PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562

ร่องรอย"แซะ"ยังมีอยู่"


อาการของคนอั้นเลือกตั้งมา 8 ปี

ปรากฏการณ์แบบที่ประชาชนแห่ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าเกินร้อยละ 80 แทบ ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ยอมฝ่ารถติด ต่อคิวยาวเหยียด เลยเวลา 17.00 น.แล้วยังมีคนต่อแถวจองสิทธิยาวถึงทุ่มกว่า

นิมิตหมายการเลือกตั้งเปลี่ยนผ่านรอบนี้ ตัวเลขทำสถิติแน่

และนั่นยังเป็นสัญญาณของการคิดอัตราส่วนคะแนน ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ที่อาจจะแปรผันสูงขึ้นตามจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าวันที่ 24 มีนาคม คนยังออกมาใช้สิทธิมืดฟ้ามัวดินแบบนี้

พรรคเล็กที่หวัง “เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน” น่าจะเหนื่อย

โค้งสุดท้าย เข้าทางตรง โฟกัสอยู่ที่พรรค “ตัวเต็ง” ไล่อันดับ 1 อันดับ 2 อันดับ 3

แน่นอนตามเงื่อนไขสถานการณ์ “เต็ง 1” อย่างพรรคเพื่อไทย ยังประคองเรตติ้งไม่หล่นอันดับ แต่ล่าสุดต้องเผชิญกับดัก “ด่านสำคัญ” กระแสคดีทุจริตจำนำข้าว “จีทูจี” ลอต 2 ที่มีข้อมูลหลุดออกจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดโพยขบวนการโกงลอตใหญ่ที่จ่อโดนเช็กบิล ตามข้อมูลจากการส่งคนเข้าไปสอบนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ถึงในเรือนจำ

ย้ำตะปู ตอกฝาโลง “3 พี่น้อง” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงตัวจักรสำคัญอย่าง “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่เมืองเหนือ

เส้นทางวิบากของพี่น้องตระกูลชิน เพื่อไทยชนะแต่ก็ไปต่อลำบาก

เอาเป็นว่า วัดจากมุมของนักวิชาการสายกลางอย่างนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ประเมินสถานการณ์ ผลโพลในระยะหลังพรรคพลังประชารัฐขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง หากเป็นไปตามผลโพลก็จะไม่มีปัญหาคงมีการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำได้

แต่ตัวแปรสำคัญอยู่ที่คะแนนเสียง ว่าจะรวมกันแล้วเกิน 250 หรือไม่

โดยเฉพาะผลคะแนนระหว่างพลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ ใครได้มากกว่าจะมีผลต่อการต่อรองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสียงจากประชาชนน่าจะทำให้ทั้ง 2 พรรคมีท่าทีที่เปลี่ยนไปได้

สรุปการเมืองจะติดล็อกหรือไม่ ต้องลุ้น “พลังประชารัฐ” วัดกับ “ประชาธิปัตย์”

ถ้าประชาธิปัตย์ได้เสียงมากกว่า สมการรัฐบาลป่วนแน่

ซึ่งนั่นก็ล้อกับสถานการณ์ศึกสายเลือดประชาธิปัตย์ที่เล่นกันแรงแบบที่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ออกอาการฉุนขาดอดีตเด็กปั้นอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ประกาศไม่หนุน “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯสืบทอดอำนาจ

ถีบไปอยู่ฝั่ง “ทักษิณ” ด่าแรงๆอยากเป็นนายกฯจนลืมหัวกู

ต่อเนื่องกับช็อตย้อนคอหอยคนพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยยกมือโหวตให้ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตอนเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปีครึ่ง ทำไมไม่พูดว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ

“ลุงกำนัน” อาละวาด เขย่าฐานประชาธิปัตย์หลายแมกนิจูด

สถานการณ์ถึงจุดที่ทนนิ่งอยู่ได้ พ่อบ้านใหญ่อย่างปรมาจารย์ “ชวน หลีกภัย” ต้องออกมาสะบัดใบมีดโกนใส่อดีตมือขวาอย่าง “ลุงกำนัน”

ด่าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เหมือนด่าบุพการีตัวเอง

เจ้าอาวาสออกโรงเอง ในเครื่องหมายคำถามยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” ยังขลังแค่ไหน

ประชาธิปัตย์เตะตัดขากันเอง จังหวะดิ้นสู้เดิมพันพรรคต่ำร้อย

แต่ในสถานการณ์ที่แค่ “ลอยคอ” ตีกรรเชียงเข้าฝั่ง จังหวะทุกอย่างไหลเข้าทาง “ลุงตู่” ที่เพิ่งพูดชัด ชายชาติทหาร ถ้าเจ้านายไม่สั่งหยุด ก็ต้องเดินหน้าสู้ต่อเพื่อบรรลุเป้าหมาย

และล่าสุดนายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดสเปกภาคเอกชนต้องการรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มีความเชี่ยวชาญ ยอมรับเสียดายรัฐมนตรีเศรษฐกิจบางคนในรัฐบาลนี้ เพราะเห็นถึงความตั้งใจและความเก่งในการบริหารจัดการ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไป

แต่เชื่อว่า รัฐบาลใหม่จะสานต่อนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ โดยเฉพาะโครงการลงทุนใน EEC ซึ่งถือเป็นโครงการลงทุนที่สำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

เดาทางก็รู้ ลุ้นรัฐบาล “ลุงตู่” เดินหน้าต่อ เพื่อความต่อเนื่องของการพัฒนาการเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของกัปตันทีมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

สถานการณ์ทางตรง “นายกฯลุงตู่” นำโด่งเข้าเส้นชัย

แต่กระนั้นก็ดี ยังมีขบวนการดักวางตะปูเรือใบ

ทั้งในมุมของการขุดกรุยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” มวยรุ่นใหญ่ลายครามของประชาธิปัตย์ ในสถานะนายกฯ ขัดตาทัพ เพราะ “ลุงตู่” ถูกเบรกไม่ได้ไปต่อ ล้อกับอาการเฮี้ยวของ “อภิสิทธิ์” ที่ประกาศเท “ลุงตู่” โค้งสุดท้าย

อีกมุมก็มีชื่อของบิ๊ก “จ” บุคคลสถานะพิเศษ ตามสูตรท็อปบูต

สลับฉาก “บิ๊กตู่”

เรื่องของเรื่อง ข่าวลือก็คือข่าวลือ นายกรัฐมนตรีไม่ใช่จะหยิบใครมาเป็นก็ได้ เพียงแต่จากการเขี่ยเชื้อ กระพือควัน มันก็สะท้อนถึงความพยายามในการ “แซะ” พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีอยู่ประปราย

โดยเฉพาะคนในขุมข่ายฝ่ายคุมเกมอำนาจด้วยกันเอง.

ทีมข่าวการเมือง

ทิ้งทวนโค้งสุดท้าย 'บิ๊กตู่'เดินสายจ่อโผล่พปชร. ปชป.จี้สอบเกณฑ์คนต้อนรับ


เหตุการณ์ปี 2557  ง่ายๆ สัญญาว่าจะทำต่อไปให้ดีที่สุด ลั่นเวลา 5 ปีไม่นาน สะพัด! บิ๊กตู่มีแนวโน้มสูงโผล่เวทีทิ้งทวน พปชร. เพจเชียร์ลุงตู่พร้อมใจเผยแพร่คลิป “ปชป.” บี้ กกต.สอบนายกฯ ลงพื้นที่เกณฑ์คนต้อนรับ วิษณุแจงทันควันสง่างาม 
    ตลอดทั้งวันจันทร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยได้ไปเปิดงาน “กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาชน แก้จน ลดเหลื่อมล้ำ” ที่เมืองทองธานี โดยทันทีที่ถึงงานได้มีการเปิดเพลงใจเพชรและเพลงวันใหม่ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์เดินทักทายประชาชนที่มาร่วมงานประมาณ 10,000 คน โดยเดินไปรอบๆ ห้องพร้อมยกกำปั้นไปตามจังหวะเพลง ส่งสัญลักษณ์เราจะสู้ไปด้วยกัน ก่อนทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูด้วย
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ช่วงนี้เดินทางทุกวันเพราะไม่อยากให้สิ่งที่ทำมาล้มเหลว เราต้องเดินหน้าต่อไปเพราะไม่มีอะไรที่จะเริ่มจากปลายทาง สิ่งสำคัญคือคนไทยต้องรู้ปัญหาของประเทศว่าอยู่ตรงไหน  เพราะถ้าพูดลอยๆ คงไม่มีทางทำได้ นายกฯ เปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัว แต่ไม่ได้หมายถึงพ่อ เรามีสมาชิก 68 ล้านคน จึงต้องทำให้ทุกคนมีความสุข ลูกทุกคนต้องมีอาชีพ รายได้ ให้ทุกคนเดินไปพร้อมกัน ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี ทุกช่วงสมัยต่างมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่นเดียวกับก่อนปี 2557 ขออย่าลืมสิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ขออย่าทำประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี ประวัติศาสตร์คือบทเรียน เราต้องแก้ไขทั้งปัญหาเก่าและใหม่ให้ได้ เราต้องทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย เรื่องเก่าๆ ที่ไม่ดีขออย่าทำให้เกิดขึ้นอีก

เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะลืมแค่นี้ง่ายๆ อย่าเป็นคนขี้ลืม ไม่ใช่ทำวันนี้และจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทุกอย่างต้องแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งที่รัฐบาลทำ อยู่ที่ว่าจะสานต่อกันอย่างไร เมื่อเราล้มแล้วต้องลุกให้ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวและว่า ขอสัญญาว่าจะทำต่อไปให้ทุกคนอย่างดีที่สุด ทุกคนสัญญาว่าจะเดินไปด้วยกันหรือไม่ ขอคำสัญญาจากทุกคนด้วย สัญญาว่าเราจะเดินไปด้วยกัน ขออย่ายืนอยู่บนความขัดแย้งและกับดักเดิมๆ
    นายกฯ ย้ำว่า วันนี้ต้องเดินทางยังไงก็คิดถึงทุกคนทุกจังหวัด นี่คือคนทั้ง 68 ล้านคนที่แตกต่าง แต่ต้องการให้มีส่วนร่วมให้ได้ ขอสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตราบใดที่ยังทำหน้าที่ผ่านกลไกที่มีอยู่  อย่าทำลายแผ่นดินเกิดของท่าน ทุกคนโชคดีที่เกิดในแผ่นดินไทย อย่าให้ความไม่เข้าใจ การยุยงปลุกปั่นจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก เข้าใจไหม ยังจำได้ไหม ถ้าจำได้ก็อย่าลืมแล้วกัน รักทุกคน ช่วยกันไปสู่วันใหม่ด้วยความใจเพชร 
    ต่อมาในเวลา 11.45 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะได้เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6  (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อไปตรวจราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเครื่องบิน C-130 และเมื่อเวลา 13.20 น. คณะ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางด้วยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน 7 กฬ 1333 ไปยังโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เพื่อตรวจเยี่ยม ทั้งนี้มีนายสายัณห์ ยุติธรรม ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จ.นครศรีธรรมราช เขต 7 นำมวลชนมาให้การต้อนรับด้วย 
    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับประชาชนว่า เราลำบากกันมานานแล้ว ซึ่งคิดว่าเรากำลังนำทุกคนไปสู่วันข้างหน้า ชีวิตที่ดีกว่า มีหลักประกันที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้จากการที่เป็นนายกฯ บริหารราชการมา ทำให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ง่าย หลายอย่างทำได้และหลายอย่างไม่สามารถทำได้ เพราะประเทศมีพี่น้องประชาชนหลายพวกหลายฝ่าย หลายวัยหลายอาชีพ หลายความคิด ซึ่งรัฐบาลได้ผลักดันการปฏิรูปประเทศ และหลายอย่างจะเกิดผลในอีกหลายปีข้างหน้า การปฏิรูปประเทศไม่ใช่สั่งปากเปล่า เพราะจะทำสำเร็จทุกอย่างต้องมีหลักการ ประเทศไทยเปรียบเสมือนร่างกาย คนที่พร้อมเติบโตแต่ยังไม่แข็งแรง  มือซ้ายและมือขวายังแข็งแรงไม่เท่ากัน มือขวาเปรียบเหมือนคนรวย ซ้ายเป็นเกษตรกร จึงต้องเอามือขวามาจับมือซ้ายเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
    “การที่เราจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยในระยะเวลาอันใกล้ ยืนยันว่าไม่เคยขัดข้อง แต่สิ่งที่กังวลคือจะเดินหน้าไปอย่างไรหลังเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่อยากจะขอจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคือความสงบเรียบร้อย การอยู่อย่างปรองดองสมานฉันท์ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะไม่มีใครจะอยู่คนเดียวได้ ทั้งนี้หากใครมาบอกว่าจะให้ประชาชนรวยขึ้นด้วยการที่รัฐให้เพียงอย่างเดียว ไม่มีทางเป็นไปได้ มีแต่จะจนและทำให้ประเทศจนตามไปด้วย” นายกฯ กล่าว
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวนำว่า วันหน้าถ้ามีโอกาสจะทำให้ ถ้าไม่มีโอกาสก็มีความสุข โดยการพักผ่อน ไม่ต้องเครียด และเสียงดังหรือต้องปวดหัวแบบนี้ ซึ่งไม่ได้ทวงบุญคุณใคร เพราะทำให้ประเทศที่ได้เหยียบแผ่นดินนี้มา 65 ปี ส่วนใครก็ตามที่พูดว่าจะล้มโน่นล้มนี่ ขอให้ดูกฎหมายทำได้หรือไม่ เช่นล้มสัมปทาน ลดราคาจากข้อตกลงในสัมปทาน ทำได้หรือไม่ ขออย่าไปฟังข้อมูลผิดๆ 
    “ขออย่าลืมอดีต ทุกคนมีหัวใจ 2 ห้อง แต่สำหรับนายกฯ หัวใจวันนี้ 68 ล้านห้อง ทุกคนจะเดินไปพร้อมกับผมหรือไม่ แม้จะเดินบ้างวิ่งบ้างหรือคลานบ้าง แต่ประเทศต้องเดินหน้าไป อย่าเพิ่งเกลียดชังฉันนักเลย ผมแต่งเพลงมาทั้งหมด 8 เพลง อย่าเอาเพลงแรกมาทวงสัญญามาบอกว่าขอเวลาอีกไม่นาน  การทำงานให้ประเทศ 5 ปีถือว่าไม่นาน การเลือกตั้งจะใครก็แล้วแต่ท่านเลือกกันเอาเอง นี่คือประเทศไทย เราต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน ต้องรักสามัคคี” นายกฯ กล่าว
    ทั้งนี้ระหว่างพบประชาชน มีคุณลุงนำปูดำและปูทะเลห่อกระดาษใส่กระเช้ามามอบให้นายกฯ โดยนายกฯ ได้เอามือจับบนห่อกระดาษโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นปู คุณลุงจึงบอกว่าปูครับ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์รีบชักมือออกทันที พร้อมกล่าวอย่างตกใจว่า “ปูเหรอ เดี๋ยวมันก็หนีบผมสิ” สร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคน
    พล.อ.ประยุทธ์ยังตอบข้อถามถึงเสียงตอบรับของคลิปต่างๆ ที่ไปเปิดบนเวทีปราศรัยของพรรค พปชร.ว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ได้ตามเรื่องนี้ แค่พูดให้ทุกคนเข้าใจ 
    จากนั้นเวลา 16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ไปเป็นประธานส่งมอบบ้านและให้กำลังใจผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ทำงานมา 5 ปีต้องผ่าตาไปถึงสองข้าง แต่เห็นรอยยิ้มของประชาชนก็มีความสุข ยืนยันว่าเราต้องทำอย่างนี้ต่อไป ไม่ใช่ทำเฉพาะคนที่รักเราเท่านั้น ทำให้ทั้งหมด  ขออย่าไปเกลียดทหารเขานักเลย ถ้าไม่มีทหารใครจะดูแลบ้านเมือง
     ต่อมาเวลา 18.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้ขับรถสองแถวที่ชาวพื้นถิ่นเรียกว่ารถไม้ สายนครฯ-ชะเมา   ระยะทาง 800 เมตร ไปพบประชาชนที่สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของ จ.นครศรีธรรมราช และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก พร้อมพบประชาชน 20,000 คน 
    โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า "วันนี้มาตรวจราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นทีมรักษาความปลอดภัยก็มีได้ มาได้เหมือนกัน 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยหยุดงานสักวัน กลับบ้านก็ต้องเตรียมงานวันต่อไป นี่คือนายกฯ เมืองไทย ทำไมอยากเป็นกันนักหนาไม่เข้าใจจริงๆ ขอให้รักกันนานๆ สัญญาคือสัญญา  ผมสัญญาจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตราบใดที่ยังทำหน้าที่อยู่"
    จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ถึงข้อกังวลในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า ข้อกังวลต่างๆ คิดว่าสื่อรู้ดีอยู่แล้ว สำหรับตนต้องการความสงบสุข ความเรียบร้อย ให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี ได้รัฐบาลที่ดี มีธรรมาภิบาล
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงเรื่องคลิปเช่นกันว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  บอกเองว่าขึ้นเวทีเองยังได้เลย ซึ่งการเป็นคลิปดีกว่าพูดสด เพราะบางทีการพูดสดกลอนพาไปได้ ส่วนเรื่องการลงพื้นที่นั้นก็ไม่มีอะไรมาก กกต.ตอบมาแล้วด้วยซ้ำว่าขึ้นเวทีหาเสียงปราศรัยได้ แต่นายกฯ ไม่ทำ นายกฯ ทำในนามรัฐบาล ในฐานะนายกฯ ซึ่งถือว่าสง่างาม ดูสวยงามมากกว่า เพราะว่าเป็นภาระหน้าที่และแต่ละงานที่นายกฯ เดินทางไปก็มีเหตุ มีภารกิจ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของงานที่มีอยู่ แล้วไม่ใช่อยู่ดีๆ จะโผล่ไป
และในเวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.ร้อยเอ็ดของพรรค พปชร.ได้มีการเปิดคลิปปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกรอบ โดยเนื้อหาสรุปว่า "ขอให้คำมั่นและเชื่อใจ จะไม่ทำให้ผิดหวัง จะสานต่อนโยบายดีๆ และนโยบายใหม่ๆ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ขอให้ทุกคนร่วมมือไปกับผม" 
    ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจพรรคพลังประชารัฐได้โพสต์คลิปวิดีโอความยาว  47 วินาที ในชื่อ “สิ่งที่ ลุงตู่ อยากทำ เพื่อพี่น้องคนไทย” ส่วนเพจลุงตู่ตูนได้ปล่อยคลิปในหัวข้อ “ฟังเหตุผลที่เราต้องไปกับนายกฯ ลุงตู่" ความยาว 53 วินาทีด้วย ซึ่งมีคนแชร์ต่อจำนวนมาก
    มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในการจัดเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรค พปชร.ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 22 มี.ค.นี้ ที่สนามเทพหัสดิน กทม. มีโอกาสสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางไปร่วมเวทีดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยในขณะนี้ทีมงานนายกฯ กำลังพิจารณากันอย่างรอบคอบ และยังไม่มีความชัดเจนว่ากิจกรรมที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไปมีส่วนร่วมนั้นจะขึ้นเวทีปราศรัย หรือจะแค่ร่วมฟังปราศรัยและให้กำลังใจผู้สมัครของพรรคเท่านั้น 
    ด้านนายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้นำเอกสารราชการลงวันที่ 13 มี.ค.62 ลงนามโดยนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องขอเชิญร่วมต้อนรับนายกฯ และคณะเดินทางมาตรวจราชการและเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก โดยมีการตั้งเป้าหมายระดมคนให้ได้ 20,000 คนจาก 13 อำเภอ พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้ก็มีเอกสารที่ จ.แพร่ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งในช่วง 7 วันก็ทราบว่าจะมีการดำเนินการในแนวดังกล่าวอีก จึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบเพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองด้วย การกระทำเช่นนี้เข้าข่ายใช้เวลาราชการ ทรัพยากรของรัฐ และงบประมาณของรัฐเพื่อการหาเสียงแอบแฝงหรือไม่
    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมาร้องต่อ กกต.ว่า ได้ยื่นร้องกรณีดังกล่าวเช่นกัน ว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 หรือไม่
    พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวเรื่องนี้ว่า กกต.คงตรวจสอบและดูอยู่ หากทำอะไรที่เกินเลยก็ต้องรับผิดชอบ แต่เชื่อว่าที่ปรึกษาของนายกฯ คงให้คำแนะนำในสิ่งที่เหมาะควรแล้ว 
    ส่วนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ ได้เดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติมคำร้องที่ให้ กกต.พิจารณาว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ขาดคุณสมบัติเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ. 

