PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

ธนาธร” ถึงไทย แฟนคลับแห่รับแน่น​สุวรรณภูมิ

ธนาธร” ถึงไทย แฟนคลับแห่รับแน่น​สุวรรณภูมิ เจ้าตัวไร้กังวล ยันใบส้มไม่เกี่ยวปมหุ้น วอนกกต.ยุติธรรม หวั่นทำสังคมกังขา จี้ ยึดสูตรปาร์ตี้ลิสต์ตามหลักการ ปลุกกองเชียร์ป้องประชาธิปไตย

เมื่อเวลา​ 20.05 น.​ วันที่​ 25​ เมษายน​ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ​ นายธนาธร​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ หัวหน้าพรรค​อนาคต​ใหม่​(อนค.)​ เดินทางถึงประเทศ​ไทย​ ภายหลังต้องจบภารกิจการเยือนประเทศในทวีปยุโรป​อย่างกะทันหัน​ เพื่อกลับมารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหา​ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง​(กกต.)​มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธร​ กรณี​ถือครองหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามรับสมัคร ส.ส. ทั้งนี้​ บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างคึกคัก​ มีแกนนำพรรค​ สมาชิกพรรค​ และผู้สนับสนุนมารอต้อนรับประมาณ​ 100 คน​ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทันทีที่นายธนาธรมาถึงจุดนัดพบ​ บริเวณประตู 7​ อาคารขาเข้าระหว่างประเทศ​ ผู้สนับสนุน​พรรคต่างโห่ร้องแสดงความยินดี​ ตะโกน​ “ธนาธรสู้ๆ” พร้อมชูสามนิ้ว และมอบดอกไม้ให้กำลังใจ​ รวมถึงชูป้ายที่มีสัญลักษณ์​พรรคอนาคตใหม่และข้อความว่า​ “Stand with Thanathorn” ซึ่งมีความหมายว่า​ “อยู่ข้างธนาธร”

นายธนาธรกล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับวันนี้กำลังใจของพรรคอนาคตใหม่ยังดีอยู่ ตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์​ ไม่มีอะไรต้องกังวล โดยจากนี้จะต้องขอดูเอกสารจากกกต.ก่อน เนื่องจากกกต.ให้เวลา 7 วันในการชี้แจงข้อกล่าวหา ยืนยันว่าก่อนหน้านี้ตนยังไม่ได้ถูกกกต.เชิญให้เข้าไปชี้แจง แต่เป็นการส่งทนายความเข้าไป​ ซึ่งหนังสือที่ส่งมาเชิญให้ไปชี้แจงครั้งนั้น ส่งมายังมารดาของตน ซึ่งทนายความได้เข้าไปชี้แจงในนามของมารดา แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ตนได้เข้าไปชี้แจงกับกกต.ด้วยตนเอง ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด กระบวนการโอนหุ้นทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎหมายและเรียบร้อยไปตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม​ที่ผ่านมาแล้ว

“ต้องให้กำลังใจกกต.​ มีเจ้าหน้าที่กกต.จำนวนมากที่หวังดีต่อประเทศ และต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และตระหนักดีถึงการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม หวังว่ากกต.จะมองเห็นว่าการทำงานที่บริสุทธิ์จะนำประเทศไปสู่ทางออกได้ แต่ถ้ากกต.ทำงานอย่างไม่บริสุทธิ์ และไม่ยุติธรรม สร้างข้อกังขาให้กับประชาชน​ จะนำไปสู่ความวุ่นวาย​ เพราะประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้มาก” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่มาต้อนรับวันนี้กำลังใจของพรรคอนาคตใหม่ยังดีอยู่ ตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์​ ไม่มีอะไรต้องกังวล โดยจากนี้จะต้องขอดูเอกสารจากกกต.ก่อน เนื่องจากกกต.ให้เวลา 7 วันในการชี้แจงข้อกล่าวหา ยืนยันว่าก่อนหน้านี้ตนยังไม่ได้ถูกกกต.เชิญให้เข้าไปชี้แจง แต่เป็นการส่งทนายความเข้าไป​ ซึ่งหนังสือที่ส่งมาเชิญให้ไปชี้แจงครั้งนั้น ส่งมายังมารดาของตน ซึ่งทนายความได้เข้าไปชี้แจงในนามของมารดา แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ตนได้เข้าไปชี้แจงกับกกต.ด้วยตนเอง ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด กระบวนการโอนหุ้นทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎหมายและเรียบร้อยไปตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม​ที่ผ่านมาแล้ว

“ต้องให้กำลังใจกกต.​ มีเจ้าหน้าที่กกต.จำนวนมากที่หวังดีต่อประเทศ และต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และตระหนักดีถึงการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม หวังว่ากกต.จะมองเห็นว่าการทำงานที่บริสุทธิ์จะนำประเทศไปสู่ทางออกได้ แต่ถ้ากกต.ทำงานอย่างไม่บริสุทธิ์ และไม่ยุติธรรม สร้างข้อกังขาให้กับประชาชน​ จะนำไปสู่ความวุ่นวาย​ เพราะประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้มาก” นายธนาธรกล่าว


นายธนาธร กล่าวต่อว่า ในกรณีของการแจกใบส้มนั้น ให้อำนาจชี้ขาดสุดท้ายอยู่ที่กกต. ซึ่งตนมั่นใจว่าใบส้มบังคับใช้กับกรณีของตนไม่ได้ ส่วนกรณีที่บอกว่าตนเดินทางกลับจากจ.บุรีรัมย์มาโอนหุ้นที่กรุงเทพฯไม่ทันเวลานั้น เรื่องดังกล่าวไม่มีใครมีหลักฐานอะไรเลย ว่าในช่วงบ่ายวันนั้นตนอยู่ที่ไหน ถ้ามีหลักฐานว่าตนยังอยู่ที่จ.บุรีรัมย์ในช่วงบ่าย ต้องมีรูปภาพหลุดออกมาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนชี้แจง ขณะที่เรื่องที่จะเอาผิดตนกรณีลงนามรับรองส.ส.ที่ขาดคุณสมบัตินั้น ผู้สมัครส.ส.ของพรรคเกือบ 500 คน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนไหนมีประวัติอะไรมาบ้าง​ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้กังวลใจ เชื่อว่าหัวหน้าพรรคการเมืองอื่นก็เป็นเหมือนกัน เชื่อมั่นว่าคำวินิจฉัยจะไม่ออกมาทางลบ เพราะตนไม่มีความผิด ไม่มีข้อหาอะไรที่จะมาเอาผิดได้

“เชื่อว่ามีแรงกดดันเข้ามาที่กกกต.​ จะเห็นได้ว่าประธานอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนเรื่องของผมได้ลาออกไปแล้ว ส่วนตัวผมไม่อยากทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของธนาธร​ และเชื่อว่าคนที่มาต้อนรับผมในวันนี้​ ไม่ได้ให้กำลังใจธนาธรเพราะเป็นธนาธร แต่ให้กำลังใจประชาธิปไตย ต้องการให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นในประเทศไทย​ นี่คือหลักการที่เราเห็นร่วมกัน” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องที่กกต.ยื่นตีความการคำนวณบัญชีรายชื่อส.ส.ว่า ฝากกกต.ให้รับทราบถึงความต้องการของประชาชน​ การจะเลือกวิธีการคำนวณแบบใดแบบหนึ่งก็แล้วแต่ อาจส่งผลถึงอนาคตของประเทศ ขอให้การตัดสินใจของกกต.ตั้งอยู่บนหลักของกฏหมาย​ หลักการที่ถูกต้องจะเป็นการปกป้องตัวท่านเอง


ทางวิบาก

มีเสียงเตือนมานานว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561

วางมาตรการเข้มในการกลั่นกรองบุคคลเข้าสู่วงจรอำนาจผ่านการเลือกตั้ง บทบัญญัติแต่ละมาตรามีความสำคัญ โดยเฉพาะคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี และ ครม.

