PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ถ้าไม่ได้คุมพณ.กษ.ปชป.ทำขู่ถอนตัวรบ.

ภท.สำทับยึดดีลเดิม ส่ง ‘น้องเนวิน’ นั่งคค. ‘ธนกร’ แขวะ ‘อนุทิน’ ส.ว.ฮือขวางแก้รธน.

รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” แค่เริ่มก็รวน ปชป.-ภท.ประสานเสียงยึดดีลเดิม “เทพไท” ย้ำ 4 เงื่อนไขหลักลงเรือ พปชร. เผยยื่นข้อเสนอคุม พณ.-กษ.ตั้งแต่ต้น โวยอย่ามัดมือชก ผิดสัญญาพร้อมทบทวนร่วมรัฐบาล “นิพนธ์” ปิดประตูไม่เจรจาอะไรอีก “นราพัฒน์” ฮึ่มล้มดีลผู้ใหญ่สองฝ่ายเสียคน “อนุทิน” เสียงเข้มปิดจ๊อบเรียบร้อยนานแล้ว ลั่นไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น วางตัว “ศักดิ์สยาม” รมว.คมนาคม “นาที” รมว.การท่องเที่ยวฯ “ชาดา” ตีตราจอง รมช.มท. “ธนกร” ชกข้ามรุ่นสวน “เสี่ยหนู” กระทรวงมีไว้ทำงาน ไม่ใช่เก็บไว้ให้บริษัทเข้าไปหางาน พท.ลุยภารกิจแก้รัฐธรรมนูญ ปลุกพลังประชาชนดันร่างใหม่ทั้งฉบับ ล้างกลไกเผด็จการ สภานักศึกษา มธ.ศูนย์รังสิตซัด “บิ๊กตู่” ไม่สง่างาม เสียใจ ส.ว.ศิษย์เก่ารุ่นพี่ยกมือหนุนคนทำรัฐประหาร

การจัดตั้งรัฐบาลและแบ่งสรรโควตารัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ 2 ต้องประสบปัญหาความไม่ราบรื่นตั้งแต่เริ่ม โดยเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาล ล่าสุดนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันเงื่อนไข 4 ข้อในการตกลงเข้าร่วมรัฐบาล ระบุถ้ามีการผิดสัญญาพร้อมทบทวนการเข้าร่วมรัฐบาลทันที

“เทพไท” ย้ำ 4 เงื่อนไขลงเรือ พปชร.

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐว่า ได้ลงพื้นที่ชาวบ้านสอบถามถึงการตั้ง ครม.ของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐว่าไปถึงไหน ท่ามกลางข่าวขอเกลี่ยคืนกระทรวงเกรดเอจากพรรคภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ ที่ยกมือโหวตเลือกให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯไปแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มีภายใต้ 3 เงื่อนไขที่เปิดเผยต่อสาธารณชน คือ 1. พรรคเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย 2.เสนอให้รับนโยบายการประกันรายได้สินค้าเกษตรของพรรคไปเป็นนโยบายของรัฐบาล 3.การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ ต้องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน หากเกิดการทุจริตขึ้น พรรคประชาธิปัตย์สามารถขอถอนตัวออกจากรัฐบาลนี้ได้

เผยขอบริหาร พณ.-กษ. ตั้งแต่ต้น

“นอกจาก 3 เงื่อนไขดังกล่าวแล้วยังมีเงื่อนไขที่ 4 ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน คือโควตารัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าหากให้พรรครับผิดชอบแก้ไขปัญหาพืชผลการเกษตรให้มีคุณภาพ ได้ตามราคาที่เกษตรกรต้องการคือ ปาล์มน้ำมันต้องได้ราคาไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท ยางพาราต้องได้ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท จะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าบริหารใน 2 กระทรวงหลักคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกร และกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวกับการขายระบายสินค้าเกษตรและอื่นๆทั้งในและต่างประเทศ ถ้าไม่ให้ 2 กระทรวงหลักนี้เชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของประชาชนได้” นายเทพไทกล่าว

อย่ามัดมือชกขู่ผิดสัญญาจ่อทบทวน

“วันนี้สื่อต่างเผยแพร่ข่าวว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะขอทวง 2 กระทรวงหลักนี้คืน จึงอยากบอกว่าถ้าพรรคหลักเอา 2 กระทรวงนี้คืนจากพรรคประชาธิปัตย์เท่ากับผิดสัญญาหรือเงื่อนไขที่ตกลงไว้ก่อนหน้ากับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 4 เงื่อนไขนี้เป็นเรื่องที่ผ่านการประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคและ ส.ส.พรรคได้พิจารณาหลักเกณฑ์ก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้นหากเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 4 ข้อ มีการบิดพลิ้วผิดข้อตกลงจากสัญญาที่รับคำไว้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะนำเงื่อนไขและการผิดข้อตกลงดังกล่าวกลับมาพิจารณาในที่ประชุม ส.ส.พรรคอีกครั้ง หากพรรคพลังประชารัฐคิดว่าจะมัดมือชก คิดว่าได้ตำแหน่งนายกฯไปแล้วไม่ต้องแคร์พรรคร่วมรัฐบาล อยากบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คุณคิดและเราเชื่อว่าถ้าคุณผิดสัญญาตั้งแต่ต้น เท่ากับไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะไม่มีการผิดสัญญาในอนาคตอีก เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทบทวน ในที่ประชุม ส.ส.และ กก.บห.พรรคแน่นอน” นายเทพไทกล่าว

ไม่เชื่อล้มดีล ฮึ่มบิ๊กสองฝ่ายเสียคน

ด้านนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคเหนือ กล่าวถึงกรณีหากมีการล้มดีล ในข้อตกลงการร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะการแบ่งงานในโควตากระทรวงที่กำกับดูแลว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง พรรคประชาธิปัตย์เราต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ เข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรคและ ส.ส. แต่เชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแน่ คงเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เด็กเล่นขายของ พรรคประชาธิปัตย์มีหลักเกณฑ์ และเป็นเรื่องของเขาต้องเคลียร์กันเองภายในพรรคกันเอง ถ้าจะล้มดีลหรือเปลี่ยนข้อตกลง ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายจะเสียหายและเสียผู้ใหญ่แน่

“นิพนธ์” ปิดประตูไม่เจรจาเพิ่มอีก

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข่าวแกนนำกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐไม่หยุดเคลื่อนไหวขอเกลี่ยโควตาแลกกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯว่า ถือว่าการเจรจาเงื่อนไขข้อตกลงจบตั้งแต่วันที่เลือกประธานสภาฯและวันโหวตเลือกนายกฯไปแล้ว ทุกอย่างยึดข้อตกลงเดิมทั้งหมด ขั้นตอนจากนี้เราต้องเดินตามโรดแม็ปที่วางเอาไว้ คือการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ จัดทำนโยบายรัฐบาลโดยบรรจุนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลใส่ในนโยบายรัฐบาล โดยไม่มีการเจรจาเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อถามว่า แต่ยังมีการปล่อยข่าวสร้างแรงกระเพื่อมจากคนในพรรคพลังประชารัฐเพราะไม่พอใจเนื้องานและกระทรวงที่ได้ นายนิพนธ์กล่าวว่า ไม่ทราบไม่ขอยุ่งเกี่ยวเป็นเรื่องภายในของเขาต้องพูดคุยกันเอง เราดูแลพรรคเราให้ดี เมื่อถามย้ำว่า หากล้มดีลในข้อตกลงจริง พรรคประชาธิปัตย์เตรียมหาทางออกไว้รองรับแล้วหรือไม่ นายนิพนธ์กล่าวว่า เขาไม่ทำอย่างนั้น มั่นใจว่าไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นแน่ ต่างเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว

ผู้ใหญ่ย้ำดีลเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลที่กลุ่มต่างๆในพรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องให้ทวงกระทรวงเกรดเอกลับคืนไปจากพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า ขอยืนยันว่าเงื่อนไขข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาล ที่แกนนำพรรคที่มีอำนาจเต็มในการเจรจาได้หารือไว้กับผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐแล้ว ต่างยืนยันว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆ หากพรรคพลังประชารัฐมีปัญหาภายในเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐต้องไปแก้ไข

แจงเข้าใจดีความรู้สึกประชาชน

นายราเมศกล่าวถึงผลสำรวจของโพลบางสำนักที่ระบุประชาชนไม่เห็นด้วยที่พรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาล และล่าสุดสวนดุสิตโพลระบุประชาชนผิดหวังการที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐว่า พรรคเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มที่สะท้อนความคิดเห็นมา การเข้าร่วมรัฐบาลเป็นการตัดสินใจอยู่ภายใต้มติของเสียงส่วนใหญ่ในพรรค จากการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ทุกคนได้สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มติจึงออกมาบนพื้นฐานสำคัญ คือยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง การมุ่งนำนโยบายของพรรคไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

อ้อนพรรคยังยึดมั่นอุดมการณ์

นายราเมศกล่าวต่อว่า พรรคตั้งต้นคิดเพื่อประชาชน สุดท้ายปลายทางแน่นอนว่าอยากให้มองที่ความมุ่งมั่นและความสำเร็จในวันข้างหน้า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำให้เห็นแล้วว่าเราทำเพื่อประชาชนได้จริง ส่วนอุดมการณ์ของพรรคยังคงดำรงอยู่เช่นเดิมทุกประการภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่อย่างไรก็ตาม พรรคตระหนักดีว่าไม่ว่าจะตัดสินใจไปทางไหน จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และมีผลกระทบต่อพรรค แต่คำตอบที่จะได้จากหลักคิดบนพื้นฐานของการยึดประโยชน์จากประเทศในวันข้างหน้า จะเป็นคำตอบให้พี่น้องประชาชนได้ดีที่สุด

กก.ยุทธศาสตร์ลุยเฟ้นว่าที่ รมต.

