลกเปลี่ยนหารือกับทูตหลายประเทศ  เขามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างไร นายอนุทิน ทุกชาติเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง จึงจะยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม ไม่ถูกกดดัน ไม่ถูกเอาเปรียบ หรือถูกตั้งเงื่อนไขใดๆ จ้องหน้าใครก็ไม่ต้องก้มหน้าหลบสายตา ดังนั้น รัฐบาลต้องมาจากเสียงของประชาชน 

เมื่อถามว่า พรรคภท.ถูกมองว่าใกล้ชิดกับทหาร รวมถึงพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าใกล้ชิดจริง ทำไมจึงถูกด่าว่าเลอะเทอะ โดยเฉพาะนโยบายกัญชา ส่วนหลังเลือกตั้ง พรรคจะร่วมรัฐบาลกับใครได้หรือไม่นั้น เราจะยึดประชาชนเป็นหลัก วันนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าเราไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใครและไม่มีจับมือกับใครก่อน ต่างคนต่างแข่งขันเหมือนกับการตีกอล์ฟที่ต้องทำผลงานของตนเองให้ดีที่สุด และเชื่อว่าจะมีส.ส.มากพอที่จะเข้าไปผลักดันนโยบายและแก้ปัญหาได้ในสภาฯ

เมื่อถามว่า พรรคตั้งเป้าได้จำนวนส.ส.กี่ที่นั่ง  นายอนุทิน กล่าวว่า ขอเก็บไว้กับตัวเองและผู้บริหารพรรค ทุกคนทราบหมดว่าจะได้ส.ส.เข้ามากี่คน ซึ่งจะไม่เป็นไปตามผลการสำรวจที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตนคาดหวังว่าจะได้ทำในสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยนำพาประเทศไปข้างหน้าแบบไร้ความขัดแย้ง ตนเชื่อว่าพรรคภท.จะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดสิ่งที่ดี ส่วนแนวโน้มรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะมีเสถียรภาพหรือไม่นั้น ตนหวังว่าต้องมีพรรคภท.ร่วมรัฐบาล จึงจะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคง ถ้ามีพรรคภท. จะไม่มีขั้วและจะบอกทุกฝ่ายให้ไปในทางสายกลาง ตนเชื่อว่าทุกพรรคมีความตั้งใจและอยากเห็นประเทศชาติก้าวหน้า แต่ที่ผ่านมามันไม่มีทางลง ดังนั้น ครั้งนี้ก็สามารถผ่านมาทางพรรคภท.ได้

“แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุน  ต้องเป็นส.ส. และมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร เราไม่ยอมให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาเป็นผู้กำหนด เรารับไม่ได้ที่จะให้คนที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาเลือกนายกฯ   และไม่เห็นด้วยกับการที่ให้ 250 ส.ว.มาโหวตเลือกนายกฯ  รวมถึงการเป็นนายกฯเสียงข้างน้อยที่มีคะแนนปริ่มๆ ประเทศจะเสียหาย ดังนั้น ส.ส.ต้องตระหนัก ทำให้นายกฯสง่างามและรัฐบาลสามารถทำงานได้ตามกลไกรัฐสภาที่มีฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบ ที่ผ่านมาเราเสียโอกาสมามากแล้ว คน 500 คนจะไปเดินตามคน 250 คนได้อย่างไร แต่คน 500 คนต้องเป็นผู้นำคน 250 คน เพราะพวกเขาเป็นตัวแทนของคนไทย ต้องมีเสียงดังและสิทธิที่มากกว่า” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะไม่ขึ้นเวทีปราศรัยในวันที่ 10 มีนาคม ที่จ.นครราชสีมา นายอนุทินกล่าวว่า  แต่ละพรรคมีกลยุทธ์กลเม็ด แต่วิธีการสร้างความนิยมนั้น ตนขอให้ทุกพรรคต่อสู้บนความยุติธรรม อย่าชกใต้เข็มขัด และตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ใคร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพรรคภท.ไม่เล่นกีฬาสีอีกแล้ว และมองว่าสิ่งสำคัญของการทำงานการเมืองนั้น ไม่ใช่การเป็นรัฐบาล แต่คือการที่นักการเมืองต้องนำพาตัวเองไปเป็นผู้แทนราษฎร นี่คือสิ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพนักการเมือง

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ต่อกระแสข่าวที่ว่า หากมีบางคนไม่ชนะการเลือกตั้ง การเลือกตั้งอาจจะเป็นโมฆะได้ นายอนุทินกล่าวว่า คนตัดสินคือประชาชน คนสั่งการให้ใครเป็นอะไรคือประชาชน ดังนั้น ใครจะมา T.K.O.(แพ้น็อก) หรือจะไปน็อกพี่น้องประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศ ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Be my guest(เชิญตามสบาย) ส่วนผมจะเป็นคนลอยอังคารให้. 