ต้องใส่เครื่องกรอง ร่อนตะแกรงกันหลายชั้น ด้วยความคาดหวังที่จะให้ได้คนดี เข้ามาทำงานให้ชาติบ้านเมือง

ป้องกันคนไม่ดี ที่มีประวัติด่างพร้อย มีคราบสกปรกพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ให้เข้ามามีอำนาจ

ถึงขนาดมีการตั้งฉายายกย่องกันว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

และแน่นอน เมื่อกฎกติกากำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะก้าวเข้ามาสู่อำนาจทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารไว้เข้มงวดมากเท่าไหร่

ในทางกลับกันก็ย่อมเป็นอุปสรรคขวากหนามกับบุคคลที่จะโดดเข้ามาสู่วงจรอำนาจมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถ้าไม่ศึกษาข้อกฎหมายให้แตกฉาน ตีความไม่ละเอียด หรือรู้แต่จงใจหมกเม็ด รวมไปถึงเลินเล่อ สะเพร่า เฟอะฟะ ก็อาจทำให้ตกม้าตายได้ง่ายๆ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นนักการเมือง

รุ่นเก๋าเขี้ยวลากดิน หรือนักการเมืองหน้าใหม่ไฟแรงขนาดไหนก็ตาม

เหมือนอย่างตอนนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคอนาคตใหม่ กำลังเผชิญการตรวจสอบครั้งสำคัญจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

กรณีนักร้อง (เรียน) แห่งยุค ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบ ธนาธร ขาดคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส.หรือไม่ เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด

เข้าง่ามลักษณะต้องห้ามเป็นผู้สมัคร ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) คือ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ

ล่าสุด กกต. พิจารณาหลักฐานเบื้องต้นพบว่า ธนาธร เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3)

กรณีเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ จำนวน 675,000 หุ้น

จึงมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่ ธนาธร ให้มาชี้แจงแสดงหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน!!!

ส่วน ธนาธร ที่อยู่ระหว่างทัวร์ยุโรป โพสต์เฟซบุ๊กบอกแฟนคลับ ได้รับแจ้งจากเมืองไทยให้รีบกลับมาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อันไม่คาดคิด ยืนยันยังมีกำลังใจที่แข็งแรง และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ จะรีบกลับมาแก้ข้อกล่าวหาด่วนจี๋

ก่อนตบท้ายตามฟอร์มว่ากรณีนี้เป็นคดีที่มีความมุ่งหวังทำลายล้างทางการเมือง

งานนี้ “พ่อลูกอิน” เชื่อว่า ถ้า“ธนาธร” โอนหุ้นสื่อพ้นตัว ถูกต้องตรงตามกติกาเป๊ะๆ ไม่มีปัญหาหมกเม็ดใดๆ ก็คงไม่มีใครทำให้สะเทือนผิวได้แน่นอน

แต่ถ้าบังเอิญจงใจซิกแซ็ก ตุกติก ทำผิดจริง ก็มีสิทธิโดน กกต.แจกใบส้ม ชวดเก้าอี้ ส.ส. แถมต้องถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอีกต่างหาก

ทุกอย่างต้องเป็นไปตามเนื้อผ้า เพราะไม่มีใครใหญ่เกินกฎหมาย!!!

“พ่อลูกอิน”

เกลี่ยที่ทางเพื่อไปต่อ

จากคิวที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง กกต. ปมคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชี้เป็นอำนาจ กกต.ในการคำนวณตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และกฎหมายเลือกตั้งปี 2561 มาตรา 128

สรุปความ การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็น “หน้าที่ กกต.”

ตามสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ตามจริงก็ระบุไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกให้ทำตาม ยังไม่มีอะไรขัดข้อง ยัง “ไม่เกิดเหตุ” การตีความก็ยังไม่จำเป็น

วันนี้เลี่ยงไม่ได้ที่ กกต.จะต้องทำหน้าที่ ต้องเดินต่อ “ไปต่อ”

แล้วก็น่าจะเห็นงานเข้มข้นขึ้น กับกระบวนการก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ตามที่ขีดเส้นตายไว้วันที่ 9 พ.ค.นี้ ระหว่างนี้จึงอยู่ในห้วงพิจารณาคำร้องเลือกตั้ง รอควักใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง

โดยล่าสุด กกต.มีมติสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 ที่นายสุรพล เกียรติไชยากร ผู้ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนมาอันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏว่าให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดแก่ชุมชน เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้แก่ตนเอง

โดย กกต.จะเสนอเลือกตั้งใหม่หลังวันที่ 9 พ.ค. โดยผู้สมัครชุดเดิม แต่ไม่มีคนของพรรคที่ถูกใบส้มลงแข่ง

“กรรมการกลาง” ถึงคิวใช้อำนาจ หั่นพรรคเพื่อไทยไปแล้ว 1 แต้ม

จากนี้สารพัดใบสีต่างๆที่จะตามมา อาจจะมี แต่คงไม่มาก ตามที่นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.ระบุ คิวใบส้ม ที่เขต 8 เชียงใหม่ จัดไว้เป็นหนึ่งในร้อยละ 5 เพื่อให้เปิดประชุมสภาครั้งแรกที่ต้องรับรองผล ส.ส.ร้อยละ 95

จัดบัญชี “แขวน” ได้ 17 เขตเลือกตั้ง

กกต.เริ่มเร่งเครื่องเป็นชุดๆ รวมไปถึงกรณีที่มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย เข้าข่ายขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง เริ่มวางคิวเรียกพยานมาให้ข้อมูล เพิ่มน้ำหนักคำร้องที่จะยื่นต่อศาล และระทึกต่อเนื่อง คิวยุบ-ไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่

ในห้วง “ดาบอรหันต์ กกต.” ออกฤทธิ์แรง

ถึงแม้จะมีแรงกระตุกบ้าง ทั้งกรณีที่นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตหัวหน้าพรรคคนไทย ออกมาตั้งข้อสังเกต เหตุใด กกต.ถึงเลือกแจกใบส้มที่เขต 8 จ.เชียงใหม่ เพียงใบเดียว แทนที่จะมีเป็นชุดทีเดียว

ห่วงหลายปมโยง กระพือแรงต้าน กลายเป็นคิว “จุดไม้ขีด” ให้ไฟลาม

หรือในคิวพิจารณาคุณสมบัติของ “ธนาธร” ที่นายไพศาล พืชมงคล ผู้ช่วยรองนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ก เสนอคณะอนุกรรมการไต่สวนของ กกต. ให้ทำตามกฎหมาย จะแจกใบส้มตามแรงกดดันเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ไม่ได้

“ไปอ่านดูกฎหมายกันให้ดี ถ้ารุ่มร่ามจะผิดกฎหมายด้วย”

แม้จะเป็นหนังหน้าไฟ แต่ตามหน้าที่ กกต.ก็ต้องรับไป

แล้วก็ไม่เพียง กกต. แต่อ่านทางแล้ว ก็น่าจะเป็นสัญญาณ “ไปต่อ” ในเฟส 2 ของอำนาจพิเศษ หลังเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเร่งคิวอัดฉีด กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยสารพัดมาตรการ ลดแลกแจกแถม

คู่ขนานไปกับกระแสข่าวกันจัดโควตาเก้าอี้ ในขั้วพรรคพลังประชารัฐ ที่คาบเกี่ยวกับรัฐบาล คสช.

ทั้งโควตารัฐมนตรี สารพัดกลุ่มที่ต่างสร้างผลงานจากสนามเลือกตั้ง บิ๊กเนม “สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สันติ พร้อมพัฒน์-ธรรมนัส พรหมเผ่า-วิรัช รัตนเศรษฐ-สุชาติ ตันเจริญ” ฯลฯ รวมไปถึงขุนทัพเมืองหลวง เริ่มขยับ

หรือแม้แต่ 4 กุมาร ถึงแม้หน้าใหม่การเมือง 4 อดีตรัฐมนตรีโดดมาลุยงานพรรคพลังประชารัฐ สวนคำปรามาส ปั้นผลงานเข้าป้ายตามเป้า ก็ต้องมีบำเหน็จรางวัลจากการลงแรงออกแรง

รอเข้าสูตรการเมืองคณิตศาสตร์เต็มรูปแบบ

สัญญาณไปต่อ มาพร้อมสัญญาณวุ่นๆ ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะต้องรับมือเกลี่ยตำแหน่งให้ลงล็อก

ถ้าเกมไม่พลิก ไม่มีสายฟ้าฟาดทำสัญญาณล่ม หรือมีแรงสั่นสะเทือนจากเงื่อน “ไขก๊อก” ของบิ๊กเนมพี่ๆร่วมขั้วจนซวนเซ ผู้นำก็ต้องเตรียมตัวสวมบท “ฤาษีตู่” เลี้ยงลิง บริหารจัดการแนวร่วมเครือข่าย “นั่งร้าน”

“ไปต่อ” บนเส้นทางหนัก ไม่แพ้คิวเลี้ยงดุล “ขั้วอำนาจ” ในบ้านเมือง.