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า วันที่ 10 มิ.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อพิจารณาแผนงานโครงการยุทธศาสตร์ของรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ตามรายภาค และรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบด้านภารกิจที่รับมอบหมาย รวมถึงคณะกรรมการชุดต่างๆ พร้อมกับหารือถึงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และตำแหน่งทางการเมือง ตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 97 ถึง 99 ที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานในการคัดเลือก อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม แต่ยังไม่มีการกำหนดชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งแต่อย่างใด

“อุเทน” ชี้ รบ.บิ๊กตู่แตกเละไปก่อน 1 ปี

นายอุเทน ชาติภิญโญ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกสมัย ตามที่ทุกฝ่ายคาดหมายและตามที่วางแผนผ่านการตรากฎหมายในยุค คสช. หวังว่าใช้อำนาจและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา แต่ขอเตือนว่าการทำงานนับจากนี้จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีฝ่ายค้านและกระบวนการตรวจสอบผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำและในพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคพลังประชารัฐขาดเอกภาพอย่างเห็นได้ชัด แค่เริ่มต้นแก่งแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีชนิดไม่ลดราวาศอก ต่อไปหากมีเหตุการณ์ใดทำให้กลุ่มก๊วนของรัฐบาลผสมไม่สมประโยชน์ สภาพของรัฐบาลนี้ไม่ต่างจากรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อายุไม่ถึง 1 ปีต้องยุบสภา ที่สำคัญรัฐบาลประยุทธ์อาจมีอายุสั้นกว่าด้วย เพราะมีปัญหาภายในมากมาย นอกจากนี้กระแสสังคมรับไม่ได้ต่อการทำหน้าที่ของ ส.ว. ที่ลงคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีแตกแถว ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ ส.ว.ต้องแห่แหนแสดงความจงรักภักดีต่อหัวหน้า คสช.ที่แต่งตั้งตัวเองขนาดนั้น ความผิดเพี้ยนในการลงมติเลือกนายกฯ สะท้อนว่าพิษของรัฐธรรมนูญกำลังทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง เชื่อว่าภายใต้กติกาใหม่นี้จะก่อให้เกิดวิกฤติอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบ

“เสี่ยหนู” เสียงเข้มข้อตกลงจบนานแล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงประเด็นปัญหาการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ทุกอย่างจบเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว และยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น

“ศักดิ์สยาม” รมว.คค. “นาที” ท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทยว่าโควตารัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้รับการจัดสรรทั้งหมด 7 เก้าอี้ คือ 1 รองนายกฯ 1 3 รมว. และ 3 รมช. โดยนายอนุทินจะนั่งรองนายกฯควบ รมว.สาธารณสุข ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาจะมอบให้นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อและเหรัญญิกของพรรค ส่วน รมว.คมนาคมจะเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค รมช.มหาดไทย เป็นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรค อีก 2 ตำแหน่งอยู่ระหว่างพิจารณา มีรายงานว่าการเจรจาเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยได้พูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดจบไปตั้งนานแล้ว ไม่มีการเกลี่ยใหม่อย่างที่มีกระแสข่าว

รองโฆษก พปชร.ย้อนแสบ “อนุทิน”

ทางด้านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กระทรวงมีไว้ให้คนเข้าไปทำงาน ไม่ใช่มีไว้ให้มาเที่ยวแลกไปมา จบข่าว” พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “คมนาคม สาธารณสุข ท่องเที่ยวครับ เปลี่ยนไม่ได้” วันเดียวกัน เมื่อ 11.15 น. นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้นายอนุทิน 5 ข้อ 1.กระทรวงมีไว้ให้ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่มีไว้ให้เข้าไปหางานเพื่อบริษัท #ถูกต้องนะครับ

เก็บไว้ทำงานหรือหางานให้บริษัท

“2.กระทรวงมีไว้ให้ทำงานเพื่อประชาชน และที่สำคัญต้องไม่ใช่เก็บไว้ให้บริษัทเข้าไปหางาน #ถูกต้องนะครับ 3.กระทรวงมีไว้ให้ทำงานเพื่อประชาชน แลกเปลี่ยนได้ ถ้าจะเอาไปเพื่อประโยชน์บริษัทใด #ถูกต้องนะครับ 4.ไม่ยอมแลก เก็บไว้ ทำงานให้ประชาชน หรือหางานให้บริษัท #คนเขาสงสัย กระทรวงนี้ของข้าใครอย่าแตะ 5.ไม่มีใคร แลกอะไรกันไปมา มีแต่หาความเหมาะสม ไม่ให้คนเขานินทาว่าเลือกกระทรวงให้บริษัท #ถูกต้องนะครับ” เฟซบุ๊กนายธนกรระบุ ทั้งนี้หลังจากโพสต์ข้อความได้ไม่นานนายธนกรได้ลบข้อความดังกล่าวออกจากเฟซบุ๊กไปแล้ว

อัด “ธนาธร” หมอดูตี รบ.อายุสั้น

นายธนกรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ไม่ครบเทอมว่า รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าอยู่แล้วทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน อยู่แล้วประชาชนอยู่ดีกินดี บ้านเมืองสงบ ประชาชนมีความสุข นี่คือสิ่งสำคัญ เสียงปริ่มน้ำใช่ว่ารัฐบาลจะอายุสั้น อาจอยู่ยาวก็ได้หากบริหารจัดการให้ดี อย่าลืมว่า ส.ส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลอยากเป็น ส.ส. เพื่อทำงานให้พี่น้องประชาชนนานๆ ไม่มีใครอยากเสียเวลามาเลือกตั้งใหม่ อย่าทำตัวเป็นนักพยากรณ์ และช่วยทำความเข้าใจกับผู้สนับสนุนในโซเชียลมีเดียให้เคารพสิทธิผู้เห็นต่างด้วย ไม่ใช่พอใครมีความเห็นแตกต่างกับพรรคตัวเองมารุมถล่มด่าด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ คนรุ่นใหม่ไม่น่ามีพฤติกรรมแบบนี้ ไหนบอกว่าเคารพผู้อื่น ยึดหลักความเท่าเทียม อย่าแบ่งแยกประชาชน ยุติความขัดแย้ง ประเทศต้องการความปรองดอง

เหน็บอย่ามองกระทรวงเป็นสินค้า

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 23.49 น. วันที่ 8 มิ.ย. นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ภรรยานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อย่ามองกระทรวงเป็นสินค้า” เลือกตั้งประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ นายกฯเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ประชาชนรอดูโฉมหน้า ครม. เพื่อจะได้เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศกันได้ซักที จริงๆแล้วแต่ละกระทรวงมีความสำคัญไม่แพ้กัน แตกต่างกันไปตามภาระหน้าที่งาน อย่ามองกระทรวงเป็นสินค้าเกรดเอ บี ซี เลย เพราะถ้าขุนพลที่เข้ามาคุมกระทรวงตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นทำประโยชน์ให้ประเทศชาติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กระทรวงนั้นจะได้เกรดเอ โดยประชาชนจะให้คะแนนเอง เพราะสุดท้ายถ้ากระทรวงมีผลงาน ประเทศพัฒนา ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับคนไทยทุกคน อยากเห็นขุนพลทุกคนพร้อมออกรบเพื่อให้ชนะ ไม่ใช่เพื่อพรรค ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อประเทศชาติ เพราะวันนี้เราไม่มีเวลามาขัดแย้งกันอีกแล้ว ปัญหาให้แก้รออยู่มากมาย แล้วอย่าลืมว่าครั้งนี้แม่ทัพไม่มี “ดาบกายสิทธิ์” อีกต่อไป งานหนัก งานยากรออยู่และฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบทุกเวลา

“สกลธี” ติคนในต่อรองจนน่าละอาย

ขณะที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ในเฟซบุ๊กตอนหนึ่งว่า การเมืองเป็นเรื่องต่อรองผลประโยชน์ การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต่อรองนั่นโน่นนี่เป็นสิทธิและเป็นเรื่องปกติ ฝั่งไหนด้านไหนรับข้อเสนอและยอมให้ได้ตามที่พรรคร่วมขอ ก็ร่วมงานกันไป เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย...แต่การต่อรองของคนในพรรคแกนนำกันเองนี่สิมันน่าละอาย เคยอยู่ประชาธิปัตย์มา 10 กว่าปี ตอนตั้งรัฐบาลไม่เห็นมีใครในพรรคต่อรองอะไร ให้เป็นหน้าที่หัวหน้าพรรคกับกรรมการบริหารพรรคจะเห็นสมควร ยิ่งโดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ 80% ของคนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐเพราะอยากเห็นลุงตู่เป็นนายกฯบริหารประเทศต่อไป น้อยนักที่เลือกเพราะอยากเห็นคนนั้นคนนี้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโน้นนี้ ถ้าจะมีแฟนคลับส่วนตัวคงมีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย การมีใครมาอ้างว่ามี ส.ส.ในมือเท่านั้นเท่านี้ แล้วมาต่อรองว่าต้องได้เป็นอะไร ละอายใจบ้างเถอะ อย่าเอาแต่ความอยากได้อยากเป็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง ที่ผ่านมาคนคลื่นเหียนนักการเมืองมามากพอแล้ว ปล่อยให้นายกฯดูความเหมาะสมและจัดวางคนที่ดีให้ทำงานเถอะ ภาพข่าวที่ออกมามันบั่นทอน ความเชื่อมั่นทุกวันๆ #ทำเพื่อชาติซักครั้งเถอะ

พท.วางภารกิจผลักดันแก้ รธน.

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย” ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีภารกิจที่ต้องร่วมมือกันหลายด้าน ได้แก่ 1.การทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลในสภาฯ การต่อสู้ในสภาฯครั้งนี้ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกติกาบิดเบี้ยว การพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มข้น ผ่านการอภิปรายที่มีเหตุผล โดยการทำงานเป็นทีมจะเป็นหลักประกันว่าพรรคเพื่อไทยใส่ใจกับการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง 2.สร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและประชาชนที่มีหัวใจรักประชาธิปไตย มีเป้าหมายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จำเป็นต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไปกับการทำงานในสภาฯ เพื่อให้ครอบคลุมถึงการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การใช้กลไกรัฐในการทำลายผู้เห็นต่างอย่างไร้คุณธรรม

สร้างพรรคเป็นสถาบันที่พึ่ง ปชช.

