PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

ความเชื่อถือต่อรัฐบาลมะกันลดต่ำลง:

ความเชื่อถือต่อรัฐบาลมะกันลดต่ำลง:
๑.เป็นไปตามคาดครับ กลุ่มก่อการร้ายบางกลุ่มในซีเรียที่รัฐบาลมะกันบอกว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มกบถสายกลาง (moderate rebels) ออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่ขอหยุดยิงตามสัญญาหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-สหรัฐอเมริกา คนเหล่านี้รับจ้างมาก่อการร้าย ไม่ได้ก่อการร้ายก็จะลงแดงตาย ทั้งไม่เคยฝึกสมถะและวิปัสสนามาก่อน อีกไม่นาน ก็จะเห็นกองทัพรัสเซียและพันธมิตรไล่ถล่มกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เหมือนเดิม
๒.อาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์ รัฐบาลมะกันส่งเครื่องบินรบออกไปถล่มกลุ่มก่อการร้าย ๖ ประเทศในคราวเดียวกัน โดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดถึง ๖๐ เที่ยว พยายามทำตัวเป็นตำรวจโลก สร้างภาพให้ชาวโลกเห็นว่าตนเองเป็นเจ้าพ่อคุมพื้นที่อยู่ ประเทศที่ถูกถล่มคืออาฟกานิสถาน, อิรัก, ลิเบียและซีเรีย (อ้างว่าถล่มกลุ่มก่อการร้ายไอสิส), ในเยเมน (อ้างว่าไล่ถล่มอัลกออิดะห์ ทั้งๆ ที่อัลกออิดะห์ เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ซาอุฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของตัวเองสร้างขึ้น), ในโซมาเลีย (กลุ่มก่อการร้ายอัลชาบับ) และในอาฟกานิสถานอีกที (อ้างว่าไล่ถล่มกลุ่มตาลิบัน)
ข่าวเหล่านี้ ไม่รู้ว่าจริงมากจริงน้อยแค่ไหนนะครับ สองสามวันก่อน รัสเซียออกมาแจงว่าที่มะกันบอกว่ากองทัพตนเองไล่ถล่มไอสิสในซีเรียนั้นเป็นแค่ละครแหกตาผู้ชมเท่านั้น ขณะเดียวกัน อาการป่วยนางฮิลารี คลินตันก็ส่อเค้าว่าจะบานปลาย และกำลังมีเสียงเรียกร้องให้พรรคเดโมแครตหาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่แทนนางแล้ว พร้อมกันนั้น บารมีโอบามาซึ่งใกล้จะพ้นวาระก็ลดลงแทบไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ เลย เห็นได้จากบทบาทของเขาในการประชุม G20 ที่หางโจวที่ผ่านมา
๓.ระหว่างที่มะกันกำลังวุ่นวายภายในประเทศและกำลังขาดความเชื่อถืออยู่นี้ ประธานาธิบดีดูเตอร์เตของฟิลิปปินส์ออกมาประกาศไล่หน่วยรบพิเศษของมะกันให้ออกไปจากภาคใต้ของฟิลิปปินส์แล้วตามข่าวข้างล่าง ดูเตอร์เตบอกว่า 'หน่วยรบพิเศษเหล่านี้ต้องออกไป ผมไม่ต้องการมีปัญหากับอเมริกา แต่ทหารเหล่านี้ต้องออกไปจากฟิลิปปินส์' (These special forces, they have to go...I do not want a rift with America. But they have to go).
12 กันยายน 2559

กลับจากฝึก เข้า พล.ม.2รอ....

กลับจากฝึก เข้า พล.ม.2รอ....
จากที่มีการแชร์ ภาพ และคลิป นี้ และระบุว่าเป็นรถถัง V150 จำนวน30 คันนี้ กำลังเดินทางไป ประจำรอบ สวนจิตรลดา และ ลานพระบรมรูปทรงม้า นั้น
พล.ม.2รอ ชี้แจงว่า นี่เป็น รถสายพานลำเลียงพล T-85 ของ กรมทหารม้าที่1 รักษาพระองค์ กลับจากการฝึก ภาค หมู่ ตอน หมวด ที่บ้านดีลัง ลพบุรี ขนย้ายลงจากรถไฟ ที่ย่านพหลฯ เดินทางกลับ พล.ม.2รอ. สนามเป้า ไม่ได้มุ่งหน้าไปทาง สวนจิตรลดา แต่อย่างใด... ผบ.หน่วย แปลกใจ หวังผลใด ปล่อยข่าว ไป สวนจิตรลดาฯ. เผย อีก3 เดือน ก็จะไปฝึกอีก ขออย่าตกใจ แปลกใจ ทหารจะฝึก ทุกๆ 3 เดือน ไปจนถึง ระดับกองพัน

เมื่อขึ้นแม่ทัพ1..ก็เตรียม ชิงผบ.ทบ.

