เผยขอบริหาร พณ.-กษ. ตั้งแต่ต้น
“นอกจาก 3 เงื่อนไขดังกล่าวแล้วยังมีเงื่อนไขที่ 4 ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน คือโควตารัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าหากให้พรรครับผิดชอบแก้ไขปัญหาพืชผลการเกษตรให้มีคุณภาพ ได้ตามราคาที่เกษตรกรต้องการคือ ปาล์มน้ำมันต้องได้ราคาไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท ยางพาราต้องได้ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท จะต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าบริหารใน 2 กระทรวงหลักคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกร และกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวกับการขายระบายสินค้าเกษตรและอื่นๆทั้งในและต่างประเทศ ถ้าไม่ให้ 2 กระทรวงหลักนี้เชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของประชาชนได้” นายเทพไทกล่าว
อย่ามัดมือชกขู่ผิดสัญญาจ่อทบทวน
“วันนี้สื่อต่างเผยแพร่ข่าวว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะขอทวง 2 กระทรวงหลักนี้คืน จึงอยากบอกว่าถ้าพรรคหลักเอา 2 กระทรวงนี้คืนจากพรรคประชาธิปัตย์เท่ากับผิดสัญญาหรือเงื่อนไขที่ตกลงไว้ก่อนหน้ากับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 4 เงื่อนไขนี้เป็นเรื่องที่ผ่านการประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคและ ส.ส.พรรคได้พิจารณาหลักเกณฑ์ก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้นหากเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 4 ข้อ มีการบิดพลิ้วผิดข้อตกลงจากสัญญาที่รับคำไว้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะนำเงื่อนไขและการผิดข้อตกลงดังกล่าวกลับมาพิจารณาในที่ประชุม ส.ส.พรรคอีกครั้ง หากพรรคพลังประชารัฐคิดว่าจะมัดมือชก คิดว่าได้ตำแหน่งนายกฯไปแล้วไม่ต้องแคร์พรรคร่วมรัฐบาล อยากบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คุณคิดและเราเชื่อว่าถ้าคุณผิดสัญญาตั้งแต่ต้น เท่ากับไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะไม่มีการผิดสัญญาในอนาคตอีก เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทบทวน ในที่ประชุม ส.ส.และ กก.บห.พรรคแน่นอน” นายเทพไทกล่าว
ไม่เชื่อล้มดีล ฮึ่มบิ๊กสองฝ่ายเสียคน
ด้านนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคเหนือ กล่าวถึงกรณีหากมีการล้มดีล ในข้อตกลงการร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะการแบ่งงานในโควตากระทรวงที่กำกับดูแลว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง พรรคประชาธิปัตย์เราต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ เข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรคและ ส.ส. แต่เชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแน่ คงเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เด็กเล่นขายของ พรรคประชาธิปัตย์มีหลักเกณฑ์ และเป็นเรื่องของเขาต้องเคลียร์กันเองภายในพรรคกันเอง ถ้าจะล้มดีลหรือเปลี่ยนข้อตกลง ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายจะเสียหายและเสียผู้ใหญ่แน่
“นิพนธ์” ปิดประตูไม่เจรจาเพิ่มอีก
นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข่าวแกนนำกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐไม่หยุดเคลื่อนไหวขอเกลี่ยโควตาแลกกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯว่า ถือว่าการเจรจาเงื่อนไขข้อตกลงจบตั้งแต่วันที่เลือกประธานสภาฯและวันโหวตเลือกนายกฯไปแล้ว ทุกอย่างยึดข้อตกลงเดิมทั้งหมด ขั้นตอนจากนี้เราต้องเดินตามโรดแม็ปที่วางเอาไว้ คือการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ จัดทำนโยบายรัฐบาลโดยบรรจุนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลใส่ในนโยบายรัฐบาล โดยไม่มีการเจรจาเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อถามว่า แต่ยังมีการปล่อยข่าวสร้างแรงกระเพื่อมจากคนในพรรคพลังประชารัฐเพราะไม่พอใจเนื้องานและกระทรวงที่ได้ นายนิพนธ์กล่าวว่า ไม่ทราบไม่ขอยุ่งเกี่ยวเป็นเรื่องภายในของเขาต้องพูดคุยกันเอง เราดูแลพรรคเราให้ดี เมื่อถามย้ำว่า หากล้มดีลในข้อตกลงจริง พรรคประชาธิปัตย์เตรียมหาทางออกไว้รองรับแล้วหรือไม่ นายนิพนธ์กล่าวว่า เขาไม่ทำอย่างนั้น มั่นใจว่าไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นแน่ ต่างเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว
ผู้ใหญ่ย้ำดีลเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลที่กลุ่มต่างๆในพรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องให้ทวงกระทรวงเกรดเอกลับคืนไปจากพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า ขอยืนยันว่าเงื่อนไขข้อตกลงในการจัดตั้งรัฐบาล ที่แกนนำพรรคที่มีอำนาจเต็มในการเจรจาได้หารือไว้กับผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐแล้ว ต่างยืนยันว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆ หากพรรคพลังประชารัฐมีปัญหาภายในเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐต้องไปแก้ไข
แจงเข้าใจดีความรู้สึกประชาชน
นายราเมศกล่าวถึงผลสำรวจของโพลบางสำนักที่ระบุประชาชนไม่เห็นด้วยที่พรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาล และล่าสุดสวนดุสิตโพลระบุประชาชนผิดหวังการที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐว่า พรรคเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มที่สะท้อนความคิดเห็นมา การเข้าร่วมรัฐบาลเป็นการตัดสินใจอยู่ภายใต้มติของเสียงส่วนใหญ่ในพรรค จากการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ทุกคนได้สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มติจึงออกมาบนพื้นฐานสำคัญ คือยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง การมุ่งนำนโยบายของพรรคไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
อ้อนพรรคยังยึดมั่นอุดมการณ์
นายราเมศกล่าวต่อว่า พรรคตั้งต้นคิดเพื่อประชาชน สุดท้ายปลายทางแน่นอนว่าอยากให้มองที่ความมุ่งมั่นและความสำเร็จในวันข้างหน้า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำให้เห็นแล้วว่าเราทำเพื่อประชาชนได้จริง ส่วนอุดมการณ์ของพรรคยังคงดำรงอยู่เช่นเดิมทุกประการภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่อย่างไรก็ตาม พรรคตระหนักดีว่าไม่ว่าจะตัดสินใจไปทางไหน จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และมีผลกระทบต่อพรรค แต่คำตอบที่จะได้จากหลักคิดบนพื้นฐานของการยึดประโยชน์จากประเทศในวันข้างหน้า จะเป็นคำตอบให้พี่น้องประชาชนได้ดีที่สุด
กก.ยุทธศาสตร์ลุยเฟ้นว่าที่ รมต.
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า วันที่ 10 มิ.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อพิจารณาแผนงานโครงการยุทธศาสตร์ของรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ตามรายภาค และรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบด้านภารกิจที่รับมอบหมาย รวมถึงคณะกรรมการชุดต่างๆ พร้อมกับหารือถึงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และตำแหน่งทางการเมือง ตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 97 ถึง 99 ที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานในการคัดเลือก อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม แต่ยังไม่มีการกำหนดชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งแต่อย่างใด
“อุเทน” ชี้ รบ.บิ๊กตู่แตกเละไปก่อน 1 ปี
นายอุเทน ชาติภิญโญ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกสมัย ตามที่ทุกฝ่ายคาดหมายและตามที่วางแผนผ่านการตรากฎหมายในยุค คสช. หวังว่าใช้อำนาจและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา แต่ขอเตือนว่าการทำงานนับจากนี้จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีฝ่ายค้านและกระบวนการตรวจสอบผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำและในพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคพลังประชารัฐขาดเอกภาพอย่างเห็นได้ชัด แค่เริ่มต้นแก่งแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีชนิดไม่ลดราวาศอก ต่อไปหากมีเหตุการณ์ใดทำให้กลุ่มก๊วนของรัฐบาลผสมไม่สมประโยชน์ สภาพของรัฐบาลนี้ไม่ต่างจากรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อายุไม่ถึง 1 ปีต้องยุบสภา ที่สำคัญรัฐบาลประยุทธ์อาจมีอายุสั้นกว่าด้วย เพราะมีปัญหาภายในมากมาย นอกจากนี้กระแสสังคมรับไม่ได้ต่อการทำหน้าที่ของ ส.ว. ที่ลงคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีแตกแถว ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ ส.ว.ต้องแห่แหนแสดงความจงรักภักดีต่อหัวหน้า คสช.ที่แต่งตั้งตัวเองขนาดนั้น ความผิดเพี้ยนในการลงมติเลือกนายกฯ สะท้อนว่าพิษของรัฐธรรมนูญกำลังทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง เชื่อว่าภายใต้กติกาใหม่นี้จะก่อให้เกิดวิกฤติอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบ
“เสี่ยหนู” เสียงเข้มข้อตกลงจบนานแล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงประเด็นปัญหาการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ทุกอย่างจบเรียบร้อยไปตั้งนานแล้ว และยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น
“ศักดิ์สยาม” รมว.คค. “นาที” ท่องเที่ยว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทยว่าโควตารัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้รับการจัดสรรทั้งหมด 7 เก้าอี้ คือ 1 รองนายกฯ 1 3 รมว. และ 3 รมช. โดยนายอนุทินจะนั่งรองนายกฯควบ รมว.สาธารณสุข ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาจะมอบให้นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อและเหรัญญิกของพรรค ส่วน รมว.คมนาคมจะเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค รมช.มหาดไทย เป็นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรค อีก 2 ตำแหน่งอยู่ระหว่างพิจารณา มีรายงานว่าการเจรจาเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยได้พูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดจบไปตั้งนานแล้ว ไม่มีการเกลี่ยใหม่อย่างที่มีกระแสข่าว
รองโฆษก พปชร.ย้อนแสบ “อนุทิน”
ทางด้านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กระทรวงมีไว้ให้คนเข้าไปทำงาน ไม่ใช่มีไว้ให้มาเที่ยวแลกไปมา จบข่าว” พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “คมนาคม สาธารณสุข ท่องเที่ยวครับ เปลี่ยนไม่ได้” วันเดียวกัน เมื่อ 11.15 น. นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้นายอนุทิน 5 ข้อ 1.กระทรวงมีไว้ให้ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่มีไว้ให้เข้าไปหางานเพื่อบริษัท #ถูกต้องนะครับ
เก็บไว้ทำงานหรือหางานให้บริษัท
“2.กระทรวงมีไว้ให้ทำงานเพื่อประชาชน และที่สำคัญต้องไม่ใช่เก็บไว้ให้บริษัทเข้าไปหางาน #ถูกต้องนะครับ 3.กระทรวงมีไว้ให้ทำงานเพื่อประชาชน แลกเปลี่ยนได้ ถ้าจะเอาไปเพื่อประโยชน์บริษัทใด #ถูกต้องนะครับ 4.ไม่ยอมแลก เก็บไว้ ทำงานให้ประชาชน หรือหางานให้บริษัท #คนเขาสงสัย กระทรวงนี้ของข้าใครอย่าแตะ 5.ไม่มีใคร แลกอะไรกันไปมา มีแต่หาความเหมาะสม ไม่ให้คนเขานินทาว่าเลือกกระทรวงให้บริษัท #ถูกต้องนะครับ” เฟซบุ๊กนายธนกรระบุ ทั้งนี้หลังจากโพสต์ข้อความได้ไม่นานนายธนกรได้ลบข้อความดังกล่าวออกจากเฟซบุ๊กไปแล้ว
อัด “ธนาธร” หมอดูตี รบ.อายุสั้น
นายธนกรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ไม่ครบเทอมว่า รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าอยู่แล้วทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน อยู่แล้วประชาชนอยู่ดีกินดี บ้านเมืองสงบ ประชาชนมีความสุข นี่คือสิ่งสำคัญ เสียงปริ่มน้ำใช่ว่ารัฐบาลจะอายุสั้น อาจอยู่ยาวก็ได้หากบริหารจัดการให้ดี อย่าลืมว่า ส.ส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลอยากเป็น ส.ส. เพื่อทำงานให้พี่น้องประชาชนนานๆ ไม่มีใครอยากเสียเวลามาเลือกตั้งใหม่ อย่าทำตัวเป็นนักพยากรณ์ และช่วยทำความเข้าใจกับผู้สนับสนุนในโซเชียลมีเดียให้เคารพสิทธิผู้เห็นต่างด้วย ไม่ใช่พอใครมีความเห็นแตกต่างกับพรรคตัวเองมารุมถล่มด่าด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ คนรุ่นใหม่ไม่น่ามีพฤติกรรมแบบนี้ ไหนบอกว่าเคารพผู้อื่น ยึดหลักความเท่าเทียม อย่าแบ่งแยกประชาชน ยุติความขัดแย้ง ประเทศต้องการความปรองดอง
เหน็บอย่ามองกระทรวงเป็นสินค้า
ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 23.49 น. วันที่ 8 มิ.ย. นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ภรรยานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อย่ามองกระทรวงเป็นสินค้า” เลือกตั้งประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ นายกฯเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ประชาชนรอดูโฉมหน้า ครม. เพื่อจะได้เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศกันได้ซักที จริงๆแล้วแต่ละกระทรวงมีความสำคัญไม่แพ้กัน แตกต่างกันไปตามภาระหน้าที่งาน อย่ามองกระทรวงเป็นสินค้าเกรดเอ บี ซี เลย เพราะถ้าขุนพลที่เข้ามาคุมกระทรวงตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นทำประโยชน์ให้ประเทศชาติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กระทรวงนั้นจะได้เกรดเอ โดยประชาชนจะให้คะแนนเอง เพราะสุดท้ายถ้ากระทรวงมีผลงาน ประเทศพัฒนา ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับคนไทยทุกคน อยากเห็นขุนพลทุกคนพร้อมออกรบเพื่อให้ชนะ ไม่ใช่เพื่อพรรค ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อประเทศชาติ เพราะวันนี้เราไม่มีเวลามาขัดแย้งกันอีกแล้ว ปัญหาให้แก้รออยู่มากมาย แล้วอย่าลืมว่าครั้งนี้แม่ทัพไม่มี “ดาบกายสิทธิ์” อีกต่อไป งานหนัก งานยากรออยู่และฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบทุกเวลา
“สกลธี” ติคนในต่อรองจนน่าละอาย
ขณะที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ในเฟซบุ๊กตอนหนึ่งว่า การเมืองเป็นเรื่องต่อรองผลประโยชน์ การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต่อรองนั่นโน่นนี่เป็นสิทธิและเป็นเรื่องปกติ ฝั่งไหนด้านไหนรับข้อเสนอและยอมให้ได้ตามที่พรรคร่วมขอ ก็ร่วมงานกันไป เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย...แต่การต่อรองของคนในพรรคแกนนำกันเองนี่สิมันน่าละอาย เคยอยู่ประชาธิปัตย์มา 10 กว่าปี ตอนตั้งรัฐบาลไม่เห็นมีใครในพรรคต่อรองอะไร ให้เป็นหน้าที่หัวหน้าพรรคกับกรรมการบริหารพรรคจะเห็นสมควร ยิ่งโดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ 80% ของคนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐเพราะอยากเห็นลุงตู่เป็นนายกฯบริหารประเทศต่อไป น้อยนักที่เลือกเพราะอยากเห็นคนนั้นคนนี้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโน้นนี้ ถ้าจะมีแฟนคลับส่วนตัวคงมีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย การมีใครมาอ้างว่ามี ส.ส.ในมือเท่านั้นเท่านี้ แล้วมาต่อรองว่าต้องได้เป็นอะไร ละอายใจบ้างเถอะ อย่าเอาแต่ความอยากได้อยากเป็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง ที่ผ่านมาคนคลื่นเหียนนักการเมืองมามากพอแล้ว ปล่อยให้นายกฯดูความเหมาะสมและจัดวางคนที่ดีให้ทำงานเถอะ ภาพข่าวที่ออกมามันบั่นทอน ความเชื่อมั่นทุกวันๆ #ทำเพื่อชาติซักครั้งเถอะ
พท.วางภารกิจผลักดันแก้ รธน.
นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย” ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีภารกิจที่ต้องร่วมมือกันหลายด้าน ได้แก่ 1.การทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลในสภาฯ การต่อสู้ในสภาฯครั้งนี้ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกติกาบิดเบี้ยว การพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มข้น ผ่านการอภิปรายที่มีเหตุผล โดยการทำงานเป็นทีมจะเป็นหลักประกันว่าพรรคเพื่อไทยใส่ใจกับการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง 2.สร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและประชาชนที่มีหัวใจรักประชาธิปไตย มีเป้าหมายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จำเป็นต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไปกับการทำงานในสภาฯ เพื่อให้ครอบคลุมถึงการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การใช้กลไกรัฐในการทำลายผู้เห็นต่างอย่างไร้คุณธรรม
สร้างพรรคเป็นสถาบันที่พึ่ง ปชช.
นายภูมิธรรมระบุอีกว่า 3.การสร้างพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ตอบสนองประโยชน์ของประชาชนได้ต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่เป็นพรรคที่มีชีวิตในช่วงการเลือกตั้งและเปิดสภาฯเท่านั้น 4.การสร้างฐานมวลชนที่มั่นคงเข้มแข็ง สถานการณ์เช่นนี้เป็นโอกาสสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้บุคลากรและกลไกทุกระดับของพรรค สมาชิกรุ่นใหม่ของพรรคที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาระบบงานต่างๆ คุณค่าที่จะได้จากต้นทุนทุกระดับ ย่อมนำไปสู่การเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้พรรคได้ทั้งสิ้น จึงเป็นองคาพยพร่วมกันที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็ง อยู่ในใจประชาชนไปอีกนานเท่านาน
ถล่มหยุดทีเถอะต่อรองทึ้ง รมต.
นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการจัดสรรโควตารัฐมนตรีระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาลว่า “กระทรวงและงานบริหารประเทศ ไม่ใช่มีไว้ให้ใครมาเที่ยวแลก ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครที่จะเอามาโยนไปมา แบ่งกันชม แบ่งกันใช้ หยุดเถอะครับ”
ปลุกพลัง ปชช. รื้อร่างใหม่ทั้งฉบับ
ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยื้อแย่งเก้าอี้ในรัฐบาลของพรรค การเมืองอย่างมูมมามขณะนี้ สะท้อนความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เป็นลางร้ายว่าต่อไปนี้การเมืองจะเป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์ เพราะรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ต้องง้อพรรคเล็กพรรคน้อย แลกกับการยกมือสนับสนุนในสภาฯ เป็นช่องทางหากินของนักการเมืองใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว สาเหตุที่ทำให้ระบบการเมืองไทยอ่อนแอมีต้นตอจากรัฐธรรมนูญ ทางแก้คือต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้เพียงบางมาตรา เพราะมีการหมกเม็ดกลไกสืบทอดอำนาจเผด็จการไว้ในรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด การแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะบางพรรคได้ประโยชน์จากกติกาเลือกตั้งบิดเบี้ยวแบบนี้ ไม่อยากเปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคที่ไม่หวังชัยชนะในการเลือกตั้งแบบเขต แต่ส่งผู้สมัคร ส.ส.หวังเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผิดหลักการแข่งขัน กติกาแบบนี้ทำให้เจตจำนงการลงคะแนนของประชาชนถูกบิดเบือน ทำลายความเข้มแข็งระบบรัฐสภา หากประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องมีส่วนร่วมสร้างแรงกดดันทางสังคม ยกระดับให้เป็นประเด็นสาธารณะ ไม่อย่างนั้นระบอบรัฐประหารจะหลอกหลอนประเทศไทยไปชั่วลูกชั่วหลาน
หนุนแก้ รธน.เผด็จการครึ่งใบ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดไว้อย่างตรงไปตรงมา เชื่อว่าหาก รัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่เป็นฉบับเผด็จการครึ่งใบที่ทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาส สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นเสาหลักในการกำหนดทิศทางแก้ปัญหาประเทศ เพราะมาจากประชาชน ไม่ใช่วุฒิสภาที่ผ่านการคัดสรรมาจาก คสช.ที่ผลาญงบประมาณไป 1,300 ล้านบาท แต่ได้คนรอบตัว คสช.มาเป็นสภาฯฝักถั่วที่ยอมให้กดรีโมตได้
ย้อนยุคก่อนปี 40 ปชช.เสื่อมศรัทธา
นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประชาชนเบื่อหน่ายการต่อรองกระทรวง แทนที่จะแข่งกันผลักดันนโยบายที่ใช้หาเสียงมาเป็นนโยบายเพื่อประชาชน รัฐบาลที่จะได้จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำสภาพไม่ต่างจากรัฐบาลเป็ดง่อย ที่รวบรวมพรรค การเมืองมากกว่า 20 พรรค หน้าตารัฐบาลที่ออกมาจึงไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ ทำให้ประชาชนสิ้นหวัง สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เหมือนการเมืองย้อนไปในยุคก่อนปี 2540 ไม่รู้ว่าประชาชนต้องรอการต่อรองรัฐบาลอีกนานแค่ไหน การต่อรองโควตาเจรจาแลกเก้าอี้ ผลประโยชน์แต่ละพรรค ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ยิ่งตั้งรัฐบาลช้า ประเทศและประชาชนยิ่งเสียโอกาสมากขึ้น
“นิรันดร์” ปัดพา 12 ส.ส.ซบ พปชร.
นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยบางส่วนไปรับประทานอาหารกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร พรรคพลังประชารัฐ ที่ร้านอาหารย่านถนนวิภาวดีรังสิตว่า ตนเป็น 1 ใน ส.ส.ที่ไปร่วมวงกินข้าวกับนายสมศักดิ์และนายสุริยะ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.แต่ไปกินข้าวกันในฐานะเพื่อนที่คุ้นเคยกันมานาน เพราะสนิทสนมกับนายสมศักดิ์มาตั้งแต่ปี 2529 สมัยอยู่พรรคกิจสังคมด้วยกัน ส่วนนายสุริยะคุ้นเคยกันดีตั้งแต่อยู่พรรคไทยรักไทย พอเลิกประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.บังเอิญเดินมาเจอกัน เลยชักชวนไปกินข้าวกันตามประสาคนรู้จัก ตนจึงชวน ส.ส.เพื่อไทยคนอื่นอีก 4-5 คน ที่คุ้นเคยกับนายสมศักดิ์และนายสุริยะไปด้วย จากนั้นคนอื่นๆไปชวน ส.ส.ต่อกันไปเป็นทอดๆ จนมีทั้ง ส.ส.อีสาน และภาคเหนือประมาณ 11-12 คน ไปกินข้าวด้วยกัน
แค่แซวสนุกถ้ากลับต้องไปเซฟเฮาส์
“ยืนยันว่าได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ หยอกล้อเรื่องอดีตเท่านั้น ไม่ได้พูดคุยทางการเมือง ชักชวนให้ ส.ส.อีสานไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ หรือบอกว่าถ้ามีปัญหาให้มาบอก ทางนี้พร้อมช่วยเหลือ อาจมีการหยอกล้อ แซวกันสนุกๆบ้าง แต่ไม่ได้จริงจังอะไร ใช้เวลากินข้าวด้วยกัน 1-2 ชั่วโมง ถ้าจะไปเจรจาทางลับ คงไปพูดคุยในเซฟเฮาส์แล้ว ไม่มากินอย่างเปิดเผยในร้านอาหารสาธารณะ
กินข้าวกับ “สมศักดิ์” ฉันเพื่อนเก่า
นายนิรันดร์กล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวที่นายสุริยะ และนายสมศักดิ์นำรูป ส.ส.อีสานที่ไปกินข้าวร่วมกันไปให้ผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐดูและบอกว่าได้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนนี้มาแล้ว ไม่ติดใจอะไร เพราะไม่เป็นเรื่องจริง ไปกินข้าวด้วยความบริสุทธิ์ใจในฐานะเพื่อนเก่า ไม่มีอะไรปกปิด ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องนี้แล้ว ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทุกอย่างให้ฟังจนเข้าใจดีแล้ว ขอให้ดูตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ จะสวนมติพรรคหรือไม่ ยืนยันไปกินข้าวกันจริงๆ ไม่คิดว่าจะถูกจับโยงเป็นประเด็นการเมือง แต่ถึงโยงไปก็ไม่แคร์ เพราะบริสุทธิ์ใจอย่าไปตื่นเต้นทุกอย่างจบแล้ว
“พวงเพ็ชร” ปัดตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่
นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด อดีตประธานสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงกระเเสข่าวไปร่วมสนับสนุนการตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่ที่อ้างถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง ร่วมสนับสนุนจัดตั้งพรรคว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่พรรคไทยรักษาชาติสิ้นสภาพตามกฎหมาย ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคใดเลย แต่ติดตามข้อเรียกร้องและปัญหาชาวบ้านทุกแง่มุม เพราะเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัยที่ชาวบ้านมาสะท้อนความเดือดร้อน จึงขอสะท้อนไปยังรัฐบาลใหม่ว่าควรยุติการต่อรองจับจองเก้าอี้ ครม.ได้แล้ว สงสารชาวบ้านบ้าง ไปเร่งทำงานเพราะชาวบ้านเดือดร้อนหลากหลายปัญหามายาวนานหลายปี โดยเฉพาะการทำมาหากิน
“เสรี” ฉะ อนค.ยุคนเกลียดชัง ส.ว.