นายภูมิธรรมระบุอีกว่า 3.การสร้างพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ตอบสนองประโยชน์ของประชาชนได้ต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่เป็นพรรคที่มีชีวิตในช่วงการเลือกตั้งและเปิดสภาฯเท่านั้น 4.การสร้างฐานมวลชนที่มั่นคงเข้มแข็ง สถานการณ์เช่นนี้เป็นโอกาสสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้บุคลากรและกลไกทุกระดับของพรรค สมาชิกรุ่นใหม่ของพรรคที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาระบบงานต่างๆ คุณค่าที่จะได้จากต้นทุนทุกระดับ ย่อมนำไปสู่การเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้พรรคได้ทั้งสิ้น จึงเป็นองคาพยพร่วมกันที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็ง อยู่ในใจประชาชนไปอีกนานเท่านาน

ถล่มหยุดทีเถอะต่อรองทึ้ง รมต.

นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการจัดสรรโควตารัฐมนตรีระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาลว่า “กระทรวงและงานบริหารประเทศ ไม่ใช่มีไว้ให้ใครมาเที่ยวแลก ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครที่จะเอามาโยนไปมา แบ่งกันชม แบ่งกันใช้ หยุดเถอะครับ”

ปลุกพลัง ปชช. รื้อร่างใหม่ทั้งฉบับ

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื้อแย่งเก้าอี้ในรัฐบาลของพรรค การเมืองอย่างมูมมามขณะนี้ สะท้อนความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เป็นลางร้ายว่าต่อไปนี้การเมืองจะเป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์ เพราะรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ต้องง้อพรรคเล็กพรรคน้อย แลกกับการยกมือสนับสนุนในสภาฯ เป็นช่องทางหากินของนักการเมืองใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว สาเหตุที่ทำให้ระบบการเมืองไทยอ่อนแอมีต้นตอจากรัฐธรรมนูญ ทางแก้คือต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้เพียงบางมาตรา เพราะมีการหมกเม็ดกลไกสืบทอดอำนาจเผด็จการไว้ในรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด การแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะบางพรรคได้ประโยชน์จากกติกาเลือกตั้งบิดเบี้ยวแบบนี้ ไม่อยากเปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคที่ไม่หวังชัยชนะในการเลือกตั้งแบบเขต แต่ส่งผู้สมัคร ส.ส.หวังเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผิดหลักการแข่งขัน กติกาแบบนี้ทำให้เจตจำนงการลงคะแนนของประชาชนถูกบิดเบือน ทำลายความเข้มแข็งระบบรัฐสภา หากประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องมีส่วนร่วมสร้างแรงกดดันทางสังคม ยกระดับให้เป็นประเด็นสาธารณะ ไม่อย่างนั้นระบอบรัฐประหารจะหลอกหลอนประเทศไทยไปชั่วลูกชั่วหลาน

หนุนแก้ รธน.เผด็จการครึ่งใบ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดไว้อย่างตรงไปตรงมา เชื่อว่าหาก รัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่เป็นฉบับเผด็จการครึ่งใบที่ทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาส สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นเสาหลักในการกำหนดทิศทางแก้ปัญหาประเทศ เพราะมาจากประชาชน ไม่ใช่วุฒิสภาที่ผ่านการคัดสรรมาจาก คสช.ที่ผลาญงบประมาณไป 1,300 ล้านบาท แต่ได้คนรอบตัว คสช.มาเป็นสภาฯฝักถั่วที่ยอมให้กดรีโมตได้

ย้อนยุคก่อนปี 40 ปชช.เสื่อมศรัทธา

นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประชาชนเบื่อหน่ายการต่อรองกระทรวง แทนที่จะแข่งกันผลักดันนโยบายที่ใช้หาเสียงมาเป็นนโยบายเพื่อประชาชน รัฐบาลที่จะได้จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำสภาพไม่ต่างจากรัฐบาลเป็ดง่อย ที่รวบรวมพรรค การเมืองมากกว่า 20 พรรค หน้าตารัฐบาลที่ออกมาจึงไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ ทำให้ประชาชนสิ้นหวัง สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เหมือนการเมืองย้อนไปในยุคก่อนปี 2540 ไม่รู้ว่าประชาชนต้องรอการต่อรองรัฐบาลอีกนานแค่ไหน การต่อรองโควตาเจรจาแลกเก้าอี้ ผลประโยชน์แต่ละพรรค ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ยิ่งตั้งรัฐบาลช้า ประเทศและประชาชนยิ่งเสียโอกาสมากขึ้น

“นิรันดร์” ปัดพา 12 ส.ส.ซบ พปชร.

นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยบางส่วนไปรับประทานอาหารกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร พรรคพลังประชารัฐ ที่ร้านอาหารย่านถนนวิภาวดีรังสิตว่า ตนเป็น 1 ใน ส.ส.ที่ไปร่วมวงกินข้าวกับนายสมศักดิ์และนายสุริยะ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.แต่ไปกินข้าวกันในฐานะเพื่อนที่คุ้นเคยกันมานาน เพราะสนิทสนมกับนายสมศักดิ์มาตั้งแต่ปี 2529 สมัยอยู่พรรคกิจสังคมด้วยกัน ส่วนนายสุริยะคุ้นเคยกันดีตั้งแต่อยู่พรรคไทยรักไทย พอเลิกประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.บังเอิญเดินมาเจอกัน เลยชักชวนไปกินข้าวกันตามประสาคนรู้จัก ตนจึงชวน ส.ส.เพื่อไทยคนอื่นอีก 4-5 คน ที่คุ้นเคยกับนายสมศักดิ์และนายสุริยะไปด้วย จากนั้นคนอื่นๆไปชวน ส.ส.ต่อกันไปเป็นทอดๆ จนมีทั้ง ส.ส.อีสาน และภาคเหนือประมาณ 11-12 คน ไปกินข้าวด้วยกัน

แค่แซวสนุกถ้ากลับต้องไปเซฟเฮาส์

“ยืนยันว่าได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ หยอกล้อเรื่องอดีตเท่านั้น ไม่ได้พูดคุยทางการเมือง ชักชวนให้ ส.ส.อีสานไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ หรือบอกว่าถ้ามีปัญหาให้มาบอก ทางนี้พร้อมช่วยเหลือ อาจมีการหยอกล้อ แซวกันสนุกๆบ้าง แต่ไม่ได้จริงจังอะไร ใช้เวลากินข้าวด้วยกัน 1-2 ชั่วโมง ถ้าจะไปเจรจาทางลับ คงไปพูดคุยในเซฟเฮาส์แล้ว ไม่มากินอย่างเปิดเผยในร้านอาหารสาธารณะ

กินข้าวกับ “สมศักดิ์” ฉันเพื่อนเก่า

นายนิรันดร์กล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวที่นายสุริยะ และนายสมศักดิ์นำรูป ส.ส.อีสานที่ไปกินข้าวร่วมกันไปให้ผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐดูและบอกว่าได้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนนี้มาแล้ว ไม่ติดใจอะไร เพราะไม่เป็นเรื่องจริง ไปกินข้าวด้วยความบริสุทธิ์ใจในฐานะเพื่อนเก่า ไม่มีอะไรปกปิด ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องนี้แล้ว ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทุกอย่างให้ฟังจนเข้าใจดีแล้ว ขอให้ดูตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ จะสวนมติพรรคหรือไม่ ยืนยันไปกินข้าวกันจริงๆ ไม่คิดว่าจะถูกจับโยงเป็นประเด็นการเมือง แต่ถึงโยงไปก็ไม่แคร์ เพราะบริสุทธิ์ใจอย่าไปตื่นเต้นทุกอย่างจบแล้ว

“พวงเพ็ชร” ปัดตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่

นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด อดีตประธานสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงกระเเสข่าวไปร่วมสนับสนุนการตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่ที่อ้างถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง ร่วมสนับสนุนจัดตั้งพรรคว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่พรรคไทยรักษาชาติสิ้นสภาพตามกฎหมาย ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคใดเลย แต่ติดตามข้อเรียกร้องและปัญหาชาวบ้านทุกแง่มุม เพราะเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัยที่ชาวบ้านมาสะท้อนความเดือดร้อน จึงขอสะท้อนไปยังรัฐบาลใหม่ว่าควรยุติการต่อรองจับจองเก้าอี้ ครม.ได้แล้ว สงสารชาวบ้านบ้าง ไปเร่งทำงานเพราะชาวบ้านเดือดร้อนหลากหลายปัญหามายาวนานหลายปี โดยเฉพาะการทำมาหากิน

“เสรี” ฉะ อนค.ยุคนเกลียดชัง ส.ว.

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เตรียมยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตรา โดยมีมาตรา 272 กรณีให้ ส.ว.ร่วมโหวตการเลือกนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีหลายขั้นตอน เท่าที่ดูเฉพาะเสียงของฝ่ายพรรคอนาคตใหม่ที่รวมกับพรรคแนวร่วม 7 พรรค ไม่น่าจะเพียงพอ และยังต้องอาศัยเสียง ส.ว. 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย หากเป็นเรื่องสำคัญต้องผ่านการเห็นชอบจากประชาชนอีก จึงมั่นใจว่า ไม่มีทางแก้สำเร็จ ดูแล้วเป็นแค่การพูดสร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความสับสน ไม่ชอบและเข้าใจผิด ส.ว.ในแง่ร้าย ขณะนี้รัฐธรรมนูญเพิ่งเริ่มใช้ไปไม่ทันไร และ ส.ว. เพิ่งเริ่มทำหน้าที่ จึงยังไม่ถึงเวลาสมควรแก้รัฐธรรมนูญ การอ้างว่า ส.ว.มีที่มาจาก คสช.ให้มาโหวตเลือกนายกฯนั้น ถือว่าขัดต่อมติมหาชน เพราะการให้ ส.ว.เลือกนายกฯได้ผ่านการทำประชามติเห็นชอบจากประชาชนทั้งประเทศมาแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆ คสช.ไปแต่งตั้งเอง การเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว. จึงเป็นข้อเสนอที่ต้องการเปลี่ยนแปลงฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ เอาความรู้สึกตัวเองมาตัดสิน ถือว่ามีเหตุผลไม่เพียงพอ ถ้าจะแก้ควรแก้ในสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือสิ่งที่ลิดรอนสิทธิประชาชนมากกว่า

ตอก “ปิยบุตร” หาเสียงรื้อ รธน.

