PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โจทย์ใหญ่รอพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลคสช. : ระวัง!ประชาชนลุกฮือ

โจทย์ใหญ่รอพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลคสช. : ระวัง!ประชาชนลุกฮือ


“ทีมข่าวการเมือง” ขอถือโอกาสปิดศักราชเก่า โดยคัดสรรสัมภาษณ์พิเศษบุคคลสำคัญทางการเมือง มาให้มุมคิดถึงสถานการณ์การเมือง เป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

การเมืองไทยฉากเก่าจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ฉากใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมได้อย่างไร นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ คัดค้านการปฏิวัติมาตลอด เป็นตามอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต่อต้านและคัดค้านระบอบเผด็จการ

แต่เมื่อในรอบขวบปีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งปกครองประเทศด้วยอำนาจพิเศษ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พยายามทำงานอย่างเต็มที่ก็ต้องชม
ในฐานะที่เคยเป็นทหาร ไม่เคยเป็นนักการเมือง วิธีการทำงานเลยโน้มไปใช้แบบทหาร

ฉะนั้นไปคาดหวังให้บ้านเมืองเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยคงยาก

ก็แลกกับงานด้านความมั่นคงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่มีม็อบเดินขบวนตามท้องถนน

ยกเว้นปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูเหมือนเงียบ แต่ความจริงยังมีความในใจอยู่ เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องแก้ไข และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาพืชผลทางการเกษตร ข้าว ยางพารา ปาล์ม จะต้องแก้ไขมากขึ้น

การจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ก็ต้องขอชมรัฐบาลทำได้อย่างสมพระเกียรติ

หากรัฐบาลไม่เข้มแข็ง ใช้คนไม่เป็น รับรองรับคลื่นประชาชนไม่ได้แน่

ด้านการต่างประเทศก็ต้องขอชมเชยว่า ลูกหม้ออย่างนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ วางตัวเป็นกลาง ไม่มีข้อคิดเห็นโน้มน้าวไปในทางใดทางหนึ่ง อาทิ ปัญหาบนคาบมหาสมุทร เกาหลี การย้ายกรุงเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล

ถือว่าวางตัวถูกต้อง เราเป็นประเทศเล็ก เรื่องอะไรจะต้องคล้อยตามประเทศใหญ่ที่ทะเลาะกัน

สมัยก่อนเราชอบตามก้นประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีปัญหากับประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม เมียนมา

“นับจากนี้หากมองไปในอนาคต คสช.จะให้มีประชาธิปไตย ผมว่ายาก คสช.คงไม่ให้คืนง่ายๆ

คสช.จะปกครองประเทศให้นานที่สุด นานกว่าในยุคจอมพล.ป พิบูลสงคราม

มาบอกว่าจะมีการเลือกตั้ง ปลดล็อกพรรคการเมือง ก็เพียงเอาใจนักการเมือง

ในระหว่างนี้ไม่มีทางปลดล็อกพรรคการเมือง

การเลือกตั้งในปี 61 เชื่อว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้

เพราะ คสช.คุมอำนาจ มีอำนาจตามมาตรา 44 เมื่อมีอำนาจก็อยากมีต่อไป

ไม่ใช่ 3 ปี 5 ปี อีก 20 ปี สอดคล้องกับการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ขอบอกว่าเขาตั้งใจเป้าหมายที่ 20 ปี ไม่ใช่ 3 ปี 5 ปี อย่างมากเขาก็อายุ 80-90 ปี

แต่ถ้ามีคอร์รัปชันที่รุนแรงเมื่อไหร่ คสช.แย่ทันที

วันนี้ขอชมเชย พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีข่าวคราวคอร์รัปชัน แต่คนอื่นมีบ้าง”

ดังนั้นในอนาคตหากส่องดูในแง่ระบอบประชาธิปไตย หวังให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง ผมว่ายากมาก
ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดี แต่จะให้เกิดขึ้นก็ไม่ง่าย 80 กว่าปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาธิปไตยของไทยยังเดินต้วมเตี้ยม ขนาดประชาธิปไตยในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอังกฤษ ยังมีปัญหา