ผบ.พล.ร.2รอ.-ทีมโฆษกคสช.เปรี้ยง!!

ผบ.พล.ร.2รอ.-ทีมโฆษกคสช.เปรี้ยง!!

อัด”เสรีพิศุทธ์” ดูหมิ่นหยามเกียรติ ศักดิ์ศรีความเป็นทหาร-หน่วยทหาร- ผู้บังคับบัญชา ชี้ ติงวิจารณญาณ วุฒิภาวะ กิริยามารยาท ชี้ “พันโท” ผ่านการคัดเลือกแล้วทั้งคุณวุฒิ วุฒิภาวะที่เหมาะสม แสดงตัวตนอย่างชัดเจน ด้วยการแต่งกาย เครื่องแบบทหารโดยไม่มีอาวุธ  ชี้  ทบ.จะปกป้องครอบครัว กำลังพลกองทัพบก เผยแจ้งความ 2 ฐานความผิด ดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ -ฐานหมิ่นประมาท

          

“บิ๊กเล็ก” พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า  จากการเผยแพร่คลิป พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ต่อว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ขณะลงพื้นที่หาเสียง ในพื้นที่จ.ปราจีนบุรีนั้น ในนามของกองทัพบก ขอเรียนให้เข้าใจว่า กองทัพและกองทัพบก มีภารกิจหลายประการ ตั้งแต่ การป้องกันประเทศ, การรักษาความมั่นคงภายใน, การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และ การพัฒนาประเทศ 

สำหรับกำลังพลที่ปรากฏในภาพข่าวนั้น เป็นกำลังพลนายทหารสัญญาบัตร ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่าง การปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ 

โดยเป็นเจ้าหน้าที่กองร้อยรักษาความสงบ มณฑลทหารบกที่ 12  ซึ่งปฏิบัติงานและปฏิบัติภารกิจตามคำสั่ง คสช. 

ทั้งนี้ กองร้อยรักษาความสงบ มีภารกิจหลักที่ต้องดำเนินการจำนวน 7 กลุ่มงาน โดยกรอบการปฏิบัติงานหลักคือ การรักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนรวมถึงที่สำคัญ คือการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ 

ซึ่ง การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายกำหนด และได้มีการปฏิบัติมาแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี 

รวมถึงในระหว่างที่ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ลงพื้นที่หาเสียงนั้น เจ้าหน้าที่ดังกล่าว อยู่ในระหว่าง การปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด โดยปฏิบัติภารกิจในการ สังเกตการณ์ อำนวยความสะดวก 

และที่สำคัญคือ การรักษาความปลอดภัย ให้กับประชาชนในพื้นที่ 

ทั้งนี้การลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัครแต่ละครั้ง กองทัพบกโดยหน่วยทหาร ที่มีความรับผิดชอบอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ก็จะจัดเจ้าหน้าที่ลงปฏิบัติงานในลักษณะเช่นเดียวกัน อย่างเท่าเทียมกัน สำหรับผู้สมัครทุกคน และ ทุกพรรค โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจาก การลงพื้นที่หาเสียงแต่ละครั้ง มีประชาชนมาร่วมรับฟัง เป็นจำนวนมาก สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ จากผู้ไม่ประสงค์ดีได้ 

เจ้าหน้าที่ ที่จัดลงอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยนั้น มีจำนวนมากน้อยตามลักษณะของพื้นที่ และจำนวนประชาชน และที่สำคัญ แต่ละหน่วยได้พิจารณา คัดเลือกบุคคลที่มี วุฒิภาวะ ก่อนการลงปฏิบัติงานในทุกครั้ง

เช่นเดียวกับ กำลังพลที่ถูกหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยต่อว่า ซึ่งเป็นนายทหารชั้นยศพันโท ที่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ และ วุฒิภาวะที่เหมาะสม 

นอกจากนี้ กำลังพลดังกล่าว มีการแสดงตัวตนอย่างชัดเจน ด้วยการแต่งกาย เครื่องแบบทหารโดยไม่มีอาวุธ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นเจ้าหน้าที่ ลงปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ ประกอบกับมีกิริยาวาจา ที่สุภาพเรียบร้อย มิได้ข่มขู่ คุกคาม รบกวน หรือขัดขวาง การลงพื้นที่หาเสียงดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น
   
จากการกระทำของ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่กระทำกิริยาและใช้คำพูด ในลักษณะดูหมิ่นหยามเกียรติ และศักดิ์ศรีความเป็นทหาร หน่วยทหาร ตลอดจน ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร รวมถึงกล่าวดูถูกเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานให้เกิด ความอับอาย เสมือนเป็นการบังคับ มิให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ ในกรอบที่กฎหมายกำหนด กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่อยู่เคียงข้างกับประชาชน เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จึงไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใด มาดูหมิ่น หยามเกียรติและศักดิ์ศรี ของหน่วยงาน 