ทีมข่าวการเมือง

ประธานสภาเสียงปริ่มน้ำ

ประธานสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เพราะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจที่ถ่วงดุลกัน ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

        โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่จะมีบทบาทอย่างมาก ตั้งแต่การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตลอดจนการเป็นประธานควบคุมการประชุม เพราะเสียงของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านค่อนข้าง “ปริ่มน้ำ”

        การลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภานัดแรกจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี

        ผู้ที่จะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้ จึงต้องมีประสบการณ์ เชี่ยวชาญงานสภาฯ อาวุโส และบารมี เพียงพอต่อการควบคุมการประชุม

        ในยุคไม่กี่ปีหลัง ประธานสภาผู้แทนราษฎร มักจะมาจากพรรคอันดับ 1 ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ไม่ว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2535 ที่มีนายมารุต บุนนาค เป็นประธานสภาฯ

        นพ.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ รัฐบาลพรรคชาติไทยในปี 2538, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รัฐบาลพรรคความหวังใหม่ในปี 2539, นายพิชัย รัตตกุล รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2543 นายอุทัย พิมพ์ใจชน รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2544, นายโภคิน พลกุล รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2548

        นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐบาลพรรคพลังประชาชนในเดือนมกราคม ปี 2551, นายชัย ชิดชอบ รัฐบาลพรรคพลังประชาชน เดือนพฤษภาคม 2551 ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในช่วงระหว่างดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ  และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2554

        ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการรัฐประหาร จะมีการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว. โดยในปี 2549 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน สนช. และในปี 2557 - ปัจจุบัน มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช.

        ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่กำลังจะมาถึง พรรคพลังประชารัฐที่มีคะแนนรวมมากที่สุดในประเทศ กับพรรคเพื่อไทยที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด ต่างต้องการจะผลักดันคนของพรรคตัวเองไปทำหน้าที่ดังกล่าว

        ด้วยคะแนนเสียงที่ “ปริ่มน้ำ” และ 250 ส.ว. ไม่สามารถเข้าร่วมลงมติเห็นชอบได้เหมือนกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้การแย่งชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างเข้มข้น

        พรรคพลังประชารัฐต้องการประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคตัวเอง เพื่อความมั่นใจในการเลือกนายกรัฐมนตรี การพิจารณากฎหมาย ตลอดจนการลงอภิปรายไม่ไว้วางใจ

        ขณะที่พรรคเพื่อไทย แม้รู้ว่าโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชารัฐเหลือน้อยนิด เพราะไม่มีเสียง 250 ส.ว.ช่วย แต่เมื่อการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรใช้  ส.ส.เพียงอย่างเดียว จึงมีโอกาสที่ช่วงชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

        หากพรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้การทำงานของฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาลที่อยู่อีกขั้วทำงานยาก ทำให้เพิ่มโอกาสล้มรัฐบาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว

        ตามรายงานที่ออกมาว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดัน "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" ว่า ที่ ส.ส.เชียงใหม่ ท้าชิงตำแหน่งนี้แข่งกับพรรคพลังประชารัฐ หรือหากพลาด อดีตแกนนำกลุ่ม 16 รายนี้จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” หลังจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และแกนนำของพรรคอีกหลายคนไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

        ส่วนพรรคพลังประชารัฐ แม้ประกาศจองตำแหน่งนี้เอาไว้ แต่เมื่อดูบุคลากรในพรรคที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตัวเลือกมีน้อยนิด ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มีบุคคลที่มีคุณสมบัติดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้จำนวนมาก

        116 ที่นั่ง คือ ตัวเลขที่พรรคพลังประชารัฐคำนวณว่า เป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคจะได้ หากแยกเป็นว่าที่ ส.ส.รุ่นใหม่และรุ่นเก่า พบว่า ว่าที่ ส.ส.รุ่นใหม่มีตัวเลขถึง 60 คน ขณะที่ ส.ส.รุ่นเก่า แม้บางคนจะมีประสบการณ์ หรือคุณสมบัติ แต่ต่างอยากจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงทำให้ตัวเลือกยิ่งแคบลงไป

        เหตุนี้จึงมีชื่อของนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่เก๋าเกมในสภา และพอมีบารมีกับพวก ส.ส.ด้วยกัน อย่าง “สุชาติ ตันเจริญ” อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ปรากฏขึ้นมา เพราะเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว เช่นเดียวกับ “วิรัช รัตนเศรษฐ” ว่าที่ ส.ส.นครราชสีมา ที่อยู่ในสภามานาน เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ มีบารมีเมื่อเทียบคนที่เหลืออื่นๆ ในพรรค

        แต่นั่นเป็นเพียงการพูดถึงผู้ที่มีคุณสมบัติดำรงตำแหน่งนี้ได้เท่านั้น เมื่อถึงเวลาจริงอาจไม่ใช่ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเจ้าตัวด้วย

        เพียงแต่สเปกว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐ ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ ชำนาญกระบวนการสภา เพราะต้องมารับมือกับเสียงที่ปริ่มน้ำ เก๋าเกมรับลูกล่อลูกชนกลอีกฝ่ายได้ ตลอดจนมีบารมีแม้แต่ฝ่ายค้านยังให้ความเคารพ.