เมื่อขึ้นแม่ทัพ1..ก็เตรียม ชิงผบ.ทบ.
ฟ้ากำหนด บวก บิ๊กตู่ เลือก....บิ๊กแดง พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขยับจากแม่ทัพน้อย1 ขึ้น เป็น แม่ทัพภาค1 ในโผโยกย้ายนี้ ....ก็จ่อเตรียมขึ้น 5เสือทบ.ในโยกย้าย กย.ปีหน้า2560....นั่นหมายถึง พลโทอภิรัชต์ ที่นอกจาก เป็น สายวงศ์เทวัญ และ ราบ11 คอนเนคชั่น ที่ เบียดแทรก บูรพาพยัคฆ์ ขึ้นมาเป็นแม่ทัพ1 ได้. และก็จะเป็น แคนดิเดท วงศ์เทวัญ ชิง ผบ.ทบ. คนต่อจาก บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ที่จะเกษียณ กย.2561 อีกด้วย...
รอดูว่า จาก ตท.16 จะข้ามมา ตท.20 เลยหรือว่า จะมี รุ่นอื่น มาแทรก ก่อน สักปี ก่อนคิว บิ๊กแดง หรือว่า บิ๊กแดง ต้องมาแข่งกันเองกับเพื่อน ตท.20 อย่าง พลโทณัฐ อินทรเจริญ รองเสธ.ทบ.....แต่ บิ๊กแดง มีน้ำหนัก มากสุด ทั้งเส้นทางเดิน และต้นทุนทางสังคม คอนเนคชั่น และ นายกฯบิ๊กตู่

แพคเกจ ผบ.สูงสุด......เรียงคิว เลย

แพคเกจ ผบ.สูงสุด......เรียงคิว เลย
จาก บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ที่วันนี้ มาเป็น. รองนายกฯ ได้วางตัว ผบ.สูงสุด แบบระยะยาวไว้แล้ว ตั้งแต่ บิ๊กตี๋ พลเอกวรพงษ์ สง่าเนตร. เพื่อนตท.12ของ บิ๊กเจี๊ยบ และ นายกฯบิ๊กตู่. แล้วมาต่อด้วย บิ๊กเต้ พลเอกสมหมาย เกาฏีระ ที่ กำลังจะเกษียณ ในอีกไม่กี่วันนี้....โดยส่งไม้ต่อให้ บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เพื่อนตท.15 จาก เสธ.ทหาร ให้ขึ้นมาเป็น ผบ.สส.คนใหม่.....โดยดึง บิ๊กต๊อก พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ตท.17 จาก รองเสธ.ทหาร ขึ้นมาเป็น เสธ.ทหาร. จ่อที่จะขึ้น ผบ.สส. คนต่อไป ในโยกย้ายกย.2560 นี้...โดยขยับ บิ๊กกบ พลเอกพรพิพัฒน์ เบญญศรี จากหน.ฝ่ายเสธ.ประจำผบ.สส. มาเป็นรองเสธ.ทหาร.....เข้าไลน์ สู่เส้นทาง ผบ.ทหารสูงสุด ไว้เลย
ทั้งหมดจะเป็นไปตามแผนวางทายาท บก.ทัพไทย. ....หาก ปีหน้า บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนใหม่. เหนียวนั่งเก้าอี้ผบ.ทบ.2ปี จนเกษียณ ไม่ถูกแซะจากเก้าอี้ผบ.ทบ. ให้ข้ามมาเป็น ผบ.สส. ซะก่อน

ถึงคิว ตท.16 นำทัพ

ถึงคิว ตท.16 นำทัพ
หลัง1 ตค.นี้ เมื่อกองทัพผลัดใบ. เปลี่ยนผู้นำทัพ. ก็คงมีรุ่นพี่ ตท.15 เป็น ผบ.สูงสุด คือ บิ๊กปุย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ และ บิ๊กณะ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. เท่านั้น
เพราะผู้นำทัพ ทั้งปลัดกลาโหม ผบ.ทบ.และ ผบ.ทอ.คนใหม่ ก็เป็น เตรียมทหาร 16
ทั้ง "Triple ช." พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม . บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และ บิ๊กจอม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.คนใหม่
แต่พล.อ.ชัยชาญ จะนั่งแค่ปีเดียว จะเกษียณก่อนเกื่อนในกย.2560 นี้ ส่วนอีก2คน เกษียณกย.2561

บิ๊กป้อม แนะใช้ "วปอ.คอนเนคชั่น"ดูแลความมั่นคง ไม่ใช่แค่รู้จัก ต้องช่วยดูแลบ้านเมือง ช่วยทำชาติสงบ

