PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ‘เลวร้ายกว่าที่คิด’


ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ‘เลวร้ายกว่าที่คิด’


เลวร้ายกว่าที่คิด

เห็นร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นแล้วพบว่าเนื้อหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้มีอยู่ครบถ้วนและยังมีเนื้อหาส่วนที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนเพิ่มเติมขึ้นมาอีกทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
ร่างรัฐธรรมนูญนี้ทำให้อำนาจอธิปไตยไม่เป็นของปวงชนชาวไทย แต่อำนาจทั้งหลายอยู่กับองค์กรและกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชนและไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนุญ ซึ่งประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เป็นการทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง
ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างนี้การเลือกตั้งจะไร้ความหมาย คือ ประชาชนได้ไปเลือก แต่เลือกไม่ได้ รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะบริหารไม่ได้ ตอบสนองความต้องการของประชาชนไม่ได้และถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอไม่มีเสถียรภาพและอยู่ไม่ได้นาน ร่างนี้เป็นร่างที่สร้างเงื่อนไขและแรงจูงใจให้สังคมก้าวสู่วิกฤตที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดการล้มรัฐบาล การขัดขวางการเลือกตั้งทำได้ง่าย เปิดช่องให้เกิดการตีความที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิไตย เช่น การให้มีรัฐบาลคนนอกที่อาจปกครองประเทศเป็นเวลานาน
เมื่อปรากฏว่าตัวรัฐธรรมนูญเองสร้างวิกฤต แต่ก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญนี้แก้ไม่ได้แล้ว การแก้ความขัดแย้งจึงเหลือเพียงการฉีกรัฐธรรมนูญเท่านั้น
รัฐธรรมนูญแบบนี้จึงกำลังทำให้ประเทศเดินเข้าสู่วงจรเดิม คือ มีเลือกตั้งแล้วก็เกิดการล้มรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญโดยความร่วมมือกันของกลุ่มคนที่สามารถกระทำผิดกฎหมายได้โดยไม่มีขีดจำกัดเนื่องจากระบบยุติธรรมล้มเหลวและไม่ได้รับการแก้ไข ร่วมกับกลไกในรัฐธรรรมนูญที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน
เมื่ออ่านร่างทั้งหมดแล้วจะพบว่าร่างนี้มีเนื้อหาที่เลวร้ายกว่าที่เคยเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ คือ เป็นรัฐธรรมนูญฉ้อฉลที่วางหมากกลไว้อย่างซับซ้อน แต่ละส่วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าอำนาจทั้งหลายจะไม่อยู่ที่ประชาชนเลย เป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งรองรับการปกครองที่เป็นเผด็จการอย่างถาวร แต่แม้ว่าเนื้อหาที่เปิดเผยแล้วในขั้นนี้จะเป็นปัญหาอย่างร้ายแรงแล้วก็ตาม กระบวนการที่จะทำให้เกิดการปกครองที่เป็นเผด็จการอย่างถาวรยังไม่สิ้นสุด ร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังได้ปูทางให้กระบวนการนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีกหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วทั้งการออกกพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปสำคัญๆที่ล้วนแต่จะเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและประชาชนไม่มีส่วนร่วมใดๆแต่จะมีผลไปอีกยาวนาน
คณะกรรมการร่างยังได้แสดงธาตุแท้ของตนโดยปราศจากความละอายใดๆด้วยการเขียนบทเฉพาะกาลที่อาจกล่าวได้ว่าเลวร้ายยิ่งกว่าตัวร่างเองคือนอกจากจะกำหนดว่าจะเกิดขึ้นอะไรขึ้นอีกเพื่อให้ระบบเผด็จการที่ออกแบบไว้มีความสมบูรณ์แล้วยังรับรองบรรดาประกาศ คำสั่งและการกระทำของคสช.หรือของหัวหน้า คสช.ที่ใช้บังคับอยู่หรือที่จะใช้บังคับต่อไปให้เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังที่ปรากฏในมาตรา 270 มาตรานี้มีความหมายคือเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่คสช.ทั้งเรื่องที่ทำมาแล้วและที่จะทำต่อไปซึ่งจะหมายความว่าคสช.และหัวหน้าคสช.จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น เมื่อรวมเข้ากับมาตรา 257 แล้วจะมีความหมายว่าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การปกครองของคสช.ที่อยู่เหนือกฎหมายทั้งปวงรวมทั้งรัฐธรรมนูญเองแม้ในช่วงที่มีการลงประชามติและการเลือกตั้งเรื่อยไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่
บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญนี้กำลังจะยืดเวลาของการที่ประเทศไม่เป็นนิติรัฐและไม่มีหลักนิติธรรมให้ยาวนานออกไป ใครที่หลงเข้าใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนจะมีเสรีภาพมากขึ้นจึงต้องทำความเข้าใจเสียใหม่
ส่วนใครที่หวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งขึ้นแล้วบ้านเมืองจะดีขึ้น วิกฤตจะไม่เกิดขึ้น รัฐบาลจะแก้ปัญหาของประเทศตามที่ประชาชนต้องการ เศรษฐกิจจะดีขึ้นและประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น คงต้องขอเรียนให้ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะทำลายความหวังทั้งหลายนั้นอย่างแน่นอน


เผยแพร่ครั้งแรกใน: https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage

ร่างฯมีชัย‬: ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางเป็นเผด็จการจากอำนาจตุลาการหรือไม่? (1)

ร่างฯมีชัย‬: ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางเป็นเผด็จการจากอำนาจตุลาการหรือไม่? (1)


รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับ จะเริ่มต้นที่เหมือนกัน คือ
มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างฯมีชัย จะมีความไม่เป็นประชาธิปไตย และเขียนไว้ให้อาจเข้าใจได้ว่า เพื่อสืบทอดอำนาจ โดยเข้าข่ายลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจอธิปไตยแทนประชาชนทั้งประเทศ ทั้งบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามแนวทางรูปแบบเผด็จการหรือไม่ เพราะให้มีอำนาจตามมาตรา 44 กล่าวคือ
ร่างนี้มีบทบัญญัติ เกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ อาทิ
ร่างฯนี้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความโดยไม่ต้องมีกฎหมายหรือตามตัวอักษรได้ และมีอำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว คือ
มาตรา 207 การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะยกมาปรับแก่กรณีใดได้ ให้วินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มาจากประชาชน และแต่มาจากกลุ่มคนที่กำหนดไว้ไม่เกิน 500 คน ที่มีสิทธิ์ คนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นพลเมืองไทยแต่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือบุคคลอีก 68 ล้านคน ได้อย่างไรและรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ คน 3 คน มีอำนาจเหนือคน 68 ล้านคน

