PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

แอมเนสตี้ฯ ออก “ปฏิบัติการด่วน” กรณีผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมาน


เมื่อวันที่ 23 มี.ค. เว็บไซต์แอมเนสตี้ ประเทศไทย โพสต์แถลงการณ์ระบุว่า สำนักงานเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วนเรียกร้องสมาชิกทั่วโลกส่งจดหมายถึงผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทยเพื่อแสดงความห่วงใยกรณีผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมานโดยการรณรงค์ดังกล่าวจะมีไปถึงวันที่ 30 เมษายน 2558
(คำแปล)
ปฏิบัติการด่วน
ผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมาน
               ชายสองคนที่ถูกทหารควบคุมตัวเสี่ยงต่อการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายส่วนชายอีกสี่คนซึ่งในขณะนี้อยู่ในเรือนจำของพลเรือนได้กล่าวหาว่า พวกเขาตกเป็นเหยื่อการทรมานระหว่างการควบคุมตัวของทหาร และต้องการให้มีการตรวจร่างกายจากแพทย์ที่เป็นอิสระ
               ชายทั้งสองคนได้แก่นายสุรพล เอี่ยมสุวรรณและนายวสุ เอี่ยมละออ ซึ่งเชื่อว่าถูกทหารควบคุมตัวโดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 กรณีระเบิดด้านนอกของอาคารศาลอาญาที่กรุงเทพฯ พวกเขาเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ส่วนชายอีกสี่คนได้แก่ นายชาญวิทย์ จริยานุกูล นายนรภัทร เหลือผล นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน และนายวิชัย อยู่สุข กล่าวว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายระหว่างถูกทหารควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกและไม่มีการตั้งข้อหาในช่วงวันที่ 9 ถึง 15 มีนาคม ปัจจุบันทั้งสี่คนถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต้องการให้มีแพทย์อิสระเข้ามาตรวจร่างกายและรักษาอาการบาดเจ็บ
               ชายทั้งสี่คนแจ้งต่อทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าพวกเขาถูกจี้ด้วยไฟฟ้า ถูกชก ถูกเตะที่ศีรษะ ที่หน้าอกและที่หลัง และถูกขู่จะทำร้ายระหว่างการสอบปากคำเพื่อรีดข้อมูล โดยหนึ่งในสี่มีร่องรอยบาดเจ็บอย่างชัดเจนบนหน้าอก และรอยจากการจี้ไฟฟ้าที่ต้นขา
               พวกเขาเป็นผู้ถูกควบคุมตัวส่วนหนึ่งจากจำนวน15 คนที่ถูกทหารควบคุมตัวไว้ตามกฎอัยการศึก โดยเป็นการควบคุมตัวในสถานที่ลับ หลังเกิดเหตุโยนระเบิดมือใส่ลานจอดรถของศาลอาญากรุงเทพฯ ในช่วงค่ำของวันที่ 7 มีนาคม
               กรุณาเขียนจดหมายโดยทันทีเป็นภาษาอังกฤษไทย หรือภาษาของท่านเอง
  • แสดงข้อกังวลต่อทางการเกี่ยวกับรายงานว่านายชาญวิทย์ จริยานุกูล นายนรภัทร เหลือผล นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน และนายวิชัย อยู่สุขตกเป็นเหยื่อการทรมานและถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก และกระตุ้นทางการไทยให้ประกันว่าจะไม่ทรมานนายสุรพล เอี่ยมสุวรรณและนายวสุ เอี่ยมละออ และให้มีการนำตัวไปฝากขังในเรือนจำของพลเรือน
  • กระตุ้นให้ทางการสั่งการให้หน่วยงานพลเรือนดำเนินการสอบสวนโดยพลัน อย่างไม่ลำเอียง เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ ต่อรายงานที่ระบุว่ามีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายเกิดขึ้น ให้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งผู้สั่งการหรือผู้บังคับบัญชาอื่น 
  • กระตุ้นให้ทางการอนุญาตให้นายชาญวิทย์ จริยานุกูล นายนรภัทร เหลือผล นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน นายวิชัย อยู่สุข และผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่น ๆ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงครอบครัว ทนายความ ศาลพลเรือนที่เป็นอิสระ และแพทย์อิสระตามที่ตนเลือกได้อย่างเต็มที่และไม่มีการปิดกั้น และกำหนดให้มีหลักประกันทางกฎหมายและการบังคับใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ถูกควบคุมตัว
ข้อมูลเพิ่มเติม
               นายชาญวิทย์จริยานุกูล อายุ 61 ปี นายนรภัทร เหลือผล อายุ 40 ปี นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน อายุ 63 ปีและนายวิชัย อยู่สุข อายุ 49 ปี ถูกกองทัพไทยควบคุมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2558 พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ของกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ส่งตัวไปยังตำรวจเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 
               บุคคลทั้งสี่ถูกควบคุมตัวตามอำนาจของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพ.ศ. 2457 ซึ่งมีการประกาศบังคับใช้ทั่วประเทศไทยภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ซึ่งให้อำนาจกองทัพในการควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ต้องมีข้อกล่าวหา เป็นการควบคุมตัวในที่ลับและไม่มีหลักประกันใด ๆ เชื่อว่าที่ผ่านมามีการควบคุมตัวบุคคลจำนวนมากเกินระยะเวลาที่กำหนด และทางการยังได้ปฏิเสธว่าไม่มีการควบคุมตัวบุคคล แต่ในเวลาต่อมามีการยอมรับโดยอ้างว่าเป็นการ “เชิญตัวเพื่อมาพูดคุย”
               มีบุคคลจำนวน15 คนที่ถูกควบคุมตัวเชื่อมโยงกับกรณีการโยนระเบิดใส่ที่จอดรถศาลอาญากรุงเทพฯ ในช่วงค่ำวันที่ 7 มีนาคม และมีข้อกล่าวหาว่ามีแผนการวางระเบิดในที่อื่น ๆ อีกหลายจุดในกรุงเทพฯ ในบรรดาผู้ถูกควบคุมตัวเหล่านี้ได้แก่ นส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา ซึ่งถูกทหารควบคุมตัวเมื่อวันที่ 11 มีนาคมและถูกนำตัวไปไว้ในสถานที่ลับโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกเป็นเวลาหกวัน ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัวเธอไว้ ก่อนจะมีการส่งตัวไปให้กับตำรวจ และมีการตั้งข้อหาก่อการร้ายและปฏิเสธไม่ให้ประกันตัว
               การปฏิบัติต่อนายชาญวิทย์จริยานุกูลและชายอีกสามคน มีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อกล่าวหาการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับบุคคลที่ถูกกองทัพควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกและอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึกการทรมานที่เกิดขึ้นมีทั้งการทุบตี การขู่สังหาร การจำลองการสังหาร และการพยายามทำให้ขาดอากาศหายใจ โดยเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นขณะที่เหยื่อถูกคลุมศีรษะและปิดตา และใช้เทปกาวรัดเอาไว้ รวมทั้งมีการมัดมือและเท้าเป็นเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์ ในบางกรณีมีการนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก
               การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายเป็นข้อห้ามโดยสิ้นเชิงตามกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) และอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Convention against Torture) ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องห้ามและป้องกันไม่ให้เกิดการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไม่ว่าในพฤติการณ์ใดๆข้อห้ามดังกล่าวมีลักษณะเบ็ดเสร็จไม่อาจยืดหยุ่นได้แม้ในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
               การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายเป็นข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานในไทยประเทศไทยส่งสัญญาณที่จะยุติการกระทำดังกล่าว โดยการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน แต่ที่ผ่านมามีการดำเนินงานไม่มากนักเพื่อยุติการกระทำดังกล่าว ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดยังคงลอยนวลไม่ต้องรับโทษ ในเดือนพฤษภาคม 2557 คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติแสดงข้อกังวลอย่างจริงจังต่อข้อกล่าวหาว่ายังมีการใช้การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางต่อผู้ถูกควบคุมตัวในไทยรวมทั้งผู้ถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพ.ศ.2457 โดยผู้ควบคุมตัวเป็นทั้งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เรือนจำ คณะกรรมการต่อต้านการทรมานเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อทบทวนและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายความมั่นคงเพื่อประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีข้อกล่าวหาตามกฎหมายความมั่นคงจะต้องถูกนำตัวไปยังศาล และได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับครอบครัวของตนเอง ทนายความ และแพทย์ที่เป็นอิสระ และมีการร้องขอให้ทางการไทยให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯ ภายในเดือนพฤษภาคม 2558 เกี่ยวกับมาตรการที่นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และข้อเสนอแนะที่เร่งด่วนอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งข้อเสนอแนะที่ไม่ให้มีการบังคับบุคคลให้ต้องให้การเป็นปรปักษ์กับตนเองหรือบุคคลอื่น หรือต้องรับสารภาพผิด และต้องไม่นำคำรับสารภาพเช่นนั้นมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีของศาล เว้นแต่ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาคดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าทำการทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้าย                

*** สมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในประเทศไทยไม่ได้รับการร้องขอให้ส่งจดหมายยื่นข้อเรียกร้องสำหรับกรณีนี้ ปฏิบัติการด่วนนี้ใช้สำหรับเป็นข้อมูลแจ้งให้ทราบเท่านั้น

สถานการณ์ข่าว24/3/58

คดีความมั่นคง

ฝ่ายความมั่นคง มั่นใจ พบอาวุธหัวหินไม่น่าใช่เตรียมป่วนประชุม ครม.สัญจร เชื่อ ไม่โยงคดีการเมือง เร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่ม

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯด้านความมั่นคง เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN  ว่า จากการเข้มงวดอย่างต่อเนื่องของฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ เป็นต้นมา ประสบความสำเร็จตามลำดับ แม้จะมีการก่อเหตุบ้างเล็กน้อย แต่เป็นตัวบ่งชี้อย่างชัดเจนยังมีกลุ่มป่วนที่จ้องจะสร้างความวุ่นวายเช่นกัน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงนั้น ก็ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ส่วนการพบอาวุธจำนวนมากที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้น ไม่น่าจะเชื่อมโยงกับเหตุป่วนโดยตรง อาจเป็นเพียงผู้ครอบครองพยายามทิ้ง หลังเจ้าหน้าที่กดดันกวาดล้างมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นอาวุธเก่า ที่มีการจำหน่ายไปแล้วและเจ้าหน้าที่บางคนลักลอบนำไปเท่านั้น

พร้อมกันนี้ ที่ปรึกษารองนายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า เบื้องต้นการพบอาวุธดังกล่าว ไม่น่าจะเป็นการซุกซ่อนไว้เพื่อเตรียมก่อเหตุ ในช่วงการประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจร เพราะการประเมินจากลักษณะการซุกซ่อนไม่ได้เป็นการพร้อมใช้และภาพรวมหากเป็นการเตรียมก่อเหตุจะไม่ซุกซ่อนในลักษณะดังกล่าว แต่ต้องดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อีกครั้ง รวมถึงการตรวจสอบแหล่งที่มาของอาวุธ

นอกจากนี้ ในทางการข่าว จากการตรวจสอบคำให้การของผู้ต้องหาว่า จะมีการก่อเหตุ 100 จุด นั้น เบื้องต้น ไม่พบข้อมูลว่าจะมีการปฏิบัติการ หรือการเคลื่อนไหวในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และมีการเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อป้องกันเหตุแล้ว
-------------------
ทนาย "อภิสิทธิ์" ยื่นเอกสารแก้ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. กรณีสลายชุมนุม นปช. ยันทุกคำสั่ง ศอฉ.ถูกต้อง กำชับไม่ให้ใช้ความรุนแรง

บรรยากาศที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางเข้ายื่นเอกสารแก้ข้อกล่าวหากรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีสั่งการให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต

โดย นายบัณฑิต เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการมายื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ตามกำหนด 15 วันของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีเอกสารชี้แจงทั้งหมด 47 หน้า พร้อมกับเอกสารแนบประกอบอีก 40 รายการ ทั้งแผ่นซีดี รูปถ่าย และเอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยจะขอแก้ทุกข้อกล่าวหา ทั้งที่ระบุว่าไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนปฏิบัติการหลังพบว่ามีผู้ถึงแก่ความตาย รวมถึงข้อกล่าวหาที่ระบุนโยบายและฝ่ายปฏิบัติการไม่สอดคล้องกัน โดยยืนยันว่าทุกคำสั่งของ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกมาโดยถูกต้องและกำชับไม่ให้ใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. อ่านคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้วยังมีข้อสงสัย นายอภิสิทธิ์ยินดีที่จะเดินทางมาแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเอง
-----------
พล.อ.ประวิตร นัดประชุม สภากลาโหม ผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การรักษาความปลอดภัยเข้มงวด