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. กล่าวว่า การที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว. เป็นสิทธิจะเสนอได้ แต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะนี้ ส.ว.ยังไม่ได้เริ่มทำงานอะไร นโยบายต่างๆและกฎหมายยังไม่ได้เริ่มพิจารณาสักฉบับ แต่จะมาขอแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ขอโอกาสให้ ส.ว.ได้เริ่มทำงานก่อน อย่างน้อยควรให้ ส.ว.เริ่มทำงานไปสัก 6-7 เดือนก่อน แล้วค่อยมาพิจารณากัน รัฐธรรมนูญยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขในขณะนี้ ขอให้เลิกหาเสียงได้แล้ว

“วันชัย” สับรู้ทำไม่ได้แต่แค่จุดชนวน

นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงการที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญว่า ถ้าต้องการแก้ไขต้องไปหาเสียงจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. และ ครม.ให้ได้เสียงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนอีก หากทำสำเร็จตามเงื่อนไขเหล่านี้ ส.ว. ก็พร้อมไป แต่เท่าที่ดูสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่แสดงออกขณะนี้แค่สร้างวาทกรรมทางการเมือง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ต้องการสร้างประเด็นให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองเท่านั้น โดยที่รัฐธรรมนูญยังใช้ไปได้ไม่เท่าไร และ ส.ว.ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย เชื่อว่าหากทำงานไปสักระยะหนึ่งแล้ว ส.ว.เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาจริง ไม่ปิดกั้นการแก้ไข แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ช่วยพรรคอนาคตใหม่ได้อานิสงส์ทำให้ได้ ส.ส.เข้ามาจำนวนมาก แต่หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการทุกประการ การเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคอนาคตใหม่อาจจะหมดอนาคตก็ได้

“ไพศาล” ป้อง “ชวน” งดถกสภาฯไร้นัย

นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ แจ้งงดการประชุมสภาฯในวันที่ 12-13 มิ.ย. เหตุไม่มีวาระพิจารณาว่าไม่ควรกล่าวหานายชวนในเมื่อยังไม่มีเรื่องเข้าวาระประชุมต้องงด ถ้าจะไม่ให้งดประชุมต้องรีบเสนอร่างกฎหมายหรือญัตติหรือกระทู้เข้าสู่สภาฯ เมื่อบรรจุวาระแล้วสามารถดำเนินการประชุมได้ อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา ได้เขียนให้รัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จึงเป็นรัฐบาลที่ต้องไปตอบกระทู้หรือชี้แจงแก้ญัตติในสภาฯ ถ้าตนเป็น ส.ส. จะยื่นญัตติด่วนให้รัฐมนตรีต้องมาตอบในสภาฯ ลองดูสิว่าจะกล่าวอ้างว่าไม่ต้องมาตอบ เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการหรือไม่ จะได้เห็นความวิปริตของรัฐธรรมนูญอีกประการหนึ่ง

คนผิดหวัง ปชป.ร่วมหอ พปชร.

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนคิดอย่างไรกับการอภิปรายเพื่อโหวตนายกฯ 1,128 คน เมื่อวันที่ 6-8 มิ.ย. เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกรณีพรรคประชาธิปัตย์ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ พบว่าร้อยละ 63.32 รู้สึกผิดหวัง ไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ของพรรค ร้อยละ 24.24 อยากเป็นฝ่ายรัฐบาล ต้องการตำแหน่งรัฐมนตรี และร้อยละ 21.29 ปฏิบัติตามมติของพรรค ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ โดยร้อยละ 61.79 เห็นด้วยกับเงื่อนไข 3 ข้อที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อพรรคพลังประชารัฐ จะได้ดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และร้อยละ 38.21 ไม่เห็นด้วย เพียงหาเหตุผลและข้ออ้างเข้าร่วมรัฐบาล อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ปฏิบัติตามที่เสนอไว้ได้

ยี้ ภท.ไม่เคารพเสียง ปชช.

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกรณีพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 58.20 ระบุเป็นการตัดสินใจที่ไม่เคารพเสียงประชาชน ไม่เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ร้อยละ 26.32 เลือกฝ่ายที่ได้เปรียบเพื่อผลประโยชน์พรรค ร้อยละ 19.84 ขอให้ทำตามนโยบายพรรค ทำงานเพื่อบ้านเมือง ส่วนกรณีพรรคการเมืองแย่งกันบริหารกระทรวงหลัก ร้อยละ 72.27 ระบุเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เป็นกระทรวงที่มีงบประมาณมาก ร้อยละ 18.87 ควรคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เลือกให้ถูกคนถูกงาน ร้อยละ 16.91 ควรรีบจัดสรรและจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด

เชื่อเสียงปริ่มน้ำอยู่ไม่เกิน 1 ปี

เมื่อถามว่ารัฐบาลใหม่จะอยู่ครบวาระหรือไม่ ร้อยละ 73.65 เห็นว่าอยู่ไม่ครบวาระ คาดว่าอยู่ไม่เกิน 1 ปี ร้อยละ 34.07 ไม่เกิน 6 เดือน ร้อยละ 20.02 ไม่เกิน 2 ปี ร้อยละ 12.95 ไม่เกิน 1 ปีครึ่ง ร้อยละ 6.61 เพราะเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ มีเสียงไม่มากเพียงพอ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ถูกคัดค้านต่อต้าน ทำงานรูปแบบเดิมๆ บ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพที่แน่นอน และร้อยละ 26.35 อยู่ครบวาระ 4 ปี เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อสานต่อการทำงานของ คสช. มี ส.ว. 250 เสียง มีการวางแผนเตรียมการไว้แล้ว ฯลฯ

นิด้าโพลชี้คนดีใจ “ลุงตู่” เบิ้ลนายกฯ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯสมัยที่ 2 ด้วยเสียงสมาชิกรัฐสภาลงมติ 500 เสียง สำรวจเมื่อวันที่ 6-7 มิ.ย. จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,265 หน่วยตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 26.77 ระบุว่าดีใจเดินหน้าประเทศไทยต่อไปได้ ร้อยละ 25.50 เฉยๆใครเป็นนายกฯก็ได้ ร้อยละ 24.78 ผิดหวังเศรษฐกิจประเทศอาจต้องหยุดอยู่กับที่ไปอีกระยะหนึ่ง ร้อยละ 15.06 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหมาะสมเป็นนายกฯในสถานการณ์ปัจจุบัน ร้อยละ 11.71 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์เหมาะสม ร้อยละ 10.52 ระบุว่าพอใจที่ประเทศชาติจะเกิดความสงบ ร้อยละ 7.09 ระบุว่าดูเหมือนรัฐธรรมนูญกำหนดผลไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครจะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ร้อยละ 6.29 กังวลว่าประเทศจะเกิดความขัดแย้งมากขึ้น ร้อยละ 2.63 ระบุเป็นพิธีกรรมทางการเมือง เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่ออีกสมัย ร้อยละ 2.07 เป็นการเลือกนายกฯตามระบอบประชาธิปไตย และร้อยละ 1.04 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

เห็นไปอีกทาง รบ.ใหม่อยู่ครบ 4 ปี

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่ออายุรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 44.11 ระบุว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบ 4 ปี ร้อยละ 18.47 อยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ร้อยละ 16.56 ระบุว่าอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ร้อยละ 10.11 อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ร้อยละ 5.50 อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี และร้อยละ 5.25 ไม่ทราบ ไม่แน่ใจ ไม่สนใจ

สภา นศ.มธ.ซัด “บิ๊กตู่” ไม่สง่างาม

วันเดียวกัน สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของสภานักศึกษา มธ.ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. เรื่อง “จุดยืนของสภานักศึกษาต่อการลงมติเลือกนายกฯ” ว่า มีความกังวลว่าการลงมติดังกล่าว จะมีความไม่เหมาะสมและไม่สง่างาม เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาร่วมลงมติด้วย ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการ ทั้งยังปรากฏว่า ส.ว.ทั้งหมดยังลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯด้วยมติเป็นเอกฉันท์ นอกจากจะขัดต่อประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ยังอาจเข้าข่ายการกระทำอันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร ประธานคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกฯใน ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์และประธานที่ปรึกษา คสช.

เสียใจศิษย์เก่าหนุนคนทำรัฐประหาร

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า สภานักศึกษาเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่ามีศิษย์เก่าและอดีตบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายท่านได้ร่วมลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ทั้งที่ปรากฏชัดแจ้งแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้กระทำรัฐประหาร มีพฤติการณ์ล้มล้างรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกทั้งยังใช้อำนาจละเมิดสิทธิและจำกัดเสรีภาพของประชาชน รวมถึงคณาจารย์และศิษย์ปัจจุบันของ มธ.อีกด้วย การกระทำของศิษย์เก่าและอดีตบุคลากรดังกล่าว ไม่เคารพต่อจิตวิญญาณและเกียรติภูมิของ มธ.ที่ได้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย สภานักศึกษาขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์และขอต่อต้านกระบวนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารทุกรูปแบบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันคัดค้านกระบวนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร และร่วมกันนำการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนสู่ประเทศไทย

กลุ่มสังคมนิยม ปชต.ร้องแก้ รธน.

ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยและเครือข่าย จัดเสวนาสาธารณะเรื่องวิกฤติศรัทธาตุลาการกับอนาคตประเทศไทย โดยมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย นายชํานาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ ร่วมอภิปราย โดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า วิกฤติศรัทธาตุลาการเริ่มเกิดตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เกิดการปฏิบัติที่ไร้มาตรฐานและเลือกปฏิบัติของสถาบันตุลาการหรือไม่ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจเผด็จการ กลายเป็นนักโทษการเมืองถูกจำคุก 72 คน ถูกอุ้มหายไป 8 คน ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน อยากเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น นำระบบไต่สวนกับ ระบบลูกขุนมาใช้พิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหาปัจจุบัน ให้การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และภาคประชาชนเพื่อกู้ศรัทธาตุลาการอีกครั้ง

“โบว์-ณัฏฐา” เตือนระวังเกิดกลียุค

ด้าน น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา กล่าวว่า วิกฤติวันนี้คือวิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งศาลและองค์กรอิสระที่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เราต้องสร้างวัฒนธรรมการไม่ยอมรับความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ อย่าลามไปจนเกิดวิกฤติศรัทธาในความยุติธรรม เมื่อคนไม่เชื่อในความยุติธรรมแล้วจะเกิดกลียุค

“ชำนาญ” คาใจความเป็นกลางศาล

นายชํานาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ระบอบตุลาการเป็นใหญ่ เมื่อก่อนถอดถอนได้ผ่าน ส.ว.แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ มีข้อสงสัยหลายครั้งต่อศาล เหตุแห่งความสงสัยเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใช้ผู้เชี่ยวชาญทดแทนได้ แต่เหตุแห่งความสงสัยต่อความเป็นกลางของศาลนั้น เกิดได้ไม่กี่เหตุ อย่างความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มาจากความสัมพันธ์ทางความคิดและทัศนคติทางการเมือง คดีที่น่าสงสัยที่สุดคดีหนึ่ง คือคดีป่าแหว่ง มีข้อสงสัยที่ราชพัสดุมีมากมาย ทำไมต้องไปสร้างตรงนั้น สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างไฟป่า ที่น่าสงสัยทำไมศาลต้องไปทะเลาะกับประชาชนด้วยการฟ้องร้องคดี


ปวดหัวแทน

ภารกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้าประเทศไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนระหว่างวันที่ 20–23 มิ.ย.นี้ ในฐานะไทยเป็นประธานอาเซียน

แต่วันนี้ยังคาบลูกคาบดอกว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน ระหว่างชุดใหม่หรือชุดเก่า แต่ที่แน่นอนแล้วคือนายกฯเป็นคนหน้าเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ลุงตู่” ผู้น่ารักของเด็กๆ

เวลากระชั้นชิดงวดเข้ามาทุกที แต่การต่อรองตำแหน่งโควตารัฐมนตรีระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย จนป่านนี้ยังไม่สะเด็ดน้ำ เห็นแล้วก็ปวดหัวแทน “ลุงตู่” จริงๆ

ข่าวคราวการยื้อยุดฉุดกระชากเก้าอี้มีออกมาให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน กระทรวงเกรดเอล้วนเป็นที่หมายปองของทุกพรรค ทุกฝ่าย เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลประโยชน์ และการสร้างผลงาน

กระทรวงคมนาคม พาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ พรรคร่วมก็อยากได้ พรรคหลักก็อยากมี

ตั้งโต๊ะ ล้มโต๊ะเจรจากันวุ่นวายขายปลาช่อนไปแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

ล่าสุดพลังประชารัฐพยายามดึงกระทรวงคมนาคมและพาณิชย์คืนมาจากพรรคร่วม โดยแลกกับกระทรวงศึกษาธิการ พลังงาน แถมพ่วงออปชันสมนาคุณเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่มให้อีกพรรคละ 1 ที่นั่ง แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าโอเคหรือไม่

จับสัญญาณจากพี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่โดนเหล่ ท่ามกลางกระแสข่าวผู้มีบารมีนอกพรรคแอบคุยลับกับพรรคร่วม เริ่มส่งเสียงอ่อยๆ “ผมแย่แล้ว ไม่สบาย ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร” ก็ยิ่งตอกย้ำสมมติฐาน

และน่าแปลกเหลือเกินว่า ทั่นรองฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็พูดถึงเรื่องสุขภาพ อาจเป็นปมไม่ไปต่อกับ “ลุงตู่”

นัดกันป่วย ไม่รู้ว่าป่วยทางกาย หรือต้องการสื่อสารบอกอาการป่วยทางใจกันแน่!!!

แต่เกมต่อรองยังคงดำเนินไปไม่จบง่ายๆ ไหนๆก็ดูหนังเรื่องยาวมาแล้วก็ต้องฝืนดูให้จบ

เหลือบแลเข้าไปในพรรคพลัง-ประชารัฐเองก็มีปัญหาอลเวงไม่แพ้กัน

ย้อนกลับไปตอนก่อกำเนิดพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการรวมเอากลุ่มก้อนการเมืองเข้ามาผสมปนเปจนกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ในวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 4 กุมาร สามมิตร บ้านริมน้ำ ชลบุรี ปากน้ำ โคราช เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร รวมทั้ง กปปส.

กวักมือโบกรถทุกคันบนถนนทุกสายให้ไหลเข้ามาเติมน้ำมันในปั๊มสามทหาร

วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับสูงเหนือความคาดหมาย ใครจะคิดว่าหลังเลือกตั้งพลังประชารัฐจะกลายเป็นพรรคบิ๊กเบิ้มขนาดนี้

ดังนั้น ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ต้องตกรางวัลให้ขุนพลในพรรคอย่างงดงาม

แต่กลับตาลปัตร เมื่อกลายเป็น “กากี่นั้ง” คนกันเองแล้ว ก็เลยถูกมองข้ามเหมือนเส้นผมบังภูเขา

หลายคนทำตัวสงบนิ่ง แต่ส่อว่าจะไม่ได้รางวัลอย่างที่หวัง เลยเปลี่ยนมาเล่นบทกระแทกกระทุ้งบ้าง

อย่างที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร นำร่องถ้าพรรคแกนนำไม่ได้ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ สิ่งที่หาเสียงไว้ในภาพรวมจะเกิดความเสียหาย

ขณะที่แกนนำหลายกลุ่มหลายมุ้ง ก็ส่งเสียงโหวกเหวกภายในพรรค ทวงถามตำแหน่งแห่งหนกันให้วุ่น

จึงเป็นหน้าที่ของ “นายกฯลุงตู่” ต้องบริหารจัดการทั้งพรรคหลัก–พรรคร่วม ในฐานะผู้นำสูงสุดของรัฐบาล

สวมบท “ฤาษีเลี้ยงลิง” จนไมเกรนกำเริบแน่!!!

“พ่อลูกอิน”

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เจอมาเยอะคิวถ่วงดุล

แหกโผเล็กน้อย แต่สะเทือนการเมืองพอสมควร ในคิวการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกฯ

แค่ “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย สวนทางต้นสังกัดที่โหวตลงมติเลือก ชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ

ผู้แทนฯเมืองดอกลำดวนสมัยที่ 2 ดีกรีอายุน้อยร้อยล้าน “เสี่ยโต้ง” ขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. “งดออกเสียง”

แต้ม “หนุนลุงตู่” จึงหยุดอยู่ที่ 500 ไม่เข้าสเปก 501 รุ่นกางเกงยีนส์

เหตุผลของนายสิริพงศ์ อย่างที่ชี้แจงไว้ เพราะรับปากชาวบ้านในพื้นที่จะเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯเพียงคนเดียว ผิดจากนี้เป็นใครก็เลือกไม่ได้

ลูกค่ายยึดหลักการ ทำตามสัญญา แต่ทำ “หัวหน้าหนู” สะอึกไปหนึ่งจังหวะ

แน่นอน อีกทางย่อมเพิ่มแรงสั่นสะเทือนต่อ “ดีล” โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีของค่ายภูมิใจไทย ที่กำลังโดนเขย่าเก้าอี้หมายปอง “กระทรวงคมนาคม” คนพลังประชารัฐ ขอให้ นำมา “ล้างโผ” กันใหม่

เป็นคิวที่ “เสี่ยหนู อนุทิน” ก็ชักไม่มั่นใจ ต้องแก้สถานการณ์ “หน้างาน” กันไป

นั่นก็ไม่แพ้กัน สำหรับคิวแหกมติพรรคของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมานอกห้องประชุม แถลงข่าว “ลาออกจาก ส.ส.” ก่อนคิวโหวตสำคัญ

ประกาศเหตุผล เพราะไม่อาจสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ตามที่ “สัญญา ประชาคม” กับประชาชนไว้ ไม่อาจทำ “บาปเรื่องไร้หลักการ” แต่ก็ไม่อาจฝ่าฝืนมติพรรค

หลักการ คำคมเพียบ แต่ก็อย่างที่เห็น แนวทางขั้วที่ 3 ไม่อาจเกิดจริง กระทั่งคนในสังกัดเดียวกันไม่เอาด้วย

สังคมวันนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับคนกั๊ก ประเภทขั้วกลางต้องเดินเดียวดาย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้นายอภิสิทธิ์จะไขก๊อก ส.ส. แบบเดินเดี่ยว ถึงมีแนวร่วมที่เอาด้วยก็เป็นเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะที่ประกาศยุติบทบาทการเมืองตาม ก็ล้วนเป็นสมาชิก “นิวเดม” รุ่นใหม่ที่ไม่ได้เข้าสภาฯ

แต่นั่นก็ใช่ว่าเสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ ปชป.ที่หนุน “บิ๊กตู่” จะแพ็กแท็กทีมกันเหนียวแน่น เพราะความเสี่ยงยังมีสูงกับคิว “พรรคแตก” ประชาธิปัตย์ยังแบ่งเป็น 2 สาย แยกเดินคนละทาง

ถึงแม้ในขั้ว “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ที่แท็กทีมขั้วภูมิใจไทย ต่อสายข้ามหัว พปชร. เปิดดีลกับ “บ้านใหญ่” ในค่ายทหาร

ลูกข่ายในปีกนี้ประสานเสียง สัญญาต้องเป็นสัญญา ไม่บิดพลิ้ว ไม่ล้ม “ดีลเดิม” โฟกัสในเงื่อนไข 7 เก้าอี้ใหญ่ เกรดเอ 3 ทั้งรมว.พาณิชย์-เกษตรฯ-การพัฒนาสังคม และ 4 รัฐมนตรีช่วย

แต่อ่านทางแล้ว “จุรินทร์-เฉลิมชัย” ก็เริ่มออกอาการไม่มั่นใจ

เพราะอีกทาง ขั้ว ปชป.ส่วนแยก ทั้ง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค-กรณ์ จาติกวณิช-ถาวร เสนเนียม” ก็ต่อสาย เป็นตัวแทนดีลกับคนในค่ายพลังประชารัฐ ฉีกไปเจรจากับบิ๊กๆการเมือง นอกโซน อิทธิพลท็อปบูต

นาทีต่อนาที วันต่อวันจากนี้ ต้องจับตา 2 ขั้วจาก ปชป. ที่แน่นอนโยงไปถึง 2 ปีกใน พปชร.