แต่ช่วงเวลาที่เหลือรัฐบาลสามารถนำบ้านเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ โดยปล่อยให้การเมืองว่ากันไป

ปัญหาคือจะทำอย่างไรในเมื่อ 2 พรรคการ เมืองใหญ่ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ยังทะเลาะกันอยู่ จึงพยายามเสนออีกครั้งว่าถ้าจะต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ จะต้องจับมือกัน

ผมจึงฝันและหวัง พร้อมขอร้องด้วยว่าถ้าเรารักประชาธิปไตย ขอให้ 2 พรรค ใหญ่จับมือกัน

ต้องทำให้เกิดความปรองดองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

ตราบใดไม่ปรอง ดองจับมือกัน ไม่มีทางสู้ได้

ยิ่งสามารถดึงพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนารวมกันสู่กับฝ่าย คสช.

โอกาสชนะย่อมมีทางและจะสร้างความปรองดองได้

การปรองดองอย่ามีเงื่อนไข ใครติดคดีต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2 พรรคใหญ่ต้องยอมรับในระบบศาลยุติธรรม

พร้อมตกลงกันแบบลูกผู้ชาย พรรคไหนได้ ส.ส.มากที่สุด พรรคนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ 100 เสียง พรรคเพื่อไทยได้ 150 เสียง รวมกันแล้วคะแนนเสียงมากกว่าฝ่าย คสช. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นนายกฯแบบนี้ผิด

ถ้าไม่เดินตามนี้ คสช.และพรรคพวกรวมกันหลังเลือกตั้ง เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาแน่
หากฝ่าย คสช.ได้เป็นรัฐบาล แม้มาจากการเลือกตั้งยังบริหารประเทศแบบเดิมๆ

วันหนึ่งประชาชนจะทนไม่ไหว แล้วอะไรจะเกิดขึ้นผมไม่ทราบ

เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากกติกาที่ได้เปรียบ สองมาตรฐาน

ปัญหาคือ 2 พรรคใหญ่ไม่ปฏิรูปพรรคให้เป็นทางเลือกที่ดีของสังคม นายพิชัย บอกว่า คสช.ยังไม่ปลดล็อก

พรรคการเมือง จัดประชุม พรรคไม่ได้ จะปฏิรูปพรรคได้อย่างไร

“มีการปลดล็อกเมื่อไหร่ พรรคการเมืองจะมีการประชุม ความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เพิ่มขึ้น

เมื่อพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเองได้ดี แล้วสามารถจับมือกันได้ ก็จะเป็นอันตรายกับ คสช.

เขาจึงพยายามดึงการปลดล็อกให้ช้าลง”

การปฏิรูปพรรคการเมือง ไม่ขอวิจารณ์พรรคการเมืองอื่น ขอพูดถึงเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ พรรคนี้เหมือนพ่อแม่ที่สร้างผมขึ้นมาให้เป็นนักการเมือง บุญคุณที่มีต่อผมมากมายเหลือเกิน จะไม่ทรยศต่อพรรคนี้ แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค

สมัยก่อนการเมืองต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ไม่มีการทะเลาะกัน การอภิปรายในที่ประชุมสภาก็ไม่เคยทะเลาะกัน แม้มาจากคนละพรรค ออกจากห้องประชุมสภาล้วนเป็นเพื่อนกัน

ครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ขอขึ้นภาษี 11 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่คนจนต้องใช้มาก ผมอภิปรายและสรุปว่า “ผมไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมากกล่าวหาท่านว่าทำผิดอะไร นอกจากคำว่าท่านทำอย่างบัดซบ”

จอมพลถนอมยกมือขอชี้แจงทันที แต่ประธานในที่ประชุมชิงปิดประชุมพักรับประทานอาหารเสียก่อน
ในฐานะผมเป็นเด็กกว่า เมื่อพูดแรงไปก็รีบเดินไปกราบขอโทษ นักการเมืองสมัยนี้มีหรือไม่