บิ๊กป้อม แนะใช้ "วปอ.คอนเนคชั่น"ดูแลความมั่นคง ไม่ใช่แค่รู้จัก ต้องช่วยดูแลบ้านเมือง ช่วยทำชาติสงบ
"บิ๊กป้อม" ปิดหลักสูตร วปอ. ชี้ ประเทศยังไม่สงบ แฉมีพวก ยังเดินหน้าทำประเทศไปอย่างที่เขาต้องการ ยังมีขัดแย้ง ระบุ 2ปี คสช.ทำประเทศเปลี่ยนแปลง สงบมากขึ้น แต่ยังไม่ทั้งประเทศ /ขอให้ใช้"วปอ.คอนเนคชั่น"ดูแลความมั่นคง ไม่ใช่แค่รู้จัก ต้องช่วยดูแลบ้านเมือง ไม่ใช่แค่อธิปไตย แต่โยงทุกด้าน /บอกน่าห่วงพวกสุดโต่ง ก่อการร้าย ในโลก/ บ่น เบื่อ "Set zero"พูดกันทุกวัน ถามใครจะSet ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่นักการเมือง ชี้อะไรที่ทำแล้วประเทศเข้มแข็งก็ทำ แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ก็ไม่ทำ
ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานปิดหลักสูตร วปอ.2558
พลเอกประวิตร กล่าวในตอนหนึ่งว่า ปัญหาเรื่องความมั่นคง มีความสำคัญและทั่วโลก โดยเฉพาะพวกความคิดสุดโต่ง เพราะโลกนี้ เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก
"ใครจะคิดว่า เหตุการณ์ 911 จะเกิดขึ้น
ใครจะคิดว่า จะมีสู้รบใน ตะวันออกกลางมากมายรุนแรงขนาดนี้"
พลเอกประวิตร กล่าวว่า งานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องการดูแลรักษาอธิปไตยเท่านั้น แต่ความมั่นคง เกี่ยวกับทุกเรื่อง ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยา
"มาเรียน วปอ. ไม่ใช่มารู้จักกันเฉยๆ แล้วไปทำกิจกรรม แต่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล และช่วยกันทำให้ประเทศเราสงบสุข" พลเอกประวิตร กล่าว
พลเอกประวิตร กล่าวว่า 2ปี ที่รัฐบาลคสช. มาดูแลประเทศ ก็ทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลง มีความสงบมากขึ้น แต่จะสงบยังงี้ทั้งประเทศ มันไม่ใช่
"แต่ยังมีการเดินไป ของพวกที่ยังจะทำให้ประเทศเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ พวกนี้ก็ยังเดินต่อไป ยังมีความขัดแย้ง
"ขอช่วยกัน ถือว่า เรียนวปอ.แล้ว ก็ต้องทำประโยชน์ให้ชาติ เพราะไม่มีใครช่วยได้ นอกจาก พวกเราทุกคนช่วยกันเอง" พลเอกประวิตร กล่าว
จากนั้น พลเอกประวิตร กล่าวถึงแนวคืด "Set zero"พูดกันทุกวัน ถามใครจะSet ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่นักการเมือง ชี้อะไรที่ทำแล้วประเทศเข้มแข็งก็ทำ แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ก็ไม่ทำ

ผิดคาด! ทนายอานนท์ ยันคำสั่งคสช.ไม่ช่วยคลี่คลาย คนจำนวนมากยังต้องขึ้นศาลทหาร

วันนี้ (12 กันยายน) นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวผ่านการไลฟ์ทางเฟสบุ๊ก “อานนท์ นำภา” ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้การกระทำที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคงตามประกาศ คสช.และต้องขึ้นศาลทหาร ให้กลับมาใช้ศาลพลเรือน โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวให้คดีที่เดิมกำหนดให้ขึ้นศาลทหาร กลับไปขึ้นศาลพลเรือน โดยหลายคนสงสัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นผลย้อนหลัง ให้กับคนที่มีคดีในศาลทหารหรือไม่ ยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลไปเปลี่ยนแปลงคดีเดิมที่เคยมีอยู่ในศาลทหารเลย ทั้งคดีที่ยังอยู่ตอนนี้อาทิ คดีนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ บก.ลายจุด คดี ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อ.นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คดีศูนย์ปราบโกง คดี 11 6 คดี 112 คดีเกี่ยวกับอาวุธอีกหลายคดีก็ยังต้องพิจารณาคดีในศาลทหารเช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
ส่วนคดีที่ยังไม่อยู่ในศาลทหาร แต่การกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงคำสั่งที่ 37 – 38 บังคับใช้หากถูกจับก็ต้องไปขึ้นศาลทหารเช่นเดิม โดยคนที่จะไม่ต้องไปขึ้นศาลทหารคือผู้ที่กระทำความผิดนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนั้น ที่หลายคนบอกว่าสถานการณ์คลี่คลาย คสช.เริ่มผ่อนคลายนั้น ไม่เป็นความจริง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทหารที่ใช้อำนาจตามคำสั่งคสช.ที่ใช้อำนาจจับกุมคน ก็ยังไม่ถูกยกเลิกไป จึงไม่ควรดีใจว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้ทุกคนดีขึ้น หากมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้น ก็จะมีทหารไปหาอีกเช่นเดิม
ทั้งนี้ ทุกวันนี้ยังมีคดีที่ต้องขึ้นศาลทหารอีกหลายคดี สิ่งที่ถูกต้องคือ ต้องโอนคดีที่พิจารณาโดยศาลทหารทุกคดีตอนนี้ ไปยังศาลพลเรือน ส่วนคดีที่ตัดสินไปแล้วก็ให้มีการชำระใหม่ โดยศาลที่มีความชอบธรรมคือศาลพลเรือน ซึ่งคำสั่งล่าสุด ไม่ได้เขียนเช่นนั้น

“สดศรี” ชี้โทษแบนนักการเมืองตลอดชีพแรงเกินไป

“สดศรี” ชี้โทษแบนนักการเมืองตลอดชีพแรงเกินไป เชื่อนักการเมืองไม่เห็นด้วยแน่นอน
เมื่อวันที่ 12 กันยายน นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฉบับของ กกต.ที่กำหนดว่า หากผู้สมัคร หรือ ส.ส.คนใดถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะถือว่าเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีพว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นโทษทางอาญาจนถึงกับต้องไปตัดสิทธิตลอดชีวิต ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะกระบวนการสอบสวนของ กกต.ว่าได้มาตรฐานมากน้อยเพียงใด ซึ่งการตัดสิทธิตลอดชีวิตถือเป็นโทษที่ร้ายแรงสำหรับนักการเมือง เหมือนเป็นการตัดแขนตัดขาของเขา หรือทำให้มองว่านักการเมืองเป็นอาชญากรที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม ดังนั้นจึงเป็นการพิพากษาที่หนักเกินสมควรหรือเกินเลยไปหรือไม่ เพราะแม้แต่คดีอาญาบางเรื่องศาลยังลงโทษจำคุกแค่เพียง 20 ปีเท่านั้น จึงเชื่อว่าแนวคิดนี้นักการเมืองคงไม่เห็นด้วยแน่นอน