ค่ายแกนนำรัฐบาลประยุทธ์ 2 กำลังเปิดศึกวัดพลังไม่แพ้กัน

เปิดสูตรโยนจากขั้ว “การเมือง” พปชร. เสียงแข็งต้อง “รื้อโผ” เอามาคุยในพรรค

ทั้งดีลภูมิใจไทย ต้องขอคืน “คมนาคม” เอา “พลังงาน” ไปแทน และแถมเก้าอี้รัฐมนตรีช่วย อีกทางก็ต้องขอคืนกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญจากประชาธิปัตย์ “พาณิชย์” แลก “ศึกษาธิการ-ต่างประเทศ” และเพิ่มเก้าอี้ รมช.

เป็นข้อเสนอใหม่ที่โยนออกมา พร้อมกับกระแสข่าว ส.ใหญ่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กับคำถามว่าจะ “ไปต่อ” หรือไม่ นอกจากสาเหตุจากปัญหาสุขภาพ

อีกทางก็มองได้ เป็นเงื่อนไขโยนถึงผู้มีอำนาจ “เคาะ” สูงสุด

ถ้าพรรคหลักรัฐบาล พปชร.ไม่ได้คุม “คมนาคม-พาณิชย์” ก็บริหารยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจได้ยาก

สรุปว่าหลังผ่านพ้นคิวหนักๆในสภา เข้าแผน “ไปต่อ” แล้ว ยังมีเรื่องยากรออยู่ กับคิวฟอร์ม ครม. ท้าทายบทผู้นำ วัดใจ “บิ๊กตู่” ที่แม้จะจัดว่าเชี่ยวการ “บริหารจัดการอำนาจ”

ผ่านการถ่วงดุลหลากขั้วในบ้านเมืองมาหลายรอบแล้วก็ตาม.

ทีมข่าวการเมือง

โจทย์ยาก...ที่ต้องแก้ :ไทกร พลสุวรรณ

โจทย์ยาก...ที่ต้องแก้
เมื่อพิจารณาจากคะแนนเสียงที่โหวตเลือกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว โจทย์ใหญ่สำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้คือ
(1)จำนวนเสียง ส.ส. ที่สนับสนุนรัฐบาลใหม่ มีเพียง 251 เสียงเท่านั้น และมีเสียง ส.ส. ฝ่ายค้าน 246 เสียง (ตอนนี้เหลือ 245 เสียง เนื่องจากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถูกพักการทำหน้าที่ชั่วคราว)
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 3 ท่านต้องงดออกเสียงตามประเพณีปฏิบัติ
สรุป มีเสียงมากกว่ากันเพียง 5 เสียงเท่านั้น
ถือเป็นรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ เพราะมีโอกาสสะดุดล้มได้ตลอดเวลา
หากแก้โจทย์นี้ไม่ได้ก็ต้องเริ่มนับถอยหลังอายุของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่รัฐบาลเริ่มต้นบริหารประเทศเลยทีเดียว
(2)การทุจริตคอรัปชั่น ต้องยอมรับความจริงว่าต้นทุนในการสืบทอดอำนาจครั้งนี้ สูงมากๆ สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งใดๆที่ผ่านมา หลังประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย โหวตเลือกประยุทธ์ไปแล้ว ก็เหมือนผีหามถึงป่าช้า "ไม่ฝัง ก็ต้องเผา" ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะผูกขาติดกันแล้ว ถ้าจะจมน้ำก็ต้องจมไปด้วยกัน กลุ่มก๊วนในพลังประชารัฐถือว่า นี่คือความได้เปรียบ หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว การต่อรองจะยิ่งหนักหน่วงขึ้น การบิดพริ้ว การผิดคำพูด และการทรยศหักหลัง จะเกิดขึ้น หาความราบรื่นไม่มี
การถอนทุนจะเกิดขึ้น ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งต้องถอนทุนมาก
โจทย์ 2 ข้อนี้ หากแก้ได้ รัฐบาลประยุทธ์ก็บริหารประเทศต่อไปได้ แต่จะเป็นไปอย่างทุลักทุเลเต็มที หากแก้โจทย์ทั้ง 2 ข้อนี้ไม่ได้
คงไม่ต้องบอกว่าอายุรัฐบาลนี้จะสั้นแค่ไหน
นี่ยังไม่นับรวมการเตรียมเคลื่อนไหวของประชาชนทั่วไปที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ตอนนี้ก็ ฮึ่ม ฮึ่ม อยู่ รอเพียงไม่มี ม. 44 เท่านั้น
ไทกร พลสุวรรณ
6 มิถุนายน 2562
ขอขอบคุณภาพประกอบจากไทยรัฐ

วิบากกรรมของรัฐบาลชุดหน้าในระบอบโจราธิปไตย :ธีรภัทร เสรีรังสรรค์


วิบากกรรมของรัฐบาลชุดหน้าในระบอบโจราธิปไตย(Kleptocracy)ภายใต้สภาห้าร้อย

วงรอบที่หนึ่ง ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้นำเผด็จการที่ปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตและไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ จะนำไปสู่การแพ้ภัยตนเอง

วงรอบที่สอง การรวมตัวของกลุ่มก๊วนนักการเมืองภายในพรรคแกนนำรัฐบาลที่เป็นพวกผลประโยชน์นิยมจะนำไปสู่ความแตกร้าวภายในพรรคการเมืองเหล่านั้น

วงรอบที่สาม ความขัดแย้งเชิงอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล

วงรอบที่สี่ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่มีเสียงก้ำกึ่งกัน จะเป็นไปอย่างดุเดือด อย่ากระพริบตา รัฐบาลมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง

วงรอบที่ห้า รัฐบาลกับประชาชนกลุ่มชนต่างๆจะเกิดความขัดแย้งแตกแยกมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลผลประโยชน์นิยมดังกล่าวย่อมเป็นการยากที่จะมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้

สรุป ห้าวงรอบที่จะบีบรัดบดขยี้จนกระทั่งรัฐบาลในระบอบโจราธิปไตยไม่สามารถธำรงอยู่ได้ ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดหน้านี้

ศาลสั่งจำคุกทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหวยบนดิน

ศาลสั่งจำคุกทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหวยบนดิน
.
วันนี้ (6 มิ.ย.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง อ่านคำพิพากษาคดีออกโครงการสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว หรือหวยบนดิน คดีหมายเลขดํา อม.1/2551 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ทักษิณ ชินวัตร อายุ 70 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23
.
ทั้งนี้ศาลพิจารณาคดีลับหลังได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำพิพากษาคดีนี้ไปแล้ว แต่ได้จำหน่ายคดีความผิดในส่วนของทักษิณ เนื่องจากทักษิณไม่ได้เดินทางมาศาล
.
ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าขณะทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2546-2549 เร่งรัดให้มีการออกสลากพิเศษหวยบนดิน แม้จะมีการทักท้วงว่าการออกสลากดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการยับยั้งจนทำให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ทักษิณยังเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสั่งการเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้เร่งรัดดำเนินการโดยเร็ว รวมทั้งยังนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างผิดขั้นตอน อีกทั้งเร่งออกสลากโดยไม่รอเครื่องพิมพ์
.
อย่างไรก็ตาม ศาลยังพิจารณาว่าแม้ว่าโครงการนี้จะทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีรายได้จากการขายสลากกว่า 1.2 แสนล้านบาท แต่การบริหารงานกลับขาดทุน 7 งวด เป็นเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นว่าโครงการนี้ไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยงในการจ่ายเงินให้กับผู้ที่ถูกรางวัล นอกจากนี้เงินรายได้กว่า 80% ที่สมทบเข้ากองทุนจ่ายเงินรางวัลและส่วนหนึ่งต้องนำกลับคืนสู่สังคม มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกทักษิณเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนความผิดฐานยักยอกทรัพย์ศาลยกฟ้อง
.
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/ 

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562

อจ.กม.จี้ยกเลิกสว.เลือกนายกฯ

อาจารย์กฎหมายธรรมศาสตร์เตรียมประสานพรรคการเมือง-ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกให้ ส.ว. เลือกนายกฯ
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นภายหลังที่ประชุมร่วมของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. มีมติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ว่า 
.
“ในฐานะที่มีหน้าที่ให้บริการสังคมทางวิชาการ นับจากนี้ผมจะประสานกับพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้ยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา ซึ่งอย่างน้อยจะมีเนื้อหาเรื่องการยกเลิกอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งมีพรรคการเมืองได้เสนอเป็นนโยบายสำคัญ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ได้ตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐด้วยการเสนอเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน
.
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เนื่องจากอาจนำไปสู่ชนวนความขัดแย้งใหม่อีกรอบ
.
สำหรับประเด็นการให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ปรากฏในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยให้ ส.ว. มาจาการสรรหาของ คสช. จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี และร่วมออกเสียงโหวตบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. ได้
.
ภาพ: ฐานิส สุดโต
.
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/

ประยุทธ์ ขอบคุณทุกคะแนนที่โหวตให้

ประยุทธ์ ขอบคุณทุกคะแนนที่โหวตให้ ยืนยันพร้อมทำหน้าที่พาประเทศก้าวหน้าให้มากที่สุด
.
เช้าวันนี้ (6 มิ.ย.) พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบผลการเลือกนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภา โดยได้ขอบคุณประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และสมาชิกของทั้ง 2 สภา ที่ให้การสนับสนุนและทำให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย รวมทั้งขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่ทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจนถึงวันนี้
.
“นายกฯ ย้ำว่า คะแนนเสียงที่มากกว่าได้มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อน แล้วค่อยรวมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาเป็น 500 คะแนน ซึ่งก็เป็นไปตามกติกาเดิม พร้อมทั้งยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน”
.
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน ที่แม้จะไม่สนับสนุน แต่ก็ได้ทำหน้าที่ของผู้แทนประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจากนี้ไปอยากให้ทุกคนร่วมมือกันทำงานด้วยเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน ซึ่งยังมีปัญหาอีกมายมายที่รอการแก้ไข
.
รวมทั้งนำบทเรียนในอดีตมาเป็นแนวทางในปัจจุบัน ส่วนพี่น้องประชาชนนั้นขอให้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง
.
อ้างอิง:
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/20891

ดีลป่วน"ประยุทธ์2"?



