PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)

วามเป็นมาของสถาบัน

แนวความคิดในการก่อตั้งเป็นสถาบัน
  
        วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นสถาบันการศึกษาและการวิจัยระดับสูงของกระทรวงกลาโหม ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหม พ.ศ.2498 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 เพื่อ “ประศาสน์วิทยาการด้านการป้องกันราชอาณาจักรให้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้ง ฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน เพื่อให้เกิดความสำนึกและตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในอันที่จะต้องป้องกัน ต่อสู้ การจัด สรรพกำลัง การปกครอง และการรักษา ความสงบของประเทศ”

        แนวความคิดที่ได้ก่อกำเนิดวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปรากฏตามความนำ ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ประกาศเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2498 ว่า “ในการป้องกันประเทศชาติให้พ้นจากการรุกรานในสมัยนี้หาได้มีความสำคัญอยู่ที่กำลังทางทหารแต่ฝ่ายเดียวไม่  ตรงกันข้ามบรรดาเจ้าหน้าที่ในกระทรวงทบวงกรมตลอดจนองค์การทั้งสิ้นย่อมมีความสำคัญในการป้องกันชาติร่วมกัน   รวมทั้งพลเมืองของชาติตลอดจนทรัพยากรทั้งมวลจะต้องเข้าอยู่ในแผนการป้องกันชาติด้วยเพื่อที่จะให้การร่วมมือประสานงานกันได้เรียบร้อยทั้งในการต่อสู้การจัดสรรพกำลังการปกครองและการรักษาความสงบ    รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นเป็นแหล่งกลางเพื่อประสาทความรู้ในสาขาต่างๆโดยกว้างๆให้แก่ผู้ที่จะทำหน้าที่ดำเนินการเป็นฝ่ายปฏิบัติการชั้นสูงของรัฐบาลในด้านของการป้องกันราชอาณาจักร สถาบันแห่งนี้ให้ชื่อว่า “วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร”

       แนวความคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2492 โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีและในฐานะที่ได้ดำรงตำแห่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย  จึงได้อนุมัติให้กรมเสนาธิการกลาโหมเป็นหน่วยดำเนินการพิจารณาสรรหาที่ตั้งของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ต่อมาพ.ศ.2496 พลเอก เดช เดชประดิยุทธ ดำรงตำแหน่งเสนาธิการกลาโหมตกลงใจเลือกบริเวณด้านหลังอาคารกระทรวงกลาโหมเป็นที่ก่อสร้างวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ประวัติสถาบัน

         วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้มีการวางศิลาฤกษ์ในวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2496 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2497 ได้ทำพิธีเปิดอาคารพร้อมๆกับพิธีเปิดการศึกษา วปอ.รุ่นที่ 1 ในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2498 โดยฯพณฯจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นประธานในพิธี
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพัฒนาการของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรที่ผ่านมาทั้งในด้านรูปธรรมและนามธรรมอาจแบ่งได้ 3 ยุคดังนี้
ยุคแรก คือยุคการก่อตั้ง (พ.ศ.2498-2509 )

ยุคที่สอง คือยุคพัฒนา (พ.ศ.2510-2520)

ยุคที่สาม คือยุคสองประสาน (พ.ศ.2531 – ปัจจุบัน)


ยุคแรกคือยุคการก่อตั้ง (พ.ศ.2498-2509)วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยุคแรกมีที่ทำการอยู่ด้านหลังของอาคารกระทรวงกลาโหมริมคูเมืองชั้นในซึ่งเรียกกันว่าคลองโรงไหม (คลองเตย) ดำเนินการก่อสร้างในวงเงินงบประมาณ 7,493,000 บาท โดยได้สร้างเชื่อมเป็นส่วนหนึ่งของอาคารด้านหลังของกระทรวงกลาโหม มีทางเดินติดต่อกัน 3 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องบรรยาย ชั้นกลางเป็นห้องประชุม และชั้นล่างเป็นห้องรับรอง ซึ่งใช้เป็นห้องประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สำหรับด้านปีกของอาคารซึ่งต่อออกมาในทางทิศใต้นั้น ส่วนหนึ่งใช้ทำเป็นที่ทำการของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อีกส่วนใช้เป็นที่ตั้งของกรมเสนาธิการกลาโหม และอีกส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ประชุมขององค์การป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียอาคเนย์ (SEATO SOUTHEAST ASIA TREATY ORGANIZATION)

การจัดการศึกษาในยุคแรก นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 1 มีจำนวนทั้งสิ้น 68 คนประกอบด้วยข้าราชการทหารที่มียศตั้งแต่พลจัตวา พลเรือจัตวา และพลอากาศจัตวา ขึ้นไป กับข้าราชการพลเรือนชั้นพิเศษ และนายตำรวจที่มียศตั้งแต่นายพลตำรวจจัตวา ขึ้นไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือนักศึกษาแต่ละคนจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เข้ารับการศึกษา ซึ่งได้ถือปฏิบัติจนถึงปัจจุบันในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2498 นับเป็นวันปฐมฤกษ์ของการศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเมื่อพลเอกจิระ  วิชิตสงคราม เสนาธิการกลาโหม รองผู้บัญชาการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กล่าวรายงานสรุป แนวความคิดที่จำเป็นให้มีการเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรขึ้นต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ในพิธีนี้มี ข้าราชการระดับรัฐมนตรี อธิบดี นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ และผู้มีเกียรติอื่นๆ มาร่วมพิธีด้วยจำนวนมาก   วิธีการศึกษาใช้เวลาศึกษาในห้องเรียนด้วยวิธีการบรรยายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การชมภาพยนตร์ และการปฏิบัติการเป็นคณะ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับการถกแถลงเป็นคณะ การแก้ปัญหา และการสัมมนาเป็นกลุ่มเฉกเช่นในปัจจุบัน ส่วนการศึกษานอกห้องเรียนเป็นการเดินทางไปดูกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ ทั้งของรัฐและเอกชน รวมทั้งการไปศึกษาภูมิประเทศในบางจังหวัดอีกตามสมควรเท่าที่เวลาจะอำนวยให้   ในยุคนี้มีการบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงรับพระราชทานปริญญาบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกิตติมศักดิ์ ณ ห้องประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯประทับฉายพระรูปร่วมกับข้าราชการและนักศึกษา ทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับข้าราชการและนักศึกษาตอนหนึ่งว่า “......การวิจัยของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จะต้องตรงไปตรงมาและจริงจัง มีความคิดเห็นร่วมกันอย่างไรก็เสนอไปอย่างนั้น ไม่ต้องเกรงว่าจะไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป โดยคิดให้ได้ว่าไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชาดีกว่าพ่ายแพ้ศัตรู........”
ยุคที่สองคือยุคพัฒนา (พ.ศ.2510-2520)

 เนื่องจากสถานที่ตั้งเดิมของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อยู่ร่วมกับกรมเสนาธิการกลาโหม (กองบัญชาการทหารสูงสุด) คับแคบ ไม่สะดวกต่อการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นนักศึกษา  จึงได้พิจารณาที่ตั้งแห่งใหม่ กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้รับที่ดินจากกองทัพบก จำนวน 37 ไร่ 86 ตาราวา บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 6 ริมถนนวิภาวดีรังสิต ในเขตอำเภอพญาไท เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารใหม่ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร การก่อสร้างอาคารได้เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2504 ภายใต้การกำกับดูแลของ พลโทเฉลิม มหัทธนานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาจักร ซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มาเป็นประธาน ในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2504 การก่อสร้างนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 22,422,000 บาท (ยี่สิบสองล้านสี่แสนสองหมื่นสองพันบาทถ้วน) เมื่อการก่อสร้างอาคารเรียนและหอประชุมใหญ่แล้วเสร็จพอที่จะใช้งานได้ จึงได้ดำริให้ย้ายที่ทำการจากหลังกระทรวงกลาโหมมาอยู่ ณ อาคารใหม่แห่งนี้เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พิธีเปิดอาคารแห่งใหม่ได้จัดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2510  โดยจอมพลถนอม  กิตติขจร เป็นประธานในพิธี ขณะนั้นเป็นเวลาที่นักศึกษาฯ รุ่นที่ 9 กำลังศึกษาอยู่ นับเป็นนักศึกษารุ่นสุดท้ายที่ได้รับการศึกษา ในอาคารหลังกระทรวงกลาโหม และเป็นนักศึกษารุ่นแรก เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานถึง 20 ปี  ปรากฏการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ นับหลากหลายเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งภาพความเคลื่อนไหวของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สรุปได้ ดังนี้

 - ด้านการศึกษา  มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาและวิธีการศึกษาให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ โดยเฉพาะระเบียบวิธีปฏิบัติในฐานการศึกษาเช่น จัดให้มีการศึกษาหลักสูตร ปฐมนิเทศ กำหนดหลักเกณฑ์ในการสำเร็จการศึกษาโดยวางระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ.2508 และปรับเปลี่ยนการบริหารการศึกษา โดยให้มีสภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

 -  ด้านการคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษา  ได้กำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ เข้าศึกษาได้ เพราะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หลายหน่วยมีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ สมควรที่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเหล่านั้น จะได้รับการศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และให้สิทธิสตรีเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้เช่นเดียวกับบุรุษ

 -  ด้านสถานที่  ได้มีการพัฒนาสถานที่ เพิ่มเติมอีกตามความจำเป็น ทั้งเพื่อใช้ในราชการ และเพื่อสวัสดิการแก่ ข้าราชการ และคนงานในวิทยาลัย การปรับปรุงสถานที่ต่าง ๆ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานใกล้เคียง และนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

- ด้านกิจกรรมและงานสังคม ยุคนี้ได้รับการสนับสนุน การประชาสัมพันธ์ และการประสานประโยชน์ จากวงการต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่

  - การปลูกต้นไม้อนุสรณ์ เป็นงานประจำปีที่สำคัญ งานหนึ่งของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งได้เป็นประเพณีสืบต่อกันมาว่านักศึกษารุ่นใดกำลังศึกษาอยู่จะต้องปลูกต้นไม้ประจำรุ่นไว้เป็นอนุสรณ์และที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น เป็นมิ่งมงคลแก่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจนบัดนี้ ก็คือในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษารุ่นที่ 16 เมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ.2517 นั้น ได้ทรงปลูกต้นบุนนาคไว้ เป็นพระบรมราชานุสรณ์ บริเวณสวนหย่อมระหว่างตึกอำนวยการกับหอประชุมของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรด้วย