ด่วน! ประยุทธ์ ใช้ ม.44 ยุติใช้ศาลทหาร ให้คดีมั่นคงกลับใช้ศาลยุติธรรม นับแต่วันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ก.ย.) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 55/2559 เรื่อง การดําเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอํานาจศาลทหาร ตามที่มี
ประกาศกองทัพบกและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้ใช้กฎอัยการศึก ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 และต่อมามีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กําหนดให้การกระทําความผิดบางประเภทที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและในระหว่างการประกาศใช้ กฎอัยการศึกดังกล่าว อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร นั้น เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าว มาแล้วระยะหนึ่ง ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความจําเป็นที่จะต้องใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบแห่งชาติ ตามกฎอัยการศึกจึงควรผ่อนคลายลง ประกอบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาเห็นว่า ในช่วงเวลานั้น อยู่ระหว่างการจัดทํารัฐธรรมนูญ ซึ่งควรส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพ ให้กว้างขวาง จึงได้มีประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2558 ให้เลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร แต่ไม่กระทบต่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 ส่วนการกระทําความผิดบางประเภทตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารต่อไป

โดยที่บัดนี้ปรากฏว่าสถานการณ์บ้านเมืองในรอบสองปีที่ผ่านมามีความสงบเรียบร้อยเป็นลําดับ ประชาชนต่างมีเจตนารมณ์และให้ความร่วมมือที่ดีในการนําประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การ
ปฏิรูปประเทศตามขั้นตอน และการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ถูกต้องเป็นธรรม ดังเห็นได้จากกระบวนการลงประชามติ ที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วยมติท่วมท้น จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงอีก เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ใช้สิทธิ ปฏิบัติหน้าที่ของตน และได้รับความคุ้มครองตามกลไกของรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ ซึ่งกําลังจะประกาศใช้ในเร็ววัน ตลอดจน ตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคาสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 บรรดาการกระทําความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทําหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอํานาจของศาลทหาร และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 เรื่อง ให้ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ซึ่งได้กระทําตั้งแต่ วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้อยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

บรรดาการกระทําความผิดที่อยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งไม่หมายความรวมถึงการกระทําความผิดที่กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารบัญญัติให้เป็นอํานาจ พิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยให้การกระทําความผิดดังกล่าวยังคงอยู่ในอํานาจการพิจารณา พิพากษาของศาลทหารต่อไป

ข้อ 2 ให้เจ้าพนักงานตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558

เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็น

ภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอํานาจหน้าที่ตามคําสั่งดังกล่าวต่อไป

ข้อ 3 ในกรณีเห็นสมควร ให้นายกรัฐมนตรีเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ 4 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาต

องค์กรสื่อทำจม.เปิดผนึกค้านกม.คุมสื่อของ สปท.

องค์กรวิชาชีพสื่อ ๖ องค์กรประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พร้อมเห็นด้วยให้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง สปท.และตั้งคณะทำงานจัดทำร่างคู่ขนาน
นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป เปิดเผยผลการประชุมร่วมระหว่างองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณากรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านการสื่อสารมวลชนได้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนพ.ศ. ............... เพื่อดำเนินการส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับหลักการในการมีกลไกการกำกับดูแลทางด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำอำนาจทางกฎหมายมาใช้บังคับ โดยเฉพาะในประเด็นให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจทางกฎหมาย เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้การเมืองและธุรกิจเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยส่วนรวม
“ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้จัดทำจดหมายเปิดผนึกแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อยื่นต่อพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ก.ย.นี้ เวลา ๑๐.๐๐ น. พร้อมทั้งได้มีการตั้งคณะทำงานยกร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมนำเสนอหากมีการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป” นายเทพชัยกล่าว

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

ชาร์ทไฟในที่ราชการผิด

"ทำเนียบรัฐบาล -- 12 ก.ย. -- "วิษณุ" เผย จ่อ ชง "กม.ว่าด้วยการขัดกันระหว่างผลประโยชน์" เข้า "สนช." เตือน! น่ากลัว กม.เอาผิด แม้เรื่องเล็กน้อยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ 2559 โดยมีครม.เข้าร่วมด้วยว่า เป็นภาพลักษณ์ที่ดีว่าเอาจริงเอาจัง ปกติจากที่สังเกตมาหลายรัฐบาล ถ้าไม่ตั้งใจทำอย่างนั้นจริง ก็ไม่กล้าออกไปพูดอย่างนั้นกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นฉบับปราบโกงจะสามารถปราบได้จริงหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ปราบได้จริง แต่อยู่กับคนที่นำไปใช้ ถ้าคนนำไปใช้ไม่ทำงานก็ปราบไปไม่ได้ ถ้าพูดถึงความน่ากลัวมันก็น่ากลัว เขียนเอาไว้น่ากลัว จากเดิมไม่เคยเขียนอย่างนี้ ประเด็นหลัก ๆ คือถ้าทำอย่าให้คนจับได้ ถ้าจับได้เสียอนาคตไปเลยในทางการเมือง แต่ก่อนไม่เสียอนาคต 1-2 ปี ออกจากคุก คนลืมสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่อันใหม่จะสมัครไม่ได้