Top Story ุ6 มิ.ย.62 ดีลป่วน"ประยุทธ์2"

"สิริพงศ์"ยันไม่ย้ายพรรคขอโทษ"อนุทิน"แล้ว : ข่าวต้นชั่วโมง 15.00 น.(06-0...



"สิริพงศ์"ยันไม่ย้ายพรรคขอโทษ"อนุทิน"แล้ว

อ้อยเข้าปากช้าง!ตั้งรัฐบาลส่อยุ่งอีกพปชร.ส่งสูตรแบ่งเค้กให้'บิ๊กตู่'สะพัดเกลี่ยใหม่ดึงเกษตรฯ-พาณิชย์-คนนาคมคืน



6 มิ.ย.62- ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.) ว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล นำโดยพรรค​ พปชร.หลังจากแกนนำพรรคไปเจรจาพูดคุยกับพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาล โดยพรรคพปชร.ยืนยันเงื่อนไขที่จะนำข้อเสนอของพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ทั้งเรื่องนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล ตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมไปถึงการจัดสรรโควตารัฐมนตรี ตามที่พรรคการเมืองยื่นข้อเสนอมา โดยจะนำข้อเสนอเหล่านี้ส่งให้​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความเหมาะสม 

และอาจต้องมีการเกลี่ยกระทรวงใหม่อีกครั้ง  เพื่อขอคืนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม หลังจากผู้ประสานเจรจาในรอบแรกเสนอให้กับพรรคร่วม จนแกนนำกลุ่มต่างๆภายในพรรคไม่พอใจ และเปลี่ยนผู้เจรจาให้มาเป็นแกนนำที่มาจากสายการเมืองในพรรคโดยตรงเพื่อป้องกันข้อครหาคนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในพรรค ขณะที่ยังมีแรงกดดันจากกลุ่มสามมิตรที่พยายามจะขอคืนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือต่อรองให้พิจารณากระทรวงอื่นที่มีความสำคัญ เช่น กระทรวงคมนาคม เพื่อให้มีตัวแทนของกลุ่มเข้าไปบริหารแทน

อย่างไรก็ตาม​ การจัดสรรเก้าอี้ยังไม่ลงตัว แม้จะมีการเสนอข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย จะได้ตำแหน่งรองนายก  รมว. 3 ตำแหน่ง และรมช.4​ ตำแหน่ง แต่ทั้งหมดยังต้องมาพิจารณากันใหม่โดยดูผลคะแนนที่แต่ละพรรคลงมติโหวตเลือก​ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯมาประกอบการพิจารณาด้วย จึงเป็นการล้มเจรจาในรอบแรกโดยผู้ที่มีอำนาจบางคนมาเป็นบุคคลภายในพรรคดำเนินการแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า​ นอกจากนี้​ ในช่วงระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดสรรโควต้ารัฐมนตรี​แก่พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ​ เพราะต้องรอให้ลงมติเลือกนายกฯเสร็จสิ้นก่อนนั้น​ ความเคลื่อนไหวของบรรดากลุ่มต่างๆ​ ภายในพรรค​ พปชร.เอง​ก็เริ่มมีการรวบรวมจำนวน​ ส.ส.เพื่อแสดงให้เห็นกำลังของกลุ่ม​ตัวเอง​ และให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้เห็นว่าตัวเลข ส.ส.ที่แท้จริงแต่ละกลุ่มมีจำนวนเท่าใด​ รวมถึงเพิ่มอำนาจในการต่อรอง​โควต้ารัฐมนตรีให้เหมาะสมกับตัวเลขจำนวน​ ส.ส.

​ ขณะเดียวมีความพยายามของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยวิ่งเข้าหาผู้ใหญ่นอกพรรค เพื่อขอให้ยืนดีลเดิมในรอบแรก ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยต้องชี้แจงกรณี นายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีษะเกษ งดออกเสียง เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง.


เกมมันอยู่ที่ลุงตูแล้ว

ถูกหวย ส้มหล่นใส่เต็มๆ

ในวิกฤติกลายเป็นโอกาสของนายสุทัศน์ เงินหมื่น ขยับขึ้นเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แทน “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศลาออกจาก ส.ส.เพราะรับไม่ได้กับมติพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรคพลังประชารัฐ ตีตั๋วต่อรอบ 2

เกาะอุดมการณ์ ไฟต์บังคับต้อง “รักษาคำพูด”

ไม่ใช่เซอร์ไพรส์ บทหล่อๆของ “อภิสิทธิ์” ถูกเขียนสคริปต์ไว้ตั้งแต่รู้ผลเลือกตั้งแล้ว

และกองเชียร์ แฟนคลับก็ไม่ต้องใจหาย ดราม่า น้ำตาไหล เพราะการจากลาของ “เดอะมาร์ค” รอบนี้ ไม่ใช่ไปแล้วไปลับ แต่เป็นการล้างคราบ “ลายพราง” ใช้สถานการณ์ต่อต้าน “ลุงตู่” สลายภาพที่เคยถูกดันขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร แอบอิงกับท็อปบูตมาตลอดจนภาพมหาบัณฑิตออกซ์ฟอร์ดเลือนราง

“อภิสิทธิ์” แค่ไปนั่งพักรักษาหน้า ข้างสนามชั่วคราว

รอจังหวะสถานการณ์พลิกให้ “ฮีโร่ประชาธิปไตย” กลับมาแบบหล่อๆในเกมเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นรอบต่อไปไม่ช้าก็เร็ว ดูคู่แข่งแล้วถ้าไม่มีใคร ประชาธิปัตย์ก็ต้องกลับไปใช้บริการ

อารมณ์คน “อีโก้” สูง “อภิสิทธิ์” นอนตาไม่หลับแน่ ถ้าไม่ได้แก้มือจากที่พาพรรคแพ้ยับเยิน

“เดอะมาร์ค” ต้องมีคิวรีเทิร์นแน่

แต่แน่นอน ณ เบื้องต้น ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์แตกยับ อาฟเตอร์ช็อกแผ่นดินไหวระดับ 7 แมกนิจูด ยิ่งกว่าประวัติศาสตร์กลุ่ม 10 มกรา เพราะแบ่งข้าง “หักลำ” กันเองแบบครึ่งต่อครึ่ง

แม้แต่การร่วมรัฐบาล ก็ไม่ได้ไปพร้อมกัน ต่างคนต่างวิ่งชิงหลัก

อาการแบบที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงมติร่วมรัฐบาล อ้างเพราะพรรคพลังประชารัฐยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด 3 ข้อที่ยื่นไป

อาศัยเหลี่ยม “ขี้ตู่” กับ “ลุงตู่” แบบเนียนๆ

ลีลาเซียนแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ชิงตีขลุมได้ “ตามบิล” ร่วมรัฐบาล ดีลเดิมกับ “ผู้มีอำนาจ” ฟาดกระทรวงเกรดเอ พาณิชย์ เกษตรฯ การพัฒนาสังคมฯ บวก 4 รมช. แถมรองนายกฯ

บวกเกมรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ “ยันต์กันทักษิณ”

แต่เท่าที่ได้ยิน ประชาธิปัตย์พูดเองเออเองอยู่ฝั่งเดียว

หันไปทาง “นายกฯลุงตู่” บอกปัดไม่มีจุดยืนเรื่องรื้อรัฐธรรมนูญ ส่วนการเจรจาร่วมรัฐบาลปล่อยให้พรรคการเมืองว่ากันไปตามขั้นตอนกฎหมาย ส่งมุกกับนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันการเจรจาข้อตกลงร่วมรัฐบาลต้องนำไปว่ากันบนโต๊ะคณะกรรมการบริหารพรรค

เน้นเดินตามรัฐธรรมนูญหักมุม ล่มดีล “ขาใหญ่” นอกพรรค

ประชาธิปัตย์ “เชื่อง” ร่วมรัฐบาลในสภาพไร้พลังต่อรอง เพราะอำนาจตกเป็นของทีมนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายถาวร เสนเนียม นายกรณ์ จาติกวณิช ที่กุมเสียง ส.ส.ส่วนใหญ่กว่า 27 เสียง และชิงแสดงเจตจำนงผ่านนายอิสสระ สมชัย ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศหนุน “ลุงตู่” ก่อนพรรคลงมติ

เปิดไพ่โต้งๆออกอากาศ ไม่แอบเข้าบ้านกรมทหาร

ดังนั้น สิทธิการจองโควตารัฐมนตรีย่อมอยู่กับทีมของนายพีระพันธ์ ที่ชื่อลงล็อกกับ รมว.ยุติธรรม กับนายถาวร ที่หวนกลับถิ่นเก่าเก้าอี้ มท.2 รมช.มหาดไทย รวมถึงทีมนายกรณ์ก็ต้องล็อก 1 เก้าอี้

ตรงกันข้ามในเครื่องหมายคำถาม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ที่ประกาศยึดดีลเดิมกับ “ผู้มีอำนาจ” นอกพรรคพลังประชารัฐ พาณิชย์ เกษตรฯ การพัฒนาสังคมฯ จะไปเอาโควตาจากตรงไหน

ในเมื่อสิทธิตามกฎหมายมันอยู่ที่วงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

ทีมดีล “ลุงตู่” ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เสี่ยงเข้าเงี่ยงกฎหมาย ปล่อย “คนนอก” ครอบงำ โทษ “ยุบพรรค”

และตามหลักการหรูๆแบบที่นายอุตตมยืนยันต้องนำนโยบายแต่ละพรรคมาจูนกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีเป้าหมาย เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

ไม่ใช่แบ่งตามผลประโยชน์ของพรรค จ่ายบิลตามตัวเลข ส.ส.

ที่แน่ๆโดยสภาพวงแตกของประชาธิปัตย์ ย่อมส่งผลถึงเกมจับมือมัดข้าวต้มกับ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พยายามแท็กทีมล็อกดีลเดิมกับขาใหญ่ในบ้านพักค่ายทหาร

“ฮั้วแตก” ไร้พลังต่อรอง ดีล “พี่ใหญ่” ล่ม

ตามเงื่อนไข ภูมิใจไทยก็ต้องคืนกระทรวงคมนาคม คายอ้อยจากปากช้างเหมือนกัน

เพราะจุดสำคัญมันเกี่ยวกับ “เครดิต” ผู้นำของ “นายกฯลุงตู่” ที่ประกาศไว้ชัด กลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม ต้องอยู่กับพรรคแกนนำรัฐบาล และจะต้องกรองชื่อรัฐมนตรีด้วยตัวเองเป็นด่านสุดท้าย

หลักประกันความปลอดภัยจากบาดทะยักคอร์รัปชัน.

ทีมข่าวการเมือง


วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562

โอกาสทวงคืนค่าโง่

พลังประชารัฐ “หลงเหลี่ยม” ไปแอบดีลในค่ายทหาร ยกโควตาประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคประชาธิปัตย์

“ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ส่อโดน “จัดหนัก”

ตามอาการที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เปิดไฟเขียวผ่านตลอดทุกสี่แยก ปล่อยให้ “ซักฟอก” คุณสมบัตินายกฯในวันโหวต 5 มิถุนายน แบบไม่จำกัดเวลา

แบะท่า ต่อให้ลากยาวไปหลายวันก็ไม่มีปัญหา

อารมณ์เหมือนจงใจ “เขี่ยลูก” เข้าทางบาทาพรรคเพื่อไทย ใส่พานให้ทีมอนาคตใหม่ รวมถึงคนยี่ห้อประชาธิปัตย์สาย “ชวน” เองที่แสดงอาการหมั่นไส้

“ลับเขี้ยว” รอฟัด พล.อ.ประยุทธ์ “เต็งหนึ่ง” ในบัญชีนายกฯพลังประชารัฐ

แต่ก็ทันเกมเหมือนกัน ตามจังหวะที่ “นายกฯลุงตู่” บอกปัด ไม่จำเป็นต้องเข้าไปโชว์วิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯก่อนเกมโหวตสภา เพราะตลอดเวลา 4-5 ปีก็พูดมาจนคนทั่วไปก็เห็นกันหมดแล้ว

รู้แกว “นักเลงสภา” กวักมือเรียกเข้าไปรุมกินโต๊ะ

และประเมินรูปเกม องครักษ์ “ลุงตู่” ในทีมพลังประชารัฐก็คงไม่ปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ถูกรุมกินโต๊ะฝ่ายเดียวแน่ ตามเหลี่ยมน่าจะกระทุ้งไปที่ปรมาจารย์ชวน

จี้จุด ย้ำปมส่วนตัว ดักคอภาวะทางใจ ปล่อยให้ “ลุงตู่” โดนรุมยำ ถือว่าไม่แมน

ขณะที่อีกด้าน ขั้วเพื่อไทยและพันธมิตร “นายใหญ่” ทีมดูไบ จ่อดัน “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นคู่ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ทั้งๆที่อยู่ในระหว่างศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จากคดีหุ้น

ตั้งท่าท้าทายกระบวนการยุติธรรม จงใจเดินเกมดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญ ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน ส่อเกิดความวุ่นวายทางกฎหมายตามมา

“ส.ส.ตลาดล่าง” กับ “ส.ส.ตลาดบน” ได้ล่อกันนัวแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เกมโหวตนายกฯจะป่วนลากยาวกันแค่ไหน มันก็ต้องมีตอนจบ ตามสมการตัวเลข ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ รวมกับพันธมิตรพรรคเล็กที่ล็อกแขนไว้ ประกอบกับ 250 ส.ว. โดยไม่ต้องพึ่ง ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย

ยังไงก็รวมคะแนนเสียงเกิน 376 เสียง ล็อกเก้าอี้ให้ “ลุงตู่” ชัวร์

และเมื่อได้ตีตั๋วต่อนายกฯแล้ว ดุลอำนาจอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ ในการคุมจัด ครม.

นี่แหละโอกาสที่พลังประชารัฐจะทวง “ค่าโง่” คืน

จับอาการ “ร้อนรน” จนผิดปกติของคนประชาธิปัตย์ โฟกัสการเคลื่อนไหวของ “เสี่ยต่อ” นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ที่เดินสายทั้งวัน มีข่าวประชุมกันแทบจะทุกครึ่งชั่วโมง

ฝั่งหนึ่งก็มือลั่นโพสต์ร่วมรัฐบาล “ลุงตู่” แต่อีกฝั่งก็ปฏิเสธทันควัน

และสังเกต “ออปชัน” ของประชาธิปัตย์ ต้องยึดดีลเดิมที่แท็กทีมกับภูมิใจไทยดอดเข้าบ้านในค่ายทหาร เออออกับขาใหญ่นอกพรรคพลัง-ประชารัฐ ปาดหน้าเค้ก พาณิชย์ เกษตรฯ การพัฒนาสังคมฯ บวก 4 รมช.

ยื้อ ไม่ยอมคายอ้อยออกจากปากช้างง่ายๆ

แต่นั่นก็ปล่อยข่าวปูดกระแส พูดเองเออเองอยู่ฝั่งเดียว สวนทางกับอาการนั่งไม่ติดกับสัญญาณตอบรับที่นิ่งสนิทจากฝั่งพลังประชารัฐ ภายหลังเกมพลิกเหลี่ยมล้ม “ดีลขาใหญ่”

ดึงการเจรจาร่วมรัฐบาลเป็นมติพรรค ตามหลักการรัฐธรรมนูญ

ทุกอย่างไปว่ากันหลังคิวโหวตนายกฯ รู้ตัวเลขกันชัดๆใครโหวตให้ ใครแตกแถว โดยที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ย้ำหลักการร่วมรัฐบาลต้องนำนโยบายทุกพรรคไปจูนกันก่อน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามเป้าหมายของประเทศ ไม่มีการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

“ดีลพี่ใหญ่” ล่มแล้ว พาณิชย์ เกษตรฯ คมนาคม ต้องตกลงในวงกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น

โยนเกมกดดันกลับไปที่ประชาธิปัตย์ ที่มีแต้ม 54 เสียง แต่ “เล่นใหญ่”

ในอารมณ์ล่าสุด นายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีมงานสายนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายถาวร เสนเนียม ประกาศชัดๆ ส.ส.เกือบ 30 เสียงพร้อมโหวตหนุน “ลุงตู่” โดยไม่รอมติพรรค

หักเหลี่ยมทีม “เสี่ยต่อ” ชิงเข้าล็อกโควตารัฐมนตรีก่อน

ฉะนั้นอย่าว่าแต่ “ดีลเดิม” ตอนนี้ฉวยอะไรได้ นายเฉลิมชัยต้องคว้าไว้ก่อน ไม่งั้นอด

แถมไพ่ใบสุดท้ายมันอยู่ในกำมือ “นายกฯลุงตู่” ถ้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่ ค่ายที่จะเหนื่อยหนักก็ไม่พ้นทีมประชาธิปัตย์นั่นแหละ พรรคแตก กระสุนหมด กระแสตก โพลคนเบื่อ

ยิ่งในมุมที่ “ชวน หลีกภัย-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แสดงอาการต่อต้าน “ลุงตู่” เหมือนย้อนศร แก้เผ็ดกองเชียร์ที่หันไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ อารมณ์นี้อ่านใจกองเชียร์ประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯและปักษ์ใต้ที่เทใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับไปเลือกประชาธิปัตย์อีกหรือไม่ คงจะพอเดาทางได้ง่ายๆ

รอบนี้ “ตีไพ่พลาด” ซ้ำ ปชป.เสียหมดตูดแน่.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562

'วิษณุ'ดักคอ'ชวน'คงไม่อนุญาตให้สภาถล่ม'บิ๊กตู่'ก่อนลงมติเลือกนายกฯ

4 มิ.ย.62- นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ​ (คสช.) ต้องไปปรากฏตัวในวันประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ หรือไม่ ว่า ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับไม่ได้พูดเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ห้าม​ อย่างที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ระบุว่า อยู่ที่สมาชิกที่จะเสนอขึ้นมาและมีมติ แต่อย่างไรก็ตาม​ คนที่เป็นคนนอกและคนที่ถูกเสนอชื่อ จะเป็นใครก็ได้อยู่แล้วในประเทศไทย ฉะนั้นลองนึกภาพว่า ถ้าไม่ใช่​ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นคนอื่น และพรรคเสนอคนอื่น คนเหล่านั้นจะเดินทางไปสภาแล้วไปยืนแสดงวิสัยทัศน์ได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสมาชิกเสนอว่าขออภิปรายก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ นายวิษณุ กล่าวว่า ตามข้อบังคับ เขามีสิทธิขอหารือ ซึ่งถ้าประธานอนุญาตก็ทำได้  

เมื่อถามว่า หากมีการพุ่งเป้าให้​ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากหัวหน้า​ คสช.ก่อน ประเด็นเหล่านี้หารือหรืออภิปรายได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า หารือได้ แต่จะได้ผลอย่างไร ไม่ทราบ ตนได้บอกแล้วว่า ใครจะเสนออะไรก็เสนอไป แต่สุดท้ายจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ แม้จะบีบเป็นมติออกมา ตนก็เชื่อประธานจะไม่ขอมติ ซึ่งคงไม่สามารถไปบังคับกันได้​ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในคสช.อยู่ต่อไป จนกระทั่งครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณรับหน้าที่.