ฟันพ่อฟ้าวุ่นวายแน่ธนาธรหลังพิงมวลชน

    “ยุทธนา” ปัดไขก๊อกพ้นเก้าอี้สอบหุ้นวี-ลัค “ศรีสุวรรณ” เตรียมไปให้ปากคำอีกรอบ กลุ่มการเมืองภาคประชาชนชง กกต.เบรกรับรองชื่อว่าที่ ส.ส.อนาคตใหม่ ชี้เหตุพ่อฟ้าขาดคุณสมบัติทำให้เสียงเป็นโมฆะ สมชัยเตือนระวังสึนามิ โดมิโนหล่นทับ 7 อรหันต์เอง “ช่อ” มาแปลก รับหัวหน้าพรรคพร้อมทำงานนอกสภา หากถูกใบส้มจริง เตรียมเข้าแจงวันจันทร์ 29 เม.ย. “ธนาธร” ถึงไทยแล้วท่ามกลางกองเชียร์ ท่องคาถาไม่กังวลไม่ผิด ลั่นใช้ใบส้มไม่ได้ ขู่หาก กกต.สร้างข้อกังขานำไปสู่ความวุ่นวายแน่ สำทับมีการเมืองแทรก
    เมื่อวันที่ 25 เม.ย. พล.อ.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานอนุกรรมการการเลือกตั้งสอบสวนกรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวประกาศลาออกจากกรณีถูกกดดันให้ลงมติแจกใบส้มแก่นายธนาธร ว่ารายละเอียดถึงสาเหตุการประกาศลาออกไม่ขอพูดถึง เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในหน่วยงาน แต่ยืนยันว่ายังคงทำงานเป็นประธานอนุกรรมการฯ อยู่ ยังไม่ได้มีการลาออกอย่างเป็นทางการหรือลายลักษณ์อักษร และในอนาคตอาจเปลี่ยนใจไม่ลาออก เพราะขณะนี้แนวทางการพิจารณาเรื่องดังกล่าวทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทบทวนในประเด็นที่ได้โต้แย้ง
    ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 26 เม.ย.2562 เวลา 10.30 น.นี้ คณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวน สำนักงาน กกต. ได้เชิญไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกรณีที่สมาคมได้เคยร้องเรียนว่านายธนาธรในขณะสมัครรับเลือกตั้งอาจถือครองหุ้นในกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อันอาจเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรา 42(3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 ซึ่งสมาคมได้ยื่นร้องเรียนต่อ กกต.และส่งเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมไปแล้ว 3 ครั้ง คือวันที่ 25 มี.ค., วันที่ 5 เม.ย. และวันที่ 23 เม.ย.
    นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า กกต.ได้ออกมาแถลงตั้งข้อกล่าวหานายธนาธรว่ามีมูลไว้แล้วเมื่อวันที่ 23 เม.ย. เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิชี้แจงภายใน 7 วัน ดังนั้นเพื่อเป็นการฟังความอย่างรอบด้าน คณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวนจึงได้เชิญสมาคมในฐานะผู้ร้องไปให้ข้อมูลเพื่อยืนยันในคำร้องตามระเบียบ กกต. และในที่สุดแล้ว หาก กกต.ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและฟังข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนแล้ว และเชื่อได้ว่ามูลคำร้องมีน้ำหนักมากกว่า ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของนายธนาธรต่อไป 
    “ศาลฎีกาได้เคยมีคำสั่งในลักษณะที่ใกล้เคียงข้อพิพาทนี้ไว้แล้ว ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 111/2562, 1144/2562 และ 1228/2562 และอาจมีโทษทางอาญาฐานแจ้งหรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปด้วย”นายศรีสุวรรณกล่าว
    ที่สำนักงาน กกต. นายสุรวัชร สังขฤกษ์ กลุ่มการเมืองภาคประชาชน ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ กกต.ระงับการรับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ ส.ส.ของพรรค อนค. ซึ่งจะเข้าข่ายเป็นโมฆะ เนื่องจาก กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธร ดังนั้นถือว่าการเลือกตั้งของพรรค อนค.ทั้งหมดต้องโมฆะ เพราะนายธนาธรเป็นผู้ออกหนังสือรับรองในนามหัวหน้าพรรค อนค.ให้ผู้สมัครของพรรคซึ่งมีความผิดทั้งในนามหัวหน้าพรรค และนิติบุคคล ซึ่งถือเป็นเอกสารเท็จ  เพราะนายธนาธรขาดคุณสมบัติ
    “ขอให้ กกต.ตรวจสอบและส่งคำร้องยุบพรรค อนค.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาให้ดำเนินคดีอาญากับหัวหน้า รวมถึงคณะกรรมการบริหารและเลขาธิการพรรคตามกฎหมายด้วย” นายสุรวัชรกล่าว
    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กรณีธนาธร เป็นเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หรือเป็นเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม” ระบุว่า มาตรา 42 (3) กำหนดลักษณะต้องห้ามของคนสมัคร ส.ส. ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการมีมติเบื้องต้นของ กกต.ในการแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธร ซึ่งคำถามคือ กกต.จะใช้เรื่องคุณสมบัติ หรือเรื่องการกระทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม มาเป็นประเด็นจัดการปัญหานี้
เตือน“สึนามิ”ธนาธร
    นายสมชัยระบุอีกว่า คำตอบคือ หากใช้เรื่องคุณสมบัติอย่างเดียวไม่น่าเดินต่อได้ เพราะเรื่องคุณสมบัติต้องเป็นเรื่องร้องโดยบุคคลที่เห็นว่าเขาขาดคุณสมบัติ และต้องดำเนินการร้องใน 7 วันนับแต่วันประกาศรายชื่อผู้สมัคร ซึ่ง กกต.ประกาศชื่อเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2562 การยื่นร้องคัดค้านคุณสมบัติจึงทำได้เพียงถึงวันที่ 22 ก.พ.2562 เท่านั้น ดังนั้นเรื่องคุณสมบัติจึงเป็นเพียงปฐมเหตุที่นำไปสู่การใช้มาตรา 132 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม แปลง่ายๆ ว่านายธนาธรไม่มีสิทธิสมัครด้วยคุณสมบัติ แต่ยังลง และความนิยมที่มีต่อนายธนาธรที่มีคุณสมบัติต้องห้ามนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งแม้โยงยาวหน่อย ก็พยายามโยง และพยายามให้ใบส้มแก่นายธนาธร 
    “คิดไกลต่อไป หากธนาธรไม่มีสิทธิลง และคะแนนของอนาคตใหม่ทั้งหมดมาจากความนิยมต่อนายธนาธร หมายความถึงสึนามิลูกใหญ่กำลังมาถึงพรรคอนาคตใหม่ เพราะจะมีประเด็นต่อว่าทุกคะแนนของ อนค.ได้มาด้วยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม สึนามิลูกนี้อาจโทษนายธนาธรฝ่ายเดียวไม่ได้ เนื่องจาก กกต.เองก็มีกลไกตรวจสอบคุณสมบัติ และใช้เวลาเป็นสัปดาห์ประกาศรายชื่อ ให้เวลาทักท้วง มีการเลือกตั้ง และผ่านการเลือกตั้งไปเป็นเดือนแล้ว จึงหยิบยกเรื่องราวมาตรวจสอบ จึงเป็นคำถามใหญ่ที่ถามกลับไปยัง กกต.ได้ว่าท่านผิดในเรื่องดังกล่าวด้วยหรือไม่ โดมิโนทางการเมืองกำลังเริ่มทำงาน และให้ระวังคนเริ่มเล่นด้วยว่าโดมิโนตัวสุดท้ายจะกลับมาล้มทับตัวเองหรือไม่” นายสมชัยกล่าว
    นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนี้เช่นกันว่า การดำเนินการของ กกต.เข้าที่เข้าทางตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว เพราะการแจกใบนั้นใบนี้โดยยังไม่ไต่สวนทำไม่ได้ ส่วนกระแสที่กดดันให้ กกต.แจกใบส้มแก่นายธนาธรนั้น เป็นแรงกดดันที่หลงผิดทางกฎหมาย เนื่องจากใบส้มนั้นใช้ 2 กรณีเท่านั้น คือ 1.ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่ใช่กรณีขาดคุณสมบัติ และ 2.ใช้กับกรณีผู้สมัคร ส.ส.เขตไม่ใช่ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์  
    “ไปอ่านดูกฎหมายกันให้ดี เพราะถ้ารุ่มร่ามตรงนี้ไม่เพียงแต่แจกใบส้มไม่ได้ แต่จะผิดกฎหมายด้วย" นายไพศาลระบุ
    ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊กว่า เหตุที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะปรากฏว่าเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน ซึ่งพบปัญหามาจากการใช้แบบฟอร์มการจดทะเบียนบริษัทแบบสำเร็จรูป ซึ่งผู้ประกอบการมักระบุวัตถุประสงค์การตั้งบริษัทอย่างกว้างขวางไว้ก่อนเพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนธุรกิจในอนาคต 
    “การจดทะเบียนแบบนี้ทำกันแพร่หลาย แม้ทำร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ก็นิยมใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูป เพราะปลอดภัยดี ถ้าเกิดวันหนึ่งในอนาคต ธุรกิจจะเปลี่ยนไปใกล้เคียงหรือตีความได้ว่าเข้าข่ายนี้ก็จะไม่มีปัญหาว่าบริษัทดำเนินการเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ ซึ่งผมได้ข้อมูลว่าขณะนี้ได้มีการร้องเรียนอ้างเหตุนี้เพิ่มเติมอีกจำนวนมากกระจายหลายพรรค” นายธีระชัยโพสต์
ปูดพร้อมทำงานนอกสภา
    ส่วน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค.กล่าวว่า นายธนาธรจะเดินทางเข้าชี้แจงข้อกล่าวหากรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ต่อ กกต.ด้วยตัวเอง ซึ่งหลังจากนายธนาธรเดินทางกลับถึงไทย ก็จะหารือและกำหนดวันเข้าชี้แจงต่อ กกต.อีกครั้ง โดยคาดว่าจะเดินทางไปในวันจันทร์ที่ 29 เม.ย.ช่วงบ่าย เพื่อให้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด และพรรคไม่กังวลกับข้อกล่าวหาต่างๆ ของนายธนาธร เพราะเชื่อว่าไม่มีมูลความผิด
    “มีการพูดคุยกันไปถึงว่าจะได้ใบส้ม หากได้ใบส้มจริงๆ ก็ไม่มีเป็นไร นายธนาธรยินดีทำหน้าที่อยู่นอกสภา ซึ่งเชื่อว่ามีงานอื่นให้ทำอีกมาก แต่ตอนนี้ต้องต่อสู้เพื่อยืนยันเสียงของประชาชนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้ดีที่สุด” น.ส.พรรณิการ์กล่าว และว่า พรรคจะจัดประชุมใหญ่สามัญ ระหว่างวันที่ 26-27 เม.ย.นี้ จะมีการอบรมว่าที่ ส.ส.ครั้งที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสภา
    เวลา 18.45 น. ผู้สนับสนุนพรรค อนค.ทยอยเดินทางมารอรับนายธนาธรที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเดินทางมาถึงในเวลา 19.15 น. โดยสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน EK372 โดยหลังผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นายธนาธรได้มาพบกับผู้สนับสนุนที่มารอต้อนรับ ซึ่งมีการตะโกนเชียร์ชื่อนายธนาธร ก่อนให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ขอขอบคุณประชาชนทุกคน และชาวอนาคตใหม่ที่มาต้อนรับ ยืนยันว่ากำลังใจของเรายังดี พวกเรายังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกังวล สำหรับแนวทางการต่อสู้ ต้องรอดูเอกสารจาก กกต.ก่อน ซึ่งเรามีเวลา 7 วันในการเข้าไปชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งจะติดต่อไปยัง กกต.ในวันที่ 26 เม.ย. ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกเชิญเข้าไปชี้แจง นี่เป็นครั้งแรก ครั้งที่แล้วที่ทนายเข้าไปเป็นการชี้แจงในนามนางสมพร คุณแม่ของตนเอง
    เมื่อถามว่า มีความกังวลใดๆ ในการต่อสู้คดีหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด กระบวนการโอนหุ้นทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเรียบร้อยไปตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.แล้ว 
    ถามต่อว่า กังวลหรือไม่ว่า กกต.อาจทำงานเพราะแรงกดดันทางการเมือง นายธนาธรกล่าวว่า เราทุกคนต้องให้กำลังใจ กกต. เพราะมีเจ้าหน้าที่ กกต.เยอะแยะที่ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และตระหนักถึงการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม หวังว่า กกต.จะมองเห็นว่าการกระทำที่บริสุทธิ์ นำประเทศไปสู่ทางออกได้ แต่ถ้าการกระทำไม่บริสุทธิ์ และสร้างข้อกังขากับประชาชนเมื่อไร นั่นจะนำไปสู่ความวุ่นวาย เพราะประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้มาก
    เมื่อสอบถามถึงกรณีการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ กลับมาที่ กทม.ในวันโอนหุ้น นายธนาธรกล่าวว่า คนที่บอกว่ากลับมากรุงเทพฯ ไม่ทัน ไม่มีใครมีหลักฐานเลยว่าบ่ายวันนั้นอยู่ที่ไหน หากเดินหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์จริง ต้องมีรูปภาพหลุดออกมาสักรูป หรือมีวิดีโอบ้างแล้ว ส่วนการนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ นั้น เข้าใจว่าต้องไปขึ้นเครื่องที่ จ.อุบลราชธานี หากต้องไปขึ้นเครื่องที่อุบลฯ กับนั่งรถกลับจาก จ.บุรีรัมย์นั้น ค่าเท่ากัน
    เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะโดนใบส้มกันหลายคน นายธนาธรกล่าวว่า กรณีใบส้มนั้น เรามั่นใจมากว่าบังคับใช้ในกรณีตนเองไม่ได้ ส่วนกรณีการลงชื่อรับรองผู้สมัคร ส.ส.ที่โดนตัดสิทธิ์นั้น พรรคเรามีผู้สมัคร ส.ส.เกือบ 500 คน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้สมัครคนไหนมีประวัติอะไรกันมาบ้าง เชื่อว่าหัวหน้าพรรคอื่นก็เป็นเหมือนกัน
    ถามว่า หากมั่นใจในหลักฐานทำไม กกต.ยังตั้งข้อกล่าวหาอยู่ นายธนาธรกล่าวว่า เชื่อว่ามีแรงกดดันทางการเมืองเข้ามาที่ กกต. ดังจะเห็นได้ว่าประธานคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ได้ลาออกไป ส่วนตัวไม่อยากทำให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องของนายธนาธร แต่เชื่อว่าคนที่มารวมกันที่นี่ และคนที่ให้กำลังใจธนาธรทั่วประเทศไทย ไม่ได้ให้กำลังใจธนาธร แต่ให้กำลังใจประชาธิปไตย และความเป็นธรรม นี่คือหลักการที่เราต้องปกป้องรักษา.