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เตรียมยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตรา โดยมีมาตรา 272 กรณีให้ ส.ว.ร่วมโหวตการเลือกนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีหลายขั้นตอน เท่าที่ดูเฉพาะเสียงของฝ่ายพรรคอนาคตใหม่ที่รวมกับพรรคแนวร่วม 7 พรรค ไม่น่าจะเพียงพอ และยังต้องอาศัยเสียง ส.ว. 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย หากเป็นเรื่องสำคัญต้องผ่านการเห็นชอบจากประชาชนอีก จึงมั่นใจว่า ไม่มีทางแก้สำเร็จ ดูแล้วเป็นแค่การพูดสร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความสับสน ไม่ชอบและเข้าใจผิด ส.ว.ในแง่ร้าย ขณะนี้รัฐธรรมนูญเพิ่งเริ่มใช้ไปไม่ทันไร และ ส.ว. เพิ่งเริ่มทำหน้าที่ จึงยังไม่ถึงเวลาสมควรแก้รัฐธรรมนูญ การอ้างว่า ส.ว.มีที่มาจาก คสช.ให้มาโหวตเลือกนายกฯนั้น ถือว่าขัดต่อมติมหาชน เพราะการให้ ส.ว.เลือกนายกฯได้ผ่านการทำประชามติเห็นชอบจากประชาชนทั้งประเทศมาแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆ คสช.ไปแต่งตั้งเอง การเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว. จึงเป็นข้อเสนอที่ต้องการเปลี่ยนแปลงฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ เอาความรู้สึกตัวเองมาตัดสิน ถือว่ามีเหตุผลไม่เพียงพอ ถ้าจะแก้ควรแก้ในสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือสิ่งที่ลิดรอนสิทธิประชาชนมากกว่า
ตอก “ปิยบุตร” หาเสียงรื้อ รธน.
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. กล่าวว่า การที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว. เป็นสิทธิจะเสนอได้ แต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะนี้ ส.ว.ยังไม่ได้เริ่มทำงานอะไร นโยบายต่างๆและกฎหมายยังไม่ได้เริ่มพิจารณาสักฉบับ แต่จะมาขอแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ขอโอกาสให้ ส.ว.ได้เริ่มทำงานก่อน อย่างน้อยควรให้ ส.ว.เริ่มทำงานไปสัก 6-7 เดือนก่อน แล้วค่อยมาพิจารณากัน รัฐธรรมนูญยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขในขณะนี้ ขอให้เลิกหาเสียงได้แล้ว
“วันชัย” สับรู้ทำไม่ได้แต่แค่จุดชนวน
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงการที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญว่า ถ้าต้องการแก้ไขต้องไปหาเสียงจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. และ ครม.ให้ได้เสียงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนอีก หากทำสำเร็จตามเงื่อนไขเหล่านี้ ส.ว. ก็พร้อมไป แต่เท่าที่ดูสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่แสดงออกขณะนี้แค่สร้างวาทกรรมทางการเมือง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ต้องการสร้างประเด็นให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองเท่านั้น โดยที่รัฐธรรมนูญยังใช้ไปได้ไม่เท่าไร และ ส.ว.ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย เชื่อว่าหากทำงานไปสักระยะหนึ่งแล้ว ส.ว.เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาจริง ไม่ปิดกั้นการแก้ไข แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ช่วยพรรคอนาคตใหม่ได้อานิสงส์ทำให้ได้ ส.ส.เข้ามาจำนวนมาก แต่หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการทุกประการ การเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคอนาคตใหม่อาจจะหมดอนาคตก็ได้
“ไพศาล” ป้อง “ชวน” งดถกสภาฯไร้นัย
นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ แจ้งงดการประชุมสภาฯในวันที่ 12-13 มิ.ย. เหตุไม่มีวาระพิจารณาว่าไม่ควรกล่าวหานายชวนในเมื่อยังไม่มีเรื่องเข้าวาระประชุมต้องงด ถ้าจะไม่ให้งดประชุมต้องรีบเสนอร่างกฎหมายหรือญัตติหรือกระทู้เข้าสู่สภาฯ เมื่อบรรจุวาระแล้วสามารถดำเนินการประชุมได้ อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา ได้เขียนให้รัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จึงเป็นรัฐบาลที่ต้องไปตอบกระทู้หรือชี้แจงแก้ญัตติในสภาฯ ถ้าตนเป็น ส.ส. จะยื่นญัตติด่วนให้รัฐมนตรีต้องมาตอบในสภาฯ ลองดูสิว่าจะกล่าวอ้างว่าไม่ต้องมาตอบ เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการหรือไม่ จะได้เห็นความวิปริตของรัฐธรรมนูญอีกประการหนึ่ง
คนผิดหวัง ปชป.ร่วมหอ พปชร.