มาตรา 195 ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนเก้าคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวนสามคน
(2) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวนสองคน
(3) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และมีผลงานทางวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมหาชนเป็นที่ประจักษ์ จำนวนหนึ่งคน
(4) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย ในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และมีผลงานทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์เป็นที่ประจักษ์ จำนวนหนึ่งคน
(5) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี จำนวนสองคน
การที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้ "พิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก" ทำให้เสียงข้างมาก คือ 3 เสียง(ที่ไม่ได้มาจากประชาชน) มีอำนาจมากกว่าเสียงของประชาชน 68 ล้านคน
มาตรา 206 องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าห้าคนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
กรณีตัวอย่างการตัดสินคดีที่ดูแล้วเกิดเคลือบแคลงถึงมาตรฐานทางคดี เช่น
คดีนายสมัคร สุนทรเวช กรณีไปออกรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยงหกโมงเช้า ในคดีนี้เท่ากับว่ามีความเห็นส่วนตนของตุลาการเพียง 2 คน ที่ใช้พจนานุกรม ส่วนอีก 7 คน ไม่ปรากฏ ซึ่งโดยปกติสาระสำคัญของคดีจะต้องมีการประชุมและมีข้อสรุปจากตุลาการเสียงข้างมากระบุให้ใช้พจนานุกรม นิยามคำว่า “ลูกจ้าง” จึงถือเป็นคำวินิจฉัยกลางโดยปราศจากข้อสงสัย หากเป็นเช่นนี้จะถือว่าคำวินิจฉัยกลางมาจากเสียงข้างน้อยแต่ไปเป็นเสียงข้างมากได้อย่างไร
หรือ คดียุบพรรคพลังประชาชน,พรรคชาติไทย พรรครวมใจไทย และตัดสิทธิทางการเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์กับพวก เป็นต้น
การวินิจฉัยคดีสำคัญที่ผ่านมา ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้หลักกฎหมายในการพิจารณา แต่ใช้อำนาจตุลาการที่อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่า เป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายที่ต้องการยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และผลของการใช้อำนาจตุลาการเช่นนี้ ย่อมสร้างความเคลือบแคลงใจและเป็นคำถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญหรืออำนาจตุลาการเข้ามาเป็นคู่กรณีในทางการเมืองเสียเองหรือไม่?
เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่อาจยอมให้กระบวนการยุติธรรมที่มีอำนาจและสร้างบทบาทมากเกินไปในการกำหนดชะตากรรมประเทศจากองค์คณะตุลาการที่อาจต้องดำรงสถานะอยู่อย่างในร่างฯ นี้ได้ และถึงเวลาแล้วหรือไม่(จริงๆก็ถึงนานแล้ว) ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลักการของศาลให้ยึดโยงกับประชาชน ไม่สมควรให้ตุลาการเพียง 3-4 คน (เสียงข้างมาก) สามารถกำหนดทิศทางของประเทศหรือตัดสินใจแทนคนไทยทั้ง 67 ล้านคนได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญใช้กระบวนวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดที่ศาลกำหนดขึ้น ไม่มีการถ่วงดุลตรวจสอบจากหน่วยงานใด ๆ เลย แต่ขอบเขตอำนาจการวินิจฉัยมากมาย สมมุติว่าถ้ามีกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่มีอำนาจสามารถขอต่อศาลนี้ได้ทุกเรื่อง เพราะเรื่องทุกเรื่องที่เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญจะเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็มีเพียง 9 ท่านนี้ที่เป็นองค์คณะตุลาการ ที่ทำการวินิจฉัยอรรถคดีต่าง ๆ และไม่ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเหมือนศาลฎีกาในแผนกคดีต่าง ๆ อย่างนี้อาจเรียกว่า "ใช้อำนาจตามอำเภอใจ"

อีกทั้ง วาระการดำรงตำแหน่งมีถึง 9 ปี ระยะเวลาดังกล่าวยาวนานสามารถค้ำฟ้าค้ำดินได้ และชะตากรรมของประเทศเหมือนถูกแช่แข็งตามวาระที่ต้องจำยอมเช่นนั้นหรือ?
การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจมากสามารถยุบพรรคการเมือง ตัดสินนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมาได้ ชี้ขาดชะตากรรมประเทศไม่มีการเลือกตั้งได้ ไม่ต้องใช้นโยบายที่หาเสียงได้ ฯลฯ เพราะกลไกของระบอบที่อ้างว่าปฏิรูปประเทศนี้ ก็โดยการกำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนทั้งสิ้น 9 ท่าน หากเกิดเหตุต่าง ๆ คณะตุลาการจำนวน 5 ท่าน สามารถวินิจฉัยอรรถคดีต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของศาล นั่นหมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ก็คือ 3 ใน 5 คน มีเพียงแค่ 3 คน วินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ถือเป็นที่สุด เพราะคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร และถือเป็นที่สุด อย่างนี้ก็คงต้องหมายความว่า คุณภาพของบุคคลจะต้องประเสริฐ เป็นคนดี(ตามนิยามของใคร?) และต้องปราศจากการแทรกแซงใดๆได้ เพราะนั่นอาจเป็นเพียง"อุดมคติ" เท่านั้น

ดอกเบี้ยติดลบ: เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

1 กุมภาพันธ์ 2016
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้างความประหลาดใจให้ตลาดการเงินด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยประกาศดอกเบี้ย “ติดลบ” คนได้ยินอาจจะงงๆ ว่าดอกเบี้ยติดลบแปลว่าอะไร? คนญี่ปุ่นต่อไปนี้ต้อง “จ่ายเงิน” เพื่อฝากเงินที่ธนาคารหรือ? เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ลองชวนคุยเรื่องนี้ดูกันครับ
ช่วงหลังๆ นี้เราได้ยินเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินแบบไม่ธรรมดากันบ่อยเหลือเกิน และธนาคารกลางกำลังพาประเทศและเศรษฐกิจโลกถลำลึกเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อน และลึกขึ้นเรื่อยๆ
ในอดีตเราเคยเรียนกันมาว่า ธนาคารกลางสมัยใหม่ใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยระยะสั้นมาก เช่น หนึ่งวัน) เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงิน แล้วปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดดอกเบี้ยระยะอื่นๆ และธนาคารกลางที่ดีต้องรักษาวินัยทางการเงิน ไม่พิมพ์เงินพร่ำเพรื่อ

Quantitative Easing

แต่พอเศรษฐกิจต้องการการกระตุ้นอย่างหนัก การลดดอกเบี้ยลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเกือบศูนย์เริ่มจะไม่เพียงพอ เราเริ่มได้ยินคำว่า quantitative easing (QE) หรือแปลเป็นไทยแบบงงๆ ว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ–เพื่อให้แตกต่างจากการผ่อนคลายโดยใช้ราคาหรืออัตราดอกเบี้ย หรือพูดง่ายๆ คือการอัดฉีดสภาพคล่อง (หรือพิมพ์เงิน) เข้าไปในระบบแบบปริมาณมหาศาล เพื่อจุดประสงค์สองสามอย่าง
หนึ่ง คือเพื่อให้แน่ใจว่าสภาพคล่องในระบบมีอยู่อย่างเพียงพอ ไม่เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงของสภาพคล่องแบบที่เคยเกิดกับวิกฤติในอดีต โดยเฉพาะเมื่อระบบธนาคารไม่สามารถทำงานได้ และการหมุนของปริมาณเงินหดตัวลงอย่างรวดเร็ว
สอง คือ เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน สังเกตว่าการทำ QE มุ่งเป้าไปที่การซื้อสินทรัพย์บางประเภท เช่น พันธบัตรระยะยาว พันธบัตรที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่กองทุนหุ้น เพื่อพุ่งเป้าในการเพิ่มราคาสินทรัพย์เหล่านั้นหรือลดต้นทุนทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้นักลงทุน รัฐบาล และผู้บริโภคกู้เงินได้ถูกลง ลดความเสี่ยงต่องบดุลของผู้กู้ทั้งหลาย และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หนีปัญหาเงินฝืด
และสาม คือ เป็นการไล่เงินออกจากทรัพย์สินปลอดภัยให้ไปถือสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่เคยถือไม่มีความเสี่ยง ได้ดอกเบี้ยสบายๆ 4% อยู่ดีๆ คงเห็นอัตราผลตอบแทนลดลงอย่างรวดเร็ว ต้องออกไปหาสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเท่าเดิม (ซึ่งก็หายากขึ้นเรื่อยๆ) เท่ากับเป็นการกระจายสภาพคล่องออกไปถ้วนหน้าอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผลอีกอย่างของการพิมพ์เงินและอัดฉีดสภาพคล่องคือ การทำให้ค่าเงินของตัวเองอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินคนอื่น ตอนที่มีอเมริกาทำอยู่คนเดียว ผลจึงเห็นค่อนข้างเต็มที่ พอทุกคนทำเหมือนกันหมด ผลที่เห็นจึงน้อยลงไปมาก จนบางคนบอกว่านี่คือ “สงครามค่าเงิน” ด้วยซ้ำ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยเหลือเกือบศูนย์ตั้งแต่ปลายปี 2008 และนำมาตรการ QE มาใช้สามรอบ Fed ต้องซื้อสินทรัพย์และพิมพ์เงินปริมาณมหาศาล จนงบดุลของ Fed ขยายจากแปดแสนล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นเป็น 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เรียกว่าใหญ่แบบไม่เคยเป็นมาก่อน และ Fed คงยังเกาหัวแกรกๆ ว่าจะลดขนาดของงบดุลที่ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไรโดยไม่กระทบตลาดการเงิน
ที่น่าสนใจคือ เมื่อปี 2002 Bernanke ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ Board of Governors of the Federal Reserve (ก่อนรับตำแหน่งประธานในปี 2006) เคยพูดในวาระครบรอบเก้าสิบปีของ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เขียนหนังสือคลาสสิกตลอดกาล A Monetary History of the United States ที่บอกว่าการหดตัวของนโยบายการเงินสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญที่ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจตกต่ำในช่วง the Great Depression ปี 1929-1933 และ Bernanke จบ speech ของเขาด้วยการบอกว่า
“I would like to say to Milton and Anna: Regarding the Great Depression. You’re right, we did it. We’re very sorry. But thanks to you, we won’t do it again.”
พูดง่ายๆ คือ Fed ผิดไปแล้ว เราจะไม่ทำอีกแล้วฮะ
พอ Bernanke ขึ้นมาเป็น Fed chairman และเจอกับวิกฤติเสียเอง จึงต้องพลิกตำราทำทุกทางไม่ให้เกิดปัญหาแบบที่เคยเกิดมาในอดีต
นอกจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และความเสี่ยงเงินฝืดมาเยือน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็ใช้สูตรเดียวกัน คือลดดอกเบี้ยเหลือศูนย์ บวกการพิมพ์เงินขนาดมหาศาล มีแถมนโยบายใหม่ๆ เช่น LTRO เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มเป็นครั้งคราว และขนาดของธนาคารกลางก็เพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้าแบบไม่เคยเจอมาก่อน
ขนาดของงบดุลธนาคารกลางใหญ่ขึ้นมากหลังการทำ QE
ขนาดของงบดุลธนาคารกลางใหญ่ขึ้นมากหลังการทำ QE
แต่ฐานเงินที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ก็ไม่ได้แปลว่าปริมาณเงินในระบบหรือ money supply จะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันนะครับ ด้วยความที่ภาคธนาคารไม่ทำงาน ตัวคูณทางการเงินหรือ money multiplier จึงหดตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ปั๊มเงินเยอะขนาดนี้ สภาพคล่องในระบบอาจจะหดจริงๆ ก็ได้

แล้วดอกเบี้ยติดลบล่ะ?

เราคุ้นเคยมาตลอดว่า “อัตราดอกเบี้ย” ติดลบไม่ได้ ต่ำสุดก็ได้แค่ศูนย์และไม่มีเหตุผลที่ดอกเบี้ยจะติดลบ เพราะนั่นจะแปลว่าคนมากู้จะได้แถมเงินไปด้วย (แล้วใครจะไม่มากู้!) และคนเอาเงินมาฝากจะโดนคิดดอกแทนจะ “ได้” ดอกเบี้ย คงไม่มีเหตุผลที่ให้จะเอาไปฝาก นอนกอดเงินสดอยู่เฉยๆ ดีกว่า
แต่มาช่วงหลังๆ เราได้ยินคำว่าดอกเบี้ยติดลบกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดศูนย์ และการปั๊มเงินแบบมหาศาลยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร ECB จึงเริ่มทำการทดลองทางนโยบายการเงินที่ผมเข้าใจว่าไม่เคยลองมาก่อน (ถ้าไม่นับที่ธนาคารสวิสคิดค่าธรรมเนียมในการฝากเงินช่วงปี 1970s เพื่อป้องกันเงินไหลเข้าในช่วงที่โลกทั้งโลกมีเงินเฟ้อสูง และค่าเงินฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องสั่งเบรก แต่เงินก็ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่องแม้จะคิดค่าฝากก็ตาม)
ECB ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนกลายติดลบตั้งแต่กลางปี 2014 และปรับลดลงมาอีกสองครั้ง ครั้งล่าสุดเพิ่งจะปรับลดให้ติดลบมากขึ้นไปอีก (-0.30%) เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
อาจจะสงสัยกันว่า ดอกเบี้ยนโยบายติดลบได้อย่างไร ต้องอธิบายก่อนนะครับว่า โดยทั่วไป ดอกเบี้ยของธนาคารกลางอย่าง ECB หรือแม้แต่แบงก์ชาติไทยจะมีสามตัว ตัวแรก คือ deposit facility เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลาง “ให้” กับธนาคารพาณิชย์ ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เอาเงินมาฝากไว้กับธนาคารกลาง เพราะธนาคารกลางทำหน้าที่เป็นนายแบงก์รับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ และมักจะมีข้อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินสำรองสภาพคล่องไว้ที่ธนาคารกลางด้วย
ตัวที่สอง อัตราดอกเบี้ย main refinancing หรืออัตราดอกเบี้ย repo เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางใช้เป็นเป้าหมายในการแทรกแซงตลาดสภาพคล่องที่กู้ยืมกันระหว่างธนาคาร ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนี้ของ ECB คือ 0.05%
และตัวที่สามคือ lending facility คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางจะคิดกรณีธนาคารพาณิชย์มาขอกู้กรณีขาดสภาพคล่อง ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนี้ของ ECB คือ 0.30%
สังเกตว่าตัวที่ติดลบตามข่าวยังเป็นตัวแรกตัวเดียวนะครับ ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องส่วนเกินเหลือเยอะมากจากการทำ QE (ธนาคารกลางซื้อสินทรัพย์จากธนาคารพาณิชย์ และเอาเงินยัดใส่มือธนาคาร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรดี จึงเอามาทิ้งไว้เฉยๆ ในบัญชีของธนาคารกลาง) ตอนนี้ธนาคารกลางจึงกำลังส่งสัญญาณว่าถ้าธนาคารไหนมีสภาพคล่องส่วนเกินจากที่ถูกกำหนดให้ฝากไว้ที่ธนาคารกลาง ก็รบกวนช่วยเอาไปใช้เถิด จะปล่อยกู้ ลงทุน หรือเอาไปทำอะไรก็เอาไปเถอะ ขืนเอามาทิ้งไว้เฉยๆ จะคิดเงินแล้ว
อัตราดกเบี้ยนโยบายของ ECB
อัตราดกเบี้ยนโยบายของ ECB
ในกรณีของญี่ปุ่นที่เพิ่งประกาศไปก็ไม่ต่างกัน คือ BoJ ประกาศว่าเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับ BoJ ในส่วนที่เกินกว่าที่ทางการกำหนดจะเริ่มถูกเก็บเงินแล้ว!
เรียกว่าพยายามไล่เงินออกจากระบบธนาคารพาณิชย์ และลดต้นทุนทางการเงินภาคเอกชนกันแบบสุดๆ (เอาไปปล่อยกู้ดอกถูกๆ ดีกว่าโดนเก็บจากสภาพคล่องส่วนเกินนะ)
สิ่งที่เห็นตามมาหลังจาก ECB และ BoJ ใช้ดอกเบี้ยติดลบคือ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในยุโรปและญี่ปุ่นติดลบกันหมด เพราะธนาคารที่มีสภาพคล่องเหลือเอาเงินสภาพคล่องมาซื้อพันธบัตร แทนที่จะยอมจ่ายดอกเบี้ยติดลบจากการเอาไปฝากธนาคารกลาง และคงหวังได้กำไรถ้าธนาคารกลางมาไล่ซื้อพันธบัตรอีกต่อหนึ่งด้วย
พันธบัตรรัฐบาลเยอรมันติดลบไปจนถึงพันธบัตรอายุเจ็ดปี! แปลว่ามีคนยอมซื้อพันธบัตรที่มีมูลค่าหน้าตั๋ว 100 ยูโร ในราคามากกว่า 100 ยูโร! ฟังแล้วไม่ค่อยมีเหตุผลใช่ไหมครับ แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้ว! และเกิดขึ้นในหลายประเทศเสียด้วย คือรัฐบาลประเทศเหล่านี้สามารถกู้เงินได้ในอัตราติดลบหรือมีคนแถมเงินให้ทุกครั้งที่กู้เงิน!
อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและเยอรมัน
อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและเยอรมัน
นอกจากประเทศที่ใช้เงินยูโรแล้ว ประเทศยุโรปที่ไม่ได้ใช้ยูโรอย่างเดนมาร์ก สวีเดน หรือสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องลดดอกเบี้ยให้ต่ำติดลบไปพร้อมๆ กันด้วย ไม่เช่นนั้นคงเจอภาวะเงินไหลเข้าจนค่าเงินแข็งปั๋งเป็นแน่
สรุปแล้ว ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยที่ติดลบ เป็นเฉพาะอัตราที่ธนาคารกลางเก็บจากเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดที่ธนาคารพาณิชย์คิดอัตราดอกเบี้ยจากผู้ฝากเงิน (ยกเว้นยอดเงินฝากก้อนใหญ่ใน private bank บางแห่ง) ธนาคารคงยังกลัวว่าผู้ฝากเงินจะแห่มาถอนกันหมด แต่ด้วยต้นทุนการเก็บเงินสดค่อนข้างสูงในประเทศเหล่านี้ หลายคนอาจจะยอมทิ้งเงินไว้เฉยๆ ในธนาคารแม้ไม่ได้ดอกเบี้ยหรือโดนเก็บนิดๆ หน่อยๆ ก็ตาม
มานั่งนึกดู ตอนนี้แค่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ หลายคนยังนึกไม่ออกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ติดลบหน้าตาเป็นอย่างไร อาจจะอีกไม่นานเกินไป ถ้าเศรษฐกิจซบเซาต่อไป ธนาคารกลางอาจจะต้องเริ่มจ้างธนาคารพาณิชย์ให้ช่วยเอาเงินไปใช้หน่อย โดยการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ติดลบก็ได้! เราออกมาไกลขนาดนี้แล้ว ถ้าต้องออกไปอีกหน่อยคงไม่ประหลาดใจเท่าไร
แต่ที่น่ากังวลคือ ผลกระทบด้านลบของการใช้นโยบายแบบนี้เริ่มเผยโฉมออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประโยชน์ส่วนเพิ่มลดลงเรื่อยๆ น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะเอาเศรษฐกิจโลกออกจากความท้าทายรอบนี้อย่างไร…
////////////////////
คนญี่ปุ่นต่อไปนี้ต้อง "จ่ายเงิน" เพื่อฝากเงินที่ธนาคารหรือ? ^^

ดอกเบี้ย "ติดลบ" คนได้ยินอาจจะงงๆ ว่าดอกเบี้ยติดลบแปลว่าอะไร? คนญี่ปุ่นต่อไปนี้ต้อง "จ่ายเงิน" เพื่อฝากเงินที่ธนาคารหรือ? เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ลองชวนคุยเรื่องนี้ดูกันครับ.....มานั่งนึกดู ตอนนี้แค่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ หลายคนยังนึกไม่ออกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ติดลบหน้าตาเป็นอย่างไร อาจจะอีกไม่นานเกินไป ถ้าเศรษฐกิจซบเซาต่อไป ธนาคารกลางอาจจะต้องเริ่มจ้างธนาคารพาณิชย์ให้ช่วยเอาเงินไปใช้หน่อย โดยการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ติดลบก็ได้! เราออกมาไกลขนาดนี้แล้ว ถ้าต้องออกไปอีกหน่อยคงไม่ประหลาดใจเท่าไร=>แต่ที่น่ากังวลคือ ผลกระทบด้านลบของการใช้นโยบายแบบนี้เริ่มเผยโฉมออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ประโยชน์ส่วนเพิ่มลดลงเรื่อยๆ น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะเอาเศรษฐกิจโลกออกจากความท้าทายรอบนี้อย่างไร.
///////////////


ตีเช็ค5ใบ20ล. บริจาคแทนโรงหล่อ!เซียนพระอุ๊ โผล่แจงสตง.ไร้หัวคิวราชภักดิ์

ผู้ว่าฯ สตง. เผย 'เซียนพระอุ๊' เข้าชี้แจงข้อมูลสตง. ปมหัวคิวอุทยานราชภักดิ์แล้ว เจ้าตัวยันเป็นเงินค่าตอบแทนช่วยให้คำปรึกษา แต่ไม่ได้รับไว้เอง นำไปสร้างวัดพร้อมบริจาคแทนโรงหล่อ สั่งจ่ายเป็นเช็คกสิกร5ใบ20ล.เรียงเลขติด ขัดแย้งข้อมูลทหารตามคืนเอง 
poiieeeedddd
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยสำนักข่าวอิศราwww.isranews.org ว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ 'อุ๊ กรุงสยาม' ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินหัวคิวงานหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ทั้ง 7 พระองค์ ของอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาที่สตง.เพื่อติดต่อขอชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีพฤติกรรมเรียกรับเงินค่าหัวคิวจากโรงหล่อตามที่ปรากฎเป็นข่าวแต่อย่างใด 
นายพิศิษฐ์ ระบุว่า เซียนพระอุ๊ ชี้แจงกับสตง.ว่า เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างหล่อองค์พระรูปบูรพกษัตริย์ทั้ง 7 พระองค์ มาตั้งแต่ต้น และเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันงานนี้ให้เกิดขึ้นจนกระทั่งสำเร็จลุล่วงมาได้ด้วยดี งานหล่อถูกกระจายไปตามโรงหล่อไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่โรงหล่อใดโรงหล่อหนึ่ง และเข้าไปช่วยให้คำแนะนำขั้นตอนการทำงานต่างๆ ตามประสบการณ์ที่มี ก่อนที่โรงหล่อ 5 แห่ง จะมอบเงินตอบแทนให้เป็นค่าปรึกษา เฉลี่ยรวมประมาณ 20 ล้านบาท 
"เซียนพระอุ๊ ยืนยันว่าเงินจำนวนนี้ที่ได้รับมาจากโรงหล่อ ไม่ใช่ค่าหัวคิว แต่เป็นเงินค่าตอบแทนที่ให้ไว้สำหรับการเข้าไปช่วยให้คำแนะนำปรึกษาการทำงาน พร้อมมอบรูปถ่ายและผลงานหล่อพระที่เคยทำมาให้เป็นหลักฐานประกอบ เพื่อแสดงเป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นคนมีฝีมือ และเข้าไปช่วยงานจริงด้วย" 
นายพิศิษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เซียนพระอุ๊ ยังระบุด้วยว่า เมื่อได้รับงานค่าตอบแทนจากโรงหล่อมา ก็นำเงินไปสร้างวัดบางส่วน ส่วนที่เหลือก็นำเงินไปบริจาคให้กับอุทยานราชภักดิ์ ในนามโรงหล่อจำนวน 5 แห่ง ที่จ่ายเงินให้ตนเป็นค่าตอบแทนด้วย ซึ่งในระหว่างการชี้แจงเซียนพระอุ๊ได้มอบสำเนาเช็ค 5 ใบ ที่บริจาคให้กับอุทยานราชภักดิ์ในนามของโรงหล่อ มามอบให้กับ สตง.เพื่อแสดงเป็นหลักฐานประกอบด้วย
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ อิศรา ได้รับการยืนยันกับตัวแทนโรงหล่อรายหนึ่ง ว่า หลังจากจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับเซียนพระอุ๊ไป ฝ่ายทหารได้ติดต่อมาว่า ตามเงินส่วนนี้คืนมาครบแล้ว โรงหล่อจะเอาเงินคืนหรือไม่ ซึ่งฝ่ายโรงหล่อยืนยันว่าไม่ขอรับคืน และมอบเป็นเงินบริจาคให้กับ  อุทยานราชภักดิ์ แทน ข้อเท็จจริงขัดแย้งกับที่เซียนพระอุ๊ ชี้แจง  
ผู้ว่าฯ สตง. ตอบว่า เช็คจำนวน 5 ใบ มาจากธนาคารกสิกร ออกในนามบริษัทของเซียนพระอุ๊ ซึ่งสตง.ตรวจสอบพบข้อมูลส่วนนี้ แล้วจึงทำหนังสือแจ้งให้ เซียนพระอุ๊ ชี้แจง ซึ่งเขาก็ชี้แจงว่า เป็นเงินที่บริจาคให้กับ อุทยานราชภักดิ์ ไป ในนามของโรงหล่อทั้งหมด และที่ผ่านมาก็ไม่ได้หนีไปไหน ก็เก็บตัวเงียบไม่อยากเป็นข่าวอะไร 
เมื่อถามว่า วันเวลาในการออกเช็ค เกิดขึ้นก่อนหรือหลังที่ข้อมูลเรื่องหัวคิวโรงหล่อปรากฎเป็นข่าว ผู้ว่าฯ สตง. ระบุว่า จำวันเวลาในเช็คไม่ได้ แต่ยืนยันได้ว่า เช็คทั้ง 5 ใบ ออกเลขที่เรียงติดต่อกัน
ผู้ว่าฯ สตง. ยังระบุด้วยว่า แม้เซียนพระอุ๊ จะยืนยันว่า เงินส่วนนี้ ไม่ใช่ค่าหัวคิว เป็นค่าตอบแทน แต่ สตง.ก็จะติดตามตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกต่อไปว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินอะไรกันแน่ เป็นเงินที่ได้มาจาการเข้าไปรีดไถ่ จากโรงหล่อหรือไม่ ไม่ได้เชื่อข้อมูลจากคำชี้แจงเซียนพระอุ๊ทั้งหมด 
"นอกเหนือจากเรื่องเงินค่าตอบแทนดังกล่าวแล้ว สิ่งที่สตง.จะต้องตรวจสอบต่อไป คือ คุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างรูปหล่อว่า ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการร้องเรียนเข้ามา"
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันจาก นายเอนก หงษ์มณี เจ้าของโรงหล่อประติมา ไฟน์ อาร์ท ซึ่งเข้ามารับงานจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ของอุทยานราชภักดิ์ วงเงินจำนวน 44 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และถูกระบุว่าจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับ นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊ กรุงสยาม เซียนพระที่คอยทำหน้าที่ประสานงานหาเจ้าของโรงหล่อมารับจ้างงานให้กับกองทัพบก เป็นค่าตอบแทนจำนวนเงิน 10% ของราคาค่าจ้าง ว่า ได้จ่ายเงินให้กับเซียนพระ อุ๊ จริง หลังจากได้รับงานสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจริง  แต่เงินที่จ่ายให้ไม่ใช่ค่าหัวคิว แต่เป็นเงินที่จ่ายให้เพื่อตอบแทนการเข้ามาช่วยเหลือและให้คำแนะนำในการทำงานนี้
นายเอนก ยังยืนยันด้วยว่า เกี่ยวกับเงินที่จ่ายให้กับเซียนอุ๊ไป ทราบว่าทางทหารไปติดตามเอาเงินคืนมาได้แล้ว และเคยมาสอบถามตนและโรงหล่อแห่งอื่นว่า ต้องการเงินคืนหรือไม่ ซึ่งพวกตนก็ยืนยันไปว่า ไม่ต้องการเอาคืน และขอบริจาคเงินจำนวนนี้ให้ทหาร เพื่อสมทบงานสร้างอุทยานราชภักดิ์ส่วนอื่นที่ยังค้างอยู่ เพราะทราบว่ามีงานหลายส่วนที่ยังขาดเงินสนับสนุนอยู่ และการบริจาคเงินดังกล่าว ทางกองทัพบก มีการออกใบเสร็จให้ด้วย
ไม่มีการระบุว่าเซียนพระอุ๊ นำเช็คไปบริจาคแทนแต่อย่างใด   

(อ่านประกอบ : ทหารตามเงินได้แล้ว แต่ไม่มีใครเอาคืน! โรงหล่อแจงยิบปมจ่ายเงิน 'เซียนพระ')

อ่านประกอบ :

ทหารตามเงินได้แล้ว แต่ไม่มีใครเอาคืน! โรงหล่อแจงยิบปมจ่ายเงิน 'เซียนพระ'

ขมวดปมหัวคิวโรงหล่อ! สรุป 'เซียนพระอุ๊' มีเอี่ยวจริงหรือ? หาตัวมาแถลงชัดๆได้ไหม?

//////////

โผล่แล้ว...
หลังฝุ่นหายตลบ เซียนพระอุ๊โผล่ชี้แจง กรณีอื้อฉาวถูกตั้งขอสังเกตุร่วมหาประโยชน์ในโครงการอุทยานราชภักดิ์ ยอมรับมีเงินถอนคืนจากโรงหล่อ 20 ล้านบาท บอกเป็นเงินค่าปรึกษาให้คำแนะนำ เอาบริจาคหมด โอพระเจ้าจ๊อร์จ … ฟังได้ไม่ได้ว่ากันไป รอผลสอบเป็นทางการจากศูนย์ต่อต้านการทุจริตของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา จะเคาะอย่างไรกับข้อสังเกตสองนายทหารที่ใก้ลชิด รมช.กลาโหม หนึ่งในนั้นเป็นอดีตเลขา มูลนิธิอุทยานาชภักดิ์ (ทั้งสองคนถูกออกหมายจับคดี 112) มีส่วนเกี่ยวข้องหาประโยชน์ รวมถึงการดึงเอาคนนอกอย่างเซียนพระอุ๊เข้ามาร่วมในการจัดการก่อสร้างพระบรมนุสาวรีย์ จนมีเงินทอนมาให้ใช้ 20 ล้านบาท ..เซียนพระอุ๊มาได้อย่างไร ถ้าไม่มีไฟเขียวจากอดีตขาใหญ่ในกองทัพจะมาได้ไหม..สถาบันอิศราเกาะติด..

มองเศรษฐกิจไทยปีลิง..ไม่กล้วย เอกชนเหนื่อย..ทั่วโลกยังซึม หวั่นการเมืองกระหน่ำซ้ำ

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
ผ่านไปแค่เดือนแรกของปี 2559 ตรงกับปีวอกที่มักจะได้รับพรขอให้ปีนี้เป็นปีกล้วยๆ ซึ่งเดิมคาดการณ์กันว่าปีนี้เศรษฐกิจน่าจะกระเตื้องขึ้นจากปีก่อน เพราะเศรษฐกิจบอบช้ำมานาน เมื่อฐานต่ำทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังไม่ทันไร ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลก หรือจีดีพีลดลง เนื่องจากประเทศใหญ่ๆ ของโลกอย่างจีน ทำท่ามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐอเมริกา ยุโรป ดูเหมือนจะไม่แข็งแรงขึ้นตามคาดการณ์ ส่งผลให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจหลักๆ ของประเทศ อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ของกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับแล้วว่าอาจจะปรับลดจีดีพีของไทยลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิม

"วิกรม"มองบวกศก.ไทยกำลังฟื้น


ส่วนภาพจริงจะเป็นอย่างที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้หรือไม่ลองฟังมุมมองของภาคเอกชนผู้ซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรง เริ่มที่นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอมตะ มองเหมือนกันว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เศรษฐกิจของไทยปีนี้น่าจะนิ่งแล้ว และเตรียมพร้อมสู่การเติบโตหลังจากนี้ เพราะได้ปัจจัยบวก 3 เรื่องคือ 1.การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น นิ่งแล้ว 2.นโยบายการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ ตลอดจนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีนโยบายพัฒนาจำนวนมาก และ 3.ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมระดับหนึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น

ส่วนสถานการณ์การเมืองที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นายวิกรมกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่ขอแสดงความเห็น เพราะไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นล่าสุด"

นายวิกรมกล่าวว่า ปัจจัยการลงทุนที่อมตะสัมผัสมาโดยตลอดพบว่ามีสัญญาณที่ดี นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอันดับหนึ่งทั้งจำนวนโรงงานและมูลค่าลงทุน นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนจากจีนสนใจจะลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี แม้เศรษฐกิจจีนจะมีอัตราการเติบโตชะลอตัว แต่เชื่อมั่นว่าจะคงการลงทุนต่างประเทศต่อไป เพราะเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันคล้ายกับญี่ปุ่นในอดีต ที่ต้องการออกไปลงทุนต่างประเทศหลังพบว่าการลงทุนในประเทศเริ่มอิ่มตัว



สรท.ห่วงส่งออกหดตัวกว่าเดิม
นายนพพรเทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ทิศทางการส่งออกของไทยปีนี้ยังไม่น่าสดใสเหมือนปีที่ผ่านมา หรือมีแนวโน้มที่น่าจะหดตัวรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เนื่องจากปัจจัยหลักคือภาวะเศรษฐกิจโลกเหมือนจะไม่ฟื้นตัวตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ล่าสุด ไอเอ็มเอฟประกาศปรับลดจีดีพีโลกปีนี้ลงจาก 3.6% เหลือเพียง 3.4% ขณะที่ตลาดส่งออกหลักของไทย อย่างสหรัฐที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปี เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 แต่หลังจากนั้นเฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จึงเกิดความวิตกและไม่มั่นใจว่าสหรัฐฟื้นตัวได้จริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ปัญหายังอยู่รอวันประทุ ส่วนเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ดูเหมือนไม่ฟื้นตัวตามคาดเช่นกัน เพราะอียูยังประสบปัญหาเศรษฐกิจหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาภัยก่อการร้าย และปัญหาผู้อพยพทะลักเข้ามาอาจส่งผลให้ประเทศเยอรมนีมีปัญหาเศรษฐกิจแบบเดียวกับประเทศฝรั่งเศสได้

นายนพพรกล่าวว่า ส่วนเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 6.5% ถือว่าต่ำกว่าปีที่ผ่านมาเติบโต 6.9% และการใช้นโยบายลดค่าเงินหยวนน่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกไปจีน คือสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าเกษตรจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยประสบปัญหาหดตัวตามด้วย และน่าจะกระทบเป็นห่วงโซ่ลุกลามต่อเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศที่พึ่งการส่งออกมายังจีนเช่นกัน ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมองว่าน่าจะฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ จนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อีกรอบ และสุดท้ายของราคาน้ำมันที่เชื่อว่าน่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องอีกปี สรท.จึงคาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้มีความเป็นไปได้จะโตไม่ถึง 2% ตามที่ตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ แต่ สรท.จะยังไม่ปรับเป้าจนกว่าจะเห็นสัญญาณการส่งออกในไตรมาส 1 ก่อน เพราะจะเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าการส่งออกไทยจะติดลบมากว่าปีที่แล้วหรือไม่

รธน.ไม่นิ่งต่างชาติไม่เคาะลงทุนไทย

"ส่วนภาคการลงทุนในปีนี้ดูเหมือนส่วนใหญ่ยังต้องฝากความหวังไว้ที่การลงทุนภาครัฐไปอีกปีเนื่องจากการลงทุนจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปแล้ว และที่เตรียมเข้ามาขอใหม่ อาจจะชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพราะนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังจับตารอดูทิศทางของเมืองไทยนับจากนี้ว่าจะเดินตามโรดแมปมีการเลือกตั้งภายในเดือนกรกฎาคม2560 หรือไม่ รวมทั้งยังจับตาต่อเนื่องจนถึงหลังการเลือกตั้งแล้วว่า รัฐบาลที่เข้ามาจะมีเสถียรภาพหรือไม่ การเมืองจะเกิดความวุ่นวายอีกครั้งหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีความกังวลในเรื่องการศึกษาของไทยว่าจะมีความสามารถรองรับต่อการลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้หรือไม่ จึงทำให้บางส่วนตัดสินใจไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านที่การเมืองมีเสถียรภาพและความแน่นอน รวมทั้งมีแรงงานซึ่งมีการพัฒนาทักษะได้สูงกว่าแทน ทาง สรท.จึงประเมินภาพรวมจีดีพีไทยในปีนี้ว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 3-3.5% เท่านั้น" นายนพพรกล่าว

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตพรมแบรนด์ ไทปิง และรอยัลไทย กล่าวว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2559 จะยังคงซึมและซบเซาอยู่ จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจจีนเติบโตลดลง ยิ่งไปกว่านั้นคือปัจจัยภายในประเทศที่มีหลายอย่างไม่แน่นอน เช่น ทางการเมืองก็รอรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จะผ่านประชามติหรือไม่ จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีผลทำให้การลงทุนต่างประเทศหลายแห่งที่จะมาลงทุนบ้านเรา ก็รอดูสถานการณ์ไปก่อน หากมีความแน่นอนทางการเมืองและนโยบายการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาไทยก่อนหน้าก็อาจจะมีมากกว่านี้ เรียกปัจจัยนี้ที่นักลงทุนต่างชาติรอดู คือ ความเสี่ยงทางด้านการเมือง

"เอกชน"ปรับตัวมุ่งค้าขายนอกปท.

นายพิมลกล่าวว่า หากมองระยะยาวมีเรื่องอื่นๆ ของไทยที่เป็นปัจจัยฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีก ได้แก่ ความสามารถทางการแข่งขันของไทยที่ไม่ดีเท่าที่ควร ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์เทียบจีดีพีของไทยยังสูงไป รถไฟที่ร่วมทุนกับต่างชาติที่จะลงทุนก็ยังไม่เห็นการเริ่มก่อสร้าง ทางด้านงานวิจัยที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ก็น้อยเกินไป รวมทั้ง 4จี เพิ่งจะออกตัว ยังเดินไม่เต็มสูบทั้งที่หลายชาติได้ก้าวหน้าไปมากกว่าไทย เหล่านี้เป็นองค์ประกอบภายในทั้งสิ้น จะโทษนอกประเทศอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูภายในประเทศด้วยว่าเป็นอย่างไร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะปรับปรุงพัฒนาอย่างไร

"วันนี้ถามว่าหากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น เราจะดีได้สักแค่ไหน เพราะด้วยเหตุการณ์ทั้งหลายและปัจจัยในประเทศที่กล่าวมา ส่วนเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเมื่อไหร่ ส่วนหนึ่งต้องดูปัจจัยรัฐธรรมนูญประกอบว่าจะออกมาเมื่อไหร่ การเมืองสงบเมื่อไหร่ ส่วนเศรษฐกิจโลกแม้ไม่ดีเท่าเดิมแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น สำหรับจีดีพีไทยปีนี้คาดว่าอาจจะเติบโตไม่ถึง 3% ประเมินจากบรรยากาศและปัจจัยภายในและนอกประเทศข้างต้น หากได้ 3% ก็เก่งแล้ว"

นายพิมลกล่าวว่า สำหรับการปรับตัวธุรกิจของบริษัทเพื่อให้เติบโตและอยู่รอด จะเน้นลงทุนต่างประเทศ และลงทุนในประเทศที่เป็นธุรกิจค้าขายกับต่างประเทศเป็นหลัก เช่น บริษัททำพรมแบรนด์ไทปิง เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ไปซื้อบริษัทของญี่ปุ่นที่ผลิตผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ ขายให้บริษัทในไทยและส่งกลับไปญี่ปุ่นด้วย และปีที่แล้วซื้อบริษัทผลิตโซฟาของอังกฤษ วันนี้ก็มองหาการลงทุนธุรกิจในต่างประเทศอยู่ การขยายไปต่างประเทศมีผลดีเข้ามาประเทศอยู่ เมื่อมีกำไรก็ส่งกลับประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ต้องเดินแบบนี้

คือเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจที่รัฐบาลไม่ควรเพิกเฉย






ที่มา : นสพ.มติชน

ไอซิสวางคาร์บอมบ์-ระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองหลวงซีเรีย ยอดเหยื่อพุ่ง 60 ศพ


ไอซิสวางคาร์บอมบ์-ระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองหลวงซีเรีย ยอดเหยื่อพุ่ง 60 ศพ
Cr:ไทยรัฐ
กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามจุดระเบิดรถยนต์และระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีภายในเขตทางใต้ของกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศซีเรีย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 60 ราย และบาดเจ็บมากกว่าร้อยคน...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. เกิดเหตุระเบิดรถยนต์และระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง ในเขตซายิดาห์ เซนาบ ทางใต้ของกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศซีเรีย ซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 60 ราย รวมนักรบติดอาวุธชีอะห์ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด 25 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 110 คน
ตามรายงานของสำนักข่าวซานา ของรัฐบาลซีเรีย อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวในกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า กลุ่มนักรบติดอาวุธกลุ่มหนึ่งจุดระเบิดในรถยนต์ที่จอดไว้ใกล้กับอู่รถสาธารณะแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากอาราม ซายิดาห์ เซนาบ ซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวมุสลิมชีอะห์ ก่อนที่มือระเบิดฆ่าตัวตายอีก 2 คนจะจุดระเบิดตามในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือผู้คนหลังเกิดระเบิดลูกแรก

รถยนต์จำนวนมากได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองซายิดาห์ เซนาบ ชานกรุงดามัสกัส ของซีเรีย (ภาพ: AFP)
หลังเกิดเหตุ กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ อ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ ขณะที่ นายวาเอล อัล-อาลาคี นายกรัฐมนตรีซีเรีย ออกมาระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่ต้องการเรียกขวัญกำลังใจของตัวเอง หลังจากพ่ายแพ้ต่อกองทัพอย่างต่อเนื่อง
อนึ่ง เหตุโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ตัวแทนรัฐบาลซีเรียและฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศด้วยวิธีการทางการเมือง แต่จนถึงตอนนี้การพูดคุยก็ยังไม่เริ่มขึ้น

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

นายกฯ เบรคไม่อยู่ เหน็บพวกถามทหารมีไว้ทำไม

นายกฯ เบรคไม่อยู่ เหน็บพวกถามทหารมีไว้ทำไม "อย่างน้อย ทหารก็เอาชีวิตรักษาแผ่นดิน 5แสนตร.กมไว้ให้พวกหมาที่ออกมาพูดว่ามีทหารไว้ทำไม โวย พูดเสียงอ่อนสื่อก็หาว่าท้อแท้ ไม่มีท้อแท้ ไม่มีอ่อน อ่อนไม่ได้ ยิ่งเวลาน้อย ผมยิ่งดุไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ ไม่ใช่บ้าอำนาจ ที่ปวดหัวทุกวัน"โวย อย่าพูดส่งเดชว่ารัฐบาลทหารและคสช.โกง ขอให้มีหลักฐาน มีผลประโยชน์ตรงไหน ขอให้บอกมา ใครทุจริต ไม่ว่าขรก. รัฐมนตรี หรือผม พร้อมให้ตรวจสอบเลยว่ามีทรัพย์สินเพิ่มหรือไม่ ผมเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ต้องการทำร้ายใคร แต่ก็ไม่เข้าใจทำไม่ต้องทำร้ายกันอยู่ได้ ทั้งที่ตัวเองไม่เคารพกฎหมาย ขู่เด้ง รมว.สำนักนายกฯ-อธิบดีกรมประชาฯ หลังอินโฟกราฟิก ไม่สร้างการรับรู้.....เผยเร็วๆนึ้จะเดินทางไปอเมริกา อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ เขาเชิญไป เพราะเขาต้องการร่วมมือ ถ้าเขาเกลียดคงไม่เชิญ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดงานอาชีวศึกษาทวิภาคีไทย โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อาชีวศึกษา ฝีมือชน คนสร้างชาติ"
นายกฯ กล่าวในตอนหนึ่ง ว่า ผมไม่อยากให้คนไทยใช้สมองคิดแต่ความขัดแย้ง คิดแต่ประชาธิปไตย เพราะถ้าหลุดจากกับดักเหล่านี้ไม่ได้ ประเทศก็ถอยหลัง ทุกวันที่ทำมาล้มเหลวทั้งหมด แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่ยังอยู่
ส่วนกับต่างชาติหลายคนเคยบอกว่าการที่รัฐบาลเข้ามาแบบนี้ไม่อยากคบด้วย แต่ก็เห็นทุกประเทศเข้ามา
ในเวลาอันใกล้ ผมจะเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งหลายประเทศเชิญไปหมด เพราะเขาต้องการร่วมมือ ถ้าเขาเกลียดคงไม่เชิญ เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น มีแต่คนไทยที่ต้องการให้แตกกัน
ส่วนเป็นใครนั้นขอให้ไปหาตัวมา ทั้งนี้การจะไปคุยกับประเทศใด เราก็ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ก่อน ซึ่งแต่ละประเทศเคยเกิดปัญหาเช่นเดียวกับไทย ดังนั้นก่อนที่จะตำหนิเรา ต่างชาติได้ศึกษาเราแล้วหรือไม่ แต่เขากลับเอามาตรฐานของประเทศอื่นมาวัด
ทั้งที่โรดแม็ปของไทยอยู่ในระยะที่ 2 ผมเหลือเวลาอยู่อีกไม่นาน และยืนยันว่าเราไม่ได้ฝืนประชาธิปไตยแต่ขอให้เวลาตรงนี้ด้วย พร้อมขอให้หยุดความขัดแย้งไว้ก่อนแล้วมาร่วมมือกันให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายเรียกเงิน เพราะวันนี้ยังไล่จับคนที่แอบอ้างอยู่
"ขออย่าพูดส่งเดชว่ารัฐบาลทหารและคสช.โกง ขอให้มีหลักฐาน ถ้าบอกว่ามีผลประโยชน์ตรงไหน ขอให้บอกมา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตโดยข้าราชการ รัฐมนตรี หรือผม
พร้อมให้ตรวจสอบเลยว่ามีทรัพย์สินเพิ่มหรือไม่ ผมเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ต้องการทำร้ายใคร แต่ก็ไม่เข้าใจทำไม่ต้องทำร้ายกันอยู่ได้ ทั้งที่ตัวเองไม่เคารพกฎหมาย"

"วันก่อนมีคนถามมีทหารแล้วได้อะไร อย่างน้อยทหารก็เอาชีวิตรักษาแผ่นดิน 5 แสนตารางกิโลเมตร ไว้ให้พวกหมาที่ออกมาพูดว่ามีทหารไว้ทำไม วันนี้ผมต้องพูดแบบนี้ เบรกไม่อยู่
แม้เกิดน้ำท่วมหรือฝนแล้ง แต่ยังมีที่ยืน ที่หายใจ ใครทำให้ก็ทหารทั้งนั้น ถ้าไม่รักษาไว้ จะทำอย่างไร จะเอาใครมาทำ การคุกคามแบบใหม่ในโลกเกิดขึ้นที่บ้านเรา เขาไม่เชื่อ ต้องช่วยกันพูด
เมื่อพูดเสียงอ่อนสื่อก็หาว่าท้อแท้ ไม่มีท้อแท้ ไม่มีอ่อน อ่อนไม่ได้ยิ่งเวลาน้อย ผมยิ่งดุ ไม่อย่างนั้นจะแก้ไม่ได้ ไม่ใช่บ้าอำนาจ ที่ปวดหัวทุกวันเพราะรับหมด
ผมถามว่ารัฐบาลหน้าจะทำแบบนี้ไหม คอร์รัปชันขึ้นไหม เดี๋ยวการศึกษาดีขึ้น ให้ได้ เอาบกพร่องมาแก้ มันต้องดีแน่นอน ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศต้องรู้ทุกอย่าง เพราะยังมีบางคนให้ร้ายประเทศอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกที่เลือกข้างทั้งหมด" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้สอบถามผู้ที่ร่วมฟังการกล่าวเปิดงานในห้องประชุม ว่าใครเคยเห็นอินโฟกราฟิกที่เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขอให้ยกมือตอบให้ผมชื่นใจหน่อย แต่ปรากฏว่าผู้ร่วมฟังไม่มีใครยกมือ
พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่านี่คือการล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ดังนั้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อาจจะต้องถูกเปลี่ยนได้แล้วเพราะสร้างการรับรู้ไม่ได้
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าว"ขอโทษที่วันนี้พูดไม่ดี สงสัยก้าวเท้าผิดออกจากบ้าน "
ไม่มีวันไหนที่ตนมีความสุขจริงๆ เพราะมีหน่วยงาน 19 กระทรวง แม่น้ำ 5 สายแล้วยังนำเรื่องอื่นๆ มาตีกัน ตนพูดมากไม่ได้เพราะจะหาว่าสืบทอด แต่จะทำให้สำเร็จทราบเท่าที่ผมอยู่

#ทหารมีไว้ทำไม 'ประยุทธ์' ตอบ "เพื่อไว้ให้ไอ้พวกหมานี่พูดอยู่ไง"

Fri, 2016-01-29 18:29
ปมบทความ 'ทหารมีไว้ทำไม' ของ 'นิธิ' ล่าสุด 'ประยุทธ์' ตอบหน้าที่ทหาร คือเอาชีวิตรักษาแผนดินกว่า 5 แสน ตารางกิโลเมตร เพื่อให้ "ไอ้พวกหมานี่พูดอยู่ไง" 
ภาพจากเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล
หลังจาก นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการเขียนบทความ เรื่อง 'ทหารมีไว้ทำไม' ตีพิมพ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 1-7 ม.ค. 2559 (อ่านบทความ) จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมกับการติดแฮชแท็กในโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า #ทหารมีไว้ทำไม โดยหลายความเห็นตอบโต้เพียงตัวชื่อบทความของนิธิ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดที่นิธิเขียนในเนื้อบทความ หลังเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารบุกอุ้ม นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นักศึกษาและนักกิจกรรม ในยาววิกาลบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีการยกเหตุการณ์อุ้มประชาชนดังกล่าวมาเพื่อโต้กลับผ่านแฮชแท็กดังกล่าวด้วย (อ่านยรายละเอียด)
ล่าสุดวันนี้ (29 ม.ค.59) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวในระหว่างปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "อาชีวศึกษา ฝีมือชน คนสร้างชาติ" ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ทหารรักษาแผ่นดินกว่า 5 แสนตารางกิโลเมตร 
"วันนั้นเขาถามว่ามีทหารแล้วได้อะไร ตอบสิ ได้อะไร ไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็มีทหารได้ก็คือเอาชีวิต ชีวิตเขานี่ทุ่มเทรักษาไอ้แผ่นดินผืนนี้ 5 แสนกว่าตารางกิโลเมตร ไว้ให้ไอ้พวกหมานี่พูดอยู่ไง ผมไม่อยากจะพูดอย่างงี้ วันนี้ผมเบรคไม่อยู่จริงๆ เพราะมันถามผมทุกวัน นะ เขาตายไปเท่าไหร่ เขาตายไปเท่าไหร่ เขารักษาแผ่นดินไปเท่าไหร่ มันยังบอกว่ามีทหารไว้ทำอะไร น้ำท่วม ฝนแล้ง โจรขโมย ทหารตำรวจเขาทำอะไร นึกถึงเวลาเขาทำบ้าง ไม่ใช่ไปจับจิ๊กๆๆ ไอ้นี่เรียกเงิน มันเรียกสักกี่คน ไปแจ้งความมา โน้นเขามีช่องทางอยู่แล้ว ร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งโรงพัก" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้อนถามด้วยว่า ถ้าเช่นนั้นจะจ้างยามมาเป็นแทนไหม เป็นยามชายแดน โรงพักก็จ้างยามทั้งหมดเลย เอาไหม มันทำได้ไหมเล่า
 
โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ เองก็เคยพูดถึงประเด็นบทความนี้ด้วยว่า ให้ไปถามว่าเขาทำประโยชน์อะไรให้แผ่นดินบ้าง “ผมปกป้องแผ่นดินนี้มาตลอดชีวิต ให้ใคร หรือให้คนเหล่านี้มาพูด ให้คนเหล่านี้มาทำลายชีวิตผม ไปถามเขาด้วย” นายกฯ กล่าวด้วยอารมณ์เสียงดัง ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกล่าวว่า “หมดอารมณ์ ชอบยั่วอารมณ์”