  - งานเลี้ยงขอบคุณทูตานุทูตที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณคณะทูตของประเทศที่นักศึกษาเดินทางไปศึกษากิจการ ในการจัดทำกำหนดการศึกษากิจการของประเทศนั้น ๆ และการช่วยประสานงานกับหน่วยงานในต่างประเทศ

  - งานต้อนรับนักศึกษาใหม่ เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ ระหว่างนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ทุกรุ่น เพื่อแสดงความยินดีและต้องรับนักศึกษารุ่นปัจจุบันเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสโมสรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

  - การแข่งขันกอล์ฟประเพณี เป็นการจัดการแข่งขันกอล์ฟระหว่างข้าราชการ และนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เพื่อประสานสัมพันธ์และเพื่อหารายได้สำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของนักศึกษา และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์

  - งานคล้ายวันสถาปนา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นงานที่ ระลึกถึงวันที่ได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหม พ.ศ.2498 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 และได้จัดงานสืบต่อกันมาทุกปี จนถึงปัจจุบัน

 -   ด้านการฝึกอบรมลูกเสือ
  กิจกรรมนี้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2528 ณ ค่ายฝึกวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระยะเวลาการฝึก 5 วันการฝึกอบรมแต่ละครั้งนับว่าได้ผลดีอย่างยิ่ง เพราะนอกจากนักศึกษาจะได้รับความรู้และทักษะในการเป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือแล้ว การได้ทำกิจกรรมร่วมกันและมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันตลอดระยะเวลาของการฝึกอบรมทำให้นักศึกษาที่เข้ารับการฝึกอบรมมีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน นับเป็นวิธีเสริมสร้างความรัก  ความสามัคคีที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่งภายในระยะเวลาอันจำกัด
ยุคที่สามคือยุคสองประสาน (พ.ศ.2531 – ปัจจุบัน)

 เป็นยุคที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานมีการนำโทรสารและคอมพิวเตอร์ กำลังพลระดับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้รับการสงเสริมให้เข้าศึกษาอบรมในด้านการปฏิบัติงานตอนโดยรวมสถาบันการศึกษาที่สำคัญ 3 สถาบันของกองบัญชาการทหารสูงสุดคือ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันจิตวิทยาความมั่นคงและโรงเรียนเสนาธิการทหาร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อยู่ภายใต้การบริหารของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ผลงานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ขนานนามยุคนี้ว่า ……ยุคสองประสานคือการเกิดแนวความคิดใหม่ในด้านการป้องกันราชอาณาจักรเพื่อเป็นการเตรียมรับและเพื่อความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก……….
 กองบัญชาการทหารสูงสุด (ปัจจุบันคือกองบัญชาการกองทัพไทย) ได้มองเห็นความจำเป็นของการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนได้เข้ามาร่วมสร้างความมั่นคงแห่งชาติด้านเศรษฐกิจร่วมกันกับภาครัฐบาลด้วยการทำความเข้าใจให้ตรงกันในหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีความมั่นคั่งและมั่นคงของประเทศชาติ สามารถรวมกันแก้ปัญหาและพิจารณากำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางด้านเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของชาติและนำประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและมั่นคง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจึงได้นำแนวความคิดดังกล่าวมาพัฒนาการจัดการศึกษาและความเป็นไปได้ ในการจัดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับภาคเอกชน จนสามารถกำหนดรูปแบบและหลักการต่างๆโดยอาศัยหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรที่มีเป็นแนวทางมาผสมผสานกับร่างหลักสูตรการศึกษา  สำหรับโครงการพัฒนานักบริหารภาครัฐและเอกชนของสถานศึกษา และวิจัยรัฐวิสาหกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรที่จัดขึ้นใหม่นี้ใช้ชื่อว่า  “หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน” (NATIONAL DEFENCE COURSE FOR THE JOINT STATE PRIVATE SECTOR) เรียกโดยย่อว่า หลักสูตร ปรอ. หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน หรือ ปรอ. เปิดการศึกษารุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2532 วิธีดำเนินการศึกษาประกอบด้วยการบรรยาย การถกแถลง การสัมมนา การแก้ปัญหา การศึกษาด้วยตนเอง การเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคล และการศึกษากิจการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ   

จากจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นทำให้อาคารเดิมที่จัดการศึกษาอยู่คับแคบไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาได้ พ.ศ.2534 กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ทำการก่อสร้างอาคารวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหนึ่งหลังและหอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหนึ่งหลัง เป็นเงินงบประมาณ 252,000,000 บาท (สองร้อยห้าสิบสองล้านบาทถ้วน) เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2534 แล้วเสร็จสมบูรณ์ ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 ตัวอาคารวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดไม่มีคาน และระบบพื้นสำเร็จรูปสูง 5 ชั้น ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

พ.ศ.2546 พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในขณะนั้นได้มีดำริให้ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเปิดหลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้นักการเมืองได้มีส่วนร่วมเข้ารับการศึกษาในลักษณะเดียวกัน เพราะมีความเห็นว่าภาคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจึงได้เปิดการศึกษา “หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐเอกชนและการเมือง” หรือ วปม. ขึ้นมาอีก 1หลักสูตร  โดยเริ่มเปิดการศึกษารุ่นที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2546 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปีการศึกษา พ.ศ.2549 ซึ่งตรงกับหลักสูตร วปม.รุ่นที่ 4

พ.ศ.2547 พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเปิดรับนักศึกษาชาวต่างประเทศเข้าศึกษาในหลักสูตร วปอ.  ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักศึกษาชาวต่างประเทศเข้ารับการศึกษา  ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้ารับการศึกษาในหลักสูตร วปอ. ทุกปีการศึกษา

ปีการศึกษา 2550 สภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยมีพลเอก บุญรอด สมทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และประธานสภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้มีมติให้ปิดหลักสูตร วปม. ด้วยเหตุผลที่ว่าหลักสูตรเน้นในเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติและการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ เนื้อหาของบทเรียนนี้มีความใกล้เคียงกับหลักสูตร วปอ. และ หลักสูตร ปรอ. จึงเปิดโอกาสให้นักการเมืองเข้ารับการศึกษาในหลักสูตร วปอ. และ ปรอ. ได้จนถึงปัจจุบัน

ที่มา กองพัฒนาการศึกษาฯ (๕ ต.ค.๕๔)

ความเคลื่อนไหว ครม.ประยุทธ์1เข้าทำเนียบฯและกระทรวงฯมอบนโยบาย

ประยุทธ และ รมต.เข้าทำเนียบฯกระทรวงฯมอบนโยบาย

พล.อ.ประยุทธ์ เข้าห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าแล้ว ฤกษ์ 09.09 น. ข้าราชการให้การต้อนรับจำนวนมาก ยังใช้รถประจำตำแหน่ง ผบ.ทบ. เหมือนเดิม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ โดยมี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ นางเรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยข้าราชการทำเนียบรัฐบาลให้การต้อนรับ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังใช้รถประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ก่อนที่จะหมดวาระตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายนนี้
ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็เดินทางเข้าทำงานที่ตึกบัญชาการ 1 พร้อมเจ้าหน้าที่ในช่วงเช้าที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังถือเป็นวันครบกำหนดส่งคืนตึกบัญชาการ 2 หลังทำการบูรณะมากว่า 45 วัน ซึ่งเบื้องต้นยังไม่เรียบร้อยดี เหลือการตกแต่งอีกเล็กน้อย
--
พล.อ.ประวิตร มั่นใจแก้ปัญหาความมั่นคง เพื่อความปลอดภัยของ ปชช. เห็นผลชัด 1-2 เดือนนี้ คุยสันติสุขแก้ไฟใต้ รอรายงานเลขาฯ สมช.
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก ว่า ในส่วนของตนเองได้ดูแลรับผิดชอบในด้านความมั่นคง โดยจะดูแลให้ทุกหน่วยงานทำงานอย่างครอบคลุม ลดปัญหาอาชญากรรม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนในทุกพื้นที่ให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้กำลังสั่งการเพื่อให้เกิดการทำงานที่ชัดเจน พร้อมกับจะเรียกประชุมหน่วยงานของรัฐในเร็ววันนี้ และจะทำให้เห็นผลชัดเจน ภายใน 1-2 เดือน
ส่วนนโยบายการปราบคอร์รับชั่นนั้น ตนเองไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลได้พูดชัดเจนแล้ว ว่าทุกหน่วยงานของรัฐจะต้องมีเรื่องขจัดการคอร์รัปชั่นแทรกเข้าไปอยู่ด้วย โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมที่จะต้องมีความโปร่งใสและความปรองดองเป็นที่ตั้ง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ขอให้มีความเชื่อมั่น โดยจะต้องนำพาประเทศเดินต่อไปให้ได้ ซึ่งถ้าทุกคนช่วยกันยืนยันว่าประเทศจะเดินต่อไปได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่จะมีการเรียกประชุมเร็ว ๆ นี้
----------
พล.อ.อนุพงษ์ รู้สึกเป็นเกียรติเข้ามารับผิดชอบงานมหาดไทย ยึดหลักโปร่งใส ความซื่อตรง ทำงานเพื่อประชาชน ย้ำไม่มีวาระทางการเมือง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวมอบนโนบายต่อผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ว่า รู้สึกเป็นเกียรติในการเข้ามารับผิดชอบหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นถืองานสำคัญ นอกจากนี้ หากหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งใจทำงานตามความคาดหวังของประชาชน ได้แก่ ความโปร่งใส ความซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้เพื่อนำความเจริญและความสุขไปสู่ประชาชน ก็จะถือว่า ได้ทำหน้าที่
หลักของกระทรวงได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้จะต้องไม่มีเรื่องของการทุจริตหรือไม่ถูกต้อง รวมถึงใครทำผิดต้องดำเนิน
การตามความผิด
นอกจากนี้ การเข้ามาทำงานในครั้งนี้ ไม่มีวาระทางการเมือง ดังนั้นเมื่อทำการปฏิรูปตามโรดแมป ที่ได้ตั้งไว้ ก็ถือว่าหมดหน้าที่และจะส่งต่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สานต่อการทำงานต่อไป ขณะที่ นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวบรรยายสรุปการทำงานของกระทรวงที่รับมอบภารกิจจาก คสช. การตั้งศูนย์ดำรงธรรม เป็นต้น
-------------
พีระศักดิ์ ระบุ สนช. ยังไม่หารืออย่างเป็นทางการ สอบจัดซื้อจัดจ้างไมโครโฟนห้องประชุม ครม. เชื่อไม่ส่งผลต่อภาพลักษณ์รัฐบาล
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งการให้คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณภาครัฐ หรือ คตร. ตรวจสอบกรณีการจัดซื้อจัดจ้างห้องประชุมคณะรัฐมนตรีที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ขณะนี้ สนช. ยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีเชิญ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. ฝ่ายกิจการพิเศษ ในฐานะดูแลรับผิดชอบการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารภายในทำเนียบ กรมโยธาธิการและผังเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด แต่เชื่อว่าจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม สนช. ที่มีขึ้นในสัปดาห์นี้ เพราะเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