ส่วนจะผิดหลักมนุษยธรรมหรือไม่นายวิษณุกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราไม่ใช้เกณฑ์นี้ จะไปเจอเกณฑ์อื่นสมัครไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ ถ้าสมาชิกสภาท้องถิ่นทุจริต สมัครไม่ได้มีมาเป็นเวลานานแล้ว แต่การเมืองระดับชาติกลับไม่เป็นไร เขาก็เอาหลักเดียวกันมาใช้ ไม่ใช่แค่ทุจริตยังมีเจ้ามือหวยเถื่อน เจ้ามือการพนัน ค้ายาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน เจ้ามือแชร์ต่าง ๆ จะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เลยตลอดชีวิต ถึงบอกว่าหนัก ถ้าทำอย่าให้จับได้ ถ้าจับได้จะเสียอนาคตผู้สื่อข่าวถามว่า กฎระเบียบเรายังเอื้อให้คนคอร์รัปชั่นได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ค่อยไปแก้กัน ไม่เป็นไร อันนั้นเป็นเรื่องระเบียบลูกหลาน แต่มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ครม.รับหลักการและส่งให้กฤษฎีกาตรวจ กำลังจะเสร็จและจะเข้าสนช. กฎหมายนี้น่ากลัวกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมหรือเรียกว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตรวันนี้ลดลงมาเหลือ 3-4 ชั่วโคตร หมายความว่าตัวทำ เมียทำ ลูกทำ พี่ทำ น้องทำ พ่อทำ แม่ทำ ไม่ได้ ห้ามหยิบจนคนไม่อยากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะใครจะรับอะไรต้องระวัง จะรับของไม่ได้ จะมีปัญหาต่อไป พูดกันโดยเคร่งครัดตามกฎหมายเขามีบอกว่าถ้าเล็กน้อยยกโทษให้ได้ แต่ถ้าเอาตามกฎหมายแค่เอาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงก็จะผิด เอาซองตราครุฑใส่เงินไปให้งานแต่งงานก็ผิด เวลาเขียนไม่ได้เขียนเล็กอย่างนี้ เขาเขียนหมดมันเลยย้ำ ตั้งแต่เอารถหลวงมาใช้ยันซองกระดาษหลวง มาตรการแบบนี้ประเทศอื่นเขาก็มีทั้งนั้น แต่เราไม่เคยมี พอกฎหมายออกมาจะมีคนค่อนขอดจะเอาจริงเอาจัง ก็ช่วยไม่ได้ กฎหมายเอาผิดแล้ว ถ้าคุณคิดว่าคงไม่มีการเอาจริงเอาจัง แล้วถ้าเกิดมีคนเอาจริงขึ้นมาก็ซวย อันนี้น่ากลัว
ต่อข้อถามถึง กฎหมายพรรคการเมืองจะเอาให้ตายกันเลยหรือ นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่เอานิยายอะไรกับพวกนี้ จะมีอำนาจอะไร พูดเพื่อเผื่อฟลุ๊คให้เขาเห็นด้วยแล้วจะได้นำไปใช้ ไม่เห็นด้วยก็แล้วกันก็พูดใหม่อีก เมื่อถามว่าท้ายสุดจะเป็นอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า เอาไว้สักพักก่อน เขามีเวลาให้ 8 เดือน"
อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378516559/

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

นาจิบ เยือนไทย.

นาจิบ เยือนไทย..
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีกำหนดการเข้าพบและหารือข้อราชการกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ย. 59) และจะพำนักอยู่ที่ประเทศไทยจนถึงวันที่ 13 กันยายน 2559

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

ผ่านพรบ.งบฯ3วาระอย่างไว2ชม.ครึ่ง

ไร้เสียงค้าน สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ.งบฯปี 60 วงเงิน 2.7 ล้านล้าน

8 ก.ย. 2559 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาทประกาศใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเห็นด้วย 183 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง

โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กล่าวว่า กมธ.ได้พิจารณารายละเอียดงบประมาณของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่น กองทุน และเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 20 กระทรวง 456 หน่วยงาน แผนบูรณาการ 25 แผนงาน แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 1 แผนงาน รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ 10 หน่วยงาน โดยการพิจารณาได้ให้ความสำคัญในความสอดคล้อง เชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายระดับชาติ ระดับกระทรวง หน่วยงาน รวมทั้งการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และตัวชี้วัดของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเชื่อมโยง ส่งผลถึงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถวัดผลได้จริง สะท้อนถึงเป้าหมายระดับชาติ กระทรวง หน่วยงาน สามารถประเมินผลการดำเนินงานเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีถัดไป ส่วนการจัดทำในลักษณะบูรณาการ หน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสร้างความเข้าใจในการกำหนดเป้าหมาย ผลลับและตัวชี้ร่วม ร่วมดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้แผนบูรณาการเกิดผลสัมฤทธิ์

ภายหลังที่ประชุมผ่านวาระ 3 ประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 60 เป็นกฎหมาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ได้ติดตามการประชุมและชื่นชมการทำหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และในนามของรัฐบาลตนขอขอบคุณ กมธ.และสมาชิก สนช.ที่ผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินี้ การจะนำร่าง พ.ร.บ.นี้ไปใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 59 - 30 ก.ย. 60 ถือเป็นช่วงเวลาตามโรดแมป ระยะที่ 2 ก่อนเข้าสู่การจัดการเลือกตั้งซึ่งเป็นช่วงระยะที่ 3 ซึ่งช่วงนี้ถือว่าสำคัญมากอาจมีหลายเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น เช่น การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ บทบัญญัติจะเริ่มมีผลใช้บังคับ การใช้จ่ายงบประมาณก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและการใช้จ่ายตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว คือ 1.ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญ 2.ร่างพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.นี้จะแตกต่างจากที่เคยเป็นมา 3.ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังภาครัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการยกร่าง ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า การใช้จ่ายงบจะอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลังตามกฎหมายข้างต้น จึงขอให้มั่นใจว่า การใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้จะเป็นแบบอย่างในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลชุดต่อไป และขอให้คำมั่นสัญญาว่า การใช้จ่ายงบทั้งหมดจะเป็นไปตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ คำแนะนำและข้อสังเกตของ สนช. และเชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือและคำแนะนำที่ดีจาก สนช.ต่อไป