ปลุกสส.สกัดสว.ตั้งรัฐบาล มาร์คชี้ตกลงให้จบในสภ



    เวทีสัญญาประชาคมถกทางออกไม่ให้ซ้ำรอยพฤษภา 35 เพื่อไทยจ้องออก พ.ร.บ.ป้องกันรัฐประหาร หวั่นเสียงข้างน้อยซื้อ ส.ว. "มาร์ค" แนะตกลงกันให้จบภายใน ส.ส. 500 คน ใครรวบรวมเสียงได้เกินครึ่ง ส.ว. 250 ต้องสนับสนุน "ปริญญา" เสนอหากฝั่งไม่เอา "ประยุทธ์" ชนะถล่มทลายต้องกดดันไม่ให้ ส.ว.ยอมรับรัฐบาล 126 เสียง "อนุทิน" ปลุกศักดิ์ศรี ส.ส.เป็นเอกภาพเลือกนายกฯ ม้วนเดียวจบ  ขณะที่ พปชร.วอนคนไทยอย่าเลือก 2 ก๊ก "ตระกูลเพื่อ-ปชป." หวั่นนำสู่ความขัดแย้ง
    ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน วันที่ 18 มีนาคม คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเวทีสัญญาประชาคม หัวข้อ "ทำอย่างไรประชาธิปไตยไทยจะไม่ล้มเหลวอีก"  โดยเชิญผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 5 พรรคการเมืองใหญ่มาร่วมเสวนา แต่ส่งตัวแทนมา 3 พรรค ซึ่งทั้ง 3 คนเห็นพ้องกันว่าการจะไม่ทำให้บ้านเมืองย้อนรอยสู่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 นั้น จะต้องประกอบด้วย 2 ปัจจัย กับ 3 ข้อตกลงร่วม ได้แก่ 1.การเลือกตั้งต้องสุจริตตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิ์ 2.เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นผู้กำหนดการจัดตั้งรัฐบาล 3.เห็นพ้องต้องกันสนับสนุนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน 4.เห็นพ้องต้องกันในการปฏิรูปการศึกษาการพัฒนาบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และ 5.ใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหาความขัดแย้งแทนการชุมนุมบนท้องถนน
    นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ตอบคำถามแรกว่าด้วยการผลักดันการเมืองให้เดินไปข้างหน้า และไม่ซ้ำรอยเหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 โดยบอกว่า เราจะแก้รัฐธรรมนูญมีมาตราที่ไปแทนที่ ที่บอกว่าการทำรัฐประหาร ล้มล้างประชาธิปไตย ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำไม่ได้ ห้ามศาลวินิจฉัยว่าการนิรโทษกรรมชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือหลักนิติธรรม และให้สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นประเพณีปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญและยึดมั่นในระบอบยุติธรรม แม้เขาอาจจะฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเขียนเป็นประเพณีจะยังอยู่ต่อไป 