อย่างไรก็ตาม นายพีระศักดิ์ เชื่อว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาล เพราะคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็ได้รับผิดชอบด้วยการให้ คตร. เร่งตรวจสอบ
--------------
นายกฯ เดินทางเป็นประธาน การแถลงยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ทหาร ของ น.ศ.วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) 2556
             พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินทางมาเป็นประธานในงานแถลงยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2558-2562 โดยคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นปี 2556 โดยมี ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนเหล่าทัพ ข้าราชการ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร่วมภายในงานอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะให้ข้อคิดเห็นภายหลังที่มีการแถลงยุทธ์ศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหารแล้วเสร็จ โดยการแถลงยุทธ์ศาสตร์ชาติยุทธ์ศาสตร์ ทหารในครั้งนี้ มีการกำหนดจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งสู่ "การปฏิรูปประเทศ สร้างความผาสุกให้คนในชาติ"
---------
พล.อ.อนุพงษ์ ยัน สานต่องานปรองดอง มั่นใจสำเร็จใน 1 ปี ขู่หากพบทุจริตซื้อไมโครโฟนจัดการแน่นอน โยกย้าย ขรก.เสร็จภายในเดือนนี้
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายแก่ข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงประจำกระทรวง ว่า การดำเนินการด้านการปรองดองจะสานต่อการดำเนินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง กระทรวงมหาดไทย จะใช้กลไกการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สร้างความเข้าใจกับประชาชน และเตรียมประชุม ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อมอบนโยบายสร้างความปรองดองอีกครั้ง โดยเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการสำเร็จได้ภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ยังได้ยืนยันถึงการทำงานด้วยความโปร่งใส ซึ่งเป็นวาระสำคัญตามโรดแมป ของ คสช. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับไว้อยู่แล้ว
ในส่วนกรณีการจัดซื้อไมโครโฟนที่ใช้ในห้องประชุมภายในทำเนียบรัฐบาล ทราบว่า นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภาครัฐเข้ามาดูแล ซึ่งหากพบว่ามีการทุจริตจริงก็จะมีบทลงโทษอย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้ นอกจากนี้ในส่วนเรื่องบัญชีรายชื่อโยกย้ายข้าราชการจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม ตนเองพร้อมชี้แจงข้อมูลการทำงานแก่สื่อมวลชนได้รับทราบต่อไป
---------------
"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร" เตรียมวางรากฐานเศรษฐกิจไทยไปสู่ "ดิจิตอล-อีโคโนมี" เร่งทำงานตามนโยบายข้อ 6 ให้เกิดผลจริง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ กล่าวภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลถึงกรอบการทำงานด้านเศรษฐกิจ ว่า เตรียมวางรากฐานเศรษฐกิจไทยไปสู่ "ดิจิตอล-อีโคโนมี" ที่ต้องเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานในการใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต่างชาติ ทั้งประเทศสิงคโปร์ เกาหลี และญี่ปุ่น สนใจ
ทั้งนี้ ส่วนตัวจะเร่งทำงานตามนโยบายรัฐบาล ข้อ 6 ให้เกิดผลจริง โดยเริ่มจากการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน ภายใน 3 เดือน นี้ และข้อ 7 ในการวางรากฐานเศรษฐกิจทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม คมนาคม การปรับปรุงโครงสร้างน้ำมัน เป็นต้น เพื่อวางรากฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาสานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เปิดเผยว่า ได้เสนอชื่อ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเลขานุการรองนายกรัฐมนตรี และ นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และตั้งบุคคลเป็นผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี อีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 16 ก.ย. นี้
-------------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมหารือข้าราชการระดับสูง วางแนวทางการทำงาน
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางเข้ากระทรวง เพื่อประชุมร่วมกับข้าราชการระดับสูง แลพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง ในการวางกรอบการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายของทางคณะรัฐมนตรีที่ได้มีการแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะมีการวางแนวทางการทำงานเรื่องเร่งด่วนให้มีความสอดคล้องกับการทำงานของทาง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมแล้วเสร็จ จะมีการแถลงนโยบายการดำเนินงานภายใต้กรอบ 5 ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลพร้อมวางเป้าหมาย 1 ปีเห็นผล ภายใต้หลักการ "ทำก่อน ทำจริง ทำเร็ว เพื่อความยั่งยืนในอนาคต" อีกด้วย
---------
พล.อ.ฉัตรชัย พร้อม รัฐมนตรีช่วยฯ พาณิชย์ เข้ากระทรวงแล้ว เปิดให้ข้าราชการระดับ ผอ. ร่วมรับฟังนโยบาย
ในวันนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางถึงกระทรวงพาณิชย์ ในเวลา 09.00 น. และได้เข้าประชุมมอบนโยบาย ให้กับผู้บริหาร
และข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ทันที โดยในครั้งนี้ได้ใช้ห้องประชุมชั้น 12 ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
เป็นสถานที่ในการจัดการประชุม เพราะเป็นห้องประชุมใหญ่สามารถจุคนได้จำนวนมาก เนื่องจากการมอบนโยบายของ
พล.อ.ฉัตรชัย ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการเข้าร่วมรับฟังนโยบายด้วย จากธรรมเนียม
ปฏิบัติเดิมที่จะให้ผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับรองอธิบดี เข้ารับนโยบายเท่านั้น และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการมอบนโยบาย
ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังด้วย
----
รัฐมนตรีพาณิชย์ มอบนโยบายเน้นดูแลสินค้าเกษตร แทรกแซงราคาเท่าที่จำเป็น กำหนดเป้าส่งออกปีหน้าที่ 4%
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบนโยบายให้กับผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เน้น 2 ยุทธศาสตร์สำคัญสอดรับกับการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยยุทธศาสตร์เร่งด่วนคือการดูแลสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวต้องได้ราคาดีรักษากลไกตลาดและจะมีการแทรกแซงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ในขณะที่การระบายข้าวยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปและการขายแบบ G2G แต่จะต้องดูแลไม่ให้ราคาข้าวฤดูกาลใหม่มีราคาตกต่ำ ซึ่งราคาข้าวจะต้องไม่ต่ำกว่า ตันละ 8,500 บาท และสำหรับการดูแลภาคการส่งออกนั้นได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์เร่งหาตลาดใหม่ และเน้นการค้าชายแดนให้มากขึ้น รักษาตัวเลขการส่งออกในปีนี้ให้ขยายตัวร้อยละ 3.5 และเป้าหมายการส่งออกในปีหน้าอยู่ที่ร้อยละ 4
-------------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเรียกผู้ประกอบการ คุยตรึงราคาสินค้าเดือนนี้ พร้อมวางรากฐาน พณ. ระยะยาวให้ยั่งยืน
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบายในการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน ว่าหลังจากจะสิ้นสุดมาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าในช่วงเดือนพฤศจิกายน ภายในเดือนนี้ตนจะเรียกผู้ประกอบการมาประเมินสถานการณ์ตามความเหมาะสมว่ายังจำเป็นต้องมีการตรึงราคาสินค้าต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งตนในฐานะรัฐมนตรีต้องดูแลให้ภาคเอกชนเห็นแก่ประชาชนแต่จะต้องมีความเข้าใจในภาคเอกชนด้วยเพราะเสียโอกาสทางการค้ามาแล้วตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่สงบ และสำหรับนโยบายในระยะยาวของ กระทรวงพาณิชย์ ในระยะ 10 ปีนี้ จะต้องมีการวางรากฐานกำหนดเป้าหมายให้มีความยั่งยืน เน้นความร่วมมือในการทำการค้าระหว่างประเทศทั้งในกรอบของอาเซียน อาเซียนบวกสาม และอาเซียนบวกหก
----------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หวัง จีดีพี ปีนี้ โต 2% มองปีหน้าฟื้นตัว หลังนโยบายรัฐชัดเจน
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ปีนี้ว่า จะพยายามทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ร้อยละ 2 ซึ่งหากขยายตัวได้ตามเป้า ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยมองว่าไตรมาสสุดท้ายของปีจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว การท่องเที่ยวเริ่มกลับมา รวมทั้งมีงบประมาณของภาครัฐที่ยังค้างท่อ และมีการอัดฉีดเม็ดเงินของภาครัฐผ่านนโยบายต่าง ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 2 ขณะที่ ปีหน้ามั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน เพราะปีนี้ มีฐานต่ำ
ขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ vat ที่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 และจะมีการปรับขึ้นเป็นร้อยละ 10นั้น นายสมหมาย กล่าวว่า จะต้องดูตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจ
------------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว เดินทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พร้อมมอบนโยบายผู้บริหารและข้าราชการ
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุดเมื่อเวลา 14.30 น. นางกอบกาญจ์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ถือฤกษ์ดีเดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ โดยมี นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารและหน่วยงานในสังกัดดระทรวงฯ รอให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ภายหลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิประจำกระทรวงฯ แล้วเสร็จ ได้เดินทางมายังห้องประชุม 1 เพื่อมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการ
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีพร้อมทั้งแนะนำหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นผู้บริหารและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ รวมถึงภาคเอกชนได้แสดงความยินดีและมอบของที่ระลึก
---------
/////////
คดี ชายชุดดำ
"สมยศ" เผย โอนคดี 5 ชุดดำ ให้ DSI สอบ เร่งล่าอีก 2 ย้ำหลักฐานชัด - รอ กริชสุดา ชี้แจงหลักฐานการโอนเงิน
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหา
"ชายชุดดำ" 5 ราย ที่ก่อเหตุป่วนในการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 ว่า สำหรับการสืบสวนสอบสวนอยู่ในความ
รับผิดชองของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว เพื่อติดตามผู้ต้องหาอีก 2 รายที่กำลังหลบหนีแต่ด้านการดำเนิน
คดี ข้อหาครอบครองอาวุธสงครามนั้น ก็ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีต่อไป ด้านกรณีที่ นายถาวร เสนเนียม
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมายืนยันว่า ชายชุดดำมีอยู่จริง โดยมี 4 คน ที่ติดต่อ และบอกเล่าข้อเท็จ
จริง ว่ามีใครบ้างอยู่เบื้องหลังนั้น ไม่ทราบว่าเป็นจริงแค่ไหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ นายถาวร ที่จะนำหลักฐานพยานมายืน
ยันกับประชาชนเอง โดนแนวทางในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ขึ้นอยู่กับหลักฐานพยานมากกว่า จะไม่เอาความคิดเห็น
หรือข้อมูลของบุคคลใด มาเป็นองค์ประกอบทางคดีแน่นอน
ซึ่งการติดตามคนร้ายอีก 2 รายนั้น เจ้าหน้าที่ก็เร่งสืบสวนจับกุม แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ด้านคดีทางการเมืองเมื่อปี 53 นั้น ก็เร่งทยอยคลี่คลายตามพยานหลักฐาน สำหรับการตรวจสอบหลักฐานการโอนเงิน ของ น.ส.กริชสุดา คุณะแสน หรือ เปิ้ล สหายสุดซอย ให้กับผู้ต้องหาทั้ง 5 รายนั้น ยังไม่ยืนยันว่าเป็นเงินค่าอะไรและไม่ได้ปรักปรำว่าเป็น
เงินค่าจ้าง ซึ่งต้องรอ น.ส.กริชสุดา เข้ามาชี้แจงถึงรายละเอียดเอง ด้านการติดต่อกับ น.ส.กริชสุดา ก็คงจะไม่มีการ
ติดต่อ โดย พล.ต.อ.สมยศ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนตัวแล้วจากกรณีดังกล่าวไม่ได้รู้สึกกดดันกับการทำงาน เพราะการดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมทุกขั้นตอน ย้ำเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ พนักงานสอบสวนทำงานด้วยความโปรงใส ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่
----------
รอง ผบก.บก.ป. เผย สั่งฟ้อง ชายชุดดำทั้ง 7 คน ข้อหามีอาวุธครอบครองไม่ได้รับอนุญาต เตรียมส่งสำนวนให้
อัยการกองคดีอาญา วันนี้
พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มชายชุดดำ ที่ก่อเหตุใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน ในช่วงการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ว่า คดีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 312/2557 ลงวันที่ 20 มิ.ย. 2557 ตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับชายชุดดำนั้น แนวทางการสืบสวนของ เจ้าหน้าที่ทราบว่า มีผู้ต้องหาในคดีนี้รวม 8 คน แต่ 1 ในนั้น เสียชีวิตไปแล้ว จึงเหลือผู้ต้องหา 7 คน และตำรวจติดตามจับกุม ได้แล้วรวม 5 คน และทุกคนให้การรับสารภาพ พร้อมกับนำชี้ ที่เกิดเหตุ มีความสอดคล้องกับเหตุการณ์และแนวทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่ รวมถึง นายปรีชา หรือ ไก่เตี้ย อยู่เย็น ซึ่งสื่อมวลชน สามารถบันทึกภาพไว้ได้ ในวันเกิดเหตุ
ดังนั้น คณะพนักงานสอบสวน จึงมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาทั้ง 7 คนในข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรโดยจะส่งสำนวน จำนวน 2 แฟ้ม มีความหนา 775 หน้า ให้อัยการกองคดีอาญา ในวันนี้
-----------
วรัญชัยบุกยื่นหนังสือชื่นชม สมยศจับชายชุดดำ พร้อมจี้เร่งรัดติดตามคดี เสธ.แดง - 6 ศพ วัดปทุมวัน
ชี้เพื่อความเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ
นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชากาตำรวจแห่งชาติ โดยมี พ.ต.อ.วิฑูร เหลืองอมรศักดิ์ ผู้กำกับการตำรวจสันติบาล 3 กองบัญชาการตำวจสันติบาล เป็นตัวแทนรับหนังสือ สำหรับเนื้อหาสำคัญในหนังสือระบุว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สมยศ ได้จับกุมชายชุดดำที่ก่อการร้ายต่าง ๆ บริเวณสี่แยกคอกวัว ในเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2553 อันเป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม หรือ เสธ.เปา อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.21 รอ.) เสียชีวิต กลุ่มพลังประชาธิปไตย ขอชื่นชมที่สามารถติดตามจับกุมได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้ดำเนินการสืบสวนและจับกุมในคดีของอีกฝ่าย เพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคเท่าเทียมกันไม่เลือกปฏิบัติ โดยไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะคนที่เสียชีวิตล้วนเป็นคนไทยเช่นกัน และทุกฝ่ายกำลังจับตา โดยมีคดีที่ยังไม่คืบหน้า 3 คดี คือ คดีการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง คดีฆ่า 6 ศพ ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตลอดจนคดี 98 ศพ เมื่อปี 2553 ซึ่งกลุ่มพลังประชาธิปไตย จะติดตามความคืบหน้าของคดีเหล่านี้ คู่ขนานกับคดีชายชุดดำที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ด้วย
/////////////
สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ดีขึ้น ด้าน พระนครศรีอยุธยา น้ำยังคงล้นตลิ่ง จนท.เร่งช่วยเหลือ
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ภาวะฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 29 จังหวัด รวม 77 อำเภอ ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,374 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ราย ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 26 จังหวัด เหลือเพียง 3 จังหวัด คือ จังหวัดสุโขทัย ยังเหลือท่วมที่ลุ่มและพื้นทีการเกษตร 4 อำเภอ จังหวัดพิษณุโลก ยังมีน้ำท่วมขัง 3 ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และ จังหวัดพิจิตร ปัจจุบันมีน้ำท่วมใน 2 อำเภอ ระดับน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่านทรงตัว
ขณะที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2 อำเภอ คือ อำเภอเสนา และอำเภอผักไห่กว่า 10 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,406 ครัวเรือน ทาง ปภ.จังหวัด ได้ร่วมกับหน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมทั้งตรวจสอบความเสียหายเพื่อทำการช่วยเหลือต่อไป
ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถแจ้งเหตุ หรือติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประจำจังหวัด ประจำสาขา หรือโทรสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ช.ม. เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วน
---------
เครือข่ายปชช.ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมสงขลา-สตูล ยิ่นหนังสือถึงนายกฯ คัดค้านนโยบายก่อสร้างท่าเรือเชื่อมทะเลอันดามัน-อ่าวไทย
เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลา-สตูล เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านนโยบายก่อสร้างท่าเรือเชื่อมชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดให้มีการพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อขนส่งสินค้าทางน้ำระหว่างสองฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยซึ่งหมายถึงโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือในจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล ที่การก่อสร้างส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงขอให้รัฐบาลศึกษารายละเอียดและข้อมูลให้รอบด้าน รวมถึงยุติการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงานราชการในพื้นที่ซึ่งนำไปสู่การจัดทำโครงการดังกล่าวต่อไป
------------
นายกฯ บอก น.ศ.วปอ. ไม่ได้ยึดอำนาจรัฐบาล เก่าแต่เข้ามาแก้ขัดแย้ง
///เข้าหน้าเปิด/// นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับข้อเสนอยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหารของนักศึกษา วปอ. ปี 2556 พร้อมยืนยัน รัฐบาลไม่ได้เข้ามายึดอำนาจบริหาร แต่เป็นการเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า และเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยขอให้มั่นใจในการทำงานของ คสช.และรัฐบาล
///โดยภารกิจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงบ่าย เป็นประธานงาน การแถลงยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ.2558-2562 โดย คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 2556 ซึ่งมีนายประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และข้าราชการทหารระดับสูงเข้าร่วม

สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญ ให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคทโลก สังคมแห่งการเรียนรู้ ควบคู่คุณธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะ 5 ปี คือ มีการปฏิรูปการเมือง มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งลดความเหลื่อมล้ำของสังคม มัการกระจายโอกาสทางการศึกษา
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า วันนี้เป็นวันแรกที่เข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าขณะนี้ เป็นปัญหาเดิม ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการคือการปรับประชาธิปไตยให้เหมาะสมกับประเทศ และเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งตนพอใจที่รัฐบาล เหล่าทัพ ภาคเอกชน และประชาชน มีความเห็นในแนวทางเดียวกัน ทั้งด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ให้ทันต่อการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ขณะเดียวกัน ในการทำงาน จะต้องทำให้วิกฤติเป็นโอกาส เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนการแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นนั้นก็ต้องแก้ปัญหาในทุกมิติ เพราะมีความเกี่ยวพันในทุกๆเรื่อง

ขณะที่ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยัน เป็นเรื่องภายในประเทศ ซึ่งจะต้องระมัดระวัง ไม่ให้ขยายไปยังต่างประเทศ โดยขณะนี้ รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังเร่งรัดดำเนินการให้ดีขึ้นผ่านการพูดคุยเจรจา เพื่อให้เกิดความสันติสุข

ระวังงานเข้าหากโพสต์แชร์ไม่ดูตาม้าตาเรือ

"โพสต์แฉ-แชร์ประณาม"ระวังย้อนเข้าตัว!