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562

ทวี สอดส่อง : การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการก่ออาชญากรรมต่อประชาชน

Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
21 ชม.
การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการก่ออาชญากรรมต่อประชาชน
การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 (ข่าวที่ 7/2562) กรณี คณะกรรมการ กกต. ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.จะคำนวณ ส.ส.บัญชีราชชื่อตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 อย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ว่ากรณีดังกล่าวเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 128 ซึ่งต้องกระทำหลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตแล้ว และข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ร้องเกิดขึ้นแล้วคำร้องนี้จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 วรรค 1 วงเล็บ 2 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพศ 2561 มาตรา 44 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
รู้สึกกังวลและขาดความมั่นใจอย่างมากในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ว่าจะสร้าง “ความเป็นธรรมทางกฎหมาย และความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย” ได้เพียงใด ทั้งนี้เพราะ กกต. เป็นองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม การปฏิบัติหน้าที่ การพิจารณาและมีคำสั่งของ กกต. ต้องถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง กกต. ไม่มีอำนาจในการตีความกฎหมายเพราะไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำได้เพียงวินิจฉัยข้อเท็จจริงกับบทบัญญัติตามลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ในกรณีของกฎหมาย จะต้องยึดหลักการว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายอื่นที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ด้วย
การเลือกตั้งเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ดังนั้น กกต.จะต้องไม่กระทำการตามอำเภอใจ จะต้องบังคับใช้กฎหมายด้วยความยุติธรรม เป็นไปตามลายลักษณ์อักษร ไม่คลุมเครือแอบแฝง ซึ่งบุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันและไม่เอากฎหมายอยู่ในอุ้งมือเป็นสมบัติส่วนบุคคลของกลุ่มใดๆ หรือใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการรักษาและสืบทอดอำนาจ มิเช่นนั้น กกต. จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สร้าง “ภยันตรายต่อสังคม” และการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมก็คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการก่ออาชญากรรมต่อประชาชน นั่นเอง
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
เลขาธิการพรรคประชาชาติ
24 เมษายน 2562

ป่วน!สูตรปาร์ตี้ลิสต์ กกต.ถกด่วนศาลรธน.ไม่รับคำร้อง/ประเดิมใบส้มเด็กพท.