BRN ยอมรับก่อเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนบ้านตาบา นราฯ คร่าชีวิต 2 พ่อลูก

(7 ก.ย.2559) เว็บไซต์ เบนาร์นิวส์ (http://www.benarnews.org) รายงานว่า เหตุลอบวางระเบิดจักรยานยนต์บอมบ์ หน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน โดยอ้างถึงแหล่งข่าวแกนนำอาร์เคเค RKK ของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ไม่เปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า เหตุดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มตน
รวมถึงการโจมตีหลายพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ในช่วงวันที่ 10 - 12 ส.ค. ซึ่งต้องการแสดงความไม่พอใจต่อความไม่จริงใจของรัฐบาลในการพูดคุยสันติสุข และการก่อเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับประชามติหรือเรื่องอื่น โดยเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา จนทำให้ 2 พ่อลูกเสียชีวิตเป็นเรื่องสุดวิสัยไม่ได้ต้องการให้เกิดกับประชาชนเพราะเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่
แกนนำอาร์เคเค คนดังกล่าวยังระบุว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอตากใบ ยอมรับว่าขบวนการก่อความไม่สงบทำ รวมทั้ง เหตุระเบิดรถไฟ และเหตุป่วน ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนด้วย เพราะต้องการตอบโต้การเจรจาที่ไม่มีความคืบหน้า และเป็นการคุยเพียงเพื่ออำนาจทางการเมือง ไม่ได้หวังให้เกิดความสงบสุขจริง"
ด้านองค์การยูนิเซฟ แสดงความเสียใจพร้อมประณามการก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า องค์การยูนิเซฟมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อเด็กๆ รวมถึงเหตุระเบิดล่าสุดใน จ.นราธิวาสได้คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 4 ขวบพร้อมพ่อของเธอ
รายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.เช้านี้ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส ส่งผลให้พ่อและลูกสาววัย 4 ขวบที่กำลังมาโรงเรียนเสียชีวิต แรงระเบิดยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย ซึ่งเป็นครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ยูนิเซฟรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโรงเรียนควรเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนกิจกรรมสันทนาการสำหรับเด็ก นอกจากนี้ โรงเรียนทุกแห่งควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่ควรมีเด็ก ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่การศึกษาคนใดต้องใช้ชีวิตและเรียนรู้ภายใต้ความหวาดกลัวต่อเหตุรุนแรง
ทั้งนี้ ยูนิเซฟขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะได้รับความคุ้มครอง และไม่มีเด็กคนใดต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอีกต่อไป
...............
s.news

ป.ป.ช. เอกฉันท์เชือด นริศร – อุดมเดช เสียบบัตรแทน

ป.ป.ช. เอกฉันท์เชือด นริศร – อุดมเดช เสียบบัตรแทน – สับร่างแก้ไข รธน. เตรียมส่ง สนช.ถอดถอน เสนอ อสส.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เอาผิดอาญา “ขุนค้อน” โดนด้วย ผิดอาญา ไม่ตรวจร่าง คมเดช – ยุทธพงศ์ รอด
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. กรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มาส.ว. ประเด็นเกี่ยวกับการใช้บัตรลงคะแนนแทนกัน การนับเวลาแปรญัตติโดยมิชอบ และการสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดนายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น ลงคะแนนในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 9 และ 10 ซึ่งทำให้ผลการลงมติบิดเบือนไปจากความเป็นจริง จึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา 123 และมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) และมีมูลส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 68 วรรคหนึ่ง มาตรา 122 มาตรา 123 และมาตรา 126 วรรคสาม เห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป และส่งรายงานให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอน ออกจากตำแหน่ง ตามพ.ร.บ.ป.ป.ช.
น.ส.สุภา กล่าวว่า นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย มีความผิดทางอาญาตามมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป.ป.ช. กรณีสลับร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีสมาชิกรัฐสภาลงรายมือชื่อรับรอง เห็นควรส่งรายงานและเอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอสส. เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ต่อไป และส่งรายงานพร้อมความเห็นไปยังประธานสนช. เพื่อมีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง, นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร มีความผิดทางอาญา ตามมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป.ป.ช. กรณีรู้เห็นให้มีการสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการตรวจสอบให้ถูกต้องตามหน้าที่ของประธานรัฐสภา ตามข้อ 90 ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2553 และไม่สั่งให้มีการนำไปเสนอให้สมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อรับรองญัตติตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ และกรณีจงใจนับระยะเวลาแปรญัตติย้อนหลังทำให้เหลือระยะเวลาให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติเพียง 1 วัน ซึ่งกรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ให้โอกาสสมาชิกรัฐสภามีเวลาในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.จึงเห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังอสส. เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ต่อไป ทั้งนี้ กรณีนายสมศักดิ์ ป.ป.ช.เคยมีมติชี้มูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และได้ส่งรายงานไปยังประธานสนช.แล้ว โดยสนช.ได้พิจารณาและมีมติไม่ถอดถอน จึงเห็นควรไม่ส่งรายงานในความผิดถอดถอนไปยังประธานสนช.อีก
น.ส.สุภา กล่าวอีกว่า ส่วนนายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีตส.ส.กาฬสินธุ์ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว พยานหลักฐานไม่เพียงพอเหมือนกรณีนายนริศร แม้ป.ป.ช.จะติดใจ แต่เมื่อไม่มีพยานเพียงพอ และทั้งสองคนได้ชี้แจงเหตุผลในการฝากบัตรไว้กับนายนริศร จึงยกประโยชน์ให้ โดยมีมติบุคคลทั้งสองไม่มีความผิด และเห็นควรให้ข้อกล่าวหาตกไป

