PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

"ฮิวแมนไรท์" จับตาองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ขึ้นแบล็คลิสต์ 300 รายชื่อหมิ่น

"ฮิวแมนไรท์" จับตาองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน ขึ้นแบล็คลิสต์ 300 รายชื่อหมิ่น

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 30 เมษายน 2557 เวลา 10:32 น.
เขียนโดย
Chayanat Meengern
หมวดหมู่
"ฮิวแมน ไรท์" จับตา300 รายชื่อหมิ่นในแบล็คลิสต์ "องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน" "เหรียญทอง" ต้องตรวจสอบข้อมูลอีก อ้างบางคนโดนกลั่นแกล้ง กสม.เตรียมเข้าพบขอข้อมูล 
1.royal 

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบย้อนหลังพบว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557 เฟซบุ๊กของ "องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน" ได้โพสข้อความจากพล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน โดยข้อความว่า
"แชร์ให้ทราบทั่วกันว่า ...เพียงแค่ 1 สัปดาห์ ยุทธการ Van Helsingหรือ ‘ยุทธการสาดน้ำมนต์’ ปรากฎว่า ...มีผีร้อนตัวเข้ามาดิ้นทุรนทุราย กรีดร้อง กันเยอะแยะ ...ขณะนี้ทีมงานสืบค้นหาตัวบุคคลได้มากแล้ว เกือบ 300 ราย แต่จะรีบดำเนินการทันทีไม่ได้ เพราะจะต้องทำสำนวน รวบรวมหลักฐานของแต่ละราย หลายรายเป็นคนใกล้ชิดนักการเมือง จนนักการเมืองบางคนร้อนตัว ติดต่อมาว่าจะไม่ช่วยเหลือ ...การปฏิบัติการเหล่านี้ ต้องการทีมงานอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ผมจะประกาศระดมทีมงานเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ได้ตรวจข้อมูลขยะรุ่น 1 แล้ว ...ผมขอให้ท่านทั้งหลายได้สืบค้นหาตัวบุคคลอย่างรุกคืบ ต่อเนื่อง ไปเรื่อยๆ ครับ"
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 พล.ต.นพ.เหรียญทอง ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า การสืบค้นรายชื่อบุคคลเกือบ 300 รายชื่อ ได้หาข้อมูลโดยใช้วิธีด้านเทคนิคสารสนเทศ แต่ข้อมูลที่ได้มาก็ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีการกลั่นแกล้งกันด้วยหรือเปล่า หลักฐานก็ต้องดูด้วยว่าถูกต้องไหม บางส่วนอาจจะไม่ใช่
"ตอนนี้สามารถบอกได้แค่ว่าคนที่ดำเนินคดีไปแล้ว ก็คือนางสาวโรส นักออกแบบทรงผมสัญชาติอังกฤษ ซึ่งมีพยานหลักฐานชัดเจน เนื่องจากว่ามีการส่งหลักฐานมาให้กับทางองค์กรเก็บขยะแผ่นดินเอง ส่วนในรายชื่ออื่นอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง องค์กรของเราทำตามกฎหมาย ไม่ได้ทำแบบเถื่อน และองค์กรของเราก็ทำแค่เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพียงเรื่องเดียว ที่สำคัญคนทำงานของเราก็เยอะ มันก็มีประสิทธิผลมากกว่าในหน่วยงานราชการที่มีคนน้อย" พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุ
ด้านนายสุนัย ผาสุก ผู้ประสานงานและที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch ) ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขอตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่องค์กรเก็บขยะแผ่นดินสืบค้นและเตรียมดำเนินคดีกับบุคคลประมาณ 300 ราย ว่าการตรวจสอบรายชื่อ 300 คนตามข้อความที่โพสต์นั้น เก็บไปทำไมและใช้วิธีการอะไรที่ทำให้ได้รายชื่อคนเหล่านั้นมา มีความคิดอะไรที่ต้องเก็บรายชื่อคนเหล่านั้นนี่คือปัญหา และในกรณีนี้ไม่มีใครติดใจไม่มีใครประหลาดใจ เป็นเรื่องที่แปลก
"ประเด็นนี้ผมหวังว่า ทางคณะกรรมการสิทธิฯ จะสอบถามไปยังหมอเหรียญทอง และตอนนี้หมอเหรียญทองก็บอกว่าให้ทางคณะกรรมกาสิทธิเข้าไปหาหมอเหรียญทองเอง เพราะหากออกมาอาจได้รับอันตราย เท่าที่ทราบตอนนี้ทางกรรมสิทธิฯ ก็หารือกันว่าจะเข้าไปวันเวลาไหน กรณีหมอเหรียญทองบอกว่าตนโดนคุกคาม ประเด็นนี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะไม่ว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นกับฝ่ายไหนมันก็ไม่สมควรทั้งสิ้น"
ด้านนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่ายินดีชชี้แจงเรื่องการจัดตั้งองค์กร แต่ขอให้กรรมการสิทธิฯมาพบเองไม่มีปัญหา ยินดีไปพบ เพราะไม่ว่าผู้ชุมนุมหรือว่าประชนที่โดนหมายจับ คณะกรรมการสิทธิฯก็ไปคุยกับเขา ทางเราก็ต้องไปหาหมอเหรียญทองเอง 
นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่องค์กรเก็บขยะแผ่นดินมีรายชื่อผู้หมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ประมาณ 300 รายชื่อนั้น คณะกรรมการสิทธิฯ ต้องไปถามรับฟังและให้ พล.ต.น.พ.เหรียญทอง ชี้แจงในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนวันและเวลาที่จะไปพบต้องหารือกันอีกครั้ง