    กกต.หน้าแหก! ศาล รธน.มีมติไม่รับคำร้องปมคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชี้ยื่นเองไม่ได้ ซ้ำไม่ปรากฏว่า กกต.ได้ใช้หน้าที่และอำนาจคำนวณ ส.ส.ถือว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ "จรุงวิทย์" จ่อนำมติเข้าที่ประชุม กกต. 25 เม.ย.นี้ แต่ยังมึนไม่รู้จะใช้สูตรใด แจก "ใบส้ม" แรก "สุรพล เกียรติไชยากร" ว่าที่ ส.ส.เพื่อไทย เขต 8 เชียงใหม่ ปมให้เงินวัด จัดเลือกตั้งใหม่หลัง 9 พ.ค. เจ้าตัวแจงถวายเงินทำบุญ “บิ๊กตู่”มั่นใจตั้งรัฐบาลเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคได้ตามกลไกสภา ลั่นขอให้ฟังสิ่งที่พูดบ้าง เพื่อความสงบสุข "ชวน" ขอโทษสมาชิกที่ทำให้ผิดหวัง วอนอย่าต่อว่ากันมาก
    เมื่อวันที่ 24 เมษายน ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า กกต.ไม่สามารถใช้สิทธิ์ยื่นต่อศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้บัญญัติกระบวนการและขั้นตอนในการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โดยการใช้สิทธิ์ทางศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 212 และการใช้สิทธิ์ทางผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) ได้
    ส่วนที่ กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะสามารถคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 128 ได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้ามมาก 7 ต่อ 2 ว่ากรณีดังกล่าวเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งต้องกระทำหลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว 
    "และข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายบัญญัติ จึงยังไม่ถือว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ร้องเกิดขึ้นแล้ว คำร้องนี้จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 44 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้" ศาลรัฐธรรมนูญระบุ
    ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า จะนำมติของศาลรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมกกต.ในวันที่ 25 เม.ย. แต่ กกต.จะตัดสินใจใช้วิธีการจัดสรร ส.ส.แบบใดนั้น ไม่ทราบ
    นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ก็ตาม วันที่ 9 พ.ค. กกต.ก็จะต้องประกาศรับรองผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ที่จะมีทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้เปิดประชุมสภาครั้งแรกได้ 
    นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องวินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ว่า เรื่องนี้เป็นที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่อง ก็จะขัดกับแนววินิจฉัยเดิมที่เคยมีไว้ หลังจากนี้เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องตัดสินใจ หลักการคำนวณที่ถูกต้องเป็นอย่างไร โดยยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว 
พท.ขู่ กกต.รับผิดชอบ
    เมื่อถามว่า ถ้า กกต.ยึดวิธีคำนวณที่พรรคการเมืองจะได้ ส.ส.กว่า 25 พรรค นายชูศักดิ์กล่าวว่า พรรคต่างๆ ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว หาก กกต.ยังยึดตามแนวคิดตัวเองอยู่ ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะพรรคการเมืองถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิดำเนินการตามกฎหมาย
    นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราไม่มีความกังวล จะคำนวณให้บวกหรือลบก็พร้อมยอมรับ แต่จะต้องให้ถูกต้องตามกติกาของรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยจะเตรียมดำเนินการต่อไปเช่นเดียวกัน
     วันเดียวกัน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พล.อ.อนันต์ บุญรำไพ หัวหน้าพรรคพลังศรัทธา ได้นำกลุ่มสามัคคีสร้างชาติ ประกอบไปด้วย 21 พรรคการเมือง คือ พรรคผึ้งหลวง พรรคฐานรากไทย พรรคพลังไทยดี พรรคพลังศรัทธา พรรคคนงานไทย พรรคภาคเครือข่ายไทย พรรคประชาไทย พรรคแผ่นดินธรรม พรรคภราดรภาพ พรรคกรีน พรรคพลังแผ่นดินทอง พรรคไทยธรรม พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพัฒนาประเทศไทย พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพลังเพื่อไทย พรรคกลาง พรรคสยามพัฒนา พรรคชาติพันธุ์ไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งในวันนี้ทางศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมว่าจะพิจารณารับคำร้องของ กกต. ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทางกลุ่มจึงได้รวมตัวกันทำกิจกรรมเสริมสร้างพลังใจ เสริมกำลังใจ เราคนไทยสามัคคีเดินหน้า เพื่อขอให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมนำลูกโป่งจำนวน 68 ลูก เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในลักษณะของการเป็นอิสระ
    ที่สำนักงาน กกต. นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า กกต.มีมติสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้ง และให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. จ.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ใหม่ โดย กกต.ได้พิจารณาเรื่องกรณีคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต. ว่านายสุรพล  เกียรติไชยากร ผู้ได้รับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย ว่า ให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง ผิดมาตรา 73 (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงสั่งระงับสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของนายสุรพลเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของนายสุรพล และดำเนินคดีอาญา รวมทั้งสั่งยกเลิกการเลือกตั้ง และให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ใหม่ 
    โดยการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นอยู่ระหว่าง กกต.พิจารณาความเหมาะสม ซึ่งต้องพิจารณาความพร้อมในการดำเนินการจัดเลือกตั้ง ในส่วนของสำนักงาน จะเสนอให้เป็นหลังวันที่ 9 พ.ค. โดยผู้สมัครที่จะลงแข่งขันยังเป็นชุดเดิม และไม่มีการเปิดรับสมัครใหม่ ดังนั้นจึงจะไม่มีผู้สมัครพรรคเพื่อไทยลงแข่งขัน
    ทั้งนี้ นายแสวงปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์นายสุรพล ที่ทำให้ กกต.มีมติดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวน ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ แต่ กกต.ได้ให้โอกาสนายสุรพลมาชี้แจงตามสมควรแล้ว ส่วนที่มีการระบุว่าเป็นพฤติการณ์เรื่องการบริจาคเงินให้กับวัดนั้น ตามกฎหมายเลือกตั้งได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้มีการให้ทรัพย์สินกับวัดและโรงเรียน
เลือกใหม่ใบส้มหลัง 9 พ.ค.
    นายแสวงกล่าวว่า ส่วนคะแนนของผู้สมัครเขต 8 จ.เชียงใหม่ ทั้งหมดที่ได้จากการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. กกต.จะไม่นำไปรวมกับคะแนนที่ได้จากเขตเลือกตั้งอื่นๆ เพื่อคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะมีการประกาศรับรองพร้อมกับ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ในวันที่ 9 พ.ค. โดยจะต้องรอคะแนนของเขต 8 จ.เชียงใหม่ ที่จะได้จากการเลือกตั้งใหม่ โดยเขตดังกล่าวจะเป็น 1 ใน 17 เขต หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ที่กฎหมายกำหนดให้ กกต.สามารถเก็บไว้พิจารณา กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าอาจได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต
    สำหรับผลการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ของเขตเลือกตั้งที่ 8 จ.เชียงใหม่ นายสุรพลชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน 52,165 คะแนน, นายนเรศ ธำรงค์ทิพยกุล พรรคพลังประชารัฐ ได้ 39,221 คะแนน, น.ส.ศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนน 29,556 คะแนน, น.ส.วรณัน อ้นท้วม พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 2,508 คะแนน 
    ด้านนายสุรพล ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ก.พ.62 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.บังคับใช้แล้ว ประมาณ 19.00 น. เดินทางนำเงินจำนวน 2,000 บาท นาฬิกา 1 เรือน ไปถวายพระ ซึ่งท่านอยู่ในงานผ้าป่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต.จังหวัดเชียงใหม่ได้เรียกสอบเรื่องนี้ ตนได้พาพยาน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ไปยืนยันว่าในวันนั้นไม่ได้ไปหาเสีย งแต่ไปถวายปัจจัยส่วนตัวให้กับพระครูบาสาม เพราะทำเทียนให้ตน เราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้คิดอะไร และได้ทำเอกสารชี้แจงไปที่พรรค และได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อประธาน กกต. ว่าถูกกลั่นแกล้งเพราะทราบมาว่ามีการสรุปเรื่องเมื่อวันที่ 23 เม.ย.จากนั้นก็มีการชี้มูลทันที
      นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รับทราบจากนายสุรพลว่าถูกร้องกรณีให้เงิน 2,000 บาทและนาฬิกาแก่ครูบาสาม ที่วัดพระธาตุดอยพระเจ้า ในงานทอดผ้าป่าของวัด นายสุรพลรับว่าให้เงินและทรัพย์สินจริง แต่เป็นการถวายทำบุญเป็นค่าเทียนบูชาและพุทธบูชา โดยทำบุญกับวัดนี้เป็นประจำ ไม่เกี่ยวข้องกับการทอดผ้าป่า ไม่มีเหตุจูงใจในการเลือกตั้ง และพระก็ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง คะแนนในเขตนี้ก็แพ้คู่แข่ง เราคงทำอะไรไม่ได้ เพราะกฎหมายให้คำสั่งเป็นที่สุด เป็นอำนาจ กกต. ตนเคยบอกไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดตัดสิทธิผู้สมัครเป็นของ กกต. จึงเท่ากับเราจะเสียที่นั่งไปหนึ่งที่นั่ง และไม่มีสิทธิส่งใครไปลงเลือกตั้งใหม่
    นายวัฒนา เมืองสุข อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เห็นข่าวการให้ใบส้มกับผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ทำให้นึกถึงการโกงการเลือกตั้งที่ประเทศสารขัณฑ์ ช่วงแรก โกงเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ประเทศสารขัณฑ์ยอมให้พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้เผด็จการได้ต่อท่ออำนาจ ช่วงที่สอง โกงระหว่างเลือกตั้ง โดยเอาบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินหรือที่เหลือจากการใช้สิทธิของประชาชนมายัดกล่องเพิ่มให้กับผู้สมัครบางพรรค จากนั้นใช้วิธีโกงการนับคะแนน และไม่ยอมเปิดเผยคะแนนรายหน่วยเพื่อให้อีกฝ่ายตรวจสอบไม่ได้ ช่วงที่สาม โกงหลังการเลือกตั้ง ด้วยการให้ใบเหลืองแก่หรือใบแดงอ่อนกับผู้สมัครของพรรคที่อยู่ตรงข้ามเผด็จการที่ชนะเลือกตั้ง ถ้าแบบนี้แล้วยังไม่ชนะก๊อกสุดท้ายคือการซื้องูเห่ามาสนับสนุนจะถูกนำมาใช้เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่โกหกคนทั้งโลกได้ว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ทำได้ขนาดนั้น เพราะองค์กรอิสระและ กกต. ต่างสุมหัวกันทำงานรับใช้เผด็จการโดยไม่เห็นหัวประชาชน 
"บิ๊กตู่"มั่นใจตั้งรบ.ได้