ความเคลื่อนไหวที่กระทรวงกลาโหม ในวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ประจำเดือนมีนาคม 2558 โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย สมาชิกสภากระทรวงกลาโหม เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ทหาร และมีสื่อมวลชนมาคอยติดตามการทำข่าวอย่างใกล้ชิด
----------------------
พล.อ.ประวิตร ยัน ไม่มีการซ้อมผู้ต้องหา ย้ำ ให้อัยการศึกแค่ 2 เรื่อง คุมตัว-ออกหมายจับเท่านั้น นายกฯ กำลังหารือผ่อนปรน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกส่งหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการตำรวจของไทย เพื่อแสดงความห่วงใยกรณีผู้ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการโดนทรมาน

โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการซ้อมทรมานร่างกายผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามที่มีกระแสข่าว เป็นเพียงแค่การสอบสวนตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้กฎอัยการศึกเพียงแค่ 2 เรื่อง คือ การเข้าควบคุมตัวกับการออกหมายจับเท่านั้น และในขณะนี้ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็กำลังหารือเพื่อปรับผ่อนปรนการใช้กฎอัยการศึกเพื่อให้ต่างประเทศมีความมั่นใจกับประเทศไทยมากขึ้น แต่ต้องไม่ให้เกิดผลกระทบกับการบริหารประเทศของรัฐบาลด้วย
----------------------
พล.อ.สรรเสริญ ยัน ทุกหน่วยงานยึดแนวทางปฏิบัติตามหลักสากล เรียกร้องทุกองค์กรเคารพ ให้เกียรติการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่องค์การนิรโทษกรรมแสดงความเป็นห่วงต่อสวัสดิภาพของผู้ต้องหาคดีปาระเบิด ว่า ขอยืนยันว่าทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการสากล และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ ขณะที่มีการติดตามดูแลการปฏิบัติในทุกขั้นตอนเหมือนกันทุกกรณีไม่เฉพาะเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พล.ต.สรรเสริญ ระบุว่า อยากเรียกร้องให้ทุกองค์กรหน่วยงานได้เคารพและให้เกียรติการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไทย และมั่นใจในข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ชี้แจงโดยรัฐบาลมากกว่าการให้ความสำคัญกับแหล่งข่าว หรือการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยที่ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ ซึ่งหลายกรณีเป็นเรื่องข้อมูลเท็จที่หวังเพียงประโยชน์ส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น ดังนั้นองค์กรหรือหน่วยงานระดับโลก ควรระมัดระวังในการรับฟังหรือให้น้ำหนักกับข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้เพราะอาจกระทบความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ
------------------------
"วินธัย" วอนทุกองค์กรทำความเข้าใจข้อมูลใหม่ ยันทหารไม่มีความจำเป็นต้องซ้อม ทรมาน ผู้ต้องหา ย้ำยึดมั่นตามหลักสากล

พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี แอมเนสตี้ สำนักงานใหญ่ ส่งจดหมายถึงทางการไทย แสดงความห่วงใยผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมาน ว่า อาจเป็นความกังวลไปตามธรรมเนียมเดิม ทางองค์กรยังมีรายละเอียดและข้อมูลไม่ครบ ซึ่งการส่งจดหมายดังกล่าวอาจทำให้ทางองค์กรมีข้อมูลที่ถูกต้องเพิ่มเติมได้ คสช.ไม่อยากให้บางบุคคล
หรือบางองค์กรมองสถานการณ์ด้วยทัศนคติแบบเก่า โดยเฉพาะการคาดเดาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในไทยนั้นออกจะเป็นไปในเชิงลบอย่างเดียว เนื่องจากบางบริบทในไทยนั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น และยืนยันไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปซ้อมทรมานผู้ที่อยู่ในการควบคุมตามกฎอัยการศึก แต่จะใช้แนวทางการขอความร่วมมือและทำความเข้าใจให้ผู้ที่ถูกควบคุมมาร่วมกันกับทางเจ้าหน้าที่ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองเป็นหลัก

ซึ่งแนวทางลักษณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดถือและปฏิบัติมาตลอด แต่ก็ทราบดีว่าอาจยังมีผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์จะพยายามหยิบยกนำไปบิดเบือน ขยายผลให้เกิดเป็นประเด็นเพื่อลดความน่าเชื่อถือ รวมถึงพยายามกดดันต่อต้านการใช้กฎหมายฉบับนี้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ได้พยายามใช้กฎหมายฉบับนี้ในมุมที่สร้างสรรค์มาตลอดต่อกรณีการควบคุมตัว ทางเจ้าหน้าที่ได้มีระบบบันทึกทำหลักฐานไว้ในทุกขั้นตอน
-----------------
พล.ต.สรรเสริญ ยันพบอาวุธ หัวหิน ไม่กระทบประชุม ครม. ไม่เพิ่มมาตรการ รปภ.เป็นพิเศษ รอตรวจสอบที่มาชัดเจน

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการตรวจพบอาวุธและวัตถุระเบิดใกล้พื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี และไม่มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ วัตถุระเบิดที่พบซึ่งบรรจุในถุงที่ระบุข้อความว่า กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ นั้นอาจเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ทหารหรือไม่ มองได้ว่า วัตถุดังกล่าวใช้ได้ทั้งทางทหารและอุตสาหกรรม เช่น การโม่หิน และอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งการระบุข้อความนั้นสามารถมองได้หลายอย่าง อาจจะเป็นของทหารจริง หรือ อาจเป็นความตั้งใจในการสร้างสถานการณ์      
------------------
พล.อ.อุนพงษ์ เผย พร้อมเป็นพยานให้ อภิสิทธ์ ตามคำขอ คดีสลายแดง 53 หากมีหนังสือเชิญ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีได้ยื่นขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบพยานเพิ่มเติมในคดีสลายการชุมนุมในปี พ.ศ. 2553 คือ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมาให้เป็นพยาน และทาง นายอภิสิทธิ์ ก็ยังไม่มีการประสานมา แต่หากอะไรที่ต้องการความจริงก็พร้อมที่จะร่วมมือ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญคงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม หากมีหนังสือเชิญให้ไปเป็นพยาน ตนก็พร้อมที่จะไป เพราะไม่มีความลับอะไรและจะพูดไปตามความจริง
----------------------
โฆษก สตช. เผย เร่งรวบรวมหลักฐานจ่อขอหมายจับจากศาล แก๊งบึ้มศาลอีก 2-3 คน รวมทั้งลูกชาย นางเดียร์ ด้วย 

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. และ โฆษก สตช. เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ความคืบหน้าเหตุ ปาระเบิดใส่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อค่ำวันที่ 7 มีนาคม โดยทาง พงส.กำลังอยู่ระหว่าง เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลทหารออกหมายจับเพิ่มเติม ขบวนการนี้อีก 2-3 คนด้วยกัน โดยหนึ่งในนั้น มี นายธราเทพ มิตรอารักษ์ ลูกชายของ นางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือ เดียร์ ผู้ต้องหาคนสำคัญที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ รวมอยู่ด้วย ซึ่งขอเวลาในการที่ชุดคลี่คลายคดีนี้ รวมรวมพยานหลักฐานก่อน ที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
//////////////////
ปฏิรูป

"เทียนฉาย" นัดประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อพิจารณาวาระปฏิรูปที่กรรมาธิการศึกษาแล้วเสร็จ 3 เรื่อง

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีคำสั่งนัดสมาชิกประชุมในเวลา 10.00 น. เริ่มจากการรับทราบรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้น พิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว 3 เรื่อง คือ 1.รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง วาระที่ 7 : การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (วาระการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ) 2.รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา เรื่อง วาระที่ 36 : ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนาเพื่อให้ เป็นสถาบันหลักของสังคม และ 3.รายงานการพิจารณาของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา เรื่อง รายงานผลการพิจารณาศึกษาการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ พิจารณาเสร็จแล้ว
----------------------
"เจษฏ์" แจง ระบบ ลต.ที่ กมธ.เขียน กับ เยอรมัน มีความแตกต่าง เน้นอำนาจประชาชน ยันต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยที่สุด 

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในการทบทวน ภาค 3 นิติธรรม-ศาล-องค์กรตรวจสอบใช้อำนาจรัฐ นั้น มีการปรับแก้ เพิ่มเติมข้อความเล็กน้อย
ในเรื่องของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อนที่จะมีการเขียนบันทึกเจตนารมณ์ต่อไป

พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึง กระแสข่าวที่กรรมาธิปการปฏิรูปการเมือง เตรียมเสนอความเห็น ใน 6 ประเด็นหลักเกี่ยวกับการเมืองนั้น ถือเป็นข้อห่วงใย เพราะเชื่อว่า สปช.น่าจะมีการศึกษามาแล้ว และมีวิธีการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น เพื่อจะได้มีการนำมาหารือกันต่อไป

ส่วนประเด็นที่แขวนไว้ ในประเด็นสัดส่วนระหว่างเพศ ทั้งในการเมืองระดับประเทศ ประเภทบัญชีรายชื่อ และการเมืองท้องถิ่น จะต้องรอการสรุปอีกครั้ง ขณะเรื่องอื่น ๆ ที่มีการตั้งข้อสังเกตไว้ก็มีการนำกลับมาพิจารณาใหม่ ก่อนที่จะเขียนบันทึกเจตนารมณ์ด้วย

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฏ์ ยังได้อธิบายถึงระบบเลือกตั้งสัดส่วนที่ กมธ.เลือกเขียนใน ร่าง รธน.ใหม่ ว่า ส่วนตัวไม่เคยเรียกระบบสัดส่วนเยอรมนี เพราะความเป็นจริงแล้วมีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะเยอรมนีใช่จะเปิดกว้างให้พรรคการเมือง แต่ที่ กมธ.ใช้ จะเปิดกว้างให้ประชาชน จึงมีการใช้แบบ Open list ซึ่ง 9 ประเทศ ที่ใช้ระบบสัดส่วนผสมนี้ ไม่มีใครเคยใช้ Open list เลย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการประยุกต์หรือปรับเปลี่ยนอย่างไร ในชั้นกรรมาธิการ หรือ ใน สปช. ก็จะต้องหาความลงตัวที่สอดคล้องกับประเทศไทยมากที่สุดต่อไป
-----------------------------
สปช. เตรียมพิจารณารายงานปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขณะ คำนูณ เผย กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนแล้ว 250 มาตรา

บรรยากาศการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ล่าสุด นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เตรียมทำหน้าที่ประธานการประชุมแล้ว เพื่อพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว 3 เรื่อง โดยเริ่มจากรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง วาระที่ 7 : การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (วาระการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ) ขณะที่การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ พิจารณาทบทวนรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ต่อเนื่อง ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า สามารถทบทวนไปแล้ว 250 มาตรา ไม่มีการแก้ไขหลักการสำคัญแต่อย่างใด โดยวานนี้จบการพิจารณาเรื่องการถอดถอน วันนี้จะเริ่มพิจารณาว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทั้งนี้ คาดว่า พิจารณาทั้งหมด 315 มาตรา ภายในวันที่ 26 มีนาคม นี้
---------------------------
พล.อ.เลิศรัตน์ แจง ระบบสัดส่วนผสมไม่ซับซ้อน มีข้อดีได้ ส.ส.ตามความยิมยม ปชช. ไม่มีพรรคการเมืองได้เปรียบเสียเปรียบ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวยืนยันว่า ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม หรือ MMP ไม่มีอะไรซับซ้อน และมีข้อดี โดยเฉพาะเรื่องพรรคการเมือง ทำให้ได้ ส.ส. ที่เป็นที่นิยมของประชาชน ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เปรียบเสียเปรียบ อีกทั้ง ยังเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหลังจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังมีเวลาเผยแพร่ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงระบบเลือกตั้งดังกล่าว แต่ที่เกิดปัญหา เพราะมีการนำคำว่า เยอรมัน มาต่อหลังระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ส่วนจัดลำดับผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามคะแนนนิยม หรือ open list มองว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิ์ และให้อำนาจประชาชนในการจัด ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วยตนเอง