นอกจากนั้นยังมีมาตรการลงโทษศาล หากพบการวินิจฉัยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ศาลต้องรับโทษ ทั้งนี้พรรคเตรียมพระราชบัญญัติป้องกันรัฐประหาร ที่กำหนดให้ไม่มีอายุความและดำเนินคดีได้ตลอดไป พร้อมกับลงโทษให้หนัก" นายโภคินกล่าว
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นต่อคำถามของญาติวีรชน ต่อแนวทางป้องกันการเมืองที่จะไม่นำไปสู่สถานการณ์สร้างความสูญเสียของประชาชนเหมือนประวัติศาสตร์บางช่วงว่า ต้องระวังใน 2 เงื่อนไข คือ 1.การเลือกตั้งต้องเป็นที่ยอมรับ ตนยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้เหมือนไต่เส้น ที่ กกต.บอกว่าทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งตามกติกา แต่พรรคการเมืองกลับมองว่าการแข่งขันไม่เป็นธรรม แต่ไม่รุนแรงถึงขึ้นเกิดปฏิกิริยา ขอเรียกร้องอย่าคิดแค่ชัยชนะ แต่ต้องช่วยรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง
    "กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งโดยตรง หากถูกมองว่าวินิจฉัยหรือตัดสินเรื่องต่างๆ ทำให้เงื่อนไขเลือกตั้งไม่เสรีหรือไม่เป็นธรรม หรือเกิดกรณีใช้อำนาจมาตรา 44 เข้ามาเกี่ยวข้อง สุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงได้ ดังนั้นพรรคการเมือง, กกต.และ คสช.ต้องไม่ทำอะไรที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการไม่ยอมรับการเลือกตั้ง" 
    นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า 2.เงื่อนไขของการตั้งรัฐบาล ตนเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณากันให้จบ ภายในจำนวน 500 คนที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อใครรวบรวมเสียงได้เกินครึ่ง ส.ว.ทั้ง 250 คนต้องสนับสนุน
    ขณะที่นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวตอบคำถามเรื่องการสร้างกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับว่า การเลือกตั้งอยู่ที่ความเชื่อถือและความเชื่อมั่น แต่ความผิดพลาดของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง เช่นบัตรเลือกตั้งผิดเขต ทำให้การสร้างความน่าเชื่อถือของ กกต.ที่อาจจะกลายเป็นการฟ้องร้องให้ กกต.ต้องรับผิดชอบด้วยการติดคุกเหมือนอดีตที่เคยผ่านมาได้ 
     ต่อจากนั้น ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามด้วยว่า ส.ส.จะทำอย่างไรให้ชนะเสียงของ ส.ว. 250 คนในรัฐสภา นายชำนาญตอบว่า ตนไม่ทราบว่าพรรคไหนจะได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง แต่โดยธรรมเนียมที่พรรคอันดับหนึ่งจะได้ตำแหน่งประธานรัฐสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่อนายกฯ ในรัฐสภา หากการเลือกตั้งเสียงออกมาทางฝั่งไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกฯ และหัวหน้า คสช.แบบถล่มทลาย ต้องสร้างแรงกดดันให้ ส.ว.ไม่ยอมรับการสนับสนุนรัฐบาลที่ได้เสียงเพียง 126 เสียง
    ขณะที่นายโภคินกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นตัวแทนของระบบเผด็จการ แต่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หากไม่เอาเผด็จการต้องไม่เอาทั้งพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์ หากยังเอาพรรคอาจมีคนอื่นที่มาแทน พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ ที่ผ่านมาการจัดตั้งรัฐบาลมีความแน่นอนว่าใครที่มาเป็นลำดับหนึ่งให้จัดตั้งรัฐบาล หากจัดตั้งไม่ได้ต้องให้ลำดับสอง เห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ที่ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่ ส.ว.ไม่ควรยุ่งเกี่ยว ทั้งนี้ ส.ว.ไม่มีมติพรรคเข้าควบคุมเพราะออกเสียงได้อย่างอิสระ เมื่อคนเสียงข้างน้อยอยากเป็นรัฐบาลสามารถซื้อเสียง ส.ว.ได้ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่ต้องป้องกันตั้งแต่แรกคือ การยืนหยัดในศักดิ์ศรีและยืนหยัดในระบอบประชาธิปไตย
    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของ ส.ส.ในฐานะผู้แทนประชาชนต้องแสดงความเป็นเอกภาพ เลือกนายกฯ แบบม้วนเดียวจบ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้นายกฯ ท่านนั้นบริหารประเทศ จำนวนเสียงโหวตในกลุ่ม ส.ส.จะต้องได้ถึง 376 เสียง  แล้วฝ่ายไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ สำหรับ ภท.ถ้านายกฯ มาจากเสียง ส.ส. 376 ท่าน เราจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ได้ 
    นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการ ภท.กล่าวว่า การเลือกนายกฯ ต้องดูที่การเลือกประธานสภาที่จะมีแต่ ส.ส.โหวต ถามว่าพรรคการเมืองที่มีเสียง ส.ส.แค่ 126 คนจะเลือกประธานสภาได้หรือ ก็ต้องแพ้ 300 กว่าเสียง แค่นี้เราก็เห็นอยู่แล้วใครจะเป็นนายกฯ พรรคไหนเป็นแกนนำ ถ้าประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันมากๆ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ใครก็มาล้มล้างมติของประชาชนไม่ได้ ทุกคนก็ต้องยอมรับ 
     นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า บทบาทของ ส.ว. 250 เสียงที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่ามีความสำคัญ เชื่อว่าจะถูกลดบทบาทไป เพราะกรณีดังกล่าวเป็นเพียงการร่วมโหวตนายกฯ เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการได้รัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากบริหารประเทศ
    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรจะมีเสียงเกิน 300 เสียงเพื่อให้มีความสมดุลระหว่าง 2 ส่วน คือ เสถียรภาพในการบริหารประเทศ และการถ่วงดุลตรวจสอบจากฝ่ายค้านในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้าเสียงน้อยไปเสถียรภาพการบริหารย่อมลำบาก แต่หากเสียงมากเกินไปฝ่ายค้านที่เป็นฝ่ายถ่วงดุลตรวจสอบอาจทำงานไม่เต็มที่ 
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.กล่าวว่า จุดยืนของพรรคยังเหมือนเดิมคือ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. นำประเทศไทยสู่ประชาธิปไตย แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร ใครยอมรับข้อเสนอนี้พร้อมทำงานด้วย ยกเว้นพรรคเดียวคือ พปชร.ที่ตั้งมาเฉพาะกิจเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจของ คสช.ด้วย 
    ที่สนามฟุตบอลโรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด พรรค พปชร.เปิดเวทีปราศรัยใหญ่  โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคขึ้นปราศรัยว่า วันนี้ยังไม่เลือกตั้งประเทศไทยแบ่งเป็น 3  ก๊กแล้ว ก๊กแรกคือพรรคตระกูลเพื่อที่พี่น้องเคยไว้วางใจ ถ้าก๊กนี้กลับมาเป็นรัฐบาล เป็นห่วงว่าบ้านเมืองจะทะเลาะกันอีก ก๊กที่สองคือ ปชป.ที่บอกว่าไม่เอา พปชร. สองก๊กนี้ต่อสู้กันมาสิบกว่าปี ผลัดกันเป็นใหญ่แต่บ้านเมืองไม่สงบ 
    "วันนี้ถ้าผลเลือกตั้งออกมาแล้ว 2 พรรคนี้ยังเป็นใหญ่ ผมกลัวว่าบ้านเมืองจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ คนอีสาน คนร้อยเอ็ด ด้วยหัวใจอยากเห็นประเทศไทยมีทางออก ดังนั้น พปชร.อาสามาเป็นทางออก เพราะเราไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เป็นคนกลาง เป็นคนพาประเทศไม่ให้ถอยกลับไปที่เดิม" นายสนธิรัตน์กล่าว.  

"ศรีสุวรรณ" ฉะยับพรรคแข่งแจกเงิน ขู่ลั่นฟ้องศาลสั่งเลือกตั้งเป็นโมฆะ!


"ศรีสุวรรณ" ฉะยับพรรคแข่งแจกเงิน ขู่ลั่นฟ้องศาลสั่งเลือกตั้งเป็นโมฆะ!
16 มี.ค.62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง นโยบายแข่งกันแจกเงินของพรรคการเมืองส่อขัดรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ด้วยขณะนี้ปรากฏเป็นการทั่วไปในการโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่ของนโยบายจะมีลักษณะการใช้เงิน การแจกเงิน อย่างมากมายเข้าข่ายเป็นนโยบายประชานิยม เช่น การขึ้นค่าแรง 400-425 บาท ปริญญาตรี 18,000-20,000 บาท เบี้ยเด็ก 1,200 บาท เบี้ยวัยรุ่น 2,000 บาท เบี้ยคนชรา 1,800 บาท ข้าวหอมตันละ 18,000 บาท ฯลฯ
ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายและการโฆษณาหาเสียงดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ม. 258 ก. (3) ประกอบ ม. 57 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ด้วย
กล่าวคือ นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงิน การประกาศโฆษณานโยบายนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ (1) วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดําเนินการ (2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดําเนินนโยบาย และ (3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดําเนินนโยบาย เพื่อที่จะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ตัดสินใจที่จะลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดได้
แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่มี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง สส. ออกมา พรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม ม. 57 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 เลยและอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.62 ประกอบ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศล้มเหลวเหมือนดั่งประเทศเวเนซูเอล่าในขณะนี้ได้
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จำต้องนำความไปร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันจันทร์ที่ 18 มี.ค.62 เวลา 13.00 น. เพื่อขอให้สั่งพรรคการเมืองต่างๆ ดําเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่ กกต.กําหนดก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง หากพรรคการเมืองใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของ กกต.ให้มีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามมาตรา 121 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ต่อไป
“หาก กกต. ยังเพิกเฉยต่อการแจ้งและบังคับให้พรรคการเมืองต่างๆปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายข้างต้นแล้ว อาจทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งสมาคมฯอาจพิจารณานำไปสู่การฟ้องร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งให้การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้เป็น “โมฆะ” ต่อไป”แถลงการณ์ระบุ

‘จตุพร’กังขามาตรการคุม‘หีบเลือกตั้ง’ ผวาซ้ำรอยปี2500 เลือกตั้งโมฆะนำสู่‘รัฐประหารซ้อน’

“จตุพร”ลั่นไม่มีใครชนะเพราะอำนาจ แนะประชาชน“รับเงินหมา กาเพื่อชาติ” จี้ กกต.แจงการเก็บบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าอย่าให้กังขา หวั่นเป็นเหตุทำเลือกตั้งโมฆะ จนนำไปสู่รัฐประหารซ้อน ประกาศเชิญชวนฟังปราศรัยใหญ่ 19 มี.ค.กับภารกิจ​“ฝ่ายประชาธิปไตย ส่งพล.อ.ประยุทธ์ กลับบ้าน”
“จตุพร”ลั่นไม่มีใครชนะเพราะอำนาจ แนะประชาชน“รับเงินหมา กาเพื่อชาติ” จี้ กกต.แจงการเก็บบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าอย่าให้กังขา หวั่นเป็นเหตุทำเลือกตั้งโมฆะ จนนำไปสู่รัฐประหารซ้อน ประกาศเชิญชวนฟังปราศรัยใหญ่ 19 มี.ค.กับภารกิจ​“ฝ่ายประชาธิปไตย ส่งพล.อ.ประยุทธ์ กลับบ้าน”
18 มี.ค.62 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)  ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณีเกิดปัญหามากมายในการเลือกตั้งล่วงหน้า ว่า ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ซึ่งหากมีการหยิบยกขึ้นมาในวันข้างหน้าอาจทำให้การเลือกตั้งโมฆะได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 
“ผมหวั่นเกรงว่าถ้าประชาชนไม่ขานรับซีกสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ จากการที่ใช้อำนาจ เงินตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน บทเรียนในอดีตมีมาแล้วว่าใช้เงินมากก็แพ้การเลือกตั้ง วันนี้ก็เช่นเดียวกัน รับเงินหมากาพรรคเพื่อชาติ ก็เป็นสิทธิของประชาชนที่จะทำได้ ยิ่งใช้อำนาจรัฐมากเท่าไรประชาชนคนไทยยิ่งไม่ชอบ แล้วประชาชนจะไปสำแดงกันในวันเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นหนทางแห่งหายนะของเผด็จการที่จะได้รับความพ่ายแพ้ บทเรียนที่เผด็จการไม่เคยจดจำ คือ การใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงิน นำพาไปสู่ความพินาศย่อยยับ” นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ที่น่าสนใจ คือ การดูแลหีบบัตรเลือกตั้งที่ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า มีมาตรการในการดูแลอย่างไร กกต.ต้องแถลงให้ชัดเจน เพราะถ้าประชาชนจับได้ว่ามีการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้ง เปลี่ยนหีบเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้อาจยังไม่มีหลักฐาน แต่บทเรียนในอดีตที่ผ่านมาความรู้สึกของประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากับวันเลือกตั้งจริง มันย้อนแย้งกันหลายกรณี ขออย่าให้ตามรอยอดีต
“ผมยังเชื่อว่า กกต. ทั้ง 7 คน ก็ต้องการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม และผมเชื่ออีกว่า เพราะ กกต.เกรงกลัวการใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีอำนาจที่จะปลด กกต.ได้ เพราะฉะนั้นถ้าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมจะกลายเป็นการเลือกตั้งสกปรก เหมือนปี 2500 แม้ว่าจะชนะ ก็อยู่ไม่ได้ ประชาชนก็จะลุกขึ้นมาจัดการ และความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็จะมีการรัฐประหารซ้อนขึ้นมาอีก ซึ่งเราไม่ต้องการเช่นนี้แล้ว” ประธาน นปช.กล่าว
ประธาน นปช. กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยใหญ่ ในภารกิจ “ฝ่ายประชาธิปไตย ส่ง พล.อ.ประยุทธ์ กลับบ้าน” มาฟังกันว่าทำไม จึงต้องส่งท่านกลับบ้าน ในวันอังคารที่ 19 มี.ค.62 ที่วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น.

เปิดนาที สาวเอาบัตรทั้งเล่มไปกาเอง มึนจนท.ปล่อยให้หยิบเองได้ไง สาวงงไม่รู้เรื่อง



วันที่ 18 มี.ค. นางสาวปิ่นทอง อินทรศรี ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กกต.) ประจำจังหวัดสมุทรสงครามชี้แจงกรณีมีผู้กาบัตรเลือกตั้งนอกเขตเกินจำนวน จนทำให้เกิดความเสียหายว่า เหตุเกิดเมื่อเวลา 11.00 น.เศษ วันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่หน่วยเลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง บริเวณอาคารกิจกรรมวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม ซึ่งมี 4 หน่วยเลือกตั้ง
หน่วยเลือกตั้งที่ 2 เป็นหน่วยเลือกตั้งที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย 18 จังหวัด จำนวน 796 คน ในส่วนของจังหวัดนนทบุรี มีเล่มบัตรเลือกตั้ง ประกอบด้วย บัตรเลือกตั้งจำนวน 20 ใบ แต่ก่อนหน้านั้นมีผู้ใช้สิทธิไปแล้ว 3 ราย จึงเหลือบัตรเลือกตั้ง 17 ใบ
ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 น. ขณะนั้นมีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก ทางคณะกรรมการจึงนำเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) สำรองมาเพิ่มอีกหน่วยละ 1 คนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สิทธิ และเจ้าหน้าที่ได้วางเล่มบัตรเลือกตั้งไว้ประจำโต๊ะ เพื่อแจกบัตรให้ผู้มีสิทธินำไปทำเครื่องหมายกากบาทคนละ 1 ใบ
โดยนางสาวเบญจมาภรณ์ ศรีละออ อายุ 27 ปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเป็นคนที่ 4 และนำบัตรจากโต๊ะเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่จัดไว้สำหรับจังหวัดนนทบุรีไปทั้งเล่ม แล้วทำการกากบาทหมายเลขในบัตรเลือกตั้งที่เหลือทั้งหมด 17 ใบ แล้วนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ กปน.ที่โต๊ะบรรจุซอง เจ้าหน้าที่จึงบรรจุใส่ซอง 1 ใบ
แต่เห็นว่านางสาวเบญจมาภรณ์ นำเล่มบัตรเลือกตั้งมา จึงให้นำไปวางไว้ที่โต๊ะแจกบัตร โดยไม่ทันสังเกตว่าบัตรถูกกาเครื่องหมายแล้วทั้ง 16 ใบ
ต่อมามีผู้ใช้สิทธิจากจังหวัดนนทบุรีจำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบพบว่าได้มีการกากบาทหมายเลขลงในบัตรไปแล้วทั้งหมด 16 ใบ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.เมืองสมุทรสงคราม และติดตามตัวนางสาวเบญจมาภรณ์ ซึ่งกลับบ้านพักใน อ.อัมพวา ไปแล้ว มาสอบปากคำ
นางสาวเบญจมาภรณ์ ให้การว่า ตนเคยใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกเมื่ออายุ 18 ปี แต่ครั้งนั้นเป็นการใช้สิทธิวันเลือกตั้งปกติ แต่การที่ตนกาบัตรทั้งหมด ไม่มีเจตนาทำลาย หรือทำให้บัตรเสียหายแต่อย่างใด แต่ทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเห็นว่าเจ้าหน้าที่วางไว้ให้ทั้งเล่ม จึงนึกว่าให้กากบาทหมดทั้งเล่ม ยืนยันไม่รู้ว่าเป็นการทำที่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 144 ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใดๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี
ในส่วนการแก้ปัญหานั้น นางสาวปิ่นทอง กล่าวว่าหลังทราบเหตุการณ์ดังกล่าวได้ประสานทางส่วนกลางขอบัตรเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรี จำนวน 16 ใบ โดยเจ้าหน้าที่รีบนำส่งมาให้ภายในเวลาชั่วโมงครึ่ง ทำให้การใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตของจังหวัดนนทบุรีดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562

ชวน หลีกภัย' จัดหนักอัด 'สุเทพ' ด่าพรรคประชาธิปัตย์เหมือนด่าพ่อแม่ตัวเอง

ชวน หลีกภัย' จัดหนักอัด 'สุเทพ' ด่าพรรคประชาธิปัตย์เหมือนด่าพ่อแม่ตัวเอง
เมื่อคืนวันที่ 16 มีนาคม นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปราศัยใหญ่หาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 6 คนใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่สนามข้างโรงแรมวังใต้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีประชาชนหลายพันคนรับฟัง
นายชวน กล่าวปราศัยตอนหนึ่งกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ได้พูดกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ว่าเราต้องมาแข่งกันเอง เมื่อ 44 ปีก่อน ปี 2518 ได้รับน้องใหม่นายบัญญัติเข้ามาเป็นนักการเมืองเป็นที่เชิดหน้าชูตาของพรรค และปี 2522 ได้มาช่วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หาเสียง ซึ่งดีใจที่ได้คนดีคนเก่งมาทำงาน โดยนายสุเทพเคยเป็นเลขาตนสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร พูดได้ว่านายสุเทพเป็นคนดีคนเก่งคนหนึ่งและไม่คิดเปลี่ยนคำพูดนี้
“พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีปัญหากับท่านสุเทพ ไม่เคยคิดให้ท่านออกมีแต่ความเสียดายที่ออกไป เมื่อตอนอยู่กับพรรคไม่เคยเลือกปฏิบัติอยากเป็นรัฐมนตรีคมนาคมก็ให้เป็น บัดนี้ท่านออกไปก็เป็นความคิดทางการเมือง แต่เรายังถือว่าท่านสุเทพ กำนันเล็ก (นายธานี เทือกสุบรรณ) เชน (นายเชน เทือกสุบรรณ) ความผูกพันส่วนตัวยังเป็นรุ่นน้องของเราไม่เปลี่ยนแปลงเพราะไม่เคยขัดแย้งกัน ท่านไม่พอใจท่านอภิสิทธิ์ก็เป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่มีทางไปเรียกกลับคืนมาได้จะไปขอร้องได้อย่างไร แต่ต้องถือว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นส่วนหนึ่งทำให้ท่านสุเทพเติบโตไม่ควรมาด่าพรรค มาตำหนิพรรคก็เหมือนมาด่าพ่อแม่ตัวเองใช่ไหมครับ ลูกที่ดีแม้พ่อแม่ยากจนก็ไม่ควรมาตำหนิ ถ้าจะตำหนิควรมาตำหนิที่ตัวบุคคล” นายชวนกล่าว

เตือนแล้วไม่ฟัง

ย่างเข้า 7 วันสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ได้ฤกษ์ตะลุมบอน

มีเวลาเหลืออีก 6 วันให้พรรค การเมืองลุยหาเสียงกันสุดลิ่มทิ่มประตู

แต่ละพรรคต่างงัดนโยบายประชานิยมหาเสียงโค้งสุดท้ายกันไม่ลืมหูลืมตา

เว่อร์ไปกันใหญ่แล้วประเทศไทย

“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นพี่น้องประชาชนอย่าเชื่อว่านโยบายประชานิยมจะเกิดขึ้นจริงๆอย่างที่พรรคการ เมืองแข่งกันเอาเป็นเอาตายว่าใครจะแจกฟรีมากกว่ากัน??

เพราะเมื่อการเลือกตั้งผ่านไป มีการจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องเอานโยบายแต่ละพรรคไปขยำรวมกันเป็นนโยบายรัฐบาล
นโยบายประชานิยมที่พรรค การเมืองประกาศหาเสียงไว้ก็ถูกเก็บใส่ตู้เย็น

เพราะรายได้รัฐบาลจากภาษีประชาชนไม่มากเหลือเฟือให้ล้างผลาญแจกฟรีกันตามอำเภอใจ

เป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บภาษีจากคน 4 ล้านคน ไปประเคนแจกฟรีให้คนอีก 64 ล้านคน ได้ครบถ้วนอย่างที่ฉายหนังโฆษณา

“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่แปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ต้องประกาศเตือน

พรรคการเมืองที่แข่งกันชูนโยบายประชานิยมแจกฟรี ให้ตระหนักถึงภาระรายจ่ายมหาศาลที่จะตามมา

ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาลต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง

และยอดหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นอีกบานตะไท!!

พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำเตือนพรรคการ เมืองที่หาเสียงจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพรวดเดียว 425 บาทต่อวัน

จะเกิดผลกระทบภาคธุรกิจเอกชนเต็มเปา

นักลงทุนต่างชาติอาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่ค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่าประเทศไทย

และกระทบชิ่งไปถึงโครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆที่รัฐบาลลุงตู่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาเหยียบเบรกพรรคการ เมืองที่แข่งกันเสนอนโยบายประชานิยมไม่บันยะบันยัง

โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ของ พล.อ.ประยุทธ์เองที่เน้นประชานิยมสุดติ่งยิ่งกว่าใครๆ

พรรคพลังประชารัฐ โฆษณาจะขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน

ลดภาษีเงินได้บุคคล 10 เปอร์เซ็นต์ทุกขั้นบันได

ยกเว้นไม่เก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์อีก 2 ปี

รับประกันราคาข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทต่อตัน

ราคาอ้อยต้องไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อตัน

ยางพาราต้องไม่ต่ำกว่า 65 บาทต่อกิโล

แจกเงินฟรีตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องแม่คนละ 3,000 บาทต่อเดือน

อัดฉีดบัตรคนจน 800 บาทต่อเดือน อัดฉีดเบี้ยคนชรา 1,000 บาทต่อเดือน อัดฉีดชาวนาฟรีๆปีละ 70,000 บาทต่อราย ฯลฯ

ยังไม่รวมนโยบายลดแลกแจกฟรีอื่นๆอีกสารพัดโครงการ

“แม่ลูกจันทร์” เห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ อุตส่าห์ออกมาเบรกพรรคพลังประชารัฐตั้งหลายครั้ง

แต่ไม่มีใครในพรรคยอมฟังเสียงเตือนของลุงตู่เอาซะเลย

โอว...รู้จักนักการเมืองน้อยไปซะแล้วลุง.

“แม่ลูกจันทร์”

เดิมพันการเมืองสองขั้วอำนาจวัดใจประชาชน

นับจากนี้ไปเหลืออีกไม่ถึงสัปดาห์ก็ถึงวันเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ อำนาจของประชาชนจะชี้ชะตาว่าพรรคการเมืองไหนจะเข้าวิน แม้ผลสำรวจโพลจากสำนักต่างๆยกให้เต็ง 1 ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย

แต่ นายชัยเกษม นิติสิริ 1 ใน 3 ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ขึ้นอยู่กับประชาชน”

ที่ผ่านมาประชาชนเชื่อมั่นและเชื่อใจเรา เห็นว่าสามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ ครั้งนี้ก็เช่นกันประชาชนยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถแก้ปัญหาให้ได้

ความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเสนอนโยบายอะไรชาวบ้านก็เชื่อมั่นว่าเราทำได้

ทุกสำนักโพลเปิดเผยผลสำรวจออกมา ส่วนใหญ่ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยมาอันดับ 1

ปัญหาคือคะแนนเสียงจะมากพอจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ตรงนี้ยังเป็นปัญหา เพราะกติกาไม่ค่อยเอื้ออำนวย ไม่มีประเทศไหนมีกติกาแบบนี้

ฉะนั้นถ้าฝ่ายประชาธิปไตยรวมเสียงได้มากพอ ย่อมมีโอกาสตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้

แต่พรรคไหนตั้งรัฐบาลได้ภายใต้กติกาเหล่านี้ รวมถึงฝ่ายต่อท่ออำนาจ ถ้าไม่แก้ไขกติกา ประเทศก็คงเดินไปได้ยาก การบริหารประเทศก็จะล้มลุกคลุกคลาน

ฝ่ายประชาธิปไตยต้องการได้เสียงเท่าไหร่ ฝ่ายต่อท่ออำนาจถึงจะไม่สามารถช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลตามกติกา นายชัยเกษม บอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ต่อสู้ระหว่าง “ขั้วประชาธิปไตย” กับ “ขั้วเผด็จการ”

จะต้องได้ 375 เสียงขึ้นไปจากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 คน

พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงมากขนาดนั้นมันคงยาก

ยกเว้นฝ่ายต่อท่ออำนาจต้องการแค่ 126 เสียง รวมกับ ส.ว. 250 เสียงก็มีโอกาสตั้งรัฐบาล

แต่ก็ไม่ง่าย เพราะขณะนี้ฝ่ายที่เอาประชาธิปไตยน่าจะมีจำนวนเสียงที่มากกว่า

สมมติฝ่ายต่อท่ออำนาจได้เป็นนายกฯ ก็บริหารประเทศได้ยาก

เพราะกติกาการออกกฎหมายต่างๆผ่านงบประมาณแผ่นดิน การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ซึ่งฝ่ายต่อท่ออำนาจไม่ถึง 250 เสียง จะต้องต่อสู้กับฝ่ายค้านที่มีเกิน 250 เสียง

เชื่อเถอะเป็นนายกฯไม่ถึง 1 เดือนก็ไปแล้ว นอกจากเกิดกลุ่มงูเห่าเหมือนในอดีต โดยดึงเสียงจากกลุ่มต่างๆมาเพิ่ม

เสถียรภาพของรัฐบาลแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ เราก็ไม่อยากจะให้เกิดแบบนั้น สุดท้ายจะทำอย่างไรได้ ก็ต้องดูกันไป

แก้และดูเป็นสเต็ปๆไป

จะใช้เวลาที่เหลือสร้างกระแสให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้อย่างไร เพื่อได้ 376 เสียงจัดตั้งรัฐบาล นายชัยเกษม บอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนตัดสินใจหนักที่สุดว่าจะเลือกระหว่าง “นายกฯคนปัจจุบัน” กับ “พรรคเพื่อไทย”

ถ้าพื้นที่ไหนไม่มีผู้สมัครพรรคเพื่อไทยก็เลือกพรรคที่เอาประชาธิปไตย

ปัญหาคือจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิอย่างเต็มที่หรือไม่ และการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใสหรือไม่

ส่วนตัวไม่มั่นใจ เพราะฝ่ายปกครองประเทศใช้อำนาจตามมาตรา 44 ควบคุมดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เป็นรัฐบาลรักษาการ การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย

เช่น การเลือกตั้งล่วงหน้าต่างประเทศ เห็นการบริหารจัดการแล้วเจอปัญหาอุปสรรค

เยอะแยะไปหมด เมื่อลงคะแนนเสร็จแล้วไปไหน ในที่สุดมีใครไปยุ่งกับมันได้หรือไม่ อันนี้พอรับได้

แต่การเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 17 มี.ค. มีผู้มาลงทะเบียนจำนวนมหาศาลมากกว่า 2 ล้านเสียง หลังจากนั้นอย่างน้อย 7 วันไปอยู่ในมือของ กกต.หรือเหนือ กกต. ที่จะเป็นใครก็รู้ๆกันอยู่

จะเกิดอะไรขึ้นกับคะแนนในหีบบัตรเลือกตั้ง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ส่วนตัวเป็นห่วง เพราะ กกต.ถูกหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าในหลายกรณีเหมือนจะทำหน้าที่ไม่เป็นอิสระ

กกต. ต้องทำหน้าที่โดยสุจริตและเที่ยงธรรม นายชัยเกษม บอกว่า รวมถึงการทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ ฉะนั้นหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าควรนำไปเก็บไว้ในสถานที่เหมาะสม สามารถตรวจสอบได้

กติกาต้องตรงไปตรงมา เป็นธรรม ถ้าไม่มีแล้วจะมีอะไรที่ติดอยู่ในใจอีกฝ่ายเสมอ เหมือนกติกาการตั้งรัฐบาลมันไม่แฟร์ บอกเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องวิ่งอีก 750 เมตร แต่อีกคนไปยืนรออยู่ที่ 250 เมตร แล้วจะแฟร์ได้อย่างไร อธิบายอย่างไรก็ไม่แฟร์

สะท้อนว่าถ้ากติกาหรือผู้วินิจฉัยกติกาไม่โปร่งใส เป็นธรรม ย่อมก่อให้เกิดวิกฤติได้ นายชัยเกษม บอกว่า คราวนี้จะเกิดอภิมหาวิกฤติ เพราะวิกฤติสะสมมา 4-5 ปีแล้ว ถ้ายังไปแนวเดิมอีกประชาชนจะเริ่มหมดความอดทน

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะเติมเต็มอะไร เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือก นายชัยเกษม บอกว่า เรานำเสนอนโยบายค่อนข้างครบถ้วน แต่สัญญาณต่างๆที่ส่งออกไปยังไม่ทั่วถึง จะพยายามอย่างดีที่สุดให้ประชาชนเข้าใจนโยบาย เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง

นโยบายอะไรโดนใจประชาชนที่สุด นายชัยเกษม บอกว่า เราดูแลคนเป็นหลักในทุกด้าน

เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ต่อไปต้องส่งเสริมสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง สนับสนุนให้ออกกำลังกาย ไม่ปล่อยให้ป่วยก่อนแล้วมารักษา โดยพัฒนาคนให้แข็งแรงก่อนชราภาพ

ด้านแก้ปัญหาปากท้อง ดูราคาผลผลิตทางการเกษตรต้องไม่น้อยกว่าที่เคยทำไว้ พยายามลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้แคบลง เพื่อดึงสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของคนที่อยู่รากหญ้าให้ดีขึ้น ไม่ลำบากเกินไป แต่ไม่มีการแจกฟรี เอาเงินไปโปรยแจก นโยบายที่เขาทำอยู่แล้วก็คงไม่ไปยกเลิก แต่จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม

ในวันที่ 24 มี.ค. มีการเลือกตั้งใหญ่ พรรคเพื่อไทยจะทำอะไรเป็นพิเศษ นายชัยเกษม บอกว่า จะเปิดศูนย์ปราบโกงที่พรรค เพื่อติดตามการลงคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งว่า การลงคะแนนโปร่งใส มีการโกงหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งโดยผู้สมัคร ส.ส. ทีมงาน และประชาชน หากมีปัญหาข้อกฎหมายในหน่วยเลือกตั้งไหนก็จะช่วยกันแก้ไข

ในความเห็นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งการเมืองออกเป็น 3 ขั้ว ระหว่างฝ่ายที่อ้างเป็นประชาธิปไตย ฝ่ายอ้างความมั่นคงและฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ส่วนพรรคเพื่อไทยแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่พรรคเพื่อไทยจับมือพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล นายชัยเกษม บอกว่า มันเป็นไปได้หมด

เพราะทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นอนิจจัง แต่สถานการณ์ปัจจุบันดูท่าทีผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนขึ้นระดับหนึ่ง เหมือนน้ำกับน้ำมันมันคงยากที่จะจับมือกัน

นอกจากมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ต้องดูผลคะแนนหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ถึงเวลาตัดสินใจทางการเมืองใช้เวลานิดเดียวมันก็เปลี่ยนคนได้ สามารถชี้แจงได้หมด

ตอนนี้แนวโน้มพรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือฝ่ายที่อ้างความมั่นคง นายชัยเกษม บอกว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนไม่มาพรรคเพื่อไทย แต่ทุกอย่างก็ไม่แน่ หาเครื่องตีดีๆส่วนผสมอาจจะลงตัวก็ได้ อย่างน้อยก็เฉพาะกิจไปก่อน

ส่วนจะไปจับมือพรรคพลังประชารัฐก็ยังกั๊กๆอยู่ ยังมีความเป็นไปได้

จะเตือนฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้อย่างไร นายชัยเกษม บอกว่า ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้หน่อยสัก 1 เปอร์เซ็นต์ อะไรก็เกิดขึ้นได้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ทุกคะแนนมีความหมาย ทำให้พรรคการเมืองหาเสียงดุเดือดในภาคอีสาน ภาคเหนือ หลายฝ่ายเป็นห่วงหลังการเลือกตั้งถ้าปล่อยให้ตั้งรัฐบาลตามปกติ มีโอกาสเกิดความวิกฤติความขัดแย้งตามมา รัฐบาลแห่งชาติจะเป็นทางออก พรรคเพื่อไทยรับได้หรือไม่ นายชัยเกษม บอกว่า ขณะนี้ยังมองไม่เห็น 

จะเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเกิดขึ้นยาก เพราะความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ให้มานั่งทำงานในคณะรัฐมนตรีด้วยกันมันไม่ง่าย จะทำอย่างไร จะเอาคนของฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการเป็นนายกฯ

ถ้าเอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ไม่ต้องพูดกันเลย

ประชาชนทนไม่ไหวแล้ว ถ้าปล่อยไปอาจจะเกิดกลียุค

แต่ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ฝ่ายไหนก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ อาจจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้

คงต้องคุยกันเยอะ องค์ประกอบคำว่ารัฐบาลแห่งชาติจะต้องมีหัวมีหาง

พอถึงเวลาทะเลาะกันว่าใครเป็นหัวเป็นหางก็ไม่เกิดรัฐบาลแห่งชาติแล้ว

นอกจากจะมีปัจจัยพิเศษจริงๆถึงเกิดขึ้นได้

แต่คงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า.

ทีมการเมือง

จับไต๋ไพ่ตายโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2 ซีก 3 ขั้ว : การเมืองติดล็อก “ประยุทธ์” ไปต่อ

8 ปีเต็มที่ประชาชนคนไทยร้างห่างคูหาเลือกตั้งมานาน

ถึงเวลาได้ประเดิมใช้สิทธิกันก่อนแล้ว สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ 17 มีนาคม ได้กำหนดให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 17.00 น.

ตามตัวเลขผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 2.6 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพฯ 9 แสนกว่าราย

สะท้อนความคึกคัก อาการอัดอั้นมานานหลายปี

ทั้งนี้ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง สามารถไปที่ศูนย์อำนวยการเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการใช้สิทธิได้ในสถานที่เลือกตั้งกลางที่ กกต. จัดไว้ ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จะอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอและสำนักงานเขตในพื้นที่กรุงเทพฯ

โดยสถานการณ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเตรียมความพร้อมรองรับให้ดี เพราะผู้ขอใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้ามีเป็นจำนวนมาก และปัญหาก็มีให้เห็นบ้างแล้วในการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

ต้องเคลียร์ให้เกิดความขลุกขลักน้อยที่สุด

แต่สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรระวังคือ เมื่อทำเครื่องหมายกากบาทแล้วห้ามถ่ายภาพและเผยแพร่ในโซเชียล ที่สำคัญคือต้องไม่ฉีกบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง

รวมทั้งการจำหน่ายจ่ายแจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 มีนาคม ถึง 18.00 น. วันที่ 17 มีนาคม หากฝ่าฝืนระวางโทษความผิดทางคดีไม่ต่างจากการเลือกตั้งใหญ่แต่อย่างใด

ในสภาพการณ์คึกคัก คนไทยได้เข้าคูหาหลังอั้นมานาน 8 ปี

ตามสถานการณ์การหาเสียงเลือกตั้งที่เข้าสู่ห้วงโค้งสุดท้าย เหลือเวลาให้เร่งเครื่องทำคะแนนอีกแค่สัปดาห์เดียวก็จะถึงดีเดย์เลือกตั้งใหญ่วันที่ 24 มีนาคม

อารมณ์มวยยก 5 มีอะไรต้องงัดใส่กันหมดหน้าตัก

“ตีไพ่เด็ดใบสุดท้าย” ในมือมาวัดเดิมพัน

แน่นอน สถานการณ์ไฮไลต์ดูจะอยู่ที่คิวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศเสียงดังฟังชัด ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เป็นนายก-รัฐมนตรีอีกสมัย

รวมทั้งจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจและพรรคที่โกง

กระตุกอาการกระเพื่อมรุนแรงในวงดีลสมการรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ประเมินจากอาการดุเดือดเลือดพล่านสไตล์ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะอดีต “แม่นม” ที่ลำเลิกบุญคุณ ถ้าไม่ใช่ตนเอง ชาตินี้ “อภิสิทธิ์” จะได้เป็นนายกฯหรือไม่

พร้อมแสดงอาการข้องใจ ถาม “อภิสิทธิ์” ตกลงยืนข้างเดียวกับ “ทักษิณ” เต็มตัวแล้วใช่หรือไม่ นี่แสดงว่าถ้าฝ่ายทักษิณเทคะแนนให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เอาทันทีใช่หรือเปล่า

อยากจะเป็นนายกฯจนลืมหัวของนายสุเทพ

“ลุงกำนัน” ถีบ “อภิสิทธิ์” ไปอยู่กับ “ทักษิณ” ทันที ในจังหวะเพื่อให้คะแนนคนปักษ์ใต้ที่ไม่ไว้วางใจจุดยืน “อภิสิทธิ์” ไหลมาที่พรรครวมพลังประชาชาติไทย

นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับ “เบอร์ใหญ่” ที่ต้องขยับออกโรงเหมือนกัน

กับอารมณ์แบบที่มวยมาดนิ่งอย่าง “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ มือยุทธศาสตร์ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรี ต้องออกมากระตุกสังคมให้คิดร่วมกัน

หวั่นใจ “อภิสิทธิ์” ลากการเมืองเข้าทางตัน

ตามสภาพการณ์ที่นายสมคิดฉายภาพให้เห็นเป็นฉากๆ จากการที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ พูดเร็วไปไหม เมื่อก่อนบอยคอตมา 2 รอบแล้ว คนไทยไม่ลืมง่ายๆ

ครั้งนี้ไม่ได้บอยคอตเลือกตั้ง แต่บอยคอตตัวแคนดิเดตนายกฯเลย

นายสมคิดยังปล่อยเบรกยาว ระบุทุกคนรู้ว่ารัฐธรรมนูญนี้เขียนขึ้นมาเพื่อให้เกิดรัฐบาลผสมแน่นอน ดังนั้น ถ้าบางพรรคบอกซ้ายไม่เอาขวาไม่เอา ต้องมีตนเองคนเดียว จะสร้างความสับสนทางการเมืองให้นักลงทุนต่างชาติกังวลว่าจะตั้งรัฐบาลอย่างไร ถ้าตั้งไม่ได้แล้วการเมืองมันถึงทางตัน