จึงได้ดำเนินการ ร้องทุกข์กล่าวโทษ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส กับเจ้าพนักงานตำรวจ ใน 2 ฐานความผิด คือ ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ และ ฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา ด้วยวิธีการเผยแพร่ ด้วยประการใดๆ ต่อสาธารณชน
   
อนึ่ง พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิ และ วัยวุฒิ รวมถึง เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งในอนาคต หากท่านจะได้รับ การคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง สำคัญของบ้านเมือง ท่านควรที่น่าจะมีวิจารณญาณ มีวุฒิภาวะ มีกิริยามารยาท และ การปฏิบัติที่ดีกว่านี้ กับข้าราชการด้วยกัน 
   
อย่างไรก็ตาม กองทัพบก ขอยืนยันว่า จะอยู่เคียงข้างกับพี่น้องประชาชน ตลอดเวลา และ ในขณะเดียวกันก็จะปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ของความเป็นกองทัพบก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ กำลังพลของกองทัพบก  

พร้อมที่จะปกป้องครอบครัว กำลังพลกองทัพบก และ แสดงให้ อดีตผู้บังคับบัญชา และอดีตกำลังพลของกองทัพบก เห็นถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของทหาร ที่ยังคงดำรงอยู่เคียงข้าง สถาบันหลักของประเทศ และพี่น้องประชาชน

เป็นเรื่อง!'บิ๊กแดง'นำผู้บังคับหน่วยคุมกำลังทั่วประเทศ แสดงพลังรักษากองทัพบกไว้ด้วยชีวิต

6 มี.ค.62 - มีรายงานว่า ในวันที่ 7 มี.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)เรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วาระพิเศษ และการประชุมผู้บังคับหน่วยระดับกองพันขึ้นไป โดย มีผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ทั่วประเทศ กว่า 700 นาย

โดยก่อนการประชุม ในเวลา 08.30 น.จะมีการรวมตัวกันบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรี รัชกาลที่ 5 หน้าหอประชุมกิติขจร พล.อ.อภิรัชต์ จะนำกล่าวคำปฏิญาณตนว่า"ข้าพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์เท่าชีวิต" เพื่อแสดงออกถึงการทำหน้าที่ทหารในการรักษากองบัญชาการกองทัพบก ที่รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นผู้ก่อตั้ง

เรื่องมิบังควรของ 'ทษช.'


ศาลรัฐธรรมนูญจะยุบ
    หรือไม่ยุบ     
    หรือจะลงโทษเฉพาะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ 
    มีสิ่งหนึ่งที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องพึงตระหนัก นั่นคือ....
    "พระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง" 
    การนำพระนามไปเพื่อ "การเมือง" นั้นกระทำมิได้
    ทีนี้เริ่มมีคนตั้งตนเป็นศาสดา เธอคือ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง บอกว่า
    "หากจะมีใครนำพระราชโองการมาอ้างอิงใช้เสมือนเป็นกฎหมาย จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อหลักการนิติรัฐของประเทศไทย 
    พฤติการณ์ของคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยเลย 
    การเสนอชื่อใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคใด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ระบุไว้ชัดเจน ถ้าขาดคุณสมบัติเสมือนไม่ได้เสนอชื่อ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นปฏิปักษ์กับการปกครอง"
    เป็นการแสดงความเห็นที่ขาดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง 
    และคำพูดนี้จะถูกเครือข่ายพวกเดียวกันไปขยายต่อว่า พระราชโองการ ไม่ใช่กฎหมาย จะนำมาใช้มิได้ 
    จริงอยู่ พระราชโองการ นี้ไม่มีผู้รับสนองพระราชโองการ ตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตไว้ 
    แต่....พระราชโองการ, พระบรมราชโองการ นั้นมีความหมายที่สัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ ประเพณีการปกครองประเทศไทย
    ถ้าตีความโดยไม่สนใจรากเหง้าของประเทศ ก็จะเป็นอย่างที่ น.ส.ณัฏฐา ตีความ 
    จารีตหรือธรรมเนียมปฏิบัติ มีผลเป็นตัวเสริมให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ขึ้น
    ให้ศึกษาจากการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยในกรณีเหตุการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมือง 
    คือการแต่งตั้ง "สัญญา ธรรมศักดิ์" เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
    ลองเทียบเคียงดูแล้วจะเข้าใจ 
    และเมื่อพระราชโองการ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า 
    "การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม  จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"
    จึงไม่ควรมีผู้ใดละเลย และกระทำการที่มิบังควรซ้ำอีก.