นอกจากนี้ พล.อ.เลิศรัตน์ ไม่กังวลว่า พรรคการเมือง หรือนักการเมือง จะเข้าไปทำให้ระบบดังกล่าวไม่เกิดขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการนับคะแนน และคาดว่าจะได้รัฐบาลผสม ซึ่งประเทศที่ใช้ระบบดังกล่าว จะทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง
-------------------------------
พล.อ.ประวิตร ยัน คสช. ไม่ล็อกสเปก ร่าง รธน.ย้ำ กมธ. มีอิสระในการตัดสินใจ ปัดข่าวความขัดแย้งในรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กระแสข่าวที่ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการล็อกสเปกจากทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากคณะกรรมาธิการยกร่างทุกคนมีความรู้ความสามารถ มีอิสระในการตัดสินใจ ไม่มีใครควบคุมได้ ซึ่งกรรมาธิการทุกคน ก็ไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่เพื่อ คสช. แต่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่ให้กับประเทศ ส่วนที่มีบุคคลออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็ให้เข้าไปเสนอความคิดเห็นได้ตามช่องทางที่เปิดไว้ นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ปฎิเสธกระแสข่าวที่ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นในรัฐบาลระหว่างคณะรัฐมนตรี โดยยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีทุกคน ได้มีการปรึกษาหารือกันอยู่ตลอดเพื่อที่จะบริหารประเทศให้เดินหน้า และเพื่อทำให้ประชาชนมีความสุข และยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามโรดแมปทุกอย่าง
-----------------------
กมธ.ทบทวนร่าง รธน.แล้ว 255 มาตรา คาดครบ 315 ภายใน 26 มี.ค. กำหนดพิจารณาสัดส่วนสตรี 1 ใน 3 วันที่ 30 มี.ค. นี้  

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม อยู่ระหว่างวาระการทบทวนและบันทึกเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่รวมตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จนถึงขณะนี้ ที่ประชุมสามารถผ่านการพิจารณาทบทวนไปแล้วทั้งสิ้น 255 มาตรา จาก 315 มาตรา และในวันนี้จะเริ่มพิจารณามาตรา 256 เรื่อง การดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากนั้น ก็จะเข้าสู่เรื่ององค์ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ จะสามารถพิจารณาครบทั้ง 315 มาตรา ภายในวันที่ 26 มีนาคม ส่วนประเด็นการกำหนดสัดส่วนเพศตรงข้างในระบบบัญชีรายชื่อและการกำหนดสัดส่วนสตรีในสภาท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
คาดว่าที่ประชุมจะพิจารณาในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคมนี้
----------------------------
บวรศักดิ์ บอกรัฐธรรมนูญอุดช่องโหว่ เขียนเหมาะสมตามสถานการณ์ ชี้ มีคนต้านเป็นเรื่องธรรมดา

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แสดงความไม่เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเห็นควรให้นำรัฐธรรมนูญปี 2550 มาปรับใช้นั้น ส่วนตัวก็เคารพและรับฟังความคิดเห็น พร้อมยืนยันว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้เป็นไปอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในอดีตที่บัญญัติเรื่องการปฏิรูปและการปรองดอง จึงไม่อยากให้ยึดติดกับรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ ปี 2550

สำหรับเสียงเรียกร้องให้มีการทบทวนรัฐธรรมนูญร่างแรกในหลายประเด็นว่า ส่วนใหญ่เป็นเสียงคัดค้านจากนักการเมืองที่มีส่วนได้เสียและเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่กังวลกับวิธีการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ทั้งนี้ ยอมรับว่าการเขียนรัฐธรรมนูญไม่สามารถแก้ไขวัฒนธรรมการเมือง หรือ ระบบอุปถัมภ์ของนักการเมืองได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคนแต่คณะกรรมาธิการจะพยายามอุดช่องว่างในทุกประเด็น
--------------------------
ญาติวีรชนพฤษภา 35 ยื่น บวรศักดิ์ ค้านนายกฯ คนนอก หวั่นซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ ปมสืบทอดอำนาจจากเผด็จการได้

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมด้วยกลุ่มญาติวีรชน เข้ายื่นหนังสือถึง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ทบทวนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ไม่ใช่นักการเมือง เข้ามาดำรงตำแหน่งได้ โดยมองว่าจะทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เช่นเดียวกับปี 2535 จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ และเป็นที่มาของพฤษภาทมิฬ 35 ขณะเดียวกัน ทำให้ขาดความยึดโยงกับประชาชนและอาจเกิดความขัดแย้งครั้งใหม่

ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องบัญญัติไว้จริง ก็ควรกำหนดให้บังคับใช้เฉพาะบางสถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มวีรชน พฤษภาทมิฬ 35 ยังได้ขอร้องให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาในฐานะผู้ได้รับผลกระทบด้วย เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลช่วยเหลือแต่ผู้เสียหายในเหตุการณ์อื่น แต่ไม่ครอบคลุมถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ด้าน นายบวรศักดิ์ ยืนยันจะนำเรื่องดังกล่าว พิจารณาทบทวนอีกครั้ง เพราะเห็นว่า กลุ่มญาติวีรชน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ขณะนั้น พร้อมเตรียมทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ช่วยเหลือเยียวยาตามที่มีการร้องขอ
-----------------
กลุ่ม 38 องค์กร ยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ หลัง สนช.รับหลักการ ขณะ "สุรชัย" ระบุ น้อมรับข้อห่วงใยส่งกรรมาธิการ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับหนังสือจากตัวแทนกลุ่ม 38 องค์กร นำโดย นายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค ที่คัดค้านร่างพระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ หลังจากที่ สนช.มีมติรับหลักการ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาภายใน 30 วัน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะจะจำกัดสิทธิ์ประชาชนมากกว่าส่งเสริม เพราะกำหนดห้ามการชุมนุมในบริเวณสถานที่ราชการทั้งรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล และยังห้ามกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานรัฐ หรือรบกวนการปฏิบัติ ตลอดจนการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจเป็นการขัดขวางสิทธิ์ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถมาร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากรัฐ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนประชาชนได้

ทั้งนี้ นายสุรชัย ระบุว่า จะรับข้อห่วงใยของกลุ่มส่งมอบต่อกรรมาธิการ เพื่อประกอบการพิจารณา พร้อมเสนอให้กลุ่ม 38 องค์กรส่งตัวแทนไม่เกิน 5 คน เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาของกรรมาธิการได้
//////////////////
ถอดถอน

"เจตน์" ยังไม่ชัด วันนี้ วิป หารือ ปมถอดถอน "บุญทรง" กับพวกหรือไม่ คาด กรอบพิจารณาเหมือน 4 คดีก่อนหน้า 

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะ โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN  ว่า การประชุมวิปในวันนี้จะเป็นการพิจารณาบรรจุร่าง พ.ร.บ.ต่าง ๆ ที่เป็นกฎหมายเร่งด่วนและตกค้าง เพื่อนำเข้าสู่การประชุมของสภา ส่วนคดีการถอดถอน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีฯพาณิชย์และพวกนั้น ยังไม่ชัดเจนว่า จะนำเข้าหารือหรือไม่ เพราะเบื้องต้นได้กำหนดวันที่จะประชุมหารือครั้งแรกแล้วคือ วันที่ 2 เม.ย.นี้ ซึ่งอาจจะนำเข้าที่ประชุมวิปในสัปดาห์หน้าก็ได้ และ สนช. ส่วนใหญ่  ก็ยังไม่ได้พูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ น.พ.เจตน์ ยังกล่าวด้วยว่า คดีของ นายบุญทรง นั้น เป็นข้อกล่าวหาทางอาญา แต่การพิจารณาของ สนช. สามารถดำเนินการควบคู่ไปได้ โดยก็ไม่ต้องรอขั้นตอน หรือการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคาดว่ากรอบการพิจารณาน่าจะเหมือนเดิมกับ 4 คดี ก่อนหน้านี้
-------------------------
มติ กกต.ยกคำร้องยิ่งลักษณ์กับพวก 10 คน ทัวร์นกขมิ้น ระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง พร้อมยกคำร้อง ยุบ ปชป.ด้วย 

นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง กรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวก 10 คน ใช้ทรัพยากรของรัฐ ระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เนื่องจากเห็นว่าในสำนวนดังกล่าวไม่ปรากฏชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ทรัพยากรรัฐในการหาเสียง รวมถึงในขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี จึงสามารถลงพื้นที่เพื่อตรวจราชการได้ตามปกติ

นอกจากนี้ยังมีมติยกคำร้องกรณีที่กล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้สื่อของรัฐ ที่ระบุถึงโครงการรับจำนำข้าวหาเสียงเพื่อประโยชน์ของตน โดยพบว่า สำนวนคำร้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าอดีตนายกฯ ใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อหรือแถลงสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

ส่วนคำร้องขอยุบพรรคประชาธิปัตย์ กกต.เห็นว่า คำร้องดังกล่าวฟังไม่ได้และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมีมติให้ยกคำร้องในสำนวนนี้
///////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

นายกฯ เข้าทำเนียบแล้ว ไร้วาระประชุมทางการ คาดติดตามงาน มอบ "พล.อ.ธนะศักดิ์-พล.อ.วิลาศ" ลงนามแสดงความเสียใจ "ลี กวน ยู"

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ในช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล โดยคาดว่าเป็นการปฏิบัติงานตามปกติ เนื่องจากในช่วงเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีไม่มีวาระงานหรือการประชุมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

โดยในช่วงบ่าย นางจอสลิน เอส บาทูน-การ์เซีย (Mrs. Jocelyn S. Batoon-Garcia) เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย จะเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ ที่ ห้อง
สีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันนี้ เวลาประมาณ 11.00 น. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปลงนามแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ที่ สถานทูตสิงคโปร์
---------------------
กลุ่มผู้พิการ-ด้อยโอกาสผู้ขายสลาก ยื่นนายกฯ ค้านออกสลากผ่านตู้ออนไลน์อัตโนมัติ เสี่ยงต่อการมอมเมาประชาชน

กลุ่มผู้พิการและด้อยโอกาสผู้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยกว่า 100 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อคัดค้านการออกสลากผ่านตู้ออนไลน์อัตโนมัติ ตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า เนื่องจากการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ จะส่งผลกระทบต่อเยาวชนที่อาจขาดการพิจารณาไตร่ตรอง เพราะการจำหน่ายดังกล่าว ทำให้ประชาชนทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงการซื้อสลากและเสี่ยงต่อการมอมเมาประชาชน

ทั้งนี้ ปัญหาในเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาล มีราคาแพง ทางเครือข่ายมองว่าเกิดจากการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อการต้องการของผู้ซื้อ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องคือการผลิตให้มากขึ้น โดยเพิ่มให้กับผู้ขายจริงอย่างคนพิการ เนื่องจากจะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนด้อยโอกาส พร้อมขอให้นายกรัฐมนตรี อย่าจำกัดสิทธิผู้พิการ เนื่องจากเบี้ยคนพิการที่รัฐบาลจัดสรรให้เพียง 800 บาทต่อเดือน นั้นไม่เพียงพอ และยืนยันว่า คนพิการสนับสนุนรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม มาตรการในการรักษาความปลอดภัยที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์เป็นไปด้วยความเข้มงวด มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล และกองร้อยน้ำหวาน เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ร้องเรียนออกนอกพื้นที่ที่จำกัดไว้
-----------------
นายกฯ อาศัยวันประชุม ครม.สัญจร ตรวจเยี่ยมการจัดระเบียบชายหาดหัวหิน พบปะกับประชาชน

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ออกจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดระเบียบชายหาดหัวหิน พร้อมพบปะกับประชาชน ก่อนจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงบ่าย โดยในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรี จะร่วมรับประทานอาหารกับคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ส่วนภารกิจของนายกรัฐมนตรี ในเช้าวันที่ 28 มีนาคม 2558 อาจจะมีการทำกิจกรรมส่วนตัว เช่น การเล่นกีฬา เป็นต้น
--------------------
ร.อ.น.พ.ยงยุทธ เผย รัฐบาลเลื่อนแถลงผลงาน 6 เดือน เป็น 17 เม.ย. 

ร.อ.น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลื่อนแถลง
ผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลเป็นวันที่ 17 เมษายน 2557 เวลา 09.00 น. เนื่องจากกังวลว่าในวันที่ 10 เมษายน 2557 ใกล้กับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดยาว

ทั้งนี้ สำหรับรูปแบบเบื้องต้น นายกรัฐมนตรีจะแถลงที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คนเดียวก่อน จากนั้นจะให้แต่ละกระทรวงไปแถลงผลงานของที่กระทรวงทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2557 เป็นต้นไป เว้นเฉพาะวันอังคาร ที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี

และในวันที่ 24 เมษายน 2557 นายกรัฐมนตรีจะแถลงผลงานอีกครั้งผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ และให้รัฐมนตรีแต่ละคนสลับสับเปลี่ยนออกรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เพื่อแถลงผลงานตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน เวลาประมาณ 21.30 น.
//////////////////
อาลัยลีกวนยู

บุคคลสำคัญทยอยร่วมลงนามแสดงความเสียใจ การอสัญกรรม "ลี กวน ยู" ที่ สถานทูตสิงคโปร์ ต่อเนื่อง

บรรยากาศที่สถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ถนนสาธร ล่าสุด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันนี้ เวลาประมาณ 11.00 น. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปลงนามแสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของ นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ที่ สถานทูตสิงคโปร์

ขณะที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกร จำนง และ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ก็จะเดินทางมายังสถานทูตสิงคโปร์เพื่อลงนามไว้อาลัยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีสื่อมวลชลจำนวนมากได้ทางเดินมาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ เนื่องจากมีบุคคลสำคัญหลายท่านจะเดินทางมาลงนามไว้อาลัยอย่างต่อเนื่อง
------------------------
"บรรหาร" ลงนามร่วมแสดงความเสียใจ ไว้อาลัย "ลี กวน ยู" อสัญกรรม บอกเคยหารือแนวทางการพัฒนาประเทศร่วมกัน

บรรยากาศที่สถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ถนนสาธร ล่าสุด นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกร จำนง และ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เดินทางมาลงนามไว้อาลัย แสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของ นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ที่สถานทูต เมื่อเวลา 10.30 น.