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

ช็อกวงการ “กัณห์ชรี” เจ้าแม่พีอาร์โรงแรมดังในอดีตเสียชีวิตกะทันหัน

ASTVผู้จัดการออนไลน์
18 เมษายน 2557 23:04 น.

ช็อกวงการ  “กัณห์ชรี” เจ้าแม่พีอาร์โรงแรมดังในอดีตเสียชีวิตกะทันหัน

       เมื่อเวลา  11.00 น.วันนี้ ( 18 เม.ย.2557)วงการสังคมสงเคราะห์เมืองไทยและวงการประชาสัมพันธ์โรงแรมต้องสูญเสียบุคคลที่ทรงคุณค่าไปอีก 1 คน โดยนางกัณห์ชรี บูรณะสมภพ หรือ ”พี่อี๋” เสียชีวิตกะทันหันด้วยโรคหัวใจโตที่บ้านพักย่านบางนา
     
       ทั้งนี้นายเอกซึ่งเป็นบุตรชายนางกัณห์ชรี ได้เปิดเผยกับASTVผู้จัดการรายวันว่า “คุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจโตมาตั้งแต่กำเนิดและเข้ารับการรักษาเรื่อยมา ล่าสุดก่อนวันสงกรานต์ก็พึ่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและแพทย์ได้อนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านจนกระทั่งวันนี้ช่วงเวลา 11.00 โมงคุณแม่เข้าห้องน้ำ แต่รู้สึกว่านานผิดปกติจึงเข้าไปดูและพบว่าคุณแม่นอนหมดสติตรวจดูก็พบว่าหมดลมหายใจในห้องน้ำ ซึ่งตนเองคิดว่าคุณแม่น่าจะนั่งหลับและหมดสติไปเลยท่ามกลางความเศร้าเสียใจของลูกๆและคนใกล้ชิด”
     
       โดยขณะนี้ศพของนางกัณห์ชรี ยังอยู่ที่สถาบันนิติเวชวิทยา และญาติจะทำการเคลื่อนย้ายศพเพื่อมาบำเพ็ญกุศลที่วัดมกุฏกษัตริยาราม โดยจะมีพิธีรดน้ำศพและตั้งสวดพระอภิธรรมเป็นวันแรก ในวันที่ 20 เมษายน ศกนี้
     
       สำหรับประวัติของนางกัณห์ชรี บูรณะสมภพ ได้ชื่อว่าเป็นสาวสังคมชื่อดังในอดีตเมื่อ 30 ปีที่ผ่าน เพราะเคยเป็นนายกสโมสรและนายกกิติมศักดิ์สโมสรซอนต้าสากล กรุงเทพฯ 4 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสังคมโรงแรมวินเซอร์สวีทส์ สมรสกับ ร.ท.ธีรพงศ์ มีบุตรธิดาด้วยกัน 2คน โดยนางกัณห์ชรีถือได้ว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยเลยก็ว่าได้เพราะเธอเป็นหัวเรือหลักชักชวนบรรดาสตรีสังคมชั้นสูงของเมืองไทยร่วมกันก่อตั้งสโมสรซอนต้าสากลเพื่อช่วยเป็นฟันเฟืองและกระบอกเสียงให้สังคมที่ด้อยโอกาส จวบจนปัจจุบันแม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรซอนต้าแล้วก็ตา มเพราะได้ผันตัวมาทำงานประชาสัมพันธ์ของโรงแรมแต่เธอก็ยังเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณกุศลอยู่เสมอ

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

เปิดหนังสือลับมาก ศอ.รส.จาระนัยเหตุต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคง 61 วัน

"มีการนำมวลชนเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ราชการ หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้ข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการปลุกระดมประชาชน ให้เข้าร่วมการชุมนุม เพื่อสร้างความปั่นป่วน และกระด้างกระเดื่อง ให้เกิดในหมู่ประชาชนอันเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของ ภาครัฐ"
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติต่ออายุพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 – 30 มิถุนายน 2557 รวมทั้งหมด 61 วัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
ทั้งนี้ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ให้เหตุผลกับครม. ระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันยังมีสถานการณ์ของการชุมนุมฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งแสดงเจตจำนงค์เพื่อดำเนินการชุมนุมประท้วงอยู่อย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อ มีการนำมวลชนเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ราชการ หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องให้ข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการปลุกระดมประชาชน ให้เข้าร่วมการชุมนุม เพื่อสร้างความปั่นป่วน และกระด้างกระเดื่อง ให้เกิดในหมู่ประชาชนอันเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของภาครัฐ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากฝ่ายต่าง ๆ ที่มีความเห็นแย้งด้านความคิดทางการเมือง เคลื่อนไหวเพื่อใช้เหตุจากคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระตามรัฐบาล
"ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดการใช้ความรุนแรง มีการใช้อาวุธ และการเผชิญหน้าของมวลชนเกิดขึ้น และอาจมีผู้ไม่หวังดีเตรียมก่อเหตุระหว่างการชุมนุม เพื่อหวังผลให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย การดำเนินการดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง หรือเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ นอกจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่ม ได้แสดงเจตนารมย์ที่ชัดเจนว่าจะขัดขวาง มิให้กระบวนการการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นสามารถดำเนินได้อย่างปกติ ประกอบกับปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายในระบบปกติยังขาดประสิทธิภาพที่เพียงพอ ในการป้องกันและระงับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ เพื่อเป็นมาตรการให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถบังคับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ" เอกสารระบุ
เอกสารระบุว่า จากสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นสถานการณ์ที่เป็นภัย หรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ อันเป็นเหตุที่กระทบต่อความมั่นคงภายในต่อราชอาณาจักร ซึ่งยังคงมีอยู่ และไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้กลับสู่ภาวะปกติได้ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่มีแนวโน้ม จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน และการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษในการป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์
"ซึ่งศูนย์อำนวยรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่า มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาประกาศพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.คใ – 30 มิ.ย. 2557 เพื่อให้สามารถอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 มาบังคับใช้รักษาความปลอดภัย และสงบเรียบร้อย จากการชุมนุมของกลุ่มมวลชน ของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ"


“นพดล“เผย“ทักษิณ“ รับทราบ“อภิสิทธิ์“ชวนหารือ เย้ย“สุเทพ“นับชัยชนะที่คูหาเลือกตั้งดีกว่า

“นพดล“เผย“ทักษิณ“ รับทราบ“อภิสิทธิ์“ชวนหารือ เย้ย“สุเทพ“นับชัยชนะที่คูหาเลือกตั้งดีกว่า
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายนพดล ปัทมะ กรรมการกิจการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าพร้อมจะพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกประเทศ ว่า เรื่องดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทราบเรื่องแล้ว ขอเรียนว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อทำการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญในการหาทางช่วยเหลือคนไทยด้านเศรษฐกิจ เพราะเป็นห่วงอนาคตของคนไทยหลังจากอยู่ในความขัดแย้งมานาน
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมที่จะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ของพวกที่พูดอย่างทำอย่าง หรือที่ภาษาชาวบ้านใช้คำว่า พวกดัดจริต พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าการพูดและการกระทำต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เสแสร้ง ทุกฝ่ายควรยึดกติกา แก้ปัญหาในกรอบรัฐธรรมนูญ ถ้าทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของประชาชน ก็หาทางออกได้ เราไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้งได้ จะอ้างการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่ได้ ต้องทำควบคู่กันไป เมื่อมีการเลือกตั้งประชาชนชี้ขาดให้ใครเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ทุกฝ่ายควรเคารพการตัดสินใจ
ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.บอกให้ นปช.มานับมวลชนแข่งกับ กปปส.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าแทนที่จะนับกันบนท้องถนน ก็ให้ไปนับในคูหาเลือกตั้งดีกว่า เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด


ลือหึ่ง! ศิริโชค โสภา ย่องเข้ามอบตัว คดีโอนปืนปี 56

ลือหึ่ง! ศิริโชค โสภา ย่องเข้ามอบตัว คดีโอนปืนปี 56
เว็บไซต์สำนักข่าว พระนครสาสน์ ศูนย์ข่าวภาคใต้ ได้รายงาน(27เม.ย.)ว่า นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สงขลา ได้เข้าพบและมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เทพา ในคดีโอนอาวุธปืนให้แก่ผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาติ และครอบครองอาวุธปืนในที่สาธารณะ หลังจากที่ได้เลื่อนนัดเข้าพบเจ้าหน้าพนักงานตามหมายเรียกมา 2 ครั้ง
ตามรายงานระบุว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยกองกำลังสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ได้เข้าควบคุมผู้ต้องหาจำนวน 5 คนขณะกำลังดำเนินกิจการดูดทรายในเขตอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา พร้อมยึดของกลางและอาวุธปืนลูกซองยาว เนื่องจากดำเนินการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะพบว่าบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ นายศิริโชค เพราะเป็นบริษัทในเครือญาติ
ทั้งนี้ รายงานข่าวยังบอกอีกว่า ช่วงเวลาที่ นายศิริโชค เข้าพบเจ้าพนักงาน เจ้าตัวมีสีหน้าที่ค่อนข้างเคร่งเครียดและระมัดระวังก้มหน้าตลอดเวลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับคดีโอนอาวุธปืนให้ผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตและครอบครองอาวุธปืนในที่สาธารณะนั้น มีความผิดตามกฏหมายอาญา ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ


บิ๊กศาลปกครอง ยันทำจม.น้อย หนุนเพื่อนหลาน"หัสวุฒิ"เป็นผกก.ไม่ผิดกม.