     ศูนย์ปฏิบัติการด้านการข่าว สำนักงาน กกต. ออกเอกสารชี้แจงกรณีจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในหน่วยเลือกตั้งที่ 13 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ เขตเลือกตั้งที่ 13 กทม. ตามที่นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส. เขต 13 กทม. พรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ชี้แจงกรณีที่ตนสันนิษฐานว่าบัตรเลือกตั้งในหน่วยที่ 13 หายไปจำนวน 180 ใบ เกิดจากสาเหตุใด พร้อมให้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขต (ส.ส.5/18) ทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่ 13 กทม. ว่าสำนักงานได้ตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนนของหน่วยที่ 13 เขต 13 กทม. แล้ว พบว่ามีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 968 คน บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจัดสรรจำนวน 980 บัตร มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาแสดงตน 637 คน บัตรเลือกตั้งใช้ไป 637 บัตร แบ่งเป็นบัตรดี 616 บัตร บัตรเสีย 9 บัตร บัตรไม่เลือกผู้ใด 12 บัตร บัตรที่เหลือ 343 บัตร ดังนั้นจำนวนบัตรที่ได้รับการจัดสรรกับผลรวมของบัตรเลือกตั้งที่ใช้และบัตรเลือกตั้งที่เหลือมีจำนวนถูกต้องตรงกัน ไม่มีบัตรเลือกตั้งหายตามที่นายตรีรัตน์กล่าวอ้างแต่อย่างใด 
    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสังเกตว่ามีแนวโน้มจะตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่ได้ ว่ายังคาดหวังและมุ่งหวังให้มีการจัดตั้งรัฐบาลได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศเรา ถ้าเราจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต มีผลพวงไปถึงเรื่องเศรษฐกิจด้วย 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดความวุ่นวายอีกครั้งจากสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มันจะไม่เกิดขึ้น ถ้าคนไทยทุกคนคิดว่าประเทศของเราจะต้องสุขสงบ ในการมีรัฐบาลต่อไปที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเป็นการคัดเลือกจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ฉะนั้นทุกคนจะต้องคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย ซึ่งทุกคนจะต้องช่วยกัน สื่อก็ต้องช่วยกัน ขอให้ทุกฝ่ายเอาประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง ความขัดแย้งในโลกใบนี้มีมากมาย โดยเฉพาะสงครามการค้าต่างๆ ที่อาจจะกระทบเศรษฐกิจอยู่แล้ว รวมถึงการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ ถ้าทุกคนยังหวาดระแวงอยู่แบบนี้ ทุกอย่างจะแย่ไปหมด ฉะนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำไม่ได้ถ้ายังมีความขัดแย้งในลักษณะเช่นนี้
    เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้า คสช. มั่นใจหรือไม่ว่าสถานการณ์ในวันนี้จะสามารถเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมืองในสภาและจัดตั้งรัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนต้องเชื่อมั่นอย่างนั้น เพราะเราได้กำหนดโรดแมปของเราไว้แล้ว ก็ต้องเดินหน้าไปตามโรดแมป และจะเห็นได้ว่าตนไม่ได้บิดพลิ้วจากโรดแมปต่างๆ ที่มีมา เว้นแต่ในช่วงแรกที่มีปัญหาในเรื่องของกฎหมายไม่เรียบร้อย นอกนั้นยังเป็นไปตามโรดแมปทุกประการ
    “วันนี้ถ้าจะไปสู่การเดินหน้าตามรัฐธรรมนูญ การมีรัฐบาลอะไรต่างๆ ด้วยความสงบสุขสันติ ก็ต้องฟังผมบ้าง และต้องช่วยผมในการทำให้บ้านเมืองสงบสุข เรายิ่งทะเลาะกันมากเท่าไหร่ ขัดแย้งกันมากเท่าไหร่ เรายิ่งสร้างเฮตสปีดกันมากเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้มันออกไปต่างประเทศทั้งหมด แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้อย่างไร มันมีผลกระทบทั้งสิ้น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องรอวันที่ 9 พ.ค. ส่วนการประเมินท่าทีของ กกต.ในการพิจารณาคำร้องของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่มีการดำเนินการล่าช้านั้น ขอใช้คำว่าอึมครึม ความชัดเจนในหลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะสมาชิกของพรรคเพื่อไทย แต่หลายคนและหลายฝ่ายต่างรู้สึกในสภาพเดียวกัน ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นหลังวันที่ 9 พ.ค. 
"สุชาติ"อาสานั่งปธ.สภา
    นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ ประกาศรวมเสียงตั้งรัฐบาลว่า ไม่ว่าจะหาเสียงได้ถึง 260 หรือ 280 เสียง เป็นเรื่องของพรรคพลังประชารัฐ แต่ขอให้พยายามหน่อยก็แล้วกัน พรรคเพื่อไทยก็มีเป้าหมายในการรวบรวมเสียงให้ได้มากเช่นเดียวกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ กกต.ว่าวันที่ 9 พ.ค.จะออกมาในรูปแบบใด จะออกหัวหรือออกก้อย ตอนนี้ปล่อยให้ผู้มีอำนาจดำเนินการ พรรคเพื่อไทยจะต้องรอดูตัวเลขที่ชัดเจนหากรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง เราก็จะต้องมาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง
    นายธีระพงษ์ เผ่ากา รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า เลือกตั้งเสร็จมา 1 เดือน ผลการเลือกตั้งอึมครึม ใครตั้งข้อสงสัยโดนฟ้องหมด มันคืออะไร ช่วยตอบหน่อย เลือกตั้งอินเดีย อินโดนีเซีย เลือกทีหลังไทย รู้ผลการเลือกตั้งกันหมดแล้ว การเมืองไม่มีความมั่นคงเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็อ่วมอรทัยกันหมด แล้วตนลงพื้นที่ตลอดเวลา แม้หมดฤดูกาลหาเสียงไปแล้ว ลองไปดูทุกหมู่บ้านในชนบท เริ่มมีหนุ่มสาววัยทำงานกลับมาอยู่บ้านแล้ว เพราะงานในเมืองใหญ่ไม่มีจะทำ ชาวบ้านฝากถามมาว่าประยุทธ์อยากให้คนไทยจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กันแบบนี้ไปอีกนานเท่าใด
    รายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐแจ้งว่า ภายหลังมีกระแสข่าวว่าพรรคจะเสนอชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ ว่าที่ ส.ส.ฉะเชิงเทรา และนายวิรัช รัตนเศรษฐ ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค เป็นแคนดิเดตตำแหน่งประธานรัฐสภา เนื่องจากมองถึงความอาวุโสนั้น ล่าสุดอาจมีการวางตัวนายวิรัชให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลแทน เนื่องจากมองว่าตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญกับการทำงานในสภา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ การให้นายวิรัช รับผิดชอบภารกิจนี้ถือว่าเหมาะสม ด้วยความที่มีคอนเน็กชั่นกว้างขวาง คุยได้กับทุกขั้ว โดยเฉพาะนักการเมืองฝั่งพรรคเพื่อไทยหลายคน ถือว่าอยู่ในระดับแนบแน่น เพราะเคยอยู่กับเพื่อไทยมาก่อน จึงเชื่อว่าจะสามารถคุมเกมในสภา คอยเป็นผู้ประสานงานกับหลายฝ่ายได้
     ด้านนายสุชาติ ตันเจริญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวเป็นแคนดิเดตประธานสภาฯ ว่า ตนบอกพรรคตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งแล้วว่างานในสภาเป็นเรื่องสำคัญ ความที่เราเป็นรองประธานสภามา 2 สมัย เป็น ส.ส.มา 8-9 สมัยแล้ว คนในสภาเรารู้จักเป็นส่วนใหญ่ อาสามาทำหน้าที่ตรงนี้ให้ ไม่มีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายมีคะแนนเกือบเท่าๆ กันในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯ คงต้องทำงานหนักหน่อย ควรได้ประธานสภาฯ ที่สามารถคุมเกมได้ ได้คนคุ้นเคยทำงานในสภา 
    นายสุชาติกล่าวว่า ส่วนการโหวตเลือกนายกฯเมื่อรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร ว่าตามนั้น ไม่น่ามีปัญหา ถ้าจำนวนเสียงสนับสนุนเป็นไปตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่าอย่างไร ก็ทำตามนั้น ถ้าจำนวนถึงก็ผ่าน ถ้าจำนวนไม่ถึงค่อยว่ากัน ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่ที่จะยุ่งตอนเป็นรัฐบาลไปแล้วในการเสนอกฎหมาย ตอนต้นๆ คงไม่ยุ่งเท่าไหร่
"ชวน"ขอโทษสมาชิก
     ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค เป็นประธานในที่ประชุม ใช้เวลาประชุมเพียง 1 ชั่วโมง นายจุรินทร์แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามระเบียบวาระการประชุม ได้แก่ รายงานกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 128,377 คน และรายงานงบดุลประจำปี 2561 โดยหลังจากที่ประชุมลงมติเห็นชอบแล้ว จะรายงานต่อ กกต.ต่อไป ซึ่งการประชุมใหญ่วิสามัญนัดต่อไปจะมีขึ้นวันที่ 15 พ.ค. เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ทั้งนี้ที่ประชุมไม่มีการพูดถึงทิศทางทางการเมืองหรือการเข้าร่วมรัฐบาล
    ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รักษาการเลขาธิการพรรค กล่าวว่า ในที่ประชุม นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกพรรค เสนอแนะให้พรรคจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาจุดอ่อนและจุดแข็งจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งการศึกษาด้านดังกล่าว คณะกรรมการบริหารชุดรักษาได้แต่งตั้งให้นายกนก วงษ์ตระหง่าน ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อศึกษารายละเอียดที่ลงลึกไปในแต่ละพื้นที่ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 3 เดือน ก่อนสรุปผลให้ที่ประชุมพรรครับทราบอีกครั้ง ส่วนปัญหาที่ทำให้การเปิดประชุมล่าช้า เพราะองค์ประชุมไม่ครบจำนวนนั้น ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง แต่สมาชิกพรรคบางคนต้องใช้เวลาเดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าประชุมที่กรุงเทพฯ 
    นายจุติกล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เขต 8 ว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเดินหน้าหาเสียงเต็มที่ แม้ผู้สมัครของพรรคจะเป็นคนหน้าใหม่และได้คะแนนเพียงหลักพันเท่านั้น
    รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ได้กล่าวกับสมาชิกในช่วงท้ายการประชุมว่า ขอโทษสมาชิกทุกคนที่ทำให้ไม่สมหวัง ที่ผ่านมาตนพยายามลงพื้นที่ไปทั่วทุกภาค แม้หวังผลชนะเลือกตั้งเป็นที่ 1 ไม่ได้ แต่ขอให้ได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับ 2 หรืออันดับ 3 เพื่อรวมคะแนนเลือกตั้งไปให้กับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ได้ถึงลำดับที่ 50 เพื่อผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนทำงานกับพรรคต่อไป และขอให้เข้าใจเลขาธิการพรรคด้วยว่าทำงานหนัก อย่าต่อว่ามาก เพราะตนได้ต่อว่าเลขาธิการพรรคไปมากแล้ว ซึ่งนายจุติกล่าวขออภัยกับที่ประชุมเช่นกันที่ทำให้ผิดหวัง 
    ทั้งนี้ ช่วงลงทะเบียนเพื่อเข้าประชุม เจ้าหน้าที่พรรคได้แจกจดหมายของนายชวน หลีกภัย โดยระบุข้อความว่า ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรค และมีส่วนร่วมในการรณรงค์สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา แม้ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายของพรรค แต่ทุกการสนับสนุนของสมาชิกพรรคทุกคนล้วนมีคุณค่ายิ่ง จึงขอเชิญชวนสมาชิกทุกคนร่วมกันเป็นพลังขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นสถาบันการเมืองให้เจริญก้าวหน้า เป็นพรรคการเมืองหลักที่ทำงานการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตามแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคที่มั่นคงสืบไป.


รัฐบาลใหม่ลุ้นยาวได้

ยังมีอารมณ์ปล่อยมุก ปลุกแนวร่วมกองเชียร์

จากรูปที่ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ภาพใส่ “ผ้ากันเปื้อน” โชว์เป็นนัยประชดประชัน “ช่วงนี้โดนสาดโคลนบ่อย”

ในจังหวะต้องบินด่วนกลับจากโรดโชว์ประชาธิปไตยที่ยุโรป มาเคลียร์ “ปมรัดคอ”

ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งข้อกล่าวหาการถือครองหุ้นสื่อผิดรัฐธรรมนูญ ขัดคุณสมบัติ สมัคร ส.ส.
จ่อโดน “ใบส้ม” ล็อกสิทธิสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 1 ปี

หนักสุดอาจถึงขั้นโดนแจกใบแดง ตัดสิทธิการเมือง 10–20 ปี และแถมพ่วงคดีอาญา โทษทั้งจำคุกและปรับ ฐานรับรู้อยู่แล้วว่าตัวเองขาดคุณสมบัติแต่ยังมาลงสมัคร ส.ส.

“พ่อน้องฟ้า” ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

จากรูปการณ์ที่ยิ่งแก้ยิ่งมัดตัวเองแน่นไปกันใหญ่ ลงทุนใช้มือระดับ “ด็อกเตอร์อังดัวร์” นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ออกมาเป็นทนายแก้ต่างทางสื่อมวลชน

แต่ยิ่งพูดยิ่งโดนจับ “โป๊ะแตก” เผลอหลุดข้อมูลขัดกันเอง

ว่ากันตามรูปการณ์ น้ำหนักในการแก้ต่างที่โดนดักทางได้หมด “ธนาธร” ส่อเหนื่อย โอกาสรอดยาก

และนั่นก็ล้อกันกับจังหวะลากไปปั่นกระแสมวลชน อารมณ์แนวร่วมกองหนุนที่ยกระดับ โหมเกมปลุกระดมพลออกมาช่วยกันอุ้ม “ไพร่หมื่นล้าน” ต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรม

ข่มขู่ กดดัน ดักคอ ดักทาง กกต.อย่าท้าทายพลังกองเชียร์ “ธนาธร”

อาการแบบที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช.ยุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะที่ปรึกษาและหัวหน้าศูนย์สื่อสารข่าวสาร (ศสส.) เฉพาะกิจพรรคเพื่อไทย ออกมาตีปี๊บ รัวเกราะเคาะไม้ขู่เป็นเชิง แจ้งเตือนไปยัง กกต.ด้วยความปรารถนาดี

ขอให้มีความระมัดระวังและมีความเที่ยงธรรมในการพิจารณาปมหุ้น “ธนาธร” ด้วย อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด มิฉะนั้นแล้ว กกต.อาจจะได้พบกับปัญหาที่มิได้คาดคิดคือคลื่นพายุสึนามิของกลุ่มคน พี่น้องประชาชนคนรุ่นใหม่ผู้รักประชาธิปไตย

ทีม “ทักษิณ” ขยับ “คุ้มกัน” แนวร่วม ตัว “ความหวัง” ของ “นายใหญ่”

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงขู่ของทีมดูไบ “ใบส้ม” ใบแรกของ กกต.ก็ปลิวว่อน โดยเป็นของนายสุรพล เกียรติไชยากร ว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย โดน กกต.สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครไว้

เป็นการชั่วคราว 1 ปี เพราะพฤติการณ์เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 73 (2) ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิวัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด

สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ประเดิมแจ็กพอตเพื่อไทย

“ใบส้ม” กกต.แผลงฤทธิ์ ตัวเลข ส.ส.พลิกไปพลิกมา

เกมชิงตั้งรัฐบาลยังไม่ชัวร์ ตัวเลขไม่นิ่ง ท่ามกลางเกมกดดันด้วยพลังกองเชียร์ ส่อเค้าพัฒนาการไปสู่เกมปลุกม็อบ

ประชาธิปไตยสู้อำนาจเผด็จการตามสคริปต์ทีม “ทักษิณ”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สถานการณ์มาถึงตรงนี้ มันก็เป็นอะไรที่พิสูจน์ว่า “กุมสภาพ” ได้

การเมืองมั่วแค่ไหน แต่ฝ่ายบริหารรัฐบาลยังนิ่งอยู่ในสมาธิ ไม่ลนลาน

เกาะติดข่าวต่อเนื่องจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ สั่งกระทรวงการคลังอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประคองสภาวะอ่อนไหวในห้วงสุญญากาศทางการเมือง ต่อเนื่องกับข่าวการแจกเงิน 1,500–2,000 บาท

ส่งเสริมให้ประชาชนท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นการใช้จ่ายระดับฐานราก

แสดงให้เห็นว่า ปากท้องยังอยู่ในโหมดที่รัฐบาลไม่ปล่อยเกียร์ว่าง

อีกทั้งล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือบอร์ดอีอีซี ที่ “นายกฯลุงตู่”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับรายงานความคืบหน้าเมกะโปรเจกต์อีอีซี สร้างปรากฏการณ์ได้ตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้

ทุกโครงการจะเข้าสู่การพิจารณาที่ประชุม ครม.และลงนามภายในเดือนพฤษภาคมนี้

โดยมูลค่าการลงทุนมากกว่า 6.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา จบดีล กลุ่มซีพีชนะประมูล เซ็นสัญญาแล้ว โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและการบินภาคตะวันออก

คาดจะประกาศผู้ผ่านการประเมินที่ให้ประโยชน์สูงสุดภายในพฤษภาคม 2562

ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ได้เอกชนยื่นเสนอคือกลุ่มกัลฟ์และพีทีทีแทงค์ คาดเจรจาแล้ว

เสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F ได้กลุ่มเอกชนที่ผ่านการพิจารณา อยู่ระหว่างการประเมินข้อเสนอ คาดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม

เมกะโปรเจกต์ “เรือธง” อีอีซี คืบหน้าอย่างได้เนื้อได้หนัง ภาพของโครงการใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไม่สะดุด สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในยามที่การเมืองแกว่ง

การพัฒนาเศรษฐกิจรองรับโลกอนาคตยังติดเครื่องเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ที่สำคัญคือปลอดจากเรื่องของหัวคิว ไม่มีปมการทุจริตอื้อฉาว

ในมุมนี้แม้เกมตั้งรัฐบาลใหม่ลากยาว ก็คงไม่มีอะไรเลวร้ายจนเกินไป.

ทีมข่าวการเมือง