ทั้งนี้ นายบรรหาร ได้กล่าวภายหลังการลงนามว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ตนได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดคุยกับ นายลี กวน ยู ที่เวทีการประชุมอาเซ็มถึงแนวทางการพัฒนาประเทศและปัญหาต่าง ๆ โดยมองว่าต้องสร้างคน ก่อนสร้างชาติ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งนี้ ขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อพี่น้องชาวสิงคโปร์ทุกคน

นอกจากนี้ นายบรรหาร ยังกล่าวถึงการนำ นาย ลี กวน ยู มาเป็นแบบอย่างแก่นักการเมืองไทย ว่า สามารถทำได้ แต่จะมีความพยายามแค่ไหนนั้นไม่รู้ และไม่ขอตอบ
--------------------------
พล.อ.ธนะศักดิ์ เป็นตัวแทน นายกฯ ลงนามแสดงความเสียใจ "ลี กวน ยู" อสัญกรรม ที่ สถานทูต

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางลงนามแสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของ นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ที่ สถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า นายลี กวน ยู เป็นบุคคลที่มีคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ดี พาประเทศสิงคโปร์สู่ประเทศแนวหน้า โดยในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์ไปพูดคุยกับ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อแสดงความเสียใจและอาลัย พร้อมจะเดินทางไปร่วมพิธีศพในวันที่ 29 มีนาคม นี้ ด้วยตนเอง
--------------------------
นายกรัฐมนตรี ส่งสารแสดงความเสียใจ "ลี กวน ยู" อสัญกรรม ยกย่องรัฐบุรุษผู้เสียสละ มีวิสัยทัศน์ลึกซึ้งและกว้างไกล 

ร.อ.น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีสารแสดงความอาลัย ถึง นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และครอบครัว รวมทั้งประชาชนสิงคโปร์ ต่อการจากไปของ นายลี กวน ยู บิดา ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์และอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีใจความสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวในนามของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและประชาชนชาวไทย แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อ นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และครอบครัว ต่อการจากไปของ นายลี กวน ยู ผู้เป็นเหมือนบิดาก่อตั้งรัฐสิงคโปร์และนายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์และประชาชนสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการสูญเสียที่มิอาจทดแทนได้

ทั้งนี้ ประชาชนชาวไทยจดจำ นายลี กวน ยู ด้วยความเคารพ ในฐานะรัฐบุรุษผู้เสียสละและมีวิสัยทัศน์ลึกซึ้งและกว้างไกล ส่งเสริมให้สิงคโปร์พัฒนาสู่ความเป็นอารยประเทศที่มีความรุ่งเรือง และยังเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมมิตรภาพและผลักดันความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตลอด 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รวมทั้งยังเป็นผู้วางรากฐานในการพัฒนาสิงคโปร์ให้อยู่บนพื้นฐานหลักการธรรมาภิบาลอย่างมีคุณธรรม โดยถือว่าประโยชน์ของชุมชนเหนือกว่าประโยชน์ตนเอง และความดีงามดังกล่าวนี้ จะยังสืบทอดต่อไปประชาชนสิงคโปร์ตราบนานเท่านาน
---------------------
พล.ต.สรรเสริญ ขอเชื่อมั่นนายกฯ หากพบ "ทักษิณ" ที่สิงคโปร์ มั่นใจวางบทบาทเหมาะสม ย้ำไปในฐานะผู้นำประเทศ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จะเดินทางร่วมพิธีศพ นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็จะเดินทางไปร่วมพิธีเช่นเดียวกัน ว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปในฐานะผู้นำประเทศ โดยบุคคลอื่นอาจไปในฐานะส่วนตัว ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจของทางสิงคโปร์ ส่วนโอกาสที่ทั้งสองจะพบกันหรือไม่นั้นไม่สามารถบอกได้ แต่เชื่อมั่นในผู้บังคับบัญชาและการวางบทบาทนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบความสำเร็จของแม่น้ำ 5 สายที่จะต้องรู้ว่าควรวางบทบาทอย่างไร เนื่องจากต้องบริหารอารมณ์ของสังคมในขณะนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงความเป็นจริงแล้ว ไม่สามารถจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะเป็นพื้นที่ของต่างประเทศและอยู่ในสถานการณ์โศกเศร้าจึงเป็นเรื่องไม่สมควร
----------------------------

/////////////
คดีอาชญากรรม

ศาลนัดอ่านคำพิพากษา "กำนันเซี๊ยะ" รุกที่ดินเมืองกาญจน์ 

ศาลอาญา รัชดา นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซี๊ยะ อายุ 72 ปี อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และ นางเขมพร ต่างใจเย็น ภรรยา เป็นจำเลยในความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน หรือก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ในที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ ใน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

จากกรณี เมื่อต้นปี 2533 ถึงวันที่ 25 มี.ค. 2547 จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง เผาป่าปลูกพืชไร่ ให้บุคคลอื่นเช่าและใช้ประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุใน จ.กาญจนบุรี และที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องติดต่อกัน รวมจำนวนเกือบ 1,000 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยในคดีนี้ ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในวันนี้ เวลา 09.00 น.
------------------------
ศาลอาญาพิพากษาคดีฟ้องกำนันเซี๊ยะฮั้วประมูลที่ดินรัฐ พิเคราะห์แล้วผิดจริง จำคุก 17 ปี ลดเหลือ 10 ปี 16 เดือน

ศาลอาญารัชดา พิพากษาในคดีที่อัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชา โพธิพิพิธ หรือ กำนันเซี๊ยะ ผู้กว้างขวางในจังหวัดกาญจนบุรี และ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และ นางเขมพร ต่างใจเย็น ภรรยา ใน ฐานความผิดร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่าฯ

กรณีเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2544 ถึงวันที่ 8 ก.พ. 2545 จำเลยทั้งสองได้บุกรุกที่ดินและยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐในจังหวัดกาญจนบุรี โดยแผ้วถางป่าและไถปรับพื้นที่ทำถนน สร้างบ้านพักคนงาน และคอกปศุสัตว์ ในที่ดินกว่า 50 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองคนมีความผิดตามฟ้อง เนื่องจากมีเจตนาครอบครองที่ดินนอกเหนือจากเอกสาร น.ส.3 เดิม ที่ครอบครองในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งโจทก์นำพยานเบิกความหลายปาก ประกอบกับพยานเอกสารต่าง ๆเกี่ยวกับการถือครองโฉนดที่ดินของจำเลย จึงเชื่อได้ว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินโดยไม่มีสิทธิถือครอง จึงมีความผิดหลายกรรม พิพากษาลงโทษให้จำคุกรวม 17 ปี แต่จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี 16 เดือน
----------------
ศาลอาญาปล่อยชั่วคราว กำนันเซี๊ยะ เมียรุกป่ากาญจบุรี คนละ 1.1 ล้านบาท 

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นายประชา โพธิพิพิธ หรือ กำนันเซี๊ยะ ผู้กว้างขวางในจังหวัดกาญจนบุรี และอดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และ นางเขมพร ต่างใจเย็น ภรรยา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่า และไถปรับพื้นที่ทำถนน สร้างบ้านพักคนงาน และคอกปศุสัตว์ ในที่ดินกว่า 50 ไร่ ในจังหวัดกาญจนบุรี โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อปี 44-45

ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษให้จำคุก นายประชา และ นางเขมพร คนละ 17 ปี แต่จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 10 ปี 16 เดือน

ทั้งนี้ภายหลังญาติได้ยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราว เป็นสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 1 แสนบาท และเงินสด 1 ล้านบาท ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้ปล่อยชั่วคราว นายประชา และ นางเขมพร โดยตีราคาประกันคนละ 1.1 ล้านบาท
-----------------
ผบ.ตร. สั่ง เด้งผู้การอุดรฯ เข้ากรุ หลังคดีฆ่า “พระหมอ” ไม่มีความคืบหน้า 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. มีหนังสือคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 162/2558 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฎิบัติราชการ เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไป
ด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และข้อ 8 (1)แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

พล.ต.ต.ชัยญัติ สายถิ่น ผบก.ภ.จว.อุดรธานี, พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง ผบก.กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2558 โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงและให้ไปรายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในวันที่ 24 มีนาคม 2558 ก่อนเวลา 12.00 น.
/////////////////////
เศรษฐกิจ

สอท. เผย นายกฯมอบหมายเอกชนผลิตสินค้ามีคุณภาพราคาถูก ย้ำ เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน   

นายวัลลภ  วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท.กล่าวผ่านรายการ INN โฟกัสเศรษฐกิจถึงภาพรวมการประชุมใหญ่ สอท. ว่า พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายก

รัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาถึงเรื่องเศรษฐกิจของประเทศแก่สมาชิกของสอท.  พร้อมกับมอบหมายให้ภาคเอกชนเร่งรัดการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาถูก ขณะที่ภาครัฐได้เร่งรัดการใช้จ่าย การ

บริโภค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเป็นครัวโลก โดยสมาชิก สอท. มีความพึงพอใจถึงมาตราการต่างๆ อย่างไรก็ตามภาคเอกชนจะต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับนโยบายของภาครัฐและ

ภาครัฐก็จะมีมาตราการรองรับผู้ประกอบการด้วย

สำหรับทางภาค สอท. นั้นก่อนหน้านี้มีการเดินหน้านำเสนอให้ทางภาครัฐแก้ไขเรื่องต่างๆ ทั้งการผลักดัน SME เป็นวาระแห่งชาติ การลดภาษี SME ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการนำเสนอสภานิติบัญญัติ

ทั้งนี้ยังมีการผลักดันการท่องเที่ยว การส่งออกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ แต่ยังคงเป็นห่วงเนื่องจากมีปัจจัยภายนอกที่ทำให้ไม่สามารถผลักดันได้อย่างเต็มที่ แต่ยังคงแนะผู้ผลิตส่งออกเน้นสินค้า

ตลาดชายแดนพร้อมกับหาตลาดใหม่มารองรับ ประกอบกับการใช้กลยุทธ์ต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย

-----------
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผย ประชุม กกร. ต้นเดือน เม.ย. พิจารณาปรับ GDP

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า สำหรับตัวเลขภาคการส่งออกและอัตราการขยายตัวทางเศษฐกิจ หรือ จีดีพี จะมีการหารือกันอีกครั้ง ในการ

ประชุม กกร. ช่วงต้นเดือนเมษายน 2558 ว่า จะมีการปรับเป้าหรือไม่ เนื่องจากภาคการส่งออกในปัจจุบันยังติดลบ แต่ภาคการท่องเที่ยว ยังเติบโตได้ดี รวมถึงการผลักดันงบประมาณของภาครัฐฯ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ที่น่าจะสูงถึงร้อยละ 20 และมีแนวโน้มจะมากขึ้น ในเดือนมีนาคม 2558 ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการ กกร. ได้ประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ไว้ที่ร้อยละ 3.5

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมใน 3 เดือนข้างหน้า จะอยู่ที่ระดับ 99.2 ลดลง จากระดับ 100.4 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นค่าดัชนีที่ลดลงต่ำกว่า 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตที่อยู่ในระดับต่ำ
------------
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.6% จากเดิมที่ 3.9% ขณะส่งออกขยายตัว 1-2%  

นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสสำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB แถลงรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชียปี 2558 ของ ADB วันนี้ว่า ADB ได้ปรับ

ประมาณการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดลงอยู่ที่ 3.6% จากเดิมที่ 3.9% ถือเป็นระดับเกือบต่ำที่สุดในอาเซียน เนื่องจากการส่งออกและการใช้จ่ายภายในประเทศฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ADB ประเมินว่า จะมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเป็นหลัก รองลงมาคือการท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกสินค้าปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1-2%

จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวในระดับต่ำ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ระดับสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.2%
ส่วนอัตราเงินเฟ้อแต่ละเดือนคาดว่าจะยังคงติดลบต่อเนื่องไปอีก 2-3 เดือน จากราคาน้ำมันลดลงเป็นสำคัญ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ADB ระบุว่า มี 3 ปัจจัยหลักคือ การใช้จ่ายภาครัฐไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราการเติบโตของ

เศรษฐกิจคู่ค้าหลัก ๆ ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ซึ่งจะกระทบการส่งออกไม่ขยายตัวอย่างที่คาด
----------------
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ชี้ เศรษฐกิจโลกชะลอฉุดดัชนีท่องเที่ยวไตรมาส 2 หวังรัฐเพิ่มวันหยุดเทศกาล

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงไตรมาส 1 ปี 2558 พบว่า อยู่ที่ระดับ 99 อยู่ในระดับปกติเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2557 สะท้อนถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังประสบปัญหาการเมืองช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่คาดการณ์ความเชื่อมั่นในไตรมาส 2 เท่ากับ 101 ซึ่งเป็นระดับปกติในทิศทางที่ชะลอตัวลง เนื่องจากมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าวยังมีเทศกาลวันหยุด ทั้งวันจักรี เทศกาลสงกรานต์ และวันฉัตรมงคล ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น หลังรัฐบาลประกาศวันหยุดยาวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวในประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศจะเป็นกลุ่มที่ขยายตัวมากที่สุด

ขณะที่การท่องเที่ยวจีนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเป็นปีแรกที่มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเกิน 5 ล้านคน ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลมีนโยบายพิจารณาออกวีซ่าซ้ำให้แก่นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่จะลดลงกว่าร้อยละ 50 จากปัญหาค่าเงินรูเบิลอ่อนตัว และการลดลงของราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยช่วงไตรมาส 2 ไว้ที่ 5.74 ล้านคน ขณะที่ตลอดทั้งปี 2558 ประเมินไว้ที่ 27.96 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 13 จากปีที่ผ่านมา สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.82 ล้านล้านบาท
--------------
สศก. เผย ไตรมาส 1 ผลผลิตเกษตรติดลบ 1.5% คาดปี 58 หดตัว 1.8-0.8% จากภัยแล้งยาว

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2558 หดตัวลงร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงไตรมาสแรกปี 2558 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีน้อย ส่งผลกระทบค่อนข้างมากต่อการเพาะปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นควรให้งดปลูกข้าวนาปรังปี 57/58 จำนวน 7.77 ล้านไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง โดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหายมากขึ้น

และสำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2558 คาดว่าจะหดตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.8 ถึง 0.8 โดยสาขาการผลิตที่หดตัวลง ได้แก่ สาขาพืช สำหรับผลผลิตที่ลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดโรงงาน ยางพารา ลำไย มังคุด และ เงาะ

-------------
ปตท. และบางจาก ลดน้ำมันดีเซลลง 40 สต. น้ำมันแก๊สโซฮอล์คงเดิม มีผลพรุ่งนี้ 25 มี.ค. 05.00 น.

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลง 40 สตางค์ต่อลิตร ส่วนกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์คงเดิม โดยจะมีผลวันพรุ่งนี้ 25 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ทั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันในสถานีบริการของ ปตท. และบางจาก ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละ 34.46 บาท

แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ลิตรละ 28.90 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ลิตรละ 27.58 บาท E20 อยู่ที่ลิตรละ 26.18 บาท E85 อยู่ที่ลิตรละ 23.48 บาท และดีเซลหมุนเร็วอยู่ที่ลิตรละ 26.09 บาท

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

พบอาวุธใกล้ที่ประชุมครม./หรือจะเกี่ยวปืนหายปี53?

พบระเบิดใกล้สวนสนใกล้ที่จัด ครม.สัญจร

หน่วยอีโอดีเข้าเก็บกู้กองวัตถุระเบิด-เครื่องกระสุนจำนวนมาก พบถูกซุกซ่อนในเขตพื้นที่ปลูกป่า ริมถนนเพชรเกษม ห่างสวนสนประดิพัทธ์ จุดครม.สัญจรเพียง 3 กิโลเมตร "เสธ.ไก่อู" ยันไม่ใช่ก่อการร้าย พร้อมประชุมเหมือนเดิม

เดลินิวส์ วันอาทิตย์ 22 มีนาคม 2558 เวลา 21:54 น.

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ศูนย์วิทยุ 191 รับแจ้งจากชายหาปลาแรงงานชาวกัมพูชาว่า พบกองวัตถุระเบิดจำนวน 2 กอง ภายในพื้นที่ปลูกป่าโครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ ริมถนนเพชรเกษม ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์กับโรงเรียนนายสิบทหารบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ห่างจากสถานพักฟื้นกองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์ ประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27-28 มี.ค.นี้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวหิน ได้ประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี.) ค่ายนเรศวร ให้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบวัตถุระเบิดพร้อมเครื่องกระสุนปืนสงครามจำนวนมากบรรจุอยู่ในกระสอบสีขาว และสีเขียว สำหรับทำบังเกอร์ทหารจำนวน 7 ถุง กองอยู่ใกล้ ๆ กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจอีโอดีได้ตรวจสอบพบเป็นระเบิดซีโฟร์ ระเบิดทีเอ็นที ฝักแคระเบิด ระเบิดเพลิง ระเบิดแก็สน้ำตา ระเบิดควัน พลุส่องสว่าง ชนวนจุดระเบิดไฟฟ้า ชนวนจุดระเบิดแบบธรรมดา ตัวจุดจุดชนวนแบบ M3 M4 M5 กระสุนปืน M16 และกระสุนปืนอาก้าในกล่องเหล็ก ซึ่งที่กระสอบมีข้อความเขียนไว้ว่า ร้อย 1 พัน 1

จากการสอบสอบ พบว่าระเบิดทั้งหมด อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน แต่ยังไม่ได้มีการต่อวงจร เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดทั้งหมดที่พบออกจากป่าขึ้นมาบนถนนภายในโครงการปลูกป่า เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และร่วมกันตรวจสอบพร้อมรายงานข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ซึ่งจะมีการสืบหาที่มาของวัตถุระเบิดทั้งหมด โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในการประชุม ครม.สัญจร หรือไม่ โดยมีการสันนิฐานเบื้องต้นอาจจะเป็นกลุ่มบุคคลที่กลัวความผิดจากการกดดันระดมกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นได้

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายละเอียดต้องสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับขบวนการการก่อการร้ายหรือไม่นั้น ตนคิดว่าเร็วไปที่จะสรุปแบบนั้น แต่ความคิดเห็นส่วนตัวไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ผู้ไม่หวังดีจะทำการก่อการร้าย เพราะไม่ใช่ระเบิดที่สำเร็จรูป โดยเป็นอุปกรณ์ที่ยังไม่พร้อมใช้งาน และจะต้องทำการประกอบจากวัสดุหลายตัวก่อน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการประชุม ครม.สัญจร ยังคงจัดขึ้นตามกำหนดการเดิมทั้งวัน และสถานที่เดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานกรณีพบระเบิดและอาวุธสงครามจำนานมากถูกนำมาทิ้งไว้บริเวณป่าละเมาะ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้กับสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปลายเดือนนี้แล้ว สันนิษฐานว่าคนร้ายกลัวมีความผิดที่ครอบครองอาวุธดังกล่าวจึงนำมาทิ้งไว้ เนื่องจากก่อนจะมีการประชุม ครม.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้มีการตั้งด่านตรวจสกัดและระดมกำลังกวาดล้างอาชญากรรม ส่วนกรณีดังกล่าวคนร้ายต้องการนำมาสร้างสถานการณ์ก่อนการประชุม ครม.หรือไม่นั้นยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นอาวุธปืน และระเบิดดังกล่าวเป็นคนละชนิดกับที่คนร้ายใช้ก่อเหตุระเบิดที่ศาลอาญารัชดา อีกทั้งผู้ต้องหาขบวนการนี้ก็ถูกจับกุมแล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน

อย่างไรก็ตามในส่วนของความชัดเจนต่าง ๆ ต้องรอพนักงานสอบสวนและฝ่ายสืบสวนตรวจสอบที่มาให้ชัด

ส่วน พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค7 กล่าวว่า พรุ่งนี้เวลา 09.30 น. ได้เรียกประชุมตามปกติ ไม่มีวาระพิเศษ ส่วนระเบิดที่พบเบื้องต้นอยู่ในสภาพพร้อมใช้ แต่จะให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธตำรวจและทหารเข้ามาตรวจสอบอีกที คาดว่าระเบิดที่พบเป็นเพราะตำรวจตั้งด่านอย่างเข้มงวด ระหว่างวันที่ 18-24 มี.ค. รองรับการประชุมของนายกฯ วันที่ 27 มี.ค.นี้ จึงเชื่อว่าคนร้ายอาจจะกลัวเลยเอามาทิ้งไว้.

--------------------
“ปณิธาน” เผย “ประวิตร” สั่งคุมเข้ม-ตรวจสอบ หลังพบอาวุธสงครามเพียบ ที่ประจวบฯ ย้ำบี้กลุ่มเห็นต่างที่ใช้ความรุนแรง

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุระเบิดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้กับที่ประชุมคณ ะรัฐมนตรี (ครม.)สัญจรว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการดูแลพื้นที่ให้มากขึ้น พร้อมทั้งมีการประเมิน และส่งเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่เพื่อติดตามกลุ่มผู้ต้องสงสัย ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ฝ่ายความมั่นคงได้ทำมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่สยามพารากอนซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายผู้ก่อเหตุมีจำนวนหลายคนทำให้สามารถจับกุมได้และขยายผลเชื่อมโยงได้ง่าย และกรณีล่าสุดจากการตรวจพบระเบิดที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร อย่างไรก็ตาม มาตรการในการบีบให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากคสช.ที่ใช้ความรุนแรง รัฐบาลมีความเข้มงวดและมีมาตรการกดดันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมทั้งการปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องมีการคลายกฎอัยการศึกควบคู่กันไป สำหรับมาตรการในการคลายกฎอัยการศึกนั้นพล.อ.ประวิตรได้เสนอนายกฯ ไปตั้งแต่ปลายปี 2557 โดยกำหนด 2 แนวทางคือ 1.กดดันผู้ที่ใช้ความรุนแรงและ 2. เปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองซึ่งขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์กำลังพิจารณาในมาตรการดังกล่าวอยู่
“ต้องยอมรับในภูมิภาคของเรามีอาวุธสงครามอยู่มาก มีประวัติของมันมาตั้งแต่แรก เมื่อเกิดสงครามอาวุธเหล่านี้จึงเป็นอาวุธเก่า ขณะเดียวกันตอนหลังมีความพยายามขายอาวุธของหลายประเทศ ใน
ภูมิภาคของเราจึงมีขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ซึ่งบังเอิญว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายปีมีเรื่องของกระบวนการเหล่านี้ด้วย คราวนี้เขาก็จะจัดระบบพยายามบีบและตัดตอน เพราะจากการปราบปรามจึงทำให้หลายคนนำอาวุธเหล่านี้ไปฝังหรือไปทิ้งซึ่งที่เป็นข่าวก็มี ไม่เป็นข่าวก็เยอะ แต่อย่างที่พบล่าสุดก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร” นายปณิธาน กล่าว
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/640457#sthash.7t8EJAal.dpuf
---------------------------
จ.ประจวบคีรีขันธ์ เตรียมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยรอบบริเวณสถานที่จัดประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หลังพบระเบิดและกระสุนอาวุธสงครามจำนวนมากใกล้สวนสนประดิพัทธ์
แหล่งที่มา : สวท.ประจวบคีรีขันธ์
วันที่ข่าว : 23 มีนาคม 2558

นายสมมิตร ศิลป์ประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยถึงกรณีพบระเบิดและกระสุนอาวุธสงครามจำนวนมาก ริมถนนเพชรเกษม ใกล้สวนสนประดิพัทธ์ อ.หัวหิน ว่า ขณะนี้ทางมณฑลทหารบกที่ 15 และตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำลังทำการสืบสวนสอบสวนถึงที่มาของระเบิดเหล่านี้ว่า มาจากที่ไหนและใครเป็นผู้นำมาทิ้งไว้ เพื่อเป้าประสงค์อะไร ซึ่งทางจังหวัดพร้อมจะให้ความร่วมมือในทุกรูปแบบ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากนี้จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในด้านการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นไปอีก และเชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

ด้าน พล.ต.ต.กษณะ แจ่มสว่าง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ระเบิดทั้งหมดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และขณะนี้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยจะเข้ามาตรวจสอบที่มาของอาวุธเหล่านี้
----------------------
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ยืนยันว่าการพบระเบิดในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่เกี่ยวกับการประชุม ครม.สัญจร เพราะไม่มีสัญญาณเตือนเรื่องภัยคุกคาม

(23/3/58)พลตำรวจโทวีรพงษ์ ชื่นภักดี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้สรุปถึงการดูแลด้านความรักษาความปลอดภัย และการเตีรยมงานในการประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1 ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคมนี้ มีความพร้อมอย่างมาก เพราะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง 2,900 นาย เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งด้านการข่าว และการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการจัดการจราจร ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ส่วนการพบวัตถุระเบิด กระสุนปืนสงคราม ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวานนี้ หน่วยข่าวกรอง ตรวจสอบแล้วไม่พบสัญญาณภัยคุกคาม หรือการก่อเหตุรุนแรง แต่น่าจะเป็นของผู้ชำนาญการเท่านั้น ซึ่งยังไม่ทราบที่มา ต้องรอผลการตรวจสอบจากกรมสรรพาวุธทหารบก และกองสรรพาวุธของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกครั้ง

ด้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ครั้งแรก ที่จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ ว่ายังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม ส่วนที่มีตรวจพบการอาวุธสงครามในบริเวณใกล้เคียงสถานที่จัดประชุม ครม. นั้น ตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่มีคนนำมาทิ้ง และมีจำนวนไม่มาก

ที่มา: www.krobkruakao.com
--------------------
พบระเบิด-กระสุนปืนสงครามอื้อ ซุกป่า ใกล้ที่ประชุมครม.สัญจรหัวหิน
ไทยรัฐ23/3/58

พบระเบิดและกระสุนปืนสงครามจำนวนมากซุกกระสอบ ทิ้งป่าริมถนน ใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้ที่ประชุม ครม.สัญจร วันที่ 27-28 มี.ค.นี้ ห่างเพียง 2 กม. ตร.เร่งสืบหาที่มา พบอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน แค่ยังไม่ได้ต่อวงจร...

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 มี.ค.58 มีรายงานว่า ศูนย์วิทยุ 191 รับแจ้งจากชายหาปลาว่า พบกองวัตถุระเบิดจำนวน 2 กอง ภายในพื้นที่ปลูกป่าโครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ ริมถนนเพชรเกษม ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กับโรงเรียนนายสิบทหารบก ห่างจากสถานพักฟื้นกองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์ ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1 ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27-28 มี.ค.นี้ หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบ พร้อม หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี)ค่ายนเรศวร

เจ้าหน้าที่อีโอดี ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุ พบวัตถุระเบิด พร้อมเครื่องกระสุนปืนสงครามจำนวนมาก บรรจุอยู่ในกระสอบสีขาว และสีเขียว สำหรับทำบังเกอร์ทหารจำนวน 7 ถุง กองอยู่ใกล้ๆ กัน เจ้าหน้าที่อีโอดี จึงได้ทำการตรวจสอบ พบเป็นระเบิด ระเบิดซีโฟร์ ระเบิดทีเอ็นที ฝักแคระเบิด ระเบิดเพลิง ระเบิดแก๊สน้ำตา ระเบิดควัน พลุส่องสว่าง ชนวนจุดระเบิดไฟฟ้าชนวนจุดระเบิดแบบธรรมดา ตัวจุดจุดชนวนแบบ M3 M4 M5 กระสุนปืน M16 และกระสุนปืนอาก้า ในกล่องเหล็ก ซึ่งที่กระสอบมีข้อความเขียนไว้ว่า ร้อย 1 พัน 1

อีโอดี แยกระบิดชนิดต่างๆมาตรวจสอบ

ทั้งนี้ จากการสอบสอบพบว่าระเบิดทั้งหมดอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน แต่ยังไม่ได้มีการต่อวงจร เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเคลื่อนย้าย วัตถุระเบิดทั้งหมดที่พบออกจากป่าขึ้นมาบนถนนภายในโครงการปลูกป่า เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจากนี้จะมีการสืบหาที่มาของวัตถุระเบิดทั้งหมด โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในการประชุม ครม.สัญจร หรือไม่

ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นกลุ่มบุคคลที่กลัวความผิดจากการกดดันระดมกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นได้ระเบิดและเครื่องกระสุนจำนวนมากซุกริมถนน

สำหรับ ชนิดระเบิดทั้งหมด ประกอบด้วย ฝักแคระเบิด ความยาวประมาณ 100 เมตร ระเบิด TNT ขนาด 1/4 ปอนด์ จำนวน 41 แท่ง ระเบิด TNT ขนาด 1/2 ปอนด์ จำนวน 7 แท่ง ระเบิด TNT ขนาด 1 ปอนด์ จำนวน 1 แท่ง ระเบิดซีโฟร์ one ขนาด 1/4 ปอนด์ จำนวน 4 แท่ง ระเบิดเพลิง WP M 34 จำนวน 20 ลูก ระเบิดเพลิงสำหรับเผาไหม้ TH3 AN-M14 จำนวน 11 ลูก แก๊สน้ำตา N201 MK3 จำนวน 12 ลูก สโมกควัน M18 จำนวน 2 ลูก ประทัด M80 23 ลูก ตัวจุดระเบิดชนิด M3 จำนวน 62 ชุด เชื้อปะทุไฟฟ้า 15 ชุด ตัวจุดระเบิด ชนิด M6 จำนวน 148 ชุด เชื้อปะทุธรรมดา 944 แท่ง พลุส่องสว่าง  16 ตัว ลวดสะดุด 12 ม้วน กระสุนปืน ปลย.88 12 นัด ปืนกล93 2 นัด M60. 5 นัด M16. 55 นัด กระสุนซ้อม m60. 2 นัด.

/////////////

(ข้อมูล ปี 2554)

อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมากหายจากศูนย์ทหารราบปราณบุรีกลางดึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์การทหารราบปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา  3 มีนาคม 2554  ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ.ปราณบุรี ว่า อาวุธปืนกลเล็กยาว หรือ เอ็ม 16  ปืนกล Mimini ปืนพก 86 ขนาด 11 มม. และปืน ค.60 พร้อมกระสุนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ได้เกิดการสูญหายไปจากคลังอาวุธของกองพันทหารราบที่ 1 ศูนย์การทหารราบ  ภายหลังจากที่ทำการตรวจคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งรวมแล้วกว่า 100 รายการ ล่าสุดได้รายงานถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยMthainews
//////////////
ปืนหายปี 53 นำกลับมาสร้างสถานการณ์สงครามกลางเมือง

 BB 12สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ - “สำหรับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง จากข้อมูลงานด้านการข่าวพบว่า มีหลายกลุ่มด้วยกัน ส่วนใหญ่จะมีส่วนกับการชุมนุมในปี 2553”

ข้อมูลข้างต้นแทรกอยู่ในตอนหนึ่งในถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หลังเหตุรุนแรงต่อ กปปส.ตราด และราชประสงค์ ที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

คล้ายเป็นการส่งสารไปยัง “ชุดดำ” ว่า ทหารรู้หมดว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุ หรือก่อเหตุเพื่อใคร และถ้าขืนยังใช้กำลังกับประชาชนอีก กองทัพจะไม่อยู่เฉยแน่นอน

สอดคล้องกับคำแถลงของ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก ทบ. หลังเหตุปะทะที่แยกหลักสี่ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธสงครามที่นำมาใช้ เป็นชนิดเดียวกับที่มีใช้ในกองทัพ

โดย พ.อ.วินธัย ชี้แจงว่า “มีบางคนวิจารณ์ว่า คนใช้อาวุธมีความชำนาญพิเศษ และอาวุธที่ใช้คล้ายของทางทหาร เหมือนต้องการชี้นำให้สังคมรู้สึกว่า ทหารอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ขอเรียนว่า อาวุธปืนบางชนิด ทั้งปืนพก ปืนคาร์บิน อาวุธสงครามที่เห็นนั้น มีใช้กันอยู่หลายหน่วยทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นทหารเท่านั้น ทั้งนี้ ยืนยันว่า ขอให้มั่นใจว่า กองทัพบกมีระบบการเก็บรักษาอาวุธที่เข้มงวดมาก และการปฏิบัติภารกิจในช่วงนี้จะไม่มีการนำอาวุธติดตัวออกปฏิบัติงาน แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อกังวล และต้องระมัดระวังให้สังคมต้องช่วยกันจับตาดู เพราะมีอาวุธปืนจำนวนหลายกระบอกที่เคยถูกกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยึดไปตั้งแต่การชุมนุมเมื่อปี 53 ซึ่งปัจจุบันยังตามคืนมาได้ไม่ครบ”

ทั้งนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงในกองทัพเผยจำนวนอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนที่หายไปในระหว่างการปะทะเมื่อปี 53 โดยจำแนกตามจำนวน และตามจุดที่ปะทะ ดังนี้

1.เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า อาวุธปืนรุ่นทาโว่ จำนวน 12 กระบอก กระสุน 700 นัด แต่หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 ปี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2555 มีชาวบ้านพบอาวุธปืนทาโว่ ซึ่งมีเลขทะเบียนตรงกับ

อาวุธที่หายไปที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า จำนวน 10 กระบอก ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ดังนั้น จึงเหลืออาวุธปืนทาโว่ที่สูญหายไป 2 กระบอก

2.แยกคอกวัว อาวุธปืนลูกซอง จำนวน 35 กระบอก

3. บริเวณใกล้เคียงวัดบวรนิเวศ อาวุธปืนรุ่นเอ็ม 16 จำนวน 5 กระบอก

4. หน้า ร.ร.สตรีวิทยา ปืนกล 59 มม. จำนวน 6 กระบอก อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 6 กระบอก ปืนอูซี่ (บรรจุกระสุนยาง) 3 กระบอก ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) 9 กระบอก

5.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อาวุธปืนทาโว่ จำนวน 13 กระบอก ต่อมามีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงนำอาวุธปืนมาคืน 3 กระบอก เหลืออาวุธปืนทาโว่ที่สูญหายไป 10 กระบอก

นอกจากนี้ ก่อนการเข้ากระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ยังมีอาวุธปืนสูญหายไปอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บริเวณย่านมักกะสัน มีอาวุธปืนรุ่นเอ็ม 16 สูญหายไปอีก 2 กระบอก และต่อมาได้อาวุธปืนเอ็ม 16 คืนที่วัดปทุมวนารามอีก 1 กระบอก

เรียงตามลำดับจำนวนอาวุธปืนที่หายไปจากมากไปหาน้อย

1.อาวุธปืนทาโว่ จำนวน 25 กระบอก (ได้คืน 10+3 = 13 กระบอก) ยังคงสูญหาย 12 กระบอก

2.อาวุธปืนลูกซอง จำนวน 35 กระบอก

3.อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 13 กระบอก (ได้คืน 1 กระบอกที่วัดปทุมฯ)

4.ปืนกล 59 มม. จำนวน 6 กระบอก

5.ปืน ปรส. จำนวน 9 กระบอก

และ 6.ปืนอูซี่ จำนวน 3 กระบอก

คิดสะระตะแล้วมีปืนหายไปทั้งสิ้น 91 กระบอก (ได้คืนแล้ว 14 กระบอก) รวมยอดสูญหาย 77 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนอีก 700 นัด!!!

อาวุธปืนสงคราม และกระสุนปืนที่หายไปราวกับคลังแสงย่อมๆ มากเกินพอที่จะนำมาใช้ประหัตประหารชีวิตคน โดยเฉพาะในสงครามการเมืองที่ใกล้จะเป็นสงครามกลางเมืองเข้าทุกที

ท่ามกลางความกังวลของกองทัพว่า อาวุธล็อตนี้ รวมทั้งอาวุธล็อตใหม่ๆ ที่ขนกันเข้ามาจะทำให้เกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ เพื่อล่อให้ทหารปฏิวัติ แล้วซ้อนแผนตลบหลังเอาคืนอย่างสาสม

โดย – เสมา พิทักษ์ราชัน
27 กุมภาพันธ์ 2557
/////////////////
'ปืนหาย'ปี53อยู่ในมือ'ชุดดำ'77กระบอก
27ก.พ.57

เตือนความจำ'ปืนหาย'ปี53 อยู่ในมือ'ชุดดำ'77กระบอก : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง

               เหตุการณ์ความรุนแรงรอบเวทีชุมนุมกปปส. ได้ถูก "ยกระดับ" ขึ้นเรื่อยๆ จากที่แค่ลองเชิงกันด้วยระเบิดปิงปอง ประทัดยักษ์ มาวันนี้ "ระเบิดเอ็ม 79" และอาวุธปืนนานาชนิดได้ถูกนำมาใช้ห้ำหั่นประหัตประหารกันแล้ว

               แน่นอนว่า อาวุธส่วนหนึ่งถูกระดมมาจาก "ตลาดมืด" ตามแนวชายแดน รวมทั้งที่มีในการครอบครองของกลุ่มผู้มีอิทธิพล และคนมีสีแต่อาวุธ และกระสุนปืนส่วนหนึ่งหน่วยข่าวเชื่อว่า นำมาจากเหตุปะทะเมื่อปี 2553 ที่มีอาวุธปืนสงคราม และกระสุนปืนหายไปจำนวนมาก

               พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ยังระบุผ่านแถลงการณ์ชัดเจนว่า กำลังส่วนใหญ่ที่ก่อเหตุรุนแรงในขณะนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อปี 2553

               แหล่งข่าวในกองทัพเผยถึงข้อมูลปืนหายเพื่อเตือนความทรงจำกันว่า ในเหตุการณ์ปะทะที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มีอาวุธปืนสงครามพร้อมเครื่องกระสุนของกองทัพบก (ทบ.) สูญหายไปเป็นจำนวนมาก โดยจำแนกตามจำนวน และตามจุดที่ปะทะ ดังนี้

               1.เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า อาวุธปืนรุ่นทาโว่ จำนวน 12 กระบอก กระสุน 700 นัด

               ทว่า หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 ปี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2555 มีชาวบ้านพบอาวุธปืนทาโว่ ซึ่งมีเลขทะเบียนตรงกับอาวุธที่หายไปที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า จำนวน 10 กระบอก ในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี จึงเหลืออาวุธปืนทาโว่ที่สูญหายไป 2 กระบอก

               2.แยกคอกวัว อาวุธปืนลูกซอง จำนวน 35 กระบอก  3.บริเวณใกล้เคียงวัดบวรนิเวศ อาวุธปืนรุ่นเอ็ม 16 จำนวน 5 กระบอก

               4.หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ปืนกล 59 มม. จำนวน 6 กระบอก อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 6 กระบอก ปืนอูซี่ (บรรจุกระสุนยาง) จำนวน 3 กระบอก ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) จำนวน 9 กระบอก

               5.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อาวุธปืนทาโว่ จำนวน 13 กระบอก ซึ่งต่อมามีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงนำอาวุธปืนมาคืน 3 กระบอก จึงเหลืออาวุธปืนทาโว่ที่สูญหายไป 10 กระบอก

               นอกจากนี้ ก่อนเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ยังมีอาวุธปืนสูญหายไปอีกจำนวนหนึ่ง

               บริเวณย่านมักกะสัน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 มีอาวุธปืนรุ่นเอ็ม 16 สูญหายไปอีก 2 กระบอก ต่อมาได้อาวุธปืนเอ็ม 16 คืนที่วัดปทุมวนารามอีก 1 กระบอก

               เรียงตามลำดับจำนวนอาวุธปืนที่หายไปจากมากไปหาน้อย ดังนี้

               1.อาวุธปืนทาโว่ จำนวน 25 กระบอก ยังคงสูญหาย 12 กระบอก

               2.อาวุธปืนลูกซอง จำนวน 35 กระบอก

               3.อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 13 กระบอก

               4.ปืนกล 59 มม. จำนวน 6 กระบอก

               5.ปืนปรส. จำนวน 9 กระบอก

               6.ปืนอูซี่ จำนวน 3 กระบอก

               สรุปแล้วมีอาวุธปืนหายไปทั้งสิ้น จำนวน 91 กระบอก (ได้คืนแล้ว 14 กระบอก) ยังคงสูญหาย 77 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนอีก 700 นัด !!!

               จากจำนวนอาวุธปืน และกระสุนปืนจำนวนมากที่หายไป เขามองว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่อาวุธจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ก่อเหตุร้ายเพื่อสังหารบุคคล หรือสร้างสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่เหตุปะทะที่แยกหลักสี่เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

               ทว่า นี่ก็เป็นเพียง "สมมุติฐาน" เท่านั้น โดยในการพิสูจน์ทราบนั้นจำเป็นต้องเจออาวุธปืนเสียก่อน เพราะอาวุธปืนของกองทัพจะตี "เลขทะเบียน" ไว้ สามารถระบุที่มาของปืนได้ทันที

               อย่างไรก็ตาม อำนาจในการสืบสวนจับกุมเป็นหน้าที่ของทาง "ตำรวจ" ที่จะต้องช่วยกันสืบสวนติดตามอาวุธปืนของกองทัพ เพราะหากไปตกอยู่ในมืออาชญากรที่มีความเชี่ยวชาญอาวุธก็

จะเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
.................................
(หมายเหตุ : เตือนความจำ'ปืนหาย'ปี53 อยู่ในมือ'ชุดดำ'77กระบอก : ตะลุยกองทัพ ทีมข่าวความมั่นคง)

////////////////

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555, 16.05 น.
ผบ.ทบ., ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ปืนหาย, กองทัพ, แจ้งความ, คดีไม่คืบ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพบอาวุธปืนทราโว่ ทาร์ 21จำนวน 10 กระบอกถูกทิ้งไว้ที่ริมถนนสายท่าเรือ – พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ว่า ได้สั่ง การให้ตรวจสอบพบว่าเป็นปืนที่กองทัพบกได้แจ้งหายตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งต้องตรวจต่อไปว่าใครจะเอาปืนไปทำอะไรจะไปที่ไหน แสดงให้ เห็นว่าปืนที่แจ้งหายที่ สน.บางยี่ขัน จำนวน 22 กระบอก ได้คืนเพียง10 กระบอก ยังหายอีก 12 กระบอก และกระสุน จึงเป็นเหตุให้สันนิษฐานว่าจะเอาไปทำร้ายใครก็ได้

                “ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องติดตามให้กองทัพ เพราะกองทัพได้แจ้งความไปตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งเราไม่ทราบ ว่าใครเอาไป ทั้งนี้ ไม่เห็นมีความคืบหน้าอะไร เพิ่งมาได้ปืนคืนในครั้งนี้ เห็นว่า

มีคนนำไปใส่ถุงดำถุงปุ๋ยเอาขึ้นรถกระบะ ดังนั้น ต้องตรวจสอบ ว่ารถกระบะเป็นของใครก็น่าจะเจอ ซึ่งคงไม่ใช่หน้าที่ผม หรือกองทัพ แต่เป็นหน้าที่ตำรวจที่กำลังดำเนินการ” ผบ.ทบ.กล่าว
////////////////////
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ผู้ครอบครองอาวุธของทางราชการ ในช่วงความรุนแรงปี 2553 ส่งคืนภายใน 30 ก.ค.

ประกาศ คสช.ที่ 84/2557 จากเหตุการณ์ผู้ชุมนุมในช่วงปี 2553 และมีเหตุให้ผู้ชุมนุมได้ยึดเอาอาวุธปืน-เสื้อเกราะ หรือเครื่องยุทธภัณฑ์ของทางราชการทหารไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ประกาศให้ผู้ครอบครองอาวุธปืน-เสื้อเกราะ หรือเครื่องยุทธภัณฑ์ของทางราชการทหารส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ภายใน 30 ก.ค. 2557 ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ที่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน-เสื้อ
เกราะ หรือเครื่องยุทธภัณฑ์

ประวัติชีวิตและความสำเร็จ ‘ลี กวน ยู’ อดีตนายกฯ คนแรกของสิงคโปร์ผู้ล่วงลับ

ประวัติชีวิตและความสำเร็จ ‘ลี กวน ยู’ อดีตนายกฯ คนแรกของสิงคโปร์ผู้ล่วงลับ

นายลี กวน ยู ปกครองสิงคโปร์ในช่วงระหว่างปี พ.ศ 2502 – 2533 รวม 31 ปี และยังถือเป็นเสาหลักทางการเมืองของสิงคโปร์จนถึงปัจจุบัน
อดีตนายกฯ สิงคโปร์ ลี กวน ยู ถึงแก่อสัญกรรมแล้วในช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น ศิริอายุรวม 91 ปี นายลี กวน ยู ปกครองสิงคโปร์ในช่วงระหว่างปี พ.ศ 2502 – 2533 รวม 31 ปี และยังถือเป็นเสาหลักทางการเมืองของสิงคโปร์จนถึงปัจจุบัน 
นายลี กวน ยู หรือแฮรี่ เป็นชาวสิงคโปร์รุ่นที่สี่ บรรพบุรุษอพยพมาจากมณฑลกวางตุ้งของจีนเมื่อราว 160 ปีก่อน เขาศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับปริญญาด้านกฏหมายจากมหาวิทยาลัย Cambridge

ลี กวน ยู เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในปี พ.ศ 2497 ด้วยการก่อตั้งพรรค People’s Action Party หรือ PAP และได้รับเลือกเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาในอีก 1 ปีต่อมา ในปี พ.ศ 2502 พรรค PAP ชนะเลือกตั้งได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล และนายลี กวน ยู ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ คนแรกของสิงคโปร์ ต่อเนื่องมาจนถึง ปี พ.ศ 2533 รวมเวลา 31 ปีที่เขาอยู่ในตำแหน่ง
ศาสตราจารย์ Carl Thayer แห่ง University of New South Wales ในออสเตรเลีย กล่าวว่านายลี กวน ยู คือผู้นำที่ผลักดันให้สิงคโปร์ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศสำคัญทางเศรษฐกิจของทวีปเอเชีย เรื่องราวความสำเร็จของสิงคโปร์ยุคใหม่ แยกไม่ออกกับเรื่องราวของนายลี กวน ยู เขาคือผู้ผลักดันสิงคโปร์จากเมืองขึ้นของอังกฤษกลายเป็นประเทศที่มีอิสรภาพ และยังปกป้องความท้าทายจากลัทธิสังคมนิยม
เป้าหมายหลักของนายกฯ ลี กวน ยู ในช่วงแรก คือการผนวกสิงคโปร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย  แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างตัวเขากับนายกฯ มาเลเซียในขณะนั้นคือนายอับดุล ราห์มัน ในช่วงหลังความวุ่นวายทางเชื้อชาติ ระหว่างชาวจีนกับชาวมุสลิมในมาเลเซียในปี พ.ศ 2507 – 2508 จนกระทั่งในวันที่ 9 ส.ค ปี พ.ศ 2509 นายกฯ อับดุล ราห์มัน ก็ขอให้มีการแยกประเทศ สร้างความสับสนว้าวุ่นให้กับนายกฯ ลี กวน ยู เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา นายลี กวน ยู เชื่อในเอกภาพระหว่างสิงคโปร์กับมาเลเซีย ทั้งด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์
ในวัย 42 ปี นายกฯ ลี กวน ยู คือผู้นำเพียงหนึ่งเดียวของสิงคโปร์ เป้าหมายหลักคือการผลักดันให้สิงคโปร์เป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ โดยมีชีวิตประชาชนหลายล้านคนเป็นเดิมพัน นักวิเคราะห์เชื่อว่าความเข้มแข็งและความเป็นนักคิด นักวางแผน ของลี กวน ยู คือต้นแบบให้กับชาวสิงคโปร์ทั้งประเทศ ทำให้สิงคโปร์สามารถสร้างทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดได้ นั่นคือมนุษย์
เศรษฐกิจสิงคโปร์ภายใต้การนำของนายกฯ ลี กวน ยู เติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ติดต่อกันกว่า 10 ปี นายกฯ ลียังมีส่วนสำคัญในการจำกัดความรูปแบบการพัฒนาที่หลายประเทศนำไปปรับใช้ จนกลายเป็น 4 เสือเอเชีย ประกอบด้วย ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
นักลงทุนทั่วโลกต่างมุ่งหน้าไปสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางน้ำมัน การคมนาคมขนส่ง และการเงินของเอเชีย
Michael Barr นักวิเคราะห์การเมืองที่มหาวิทยาลัย Flinders ในออสเตรเลีย กล่าวว่า ลี กวน ยู ได้รวบรวมกลุ่มคนผู้มีความสามารถเพื่อช่วยกันวางรากฐานการพัฒนาในระยะยาวให้สิงคโปร์ ขณะที่ความเป็นผู้นำของเขา ช่วยสร้างบรรยากาศการเมืองที่สอดคล้องกลมกลืน
แต่ความเข้มแข็งเด็ดขาดของนายลี กวน ยู ก็ได้ทำให้เกิดลัทธิอำนาจนิยมขึ้น คือรัฐบาลสิงคโปร์มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการลงโทษผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นำไปสู่การจับกุมคุมขังนักการเมืองฝ่ายค้าน นักรณรงค์ และผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆจำนวนมาก
นายลี กวน ยู กล่าวว่าใครก็ตามที่ปกครองสิงคโปร์ต้องมีความเข้มแข็งเด็ดขาด เพราะนี่ไม่ใช่เกมแต่เป็นชีวิตจริง ดังนั้นในช่วงที่ตนยังอยู่ในอำนาจ จะไม่มีใครล้มล้างสิ่งที่ตนให้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมาได้
ปัจจุบัน สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่ควบคุมการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะอย่างเข้มงวด เมื่อปีที่แล้วหน่วยงาน Reporters Without Borders จัดอันดับเสรีภาพสื่อในสิงคโปร์ให้อยู่ในระดับต่ำสุดในกลุ่มประเทศแถบอาเซียน เป็นรองทั้งพม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย และไทย
รายงานจากผู้สื่อข่าว Ron Corben / เรียบเรียงโดยทรงพจน์ สุภาผล

ลีกวนยู วีรบุรุษสิงคโปร์

เช้าวันนี้  เป็นวันที่ไม่สดใสของชาวสิงค์โปร เมื่อต้องทราบข่าวการจากไปจากปากของนายกรัฐมนตรี (ลี เซียน ลุง) ประกาศว่า นาย ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 03:18 น. (ราว 2:18 น. ตามเวลาไทย) ที่โรงพยาบาล สิงคโปร์ เจเนอรัล ด้วยวัย 91 ปี
หลังหลังจากเข้ารับการรักษาอาการปอดติดเชื้อรุนแรงที่โรงพยาบาลมานานหลายสัปดาห์ และในช่วงหลายวันที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าอาการของเขาทรุดลงเรื่อยๆ
ดั่งวานนี้ เมื่อเหล่าประชาชนทราบข่าวถึงอาการที่ทรุดหนักของเขา ต่างเดินทางนำดอกไม้มาให้กำลังใจถึงหน้าโรงพยาบาล ขณะที่โลกออนไลน์ได้เขียนข้อความสรรเสริญ พร้อมส่งกำลังใจ ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บนี้โดยเร็ว
ลี กวน ยู, Lee Kuan Yew, ลี กวน ยู เสียชีวิต, สิงคโปร์, ประวัติ ลี กวน ยู
แต่…เพียงแค่ข้ามคืน นายลี กวน ยู ได้ต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย จากไป ทิ้งความทรงจำ “ตำนานตลอดกาล…วีรบุรุษสิงค์โปร์” หรือ “บิดา ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์สมัยใหม่” ไว้ให้ลูกหลาน
หน้าประวัติศาสตร์ ได้บันทึก ชื่อ “ลี กวน ยู” (Lee Kuan Yew) ว่า เขา คือ ผู้กุมอำนาจบริหารของสิงคโปร์มายาวนายถึง 31 ปี และ เป็นผู้มีบทบาททางเมืองสำคัญคนหนึ่งระดับเอเชีย
และที่สำคัญ…ชาวสิงคโปร์ ไม่เคยลืม เขา คืออดีตผู้นำประเทศ ที่นำพาให้สิงคโปร์ ก้าวลำพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดที่มีความร่ำรวยมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก
แม้..ที่ผ่านมา จะเคยถูกตราหน้าว่า เป็นนักเผด็จการตัวจริงในระบบอบประชาธิปไตยก็ตาม
ลีกวนยูมีเชื้อสายจีนแคะ ที่บรรพบุรุษอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยนใน จีน แผ่นดินใหญ่ เกิดในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 16 กันยายน ปี 1923 ในยุคที่สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของอังกฤษ และได้เข้าศึกษาที่ “Raffles College” ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดใน “บริติส มาลายา” ของสิงคโปร์ ทำให้เขาได้รับการปลูกฝังและมีแนวความคิดตามแบบชาวตะวันกตมาตั้งแต่เด็ก
การเข้าศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้ เขา ยังได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “ตนกู อับดุล รามาน” ซึ่งเคยตำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียในยุคก่อนหน้าที่ “ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด” จะขึ้นกุมอำนาจยาวนานในมาเลเซีย
แต่…ชีวิตของเขา พลิกผันตอนวัย 19 ปี เมื่อญี่ปุ่นเข้ารุกรานสิงคโปร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสามารถ เอาชนะกองทัพอังกฤษที่ปกครองสิงคโปร์ได้อย่างง่ายดาย ชัยชนะของญี่ปุ่นทำลายความเชื่อของเขา เรื่องการไม่สามารถเอาชนะคนขาวลงได้อย่างสิ้นเชิง ความคิดทางการเมืองของ ลีกวน ยู เริ่มต้นนับจากวันนั้น
“แท้จริงแล้วคนเอเชียก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝรั่งผิวขาวตาน้ำข้าวจากซีกโลกตะวันตกเลย”
คำพูดผสมความคิด ที่ทำให้เขาเปลี่ยนทัศนคติจากเดิม จากที่เคยคิดว่าคนเอเชียด้อยกว่าจนถูกล่าอาณานิคมเป็นว่าเล่น เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นอีกหนึ่งในจังหวะชีวิต เขาจึงเริ่มหันมาสนใจงานด้านการเมืองและเริ่มมีแนวคิดที่จะต่อสู้เพื่อ“อิสรภาพ”
จนเมื่อสงครามจบลง เขา ได้เดินทางไปศึกษาด้านกฏหมายที่ “มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์” ในประเทศอังกฤษ และได้พบกับ “ควากอกชู” ซึ่งเดินทางมาเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เช่นกัน ก่อนจะแต่งงานกันในเวลาต่อมา
ลี กวน ยู, Lee Kuan Yew, ลี กวน ยู เสียชีวิต, สิงคโปร์, ประวัติ ลี กวน ยู
เมื่อ “ชาวมาลายัน” ส่วนใหญ่เริ่มตีแผ่ถึงความไม่พอใจในการปกครองประเทศอาณานิคมของอังกฤษ 
ความคิดเรื่องการต่อสู้เพื่ออิสระภาพของ ลีกวน ยู เริ่มคุกรุ่นทันที เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมใน Malayans Forum เพื่อมีบทบาทในการตอบโต้กับประเทศอังกฤษ เพื่อการเป็นอิสระจากอาณานิคมครั้งนี้
หลังสำเร็จการศึกษา เขาเดินทางกลับสิงคโปร์ในปี 1955 ลงเล่นการ เมืองเต็มตัว โดยการจัดตั้งพรรค People’s Action Party (PAP) และสามารถชนะการเลือกตั้งผ่านเข้าเป็นสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ หลังจากนั้นอีก เพียง 4 ปี การเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 1 มิถุนายน ปี 1959 พรรคของลี กวน ยู ชนะการเลือกตั้งได้ผู้แทนเด็ดขาดถึง 43 ตำแหน่งจากทั้งสิ้น 51 ตำแหน่ง ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เมื่ออายุได้เพียง 36 ปี
ขณะที่ มาเลเซีย ได้อิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 1961 เขาจึงเจรจากับ “ตนกู อับตุล รามาน” (เพื่อนเก่าสมัยเรียน) เพื่อต้องการอิสรภาพนี้เช่นเดียวกัน โดยมีแนวความคิดร่วมกันว่าจะรวมสิงคโปร์เข้ากับมาเลเซียให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
โดยเล็งเห็นว่าสิงคโปร์นั้นไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาตนเอง ไปสู่การเป็นประเทศที่พร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านได้ แนวความคิดนี้สำเร็จในปี 1962
กลายเป็นเสือเอเชีย “โลกที่หนึ่ง” ในกาลต่อมา
แต่…. 2 ปีให้หลัง เขา ได้ถูกต่อต้าน จากชาวมาเลเซียที่ไม่ต้องการให้ชาวสิงคโปร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมาเลเซีย เข้ามาอยู่ร่วม ขณะที่ชาวสิงคโปร์ ก็ไม่พอใจในการถูกเหยียดชนชั้น จึงกลายเป็นการ “จลาจลครั้งใหญ่”
ในที่สุด เขา ก็ตัดสินใจนำสิงคโปร์แยกออกจากมาเลเซีย และตัดสินใจประกาศอิสรภาพ ไม่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอีกต่อไปตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 1965 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ นายลี กวน ยู มีบุตรชาย 2 คน คือ ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน และนาย ลี เซียน ยัง ประธานคนปัจจุบันของสำนักงานการบินพลเรือนสิงคโปร์ และมีบุตรี อีก 1 คน คือ ลี เว่ย หลิง ผู้บริหารสถาบันประสาทวิทยาแห่งชาติ ส่วนภรรยา “ควา กอกชู” ได้เสียชีวิตด้วยวัย 63 ปีใน ปี 2010
ขอบคุณภาพ AP
แกล้วนลิน 

พบระเบิด-กระสุนปืนสงครามอื้อ ซุกป่า ใกล้ที่ประชุมครม.สัญจรหัวหิน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2558 21:20


พบระเบิดและกระสุนปืนสงครามจำนวนมากซุกกระสอบ ทิ้งป่าริมถนน ใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้ที่ประชุม ครม.สัญจร วันที่ 27-28 มี.ค.นี้ ห่างเพียง 2 กม. ตร.เร่งสืบหาที่มา พบอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน แค่ยังไม่ได้ต่อวงจร...
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 มี.ค.58 มีรายงานว่า ศูนย์วิทยุ 191 รับแจ้งจากชายหาปลาว่า พบกองวัตถุระเบิดจำนวน 2 กอง ภายในพื้นที่ปลูกป่าโครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ ริมถนนเพชรเกษม ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กับโรงเรียนนายสิบทหารบก ห่างจากสถานพักฟื้นกองทัพบกสวนสนประดิพัทธ์ ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1 ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27-28 มี.ค.นี้ หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบ พร้อม หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี)ค่ายนเรศวร
เจ้าหน้าที่อีโอดี ตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุ พบวัตถุระเบิด พร้อมเครื่องกระสุนปืนสงครามจำนวนมาก บรรจุอยู่ในกระสอบสีขาว และสีเขียว สำหรับทำบังเกอร์ทหารจำนวน 7 ถุง กองอยู่ใกล้ๆ กัน เจ้าหน้าที่อีโอดี จึงได้ทำการตรวจสอบ พบเป็นระเบิด ระเบิดซีโฟร์ ระเบิดทีเอ็นที ฝักแคระเบิด ระเบิดเพลิง ระเบิดแก๊สน้ำตา ระเบิดควัน พลุส่องสว่าง ชนวนจุดระเบิดไฟฟ้าชนวนจุดระเบิดแบบธรรมดา ตัวจุดจุดชนวนแบบ M3 M4 M5 กระสุนปืน M16 และกระสุนปืนอาก้า ในกล่องเหล็ก ซึ่งที่กระสอบมีข้อความเขียนไว้ว่า ร้อย 1 พัน 1
อีโอดี แยกระบิดชนิดต่างๆมาตรวจสอบ
ทั้งนี้ จากการสอบสอบพบว่าระเบิดทั้งหมดอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน แต่ยังไม่ได้มีการต่อวงจร เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเคลื่อนย้าย วัตถุระเบิดทั้งหมดที่พบออกจากป่าขึ้นมาบนถนนภายในโครงการปลูกป่า เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจากนี้จะมีการสืบหาที่มาของวัตถุระเบิดทั้งหมด โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในการประชุม ครม.สัญจร หรือไม่ ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นกลุ่มบุคคลที่กลัวความผิดจากการกดดันระดมกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นได้
ระเบิดและเครื่องกระสุนจำนวนมากซุกริมถนน
สำหรับ ชนิดระเบิดทั้งหมด ประกอบด้วย ฝักแคระเบิด ความยาวประมาณ 100 เมตร ระเบิด TNT ขนาด 1/4 ปอนด์ จำนวน 41 แท่ง ระเบิด TNT ขนาด 1/2 ปอนด์ จำนวน 7 แท่ง ระเบิด TNT ขนาด 1 ปอนด์ จำนวน 1 แท่ง ระเบิดซีโฟร์ one ขนาด 1/4 ปอนด์ จำนวน 4 แท่ง ระเบิดเพลิง WP M 34 จำนวน 20 ลูก ระเบิดเพลิงสำหรับเผาไหม้ TH3 AN-M14 จำนวน 11 ลูก แก๊สน้ำตา N201 MK3 จำนวน 12 ลูก สโมกควัน M18 จำนวน 2 ลูก ประทัด M80 23 ลูก ตัวจุดระเบิดชนิด M3 จำนวน 62 ชุด เชื้อปะทุไฟฟ้า 15 ชุด ตัวจุดระเบิด ชนิด M6 จำนวน 148 ชุด เชื้อปะทุธรรมดา 944 แท่ง พลุส่องสว่าง  16 ตัว ลวดสะดุด 12 ม้วน กระสุนปืน ปลย.88 12 นัด ปืนกล93 2 นัด M60. 5 นัด M16. 55 นัด กระสุนซ้อม m60. 2 นัด.