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนคิดอย่างไรกับการอภิปรายเพื่อโหวตนายกฯ 1,128 คน เมื่อวันที่ 6-8 มิ.ย. เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกรณีพรรคประชาธิปัตย์ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ พบว่าร้อยละ 63.32 รู้สึกผิดหวัง ไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ของพรรค ร้อยละ 24.24 อยากเป็นฝ่ายรัฐบาล ต้องการตำแหน่งรัฐมนตรี และร้อยละ 21.29 ปฏิบัติตามมติของพรรค ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ โดยร้อยละ 61.79 เห็นด้วยกับเงื่อนไข 3 ข้อที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อพรรคพลังประชารัฐ จะได้ดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และร้อยละ 38.21 ไม่เห็นด้วย เพียงหาเหตุผลและข้ออ้างเข้าร่วมรัฐบาล อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ปฏิบัติตามที่เสนอไว้ได้
ยี้ ภท.ไม่เคารพเสียง ปชช.
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกรณีพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 58.20 ระบุเป็นการตัดสินใจที่ไม่เคารพเสียงประชาชน ไม่เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ร้อยละ 26.32 เลือกฝ่ายที่ได้เปรียบเพื่อผลประโยชน์พรรค ร้อยละ 19.84 ขอให้ทำตามนโยบายพรรค ทำงานเพื่อบ้านเมือง ส่วนกรณีพรรคการเมืองแย่งกันบริหารกระทรวงหลัก ร้อยละ 72.27 ระบุเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เป็นกระทรวงที่มีงบประมาณมาก ร้อยละ 18.87 ควรคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เลือกให้ถูกคนถูกงาน ร้อยละ 16.91 ควรรีบจัดสรรและจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด
เชื่อเสียงปริ่มน้ำอยู่ไม่เกิน 1 ปี
เมื่อถามว่ารัฐบาลใหม่จะอยู่ครบวาระหรือไม่ ร้อยละ 73.65 เห็นว่าอยู่ไม่ครบวาระ คาดว่าอยู่ไม่เกิน 1 ปี ร้อยละ 34.07 ไม่เกิน 6 เดือน ร้อยละ 20.02 ไม่เกิน 2 ปี ร้อยละ 12.95 ไม่เกิน 1 ปีครึ่ง ร้อยละ 6.61 เพราะเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ มีเสียงไม่มากเพียงพอ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ถูกคัดค้านต่อต้าน ทำงานรูปแบบเดิมๆ บ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพที่แน่นอน และร้อยละ 26.35 อยู่ครบวาระ 4 ปี เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาเพื่อสานต่อการทำงานของ คสช. มี ส.ว. 250 เสียง มีการวางแผนเตรียมการไว้แล้ว ฯลฯ
นิด้าโพลชี้คนดีใจ “ลุงตู่” เบิ้ลนายกฯ
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯสมัยที่ 2 ด้วยเสียงสมาชิกรัฐสภาลงมติ 500 เสียง สำรวจเมื่อวันที่ 6-7 มิ.ย. จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,265 หน่วยตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 26.77 ระบุว่าดีใจเดินหน้าประเทศไทยต่อไปได้ ร้อยละ 25.50 เฉยๆใครเป็นนายกฯก็ได้ ร้อยละ 24.78 ผิดหวังเศรษฐกิจประเทศอาจต้องหยุดอยู่กับที่ไปอีกระยะหนึ่ง ร้อยละ 15.06 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหมาะสมเป็นนายกฯในสถานการณ์ปัจจุบัน ร้อยละ 11.71 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์เหมาะสม ร้อยละ 10.52 ระบุว่าพอใจที่ประเทศชาติจะเกิดความสงบ ร้อยละ 7.09 ระบุว่าดูเหมือนรัฐธรรมนูญกำหนดผลไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครจะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ร้อยละ 6.29 กังวลว่าประเทศจะเกิดความขัดแย้งมากขึ้น ร้อยละ 2.63 ระบุเป็นพิธีกรรมทางการเมือง เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่ออีกสมัย ร้อยละ 2.07 เป็นการเลือกนายกฯตามระบอบประชาธิปไตย และร้อยละ 1.04 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
เห็นไปอีกทาง รบ.ใหม่อยู่ครบ 4 ปี
เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่ออายุรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 44.11 ระบุว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบ 4 ปี ร้อยละ 18.47 อยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ร้อยละ 16.56 ระบุว่าอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ร้อยละ 10.11 อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ร้อยละ 5.50 อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี และร้อยละ 5.25 ไม่ทราบ ไม่แน่ใจ ไม่สนใจ
สภา นศ.มธ.ซัด “บิ๊กตู่” ไม่สง่างาม
วันเดียวกัน สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของสภานักศึกษา มธ.ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. เรื่อง “จุดยืนของสภานักศึกษาต่อการลงมติเลือกนายกฯ” ว่า มีความกังวลว่าการลงมติดังกล่าว จะมีความไม่เหมาะสมและไม่สง่างาม เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาร่วมลงมติด้วย ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการ ทั้งยังปรากฏว่า ส.ว.ทั้งหมดยังลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯด้วยมติเป็นเอกฉันท์ นอกจากจะขัดต่อประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ยังอาจเข้าข่ายการกระทำอันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร ประธานคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกฯใน ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์และประธานที่ปรึกษา คสช.
เสียใจศิษย์เก่าหนุนคนทำรัฐประหาร
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า สภานักศึกษาเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่ามีศิษย์เก่าและอดีตบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายท่านได้ร่วมลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ทั้งที่ปรากฏชัดแจ้งแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้กระทำรัฐประหาร มีพฤติการณ์ล้มล้างรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกทั้งยังใช้อำนาจละเมิดสิทธิและจำกัดเสรีภาพของประชาชน รวมถึงคณาจารย์และศิษย์ปัจจุบันของ มธ.อีกด้วย การกระทำของศิษย์เก่าและอดีตบุคลากรดังกล่าว ไม่เคารพต่อจิตวิญญาณและเกียรติภูมิของ มธ.ที่ได้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย สภานักศึกษาขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์และขอต่อต้านกระบวนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารทุกรูปแบบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันคัดค้านกระบวนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร และร่วมกันนำการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนสู่ประเทศไทย
กลุ่มสังคมนิยม ปชต.ร้องแก้ รธน.
ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยและเครือข่าย จัดเสวนาสาธารณะเรื่องวิกฤติศรัทธาตุลาการกับอนาคตประเทศไทย โดยมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย นายชํานาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ ร่วมอภิปราย โดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า วิกฤติศรัทธาตุลาการเริ่มเกิดตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เกิดการปฏิบัติที่ไร้มาตรฐานและเลือกปฏิบัติของสถาบันตุลาการหรือไม่ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านอำนาจเผด็จการ กลายเป็นนักโทษการเมืองถูกจำคุก 72 คน ถูกอุ้มหายไป 8 คน ถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน อยากเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น นำระบบไต่สวนกับ ระบบลูกขุนมาใช้พิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหาปัจจุบัน ให้การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และภาคประชาชนเพื่อกู้ศรัทธาตุลาการอีกครั้ง
“โบว์-ณัฏฐา” เตือนระวังเกิดกลียุค
ด้าน น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา กล่าวว่า วิกฤติวันนี้คือวิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งศาลและองค์กรอิสระที่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เราต้องสร้างวัฒนธรรมการไม่ยอมรับความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ อย่าลามไปจนเกิดวิกฤติศรัทธาในความยุติธรรม เมื่อคนไม่เชื่อในความยุติธรรมแล้วจะเกิดกลียุค
“ชำนาญ” คาใจความเป็นกลางศาล
นายชํานาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ระบอบตุลาการเป็นใหญ่ เมื่อก่อนถอดถอนได้ผ่าน ส.ว.แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ มีข้อสงสัยหลายครั้งต่อศาล เหตุแห่งความสงสัยเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใช้ผู้เชี่ยวชาญทดแทนได้ แต่เหตุแห่งความสงสัยต่อความเป็นกลางของศาลนั้น เกิดได้ไม่กี่เหตุ อย่างความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มาจากความสัมพันธ์ทางความคิดและทัศนคติทางการเมือง คดีที่น่าสงสัยที่สุดคดีหนึ่ง คือคดีป่าแหว่ง มีข้อสงสัยที่ราชพัสดุมีมากมาย ทำไมต้องไปสร้างตรงนั้น สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างไฟป่า ที่น่าสงสัยทำไมศาลต้องไปทะเลาะกับประชาชนด้วยการฟ้องร้องคดี