PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พล.อ.ประยุทธ์

(21/10/57)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม.เสร็จสิ้น โดยพูดถึงนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธาน สปช. ว่า ท่านเก่งกว่าผมเยอะ ความจริงทุกๆ คนมีคุณสมบัติและมีพื้นฐานดีทุกคน ใครก็เป็นได้ เพียงแต่ที่ประชุมจะเลือกใครเท่านั้นเอง ในเมื่อที่ประชุมเลือกอาจารย์เทียนฉายก็เป็นไปตามนั้น ผมบอกแล้วไงว่า ไม่ได้ไปก้าวล่วง ส่วนกรณีที่ นายเทียนฉาย เคยแสดงความเป็นห่วงเรื่องกรอบเวลาในการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ท่านเทียนฉายห่วง พวกเราไม่ห่วงเลยมั้ง ก็แล้วแต่ ก็ทำให้เร็วๆ แค่นั้น

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าว คสช. มีคำสั่งให้ สนช.พยายามที่จะทำในเรื่องอำนาจการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาว่า ไม่เคยล็อบบี้หรือสั่งการใดๆ เป็นเรื่องของกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะไปยกโทษหรือไม่ยกโทษให้ใคร ถ้าผิดต้องว่ากันไปตามผิด แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องไปดูกฎหมายว่าทำได้หรือไม่

ขณะที่กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีการขออนุญาตแล้ว ถ้าไม่ขออนุญาตจะไปได้อย่างไร ผมก็อนุมัติไป แต่ทั้งหมดมีมาตรการอยู่แล้วว่าไปไหนบ้าง ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทราบเรื่องทั้งหมด ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจจะไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า เจอแล้วเป็นอะไรล่ะ ผมจะไปหวั่นไหวเรื่องอะไร จะไปหวั่นไหวทำไม ที่มีข่าวว่ามีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปด้วยหลายคนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร จะเป็นปัญหาอะไรล่ะ เขาก็ไปกันในฐานะประชาชน ไปเจอกันก็ไปเจอกันสิ ถ้าผิดก็เจอกันไม่ได้สิ อีกอย่างวันนี้ยังไม่มีความผิดก็ไปสิ ไปได้ไปเลย จะให้ผมหวั่นไหวเรื่องอะไร จะให้หวั่นไหวไปทุกเรื่องทำไม ไม่หวั่นไหวหรอก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ถ้าจะวางแผนกันเขาวางแผนกันตรงนี้ก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงสถานการณ์อะไร ก็ห่วง แต่ก็มีมาตรการซึ่งก็ต้องเตรียมมาตรการให้พร้อม ตนไม่ใช่ว่าจะใช้อำนาจใช้กฎหมายเพื่อจะไม่ห่วง แต่เท่าที่รับทราบคือ ประชาชนอยู่กับรัฐบาล เห็นว่ารัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจังในทุกมิติและทุกระบบ ไม่ใช่ว่าใช้วิธีการที่ไม่เท่าเทียม สร้างปัญหา ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นชอบกับรัฐบาล ซึ่งคนเหล่านี้ก็ดูแลรัฐบาลอยู่

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยแถลงข่าวกรณีรัฐบาลเห็นชอบเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยแถลงข่าว กรณีรัฐบาลเห็นชอบเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และให้ปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอเชิญประชาชนและสื่อมวลชนร่วมเวทีแถลงข่าวกรณีรัฐบาลเห็นชอบการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และให้ปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ


ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เป็นประธาน มีมติเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ทั้งบนบก-ในทะเล รวม 29 แปลง โดยเปิดให้เอกชน ยื่นเรื่องภายใน 18 ก.พ.2558 นี้ และมีนโยบายจะทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตามขั้นบันได ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

“กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย” (จปพ.) โดย นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาปฏิรูปสายพลังงาน ,นางสาวบุญยืน  ศิริธรรม อดีต สว.สมุทรสงคราม และประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ,นายอิฐบูรณ์  อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมทั้งนักวิชาการด้านพลังงาน อ.เดชรัต สุขกำเนิด, รศ.ประสาท มีแต้ม, นายศุภกิจ นันทะวรการ และนางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จะร่วมแถลงข่าวให้ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อประเด็นดังกล่าวในวันพฤหัสบดีที่  23 ตุลาคม 2557 เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซ.ราชวิถี 7 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (สามารถนำรถไปจอดได้ที่ลานจอดรถห้างเซนเตอร์วัน เข้าได้ทางซอยราชวิถี 9)

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 — ) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539[1] อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและอุปนายกราชบัณฑิตยสถานคนที่ 1

ศ.(กิตติคุณ) ดร.บวรศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ที่ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ของนายวิภัทร และนางอารีย์ อุวรรณโณ เป็นญาติกับ ศ.(กิตติคุณ) ดร.วิษณุ

เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมรสกับ ดร. ปาริชาติ ชุมสาย ณ อยุธยา (สุขสงเคราะห์) มีบุตร-ธิดา 2 คน ปัจจุบันหย่ากันแล้ว

การศึกษา[แก้]
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนแสงทองวิทยา ชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ได้สำเร็จ

การศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2519 สำเร็จการศึกษาจากเนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 3

ของรุ่นที่ 29) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี พ.ศ. 2522 ได้ปริญญาชั้นสูงทางกฎหมายปกครอง มหาวิทยาลัยปารีส ในปี พ.ศ. 2525 สำเร็จปริญญาเอก กฎหมายมหาชน

มหาวิทยาลัยปารีส และพ.ศ. 2541 จบหลักสูตรจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 4111

การทำงาน[แก้]
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เริ่มรับราชการในปี พ.ศ. 2519 ในตำแหน่งอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2531 เป็นคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการ

นายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2532 เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

ต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2534 ได้กลับเข้ารับราชการ ภาควิชากฎหมายปกครองและกฎหมายทั่วไป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2538 เป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย และปี พ.ศ. 2542 - 2546 เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปี พ.ศ. 2546 - 2549 เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นอกจากนั้น ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราภิชานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

รางวัลและเกียรติคุณดีเด่น[แก้]
พ.ศ. 2542 ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ ประจำปี 2543 จากสภาวิจัยแห่งชาติ
พ.ศ. 2545 ได้รับพระราชทานกิตติบัตรแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิติศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2545 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2545 - 2548 ได้รับคัดเลือกจากองค์การสหประชาชาติ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรรมาธิการบริหารภาครัฐของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Committee of Experts on

Public Administration of the United Nations Economic and Social Council) ประจำปี 2545-2548
ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นนิสิตเก่านิติศาสตร์ดีเด่นจากสมาคมนิสิตเก่า คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โรดแมปประชาธิปไตย-เลือกตั้ง 2559 เส้นทางร่างรัฐธรรมนูญ 12 เดือน

20 ตุลาคม 2014
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
ทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ผู้ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า โรดแมปในการเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอาจล่าช้าเกินกว่า 1 ปี นับจากนี้
และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไป อาจจะไม่เกิดขึ้นภายใน พ.ศ. 2558
ตามเหตุผลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ระบุล่าสุด (15 ตุลาคม 58) ว่า เส้นทางไปสู่การเลือกตั้งในโรดแมปขั้นที่ 3 ของ คสช. จะขยายออกไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ “ถ้ามัวแต่ตีรันฟันแทงต่อสู้กันไปตลอดจะทำอะไรไม่ได้ แล้วประเทศจะไปได้หรือ…อย่ามาคาดคั้นกับผมมากเรื่องนี้ ต้องดูตามโรดแมป จะทำตามโรดแมปได้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องมาด้วยรัฐธรรมนูญและผลของการปฏิรูป 11 เรื่อง บางเรื่องต้องใช้ระยะเวลายาว จากนั้นใครมาเป็นรัฐบาลก็เข้ามาแก้ต่อ”
นายกรัฐมนตรี แบ่งรับ-แบ่งสู้ ผลักวาระไปที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะมีการสรรหาขึ้น 36 คน มาจาก สปช. 20 คน จาก สนช. 5 คน จากคณะรัฐมนตรี 5 คน และอีก 5 คน มาจากคณะ คสช. เพื่อร่วมจัดทำเส้นทางสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง
สอดรับกับความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม ที่เริ่มเปิดเส้นทางการร่างรัฐธรรมนูญให้ทอดยาวไว้ตั้งแต่มีการประกาศรายชื่อ สปช. 250 คน
นายวิษณุอธิบายเส้นทางการร่างรัฐธรรมนูไว้ว่า “หลังจากมี สปช. ภายใน 60 วัน หรือ 2 เดือน สปช. จะต้องให้การบ้านคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้น 4 เดือน คณะกรรมการยกร่างฯ จะต้องร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ หากไม่เสร็จตามกำหนดให้ยุบกรรมาธิการนี้ทิ้ง แต่หากแล้วเสร็จให้ส่ง สปช. พิจารณา และให้เวลาแก้ไขภายใน 1 เดือน เมื่อ สปช. ไม่ต้องการแก้ไข ให้กรรมการตรวจสอบอีก 2 เดือน รวมแล้ว 10 เดือน ส่งกลับไปยัง สปช. ให้พิจารณาภายใน 1 เดือน โดยไม่มีการแก้ไข ทำได้แค่รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ และหาก สปช. ไม่รับถือว่ารัฐธรรมนูญ คณะกรรมการยกร่างและ สปช. ต้องยุบทั้งหมด และเลือก สปช. ใหม่ทั้งหมด”
“หาก สปช. ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ ใช้เวลาในการร่างรัฐธรรมนูญ 12 เดือน”
ในขั้นตอนนี้ มิได้หมายความว่าจะมีการกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันที แต่ต้องมีการยกร่างกฏหมายลูก หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีกอย่างน้อย 3 ฉบับ ซึ่งต้องใช้เวลาร่างอีกประมาณ 2 เดือน
กฏหมายลูกที่ต้องยกร่าง อาทิ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ในกรณีรัฐธรรมนูญกำหนดว่ายังมีคณะกรรมการเลือกตั้ง ก็ต้องจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย
เส้นทางไปสู่ประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง จึงยังมีอุปสรรคและใช้เวลาอีกหลายขั้นตอน ทั้งปัจจัยด้านความมั่นคง ที่ คสช. ต้องติดตามทุกระยะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุการเมืองระหว่างทางกลับไปสู่การเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ยังอาจมีเทคนิคทางกฎหมาย ที่อาจทำให้เกิดกรณีที่คณะกรรมาธิการ “ยกร่างไม่เสร็จ” ก็สามารถกลับไปตั้งต้นกระบวนการใหม่ได้ โดยไปเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือก สปช. เลือกกรรมาธิการยกร่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนนี้ ต้องต่อเวลาไปอีก 4 เดือน เป็นอย่างน้อย
และแม้ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่นายวิษณุ ร่างเค้าโครงไว้ จะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน แต่หากขั้นตอนสุดท้ายเกิดขัดข้องทางเทคนิคหรือมีอุบัติเหตุทางการเมือง ส่งผลสะเทือนทำให้ สปช.ลงมติ “ไม่รับร่าง” กระบวนการ และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญก็ถือว่า “ตกไป” ต้องไปตั้งต้นใหม่ ต่อเวลาได้อีก 12 เดือน
ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่ได้กำหนดไว้ด้วยว่า จะสามารถเริ่มกระบวนการใหม่ได้กี่ครั้ง บอกโดยนัยว่า ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายในปี 2558(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)
เส้นสู่การเลือกตั้งปี 2559
บรรดานักการเมืองตัวจริง-เสียงจริง ที่อยู่นอกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอยู่นอกวงสภาปฏิรูปแห่งชาติ จึงคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันในเวลานี้ว่า ความหวังที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2558 แทบเป็นไปไม่ได้ และมีความเป็นไปได้สูงว่า บทบัญญัติที่ว่าด้วยกฏหมายลูกเรื่องกรรมการการเลือกตั้ง ไม่น่าจะอยู่ในสารระบบรัฐธรรมนูญ เพราะในงบประมาณ 2558 ไม่มีการบัญญัติเรื่อง “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง” ขณะที่เงินในกองทุกนี้ปี 2557 ถูกสั่งให้ส่งคืนคลังไปแล้ว ประกอบกับใน “พิมพ์เขียว” กรอบร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอเรื่อง “ศาลเลือกตั้ง” แนบท้ายไว้แล้ว
แหล่งข่าวระดับแกนนำ และผู้สนับสนุน “ทุน” เลือกตั้ง ของพรรคการเมืองขนาดกลางพรรคหนึ่ง วิเคราะห์ว่า การไม่มีกำหนดระยะเวลาในการเลือกตั้งภายใน 1 ปี นับจากนี้ จะทำให้แต่ละพรรควางแผนทางการเงินได้ โดยบางพรรคแกนนำคาดการณ์กันว่า ต้องจัดสรรเงินไว้สนับสนุนอดีต ส.ส. ลูกพรรคอีก 12 เดือน เป็นอย่างต่ำ แต่หากไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน บางพรรคก็อาจไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ลูกพรรคอีกต่อไป
ขณะที่การ “ต่อสาย” ของอดีตนักการเมือง กับนายทหารระดับสูงของกองทัพ และนายทหารที่เกษียณในปี 2557 เพื่อสร้างเครือข่ายในการก่อตัวเป็น “พรรคทหาร” ก็ยังมีหลายสาย หลายสาขา ทั้งพรรคการเมืองที่ส่งบุคคลระดับอาวุโสเข้าไปเชื่อมสายไว้ใน สปช. และการติดต่อแบบส่วนตัวกับอดีตนักการเมืองพรรคใหญ่นอกสภา โดยใช้สายสัมพันธ์หลายกลุ่ม อาทิ นายทหารบูรพาพยัคฆ์, วงศ์เทวัญ, กลุ่มศิษย์เก่านิติจุฬาฯ, กลุ่ม วปอ. และเครือข่ายของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในนาม “เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน”
ความเคลื่อนไหวใต้ดิน คลื่นใต้น้ำ เพื่อก่อตั้งพรรคทหาร จึงยังพลิ้วไหว ไม่ชัดเจน ตราบใดที่ยังไม่มีการกำหนดเส้นทาง-ขีดเส้นตาย ไปสู่การเลือกตั้งที่แน่นอน
ประกอบกับมีร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับพิมพ์เขียว คสช.” ออกมาล่วงหน้า ยิ่งทำให้สถานะของอดีต ส.ส. และว่าที่ ส.ส. ต่างอยู่ในสถานภาพที่ไม่แน่นอน
“ร่างพิมพ์เขียว” ที่อาจถูกกำหนดเป็นเค้าโครงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกมอบให้สถาปนิกการเมือง-สมาชิก สปช. 250 คน เพื่อออกแบบประเทศไทย ตั้งแต่วันวันแรกที่ลงทะเบียน
ข้อกำหนดใน “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ” ด้านการเมือง ที่สรุปโดยคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผ่าน สนช. ให้ผู้สมัคร ส.ส. มีอายุ 30 ปีขึ้นไป จำกัดวาระไม่เกิน 2 วาระ ห้ามบุคคลกระทำผิดต่อสถาบันลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง ส.ส. และ ส.ว.
เอกสารนี้ จัดแจกโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน หรือพิมพ์เขียวที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับฟังและรวบรวมเป็นกรอบความเห็นร่วมของประชาชน ให้ สปช. ไปศึกษาและเตรียมพร้อมสำหรับการทำงาน ซึ่งหัวข้อเรื่องการปฏิรูปด้านการเมือง มีสาระสำคัญ 10 วาระ ประกอบด้วย
1. รูปแบบรัฐสภา มีข้อเสนอ 2 รูปแบบ คือ รัฐสภาแบบเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จากรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาคราวเดียวกัน กับรัฐสภาแบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยอ้อม ซึ่งมีข้อเสนอ 3 แบบ คือ 1) แบบสภาเดี่ยว มีเฉพาะ ส.ส. ทำหน้าที่ตราและปรับปรุงกฎหมายเท่านั้น 2) แบบ 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา และ 3) แบบ 3 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา และสภาประชาชน
2. พรรคการเมือง ให้ตั้งพรรคการเมืองโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองได้ง่าย ปราศจากการครอบงำของทุน ห้ามพรรคการเมืองจ่ายเงินพิเศษให้ ส.ส. เพื่อออกเสียงสนับสนุนหรือเข้าร่วมประชุม สำหรับการเสนอนโยบายพรรค ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนโยบายพรรคที่ไม่เป็นประชานิยม และนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงต้องมีวงเงินใช้จ่ายรวมกันไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณในช่วง 4 ปีข้างหน้า ตามที่กระทรวงการคลังประกาศไว้
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีกรอบความเห็นที่ต้องแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง และคุณสมบัติของคนที่ปฏิบัติหน้าที่ จึงมีข้อเสนอ คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง 1) ไม่สังกัดพรรคการเมือง 2) ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปี 3) ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา 4) มีการกลั่นกรองบุคคลก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยวิธีไพรมารี โหวต จากประชาชนในพื้นที่ 5) จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ไม่เกิน 2 วาระ ติดต่อกัน
6) ห้ามไม่ให้บุคคลที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันลงสมัครรับเลือกตั้ง 7) ให้มีการเลือกตั้ง 2 รอบ การเลือกรอบแรก ผู้สมัครคนใดได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกตั้งทันที แต่หากคะแนนเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ให้นำผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 และ 2 แข่งขันกันอีกครั้ง หากใครได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ให้ถือว่าเป็นผู้ชนะ 8) วิธีออกเสียงลงคะแนน ให้นำคะแนน Vote No มาเปรียบเทียบกับคะแนนของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด ถ้าคะแนน Vote No มากกว่าให้เลือกตั้งใหม่
9) ยกเลิกลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและนอกเขตจังหวัด เพราะมีช่องทำให้เกิดทุจริต 10) การถอดถอนต้องทำโดยศาลเลือกตั้งและศาลทุจริตคอร์รัปชัน 11) ออกกฎหมายมาตรการลงโทษนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องนักการเมืองทุจริตได้โดยตรง
4. สมาชิกวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้งและสรรหา การสรรหาให้มาจากกลุ่มอาชีพ เพื่อให้ได้ตัวแทนทุกกลุ่ม จำนวนต้องเท่ากับ ส.ส. เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ไม่จำกัดระดับการศึกษา และไม่สังกัดพรรคการเมือง ห้ามไม่ให้คนที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็น ส.ว. และห้าม ส.ว. ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 6 ปี
5. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เสนอรูปแบบการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี 2 วิธี คือ 1) จากการเลือกตั้งโดยตรง ผ่านระบบบัญชีรายชื่อ หรือ เลือกตั้งโดยอ้อม คือให้ ส.ส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และ 2) จากการแต่งตั้งบุคคลภายนอก ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การตรวจสอบและถอดถอนให้ใช้มาตรการเดียวกับ ส.ส. และ ส.ว.
6. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เสนอให้จัดตั้งศาลเลือกตั้ง และศาลทุจริต ส่วนศาลฎีกาต้องมีข้อกำหนดและกรอบการดำเนินคดีทางการเมือง และไม่จำกัดอายุความคดีทางการเมือง และยกเลิกมาตรการคุ้มครองนักการเมืองในระหว่างสมัยประชุม
7. ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ปรับโครงสร้างเป็นรูปแบบตุลาการพระธรรมนูญ ที่มีอำนาจพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไม่ควรจัดในรูปศาลที่มีอายุ 9 ปี ส่วนอำนาจหน้าที่ต้องแบ่งองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญเป็น 2 องค์คณะ โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ พิจารณาความทั่วไป และวิธีพิจารณาเฉพาะ มีหน่วยสนับสนุนทางวิชาการทำงาน และศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดในกรณีพิพาทระหว่างองค์กร แต่ทำหน้าที่ตีความทางกฎหมายที่มีข้อสงสัยขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น
8. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ปรับโครงสร้าง กกต. ให้มีบุคคลจากหลายฝ่าย เช่น ตุลาการ ฝ่ายการเมือง ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสายอาชีพเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ขณะที่ กกต.จังหวัดต้องประกอบด้วยผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัด หรือตุลาการศาลปกครองในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ขณะที่การเพิ่มความเข้มแข็งของ กกต. ต้องหมุนเวียนผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดทุก 3 ปี ให้ กกต. จัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ส่วนการวินิจฉัยความผิดให้เป็นหน้าที่ของศาล
9. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เพิ่มสัดส่วนกรรมการสรรหา ป.ป.ช. จากสายการเมืองที่ไม่น้อยกว่าคณะกรรมการสรรหาจากสายอื่น
10. การเมืองภาคพลเมือง มีข้อเสนอให้เปิดพื้นที่ให้เข้าร่วมกับภาครัฐในด้านตรวจสอบ มีส่วนร่วมการพัฒนา
ภายใต้ “พิมพ์เขียว” นี้ นายวิษณุคาดการณ์การเมืองการปกครองหลังรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ว่า “ภายหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่าความขัดแย้งน่าจะมีอยู่ แต่เป็นความขัดแย้งใหม่จากรัฐธรรมนูญใหม่ หากร่างออกมาไม่ดีและไม่เป็นที่ปรารถนาของประชาชน แต่เชื่อว่าบางส่วนจะได้รับการแก้ไข จากรัฐบาล สนช. และ สปช. ที่เสนอแนวทางปฏิรูปออกมา เชื่อว่าจะมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง แยกออกมาจากรัฐสภา จากนั้น กระแสปฏิรูปจะมากขึ้น เพราะระยะเวลาภายใน 1 ปี อาจปฏิรูปทุกด้านไม่ทัน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ ที่จะต้องดำเนินการต่อรัฐบาลจากปัจจุบัน และรัฐธรรมนูญใหม่จะสร้างสภาปฏิรูปใหม่มาเพื่อทำงานไปพร้อมกับรัฐสภา”

สถานการณ์ข่าว 20ต.ค.57


สปช.

"สุทัศน์" สปช.คนสุดท้าย รายงานตัวแล้ว อยากได้ ปธ. มีความทันสมัย รอบรู้ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

บรรยายที่รัฐสภาล่าสุด นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ได้เดินทางมารายงานตัวเป็นคนสุดท้าย ประมาณเวลา 08.50 น. พร้อมกล่าวภายหลังการรายงานตัวต่อสำนัก

งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในการคัดเลือกบุคคลที่จะมาทำงานที่เป็นประธานและรองประธาน สปช. ต้องเป็นผู้ที่มีความทันสมัย รอบรู้เรื่องเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ มีวิสัยทัศน์
ที่กว้างไกล มองอนาคตของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ คนรุ่นหลังจะเป็นผู้นำพาประเทศไปข้างหน้า ส่วนตัวต้องการมาปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเรื่องเศรษฐกิจเป็นที่สำคัญมาก ต้องสร้างให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และแก้ปัญหาให้ตรงจุด
----------
เลขาฯ สภา ตรวจความพร้อมสถานที่ เตรียมประชุม สปช. นัดแรก เลือก ประธาน วันพรุ่งนี้ 

บรรยากาศที่รัฐสภาล่าสุด นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการตรวจห้องประชุมที่อาคารรัฐสภา 1 ชั้น 2
เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม สปช.นัดแรก

ทั้งนี้ นายจเร ได้ทำการตรวจสอบอุปกรณ์ อาทิ ไมโครโฟน ระบบลงคะแนน ระบบแสดงผล รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในห้องประชุมอย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม การประชุม สปช. นัดแรกนี้จะมีขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม โดยมีวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานและรองประธาน สปช. โดยใช้วิธีการลงคะแนนแบบลับ
------------
จเรนัดประชุมสปช.เลือกประธาน-รองประธานพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นัดประชุม สปช.นัดแรก ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สปช. ทั้ง 250 คน ในวันที่ 21 ต.ค. เวลา 09.30 น. โดยมีเรื่องตามระเบียบวาระการประชุม คือ 1.รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งสปช. 2.ให้สปช. ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้ง กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุม จากนั้นจะเป็นการเลือกประธาน สปช. และรองประธานสปช.

สำหรับวิธีเลือกประธานและรองประธานสปช. นั้น จะใช้ข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พ.ศ.2557 โดยอนุโลม และมีขั้นตอนในที่ประชุม คือในการเลือกประธานและรองประธานฯ ครั้งแรกให้เลขาธิการฯ เชิญสมาชิกที่อายุสูงสุด ในที่นี้ คือ นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธา ที่มีอายุ 87 ปี เพื่อทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม จากนั้นให้สมาชิกฯ เสนอชื่อ สมาชิกฯ ที่เห็นว่าเหมาะสมต่อที่ประชุม โดยต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดำรงตำแหน่งประธานฯ ต่อที่ประชุม ในกรณีที่มีการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก ถ้าหากมีเสนอชื่อสองชื่อหรือมากกว่านั้น ให้ใช้ลงคะแนนลับโดยเขียนชื่อผู้ที่ประสงค์เลือกบนแผ่นกระดาษใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ แล้วให้เรียกชื่อสมาชิกฯ ตามลำดับอักษรมาลงคะแนนเป็นรายคน

กรณีมีการเสนอชื่อสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าได้คะแนนสูงสุดเท่ากันให้เลือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง หากยังคะแนนเท่ากันให้ใช้วิธีจับฉลาก ขณะที่วิธีการเลือกรองประธานสปช. ให้ใช้วิธีเดียวกัน แต่ต้องเลือกประธานคนที่หนึ่งก่อน จึงเลือกรองประธานคนที่สองต่อไปตามลำดับ และเมื่อที่ประชุมประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกต่อที่ประชุมสภาแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ทำลายบัตรออกเสียงลงคะแนนด้วย
---------------
"รองฯ ยงยุทธ" ยัน ครม. ยังไม่หารือเคาะชื่อ กมธ.ยกร่างฯ เบื้องต้นยังไม่มีรายชื่อในใจ

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม เปิดเผยถึงรายชื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะมีการเสนอรายชื่อจำนวน 5 คน ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการหารือ ซึ่งจะต้องรอให้มีการหารือในที่ประชุม ครม. และออกเป็นมติ แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายชื่อในใจและอาจเป็นคนนอกที่ได้รับการคัดสรร

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึงการหารือระหว่าง นายชิเกะคะสุ ซะโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ว่า ได้มีการพูดคุยถึงความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือผู้สูงอายุ การศึกษา งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น งานด้านระบบการขนส่ง ระบบราง และดาวเทียม ที่ไทยต้องการพัฒนาด้วยตนเอง รวมถึงได้สอบถามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็จะมีการประสานเพื่อติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ
----------------
"ยงยุทธ์" เผยโควต้าครม.นั่งกมธ.ยกร่างอาจเลือกคนนอก

นายยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีแนวทางที่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) มีพื้นที่แสดงความคิดและเข้ามาช่วยงานได้อย่างไร ส่วนการส่งรายชื่อโควต้าครม.5 คนไปร่วมเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ครม.ก็จะมีการดำเนินการ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบ แต่ส่วนนี้ครม.ต้องให้ความเห็นชอบ

เมื่อถามว่าถ้ามีการเสนอชื่อรัฐมนตรีเข้าไปจะทำอย่างไร เพราะคณะกรรมาธิการยกร่างฯดำรงตำแหน่งควบรัฐมนตรีไม่ได้ หรือครม.จะมีการหยิบชื่อคนนอกครม.ขึ้นมาแทน นายยงยุทธ์ กล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกัน ก็มีความเป็นไปได้ "ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรีหมด ส่วนจะใช้คำว่าผู้แทนครม.หรือไม่ ผมไม่ทราบคำศัพท์ที่ชัดเจน แต่ถือว่าเป็นคนที่ครม.เลือกสรรมา" เมื่อถามว่าแสดงว่าจะไม่มีคนที่ลาออกจากรัฐมนตรีเพื่อไปเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ นายยงยุทธ์ กล่าวว่า "ดูแล้วมันจะลำบาก"

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ และนายเทียนฉาย กีระนันทน์ จะได้เป็นประธานสปช. มีการคุยเรื่องนี้กันหรือไม่ในครม. นายยงยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า "ก็มีการคุยกันเยอะ" ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าคุยกันเยอะหมายถึงว่ามีการคุยกันในที่ประชุมครม.ใช่หรือไม่ นายยงยุทธ์ กล่าวว่า "ก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้ไปตามถามว่าใครเป็นใคร เป็นการคุยกันทั่วๆไป"
-----------------
"เทียนฉาย"ยืนยันพร้อมชิงปธ.สปช.ปัดตอบคะแนนสนับสนุน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านอื่นๆ ฐานะแคนนิเดตประธานสปช. กล่าวยืนยันความพร้อมต่อการทำหน้าที่ประธานสปช.หากที่ประชุมสนับสนุนและลงมติให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวแต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนมากน้อยอย่างไร เพราะขึ้นอยู่กับสมาชิกในที่ประชุม แต่หากที่ประชุมไม่ให้การสนับสนุน ตนไม่เสียใจ และขอเดินหน้าทำงานในบทบาทสปช.เพื่อปฏิรูปด้านคุณธรรมต่อไป
////////////////////
ประชุม ผบ.เหล่าทัพ

พล.อ.วรพงษ์ นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ผบ.เหล่าทัพ อย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง คาด หารือการทำงานเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

บรรยากาศที่กองบัญชาการกองทัพไทย ในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1/2558 ซึ่งถือเป็นการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งแรกภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง

โดยมีผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้ามาร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

อย่างไรก็ตาม สำหรับวาระการประชุมวันนี้คาดว่าจะมีการหารือการดำเนินการในมิติต่าง ๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานของเหล่าทัพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่ทหารคอยรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและตรวจสอบยานพาหนะที่จะเดินทางเข้าพื้นที่อย่างละเอียด
--------
ผบ.สส. แถลงผลหารือทุกเหล่าทัพสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ มั่นใจนายกฯ บริหารประเทศได้ เน้นคุยกลุ่มเห็นต่าง เชื่อ ปฏิรูปสำเร็จ ไร้ปฏิวัติอีก

พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แถลงภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1/2558 ว่า กองทัพพร้อมให้การสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของทุกเหล่าทัพอยู่แล้วและพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ ซึ่งในช่วงนี้ถือว่ามีความสำพันธ์ตามโรดแมประยะที่ 2 ส่วนการดูแลความขัดแย้งในสังคมจะเน้นการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างและสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน

ทั้งนี้ กรณีที่มีกลุ่มประชาชนจำนวนมากร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้นั้นเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากมีคนรู้จักจำนวนมาก ขณะเดียวกัน พล.อ.วรพงษ์ ระบุว่า การปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ที่กำหนดไว้มีการกลั่นกรองที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แล้ว ซึ่งมองว่าหากการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านสำเร็จก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการรัฐประหารเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหารประเทศได้
------------
ผบ.สส.ยันสหรัฐไม่ได้ลดระดับการฝึกคอบร้าโกลด์

พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาลดระดับการฝึกร่วมคอบร้าโกลด์ กับประเทศไทยภายหลังที่กองทัพไทยทำรัฐประหาร ว่า ไม่จริง เพราะขณะนี้กำลังเริ่มการฝึกแล้ว โดยมีการประชุมเตรียมการฝึกประจำปี2558 ในการเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับรูปแบบการฝึก เป็น ไลท์เยียร์ กับ แฮปวิงเยียร์ ซึ่งในปี 2558 ตรงกับ ไลท์เยียร์ จึงดูเบาลง แต่ก็จะทำให้เป็นแฮปวิงเยียร์ในไลท์เยียร์ ให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้ลดระดับลงไป แต่ภาพใหญ่เป็นการฝึกขั้นตอนการวางแผน ประสานงาน ซึ่งมีกำลังพลน้อย แต่เราจะทำให้ใหญ่ใน ไลท์เยียร์เพื่อให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไม่มีปัญหา

เมื่อถามถึง ความสัมพันธ์ของกองทัพกับประเทศเพื่อนบ้าน พล.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาล และอดีต ผบ.เหล่าทัพที่ผ่านมา ทำมาได้ดีมาก ต่อไปคือ พวกเราต้องรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ ส่วน
กรณีเขาพระวิหารนั้นจะมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดูแล ทั้งนี้นโยบายรัฐบาลคือ ทำอย่างไรให้มีความสงบสุข และจะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมองว่าเมื่อเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปัญหาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก็จะมีผลน้อยลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การฝึกร่วมผสมไทย-สหรัฐอเมริกา หรือ คอบร้าโกลด์ มีมายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมปึกและสังเกตการณ์กว่า 30ประเทศ ซึ่งช่วงหลักเป็นการฝึกเน้นการช่วยเหลือเมื่อเกิด

ภัยพิบัติและสันติภาพ โดยในปีนี้จะมีการใช้พื้นที่ของกองทัพภาคที่1 ในการฝึกร่วม
----------
พล.อ.ประวิตร เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง ยืนยันจับ 8 มือเผาโรงเรียนใต้ได้แล้ว ขณะยินดีตำรวจอังกฤษดู 2 นักท่องเที่ยว

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยก่อนการประชุมหน่วยงานความมั่นคงว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับตัวผู้ก่อเหตุเผาโรงเรียน 6 แห่ง ในอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานีได้แล้ว 8 คน พร้อมให้การสารภาพสำนึกผิด ซึ่งที่ทำไปเพราะความเข้าใจผิดว่าญาติเสียชีวิตจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ ยืนยันเจ้าหน้าที่จะเร่งสร้างสถานที่เรียนเสร็จให้ทันเปิดเทอมนี้ สำหรับสถานการณ์ใต้ขณะนี้ดีขึ้น โดยประชาชนในพื้นที่ไว้ใจเจ้าหน้าที่และเชื่อมั่นรัฐบาลมากขึ้น เพราะทำงานจริงจัง ส่วนการพูดคุยเพื่อสันติสุขยังไม่มีการหารือแต่อย่างใด ขอให้รอก่อน

อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงโดยร่ม ซึ่งสถานการณ์ ยังเป็นปกติเรียบร้อย

นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยินดีที่สกอตแลนยาร์ตของอังกฤษจะเข้ามาสังเกตการณ์การดำเนินคดีฆาตกรรมชาวอังกฤษที่เกาะเต่า
------------
ผบ.ทบ.ระบุกำลังขยายผลหลังจับผู้ต้องสงสัยเผารร.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 ต.ค.2557 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุม ถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเผาโรงเรียน 6 แห่งที่จังหวัดปัตตานีว่า ในเรื่องนี้เราต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 และฝ่ายกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) มาโดยตลอด เชื่อว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ในภาพรวมได้ แต่อาจจะมีบางอย่างต้องเข้มงวดมากขึ้นอย่างเช่นเรื่อง งานข่าว หรืองานมวลชน แต่ยอมรับว่าการทำงานด้านมวลชนเจ้าหน้าที่ทำได้ดี ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี ซึ่งเราสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุเผาโรงเรียนได้แล้ว พร้อมทั้งสามารถจับอาวุธที่ก่อเหตุได้ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่ถ้ามีความชัดเจนมากกว่านี้จะชี้แจงให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งงานด้านความมั่นคง จะติดตามงานในทุกด้านให้เกิดผลสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ผบ.ทบ.ยังเปิดเผยถึงทุ่งยางแดงโมเดล ว่าขณะนี้มีความคืบหน้า โดยจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ทุก 3 เดือน

------------
"ประวิตร"เผยสถานการณ์การเมืองสงบยังไม่พบเคลื่อนไหวใต้ดิน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงมีหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รมช.กลาโหมและผบช.ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) กองบัญชาการทัพไทยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นต้นโดยพล.อ.ประวิตร กล่าวก่อนการประชุม ว่าการหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงโดยรวมเพื่อทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อยและเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งเราประชุมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ยังไม่มีเรื่องกลุ่มกระบวนการที่จะเคลื่อนไหวใต้ดิน
-------------
ผบ.ทบ. เผย ทุ่งยางแดงโมเดล คืบมาก ประเมินทุก 3 เดือน พอใจแนวทางแก้ปัญหา 3 จชต. พร้อมให้กำลังใจ จนท.

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าร่วมประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ภายในทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.อุดมเดช ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่า ในขณะนี้ ทุ่งยางแดงโมเดล มีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ทุก 3 เดือน พร้อมกันนี้ พอใจแนวทางการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีทิศทางดีขึ้น  ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ แต่อาจจะต้องมีการเพิ่มรายละเอียดในมาตรการรักษาความความปลอดภัยให้เข้มข้นมากขึ้น

นอกจากนี้ จะต้องปรับเรื่องงานข่าวและงานมวลชน ที่ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้พร้อมอาวุธ และจะต้องมีการขยายผลต่อไป ซึ่งต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
///////////////////
ถอดถอน

วรงค์จี้จุดยืน"สนช.กรณีถอดถอน มั่นใจไม่กระทบคดี"ยิ่งลักษณ์"

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ขอเรียกร้องถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ให้แสดงท่าทีชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการถอดถอน เพราะที่ผ่านมาบอกว่า มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญเนื่องจากทำหน้าที่ ส.ว. ถือว่าเป็นอำนาจที่ต้องดำเนินการ จึงต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการหรือไม่ ตนหวังว่าสนช.จะดำเนินการในเรื่องนี้ แต่การประชุมลับในการพิจารณาสำนวนของนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีแก้รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็ทำให้สังคมสงสัยในการทำหน้าที่ของ คสช.จึงขอให้ความชัดเจนว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร เพราะมีข้อถกเถียงว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ยกเลิกไปแล้วไม่สามารถดำเนินการต่อได้

นพ.วรงค์ กล่าวว่า การถอดถอนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ป.ป.ช.ส่งสำนวนชี้มูลความผิดว่า มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบททบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย โดยปล่อย
ให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นตามอำนาจหน้าที่นั้น เรื่องนี้น่าจะพิจารณาง่ายกว่าสองสำนวนแรก เพราะเป็นคดีที่เกิดใน

โครงการรับจำนำข้าวทำผิดกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปล่อยให้เกิดความเสียหาย ไม่ใช่แค่ความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 เท่านั้น จึงไม่น่าจะยาก และไม่น่าจะมีข้อถกเถียงว่าจะรับดำเนินการหรือไม่
-----------
เพื่อไทยชี้คสช.ต้องรับผิดชอบการกระทำของสนช.

นายอำนวย คลังผา อดีตประธานวิปรัฐบาล และอดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)บางคนและบางกลุ่มหยุดสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะเห็นชัดเจนว่ามีความพยายามที่จะเดินหน้าถอดถอนอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไล่ล่ากันไม่จบไม่สิ้น จนลืมทำหน้าที่ของตนเองในเรื่องของการออกกฏหมายต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อประเทศชาติ วันนี้อดีตส.ส.และอดีตส.ว.ที่พวกท่านจะถอดถอนก็กลายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไปแล้วจะมาถอดถอนอะไรกันอีก

ทั้งนี้อยากฝากไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ว่า จะต้องรับผิดชอบการกระทำของสนช.ที่ท่านตั้งขึ้นมา เพราะที่เลือกมาหลายคนล้วนเป็นคู่ขัดแย้งในอดีต และฝากไปถึงการปฏิรูปด้วยว่าอย่าปล่อยให้นำไปสู่การแบ่งแยกประเทศ มิฉะนั้นจะถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของ คสช. สิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า

//////////////
ยิ่งลักษณ์ไปตปท.

ยิ่งลักษณ์บินญี่ปุ่นพาลูกเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 19 ต.ค. 2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ บุตรชาย ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อไปพักผ่อนโดยจะมีการไปเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ โดยมี เพื่อนสนิทน้องไปป์ รวมถึงคนในครอบครัวร่วมเดินทางไปด้วย นอกจากนี้ยังมี พ.ต.อ.วทัญญู วัชรผโลทัย นายตำรวจติดตามทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดตามไปด้วย ซึ่งคาดว่าการเดินทางไปพักผ่อนครั้งนี้ จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 วัน ถึงจะเดินทางกลับ อย่างไรก็ตามการเดินทางออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในครั้งนี้ ได้มีการแจ้งไปยัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 วัน โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาพบ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปทำบุญที่ประเทศอินเดีย และจะมี อดีต ส.ส.เพื่อไทยไปร่วมทำบุญด้วยเป็นจำนวนมาก ในระหว่างวันที่ 24-26 ต.ค. และจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 26 ต.ค.
---
"วินธัย" แจง "ยิ่งลักษณ์" ขออนุญาตแล้ว บินไปญี่ปุ่น ตั้งแต่ 19 ต.ค. ชี้ เป็นเรื่องส่วนตัว 

ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุน พร้อมกับ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร (น้องไปป์) บุตรชายนั้น พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ในฐานะทีมโฆษกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า ได้ขออนุญาต คสช. เพื่อเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและได้รับอนุญาตจากคณะ คสช. แล้ว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ความร่วมมือ คสช. เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการเปิดเผยถึงกำหนดเดินทางกลับของอดีตนายกฯ แต่อย่างใด
------------
พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ ยิ่งลักษณ์ ไปต่างประเทศได้ ตามเงื่อนไข ขอคนเสื้อแดง เห็นต่าง แต่อย่าแตกแยก 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการทรวงมหาดไทยเปิดเผยถึงกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แะนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เดินทางไปต่างประเทศว่า ตนเองยังไม่ทราบเรื่องและคสช.ยังไม่ได้มีการประชุมในเรื่องนี้ ทั้งนี้นางสาวยิ่งลักษณ์ และนายสนธิ สามารถทำได้หากปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎหมาย

ส่วนการแสดงสัญลักษณ์ภายในงานศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฏร และแกนนำคนเสื้อแดงนั้น ยืนยันว่าการแสดงสัญลักษณ์และการมีความเห็นต่างไม่เป็นปัญหา แต่ต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง และอยู่ภายใต้กฎหมายโดยมองส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกำหนดการประเมินผลงานข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครบเมื่อครบ 1 เดือน มองว่า เป็นที่น่าพอใจเพราะข้าราชการมีการตอบสนองงานที่ดีทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น แต่ในช่วงที่ผ่านผู้ว่าราชการมีการเกษียณและโดยกย้ายทำให้บางพื้นที่ยังคงมีข้าราชการที่รักษาราชการปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งต่อจากนี้จะมีการประเมินผลเป็นระยะ ๆ
------------
"ชวลิต"วอนทุกฝ่ายให้อภัยกัน

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการถอดถอนนักการเมืองที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ว่า หากสังเกตให้ดี ผู้ที่ต้องการให้ถอดถอนจะเป็นกลุ่มก้อนหน้า
เดิม ๆ ที่ยังอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่ได้มองว่าขณะนี้ประชาชนทั้งประเทศกำลังเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งเป็นผลมาจากความอคติ ความเกลียดชัง และที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องการทำลายล้างกันทางการเมืองจนประเทศชาติย่อยยับ อยากจะให้ข้อคิดกับผู้เกี่ยวข้องว่า ลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การเมือง อำนาจใด ๆ ก็ไม่อาจทำลายศรัทธาประชาชนได้ ยิ่งทำลายผู้ที่ถูกทำลายโดยไม่ชอบธรรมยิ่งได้รับชัยชนะ แต่ผู้แพ้คือประเทศชาติและประชาชน ขณะนี้ยังบอบช้ำไม่พออีกหรือถึงขนาดที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับว่ารู้สึกอับอายที่ประเทศไทยเป็นตัวฉุดรั้งการเจริญเติบโตของประเทศในกลุ่มอาเซียน เพราะประเทศไทยมีการเจริญเติบโตต่ำสุดในอาเซียน 10 ประเทศ

นายชวลิต กล่าวต่อว่า ได้พูดหลายครั้ง ไม่ได้ปกป้องคนทุจริต ไม่ได้ให้ปรองดองกับคนทุจริต ถ้าพบว่าทุจริตชัดเจน ก็ดำเนินคดีตามกฏหมาย แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ควรยุติหรือควรอภัยกันได้แล้ว คนบางคนหรือบางกลุ่มพูดไปก็ทำเป็นไม่เข้าใจ จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องที่ประกาศว่าเข้ามาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ช่วยพิจารณาไตร่ตรองปัญหาต่างๆให้รอบคอบ แล้วหาทางดำเนินการให้บ้านเมืองสงบสุขตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราต้องร่วมกันก้าวข้ามหลุมดำแห่งความขัดแย้งให้ได้ มิเช่นนั้นประชาชนจะยิ่งทุกข์ยากมากขึ้น และเราจะอยู่รั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดกาล ทั้ง ๆ ที่ศักยภาพของประเทศไทยต้องเป็นหนึ่ง
-----------
"พิชัย"ซัดวิชาไม่เข้าใจหลักคิดจำนำข้าว

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน รบ.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป.ป.ช.ระบุว่าคนที่คิดนโยบายจำนำข้าวได้ เลวร้ายที่สุด ว่า นายวิชาคงไม่เข้าใจถึงหลักคิดของโครงการเหล่านี้ ประเทศไทยมีทั้งคนรวยและคนจน ชาวนาก็ถือว่าเป็นคนจนในประเทศ การที่จะช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว และเมื่อเทียบสัดส่วนจำนวนชาวนากับเงินที่เสียไป ตนถือว่าเงินที่เสียไปนั้นจำนวนไม่มากเลย เพราะจีดีพีของประเทศไทยมี 12 ล้านล้านบาท เสียแสนกว่าล้านเพื่อให้ชาวนาคงละ 10000 บาท 16 ล้านคนต่อปีถามว่ามากหรือไม่ก็ต้องบอกว่าไม่มาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของการรั่วไหลเราก็ต้องไปดูในจุดนั้น แล้วอุดปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น ส่วนผิดก็ต้องไปหาคนผิดมาดำเนินคดีไม่ใช่ว่าโครงการไม่ดี แต่ถ้าบอกว่าการช่วยเหลือชาวนาเป็นเรื่องที่ผิดนั้นคุณวิชาแย่มากนะ ทั้งนี้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีการยึดโยงกับผลผลิตนั้นตนคิดว่านับเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้คนขยันสร้างผลผลิต นอกจากนี้ พออัดเงินเข้าไปเศรษฐกิจก็หมุนเวียน ชาวนาได้รายได้ รัฐบาลก็ได้ภาษีเข้ามาด้วย
///////////
นายกฯ บาห์เรน เข้าเยี่ยมคารวะ "พล.อ.ประยุทธ์" หนุนเดินหน้าตามโรดแมป เตรียมขยายการค้า-ลงทุน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรไทย

พล.อ.ประยุทธทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่ง โดยบาห์เรนเข้าใจสถานการณ์การเมืองของไทย ที่ คสช. เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง พร้อมสนับสนุนการเดินหน้าตามแผนโรดแมป เพราะความมั่นคงมีความสำคัญและเป็นพื้นฐานการแก้ปัญหาในทุกด้าน ซึ่งการทำงานอาจจะมีความกดดันจากนานาชาติบ้าง แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีเดินมาถูกทางแล้ว

นอกจากนี้ จะมีการขยายควาร่วมมือการค้า การลงทุนมากขึ้น และบาห์เรนพร้อมจะซื้อสินค้าของไทยที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และที่ผ่านมาได้ซื้อข้าวจากไทย ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีไทย เสนอให้ใช้กลไกคณะกรรมการร่วมที่มีอยู่แล้ว พัฒนาความร่วมมือกับบาห์เรนให้มากขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว สินค้าเกษตร และธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งการแพทย์ของไทยได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล
-----------
ประยุทธ์หารือนายกฯบาห์เรน ปลื้มเป็นมิตรแท้

วันที่ 20 ต.ค. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือข้อราชการกับ เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ (His Royal Highness Khalifa Bin Salman Al
Khalifa) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน

เวลา 15.00 น. พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค คณะทำงานทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการหารือ ว่า บาห์เรนถือเป็นมิตรเก่าแก่ของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรนเองก็ได้มาเยือนประเทศไทยบ่อยครั้ง และเห็นการเปลี่ยนแปลงของไทยแต่ละสมัยว่าเป็นอย่างไร โดยการเยือนครั้งนี้นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เรียนยืนยันกับพล.อ.ประยุทธ์ว่า ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของความมั่นคง ที่ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต พร้อมกับชื่นชมว่าประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีความปลอดโปร่งโล่งสบาย รวมทั้งซาบซึ้ง ชื่นชม ในอัธยาศัย และศักยภาพในหลายๆด้านของคนไทย โดยในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น

พ.อ.วีรชน กล่าวต่อว่า บาห์เรน กับไทย นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดในประเทศอื่นแถบตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรน นั้นอยากเพิ่มพูนความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ทางบาห์เรน พร้อมรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเฉพาะหน้าที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้ระบุว่ามีความต้องการที่จะซื้อข้าวจากไทย โดยทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องกับการใช้กลไกความร่วมมือระดับสูงที่มีอยู่ของทั้งสองประเทศ พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของอาหารและเกษตรกรรม ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการร่วมมือดูแลภาคเกษตรกรรมในภูมิภาคเอเชียให้เข้มแข็ง เพื่อใช้ในการต่อรองทางเศรษฐกิจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ก็เห็นด้วยและเร่งรัดทางฝ่ายบาห์เรน ให้ผลักดันความร่วมมือดังกล่าว

พ.อ.วีรชน กล่าวว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีบาห์เรน พร้อมเป็นประเทศผู้ประสานงานระหว่างไทยกับประเทศอื่นๆในแถบตะวันออกกลาง และสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีโลก ช่วยเหลือในการทำความเข้าใจในสถานการณ์ของไทยกับทุกกลุ่มประเทศ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ มีความปลาบปลื้มใจที่มีประเทศมิตรแท้ รวมถึงแสดงออกถึงความเข้าใจ เห็นใจ และให้กำลังใจในสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้นเพื่ออะไร อีกทั้งยังเชิญนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนประเทศบาห์เรนด้วย
------------
"พล.ต.วีรชน" เผย บาห์เรน เข้าใจสถานการณ์ ชื่นชมไทยทุกด้าน ร่วมมือแก้ ศก. ปากท้อง พร้อมเชิญเยือนประเทศ

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค คณะทำงานทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.
ให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า บาห์เรน มีความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะ
ด้านความมั่นคง พร้อมชื่นชมประเทศไทย และศักยภาพของคนไทยในทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน ไทยและบาห์เรน มีความใกล้ชิดและเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน โดยร่วมกันเร่งแก้ปัญหาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมที่จะรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากประเทศไทย และให้ความร่วมมือในทุกมิติ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ยังมีความสนใจที่จะซื้อข้าวจากประเทศไทย รวมถึงหารือร่วมกันในเรื่องข้าวและอุตสาหกรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ปรารภกับ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ในการผนึกกำลังดูแลภาคเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้เทียบเชิญนายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศบาห์เรน อย่างเป็นทางการ และยินดีเป็นผู้ประสานงานประเทศในกลุ่มอาหรับให้กับประเทศไทย
-------------
"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร" เผย ญี่ปุ่นสนใจให้ไทย ตั้ง สนง.การค้า เป็นฐานผลิตบริษัทแม่ ขณะ 2 สัปดาห์ ชงเกณฑ์ภาษี ครม.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หารือกับ นายชิเกะคะสุ ซะโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ภายหลังการหารือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ญี่ปุ่น มีความสนใจให้ไทย ตั้งสำนักงานทางการค้าภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานผลิตให้บริษัทแม่มาติดต่อประสานงาน เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ เทรดดิ้ง เพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ญี่ปุ่น มีบริษัทในไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเห็นด้วยหากมีสำนักงานดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องไปปรับกฎเกณฑ์ทางภาษี ให้เทียบเท่ากับประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ โดยขณะนี้กำลังศึกษากฎหมายที่ต้องปรับโดยขอเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นจะนำเสนอต่อ ครม. ให้รับทราบต่อไป  และมีการชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ระบุว่า ขณะที่ ทางญี่ปุ่น ยังให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในเฟส 2 ซึ่งไทยไม่ขัดข้องที่จะให้ญี่ปุ่นร่วมลงทุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับทางสหภาพ
เมียนมาร์
-------------------
"หม่อมอุ๋ย" เตรียมเสนอนายกฯ ออกพันธบัตรชำระหนี้จำนำข้าว หวังล้างหนี้ ขณะจ่ายเงินชาวนาวันแรก เป็นไปอย่างเรียบร้อย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงการออกพันธบัตรออมทรัพย์ หรือ บอนด์ ชำระหนี้โครงการรับจำนำข้าว ว่า เป็นแนวคิดที่เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี แต่ขอให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ การรายงานตัวเลขบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งปิดบัญชีเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา ก่อนจะสรุปได้ว่า มีความเสียหาย เป็นจำนวนเงินถึง 8 แสนล้านบาท หรือไม่ และเมื่อทราบตัวเลข ก็จะมีการเสนอนายกรัฐมนตรี ดำเนินมาตรการนี้ เพื่อล้างหนี้ แต่ยืนยันว่า วิธีนี้เคยดำเนินการมาแล้ว เช่นเดียวกับการล้างหนี้กองทุนฟื้นฟู ส่วนข้อกังวลจะเป็นการชำระหนี้ยาวนานนั้น เห็นว่าการออกพันธบัตรออมทรัพย์ จะช่วยให้ไม่เป็นหนี้ค้างอยู่ในงบประมาณ เพราะหากยังคงมีหนี้ ก็จะไม่มีงบลงทุน ดังนั้น ต้องเคลียร์หนี้ให้หมด และเป็นวิธีเดียวที่วางไว้ ไม่มีวิธีอื่นสำรอง

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังระบุว่า การจ่ายเงินให้กับชาวนาไร่ละ 1 พันบาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ในวันนี้เป็นวันแรก (20 ต.ค.)เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้ง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อเกษตรกรอย่างละเอียด
////////////////
เกาะเต่า

ผบ.ตร. พร้อมให้ตำรวจอังกฤษเข้าสังเกตการณ์คลี่คลายคดีเกาะเต่า มั่นใจยึดตามหลักฐาน ไม่มีแพะ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวถึงกรณีที่ประเทศอังกฤษจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสังเกตการณ์ในการดำเนินการคดีฆ่ากรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.
สุราษฎร์ธานี ว่า เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้ไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยพร้อมยินดีหากทางอังกฤษมีความประสงค์จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสังเกตการณ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ซึ่งหากการมาสังเกตการณ์เป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็ยินดีเปิดกว้าง

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย เพราะยึดตามพยาน หลักฐาน และกฎหมาย โดยยืนยันไม่มีการสร้างหลักฐานเท็จอย่างแน่นอน
////////////

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว17ต.ค.57

ถอดถอน

สนช. เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ ก่อนเข้าวาระขอมติเห็นชอบถอนถอน "นิคม-สมศักดิ์" หรือไม่

บรรยากาศที่รัฐสภาเช้านี้ การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด เนื่องจาก ในเวลา 10.00 น. จะมีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเร่งด่วนที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยพิจารณาต่อจากวานนี้อีก 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เพื่อกำหนดให้ทายาทของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเมื่อเสียชีวิตภายหลังจากที่ได้บำนาญพิเศษ เพราะเหตุพิการ ทุพพลภาพ มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จตกทอด และร่างพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. ... เพื่อเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยราชบัณฑิตยสถาน

โดยสมควรเปลี่ยนชื่อจาก ราชบัณฑิตยสถาน เป็น ราชบัณฑิตยสภา รวมถึงการปรับปรุงอำนาจหน้าที่และการบริหารงานวิชาการให้แพร่หลายมากขึ้น

จากนั้น จึงเข้าสู่วาระการพิจารณาขอมติที่ประชุมว่าเห็นชอบให้มีการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ หรือไม่

สมาชิก สนช. ทยอยเข้าห้องประชุมแล้ว ขณะเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เปิดรับการยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ของ สนช. 28 คน

บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทยอยเข้าห้องประชุม เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายต่ออีก 2 ฉบับ ส่วนวาระพิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา
ส.ว.ว่า การกระทำส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น จะพิจารณาช่วงบ่าย โดยวานนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. ได้แจกสำนวนการถอดถอน นายสมศักดิ์ และ นายนิคม ที่ ป.ป.ช. ส่งมาแจกให้ สนช. ทุกคนเพื่อนำไปศึกษาและประกอบการพิจารณาลงมติ

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ เวลา 09.00-16.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เปิดรับแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิก สนช. ที่ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 28 คน
กรณีเข้ารับตำแหน่ง
-----------
"พีระศักดิ์" ย้ำ ไม่หนักใจ พิจารณารับถอดถอน "สมศักดิ์-นิคม" หรือไม่ ขณะ สนช. อภิปรายได้เต็มที่ ยัน ไร้ล็อบบี้

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เปิดเผย สำนักข่าว INN ย้ำว่า ไม่หนักใจ ที่วันนี้จะมีการประชุมพิจารณาเรื่องการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ว่าจะรับหรือไม่ ซึ่งอยู่ในวาระเรื่องอื่นของการประชุม สนช. และตามข้อบังคับการประชุม มีหากมีการลงคะแนนจะต้องกระทำอย่างเปิดเผย เว้นแต่สมาชิกอยากให้ประชุมลับ จะต้องมีผู้รับรอง ซึ่งต้องเป็นมติของที่ประชุม และการอภิปรายในเรื่องดังกล่าว สมาชิกมีอิสระ สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ ส่วนระยะเวลาในการอภิปราย ต้องดูจากผู้ขออภิปรายก่อน หากมีไม่มาก อาจจะไม่กำหนดเวลา ทั้งนี้ สมาชิก สนช. ได้รับสำนวนเรื่องดังกล่าวเมื่อวานที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นายพีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป็นการพิจารณาจากหลักกฎหมายทั้งสิ้น ยืนยันว่า ไม่มีการล็อบบี้อย่างแน่นอน
-----------
สนช. มีมติให้ประชุมลับ 175:1 เสียง เพื่อพิจารณาปมถอดถอน "สมศักดิ์-นิคม" เหตุ มีผลกระทบหลายฝ่าย

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุด อยู่ในช่วงการประชุมลับ โดยก่อนหน้านี้ เมื่อที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณาว่าจะรับสำนวนถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ว่า การกระทำส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้ นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. เสนอขอความเห็นที่ประชุมว่าให้การประชุมลับ เนื่องจากกังวลงว่าระหว่างการพิจารณา อาจมีการอภิปรายกระทบหรือพาดพิงไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่ง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานการประชุมในขณะนั้น ได้ขอมติที่ประชุม ว่าจะเห็นตามที่ นายสมชาย ร้องขอ หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 175 เสียง ต่อ 1 เสียง ให้เป็นการประชุมแบบลับ

--------
สนช. ยังประชุมลับ ขณะ ประสาร มฤคพิทักษ์ เผย บ่ายนี้ สปช. ถกแนวทางการทำงาน แย้มมีชื่อ คำนูณ-ไพบูลย์ ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

บรรยากาศที่รัฐสภา ล่าสุด การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยังอยู่ในช่วงการประชุมลับ เพื่อพิจารณาว่าจะรับสำนวนถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ว่า การกระทำส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่

ขณะเดียวกัน นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการประชุมนอกรอบระหว่างสมาชิก สปช. ตามคำเชิญของ พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิก สปช. ด้านการเมือง เพื่อกำหนดกรอบการทำงานของ สปช. ร่วมกัน ซึ่งอาจรวมไปถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย พร้อมคาดการณ์ถึงตัวแทน สปช. ใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายคำนูณ สิทธิสมาน นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์
---------
สนช. ยังไร้ข้อสรุปถอดถอน นิคม, สมศักดิ์ มีมติเลื่อนออกไปก่อน รอบรรจุวาระใหม่ - สมาชิกขอศึกษาสำนวน ป.ป.ช.

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งเป็นการประชุมลับได้ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 40 นาที เพื่อรับพิจารณาถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป โดย นายพีระศักดิ์ พอจิตร รองประธาน สนช. คนที่ 2 ระบุว่า สาเหตุที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ เพราะเอกสารที่สมาชิก สนช. ได้รับจาก ป.ป.ช. ไม่ครบ สมาชิกจึงเสนอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน เพราะไม่สามารถใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาได้

เช่นเดียวกับ นายวิทวัส บุญญสถิตย์ สมาชิก สนช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติ 165 เสียง ให้งดเว้นข้อบังการประชุมที่ต้องพิจารณาภายใน 30 วัน ซึ่งวันนี้เป็นเพียงการหารือกันเท่านั้น เพราะยังไม่ได้บรรจุเป็นวาระส่วนจะหยิบยกนำกลับมาพิจารณาเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับประธาน สนช.
----------
"พล.อ.สกนธ์" ยอมรับ สนช.ทหาร หารือถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์" ขณะ "พล.อ.ปรีชา" ปัดล็อบบี้ ด้าน "พล.อ.วรพงษ์" ยัน อิสระในการลงมติ

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล่าสุดเข้าสู่การพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับแล้ว ทั้งนี้ ก่อนการประชุมสมาชิก สนช. สัดส่วนทหาร ระบุถึงการพิจารณารับหรือไม่รับการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง

โดย พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ เปิดเผยว่า ได้มีการพูดคุยกับกลุ่ม สนช.สายทหารถึงเรื่องการถอดถอนในวันนี้ ซึ่งจะมีสมาชิกเสนอให้การประชุมเป็นการประชุมลับ ส่วน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ระบุว่า ไม่มีการล็อบบี้อย่างแน่นอน ด้าน พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ยืนยัน สนช. เป็นอิสระในการลงคะแนนโหวตว่า สนช. จะมีอำนาจพิจารณาถอดถอนหรือไม่
///////////
สปช.-รธน.

"วิษณุ" ย้ำ ปลาย ก.ย.-ต.ค. 58 รธน.ฉบับถาวรจะแล้วเสร็จ คาดต้นปี 59 เลือกตั้งได้ ดึงคนพลาด สปช. ร่วมทำงาน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษในเรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทย” ว่า ในขณะนี้การปฏิรูปหนึ่งปีไม่อาจสำเร็จโดยง่าย เพราะไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันได้ ที่สุดแล้วการปฏิรูปต้องทำตามความต้องการเสียงข้างมาก

ทั้งนี้ คาดว่าภายในปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนตุลาคมในปี 2558 การร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จและอาจประกาศใช้ได้ และคาดว่า 3 เดือน หลังจากนั้นหรือในช่วงต้นปี 2559 จะสามารถเกิดการเลือกตั้งได้ ส่วนการทำประชามตินั้นจะต้องใช้เวลา 3 -6 เดือนและแม้รัฐธรรมนูญขชั่วคราวไม่ได้ระบุไว้แต่ไม่ขัดข้องหากเสียงส่วนใหญ่มีความต้องการจะทำประชามติ

นอกจากนี้ ยังจะมีการจะจัดเวทีคู่ขนานสำหรับสภาปฏิรูป โดยการนำคณะกรรมาธิการสรรหา สปช. และบุคคลที่ไม่ได้รับคัดเลือกเข้าไปเป็นสมาชิก สปช. 250 คน เข้าร่วมปฏิรูป ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะเปิดเวทีร่วมของรัฐบาล เช่น ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
----------------
"วิษณุ" แนะ สปช. ต้องนำ ม.35 ใน รธน.ชั่วคราว เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย 4 ด้าน ต้องรีบทำงานอย่างเร่งด่วน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทย ว่าการปฏิรูปยังมีโจทย์อีกหลายข้อที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องกลับไปคิด
และหาเหตุผลในการปรับแก้ โดยจะต้องนำมาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญชั่วเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปด้วยเพื่อน่างรัฐธรรมนูญด้วย

พร้อมเน้นย้ำว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรร่างให้สั้น ระวังในการเขียน เพราะหากติดขัดจะแก้ไขลำบาก ดังนั้นควรจะไปใส่รายละเอียดในกฎหมายลูก พ.ร.บ.ต่าง ๆ ที่แก้ไขได้ง่ายกว่า

นอกจากนี้มองว่า สปช. จำนวน 4 ด้านคือ ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่นและด้านกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นงานที่ต้องทำงานอย่างเร่งด่วนในการเสนอแนวทางการปฏิรูป เพราะจะต้องนำข้อเสนอเขียนลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทัน ส่วนด้านอื่น ๆ ที่เหลือ สามารถค่อย ๆ คิดไปได้ โดยเมื่อได้ข้อสรุปไม่จำเป็นต้องรีบนำมาใส่ในรัฐธรรมนูญ แต่จะเข้าที่ประชุม สนช. เพื่อออกเป็นกฎหมายอื่นแทน
----------------
"สมบูรณ์" ยื่น ปธ.สนช. ตั้ง คกก.ตรวจสอบ "บวรศักดิ์" อ้าง ใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ บ.ถ่านโค้ก เรียกร้อง ลาออก สปช.

นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีต ส.ส.พรรคพลังธรรม เดินทางยื่นหนังสือต่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ในฐานะประธานสถาบันพระปกเกล้า ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพฤติกรรม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. กรณีที่ นายบวรศักดิ์ ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอนด์ โค้ก จำกัด ซึ่งเป็นกิจการโรงงานผลิตถ่านโค้ก ที่ จ.ระยอง โดยโรงงานอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชนก่อให้เกิดมลพิษ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายบวรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนสำนักหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริง ถึงโรงงานดังกล่าวว่า สามารถควบคุมมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สถาบันพระปกเกล้า เป็นหลักสูตรเกี่ยวกับธรรมาภิบาล จึงมองว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ของบริษัทดังกล่าว และขอเรียกร้องให้ นายบวรศักดิ์ ลาออกจากการเป็นสมาชิก สปช.
/////////////
ภารกิจนายกฯ

นายกฯ หารือ "ฮุนเซน" ขอบคุณ หนุน รบ.ไทย ย้ำสัมพันธ์ จ่อตั้งเขต ศก.พิเศษ ขณะเตรียมเยือนกัมพูชา 30 - 31 ต.ค.

ภารกิจนายกรัฐมนตรี ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดย นายกรัฐมนตรี ขอบคุณไมตรีจิตและมิตรภาพ รวมทั้งการสนับสนุนที่ให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งทั้งสองประเทศจะกระชับความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น โดยจะไม่ให้ปัญหาชายแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการการค้าการลงทุนระหว่างกัน ขณะเดียวกันฝ่ายไทย จะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน ตรงข้ามปอยเปตของกัมพูชา เพื่อให้กัมพูชาข้ามเข้ามาทำงานได้สะดวกใกล้บ้าน ซึ่งกัมพูชาอาจพิจารณาจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ติดกันด้วยได้ ซึ่งไทยจะดูแลแรงงานกัมพูชาให้ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เห็นพ้องกับไทย ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้า เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว และเสนอให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีของไทย จะเดินทางไปเยือนกัมพูชา วันที่ 30 - 31 ตุลาคม นี้
-----
นายกฯ หารือสิงคโปร์ ยินดี สัมพันธ์ราบรื่น เร่งผลักดันทวิภาคี กระชับความร่วมมือการค้า-ลงทุน พร้อมเชิญเยือนไทย 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับ นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระหว่างการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 โดย นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์ มีความใกล้ชิดและราบรื่นในทุกระดับโดยเฉพาะในด้านการทหาร ทั้งสองประเทศ มีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการผลักดันความร่วมมือในกรอบอาเซียน และกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ ในด้านความร่วมมือทวิภาคี ไทย-สิงคโปร์ เห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันกลไกทวิภาคีระหว่างกันที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ส่วนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยประสงค์อยากจะกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับสิงคโปร์ ให้มากขึ้น และอยากเห็นภาคเอกชนของสิงคโปร์ เข้ามาลงทุนในไทย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังได้เชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เดินทางมาเยือนประเทศไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีตอบรับด้วยความยินดี รวมทั้งเชิญชวนให้สิงคโปร์ ร่วมลงทุนในด้านการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงภายในประเทศและอาเซียน
///////////////////////////////

PePe B Lucky
34 นาที

การประชุม ASEM ที่อิตาลีผ่านไปด้วยดี หลายชาติชื่นมื่น ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะไทยเรา มีแต่คนรุมจีบ

สื่อญี่ปุ่นถีงกับโปรยหัวว่า "Thailand's coup leader works to win over EU's diplomats"
ยอมรับเลยว่าฝ่าย ตปท ของรัฐบาลนี้ทำงานได้ดีเยี่ยม สร้างอำนาจต่อรองได้ดีทั้งฝั่งตะวันตก - ตะวันออก มะกันและอียูเดินเกมส์ ตปท กับไทยพลาด ตอนนี้เริ่มกลับลำ เพราะเสียหายมาก เริ่มจากมนุษย์ป้าคริสตี้ที่ถูกย้ายกลับ ตามด้วยขายเครื่องบินเพิ่มให้ไทย กลุ่มยูโรขณะนี้ เจอพิษเศรษฐกิจรุนแรงมาก

และยังโดนรัสเซียทิ่มรายวันเพราะหลงลมตดมะกัน ถ้ารัสเซียเอาจริง ยูโรวินาศแน่ ต้องรีบกลับลำ
ขณะนี้ เศรษฐกิจโลกเริ่มมีตัวเลขไม่ดีออกมาเป็นระยะๆ แต่ฝั่งอาเชียนของเรา มีเปิด AEC เต็มรูปแบบซัพพอร์ตในปีหน้า

อยากบอก ทรพีแดงยุคจูราสิคว่า ไอ้ที่นึกว่าล้มเจ้าแล้วเท่ห์ ปชต แบบแม้วๆไพร่ อำมาตย์บ้าๆบอๆน่ะ แมร่งโครตล้าหลังสุดๆ โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว
เห็นผู้นำทั้งในระบอบสังคมนิยม - ปชต ในอาเชียนเขาจับมือกันไหม
ทุกคนเขาทำเพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติที่เห็นได้เป็นรูปธรรมทั้งนั้น
ม๊อบกระจุกหมีแม้ว คงได้แค่ทำป้ายหลอกฝรั่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แบบทุยทูทุย ต่อไป
------------------
"ประยุทธ์" กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมASEM เสนอเพิ่มบทบาทหุ้นส่วน"เอเชีย-ยุโรป" บริหารจัดการความเสี่ยง


เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ Milan Congress พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 อย่างเป็นทางการ โดยกล่าวถ้อยแถลงระหว่างการประชุมเต็มคณะ ในหัวข้อ “การส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างยุโรป-เอเชีย” ณ นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยเป็นสถานที่จัดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 1 และยังคงมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองภูมิภาคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากสถานการณ์โลกที่มีความซับซ้อน จึงต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือทั้งทางด้านการเงินและเศรษฐกิจ โดยพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรปให้มากยิ่งขึ้น

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า การขยายความเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรป ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำทางการเมือง ยึดมั่นพันธกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านทรัพยากรและการลงทุน โดยเสนอยุทธศาสตร์การดำเนินการ 3 ด้านหลัก คือ ประการแรก การเพิ่มบทบาทความเป็นหุ้นส่วนกับเอเชีย สร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียว มีการร่วมระดมทุน การร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เอเชีย การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี ซึ่งไทยเองก็มีโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาการขนส่งสินค้าบริการและแรงงาน เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ รองรับประชาคมอาเซียนและความร่วมมือเอเชีย-ยุโรปในอนาคต พร้อมพัฒนายุทธศาสตร์เส้นทางการค้าใหม่ๆ

ประการที่สอง การบริหารจัดการความเสี่ยง ที่อาจเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฏหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความเจริญ
เติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง เพื่อการพัฒนาและความร่วมมือที่ยั่งยืน

ประการที่สาม การขยายความตกลงการค้าเสรีระหว่างเอเชียและยุโรป เช่นเดียวกับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก โดยให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจได้มีการหารือกัน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำต่อที่ประชุม ให้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนอาหารและพลังงานในอนาคต จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความต้องที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียและอาเซียน เป็นแหล่งผลิตอาหารและพลังงานที่สำคัญ ดังนั้น ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ คือ เกษตกร ต้องได้รับการดูแล ทั้งรายได้ ราคาสินค้าเกษตร ลดความ

เหลื่อมล้ำสร้างความมั่นคงในอาชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยด้วย

เริ่มมีการตั้งคำถามถึง สนช.


 และพิจารณา กฏหมาย ไปทีเดียวม้วนเดียวจบ ทำหน้าที่ ทั้ง สส สว ในตัวมันเอง คือสภาเดียว เน้นในเรื่อง กฏหมาย หรือตรวจสอบกลั่นกรอง งานรัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) เสมือนหน้าที่.ของ สส สว ตามรัฐธรรมนูญ ปี 40 -50 

/ สมาชิก สนช ไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย จริงๆ หรือพูดเล่น หากไม่มีความรู้เรื่อง กฏหมาย ในหน้าที่ของตน มันก็งง ไปเลยว่า มี สนช ไว้ทำไม ให้สิ้นเปลืองแอร์ เงินเดือน ภาษีประชาชน เบี้ยเลี้ยง ในการประชุมทำไม มันเสียเวลา

 / และเขาแต่งตั้งมา หากไม่ตรงกับงานหรือความถนัด ลาออกได้ ครับ เขาจะได้แต่งตั้งคนใหม่ ไม่รู้ เรื่อง ไม่มีความรู้ แล้วเป็น สนช ทำไมล๊ะ ลาออกไป ก็จบ เขาจะได้ ตั้งคนอื่นแทน 

/ มันอันแรก สนช มันต้องมีความรู้ เรื่องกฏหมาย ก่อน ส่วนท่านจะเห็นด้วย หรือไม่ ลงมติอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันต้องมี ความรู้ เรื่องกฏหมาย ไม่มีความรู้ เรื่องกฏหมาย แล้วจะไป เป็นตัวแทน คนทั้งชาติ เป็น สนช พิษจารณา ออกกฏหมาย กลั่นกรองกฏหมาย ได้ อย่างไร (อย่างนี้มันผิด ฝั่งผิดฝา คนเสนอแต่งตั้ง หรือผิดฝั่งผิดฝา คนที่ได้รับแต่งตั้ง นึกคิดแล้วก็มึน จริง เอาคนไม่มีความรู้ ทางกฏหมาย แถมยอมรับ เองอีกว่า ไม่ความรู้ทางกฏหมาย ไปเป็น สมาชิก สนช . งานหนักไม่ใช่เล่น ต้องแม่นข้อกฏหมาย เพราะทำหน้าที่ ควบ ทั้ง สส สว เดิม มาเป็น สนช รับผิดชอบสูงนะครับ 

/ ผมยังตกใจ ไม่น่าเชื่อครับ ไม่มีความรู้ ทางกฎหมาย แล้วเป็น สมาชิก สนช เพื่อะไร มันน่าตกใจ และ งง ครับ ไปนั่งเป็นเพื่อนคนอื่น ในที่ประชุม เออออห่อหมก ตามๆ คนอื่น เพราะไม่มีความรู้ ด้านกฎหมาย 

/ ยังคงหวัง สปช (สภาปฎิรูป) ที่จ้อรายวัน หน้าสื่อ อยากดัง หน้าสื่อโชว์ตัว แต่ไม่รู้จักคุยในที่ประชุม/ ยืดยาด อืดอาด ยิ่งกว่า เรือเกลือ แค่ตำแหน่ง ประธาน ก็เรื่องมากกันแล้ว งานนี้ ชักไม่ค่อยสวย แล้วละ แต่ยังหวัง ให้พอได้เรื่องได้ราว บ้าง ไม่รัฐประหาร เสียของ เสียเวลาเปล่า เหมือน ปี 49 /
ตอนนี้ คงคาดหวัง เอาพอผ่าน จัดระเบียบเลือกตั้ง ให้เสร็จ จบเร็ว ฟ ก็พอแล้ว ดูรูปการณ์ ยิ่งอยู่ยาว คงยิ่งขัดแย้ง หนัก จาก สนช หรือ สปช ที่ คสช. จับใส่มาเอง เสนอแต่งตั้ง เองนั่นแหละ สนช บางคนถึง ขนาดพพูดว่า นี่ ไม่ได้ อยากเป็น แต่เขาจับใส่ ชื่อมา อย่างนี้ มันไม่ไหว แล้วล๊ะครับ มันชักไม่มีอนาคต คงทำงานลำบาก ในเมื่อ ทั้งไม่มีความรู้ และไม่เต็มใจ จิตอาสา ตั้งแต่ต้น มีคนเต็มใจอาสา อีกเยอะ ใครไม่เต็มใจ ควรลาออก ไปซะ/
สปช +สนช บางคนบอกว่า ขอจ้อกับสื่อ รายวันตามปกติ เพราะไม่ได้ มาเป็น ขีข้านายก แล้วใครบอ ใครตั้ง คุณมาเป็น สปช ขี้ข้านายกฯ มโนตีกิน ในมุ้งแล้ว (ใช้คำแรง วาทกรรมทางการเมือง งง ไปเลย เหมือนคนละเรื่อง สปช ประชุมยังไม่ประชุม ขอจ้อหน้าสื่อ หามวลชน ตีกิน รายวันกันเอง. แล้วมันจะได้ ข้อสรุปไหม ให้คนชมทีวี กดคะแนนเสียงโหวตหรือไง บางเรื่อง งง ถึง งงมาก 

/ สปช + สนช คือ คนมีความรู้จริงหรือ ดูท่ามันน่าจะต้องปฎิรูป สมาชิก สปช + สนช ก่อนที่ จะปฎิรูปประเทศ แล้วครับ)

ป๋าเปรม ปรากฏตัว เปิดสานใจไทย สู่ใจใต้ ยังเป๊ะ...ยิ้มแย้ม กับ "พล.อ.อุดมเดช-ไพบูลย์"

ป๋าเปรม ปรากฏตัว เปิดสานใจไทย สู่ใจใต้ ยังเป๊ะ...ยิ้มแย้ม กับ "พล.อ.อุดมเดช-ไพบูลย์"
ป๋าเปรม พลเอกเปรม. ติณสูลานนท์. ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ "สานใจไทย สู่ใจใต้" รุ่นที่22
โดยมีืพลเอกอุดมเดช สีตบุตรรมช.กลาโหมและ ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองผบสส./รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จาก3 เหล่าทัพ ร่วมด่วย ที่ สโมสรทหารบก เทเวศร์
โดยโครงการนี้เกิดขึ้น จากดำริของฯพณฯ พลเอกเปรม. ติณสูลานท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ และได้รับการสนับสนุน จากมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม. ติณสูลานนท์ มูลนิธิรักเมืองไทย มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรูวิชั่น และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันสนับสนุนและจัดกิจกรรมเพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้. และทัศนศึกษาสนานที่ต่างๆ ซึ่งมีเยาวชนที่นับถือ ศาสนาอิสลาม จาก 5 จังหวัดชายแดนใต้หระกอบด้วย. จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส. สงขลา และสตูล รวม240 คน
ซึ่งเมื่อเสร็จจากการพิธีเปิดโครงการในวันนี้ เยาวชน จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ใน 10. จังหวัดภาคกลาง สำหรับการใช้ชีวิตกับครอบครัวอุปถัมภ์. นั้นเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ. เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้วิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ตลอดจนการ.ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้เยาวชนจะได้เดินทางไปเข้าค่ายสิ่งแวดล้อม. ณ อุทยานเขาใหญ่ ร่วมทั้งได้ไปทัศนศึกษา เรือหลวงจักรีนฤเบศร สถาบันวิทยาศาสตรฟ์ทางทะเล มหาวิทยาวัยบูรพาและค่ายการเรียนรู้เปิดโลกวิทยาศาสตร์

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว 16ต.ค.57

ถอดถอน

"สุรชัย" ยัน สนช. ทำตาม กม. ไม่กังวลโดนฟ้องกลับ ขณะเสียงแตก เป็นสิทธิ์ คาดได้ 5 กมธ.ยกร่าง รธน. ในสิ้น ต.ค. 

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผย สำนักข่าว INN ว่า ในวันนี้ ประธาน สนช. จะขอหารือกับรองประธาน กรณีสำนวนคดีถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุ
รนนท์ และ นายนิคม ไวยรัชพานิช โดยคาดว่า จะเป็นการหารือถึงรูปแบบการประชุม และการให้สิทธิ์สมาชิกอภิปราย เนื่องจากจะมีการนำเข้าที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ที่จะเป็นพิจารณารับเรื่องหรือไม่
เท่านั้น ซึ่งหากรับขั้นตอนหลังจากนี้จะอยู่ในกรอบประมาณ 25 วัน ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องที่สมาชิกเสียงแตกในประเด็นดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสมาชิกต่างมีสิทธิ์คิด
เห็นต่างกันได้

ส่วนกรณีอาจถูกฟ้องกลับนั้น ไม่กังวลใจ ขอให้มั่นใจว่า สนช. จะทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และรอบคอบมากที่สุด รวมถึงสำนวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีจำนำข้าวเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้
เห็นต่างถือเป็นสิทธิ์ แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงปฏิรูป อยากให้พูดคุยกันให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายสุรชัย กล่าวอีกว่า สนช. จะคัดเลือก 5 บุคคล เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังเปิดการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ นัดแรก โดยคาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้
-----------
ที่ประชุม สนช. ผ่านร่าง พรบ. 10 ฉบับ พรุ่งนี้พิจารณษต่ออีก 2 ฉบับ ก่อนเข้าวาระถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์"

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา มีการประชุมเพื่อพิจาราณาร่างกฏหมายเรื่องด่วนจำนวน 10 ฉบับ โดยผ่านวาระการประชุมทั้งหมด ทั้งนี้ มีร่างกฏหมายค้างอยู่ที่

ประชุมอีกจำนวน 2 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา ซึ่งจะนำมาพิจารณาต่อในวันพรุ่งนี้ (17 ต.ค. 2557) คือ ร่างพระราชบัญญัติ กองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่...) พ.ศ. และ ร่างพระพระราชบัณฑิตย์

สภา พ.ศ. ...

อย่างไรก็ตาม วาระการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชยพาณิช ออกจากสมาชิกวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาเป็นวาระสุดท้าย หากที่ประชุมมีมติ

รับหลักการ ในสัปดาห์หน้าก็จะมีการแถลงเปิดคดี โดยคู่กรณีต้องมาชี้แจงด้วยตนเอง
-------
ป.ป.ช. พร้อมรับ 28 สนช.ใหม่ ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ที่รัฐสภา ขณะ 10.00 น. ประชุมประจำสัปดาห์พิจารณา กม.ด่วน 12 ฉบับ

บรรยากาศที่รัฐสภาเช้านี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทยอยเข้าทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาบริการรับแบบบัญชีรายการทรัพย์สิน และ

หนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 28 คน กรณีเข้ารับตำแหน่ง ที่ ห้อง113 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 2 ขณะที่เวลา 10.00 น. มีการประชุม
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เรื่องด่วน จำนวน 12 ฉบับ

ทั้งนี้ เวลา 13.30 น. นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติศุลกากร แถลงข่าวเกี่ยวกับการนำพระราชบัญญัติศุลกากรไปใช้บังคับ ที่ห้องโถง ชั้น 1

อาคารรัฐสภา 1 อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร รักษาความปลอดภัยบริเวณประตูเข้า-ออกอย่างเข้มงวด
ป.ป.ช. ประชุม 10.00 น. คาด พิจารณาคดีถอดถอน 39 ส.ว. - สปช. ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่
----------
ปปช. เตรียมเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน สนช.ที่ตกค้าง 24 ต.ค.นี้ ส่วน ครม. พล.อ.ประยุทธ์ วันที่ 31 ต.ค.

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวว่า ทางป.ป.ช. จะเปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมาคม รวมถึงอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีก 5 คน ในระหว่างวันที่24ตุลาคม ถึง

7พฤศจิกายนนี้

ส่วนรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น จะเปิดเผยในระหว่างวันที่ 31ตุลาคม ถึง วันที่ 14พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ คณะกรรมการป.ป.ช. จะแถลงผลงานในรอบ8 ปีที่ผ่านมาของป.ป.ช.ต่อสื่อมวลชน ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคมนี้
-----------------
บรรยากาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงเช้าวันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่ 10.00 น. มีการประชุมประจำสัปดาห์ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. คาด

ว่าจะมีการพิจารณาสำนวนคดีถอดถอน อดีตสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 39 ราย จากกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ในประเด็นที่มาวุฒิสภา ว่า จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาหรือ

ไม่ รวมถึงกรณีว่า สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องยื่น และแสดงบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการส่งสำนวนคดีถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภานั้น ถูกเลื่อนการพิจารณาจากเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสรุปสำนวนคดีไม่แล้วเสร็จ
-----------
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เผยถอดถอน สว. 38 คน ปมแก้ที่มา ส.ว. ให้เจ้าหน้าที่ดูเพิ่มเติมภายใน 2 สัปดาห์ 

บรรยากาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล่าสุด นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการ ในกรณีสำนวนคดีถอดถอนอดีต

สมาชิกวุฒิสภา 38 ราย จากกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ ในประเด็นที่มาของวุฒิสภา ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติให้ เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าการกระทำ

ของอดีตสมาชิกวุฒิสภาถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 อย่างเดียว หรือมีความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย พร้อมเปรียบเทียบกับสำนวนของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์

และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ว่ามีข้อกฎหมายแตกต่างอย่างไร ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ภายใน 2 สัปดาห์หน้าค่ะ

ส่วนกรณีที่ว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. จะต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. หรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ทาง สปช. พิจารณาและเสนอความคิดเห็นเข้ามาให้

ป.ป.ช. พิจารณาต่อไป
//////////////

สปช.

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร บรรจุวาระ 21 ตุลาคม ประชุม สปช.นัดแรก เพื่อเลือกประธานและรองประธาน

นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำหนังสือเชิญสมาชิก สปช. ประชุม ครั้งที่ 1/2557 วันที่ 21 ตุลาคม 2557 เวลา 09.30 น. ภายหลังจากมี

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศแต่งตั้งสมาชิก สปช. จำนวน 250 คน และสมาชิกได้เข้ามารายงานตัวเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาปฏิรูปแห่ง

ชาติ เริ่มจากการรับทราบพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้ง จากนั้น สมาชิกรับพระบรมราชโองการและกล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุม จึงเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกประธานและรองประธาน โดยมี

นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เนื่องจากเป็นผู้อาวุโสสูงสุด อย่างไรก็ตาม การประชุมใช้ระเบียบข้อบังคับการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไปพลางๆ ก่อนในนัด

แรก
////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

นายกฯ เตรียมหารือทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ ก่อนร่วมประชุมอาเซม ที่อิตาลี กำหนดประเด็นโลก 

ภารกิจนายกรัฐมนตรี ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีกำหนดเข้าหารือทวิภาคีกับผู้นำหลาย

ประเทศ ประกอบด้วย นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรี

สิงคโปร์ จากนั้น จะร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม ครั้งที่ 10 อย่างเป็นทางการ ก่อนจะรับฟังผลการประชุมสภาเอเชีย-ยุโรป การประชุมเวทีประชาชนเอเชีย-ยุโรป
สภาธุรกิจเอเชีย-ยุโรป และร่วมประชุมเต็มคณะ ในหัวข้อการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินและเศรษฐกิจ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรป การเป็นหุ้นส่วนระหว่างเอเชีย-ยุโรป เพื่อกำหนด

ประเด็นโลกภายใต้โลกที่มีความเชื่อมโยงกัน
------------
"ม.ล.ปนัดดา" เผย นายกฯ เป็นห่วงสาวเผาตัวเอง โทรติดตามสถานการณ์ ขณะผู้ป่วยอาการดีขึ้น ยัน รบ. มีนโยบายช่วยอยู่แล้ว

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้า อาการบาดเจ็บของ นางสังเวียน รักษาเพ็ชร จากเหตุจุดไฟเผาตัวเอง หลังมายื่นหนังสือที่ศูนย์บริการประชาชนชั่วคราว

ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุม สุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่อิตาลี ได้แสดงความเป็นห่วงและโทรศัพท์

สอบกลับมาเพื่อติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และให้ความร่วมมือกับแพทย์เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ม.ล.ปนัดดา กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว โดยกระทรวงการคลังได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน และกระทรวง

มหาดไทยมีศูนย์ดำรงธรรมที่รับเรื่องร้องเรียน เพื่อส่งข้อมูลให้หน่วยงานต่าง ๆ แก้ปัญหาในพื้นที่ ขณะเดียวกันจะมีการเพิ่มงบประมาณให้ศูนย์ดำรงธรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าว ได้ส่งผลสรุปรายงานให้นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ต้องรอการประชุมคณะ

กรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. หลังนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากอิตาลีแล้ว
-------------
นายกฯ ลุยปฏิรูปให้สัมฤทธิ์ผลใน 1 ปี ปัดหวังอยู่ยาว บอก จำเป็นใช้ กม.พิเศษ ยัน ช่วยเหลือ ปชช. ต้องไม่มีทุจริต

ภารกิจของนายกรัฐมนตรี ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี เอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง

ปัญหาด้านความมั่นคง ว่า จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษควบคุมสถานการณ์เพื่อลดความขัดแย้งและเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศให้สัมฤทธิ์ผลใน 1 ปี หากไม่จบ รัฐบาลใหม่ต้องรับไปดำเนินการ

พร้อมย้ำว่า ไม่ต้องการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกินกว่ากรอบเวลาที่วางไว้

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่าง ๆ ขณะนี้ ว่า ตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายคณะ เพื่อเข้าไปศึกษาและต้องมีผลงานให้เห็น ที่

สำคัญต้องลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน และตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายประเทศเข้าใจ และยังคงเข้ามาสานต่อด้านการค้าการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ต้องเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ พร้อมวางยุทธศาสตร์การทำงานให้ครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งรัฐบาลก็จะเตรียมงบประมาณรองรับการดำเนินการ และจะไม่ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน

เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน จะให้โอกาสทุกฝ่ายในการต่อสู้คดี
-----------
นายกฯ หารือทวิภาคี ผู้นำญี่ปุ่นบอกไม่ต้องกังวล เดินหน้าสู่ ปชต. เต็มที่ ตามโรดแมป "อาเบะ" ชมความเป็นผู้นำ พร้อมเชิญไปเยือน

ภารกิจนายกรัฐมนตรี ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือทวิภาคี กับ นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้แสดง

ความยินดีในโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหวังว่าจะมีโอกาสให้การต้อนรับในการเดินทางเยือนญี่ปุ่น

พร้อมกันนี้ ยังยกย่องความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีไทยที่พยายามแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็ว และยกย่องความพยายามในการปฏิรูปของไทย โดยขอให้ปฏิรูปและสร้างความ

ปรองดองสำเร็จ เป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว และต้องรับฟังเสียงประชาคมโลกไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังขอให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยของไทย เพราะเวลานี้ ไทยอยู่ในช่วงโรดแมป ระยะที่ 2 แล้ว และพร้อมรับฟังคำแนะนำจาก

ประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ไทยจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เร่งการค้าการลงทุน พัฒนาระบบสาธารณูปโภค และที่สำคัญจะเร่งเดินหน้าเรื่องการลงทุนกับญี่ปุ่น ทั้งเรื่องระบบราง ดาวเทียม และการ

บริหารจัดการน้ำ


----------
ยาง

หม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร เป็นประธานประชุม กนย. ครั้งที่ 3 แล้ว หารือเครือข่ายถึงแนวทางช่วยยางทั้งระบบ 

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย. ครั้งที่ 3 พร้อมนายอำนวย ปะติเส ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เพื่อหารือกับตัวแทนภาครัฐและเครือข่ายต่างๆ ในการหาแนวทางช่วยยางพาราทั้งระบบ

ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรกล่าวในที่ประชุมว่า มีข่าวดีรายงานต่อที่ประชุม เนื่องจากรายงานสถิติของสต๊อกยางโลกและของไทยมีปริมาณยางลดลง หลังปีที่แล้วปริมาณยางโลกอยู่ที่ 2ล้าน 9

แสนตัน ขณะที่ปีนี้ปริมาณอยู่ที่ 2 ล้าน 3 แสน ถึง 2 ล้าน 5 แสนตัน เช่นเดียวกับปริมาณยางของประเทศไทยปีที่แล้ว อยู่ที่ 5 แสน 3 หมื่นตัน จนถึงเดือนกันยายน ปริมาณลดลงเหลือเพียง 4 แสน 4

หมื่นตัน ทำให้เชื่อได้ว่าราคายางของประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากขณะนี้ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย  มีปริมาณความต้องการยางสูงขึ้น
------------
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ยันดึงราคายางพาราขึ้นกิโลกรัมละ 60 บาท 1-2 เดือน พร้อมช่วยเกษตรกรอีกเหลือไร่ 1,000 บาท

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย. ครั้งที่ 3 ว่า ในขณะนี้สถานการณ์สต๊อกยางพาราทั้งโลกมี

จำนวนลดลง จึงถือจังหวะนี้เพื่อดึงราคายางให้สูงขึ้นให้ได้ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ภายใน 1-2 เดือน โดยจะใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในการซื้อยางแผ่นมาเก็บไว้ในสต๊อก พร้อมกันนี้ได้ติดต่อ

ธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง เพื่อขอสินเชื่อในการรับซื้อน้ำยางข้นจากเกษตรกร รวมถึงยังได้มีแผนช่วยเหลือเกษตรกร เนื่องจากราคายางตกต่ำ ด้วยการให้เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สำหรับ
เกษตรกรที่มีสวนยางไม่เกิน 25 ไร่ ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาทต่อครัวเรือน

นอกจากนี้ ทาง กนย. ยังได้มีแผนระยะยาวในการช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการให้สินเชื่อปรับปรุงสวน ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับเกษตรกรที่มีสวนยางไม่เกิน 15 ไร่ ในการประกอบอาชีพ

เสริมบนพื้นที่ที่มีอยู่ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งหน้า
/////////
ป๋าเปรม

"พล.อ.เปรม" เปิดโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่น 22 ขณะ "พล.อ.สุรยุทธ์ - พล.อ.อุดมเดช - พล.อ.ไพบูลย์" พร้อมร่วม

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 22 โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมตรีช่วย

ว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วยคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จาก 3 เหล่าทัพ ณ สโมสรทหารบก เทเวศร์

ทั้งนี้ โครงการนี้เกิดขึ้น จากดำริของ พล.อ.เปรม และได้รับการสนับสนุน จากมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มูลนิธิรักเมืองไทย มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กองทัพบก กองทัพเรือ

กองทัพอากาศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกันสนับสนุนและจัดกิจกรรมเพื่อให้เยาวชนที่นับถือ ศาสนาอิสลาม จาก 5 จังหวัด
ชายแดนใต้ เข้าร่วมกิจกรรม ได้เรียนรู้ และทัศนศึกษาสถานที่ต่าง ๆ และได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ใน 10 จังหวัดภาคกลาง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้วิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ตลอดจนการ

ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
-------
"พล.อ.เปรม" ภูมิใจ มีสานใจไทย สู่ใจใต้ ช่วย จชต. สงบ ยัน ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ขอร่วมดูแลชาติ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวให้โอวาทกับเยาวชนในโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ ปีที่ 22 ว่า  มีความภาคภูมิใจและชื่นใจมากที่มีโอกาสได้ทำโครงการนี้ ซึ่งอยากให้

เยาวชนทุกคนเข้าใจว่าทุกคนก็เป็นเจ้าของประเทศ และจะต้องได้รับความเป็นธรรม พร้อมกันนี้ ทุกคนก็จะต้องรักษาประเทศให้อยู่กับเราไปจนกว่าจะตายจากไป ซึ่งได้ย้ำว่า จะต้อง
สอนเรื่องความเป็นไทยและความเป็นธรรมกับให้กับเยาวชน ให้เรียนรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร และความไม่จริงเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ได้กล่าวว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยทำให้เกิดความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้
---------------
"พล.อ.เปรม" ให้กำลังใจนายกฯ ดูแลประเทศให้สงบสุข พร้อมคำแนะนำส่วนตัว ขณะเป็นห่วง เหตุเผา ร.ร.ใต้

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สัมภาษณ์ถึงการให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ขอให้ช่วย

กันดูแลชาติบ้านเมืองให้มีความสงบสุขร่มเย็น ซึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่จะแนะนำ เพราะที่ผ่านมาเวลาที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้คำแนะนำไปมากแล้ว แต่สื่อมวลชนไม่ทราบกัน

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ยังกล่าวถึงปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์เผาโรงเรียนนั้น มีความเป็นห่วงทุกคนที่อยู่ในพื้นที่
-----------------

///////////
วิจารณ์ คสช.

"วุฒิสาร" ชี้รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องการกระจายอำนาจ หากวิจารณ์นโยบายต้องดูที่การจัดสรรงบประมาณ

รศ.วุฒิสาร ตันไชย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวในงานเสวนา "จับตานโยบายสังคมของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์" ในหัวข้อ จับตานโยบายการปกครองท้องถิ่น ว่า หากวิพากษ์วิจารณ์

นโยบายรัฐบาล ต้องดูที่การจัดสรรงบประมาณ และการแก้กฎหมาย นอกจากนี้มองว่ารัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องการกระจายอำนาจ และที่มีประกาศ คสช. เรื่องการให้สรรหาสภาท้องถิ่นแทน

การเลือกตั้ง เป็นการขัดต่อการกระจายและคิดว่ารัฐบาลคงชะลอไว้จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น สปช. จะนำไปถกเถียงในสภาปฏิรูปอีกครั้ง ส่วนกรณีการ

กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สอด สมุย แหลมฉบัง ได้มีการร่างกฎหมายไว้แล้ว และหากมีการหยิบมาสานต่อถือเป็นความก้าวหน้าก็ถือเป็นการกระจายอำนาจเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อยากเสนอแนวทางให้ สปช. ต้องทำงานโดยกลับไปคิด 3 เรื่อง คือ ออกแบบเชิงอำนาจ โครงสร้างสถาบัน และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ต้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออก

กฎหมายและวางรากฐานให้ประเทศไทยว่าจะเดินหน้าอย่างไร โดยเฉพาะวางรากฐานเรื่องการศึกษาและการวางโครงสร้างพื้นฐาน โดยห้ามไม่ให้แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ในเชิงหลักการ
---------
"วุฒิสาร" มองประชานิยมเรื่องปกติ แต่ต้องคำนึงเป็นประโยชน์หรือไม่ และต้องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น 

รศ.วุฒิสาร ตันไชย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวในงานเสวนา "จับตานโยบายสังคมของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์" ในหัวข้อ จับตานโยบายการปกครองท้องถิ่น ถึงกรณีนโยบายประชานิยม

โดยมองว่ารัฐบาลพยายามกำจัดขอบเขตของประชานิยม ซึ่งตนเองคิดว่าประชานิยมเป็นนโยบายปกติ เพียงแต่ต้องคำนึงว่าทำแล้วเป็นประโยชน์หรือไม่ รวมถึงต้องแยกนโยบายกับการคอร์รัปชั่นว่า

ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ดังนั้น ในทางการเมืองจึงไม่จำเป็นต้องสร้างกลไกในการควบคุม เพราะประชาชนถือเป็นกลไกหลัก และพรรคการเมืองย่อมมีเสรีภาพในการเสนอทางเลือกให้ประชาชน ส่วนเรื่องธรรมาภิบาลเป็น

เรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวด และทำงานอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ต้องจับตาเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดว่าการจัดเก็บภาษีต้องจัดเก็บภาษีทางตรงมากกว่าภาษีทางอ้อม