ต่อมามีคนเสนอยึดทรัพย์จอมพลถนอม แม้เป็นศัตรูกัน แต่เราเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน ผมก็คัดค้าน ทำกันในสภา ไม่ใช่ออกมาเดินขบวนนอกถนน อย่างนั้นไม่เรียกประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยต้องต่อสู้กันด้วยเหตุด้วยผลในสภา

การเมืองยุคหลังๆชอบทำกันนอกสภา วิธีการเช่นนี้แก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ ยังเป็นต้นเหตุให้ คสช.ออกมายึดอำนาจ และเมื่อ คสช.อยู่ครบเวลาที่สัญญากันไว้แล้ว ก็ปล่อยให้การเมืองว่าไป

สมมติพรรคการเมือง หรือพรรคประชาธิปัตย์ไปอี๋อ๋อกับทหาร ผมก็ไม่เห็นด้วย ถ้าไปอี๋อ๋อกับพรรคการเมือง หรือพรรคเพื่อไทย อย่างนี้เห็นด้วย

แม้เป็นเรื่องที่ยากก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ ก่อนผมตายอยากเห็น ประชาธิปไตยจริงๆ

เป็นห่วงพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องอะไรอีก นายพิชัย บอกว่า ห่วงการใช้บุคลากรที่ดี ไม่ยอมใช้คนเก่า ซึ่งเป็นกำลังหลักที่แท้จริง ใช้แต่คนรุ่นใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไปเชื่อคนเหล่านี้

ความสามัคคีภายในพรรคก็เช่นเดียวกัน น่าเป็นห่วง ขณะนี้มีมากกว่า 2 กลุ่ม ควรสร้างความเป็นปึกแผ่น เพื่อให้พรรคเข้มแข็งเหมือนเดิม

ก่อนเดินหน้าสร้างความปรองดองกับพรรคเพื่อไทย-พรรคขนาดกลาง ถึงอย่างไรก็ชนะการเลือกตั้ง
นอกจากจะเกิดการปฏิวัติอีกครั้ง.

ทีมการเมือง

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

09.00 INDEX หมัดเด็ด คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 เข้าปลายคาง “ประชาธิปัตย์”

09.00 INDEX หมัดเด็ด คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 เข้าปลายคาง “ประชาธิปัตย์”


คำปลอบประโลมอันมาจาก นายจุติ ไกรฤกษ์ ต่อสมาชิกพรรคกว่า 2.8 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ว่า
“ไม่ต้องขวัญเสีย”
ไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกในลักษณะ “รวบยอด”ต่อคำสั่งหัว หน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ได้เป็นอย่างดีว่าส่งแรงสะเทือนมากน้อยเพียงใดในทางการเมือง
หากแต่ยังยืนยันใน”ฐานคติ” อันแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งที่สะสมมาอย่างยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์
ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2489
ต้องยอมรับว่าพัฒนาการของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเติบใหญ่ มาท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองอันเข้มข้น
ทั้งต่อสู้”ภายใน” ทั้งต่อสู้”ภายนอก”

ความเจ็บปวดของพรรคประชาธิปัตย์ต่อสถานการณ์คำสั่งหัวหน้า
คสช.ฉบับที่ 53/2560 มาจากบางส่วน”ภายใน”พรรค
อย่างที่เคยระบุว่า มี”ผู้ทรยศ”ทำตัวเป็น”นกต่อ”
น่าเศร้าที่บุคคลผู้นั้นเคยดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค มี บทบาทเป็นอย่างสูงภายในพรรค

เล่นบทสนับสนุน “รัฐประหาร”
เล่นบทเป็น”ลูกแหล่ง ตีนมือ”ให้กับขบวนการรัฐประหารกระทั่งนำไปสู่ข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพรป.ว่าด้วยพรรค การเมือง
ในนามแห่ง”ความเสมอภาค”ระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับ พรรคการเมืองใหม่
และคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53 คือ “นวัตกรรม”

นี่คือจุดที่สร้างความสะเทือนใจให้กับแกนนำและสมาชิกพรรค
ประชาธิปัตย์ได้ลึกซึ้ง กว้างขวางที่สุด สร้างสภาวะ”นะจังงัง”ในทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ทำให้บรรดาแกนนำที่เคยมีบทบาทของ”กปปส.” ที่หวนคืนสู่พรรคประชาธิปัตย์จะตกอยู่ในสภาพ หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก
เพราะทั้งหมดนี้ล้วนมาจากพิมพ์เขียวแห่งการเคลื่อนไหว”ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”ในห้วงแห่งปฏิบัติการ”ชัตดาวน์”กทม.
คำถามอยู่ที่ว่า”ภายใน”พรรคประชาธิปัตย์จะ”ตื่นรู้”หรือไม่

แผนรุก การเมือง คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 แผน มัดตราสัง

แผนรุก การเมือง คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 แผน มัดตราสัง

หลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 57/2557 ก็ต้องถือว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เป็นมาตรการ “รุก” ทางการเมืองอีกก้าวใหญ่
เมื่อปี 2557 ห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว
ในปี 2560 เป้าหมายคือ มัดตราสังพรรคการเมือง “เก่า” และเปิดทางสะดวกให้กับพรรคการเมือง “ใหม่”
ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟัน
จากข้อเสนอของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประสานกับข้อเสนอของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป สัมผัสได้ผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560
เสียงร้องจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เสียงร้องจาก นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เสียงร้องจาก นายชัยเกษม นิติสิริ ชัด
รวมศูนย์ไปยัง “รีเซต” เพื่อ “เซต ซีโร่”
ประติมากรรมอันมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เท่ากับเป็นการรุกเข้าไปยัง “กล่องดวงใจ” ของพรรคการเมือง
ที่ว่า 2.8 ล้านพรรคประชาธิปัตย์-แหลก
ทั้งๆ ที่เป็นการสะสมปริมาณมาจากเดือนเมษายน 2489 ผ่านร้อนหนาวทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ไม่ว่ายุค จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ไม่ว่ายุค จอมพลถนอม กิตติขจร
มาพังครืนก็ในยุค “คสช.”
ความเคียดแค้นอันปรากฏผ่านวาทกรรมว่าด้วยบทบาทของ “ลุง” บางคนที่เป็นนกต่อให้กับพรรคทหารจากภายในพรรคประชาธิปัตย์
ถือได้ว่าเป็น “แค้น” อันมี “เป้า”
หากไม่ได้รับการปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยากยิ่ง
ที่จะสามารถสร้างประติมากรรมได้

ในระดับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560
ไผเป็นไผ แทบไม่ต้องบรรยาย
จากนี้จึงเห็นได้ว่าสถานการณ์นับแต่ก่อนเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังสถานการณ์ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 มีความสัมพันธ์และต่อเนื่องกัน
บทสรุปที่ว่ารัฐประหาร “เสียของ” นั้นน้ำหนักอยู่ตรงไหน
แท้จริงแล้ว การพยายามรวมศูนย์ความเคียดแค้นชิงชังไปยังพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ ณ วันนี้คือพรรคเพื่อไทย
อาจสะท้อนนัยยะอะไรได้หลายอย่างในทางการเมือง
มาถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป้าหมายนี้มิได้เปลี่ยน แต่เมื่อโยงคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 57/2557 กับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เข้าด้วยกัน
ก็จะเผยการขยาย “เป้าหมาย” ที่ใหญ่ขึ้น
มิได้จำกัดแต่เพียงพรรคเพื่อไทยอีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคการเมืองเก่าอย่างพรรคภูมิใจไทยก็โดน
หากไม่ทำตัวน่ารักเหมือนนักการเมือง “บางคน”
ผลจากคำสั่งนี้จะก่อให้เกิดการแปรเปลี่ยนในทางความคิดและในเชิงการวิเคราะห์หรือไม่ อีกไม่นานย่อมได้คำตอบ
นับวันกระบวนการในทางการเมืองยิ่งเพิ่มความสลับซับซ้อน เพราะความต้องการก็คือการต่อท่อแห่งอำนาจ การดำรงจุดมุ่งหมายนี้จึงสำคัญ
สำคัญต่อพัฒนาการในทางการเมือง
สำคัญต่อแต่ละ “มาตรการ” ที่ออกมาเพื่อทำหมันและมัดตราสังพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหญ่ ให้ค่อยๆ หมดฤทธิ์หมดเดชลง
ทุกอย่างล้วน “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง”

เปล่าหมกเม็ดคลายล็อคการเมือง

คสช.ปัด หมกเม็ด ในคำสั่ง "คลายล็อค"พรรคการเมือง กำหนด4 เงื่อนไขเวลาควบคู่โรดแมพ ไปสู่การเลือกตั้ง / ยันมีเจตนาให้ประชาชน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ในกระบวนการอย่างแท้จริง  จี้นักการเมือง-พรรคการเมือง หากจะก้าว ไปสู่สิ่งที่โปร่งใส น่าจะยอมรับได้/แจง การบริจาคเงิน หากอ้างว่าทำให้เกิดความยุ่งยาก อาจจะทำให้ สังคมผิดหวัง / แนะประชาชน อ่านคำสั่งเอง ในราชกิจจาฯ

พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช.กล่าวว่า ตามที่คสช.ได้มีคำสั่งที่ 53/ 2560 เรื่องการดำเนินการ ตามกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น 
 
สำหรับสาระสำคัญ ของคำสั่งนีั ระบุถึงการผ่อนคลายการดำเนินกิจกรรม ให้พรรคการเมือง ทั้งพรรคเดิมและพรรคที่จะจัดตั้งใหม่ แบ่งเป็น 4 ห้วงระยะเวลา กล่าวคือ 
  1 ตั้งแต่ ออกคำสั่งฉบับนี้ จนถึง 1มี.ค.2561
  2 ตั้งแต่ 1 มี.ค.2561 จนถึง 1 เม.ย.2561
  3 ตั้งแต่ 1 เม.ย.2561 จะเป็นการปลดล้อคใหญ่ 
  4 การปลดล้อค ด้วยการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช.ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี 
  
อย่างไรก็ตามกิจกรรม หรือกระบวนการต่างๆ ในแต่ละห้วงเวลา เช่น การจัดทำทะเบียน การตรวจสอบสมาชิกใหม่ การแสดงตน 

รวมถึงการบริจาคเงิน อาจมีบุคคลหลายกลุ่ม หลายฝ่ายได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในการแสดงตัวตน แสดงการบริจาคเงินให้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนส่วนหนึ่งก็ไม่ได้บริจาคเงิน ไม่ได้แสดงตนด้วยตัวเองในเมื่อนักการเมืองต้องการจะช่วยปฏิรูปประชาธิปไตยทำให้เกิดความโปร่งใสจริง ก็น่าจะยอมรับได้ หากอ้างว่าทำให้เกิดความยุ่งยาก อาจจะทำให้ สังคมผิดหวัง

ทั้งนี้ คสช.มีเจตนาเพื่อให้ประชาชน ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม ในกระบวนการอย่างแท้จริง และเมื่อ อดีตนักการเมืองและพรรคการเมือง มีความมุ่งหวัง ที่จะร่วมกันก้าว ไปสู่สิ่งที่โปร่งใส น่าจะยอมรับได้ 
   
ทั้งนี้ก่อนที่จะมีคำสั่งนี้ คสช.ได้รับคำร้อง การให้ความเห็น การเสนอแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ การพิจารณาข้อกฏหมาย และผลกระทบต่างๆ  

รวมทั้งการประเมินสถานการณ์ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ รวมทั้งนโยบายต่างๆ อย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับ โรดแมปที่นำไปสู่การเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องกำหนด เงื่อนไขเวลา ขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ ความมั่นคงของประเทศ ให้เกิดเสถียรภาพ มากที่สุด จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าว

 ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าว ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายสามารถ อ่านรายละเอียดได้

4 ปี อำนาจพิเศษ “ควบแน่น” สถานการณ์มั่นคง : เคาต์ดาวน์ปีใหม่ ท้าทายจุดแข็งคสช.