บิ๊กศาลปกครอง ยันทำจม.น้อย หนุนเพื่อนหลาน"หัสวุฒิ"เป็นผกก.ไม่ผิดกม.

เขียนวันที่
วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน 2557 เวลา 08:43 น.
เขียนโดย
isranews
เลขาธิการฯ ศาลปกครอง เตรียมออกแถลงการณ์ 6 ข้อ แจงปมทำ "จดหมายน้อย" แจ้ง "ผบ.ตร." สนับสนุน "พ.ต.ท.ชูธเรศ" เพื่อนสนิทหลานชายปธ.ศาลปกครองสูงสุด ขึ้นชั้น"ผกก." ยันไม่ได้แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย แค่สนับสนุนชื่นชมการทำงานตามทำเนียมปกติ ชี้สถานการณ์ทางการเมืองไม่ปกติ จำเป็นต้องมีคนไว้ใจได้ดูแล ย้ำรายละเอียดแตกต่างจาก "ถวิล เปลียนศรี" ขู่ใครเอาข้อมูลนี้ไปใช้ในทางมิชอบ อาจถูกดำเนินคดี
oeoeoeeeewwww
จากกรณี นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้ทำบันทึกข้อความไม่เป็นทางการ ไปถึง ผบ.ตร. สนับสนุน พ.ต.ท.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงกุล รองผกก.ป. สน.หัวหมาก เป็นผู้กำกับการ (ผกก.) โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพื่อนสนิทหลายชาย นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด  และได้ช่วยดูแลการปฏิบัติภารกิจของประธานศาลปกครองสูงสุดในหลายโอกาส  ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความเหมาะสมและมองว่าเป็นการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี 2556 นั้น (ดูเอกสารท้ายข่าว)
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง อยู่ระหว่างการทำบันทึกข้อความเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ ใน 6 ประเด็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้  
" เหตุผลที่เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองทำหนังสือส่วนตัวถึง รอง ผบ.ตร. และ ผบ.ตร.เพื่อสนับสนุนข้าราชการตำรวจ
1.เรื่องนี้สอดคล้องกับความเห็นท่านประธานที่เห็นควรให้มีตำรวจศาล ซึ่งเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้
2.การเดินทางนอกเวลาราชการของท่านประธาน จำเป็นต้องประสานตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเลขาธิการฯ
3.การพิจารณาขอให้ตำรวจบางนายที่ไว้วางใจได้ เช่น เคยร่วมงาน หรือ เป็นญาติ หรือเป็นเพื่อนกับญาติที่รู้ประวัติภูมิหลัง มาช่วยเรื่องการรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องมีเหตุผล
4.การส่งข้อมูลบุคคลที่ได้ช่วยปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเรื่องปกติที่ผู้ได้รับการช่วยเหลือจะส่งข้อมูลให้ทราบและพิจารณาสนับสนุนซึ่งก็เป็นอำนาจโดยแท้ของผู้บังคับบัญชา ที่ไม่อาจแทรกแซงได้โดยหน่วยงานหรือบุคคลอื่น
5.การเขียนและส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนตัวในกรณีนี้ ไม่ผิดกฏหมาย หรือต้องห้ามตามกฏหมายใดๆ
6.การนำข้อมูลภายในส่วนราชการไปเผยแพร่และกล่าวหา ใส่ร้าย ให้บุคคลอื่น หรือสาธารณะเชื่อไปในทางที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและทำให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานหรือบุคคล อาจถูกพิจารณาดำเนินคดีได้ จึงขอความร่วมมือผู้รับข่าวสารประกอบความเห็นบิดเบือนดังกล่าว อย่าได้ร่วมกระทำผิดในการเผยแพร่ต่อ โดยขาดการใช้วิจารณญาณ
ขณะที่นายดิเรกฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันทางโทรศัพท์สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ได้จัดทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ให้สื่อมวลชนรับทราบใน 6 ประเด็นหลักจริง เพราะไม่ต้องให้สังคมเกิดความสับสนในเรื่องนี้ หลังจากที่มีคนบางกลุ่มนำเรื่องนี้ ไปเชื่อมโยงข้อมูลคดีการโยกย้ายตำแหน่งนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
 นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวยืนยันกับสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า "ผมได้ทำจดหมายน้อยไปแจ้งสนับสนุน พ.ต.ท.ชูธเรศ  จริง และก่อนดำเนินการได้มีการเรียนให้ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดรับทราบด้วย เพราะเห็นว่า พ.ต.ท.ชูธเรศ เข้ามาช่วยงานราชการหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติแบบนี้ ซึ่งเราต้องการคนที่ไว้ใจได้เข้ามาช่วยงาน ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ และมาแทงข้างหลังเราในภายหลัง"
นายดิเรกฤทธิ์ ยังยืนยันว่า  "พ.ต.ท.ชูธเรศ เป็นเพื่อนของหลานท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ทางเราก็ชื่นชมการทำหน้าที่ของเขา จึงได้แจ้งเรื่องไปที่หน่วยงานของเขาให้รับทราบไว้พิจารณา ประกอบการเลื่อนตำแหน่งในอนาคตเท่านั้น ไม่ได้เป็นการแทรกแซง หรือใช้อำนาจอะไรไปบังคับให้ทำตาม"   
นายดิเรกฤทธิ์ ยังกล่าวย้ำด้วยว่า "บันทึกที่ผมทำไปก็ไม่ได้เป็นหนังสื่อราชการเป็นทางการ ทำเหมือนเป็นจดหมายน้อยไป ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะต้องทำให้ได้นะ ต้องทำในช่วงเวลานั้นเวลานี้ ซึ่งกรณีแบบนี้ เท่าที่ทราบตำรวจหลายคนก็ทำกันอยู่เป็นปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมายอะไร "
"เราชื่นชมเขา เพราะเขาทำงานดี เมื่อเขามาช่วยเรา เราก็แค่ทำหนังสือไปช่วยการันตีผลงานให้เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เพิ่งทำเป็นครั้งแรก แต่ถ้ามันจะผิดผมก็ยอมรับ ว่ากันตรงไปตรงมา แต่ไม่อยากให้ใครนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงเป็นเรื่องการเมือง หรือไปเปรียบเทียบกับกรณีการโยกย้ายตำแหน่งของคุณถวิล ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ถูกต้องเลย"  นายดิเรกฤทธิ์ระบุ
ouyewq
อ่านประกอบ : 