วันอังคารที่ 9 กันยายน 2557, 12:21 น.
โดย......นรินทร์ ใจหวัง 

ในยุคที่เครือข่ายสังคมออนไลน์กำลังเบ่งบาน หลายครั้งที่การนำภาพถ่าย คลิปซึ่งบันทึกเหตุการณ์บางเหตุการณ์ มาโพสต์ก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไปในทางที่ดีขึ้น 

ทว่าหลายครั้งการโพสต์ การแชร์แบบสนุกมือกลับสร้างปัญหาทั้งกับตัวเจ้าของภาพ เจ้าของคลิป ตลอดจนผู้กดแชร์และสังคมส่วนรวมได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเกิดการตรวจสอบขึ้นก็พบว่า ข้อมูลจำนวนไม่น้อยที่ถูกนำมาโพสต์และแชร์ เป็นข้อมูลด้านเดียวเพื่อต้องการกล่าวหาอีกฝ่าย หรือ ไม่ก็เป็นข้อมูลที่ไม่เป้นความจริงเพื่อหวังจะสร้างความเสียหาย

พฤติกรรมการแฉออนไลน์ในศาสตร์ทางด้านจิตวิทยามองว่าเป็นการสนองตอบทางอารมณ์ต่อผู้ โพสต์-แชร์ เพราะทำแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นความรู้สึกดีจากจำนวนไลค์ที่ได้รับ หรือจากการได้ระบายเรื่องราวที่อยู่ในใจออกไป

บุรชัย อัศวทวีบุญ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ แบ่งรูปแบบการใช้ออกเป็น 3ลักษณะคือ เพื่อต้องการเผยแพร่เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ระบายความรู้สึกที่ไม่ดีของตนเอง เพราะไม่รู้จะจัดการด้วยวิธีอื่นอย่างไร และอย่างสุดท้ายเพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจของคนอื่นมาที่ตนเอง ซึ่งทั้ง3 ประเด็นล้วนเป็น "การมอบรางวัลให้ตัวเอง" ทั้งสิ้น 

"เวลาที่เราทำอะไรแล้ว รู้สึกดี ในทางจิตวิทยาจะมองว่า มันคือรางวัลที่เราได้รับ เมื่อได้รับรางวัลในพฤติกรรมใด ก็มีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมนั้นให้มากยิ่งขึ้น กรณีที่หากมีคนสนใจในสิ่งที่เราโพสต์และแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นเหล่านั้นจะมีอิทธิพลต่อผู้โพสต์ทั้งๆที่คนเหล่านั้นอาจไม่รู้จักกันเลยก็ตาม จากงานวิจัยแม้เป็นความคิดเห็นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เราก็ยังรู้สึกร่วมไปกับมันด้วย ซึ่งถ้ามันเป็นไปในทางบวก ทำให้เรารู้สึกดี เราก็อยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ 

แต่ กรณีที่ไม่มีใครสนใจ สังคมออนไลน์ก็ยังหน้าที่รองรับการระบายอารมณ์ได้ดี ยกตัวอย่างเช่นทวิตเตอร์ เราโพสต์ๆอะไรก็ได้เพื่อระบาย เพราะมันไปเร็วมาเร็ว ดังนั้นคนไม่ต้องเก็บอะไรไว้กับตัว ไม่ต้องฝึกที่จะอดทนน่ะครับ ซึ่งถามว่าต่อไปจะแย่มั้ย มันก็ค่อนข้างทำให้คนใจร้อนขึ้น หุนหันพลันเเล่นมากขึ้น"

ระวังเสพติดแชร์ โพสต์+ไลค์ แบบไม่รู้ตัว

เมื่อ เกิดการเรียนรู้ทางสังคม การเลียนแบบก็เกิดขึ้น ซึ่งหากทำเเล้วรู้สึกดี เราจะเสพติดเรื่องเหล่านี้อย่างไม่รู้ตัว เช่นการเสพติดไลค์

"ถ้าทำเเล้วรู้สึกดี ก็เกิดการทำต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลายครั้งทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป ในบางเรื่องต้องยอมรับว่ามีข้อดีต่อสังคมอย่างมาก ที่เเชร์เรื่องราวที่เหมาะสมเพื่อให้สังคมได้รับรู้ แต่บางเรื่องมันยังไม่ได้กลั่นกรองมาดี พอเเชร์ออกไปก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วง หากมองในเเง่ส่วนบุคคลก่อนคือ การจัดการกับความรู้สึกของตนเอง หากเขามองเพียงว่าทำไปเพื่อความรู้สึกดีของตนไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยไม่สนใจบุคคลอื่น ไม่สนว่าสิ่งที่เขาเผยแพร่ออกไปนั้น มันไปกระทบต่อใครมั้ย และหากมีคำพูด มีคอมเมนท์ที่ทำให้ไม่พอใจ ก็จะตีความว่าคนนั้นเป็นฝั่งตรงข้ามทันที ทำให้บุคคลปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ยากขึ้น พอเราไม่ได้เรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจให้ดี ไม่เรียนรู้ที่จะควบคุม มันจะเป็นจุดเริ่มของการนำไปสู่พฤติกรรมที่ผิดปกติบางอย่าง 

หากมองในระดับใหญ่ไปกว่านั้น เมื่อคนเสพติดการยอมรับ ต้องการความสนใจจากคนอื่นอยู่ตลอด หรืออย่างที่เราเห็นสังเกตว่า จะมีคนที่โค้ดคำพูด หรือต้องโพสอะไรบ้างอย่างให้เท่ๆ หรือกดแชร์ เพื่อรอคนมากดไลค์ คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่ปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและสังคมไม่ค่อยดีนัก แทนที่จะหาความใส่ใจโดยอยู่กับคนรอบข้างจริงๆ กลับไปหาในโลกของสังคมออนไลน์

มองในทางสังคม บางเรื่องมันเป็นสิทธิของคนอื่นเขา หรือเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้กลั่นกรองมาว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ต้องมาคิดต่อว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะแชร์ต่อ การแชร์ต่อกันแบบบิดเบือน พร้อมตัดสินว่าอันนี้ดีไม่ดี หลายครั้งมันขาดข้อมูล ไม่รู้แม้แต่ที่มาของข้อมูล แต่คนเสพก็เอาไปพูดต่อกันได้เรื่อยๆ 

สำหรับเทรนด์ความนิยมในการติดอุปกรณ์กล้องบนรถยนต์ หรือบนหมวกกันน็อคเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆขณะสัญจรไปบนท้องถนนนั้น บุรชัยมองว่าไม่สามารถตีความในภาพกว้างได้ เพราะแต่ละคนใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป

"มันมากับเทคโนโลยี อย่างบางคนเขามองว่ามันเป็นประโยชน์ บางคนเพื่อโชว์ว่ารถเขามีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคนอื่น บางคนอาจใช้เพราะความหวาดระเเวง"

แต่เรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง คือข้อมูลที่แท้จริงมากกว่า ยิ่งเป็นเรื่องราวของคนอื่น ถ้ายังไม่รู้ว่า ใช่หรือไม่ การที่เราไปตีตราอย่างนั้น อย่างนี้ทำให้คนได้รับผลกระทบมากกว่า คือคนในสังคมก็จะคิดว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกอย่างหลายเรื่องที่นำมาโพสหรือแชร์ก็เป็นสิทธิส่วนบุตคล ที่เราไม่ควรนำไปเผยแพร่ด้วย

คนเรามักทำหลายๆ อย่างเพื่อความสนุก เพื่อความรู้สึกดีของตัวเอง แต่ก็ต้องระวังไว้ด้วย เพราะผมเชื่อว่า ในท้ายที่สุด สิ่งที่เราทำลงไปมันจะย้อนกลับมาหาเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเราต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เราทำให้ได้ด้วย"

แชร์ได้ โพสต์ดี อาจมีงานเข้า!!

แน่นอนมือแฉผุดขึ้นมากมายในปัจจุบันย่อมต้องมีมือใหม่ที่พลั้งพลาดถูกฟ้องร้อง แต่เนื่องจากกฎหมายการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ไทยยังไม่เข้มงวดมากนัก คนไทยจึงไม่ค่อยตระหนักเรื่องการเคารพสิทธิส่วนบุคคลมากนัก ขอให้เร็วเข้าว่า 

ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ เล่าว่าทุกวันนี้มีคดีที่ฟ้องร้องกันเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำผิดทาง คอมพิวเตอร์เกิดขึ้นเยอะมากเป็นร้อยๆ คดี ความถี่ในแต่ละเดือน10-20 ครั้ง แม้ส่วนใหญ่จะจบลงด้วยการเจรจาได้ แต่อีกไม่นานนัก จะมีการคลอดกฎหมายตัวใหม่เกี่ยวกับการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลเข้ามา 

"ปัญหา ส่วนใหญ่จะเป็นเฟชบุ๊กมากที่สุด เมื่อคนโพสต์ตั้งสถานะการเผยแพร่เป็นสาธารณะก็จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 80%มีคนภายนอกโพสต์เเละเเสดงความเห็น จนเกิดเป็นการสบประมาทตัวคนที่ถูกพาดพิง ส่วนความผิดเรื่องที่การนำข้อมูลที่เจ้าของตั้งค่าความเป็นส่วนตัวออกมาเผยแพร่นั้น ในเฟชบุ๊คไม่มากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักเป็นอินสตาแกรมที่หลุดออกมาจากศิลปินดารา ที่ฟ้องร้องกัน คดีมีเป็นร้อย ที่ทำอยู่เดือนหนึ่ง 10 -20 คดี ถือว่าเยอะมาก ซึ่ง บริษัท หรือนิติบุคคล จะฟ้องร้องมากกว่าคนธรรมดา แต่มักจบลงด้วยการเจรจา"

อีก2 เดือนอาจเจอของจริง 

ไพบูลย์ แนะนำผู้ที่หลงไหลการแชร์ข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับการอนุญาตว่า ในอีก 2 เดือนข้างหน้า (ประมาณเดือนต.ค.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะพิจารณากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมา ซึ่งหากกฎหมายนี้ออกมา สิ่งที่หลายคนทำเป็นประจำเช่นการถ่ายคลิปมนุษย์ลุง-ป้า หรือใครก็ตามมาเผยแพร่ ก็อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายใหม่ถึงแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริงก็ตามแต่ 

"ข้อที่น่ากังวลคือร่าง พรบ.คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลตัวนี้ จะมีข้อยกเว้นในส่วนของสื่อมวลชนหรือไม่ ถ้ารายงายข่าว หรือวิเคราะห์วิจารณ์ในลักษณะปกติอะไรอย่างนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่าง ไร

สิ่งที่ควรระวังในแง่ของผู้ใช้แชร์คือ เวลาที่เห็นข้อความ รูปภาพ ควรดูก่อนว่าการกดแชร์หรือนำไปแสดงความเห็นต่อ จะไปพาดพิงกับบุคคลภายนอกเเละสร้างความเสียหายกับเขาหรือไม่ ยิ่งถ้าเป็นภาพในลักษณะการตัดต่อ เช่นภาพหลุดยิ่งไม่ควรรจะเเชร์เพราะมันผิดกฎหมาย 

"ต้องพิจารณารายละเอียดให้ดีเพราะมัน ผิดทั้งกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์"ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์กล่าว

รอดูฝีมือ"บิ๊กตู่"

จำลอง ดอกปิก : รอดูฝีมือ"บิ๊กตู่"

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2557, 20:00 น.

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12



รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นับต่อแต่นี้ โครงสร้างการปกครองประเทศ คล้ายรูปแบบบ้านเมืองยุคเป็นปกติมากขึ้น มีฝ่ายบริหาร มีฝ่ายนิติบัญญัติ

เพียงแต่เป็นรัฐบาลจากการแต่งตั้ง และสภามาจากแต่งตั้ง ของผู้กำกับคนเดียวกัน

งานในฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากมีสภา สนช.แล้ว เดือนตุลาคมนี้ จะมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ 250 คน มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามลำดับ 

ดูผิวเผินคล้ายกับสำคัญต่อประเทศยิ่งกว่า 

เนื่องจาก จะมีการปฏิรูปด้านต่างๆ วางรากฐาน ออกแบบกติกาการปกครองประเทศใหม่ทั้งหมด แต่แท้ที่จริงแล้ว งาน 2 เสานี้ มองข้ามละเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ 

มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง เหมือนคนละเรื่องเดียวกัน

ต่อไปงานบริหารราชการ จะเป็นเหมือนใบอนุญาต เบิกทางฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำอะไรต่อมิอะไร แม้แต่กฎหมายแม่บทปกครองประเทศฉบับเข้มข้นตามแนวทางที่วางไว้ได้ง่ายขึ้น 

หากงานบริหารประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ประชาชนพึงพอใจฝีมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การได้รับการยอมรับนี้ย่อมมีมูลค่าสูงในทางการเมือง เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุน "บิ๊กตู่" ให้สูงขึ้น

เมื่อต้นทุนสูง ความชอบธรรมก็มีมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม หากบริหารไม่ได้เรื่องเสียแล้ว จะมีอะไรเป็นหลักประกัน สภาพย่อมไม่ต่างจากบุคคลล้มละลาย ถือธงนำปฏิรูป 

ไม่มีทางทำได้โดยง่ายและราบรื่น

การบริหารประเทศแม้เพียงปีเศษจึงเป็นเดิมพันใหญ่ จะเสียของทั้งหมดหรือไม่ บางทีอาจขึ้นอยู่กับตรงนี้

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มาจากการรัฐประหาร สภาต่างๆ มาจากการแต่งตั้ง การมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ฝ่ายบริหาร-ฝ่ายนิติบัญญัติคือเสียงเดียวกัน มีเครื่องไม้เครื่องมือการบริหารจัดการพรั่งพร้อม เป็นจุดแข็งของระบบนี้

รัฐบาลทหาร ไม่ต้องหวาดหวั่น การชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านตามท้องถนน ปิดทำเนียบ ปิดสภา ไปจนถึงชัตดาวน์ประเทศกดดัน

ไม่ต้องเสียเวลา ตอบคำถามฝ่ายค้าน ชี้แจงองค์กรอิสระ ต่อสู้คดีความ แก้ต่างการผลักดันออกกฎหมายมาเป็นเครื่องมือทำงาน

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องที่บิ๊กตู่ออกมาปรามให้หยุด โดยเปิดเผยว่า รู้ตัวคนแอบอ้าง ขายที่นั่งสนช. หรือคนเร่ขายอ้างมีโควต้าใบอนุญาตโรงไฟฟ้า 

เรื่องแบบนี้ หากเป็นก่อนหน้านี้ มีหรือฝ่ายค้านจะปล่อยผ่านฟรีๆ รู้แล้วไม่จัดการ อย่างน้อยๆ ก็แจ้งความเอาผิด ฐานละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157-ไล่ฟ้องร้อง หรือตั้งคำถามเหตุไม่จัดการ หรือว่าคุยกันลงตัวแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

แต่สมัยนี้ไม่มีใครรุกไล่ ตรวจสอบ 

จะคิดนโยบาย จัดสรรงบประมาณแปรเป็นภาคปฏิบัติ ก็ไม่มีใครหยิบไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครรับลูก 

รัฐบาลจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใคร หรือขบวนการใดคอยขัดขวาง

การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้บรรยากาศการเมือง ที่ไม่มีปัจจัย ตัวแปรอะไรมาเป็นตัวถ่วงแบบนี้

แน่นอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆ 

1 ปีจากนี้ไป ความสำเร็จ-ความล้มเหลว เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

ในเมื่อทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อยู่ในมือ ในอำนาจกำกับบริหารทั้งสิ้น 



จะอ้างโน่นอ้างนี่ รำไม่ดีโทษปี่โทากลองไม่ได้


................


(ที่มา:มติชนรายวัน 13 กันยายน 2557)


งบปชส.หน่วยงานรัฐ

ลุงตู่จัดการด่วน "งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของหน่วยงานรัฐ" เป็นการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย อันตรายมาก หาเสียงทางการเมือง ปิดปากสื่อ ซื้อสื่อเป็นขี้ข้า และสร้างมลภาวะทางสายตา กับภาพนักการเมืองทุกหัวถนน ฝันร้าย !! สมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทยแจง สื่อโฆษณาไทยในปี 2556 ว่า ภาครัฐใช้เงินงบประมาณ เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมสูงถึง 6,337 ล้านบาท ควรมีการออกกฎหมาย เพื่อควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของรัฐ โดยครอบคลุมทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และองค์กรอิสระต่างๆ ให้เน้นเฉพาะเรื่องที่จำเป็น ต้องประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนทราบเท่านั้น

หน่วยงานภาครัฐ ตั้งงบประมาณไว้สําหรับ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ประมาณ 1,500 - 2,200 ล้านบาท ต่อปีงบประมาณ หน่วยงานที่ใช้งบประมาณ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มากที่สุด ก็คือ สำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2556 ตั้งไว้สูงถึง 677 ล้านบาท รองลงมาคือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ 237 ล้านบาท กระทรวงเกษตร 136 ล้านบาท แต่ในทางปฎิบัติใช้แยะกว่านี้ มีการใช้งบกลาง หรืองบสนับสนุน การดําเนินงานอื่นๆ คนในแวดวงรัฐบาลจะตั้ง บ.อีเว้นต์ คอยช้อนงาน ทั้งเป็นแหล่งไซฟ่อน เงินเข้ากระเป๋านักการเมือง

TDRI ทำวิจัยพบว่า การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของรัฐ เป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมือง ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือทางป้ายโฆษณา ตามท้องถนน ไม่ได้มุ่งเน้นไป ที่เนื้อหา ของนโยบาย หรือแผนงาน ที่ควรสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ แต่กลับถูกใช้ไปเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ในหน่วยงานของรัฐ เช่น การใช้รูปภาพขนาดใหญ่ ของ นายกฯ และ รัฐมนตรี ในป้ายโฆษณา เนื้อหาเกี่ยวกับนโยบาย แทบไม่มีเลย อีกทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่โปร่งใส ทั้งหมดด้วยวิธีพิเศษและกรณีพิเศษ นําไปสู่ปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันได้

ประเด็นสำคัญ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของรัฐ เป็นการแทรกแซง การทํางานของสื่อ เพื่อให้สนับสนุน หรือเพื่อไม่ให้ตรวจสอบ การดําเนินการของหน่วยงานรัฐ ที่เป็นผู้ว่าจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ จํานวนมหาศาล ทําให้หน่วยงานของรัฐ มีสถานะเป็น “ลูกค้า” รายใหญ่ของสื่อ ซึ่งอาจทําให้สื่อไม่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง และตรงไปตรงมา อย่างที่ควรจะเป็น

บริษัทหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทําสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง กับหน่วยงานภาครัฐจํานวน 50 สัญญา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 241.7 ล้านบาท สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ทําสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานภาครัฐจํานวน 13 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 124.4ล้านบาท โดยเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง โดยอ้อมผ่านทาง บริษัทเอเยนซี่โฆษณา

#ESnote_Cr_KTHE

รูปภาพของ Anonymous Photographer
รูปภาพของ Anonymous Photographer

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ประยุทธ์ มุข

-การแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอาชา นายกรัฐมนตรี และการเดินทางลงพื้นที่ตรวจปัญหาน้ำท่วม ที่จ.สุโขทัย ที่ถือเป็นการลงพื้นที่ดูความเดือดร้อนของประชาชนเป็นครั้งแรก

-การแถลงนโยบายใช้เวลาประมาณ ๒ ชม.แบบม้วนเดียวจบ ตลอดเวลาการแถลงมี มุกตลกติดปลายนวม โดยทิ้งท้ายมอตโต้ รัฐบาลชุดนี้ว่า  ว่า "จริงใจ จังจัง ยั่งยืน" หลังจากก่อนหน้านี้ ใช้ว่า
ทำจริง ทำก่อน

"ต่อไปจะต้องไม่มีผักตบชวาอย่างเด็ดขาด ที่ไปขวางทางเดินนำ หน่วยงานไหนรับผิดชอบไปจัดการ"

"อาจารย์ต้องรู้ต้องเก่งทำอย่างไร ไม่ใช่ให้เด็กไปถามแต่อาจารย์กรู ผมหมายถึงกูลเกิล เพราะเด็กถามอาจารย์ตอบไม่ได้ แต่ถามอาจารย์กรูตอบได้หมด"
5555ทั้งห้อง

///////////
           ฟังคำแถลง นโยบาย 11 ด้าน ของนายกฯ ประยุทธ์ ด้นสดคนเดียว 2 ชั่วโมง 23 หน้ากระดาษ เน้น จริงใจ จริงจัง และยั่งยืน

            วันนี้ (12 กันยายน 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงนโยบาย 11 ด้าน ต่อสภานิติบัญญัติ โดยใช้
เวลาแถลงทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง 10.00-12.00 น. ความยาว 23 หน้ากระดาษ อ่านนโยบาย 11 ด้าน รัฐบาลประยุทธ์ คลิกเลย

             ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวในตอนท้ายของการแถลงว่า นโยบายทั้งหมดพูดให้ดี เขียนให้หรู แต่ทำไม่ได้ก็ไม่รู้จะเขียนให้เหนื่อยทำไม ดังนั้นจึงอยากให้ทุกกระทรวงยึดถือปฏิบัติทำให้ดีและทำให้จริงเพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืน โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมส่วนราชการเพื่อซักซ้อมความเข้าใจอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่ต้องการจาก สนช. และ สปช. ก็คือต้องการให้เข้ามาร่วมในการตรวจสอบ
พร้อมติและชม สามารถทักท้วงได้

            พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดหมดแล้วและขอให้ลดปัญหาเรื่องความขัดแย้งให้ได้เร็วที่สุด ทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ ต้องทำให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าให้ได้ และตนก็ไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อพวกเราทุกคน ทำเพื่อประเทศไทย.. พร้อมกันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังได้ถามว่าใครมีข้อคำถามใด ๆ หรือไม่ เพราะมี 20 คนพร้อมอภิปรายและชี้แจงให้ทราบ
อยู่แล้ว ส่วนตนนั้นต้องเดินทางไปสุโขทัยต่อ

            ท้ายนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวขอบคุณทุกคนและอยากให้รู้ถึงความตั้งใจของรัฐบาล 3 ข้อ คือ ข้อแรก ทำก่อน ทำจริง ทำทันที ข้อสองคือ เกิดผลสัมฤทธิ์ และข้อที่สามคือยั่งยืน หรือสั้น ๆ คือ
จริงใจ จริงจัง และยั่งยืน
//////////////
@@@@
มาฟังกันอีกครั้ง พลเอกประยุทธ์ กล่าวเปิดงาน"เส้นทางปฏิรูปประเทศไทย" ไม่ได้มีแค่สาระเท่านั้น แต่ความบันเทิง ท่านก็สอดแทรกมาให้ด้วย !


วันนี้ (9 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. กล่าวเปิดงาน "เส้นทางปฏิรูปประเทศไทย" ที่สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งนอกจากจะมีเนื้อหาสาระมากมายแล้ว

ยังมิวายที่ท่านหัวหน้าคสช.จะปล่อยมุกให้เหล่าข้าราชการที่มาร่วมงานได้ฮากระจายกันด้วยประโยคเด็ดๆเหล่านี้


"ตั้งแต่ 22 พ.ค.ทำงานไม่ได้หยุด ผมไม่มีเสาร์ - อาทิตย์กันเลย เบี้ยเลี้ยงวันละ 400 ไม่ค่อยคุ้ม เมียจะเลิกอยู่แล้ว !!"

"เด็กสมัยนี้เรียนไม่ต้องเกินเวลามั้ง มันเรียนอะไรนักหนา กลับบ้านมามันก็หงุดหงิด ยังต้องมานั่งทำการบ้านถึงสี่ทุ่ม ให้มันมีเวลาอยู่กับครอบครัวบ้างสิ แล้วอย่างนี้มันจะหาความอบอุ่นในครอบ

ครัวจากไหน กลับมาพ่อมันก็ต้องช่วยทำการบ้าน รุ่งขึ้นมันบอกพ่อเมื่อวานทำผิดหมด เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนพิเศษ พ่อแม่ก็ต้องหาเงินให้ เลี้ยงลูกเป็นเทวดาให้เรียนอย่างเดียว วันหยุดเรียนพิเศษ

เด็กเรียนหนังสือมีแต่ชีท ไม่มีตำรา.. แล้วคุรุสภาทำอะไรอยู่ !?"

"ถ้าอยากจะรบกัน เอาไหม...ผมจะถอยไปทำหน้าที่รักษาชายแดน แล้วท่านรบกันให้ตายไปทั้งประเทศ"

"ที่นั่งข้างหน้ามีคนเป็นนายกได้ทั้งนั้น มีใครอยากเป็นไหม"

"ไม่มีอิสระ ลูกเมียก็ตัองมาคอยให้กำลังใจ ผมไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโต พี่ก็รู้ใช่ไหม พี่วีระ เลิกเป็นศัตรูกันได้แล้ว เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ทะเลาะกันมาหลายปีแล้ว นะพี่ ว่าไง? คดี

เยอะไหม? สู้กันทางกฎหมายไป"

"ชาวบ้านบอก เค้าตั้งไว้แล้วที่แยกขยะ แต่พอแยกไว้เสร็จ ถึงเวลาคนเก็บก็เอาขยะที่แยกไว้รวมกัน!? ผมก็ไม่เข้าใจ แล้วจะแยกทำไม !!"

เรียกได้ว่า เป็นผู้นำที่คารมและฝีปากไม่เป็นรองใครเลยทีเดียว

///////
ผู้ว่าฯพิษณุโลกให้การต้อนรับ"พล.อ.ประยุทธ์"อย่างอบอุ่น ใบหน้านายกฯยิ้มแย้ม พร้อมกับทักทายชาวบ้าอย่างเป็นกันเอง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางมาพิษณุโลก ด้วยเครื่องบิน Embrear บ.ท.335 ลก ตามภารกิจตรวจเยี่ยมพร้อมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยเครื่องบนลงจอดท่าอากาศยานทหารกองบิน 46 พิษณุโลก โดยมีพล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพน้อยที่ 3 และนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกให้การต้อนรับ พร้อมกับบรรดากำนันผู้ใหญ่บ้านประมาณ 300 คนพร้อมกับชาวบ้านในเขตรอบตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 300 คน หลายคนได้กอดพล.อ. ประยุทธ์ ทำ ใบหน้านายกฯ ยิ้มแย้มพร้อมกับทักทายคนพิษณุโลกอย่างเป็นกันเอง

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะเข้าห้องพักผ่อนและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมไม่นานนัก ขณะที่บรรดาเหล่าทหารได้เตรียมโลดของฝากชื่อดังของเมืองพิษณุโลก คือ กล้วยตาก ขึ้นเครื่องบินของนายกฯ เวลาต่อมาคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางต่อด้วยรถยนต์ตู้ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน กก.2222 สุโขทัย ออกจากสนามบินกองบิน 46 เพื่อไปมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ต่อไป

แรงเสียดทานขยับตาม

แรงเสียดทานขยับตาม
วันพฤหัสบดี, กันยายน 11, 2557

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

วันที่ 9 เดือน 9 เวลา 09.09 นาฬิกา

ตามฤกษ์ประเดิมที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ใส่เสื้อผ้าไทยพระราชทานสีฟ้า เข้าทำเนียบรัฐบาล นั่งหัวโต๊ะประชุมกับคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการเป็น
ครั้งแรก

ที่ต้องใช้คำว่า นั่งประชุมกับคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ เพราะนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันเองว่า ครั้งนี้ไม่ใช่การประชุม ครม.

แต่เป็นการเชิญรัฐมนตรีมารับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการ และขั้นตอนทางธุรการในการดำเนินการประชุม ครม. เช่น การแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน วิธีการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. กระบวนการแต่งตั้งผู้ที่จะประสานงานกับวิป สนช. งานธุรการด้านต่างๆ วิธีการแต่งตั้งบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษา

สรุปว่า ยังไม่ใช่การประชุม ครม.ครั้งแรกแต่อย่างใด

ที่สำคัญ รายการนี้ยังไม่ได้เปิดใช้บริการห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 อัครสถานสุดเลิศหรูอลังการ ที่กำลังมีประเด็นร้อนไมโครโฟนแพงระยับ ชุดละ 145,000 บาท ตามโปรแกรมปรับปรุงไว้รองรับการประชุม ครม.ประยุทธ์ 1 เป็นการเฉพาะ

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกลิ่นสียังไม่จาง หรือต้องรอให้กระแสร้อนๆจางไปก่อน

แน่นอน โดยจังหวะต้องถือว่า เสียฤกษ์ไม่น้อย กับกระแส “อมไมค์” ที่โผล่มาต้อนรับ ครม. ภายใต้การนำของนายกฯประยุทธ์ ที่เพิ่งขึ้นพูดสดๆร้อนๆบนเวทีต่อต้านคอร์รัปชัน การันตีจะไม่ให้เกิดในรัฐบาลนี้

ปั่นมาตรฐาน “ปลอดโกง” ไว้สูงลิบ

ยังไม่ทันไร เปิดหัวมาก็เจอปมไมโครโฟนแพงระยับ เลยเขินไปตามๆกัน

เรื่องของเรื่อง นี่แค่หนังตัวอย่างเท่านั้น ฉากรับน้องทีมงานท็อปบูตที่ต้องเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากสถานะคณะปฏิวัติมานั่งเป็นฝ่ายบริหาร

อาการดุดัน มาดเข้มๆ ก็ลดโทนน่าเกรงขามลงไป

โดยสภาพรัฐบาลต้องเจอกับแรงเสียดทานมากกว่าสถานะ คสช.เพียวๆ

ตามปรากฏการณ์อย่างที่เห็นๆประเดิมมากันตั้งแต่วันแรกเลยเหมือนกัน

กับมุกของนายวรัญชัย โชคชนะ ในนามกลุ่มพลังประชาธิปไตย เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณายุบ คสช. และยกเลิกกฎอัยการศึก เนื่องจากมีรัฐบาลแล้ว เพื่อความเป็นประชาธิปไตย และความเชื่อมั่นของนานาประเทศกล้าบุกถ้ำเสือ กระตุกหนวดกันซึ่งๆหน้า

พร้อมๆกัน เพจเฟซบุ๊กของแนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็ได้เผยแพร่ภาพ น.ส.กริชสุดา คุณะแสน เข้าให้การอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติ ณ
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

มีการอ้างด้วยว่า น.ส.กริชสุดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายสุรกริช ชัยมงคล ผู้ต้องหาคดีสังหารนายสุทิน ธราทิน ที่เพิ่งเสียชีวิตในเรือนจำ ต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯด้วย

แนวต้านอำนาจรัฐประหารเริ่มขยับ

สอดรับกันพอดีกับกระแสความเคลื่อนไหวของ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งซิกล่วงหน้าถึงลูกข่าย วางโปรแกรมบินมาฮ่องกงในวันที่ 23-25 กันยายนนี้ เพื่อเปิดให้ทีมงานพรรคเพื่อไทยบินไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ย้อนหลัง

แต่อย่างไรก็ดี ยังคงเป็นแรงเสียดทานจากฝ่ายที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันที่อันตรายสำหรับนายกฯตู่

ตามจังหวะล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดินจ่อวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ขอให้วินิจฉัยกรณี สนช.มีมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า 
คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ถ้าเป็นตามกระแสแว่วๆเบื้องหลังโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับโผโยกย้ายขุนทหารที่หักดิบกันอย่างแรงในหมู่ขั้วอำนาจเดิมกับขั้วอำนาจที่กำลังจะสปาร์กขึ้นมาแทน

ตามแผน อาจมีรายการ “หักหน้า” สั่งสอนกันพอเจ็บๆคันๆ.

ทีมข่าวการเมือง

เมื่อ “ป๋าเปรม” ปิดบ้าน “บิ๊กป้อม” เปิดบ้าน “ทักษิณ” เปิดตัวตาดูดาว เท้าโคจรรอบตัว คสช. กับคำทำนายฝ่ายอำมาตย์ “การเมืองยังล่อแหลม-อันตราย”

Date: 11 กันยายน 2014
เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ในภาวะเสี่ยง และมีความขัดแย้งที่แหลมคมแทรกตัวอยู่ทุกส่วนของโครงสร้างอำนาจ
เริ่มตั้งแต่โครงสร้างอำนาจส่วนบน เหนือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเหนือสิ่งอื่นใดคืออำนาจแฝงที่มองไม่เห็น แต่มีพลานุภาพทางการเมือง และทางความมั่นคงของประเทศ
ท่ามกลางข่าว ที่มีการเปิดในหน้าสื่ออย่างเป็นทางการ เมื่อวันคล้ายวันเกิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้พ่วงท้ายตำแหน่งพี่ใหญ่แห่งกองทัพ ที่อายุเริ่มเข้าสู่วัย “ป๋า” เรียกขานตัวเองว่าเป็น “ผู้ชราของบ้านเมือง”  อายุ 69 ย่าง 70 ปี มีงานสังคมที่เรียกว่า “เปิดบ้าน”
โดย พล.อ.ประวิตร เปิดบ้านให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. นำคณะนายทหารระดับสูงในกองทัพ สมาชิกสภานิติแห่งชาติ เข้าอวยพรอย่างเอิกเกริก เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 (วันเกิด 11 สิงหาคม)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. นำคณะนายทหารระดับสูงในกองทัพ สมาชิกสภานิติแห่งชาติ เข้าอวยพรอย่างเอิกเกริก เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557  ที่มาภาพ :http://www.bangkokbiznews.com
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. นำคณะนายทหารระดับสูงในกองทัพ สมาชิกสภานิติแห่งชาติ เข้าอวยพรอย่างเอิกเกริก เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557
ที่มาภาพ :http://www.bangkokbiznews.com
ขณะที่วันคล้ายวันเกิดครบรอบ 94 ปี ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 บรรดานายทหารและข้าราชการทุกหน่วย ได้รับทราบข่าวจาก พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม ว่าในปีนี้จะมีการ “ปิดบ้าน”
“พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ บอกว่าในปีนี้ พล.อ.เปรมไม่ได้เปิดบ้านสี่เสาเทเวศน์เพื่อให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายทหารระดับสูง และคณะบุคคล เข้าอวยพรวันเกิด เนื่องจากต้องการอยู่เป็นการส่วนตัว และไม่ต้องการรบกวนเวลาของผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เป็นคณะ คสช. และมีปัญหามากมายที่รอให้นายกรัฐมนตรีแก้ไข” เฟซบุ๊กของนักข่าวสายทหาร วาสนา นาน่วม นำข้อความมาเปิดเผย
ทว่าช่วงเวลาเดียวกันนั้น เป็นเวลาที่นายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ต่างรอคอยสิ่งที่เรียกว่า “โผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร” แม้ไม่มีภาพนายทหารระดับสูงตบเท้าเข้าอวยพร พล.อ.เปรมเป็นหมู่คณะ แต่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ตำแหน่งในขณะนั้น เข้าอวยพรเป็นการส่วนตัว (ภายหลังได้โปรดเกล้าฯ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด)
และเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2557 ก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารประจำปี 1,092 ตำแหน่ง ท่ามกลางเสียงก้องจากกองทัพบางส่วนว่า บางกลุ่มก็สมหวัง บางกลุ่มก็ผิดหวัง โดยมีภาพของนายทหารที่สมหวังคือ เครือข่าย “บูรพาพยัคฆ์” ขณะที่บางรายปฏิบัติงานส่วนหน้า คสช. มาตั้งแต่วันแรกที่รัฐประหาร แต่ไม่ได้ตำแหน่งติดมือในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แม้ได้เลื่อนขั้น แต่ต้องออกไปอยู่นอกพระนคร
แหล่งข่าวที่คลุกคลีกับนายทหารระดับสูงและองคมนตรี ปรารภกับคนใกล้ชิดว่า สถานการณ์การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารปีนี้ ทำให้โครงสร้างอำนาจของกองทัพยังอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม และคงมีคลื่นใต้น้ำจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามต่อเนื่อง ยังยากที่ฝ่ายความมั่นคงจะไว้วางใจ
ประจวบเหมาะกับ ในช่วงที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบการสร้างกระแสข่าว ทั้งในสังคมออนไลน์ และการนัดชุมนุม พบปะหารือกันในต่างประเทศ อย่างต่อเนื่องจากฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย และกลุ่มการเมืองพรรคอื่นๆ ยิ่งทำให้ฝ่าย คสช. และกองทัพยังจับตาอย่างใกล้ชิด
โดยในวันที่ 9 กรกฎาคม 2557  ระหว่างที่ยังรอการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว น.ส.แพทองธาร หรืออุ๊งอิ๊ง โพสต์รูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยืนอยู่ที่ทางข้ามถนนแห่งหนึ่ง ที่มีป้ายเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า  “WAIT” ลงอินสตราแกรม @Ingshin21 ทำให้เกิดการตีความทางการเมืองอย่างกว้างขวาง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาภาพ : ingshin21
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาภาพ : ingshin21
จากนั้น ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 สมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมาเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ต้องการให้มีการจัดงานวันคล้ายวันเกิดโดยสมาชิกพรรคหรืออดีต ส.ส. ในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะทำให้ถูกมองว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเมือง
วันที่ 27 กรกฎาคม 255 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จัดงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 65 ปี ที่โรงแรมแรมโฟร์ซีซัน ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยรายงานข่าวระบุว่าจัดโดยนายเหยียนปิน เพื่อนนักธุรกิจชาวจีน และมีคนอดีตนายกรัฐมนตรีร่วมงานด้วย 2 คน คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  ท่ามกลางการจับตาการเคลื่อนไหวจากฝ่าย คสช. อย่างใกล้ชิด
ถัดมาอีก 1 เดือน วันที่ 21 สิงหาคม 2557 วันคล้ายวันเกิดของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จึงมีเหตุให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาจัดงานฉลองที่ฮ่องกง พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยและนักการเมืองจากพรรคอื่นเข้าพบ และมีข้อความที่เป็นสัญญาณมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ความว่า “ตั้งแต่ คสช. เข้ามายึดอำนาจ ก็ทำให้ภาพรวมของประเทศเสียหายลง เมื่อขณะนี้มีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ก็ต้องให้โอกาสเขาทำงาน…อะไรที่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ก็ควรให้การสนับสนุน ให้ความร่วมมือกับเขา ให้โอกาสเขาทำงานอย่างเต็มที่”
ในเดือนถัดมา 7 กันยายน 2557 หลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ข้อหาเกี่ยวข้องการทุจริตการรับจำนำข้าว  ก็เปิดช่องให้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยโพสต์ความเห็นลงในเฟซบุ๊กถึงการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ว่า เฉพาะการเร่งรัดคดีจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์แบบติดจรวด ขณะที่คดีข้าวยุค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับติดกาวตราช้าง
ท่ามกลางการเกาะติดของฝ่าย คสช. ที่ระบุว่า รายการโทรทัศน์เคเบิลดาวเทียม ช่อง Peace TV  ของกลุ่มทุนคนเสื้อแดงนั้น มีเรตติ้งเพิ่มขึ้นในระดับที่ฝ่ายมอนิเตอร์ต้องตกตะลึง
วันที่ 9 กันยายน 2557 วันเดียวกับที่คณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือฤกษ์เข้าประจำการที่ตึกไทยคู่ฟ้า ประชุมนัดแรกที่ทำเนียบรัฐบาล นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็โพสต์ข้อความลงในอินสตาแกรม @oak_ptt และเฟซบุ๊ก Oak Panthongtae  ว่า “อีก 2 วันทุกคนจะหายคิดถึง” จากนั้นมีการโพสต์การ์ตูนอนิเมชัน ประวัติ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในwww.youtube.com/Thaksinstory เป็นวิดิโอคลิปชื่อ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” เป็น มีข้อความระบุด้วยว่า จะเผยแพร่วันที่ 11 กันยายน 2557  
ที่มาภาพ : http://www.youtube.com/watch?v=_gyaBcl18RA
ที่มาภาพ : http://www.youtube.com/watch?v=_gyaBcl18RA
แต่ปรากฏว่า ในวันที่ 10 กันยายน 2557 รายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็ได้คลิปและบทของอนิเมชันดังกล่าว มาอ่านเผยแพร่ออกอากาศ  เช่น ช่อง Voice tv และรายการเรื่องเล่าเช้านี ทางช่อง 3
แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 23-25  กันยายน 2557 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะโคจรมาอยู่ใกล้เมืองไทยอีกครั้ง โดยจะประจำการที่ฮ่องกง  เพื่อจัดงานวันคล้ายวันเกิดเวอร์ชันคนการเมือง หลังจากจัดงานในเวอร์ชันครอบครัวมาแล้วเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557 เพื่อให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้เดินทางไปร่วมงานที่ฝรั่งเศสได้เข้าร่วมพบปะพูดคุย  
ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยเอ่ยวาจา ภาษาการเมือง ที่ทำให้ถูกตีความว่า “จะหยุดเล่นการเมือง?”
เมื่อก่อนรัฐประหาร 1 เดือน ในช่วงเดือนเมษายน 2557 พ.ต.ท.ทักษิณเคยพูดว่า “ถ้าทุกฝ่ายคืนความยุติธรรมให้ประเทศแล้วขอให้จบ จนให้คนในตระกูลชินวัตรเลิกเล่นการเมืองก็พร้อม เพราะถ้าปล่อยไปอย่างนี้เรื่อยๆ ก็เสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง”
แต่เมื่อเหตุการณ์ถูกพัฒนามาจนถึงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 กระทั่งมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และเตรียมจะมีการแถลงเค้าโครงนโยบายในวันที่ 12 กันยายน 2557 การเคลื่อนไหวแบบตาดูดาว เท้าติดดิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ท่ามกลางข้อวิเคราะห์ ของฝ่ายอำมาตย์สายเดียวกับรัฐบาลที่ว่า เสถียรภาพทางการเมืองและกองทัพเวลานี้ ยังอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมและอันตราย!!