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อม ต้อนรับ"นาจิบ ราซัค"นายกฯมาเลเซีย เยือนไทย

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อม ต้อนรับ"นาจิบ ราซัค"นายกฯมาเลเซีย เยือนไทย ถึงเย็นนี้ 18.00น. บิ๊กตู่ บินจากลาว มาเหมือนกัน มาต้อนรับ ที่บน.6 ดอนเมือง
โดยมี พิธีต้อนรับ9กย.ที่ทำเนียบฯ มีพิธีการลงนามร่วม อุตสาหกรรมยางพารา Rubber City ไทย-มาเลเซีย และมีงานเลี้ยงรับรอง. ที่เหลือ เป็น "กำหนดการส่วนตัว" โดยมีกำหนดกลับ เย็น 13กย.
ทั้งนี้ กต.เผยหัวข้อหารือ ของ นายกฯไทย และ มาเลเซีย ดังนี้
1.ความร่วมมือด้านความมั่นคง ได้แก่ การบริหารจัดการชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบการค้ามนุษย์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การก่อการร้ายระหว่างประเทศและแนวคิดสุดโต่ง
2. ความร่วมมือในการแก้ไขสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) และกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขใน จชต. โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
3.ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว โดยหารือแนวทางให้มีการบรรลุเป้าหมายทางการค้ามูลค่า 3หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2561 การส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการจัดทำจุดหมายปลายทางร่วมด้านการท่องเที่ยว
4.การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงในพื้นที่ชายแดนและอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่ชายแดนเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เช่น การขยายด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม และการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกสองแห่งเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับรัฐกลันตัน
5.การเชื่อมโยงโครงการเมืองยางพาราระหว่างนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลากับโครงการเมืองยางพาราโกตาปุตรา รัฐเกดะห์
6.การเร่งรัดการหาข้อสรุปความตกลง/บันทึกความเข้าใจที่คั่งค้าง อาทิบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา
ภายหลังการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีสองฝ่ายจะเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการยางพาราที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลาและเมืองโกตาปุตราระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับบริษัท Tradewinds Plantation Berhad

สนช.ผ่านร่างงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ก.ศึกษาธิการได้งบสูงสุด

สนช.ผ่านร่างงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ก.ศึกษาธิการได้งบสูงสุด
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ ผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี 2560 วงเงิน2.73 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 493,000 ล้านบาท
วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ในวาระ 2 และ 3 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษ มีผู้อภิปราย 2 ราย ก่อนจะลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 183 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และงดออกเสียง 2เสียง
จากนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยจะเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2560
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณ สนช. และระบุว่านายกรัฐมนตรีติดตามการประชุมครั้งนี้มาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ในส่วนของกระบวนการตรวจสอบนั้น เมื่อมีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญในระยะเวลาที่สอดคล้องกันก็จะมีกระบวนการตรวจสอบและมีความโปร่งใส
สำนักข่าวไทยรายงานว่ากระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ 493,051,854,800 บาท (4 แสน 9 หมื่น 3 พันล้านบาท) กระทรวงกลาโหม 210,777,461,400 บาท (2 แสน 1 หมื่นล้านบาท) กระทรวงสาธารณสุข 126,196,350,000 บาท (1 แสน 2 หมื่น 6 พันล้านบาท) กระทรวงมหาดไทย 73,624,831,600 บาท (7 หมื่น 3 พันล้านบาท) และกระทรวงคมนาคม 63,538,688,500 บาท ( 6 หมื่น 3 พันล้านบาท) #งบประมาณ2560

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

ทบ. เตรียมจัดใหญ่ 1 ปี "ราชภักดิ์"26 กย.นี้ "บิ๊กหมู"ผบ.ทบ.จะนำกำลังพลทบ. ร่วมงานเอง