เรื่องที่บอกว่าไม่สนับสนุนนายกฯเพราะสืบทอดอำนาจ การที่คนหนึ่งเป็นนายกฯและหัวหน้า คสช.ด้วยเขาจะไม่ให้

เลือกตั้งตอนนี้ก็ทำได้ แต่นายกฯยังเดินหน้าให้มีโรดแม็ปเลือกตั้งอยู่ จะดีจะชั่วไม่รู้ แต่นายกฯนำไปสู่การเลือกตั้ง พร้อมจะเป็นนอมินีหรือตัวแทนของพรรคการเมือง

ตอนนี้ ครม.ก็ยังไม่ตั้งแล้วสืบทอดอำนาจอย่างไร ถ้าบอกว่าสืบทอดอำนาจแสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการจะมาทำงานต่อ รู้ใช่ไหมประเทศมีปัญหาเยอะ ต้องทำการบ้านให้เสร็จ แต่จะทำได้ต้องมีอำนาจ ไม่มีอำนาจจะเดินหน้าทำอะไรได้ นี่คือการสืบทอดอำนาจเพื่อทำงานให้บ้านเมืองดีขึ้น

แสดงถึงความซีเรียส อารมณ์หมั่นไส้พวกเสี่ยงทำเสียขบวน

เรื่องของเรื่อง “สมคิด” ไม่ได้พูดลอยๆ พลิกแฟ้มข่าวเก่า จะเห็นเลยว่า ทุกครั้งก่อนวิกฤติการเมือง

ประชาธิปัตย์คือตัวจุดชนวนต้นเหตุ

ปี 2549 คว่ำบาตรเลือกตั้ง ตามมาด้วยปฏิวัติโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คมช. เพราะการเมืองถูกลากไปติดล็อก

เกิดคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเลือกตั้งโมฆะ

มาถึงปี 2557 นายอภิสิทธิ์ก็เล่นมุกเดิม บอยคอตเลือกตั้ง หลังอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา คนประชาธิปัตย์ ลากการเมืองออกมาเล่นบนถนน ตามด้วยวิกฤติม็อบ กปปส.

ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ป่วนเมืองทั่วประเทศ ก่อนปฏิวัติเงียบโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กระทั่งวันนี้ ปี 2562 รอบนี้ “อภิสิทธิ์” คนเดิมก็ส่ออาการเฮี้ยว โชว์ความสำคัญของตัวแปร ประกาศไม่หนุน “นายกฯลุงตู่” ไม่สังฆกรรมกับ “ทักษิณ”

หวังจับเสือมือเปล่า ทั้งๆที่ก็ไม่มีแต้มต้นทุนหน้าตักแน่นหนา

ลากฉากการเมืองไทยไปสู่มหากาพย์การเมือง 3 ก๊ก

ตามเงื่อนไขสถานการณ์วัวพันหลัก แบบที่หากพรรคเพื่อไทยได้แชมป์ครองเสียงมาที่หนึ่ง แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะเสียงไม่พอโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ต้องใช้คะแนน 376 เสียง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่หวังจะเป็นตัวแปร โหนแย่งตั้งรัฐบาลก็ยิ่งยากกว่าแทบมองไม่เห็นปาฏิหาริย์ เพราะเสียงไม่พอ ถึงแม้จะชนะพรรคพลังประชารัฐขึ้นไปอยู่เป็นเป็นอันดับสองรองจากเพื่อไทย

เมื่อ “อภิสิทธิ์” ประกาศปิดประตูใส่ “ทักษิณ” ไม่คบคนโกง

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐขอแค่ 126 เสียง รวมพรรคพันธมิตรชัวร์ๆอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน ผนึกกับ 250 ส.ว. ก็ดัน พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรีได้ ตามตัวเลขเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาคือ 376 เสียง

แต่อาจตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากไม่ได้ เพราะคะแนนแตกออกเป็น 3 ก๊ก

การเมืองไร้เสถียรภาพ กระตุกต่อมผวานักลงทุนต่างชาติ

นี่คือสถานการณ์จากปรากฏการณ์ “อภิสิทธิ์” ออกลูกเฮี้ยว ทำให้สภาพการเมืองแยกเป็น 2 ซีก แตกเป็น 3 ขั้ว เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ

จัดสมการตัวเลขรัฐบาลหลังเลือกตั้งลำบาก

แต่ที่ลำบากหนักก็ตัว “อภิสิทธิ์” ที่ดักหน้าดักหลังตัวเอง จนหาทางไปไม่เจอ

เพราะอีกด้านเครือข่าย “ทักษิณ” ก็โวย “เดอะมาร์ค” แย่งภาพเป็นฝ่ายโหนประชาธิปไตยสู้กับทหาร ตามอาการเย้ยหยันแสบๆคันๆสไตล์ “เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร

เตือน “อภิสิทธิ์” อย่า “คบซ้อน” เกลียดปลาไหล ทำเป็นต้านทหาร แต่กินน้ำแกง จ้องร่วมรัฐบาล

อาการหมั่นไส้ “อภิสิทธิ์” ที่ประกาศไม่จับขั้วตั้งรัฐบาลกับเครือข่าย “ทักษิณ” พูดชัดจะไม่ยอมให้พรรคที่ทุจริตมานำประเทศ ไม่เอาทั้งพวกบกพร่องโดยสุจริต หรือทุจริตเชิงนโยบาย

พระเอกชิงเล่นบท “หล่อ” อยู่คนเดียว เลยโดนรุมถล่มซะอ่วมไปตามฟอร์ม

ตามรูปการณ์สรุปได้เลย ไม่มีสัญญาณใหม่ แค่นิสัยเดิมๆ

จับไต๋ไพ่ตายโค้งสุดท้าย “อภิสิทธิ์” มันก็เหลี่ยมเดียวกับ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ที่รีบชิงประกาศ พรรคภูมิใจไทยอยู่คนละขั้วกับทหาร และพรรคพลังประชารัฐ

ย้ำนายกฯต้องมาจากเสียงของ ส.ส.ข้างมากในสภาเท่านั้น

จังหวะโหนซาก “ไทยรักษาชาติ” ที่โดนยุบ หวังการเทแต้มจาก “นายใหญ่”

ทั้ง “อภิสิทธิ์” และ “อนุทิน” ถือไพ่ใบสุดท้ายแต้มใกล้เคียงกัน ปั่นเดิมพันไม่ขึ้น

ถ้าเล่นแต้มเกาะเอว “ลุงตู่” ก็มีแต่รอหมดตูด จำเป็นต้องสลัดตัวเองออกมา เพื่อให้มี “แต้ม” ลุ้นเดิมพัน

ก่อนอื่นเลยต้องกระตุกอารมณ์พวกไม่เอา “ทักษิณ” เบื่อ “ลุงตู่” ให้หันมาดูทางเลือกกลางๆ แต่นั่นไม่สำคัญ

เร่งด่วนเท่ากับการกวักมือเรียกกลุ่มทุนให้หันมาเจียดงบฯกระจายความเสี่ยงกับยี่ห้อประชาธิปัตย์ ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง น้ำเลี้ยงท่อตัน

เร่งเครื่องไม่ขึ้น โอกาสดันแต้ม เบ่งตัวเลขยาก

เดิมพันของคนไม่มีอะไรจะเสีย ถ้าฟลุกก็เป็นนายกฯตาอยู่เสียบ หรือเบ่งกล้ามต่อรองร่วมรัฐบาล

แต่ถ้าฟาวล์ “อภิสิทธิ์” ก็ลาออกตามเงื่อนไขที่มัดคอ แพ้เลือกตั้งแสดงสปิริต และได้โชว์หล่อยึดหลักประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการทหาร ล้างภาพตั้งนายกฯในค่ายท็อปบูต

ไต่บันไดลงแบบนุ่มนวลตามสูตรเขี้ยวการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์

ทั้งหมดทั้งปวง โดยบทเฮี้ยวของ “อภิสิทธิ์” มองเผินๆ

รัฐบาลหลังเลือกตั้งอาจจะเจอทางตัน แต่ในเงื่อนไขของ “นายกฯลุงตู่” ยังเดินหน้าได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญปูเบาะนุ่มๆรองรับไว้

ถ้าตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่ได้ ก็เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องตีตั๋วใหม่

นั่นจึงเห็นอารมณ์ชิวๆของ “ลุงตู่” ที่ปรับลุคส์จาก “ลุงฉุน” ปล่อยสติกเกอร์ภาพชุดสวัสดีวันจันทร์ยันวันอาทิตย์ให้โหลดใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ปล่อยช็อตแอ็กชัน น่ารัก สไตล์นักการเมืองอาชีพเต็มฟอร์ม

ล่าสุดทีเด็ดส่งคลิปปราศรัยบนเวทีสุโขทัย อ้อนประชาชนให้ช่วยกันสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ

“ขอให้กล้าไปกับผม”.

“ทีมการเมือง”