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

ผกก.สน.โชคชัยเผย นายทหาร ยศ "พ.อ."ถูกการ์ด กปปส.แจ้งวัฒนะทำร้ายเป็นน้องแท้ๆ บอกเป็นทหารยังยิงไม่หยุด

ผกก.สน.โชคชัยเผย นายทหาร ยศ "พ.อ."ถูกการ์ด กปปส.แจ้งวัฒนะทำร้ายเป็นน้องแท้ๆ บอกเป็นทหารยังยิงไม่หยุด
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 เมษายน พันตำรวจเอกธนวัตร วัฒนกุล ผู้กำกับการ สน.โชคชัย เปิดเผยว่า พันเอกวิทวัส วัฒนกุล นายทหาร ที่ถูกการ์ด กปปส.แจ้งวัฒนะ รุมทำร้ายและยิงปืนใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นน้องชายแท้ๆ ของตนเอง ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ แต่อยู่ระหว่างประสานย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

พันตำรวจเอกธนวัตร เล่าว่า ได้สอบถามอาการน้องชายจากมารดา เบื้องต้นอาการปลอดภัยแล้ว ซึ่งขณะเกิดเหตุ พันเอกวิทวัส น้องชายเล่าว่าได้ตะโกนบอกการ์ด กปปส.แล้วว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร อย่ายิง แต่ก็ถูกยิงมาต่อเนื่อง ก่อนถูกรุมทำร้าย จนกระทั่งกลุ่มการ์ดเข้าค้นรถยนต์เจอบัตรแสดงตนเป็นทหารจึงได้หยุดทำร้าย และเบื้องต้นทราบว่าพันเอกวิทวัส สามารถจดจำใบหน้าคนร้ายได้ หลังจากนี้จะสอบถามพันเอกวิทวัส อย่างละเอียด ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ เปิดเผยว่าได้รับรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บถูกสะเก็ดลูกปืนเข้าที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาแต่ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนว่าถูกการ์ด กปปส. แจ้งวัฒนะ ทำร้ายร่างกายตามที่มีกระแสข่าวออกมาหรือไม่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เปิดเผยว่า ทราบชื่อผู้บาดเจ็บคือ พันเอกวิทวัส วัฒนกุล รอง ผอ.กวส.สวส.ขว.ทหาร ถูกส่งเข้ามารักษาเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.และไม่ถูกยิงตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ แต่ถูกสะเก็ดลูกกระสุนปืน ฝังที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง คาดว่าคนร้ายอาจยิงปืนลงพื้น แล้วเศษลูกกระสุนปืนจึงฝังในข้อเท้า ซึ่งแพทย์ได้นำออกและทำการรักษาแล้ว ส่วนที่ใบหน้ามีรอยฟกช้ำคาดว่าถูกทำร้ายร่างกายด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้อาการโดยรวมปลอดภัยแล้ว