ทบ. เตรียมจัดใหญ่ 1 ปี "ราชภักดิ์"26 กย.นี้ "บิ๊กหมู"ผบ.ทบ.จะนำกำลังพลทบ. ร่วมงานเอง ขอทุกคนมีส่วนร่วม และ ขอเงินมูลนิธิราชภักดิ์ ของ" บิ๊กโด่ง" ดูแลอุทยาน เดือนละ1.2 แสนบาท พร้อมจะเปิดให้ ประชาชน บริจาค
มีรายงานข่าวจาก ทบ. เผยว่า ทบ.เตรียมจัดงาน 1ปี"ราชภักดิ์" ยิ่งใหญ่ 26 กย.นี้ ที่อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน
โดย พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. เป็นประธาน. และเชิญ ผบ.หน่วย มาร่วม เพราะต้องการให้ช่วยกันดูแล และมีส่วนร่วม
ทั้งนี้ ทบ. ได้ขออนุมัติ ค่าใช้จ่ายในการดูแล รักษา อุทยานฯ โดยใช้เงินบริจาค ของมูลนิธิราชภักดื์ ที่มี พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห. เป็นประธาน เดือนละ 1.2 แสนบาท และจะเปิดรับบริจาคเพิ่มเติม นับจากนี้
ขณะที่ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ยันจัดสร้าง "อุทยานราชภักดิ์" ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนกรณีก่อสร้างโครงสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ ตามคำร้องของนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ที่ขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต นั้นว่า คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงได้สรุปและรายงานเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว
ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ
อีกทั้งไม่ว่าทาง ป.ป.ช. ขอหลักฐานใดๆ ไปยังคณะกรรมการตรวจสอบของกองทัพบกหรือคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
และเมื่อนำเอกสารหลักฐาน และเชิญพยานมาสอบปากคำทุกอย่างมาพิจารณาแล้วไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ ดังนั้น การแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่มีผู้ยื่นคำร้องจึงถือว่าเสร็จสิ้น
"คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่าไม่พบความผิดปกติของการดำเนินการโครงการดังกล่าว
จากนี้จะได้แจ้งมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับไปให้ผู้ร้องได้ทราบผลต่อไป ซึ่งหากยังมีข้อสงสัยพร้อมที่จะให้สอบถามรายละเอียดมาได้”พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงยอมรับมีช่องว่างด้านการข่าวในพื้นที่ภาคใต้

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงยอมรับมีช่องว่างด้านการข่าวในพื้นที่ภาคใต้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่ายังมีช่องโหว่ในงานด้านการข่าวในพื้นที่ภาคใต้ ด้าน ผบ.ทบ.เผยเจ้าหน้าที่อาจเลินเล่อไปบ้าง เตรียมลงพื้นที่กำชับการทำงานศุกร์นี้
สำนักข่าวไทยรายงานว่า พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจาก เหตุลอบวางระเบิดหน้าโรงเรียน ตาบา จ.นราธิวาส เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.) และเปิดเผยว่าได้โทรศัพท์ไปกำชับให้แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมมือทำงานกับกระทรวงมหาดไทย ตำรวจและหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะด้านการข่าวซึ่ง พล.อ.ประวิตร เห็นว่ายังมีช่องว่างและล่าช้าอยู่บ้าง ต้องแก้ไขปรับปรุง โดยต้องลงลึกในพื้นที่และให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ด้าน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก บอกกับสำนักข่าวไทยว่าไม่มีความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลแล้วและกองทัพบกได้เตรียมพร้อมขั้นตอนปฏิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่เหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อไปบ้าง ดังนั้นจะมีการลงพื้นที่กำชับการทำงานอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 9 ก.ย.นี้ ส่วนจะเป็นเพราะรัฐบาลกำลังพูดคุยสันติสุขกับผู้เห็นต่างหรือไม่นั้น พล.อ.ธีรชัย เห็นว่าเรื่องนี้อาจมีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดและถึงอย่างไรการพูดคุยยังต้องดำเนินต่อไป
พล.อ.ธีรชัย กล่าวด้วยว่า เหตุที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อการถอนกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 1 ,2 และ 3 ออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงวันที่ก่อน 30 กันยายนนี้ ทั้งนี้ เชื่อมั่นในการทำงานของกองทัพภาคที่ 4 รวมถึงตำรวจและพลเรือนว่าจะเดินหน้าต่อไปได้
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าเหตุระเบิดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวเพราะเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว คนไทยและต่างประเทศก็รับทราบ โดยขณะนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่หาดใหญ่ยังเป็นปกติเท่าเดิม ส่วนที่หัวหินชาวต่างชาติแทบไม่ได้ยกเลิกการจอง ทั้งยังเชื่อว่าในช่วงใกล้วันชาติจีน (1 ต.ค.) นักท่องเที่ยวจากจีนจะเพิ่มขึ้นมาอีก 5-10%

มติปปช.9:0โครงการราชภักดิ์โปร่งใสไร้ทุจริต

ตามคาด!มติปปช.9:0โครงการราชภักดิ์โปร่งใสไร้ทุจริต
Wednesday, September 7, 2016 - 16:10
ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ก่อสร้างโครงการราชภักดิ์โปร่งใสไร้ทุจริต ถูกระเบียบทุกประการ ยันได้รับความร่วมมือเรื่องข้อมูลจากทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี หากผู้ร้องคาใจสอบถามได้
วันนี้(7 ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปรายปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนกรณีก่อสร้างโครงสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ ตามคำร้องของนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ที่ขอให้ป.ป.ช.ไต่สวน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาทหารบก (ผบ.ทบ.) และพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตว่า คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงได้สรุปและรายงานเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ อีกทั้งไม่ว่าทางป.ป.ช.ขอหลักฐานใดๆ ไปยังคณะกรรมการตรวจสอบของกองทัพบกหรือคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี และเมื่อนำเอกสารหลักฐาน และเชิญพยานมาสอบปากคำทุกอย่างมาพิจารณาแล้วไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ ดังนั้น การแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่มีผู้ยื่นคำร้องจึงถือว่าเสร็จสิ้น
"คณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติว่าไม่พบความผิดปกติของการดำเนินการโครงการดังกล่าว จากนี้จะได้แจ้งมติของคณะกรรมการป.ป.ช.กลับไปให้ผู้ร้องได้ทราบผลต่อไป ซึ่งหากยังมีข้อสงสัยพร้อมที่จะให้สอบถามรายละเอียดมาได้”พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว.