| วามเป็นมาของสถาบัน |
แนวความคิดในการก่อตั้งเป็นสถาบัน
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นสถาบันการศึกษาและการวิจัยระดับสูงของกระทรวงกลาโหม ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหม พ.ศ.2498 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 เพื่อ “ประศาสน์วิทยาการด้านการป้องกันราชอาณาจักรให้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้ง ฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน เพื่อให้เกิดความสำนึกและตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในอันที่จะต้องป้องกัน ต่อสู้ การจัด สรรพกำลัง การปกครอง และการรักษา ความสงบของประเทศ”
แนวความคิดที่ได้ก่อกำเนิดวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปรากฏตามความนำ ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ประกาศเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2498 ว่า “ในการป้องกันประเทศชาติให้พ้นจากการรุกรานในสมัยนี้หาได้มีความสำคัญอยู่ที่กำลังทางทหารแต่ฝ่ายเดียวไม่ ตรงกันข้ามบรรดาเจ้าหน้าที่ในกระทรวงทบวงกรมตลอดจนองค์การทั้งสิ้นย่อมมีความสำคัญในการป้องกันชาติร่วมกัน รวมทั้งพลเมืองของชาติตลอดจนทรัพยากรทั้งมวลจะต้องเข้าอยู่ในแผนการป้องกันชาติด้วยเพื่อที่จะให้การร่วมมือประสานงานกันได้เรียบร้อยทั้งในการต่อสู้การจัดสรรพกำลังการปกครองและการรักษาความสงบ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นเป็นแหล่งกลางเพื่อประสาทความรู้ในสาขาต่างๆโดยกว้างๆให้แก่ผู้ที่จะทำหน้าที่ดำเนินการเป็นฝ่ายปฏิบัติการชั้นสูงของรัฐบาลในด้านของการป้องกันราชอาณาจักร สถาบันแห่งนี้ให้ชื่อว่า “วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร” แนวความคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2492 โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีและในฐานะที่ได้ดำรงตำแห่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย จึงได้อนุมัติให้กรมเสนาธิการกลาโหมเป็นหน่วยดำเนินการพิจารณาสรรหาที่ตั้งของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ต่อมาพ.ศ.2496 พลเอก เดช เดชประดิยุทธ ดำรงตำแหน่งเสนาธิการกลาโหมตกลงใจเลือกบริเวณด้านหลังอาคารกระทรวงกลาโหมเป็นที่ก่อสร้างวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร |
| ประวัติสถาบัน |
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้มีการวางศิลาฤกษ์ในวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2496 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2497 ได้ทำพิธีเปิดอาคารพร้อมๆกับพิธีเปิดการศึกษา วปอ.รุ่นที่ 1 ในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2498 โดยฯพณฯจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นประธานในพิธี ยุคแรก คือยุคการก่อตั้ง (พ.ศ.2498-2509 ) ยุคที่สอง คือยุคพัฒนา (พ.ศ.2510-2520) ยุคที่สาม คือยุคสองประสาน (พ.ศ.2531 – ปัจจุบัน) ยุคแรกคือยุคการก่อตั้ง (พ.ศ.2498-2509)วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยุคแรกมีที่ทำการอยู่ด้านหลังของอาคารกระทรวงกลาโหมริมคูเมืองชั้นในซึ่งเรียกกันว่าคลองโรงไหม (คลองเตย) ดำเนินการก่อสร้างในวงเงินงบประมาณ 7,493,000 บาท โดยได้สร้างเชื่อมเป็นส่วนหนึ่งของอาคารด้านหลังของกระทรวงกลาโหม มีทางเดินติดต่อกัน 3 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องบรรยาย ชั้นกลางเป็นห้องประชุม และชั้นล่างเป็นห้องรับรอง ซึ่งใช้เป็นห้องประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สำหรับด้านปีกของอาคารซึ่งต่อออกมาในทางทิศใต้นั้น ส่วนหนึ่งใช้ทำเป็นที่ทำการของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อีกส่วนใช้เป็นที่ตั้งของกรมเสนาธิการกลาโหม และอีกส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ประชุมขององค์การป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียอาคเนย์ (SEATO SOUTHEAST ASIA TREATY ORGANIZATION) การจัดการศึกษาในยุคแรก นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 1 มีจำนวนทั้งสิ้น 68 คนประกอบด้วยข้าราชการทหารที่มียศตั้งแต่พลจัตวา พลเรือจัตวา และพลอากาศจัตวา ขึ้นไป กับข้าราชการพลเรือนชั้นพิเศษ และนายตำรวจที่มียศตั้งแต่นายพลตำรวจจัตวา ขึ้นไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือนักศึกษาแต่ละคนจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เข้ารับการศึกษา ซึ่งได้ถือปฏิบัติจนถึงปัจจุบันในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2498 นับเป็นวันปฐมฤกษ์ของการศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเมื่อพลเอกจิระ วิชิตสงคราม เสนาธิการกลาโหม รองผู้บัญชาการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กล่าวรายงานสรุป แนวความคิดที่จำเป็นให้มีการเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรขึ้นต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในพิธีนี้มี ข้าราชการระดับรัฐมนตรี อธิบดี นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ และผู้มีเกียรติอื่นๆ มาร่วมพิธีด้วยจำนวนมาก วิธีการศึกษาใช้เวลาศึกษาในห้องเรียนด้วยวิธีการบรรยายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การชมภาพยนตร์ และการปฏิบัติการเป็นคณะ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับการถกแถลงเป็นคณะ การแก้ปัญหา และการสัมมนาเป็นกลุ่มเฉกเช่นในปัจจุบัน ส่วนการศึกษานอกห้องเรียนเป็นการเดินทางไปดูกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ ทั้งของรัฐและเอกชน รวมทั้งการไปศึกษาภูมิประเทศในบางจังหวัดอีกตามสมควรเท่าที่เวลาจะอำนวยให้ ในยุคนี้มีการบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงรับพระราชทานปริญญาบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกิตติมศักดิ์ ณ ห้องประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯประทับฉายพระรูปร่วมกับข้าราชการและนักศึกษา ทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับข้าราชการและนักศึกษาตอนหนึ่งว่า “......การวิจัยของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จะต้องตรงไปตรงมาและจริงจัง มีความคิดเห็นร่วมกันอย่างไรก็เสนอไปอย่างนั้น ไม่ต้องเกรงว่าจะไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป โดยคิดให้ได้ว่าไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชาดีกว่าพ่ายแพ้ศัตรู........” |
| ยุคที่สองคือยุคพัฒนา (พ.ศ.2510-2520) |
เนื่องจากสถานที่ตั้งเดิมของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อยู่ร่วมกับกรมเสนาธิการกลาโหม (กองบัญชาการทหารสูงสุด) คับแคบ ไม่สะดวกต่อการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นนักศึกษา จึงได้พิจารณาที่ตั้งแห่งใหม่ กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้รับที่ดินจากกองทัพบก จำนวน 37 ไร่ 86 ตาราวา บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 6 ริมถนนวิภาวดีรังสิต ในเขตอำเภอพญาไท เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารใหม่ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร การก่อสร้างอาคารได้เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2504 ภายใต้การกำกับดูแลของ พลโทเฉลิม มหัทธนานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาจักร ซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มาเป็นประธาน ในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2504 การก่อสร้างนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 22,422,000 บาท (ยี่สิบสองล้านสี่แสนสองหมื่นสองพันบาทถ้วน) เมื่อการก่อสร้างอาคารเรียนและหอประชุมใหญ่แล้วเสร็จพอที่จะใช้งานได้ จึงได้ดำริให้ย้ายที่ทำการจากหลังกระทรวงกลาโหมมาอยู่ ณ อาคารใหม่แห่งนี้เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พิธีเปิดอาคารแห่งใหม่ได้จัดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธี ขณะนั้นเป็นเวลาที่นักศึกษาฯ รุ่นที่ 9 กำลังศึกษาอยู่ นับเป็นนักศึกษารุ่นสุดท้ายที่ได้รับการศึกษา ในอาคารหลังกระทรวงกลาโหม และเป็นนักศึกษารุ่นแรก เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานถึง 20 ปี ปรากฏการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ นับหลากหลายเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งภาพความเคลื่อนไหวของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สรุปได้ ดังนี้ - ด้านการศึกษา มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาและวิธีการศึกษาให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ โดยเฉพาะระเบียบวิธีปฏิบัติในฐานการศึกษาเช่น จัดให้มีการศึกษาหลักสูตร ปฐมนิเทศ กำหนดหลักเกณฑ์ในการสำเร็จการศึกษาโดยวางระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ.2508 และปรับเปลี่ยนการบริหารการศึกษา โดยให้มีสภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร - ด้านการคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษา ได้กำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ เข้าศึกษาได้ เพราะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หลายหน่วยมีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ สมควรที่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเหล่านั้น จะได้รับการศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และให้สิทธิสตรีเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้เช่นเดียวกับบุรุษ - ด้านสถานที่ ได้มีการพัฒนาสถานที่ เพิ่มเติมอีกตามความจำเป็น ทั้งเพื่อใช้ในราชการ และเพื่อสวัสดิการแก่ ข้าราชการ และคนงานในวิทยาลัย การปรับปรุงสถานที่ต่าง ๆ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานใกล้เคียง และนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร - ด้านกิจกรรมและงานสังคม ยุคนี้ได้รับการสนับสนุน การประชาสัมพันธ์ และการประสานประโยชน์ จากวงการต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ - การปลูกต้นไม้อนุสรณ์ เป็นงานประจำปีที่สำคัญ งานหนึ่งของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งได้เป็นประเพณีสืบต่อกันมาว่านักศึกษารุ่นใดกำลังศึกษาอยู่จะต้องปลูกต้นไม้ประจำรุ่นไว้เป็นอนุสรณ์และที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น เป็นมิ่งมงคลแก่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจนบัดนี้ ก็คือในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษารุ่นที่ 16 เมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ.2517 นั้น ได้ทรงปลูกต้นบุนนาคไว้ เป็นพระบรมราชานุสรณ์ บริเวณสวนหย่อมระหว่างตึกอำนวยการกับหอประชุมของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรด้วย - งานเลี้ยงขอบคุณทูตานุทูตที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณคณะทูตของประเทศที่นักศึกษาเดินทางไปศึกษากิจการ ในการจัดทำกำหนดการศึกษากิจการของประเทศนั้น ๆ และการช่วยประสานงานกับหน่วยงานในต่างประเทศ - งานต้อนรับนักศึกษาใหม่ เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ ระหว่างนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ทุกรุ่น เพื่อแสดงความยินดีและต้องรับนักศึกษารุ่นปัจจุบันเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสโมสรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร - การแข่งขันกอล์ฟประเพณี เป็นการจัดการแข่งขันกอล์ฟระหว่างข้าราชการ และนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เพื่อประสานสัมพันธ์และเพื่อหารายได้สำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของนักศึกษา และกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์ - งานคล้ายวันสถาปนา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นงานที่ ระลึกถึงวันที่ได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหม พ.ศ.2498 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 และได้จัดงานสืบต่อกันมาทุกปี จนถึงปัจจุบัน - ด้านการฝึกอบรมลูกเสือ กิจกรรมนี้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2528 ณ ค่ายฝึกวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระยะเวลาการฝึก 5 วันการฝึกอบรมแต่ละครั้งนับว่าได้ผลดีอย่างยิ่ง เพราะนอกจากนักศึกษาจะได้รับความรู้และทักษะในการเป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือแล้ว การได้ทำกิจกรรมร่วมกันและมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกันตลอดระยะเวลาของการฝึกอบรมทำให้นักศึกษาที่เข้ารับการฝึกอบรมมีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน นับเป็นวิธีเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่งภายในระยะเวลาอันจำกัด |
| ยุคที่สามคือยุคสองประสาน (พ.ศ.2531 – ปัจจุบัน) |
เป็นยุคที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานมีการนำโทรสารและคอมพิวเตอร์ กำลังพลระดับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้รับการสงเสริมให้เข้าศึกษาอบรมในด้านการปฏิบัติงานตอนโดยรวมสถาบันการศึกษาที่สำคัญ 3 สถาบันของกองบัญชาการทหารสูงสุดคือ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันจิตวิทยาความมั่นคงและโรงเรียนเสนาธิการทหาร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อยู่ภายใต้การบริหารของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ผลงานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ขนานนามยุคนี้ว่า ……ยุคสองประสานคือการเกิดแนวความคิดใหม่ในด้านการป้องกันราชอาณาจักรเพื่อเป็นการเตรียมรับและเพื่อความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก………. กองบัญชาการทหารสูงสุด (ปัจจุบันคือกองบัญชาการกองทัพไทย) ได้มองเห็นความจำเป็นของการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนได้เข้ามาร่วมสร้างความมั่นคงแห่งชาติด้านเศรษฐกิจร่วมกันกับภาครัฐบาลด้วยการทำความเข้าใจให้ตรงกันในหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีความมั่นคั่งและมั่นคงของประเทศชาติ สามารถรวมกันแก้ปัญหาและพิจารณากำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางด้านเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของชาติและนำประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและมั่นคง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจึงได้นำแนวความคิดดังกล่าวมาพัฒนาการจัดการศึกษาและความเป็นไปได้ ในการจัดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับภาคเอกชน จนสามารถกำหนดรูปแบบและหลักการต่างๆโดยอาศัยหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรที่มีเป็นแนวทางมาผสมผสานกับร่างหลักสูตรการศึกษา สำหรับโครงการพัฒนานักบริหารภาครัฐและเอกชนของสถานศึกษา และวิจัยรัฐวิสาหกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรที่จัดขึ้นใหม่นี้ใช้ชื่อว่า “หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน” (NATIONAL DEFENCE COURSE FOR THE JOINT STATE PRIVATE SECTOR) เรียกโดยย่อว่า หลักสูตร ปรอ. หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน หรือ ปรอ. เปิดการศึกษารุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2532 วิธีดำเนินการศึกษาประกอบด้วยการบรรยาย การถกแถลง การสัมมนา การแก้ปัญหา การศึกษาด้วยตนเอง การเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคล และการศึกษากิจการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จากจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นทำให้อาคารเดิมที่จัดการศึกษาอยู่คับแคบไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาได้ พ.ศ.2534 กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ทำการก่อสร้างอาคารวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหนึ่งหลังและหอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหนึ่งหลัง เป็นเงินงบประมาณ 252,000,000 บาท (สองร้อยห้าสิบสองล้านบาทถ้วน) เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2534 แล้วเสร็จสมบูรณ์ ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 ตัวอาคารวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดไม่มีคาน และระบบพื้นสำเร็จรูปสูง 5 ชั้น ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ.2546 พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในขณะนั้นได้มีดำริให้ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเปิดหลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้นักการเมืองได้มีส่วนร่วมเข้ารับการศึกษาในลักษณะเดียวกัน เพราะมีความเห็นว่าภาคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจึงได้เปิดการศึกษา “หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐเอกชนและการเมือง” หรือ วปม. ขึ้นมาอีก 1หลักสูตร โดยเริ่มเปิดการศึกษารุ่นที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2546 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปีการศึกษา พ.ศ.2549 ซึ่งตรงกับหลักสูตร วปม.รุ่นที่ 4 พ.ศ.2547 พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเปิดรับนักศึกษาชาวต่างประเทศเข้าศึกษาในหลักสูตร วปอ. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักศึกษาชาวต่างประเทศเข้ารับการศึกษา ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้ารับการศึกษาในหลักสูตร วปอ. ทุกปีการศึกษา ปีการศึกษา 2550 สภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยมีพลเอก บุญรอด สมทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และประธานสภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้มีมติให้ปิดหลักสูตร วปม. ด้วยเหตุผลที่ว่าหลักสูตรเน้นในเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติและการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ เนื้อหาของบทเรียนนี้มีความใกล้เคียงกับหลักสูตร วปอ. และ หลักสูตร ปรอ. จึงเปิดโอกาสให้นักการเมืองเข้ารับการศึกษาในหลักสูตร วปอ. และ ปรอ. ได้จนถึงปัจจุบัน ที่มา กองพัฒนาการศึกษาฯ (๕ ต.ค.๕๔) |
PR
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)
ความเคลื่อนไหว ครม.ประยุทธ์1เข้าทำเนียบฯและกระทรวงฯมอบนโยบาย
ระวังงานเข้าหากโพสต์แชร์ไม่ดูตาม้าตาเรือ
รอดูฝีมือ"บิ๊กตู่"
จำลอง ดอกปิก : รอดูฝีมือ"บิ๊กตู่"
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12
รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นับต่อแต่นี้ โครงสร้างการปกครองประเทศ คล้ายรูปแบบบ้านเมืองยุคเป็นปกติมากขึ้น มีฝ่ายบริหาร มีฝ่ายนิติบัญญัติ
เพียงแต่เป็นรัฐบาลจากการแต่งตั้ง และสภามาจากแต่งตั้ง ของผู้กำกับคนเดียวกัน
งานในฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากมีสภา สนช.แล้ว เดือนตุลาคมนี้ จะมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ 250 คน มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามลำดับ
ดูผิวเผินคล้ายกับสำคัญต่อประเทศยิ่งกว่า
เนื่องจาก จะมีการปฏิรูปด้านต่างๆ วางรากฐาน ออกแบบกติกาการปกครองประเทศใหม่ทั้งหมด แต่แท้ที่จริงแล้ว งาน 2 เสานี้ มองข้ามละเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้
มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง เหมือนคนละเรื่องเดียวกัน
ต่อไปงานบริหารราชการ จะเป็นเหมือนใบอนุญาต เบิกทางฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำอะไรต่อมิอะไร แม้แต่กฎหมายแม่บทปกครองประเทศฉบับเข้มข้นตามแนวทางที่วางไว้ได้ง่ายขึ้น
หากงานบริหารประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ประชาชนพึงพอใจฝีมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การได้รับการยอมรับนี้ย่อมมีมูลค่าสูงในทางการเมือง เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุน "บิ๊กตู่" ให้สูงขึ้น
เมื่อต้นทุนสูง ความชอบธรรมก็มีมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม หากบริหารไม่ได้เรื่องเสียแล้ว จะมีอะไรเป็นหลักประกัน สภาพย่อมไม่ต่างจากบุคคลล้มละลาย ถือธงนำปฏิรูป
ไม่มีทางทำได้โดยง่ายและราบรื่น
การบริหารประเทศแม้เพียงปีเศษจึงเป็นเดิมพันใหญ่ จะเสียของทั้งหมดหรือไม่ บางทีอาจขึ้นอยู่กับตรงนี้
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มาจากการรัฐประหาร สภาต่างๆ มาจากการแต่งตั้ง การมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ฝ่ายบริหาร-ฝ่ายนิติบัญญัติคือเสียงเดียวกัน มีเครื่องไม้เครื่องมือการบริหารจัดการพรั่งพร้อม เป็นจุดแข็งของระบบนี้
รัฐบาลทหาร ไม่ต้องหวาดหวั่น การชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านตามท้องถนน ปิดทำเนียบ ปิดสภา ไปจนถึงชัตดาวน์ประเทศกดดัน
ไม่ต้องเสียเวลา ตอบคำถามฝ่ายค้าน ชี้แจงองค์กรอิสระ ต่อสู้คดีความ แก้ต่างการผลักดันออกกฎหมายมาเป็นเครื่องมือทำงาน
ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องที่บิ๊กตู่ออกมาปรามให้หยุด โดยเปิดเผยว่า รู้ตัวคนแอบอ้าง ขายที่นั่งสนช. หรือคนเร่ขายอ้างมีโควต้าใบอนุญาตโรงไฟฟ้า
เรื่องแบบนี้ หากเป็นก่อนหน้านี้ มีหรือฝ่ายค้านจะปล่อยผ่านฟรีๆ รู้แล้วไม่จัดการ อย่างน้อยๆ ก็แจ้งความเอาผิด ฐานละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157-ไล่ฟ้องร้อง หรือตั้งคำถามเหตุไม่จัดการ หรือว่าคุยกันลงตัวแล้ว อย่างนี้เป็นต้น
แต่สมัยนี้ไม่มีใครรุกไล่ ตรวจสอบ
จะคิดนโยบาย จัดสรรงบประมาณแปรเป็นภาคปฏิบัติ ก็ไม่มีใครหยิบไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครรับลูก
รัฐบาลจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใคร หรือขบวนการใดคอยขัดขวาง
การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้บรรยากาศการเมือง ที่ไม่มีปัจจัย ตัวแปรอะไรมาเป็นตัวถ่วงแบบนี้
แน่นอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆ
1 ปีจากนี้ไป ความสำเร็จ-ความล้มเหลว เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องรับไว้แต่เพียงผู้เดียว
ในเมื่อทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อยู่ในมือ ในอำนาจกำกับบริหารทั้งสิ้น
จะอ้างโน่นอ้างนี่ รำไม่ดีโทษปี่โทากลองไม่ได้
................
(ที่มา:มติชนรายวัน 13 กันยายน 2557)
งบปชส.หน่วยงานรัฐ
ลุงตู่จัดการด่วน "งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของหน่วยงานรัฐ" เป็นการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย อันตรายมาก หาเสียงทางการเมือง ปิดปากสื่อ ซื้อสื่อเป็นขี้ข้า และสร้างมลภาวะทางสายตา กับภาพนักการเมืองทุกหัวถนน ฝันร้าย !! สมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทยแจง สื่อโฆษณาไทยในปี 2556 ว่า ภาครัฐใช้เงินงบประมาณ เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมสูงถึง 6,337 ล้านบาท ควรมีการออกกฎหมาย เพื่อควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของรัฐ โดยครอบคลุมทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และองค์กรอิสระต่างๆ ให้เน้นเฉพาะเรื่องที่จำเป็น ต้องประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนทราบเท่านั้น
หน่วยงานภาครัฐ ตั้งงบประมาณไว้สําหรับ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ประมาณ 1,500 - 2,200 ล้านบาท ต่อปีงบประมาณ หน่วยงานที่ใช้งบประมาณ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มากที่สุด ก็คือ สำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2556 ตั้งไว้สูงถึง 677 ล้านบาท รองลงมาคือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ 237 ล้านบาท กระทรวงเกษตร 136 ล้านบาท แต่ในทางปฎิบัติใช้แยะกว่านี้ มีการใช้งบกลาง หรืองบสนับสนุน การดําเนินงานอื่นๆ คนในแวดวงรัฐบาลจะตั้ง บ.อีเว้นต์ คอยช้อนงาน ทั้งเป็นแหล่งไซฟ่อน เงินเข้ากระเป๋านักการเมือง
TDRI ทำวิจัยพบว่า การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ของรัฐ เป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมือง ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือทางป้ายโฆษณา ตามท้องถนน ไม่ได้มุ่งเน้นไป ที่เนื้อหา ของนโยบาย หรือแผนงาน ที่ควรสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ แต่กลับถูกใช้ไปเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ในหน่วยงานของรัฐ เช่น การใช้รูปภาพขนาดใหญ่ ของ นายกฯ และ รัฐมนตรี ในป้ายโฆษณา เนื้อหาเกี่ยวกับนโยบาย แทบไม่มีเลย อีกทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่โปร่งใส ทั้งหมดด้วยวิธีพิเศษและกรณีพิเศษ นําไปสู่ปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันได้
ประเด็นสำคัญ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของรัฐ เป็นการแทรกแซง การทํางานของสื่อ เพื่อให้สนับสนุน หรือเพื่อไม่ให้ตรวจสอบ การดําเนินการของหน่วยงานรัฐ ที่เป็นผู้ว่าจ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ จํานวนมหาศาล ทําให้หน่วยงานของรัฐ มีสถานะเป็น “ลูกค้า” รายใหญ่ของสื่อ ซึ่งอาจทําให้สื่อไม่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง และตรงไปตรงมา อย่างที่ควรจะเป็น
บริษัทหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทําสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง กับหน่วยงานภาครัฐจํานวน 50 สัญญา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 241.7 ล้านบาท สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ทําสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานภาครัฐจํานวน 13 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 124.4ล้านบาท โดยเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง โดยอ้อมผ่านทาง บริษัทเอเยนซี่โฆษณา
วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557
ประยุทธ์ มุข
-การแถลงนโยบายใช้เวลาประมาณ ๒ ชม.แบบม้วนเดียวจบ ตลอดเวลาการแถลงมี มุกตลกติดปลายนวม โดยทิ้งท้ายมอตโต้ รัฐบาลชุดนี้ว่า ว่า "จริงใจ จังจัง ยั่งยืน" หลังจากก่อนหน้านี้ ใช้ว่า
ทำจริง ทำก่อน
"ต่อไปจะต้องไม่มีผักตบชวาอย่างเด็ดขาด ที่ไปขวางทางเดินนำ หน่วยงานไหนรับผิดชอบไปจัดการ"
"อาจารย์ต้องรู้ต้องเก่งทำอย่างไร ไม่ใช่ให้เด็กไปถามแต่อาจารย์กรู ผมหมายถึงกูลเกิล เพราะเด็กถามอาจารย์ตอบไม่ได้ แต่ถามอาจารย์กรูตอบได้หมด"
5555ทั้งห้อง
///////////
ฟังคำแถลง นโยบาย 11 ด้าน ของนายกฯ ประยุทธ์ ด้นสดคนเดียว 2 ชั่วโมง 23 หน้ากระดาษ เน้น จริงใจ จริงจัง และยั่งยืน
วันนี้ (12 กันยายน 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงนโยบาย 11 ด้าน ต่อสภานิติบัญญัติ โดยใช้
เวลาแถลงทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง 10.00-12.00 น. ความยาว 23 หน้ากระดาษ อ่านนโยบาย 11 ด้าน รัฐบาลประยุทธ์ คลิกเลย
ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวในตอนท้ายของการแถลงว่า นโยบายทั้งหมดพูดให้ดี เขียนให้หรู แต่ทำไม่ได้ก็ไม่รู้จะเขียนให้เหนื่อยทำไม ดังนั้นจึงอยากให้ทุกกระทรวงยึดถือปฏิบัติทำให้ดีและทำให้จริงเพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืน โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมส่วนราชการเพื่อซักซ้อมความเข้าใจอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่ต้องการจาก สนช. และ สปช. ก็คือต้องการให้เข้ามาร่วมในการตรวจสอบ
พร้อมติและชม สามารถทักท้วงได้
พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดหมดแล้วและขอให้ลดปัญหาเรื่องความขัดแย้งให้ได้เร็วที่สุด ทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ ต้องทำให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าให้ได้ และตนก็ไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อพวกเราทุกคน ทำเพื่อประเทศไทย.. พร้อมกันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังได้ถามว่าใครมีข้อคำถามใด ๆ หรือไม่ เพราะมี 20 คนพร้อมอภิปรายและชี้แจงให้ทราบ
อยู่แล้ว ส่วนตนนั้นต้องเดินทางไปสุโขทัยต่อ
ท้ายนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวขอบคุณทุกคนและอยากให้รู้ถึงความตั้งใจของรัฐบาล 3 ข้อ คือ ข้อแรก ทำก่อน ทำจริง ทำทันที ข้อสองคือ เกิดผลสัมฤทธิ์ และข้อที่สามคือยั่งยืน หรือสั้น ๆ คือ
จริงใจ จริงจัง และยั่งยืน
//////////////
@@@@
มาฟังกันอีกครั้ง พลเอกประยุทธ์ กล่าวเปิดงาน"เส้นทางปฏิรูปประเทศไทย" ไม่ได้มีแค่สาระเท่านั้น แต่ความบันเทิง ท่านก็สอดแทรกมาให้ด้วย !
วันนี้ (9 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. กล่าวเปิดงาน "เส้นทางปฏิรูปประเทศไทย" ที่สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งนอกจากจะมีเนื้อหาสาระมากมายแล้ว
ยังมิวายที่ท่านหัวหน้าคสช.จะปล่อยมุกให้เหล่าข้าราชการที่มาร่วมงานได้ฮากระจายกันด้วยประโยคเด็ดๆเหล่านี้
"ตั้งแต่ 22 พ.ค.ทำงานไม่ได้หยุด ผมไม่มีเสาร์ - อาทิตย์กันเลย เบี้ยเลี้ยงวันละ 400 ไม่ค่อยคุ้ม เมียจะเลิกอยู่แล้ว !!"
"เด็กสมัยนี้เรียนไม่ต้องเกินเวลามั้ง มันเรียนอะไรนักหนา กลับบ้านมามันก็หงุดหงิด ยังต้องมานั่งทำการบ้านถึงสี่ทุ่ม ให้มันมีเวลาอยู่กับครอบครัวบ้างสิ แล้วอย่างนี้มันจะหาความอบอุ่นในครอบ
ครัวจากไหน กลับมาพ่อมันก็ต้องช่วยทำการบ้าน รุ่งขึ้นมันบอกพ่อเมื่อวานทำผิดหมด เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนพิเศษ พ่อแม่ก็ต้องหาเงินให้ เลี้ยงลูกเป็นเทวดาให้เรียนอย่างเดียว วันหยุดเรียนพิเศษ
เด็กเรียนหนังสือมีแต่ชีท ไม่มีตำรา.. แล้วคุรุสภาทำอะไรอยู่ !?"
"ถ้าอยากจะรบกัน เอาไหม...ผมจะถอยไปทำหน้าที่รักษาชายแดน แล้วท่านรบกันให้ตายไปทั้งประเทศ"
"ที่นั่งข้างหน้ามีคนเป็นนายกได้ทั้งนั้น มีใครอยากเป็นไหม"
"ไม่มีอิสระ ลูกเมียก็ตัองมาคอยให้กำลังใจ ผมไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโต พี่ก็รู้ใช่ไหม พี่วีระ เลิกเป็นศัตรูกันได้แล้ว เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ทะเลาะกันมาหลายปีแล้ว นะพี่ ว่าไง? คดี
เยอะไหม? สู้กันทางกฎหมายไป"
"ชาวบ้านบอก เค้าตั้งไว้แล้วที่แยกขยะ แต่พอแยกไว้เสร็จ ถึงเวลาคนเก็บก็เอาขยะที่แยกไว้รวมกัน!? ผมก็ไม่เข้าใจ แล้วจะแยกทำไม !!"
เรียกได้ว่า เป็นผู้นำที่คารมและฝีปากไม่เป็นรองใครเลยทีเดียว
///////
ผู้ว่าฯพิษณุโลกให้การต้อนรับ"พล.อ.ประยุทธ์"อย่างอบอุ่น ใบหน้านายกฯยิ้มแย้ม พร้อมกับทักทายชาวบ้าอย่างเป็นกันเอง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางมาพิษณุโลก ด้วยเครื่องบิน Embrear บ.ท.335 ลก ตามภารกิจตรวจเยี่ยมพร้อมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยเครื่องบนลงจอดท่าอากาศยานทหารกองบิน 46 พิษณุโลก โดยมีพล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพน้อยที่ 3 และนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกให้การต้อนรับ พร้อมกับบรรดากำนันผู้ใหญ่บ้านประมาณ 300 คนพร้อมกับชาวบ้านในเขตรอบตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 300 คน หลายคนได้กอดพล.อ. ประยุทธ์ ทำ ใบหน้านายกฯ ยิ้มแย้มพร้อมกับทักทายคนพิษณุโลกอย่างเป็นกันเอง
จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะเข้าห้องพักผ่อนและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมไม่นานนัก ขณะที่บรรดาเหล่าทหารได้เตรียมโลดของฝากชื่อดังของเมืองพิษณุโลก คือ กล้วยตาก ขึ้นเครื่องบินของนายกฯ เวลาต่อมาคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางต่อด้วยรถยนต์ตู้ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน กก.2222 สุโขทัย ออกจากสนามบินกองบิน 46 เพื่อไปมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ต่อไป
แรงเสียดทานขยับตาม
วันพฤหัสบดี, กันยายน 11, 2557
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
วันที่ 9 เดือน 9 เวลา 09.09 นาฬิกา
ตามฤกษ์ประเดิมที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ใส่เสื้อผ้าไทยพระราชทานสีฟ้า เข้าทำเนียบรัฐบาล นั่งหัวโต๊ะประชุมกับคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการเป็น
ครั้งแรก
ที่ต้องใช้คำว่า นั่งประชุมกับคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ เพราะนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันเองว่า ครั้งนี้ไม่ใช่การประชุม ครม.
แต่เป็นการเชิญรัฐมนตรีมารับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการ และขั้นตอนทางธุรการในการดำเนินการประชุม ครม. เช่น การแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน วิธีการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. กระบวนการแต่งตั้งผู้ที่จะประสานงานกับวิป สนช. งานธุรการด้านต่างๆ วิธีการแต่งตั้งบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษา
สรุปว่า ยังไม่ใช่การประชุม ครม.ครั้งแรกแต่อย่างใด
ที่สำคัญ รายการนี้ยังไม่ได้เปิดใช้บริการห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 อัครสถานสุดเลิศหรูอลังการ ที่กำลังมีประเด็นร้อนไมโครโฟนแพงระยับ ชุดละ 145,000 บาท ตามโปรแกรมปรับปรุงไว้รองรับการประชุม ครม.ประยุทธ์ 1 เป็นการเฉพาะ
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกลิ่นสียังไม่จาง หรือต้องรอให้กระแสร้อนๆจางไปก่อน
แน่นอน โดยจังหวะต้องถือว่า เสียฤกษ์ไม่น้อย กับกระแส “อมไมค์” ที่โผล่มาต้อนรับ ครม. ภายใต้การนำของนายกฯประยุทธ์ ที่เพิ่งขึ้นพูดสดๆร้อนๆบนเวทีต่อต้านคอร์รัปชัน การันตีจะไม่ให้เกิดในรัฐบาลนี้
ปั่นมาตรฐาน “ปลอดโกง” ไว้สูงลิบ
ยังไม่ทันไร เปิดหัวมาก็เจอปมไมโครโฟนแพงระยับ เลยเขินไปตามๆกัน
เรื่องของเรื่อง นี่แค่หนังตัวอย่างเท่านั้น ฉากรับน้องทีมงานท็อปบูตที่ต้องเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากสถานะคณะปฏิวัติมานั่งเป็นฝ่ายบริหาร
อาการดุดัน มาดเข้มๆ ก็ลดโทนน่าเกรงขามลงไป
โดยสภาพรัฐบาลต้องเจอกับแรงเสียดทานมากกว่าสถานะ คสช.เพียวๆ
ตามปรากฏการณ์อย่างที่เห็นๆประเดิมมากันตั้งแต่วันแรกเลยเหมือนกัน
กับมุกของนายวรัญชัย โชคชนะ ในนามกลุ่มพลังประชาธิปไตย เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณายุบ คสช. และยกเลิกกฎอัยการศึก เนื่องจากมีรัฐบาลแล้ว เพื่อความเป็นประชาธิปไตย และความเชื่อมั่นของนานาประเทศกล้าบุกถ้ำเสือ กระตุกหนวดกันซึ่งๆหน้า
พร้อมๆกัน เพจเฟซบุ๊กของแนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็ได้เผยแพร่ภาพ น.ส.กริชสุดา คุณะแสน เข้าให้การอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติ ณ
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
มีการอ้างด้วยว่า น.ส.กริชสุดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายสุรกริช ชัยมงคล ผู้ต้องหาคดีสังหารนายสุทิน ธราทิน ที่เพิ่งเสียชีวิตในเรือนจำ ต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯด้วย
แนวต้านอำนาจรัฐประหารเริ่มขยับ
สอดรับกันพอดีกับกระแสความเคลื่อนไหวของ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งซิกล่วงหน้าถึงลูกข่าย วางโปรแกรมบินมาฮ่องกงในวันที่ 23-25 กันยายนนี้ เพื่อเปิดให้ทีมงานพรรคเพื่อไทยบินไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ย้อนหลัง
แต่อย่างไรก็ดี ยังคงเป็นแรงเสียดทานจากฝ่ายที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันที่อันตรายสำหรับนายกฯตู่
ตามจังหวะล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดินจ่อวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ขอให้วินิจฉัยกรณี สนช.มีมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า
คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ถ้าเป็นตามกระแสแว่วๆเบื้องหลังโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับโผโยกย้ายขุนทหารที่หักดิบกันอย่างแรงในหมู่ขั้วอำนาจเดิมกับขั้วอำนาจที่กำลังจะสปาร์กขึ้นมาแทน
ตามแผน อาจมีรายการ “หักหน้า” สั่งสอนกันพอเจ็บๆคันๆ.
ทีมข่าวการเมือง
เมื่อ “ป๋าเปรม” ปิดบ้าน “บิ๊กป้อม” เปิดบ้าน “ทักษิณ” เปิดตัวตาดูดาว เท้าโคจรรอบตัว คสช. กับคำทำนายฝ่ายอำมาตย์ “การเมืองยังล่อแหลม-อันตราย”
ที่มาภาพ :http://www.bangkokbiznews.com