ด้าน นาวาโท ณัฐพล วัฒนกุล น้องชายพันเอกวิทวัส เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาพี่ชายกำลังจะเดินทางกลับบ้านพักที่เมืองทองธานี แต่พบว่ามีกรวยยางขวางบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ จึงลงจากรถ ไปนำกรวยยางออก ก่อนถูกระดมยิง จากนั้นถูกกลุ่มชายฉกรรจ์คล้ายการ์ด กปปส.เข้ามารุมทำร้าย ส่วนรายละเอียดขอปรึกษากับพี่ชายก่อนว่าพร้อมที่จะเปิดเผยหรือไม่


มือมืดแขวนระเบิด RGD หน้าประตูบ้านเช่าย่านรามคำแหง


มือมืดแขวนระเบิดหน้าบ้านเช่าในซอยรามคำแหง 184 ตำรวจเผยเป็นชนิดเดียว กับที่ใช้ก่อเหตุระเบิด ถนนบรรทัดทอง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม ผู้กำกับการ สน.มีนบุรี เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้(24 เม.ย.) ตำรวจสายตรวจ สน.มีนบุรี รับแจ้งจากพนักงานรักษาความปลอดภัย หมู่บ้านโชคชัยปัญจทรัพย์ ซ.1 ภายในซ.รามคำแหง 184 เขตมีนบุรี ว่ามีวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด ผูกติดกับธงชาติ บริเวณประตูรั้ว หน้าบ้านเลขที่ 37/488 จึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดเข้าไปทำการเก็บกู้
ทั้งนี้จากการตรวจสอบ ทราบว่า บ้านหลังดังกล่าว เป็นของนายยศ ยังไม่ทราบนามสกุล โดยเจ้าตัว อ้างว่า ไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวมาประมาณ 13 ปีแล้ว ปัจจุบันเปิดเป็นบ้านเช่า ล่าสุด ผู้เช่าเป็นอาจารย์ รร.นานาชาติ แต่เลิกเช่าไปได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว ส่วนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองหรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ด้านพ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี กล่าวว่า จากการตรวจสอบระเบิดดังกล่าวแล้ว พบว่า เป็นชนิด RGD 5 ของโซเวียต ซึ่งเป็นชนิดเดียว กับที่ใช้ก่อเหตุระเบิด ถนนบรรทัดทอง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ล่าสุดทำการเก็บกู้ออกจากที่เกิดเหตุแล้ว


เปิดหลักฐาน"ครบชุด"มัด“ยิ่งลักษณ์-ครม."พ้นตำแหน่งทั้งคณะ คดีย้าย"ถวิล"

เปิดหลักฐาน"ครบชุด"มัด“ยิ่งลักษณ์-ครม."พ้นตำแหน่งทั้งคณะ คดีย้าย"ถวิล"

เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน 2557 เวลา 11:56 น.
เขียนโดย
รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
เปิดหลักฐานครบชุด มัด "ยิ่งลักษณ์-ครม." พ้นตำแหน่งทั้งคณะ คดีโยกย้ายตำแหน่ง "ถวิล เปลี่ยนศรี" -"ไพบูลย์"ชี้ทั้งคณะต้องรับผิดชอบร่วมกันตามบทบัญญัติรธน.มาตรา 171
PIC-Pnice-12
จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติขยายเวลาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมส่งคำชี้แจงคดีการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.โดยมิชอบออกไป 15 วัน โดยให้มีการไต่สวนพยานบุคคลประกอบด้วย นายไพบูลย์ นิติตะวัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พลตำรวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีทและนายถวิล เปลี่ยนศรี และให้พยานบุคคลดังกล่าวยื่นบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็นเป็นหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 29 เมษายน 2557
ล่าสุด นายไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราwww.isranews.org ถึงเอกสาร หลักฐานที่ยื่นเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ คณะรัฐมนตรี มีมติ ในการโยกย้ายนาย ถวิล เปลี่ยนศรี จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันและเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง  ตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 ที่บัญญัติไว้ว่า “คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการ แผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน”  
เปิดหลักฐานมัด-ยิ่งลักษณ์-ครม. กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ
นายไพบุลย์ กล่าวว่า “ตอนนี้ สิ่งที่ผมจะต้องทำคือยื่นหลักฐานที่เป็นรายงานการประชุม สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 6 กันยายน ที่ แสดงให้เห็นว่า ครม. ในวันนั้น มีนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นประธานในที่ประชุม โดยที่การประชุมในวันนั้นมีเรื่องการพิจารณาในเรื่องของการโอนข้าราชการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำ ข้าราชการระดับสูง และมีมติที่ประชุมวันนั้นระบุว่า อนุมัติตามที่สำนักนายกฯ เสนอ เหล่านี้คือเอกสารที่ผมจะแสดงเพิ่มต่อศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็มีเอกสารในวันที่ 6 กันยายน ที่มี หนังสือแจ้งเรื่องการโอนข้าราชการ สาเหตุที่เพิ่มหลักฐานเหล่านี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง เป็นการกระทำผิดร่วมกันจริง"
ทั้งนี้ หลักฐานสำคัญที่นายไพบูลย์จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีดังต่อไปนี้ 
หลักฐานที่ 1. รายงานการประชุม ครม. กรณีโยกย้ายนายถวิล  
c.tawin
 
เอกสารสรุปรายงานการประชุม มีใจความสำคัญ ระบุว่า 
 “วันที่ 6 กันยายน 2554 วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 
 จากนั้น นาง ฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นาย อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี" 
  สำหรับการประชุมดังกล่าว มีทั้งสิ้น 22 หัวข้อ ได้แก่ การพิจารณาร่างกฎหมาย 8 หัวข้อ เศรษฐกิจ 7 หัวข้อ สังคม 3 หัวข้อ ต่างประเทศ 3 หัวข้อ และในประเด็นการแต่งตั้งข้าราชการ มีถึง 21 กรณี
โดยกรณีของนายถวิล อยู่ในลำดับที่ 21 ของประเด็นการประชุมในหัวข้อที่ 22. เรื่องการแต่งตั้ง ดังใจความ ระบุว่า
“22. เรื่องแต่งตั้ง
 21. การโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ( นักบริหารระดับสูง ) คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความ   
พ้นจากตำแหน่ง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ( นักบริหารระดับสูง ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้กำหนดชื่อในสายงานตามตัวบุคคลผู้ได้รับการแต่งตั้ง โดยยังคงตำแหน่งในสายงานเดิม และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์อื่นที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว”
หลักฐานที่ 2.  มติคณะรัฐมนตรี
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 6 กันยายน มีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบการโอนย้ายและแต่งตั้งนายถวิล มีใจความโดยละเอียด ดังนี้ 
สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กทม. 10300 
เลขที่ นร 0508 / 18614
วันที่ 6 กันยายน 2554
เรื่อง การโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ( นักบริหารระดับสูง )
เรียน เลขาธิการการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนาหนังสือสำนักเลขาธินายกรัฐมนตรี ลับมาก ที่ นร 0401.2 / 8302 ลงวันที่ 5 กันยายน 2554 
 ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไดด้ขอให้นำเสนอคณะรัฐในตรี พิจารณาอนุมัติรับโอนและแต่งตั้ง นาย ถวิล เปลี่ยนศรี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ( นักบริหารระดับสูง ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีข้าราชการประจำ ( นักบริหารระดับสูง ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือที่ส่งมาด้วยนี้
 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 อนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเดิมและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไปแล้ว
 
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ 
 
ขอแสดงความนับถือ 
 
ลงนามโดย นางสมศรี นาคจำรัสศรี ผู้อำนวยการสำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 
หลักฐานที่ 3. นายกฯ ลงนาม
 
หลังครม.มีมติเห็นชอบ แต่งตั้ง โยกย้าย นายถวิล นางสาวยิ่งลักษณ์ ลงนามใน วันที่ 7 กันยายน ดังใจความโดยละเอียด ระบุว่า
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ 152 / 2554
เรื่อง ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
เพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ ของทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 ( 4 ) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 
 
ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ( นักบริหารระดับสูง )  สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน 
 
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป้นต้นไป  
 
สั่ง ณ วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554
ลงนามโดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 
หลักฐานที่ 4. ประกาศสำนักนายกฯ ปลดถวิลพ้นตำแหน่ง เลขา สมช.
30 yingluk
จากนั้น สำนักนายกฯ ดำเนินการขอโปรดเกล้าฯ ให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช.  นางสาวยิ่งลักษณ์ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ใจความโดยละเอียด ดังนี้
ประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี ข้าราชการพลเรือน สามัญ พ้นจากตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ( นักบริหารระดับสูง ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ( นักบริหารระดับสูง ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2554 
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
นายกรัฐมนตรี
นายไพบูลย์กล่าวทิ้งท้ายถึงหลักฐานสำคัญทั้ง 4 ฉบับนี้ว่าเป็นเอกสารที่เพิ่มเติมให้เห็นข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ขึ้นว่า
“เหล่านี้ แสดงข้อเท็จจริงว่าที่คุณยิ่งลักษณ์ได้กระทำไป เป็นการกระทำต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญหลักฐานเหล่านี้ชี้ให้เห็นการกระทำผิดตามหลักของ รัฐธรรมนูญมาตรา 171 ที่เขียนไว้ว่า “คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการ แผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน”  ดังนั้น กรณีการแต่งตั้งและโยกย้ายคุณถวิลนี้คุณ ยิ่งลักษณ์และครม. กระทำการร่วมกัน และต้องรับผิดชอบร่วมกัน สอดคล้องกับคำร้องที่ให้คุณยิ่งลักษณ์ สิ้นสุด ความเป็นรัฐมนตรี และย่อมมีผล ทำให้ คณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ” 
ทั้งหมดนี่คือหลักฐานสำคัญ ที่อยู่ในมือนายไพบูลย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระทำผิดร่วมกันของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรี ทั้งคณะ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการไต่สวนพยานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

พิเชษฐ์ พันธวิชาติกุล:ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม10%

ทบทวนความจำ

1.รัฐบาล นายอานันท์ ปัณยารชุน
เป็นผู้เปลี่ยนภาษีการค้า เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราร้อยละ10 เมื่อปี 2534

2.รัฐบาล นายชวน หลีกภัย (2)
เป็นผู้เจรจากับ ไอ.เอ็ม.เอฟ. เมื่อปี 2541 ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากอัตราร้อยละ 10 เหลืออัตราร้อยละ 7
และคงอัตรานี้มาจนปัจจุบัน

3.กระทรวงการคลังในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขณะนี้ เตรียมเสนอเรื่องขอปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จากอัตราร้อยละ 7 กลับมาเป็นอัตราร้อยละ 10

4.ภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบันเป็นเงินประมาณปีละ 6 แสนล้านบาท จากอัตราร้อยละ 7 หากเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 3 เป็นร้อยละ10 จะทำให้ภาระภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นประมาณปีละกว่า 260,000ล้านบาท

5.ขณะนี้รัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการ จะประกาศเปลียนแปลง นโยบายภาษีเป็นอัตราเช่นนี้ยังไม่ได้ นอกจาก กกต.จะอนุญาต ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือ นอกจากพรรคเพื่อไทย ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล
๒๔๐๔๕๗

ทบทวนความจำ

1.รัฐบาล นายอานันท์ ปัณยารชุน
เป็นผู้เปลี่ยนภาษีการค้า เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราร้อยละ10 เมื่อปี 2534

2.รัฐบาล นายชวน หลีกภัย (2)
เป็นผู้เจรจากับ ไอ.เอ็ม.เอฟ. เมื่อปี 2541 ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากอัตราร้อยละ 10 เหลืออัตราร้อยละ 7
และคงอัตรานี้มาจนปัจจุบัน

3.กระทรวงการคลังในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขณะนี้ เตรียมเสนอเรื่องขอปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จากอัตราร้อยละ 7 กลับมาเป็นอัตราร้อยละ 10

4.ภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบันเป็นเงินประมาณปีละ 6 แสนล้านบาท จากอัตราร้อยละ 7  หากเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 3 เป็นร้อยละ10 จะทำให้ภาระภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นประมาณปีละกว่า 260,000ล้านบาท

5.ขณะนี้รัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการ จะประกาศเปลียนแปลง นโยบายภาษีเป็นอัตราเช่นนี้ยังไม่ได้ นอกจาก กกต.จะอนุญาต ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้  หรือ นอกจากพรรคเพื่อไทย ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

               พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล
                     ๒๔๐๔๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ย้าย แจ๊ส !!! ด่วน นอกฤดู..

.
เมื่อวานนี้ 23 เมษายน 2557 ที่ประชุม พิจารณา กรณีที่ พล.ต.ท.เอกรัตน์ มีปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2557 ที่จะถึงนี้ ได้ยื่นใบลาออกจากราชการเมื่อวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา มีผลทำให้ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 1 ตำแหน่ง นั้น

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. จึงได้เสนอแต่งตั้งตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ว่างลง ซึ่งอาจจะมีการสลับตำแหน่งอื่นๆด้วย ดังนี้

พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตร. ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.
พล.ต.ต. ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ (สบ7) ขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่ (สบ8)
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธุปกระจ่าง ผบช.น. ย้ายไปเป็น ผบช.ภ. 1
พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 ย้ายไปเป็น ผบช.น.
พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ย้ายไปเป็น ผบช.ภ.5

ซึ่ง คณะกรรมการ กตร.นัดประชุมคณะกรรมการฯ ในวันที่ 25 เมษายน 2557 เวลา 09.00 น. โดยนายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ กพ. เป็นประธาน จะได้นำรายชื่อบุคคลดังล่าวเสนอบรรจุเข้าเป็นวาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ในการประชุม กตร.ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม กตร.ในวันที่ 30 เมษายน 2557 นี้....

รายงานข่าวแจ้งว่า กระแสกการแต่งตั้งดังกล่าว ก็ถือว่า บิ๊กแจ๊ส กลับที่ตั้งเดิม จึงไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก การย้ายครั้งนี้ เป็นเพียงปรับเปลี่ยนเพื่อให้ลงตัวของตำแหน่งในการรับสถานการณ์บางอย่าง ที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบางอย่างขึ้น...