4 ปี อำนาจพิเศษ “ควบแน่น” สถานการณ์มั่นคง : เคาต์ดาวน์ปีใหม่ ท้าทายจุดแข็งคสช.


4 ปี อำนาจพิเศษ “ควบแน่น” สถานการณ์มั่นคง

สัปดาห์สุดท้าย นับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

อารมณ์ร่วมของคนทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งไปที่การเฉลิมฉลอง บรรยากาศอยู่ในโหมดที่ประชาชนชาวไทยเตรียมโปรแกรมท่องเที่ยว เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว

จดจ่อกับห้วงวันหยุดยาว แทบไม่มีสมาธิสนใจเรื่องอื่นกันแล้ว

ตามแนวโน้มที่รัฐบาลก็เดินหน้าแจกของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน มติ ครม.สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการพัฒนาสังคมฯได้เสนอมาตรการให้เงินเด็กแรกเกิด 1,000 บาท จังหวัด ละ 65 คน รวม 77 จังหวัด รวม 5,005 คน และช่วยผู้มีรายได้น้อยซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน 2561 หลัง กระทรวงมหาดไทยสั่งลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำในสังกัด

ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ถือโอกาสมอบของขวัญปีใหม่ซึ่งกันและกัน
โดย “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้อวยพรปีใหม่ ขอให้เป็นปีที่คนไทยทุกคนมีความหวัง มีส่วนร่วมในอนาคตซึ่งกันและกัน ถือเป็นความหนึ่งเดียวของคนไทยของประเทศ ถือเป็นเป้าหมายหลักของคนไทยทุกคน เพื่อความสุขที่ยั่งยืน ขอให้ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ มีเงินทองที่พอเหมาะพอควร มีความเหมาะสมในการดำรงชีวิต

สิ่งที่รัฐบาลคาดหวัง และเชื่อว่าเป็นความคาดหวังของประชาชนทั้งประเทศเช่นกัน ในส่วนของคนรวยก็ต้องทำดีเพื่อสังคมให้มากขึ้น เสียสละให้มากขึ้น การประกอบการธุรกิจก็ขอให้คำนึงผู้มีรายได้น้อยด้วย ควรจะมีส่วนแบ่งในรายได้จำนวนเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการลงทุนโดยเสรีจะไปบังคับกันไม่ได้
แฝงนัยของปม “รวยกระจุก จนกระจาย”

โจทย์ยากเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องแก้ให้ตกในปีหน้า

ในโอกาสนี้ ทีมของเราจึงขอใช้เวทีวิเคราะห์การเมืองหน้า 3 ประจำวันอาทิตย์ฉบับสุดท้ายของปี 2560 อวยพรปีใหม่ให้ผู้อ่านและประชาชนคนไทยทุกคน

มีความสุขสมหวัง สุขภาพแข็งแรง แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง

และขอแสดงความห่วงใยจากใจจริงกับผู้ใช้รถใช้ถนนในการสัญจรช่วงเทศกาลนี้ ขอโปรดได้ระมัดระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อจะได้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

ไม่ให้เกิดความสูญเสียในเทศกาลแห่งความสุข

โดยเฉพาะกับการที่รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน ได้ผ่อนผันให้ประชาชนสามารถนั่งท้ายรถกระบะกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยห้ามนั่งขอบกระบะ และต้องไม่ดื่มสุรา

เจ้าหน้าที่ลดความเข้มงวด เปิดทางอำนวยความสะดวกให้เต็มที่

นั่นก็ยิ่งเป็นอะไรที่ประชาชนคนไทยเองจะยิ่งต้องเพิ่มความระมัด ระวังไปอีกขั้น ในการดูแลสวัสดิภาพของตัวเอง ครอบครัวและคนใกล้ชิดให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ปล่อย แค่ไหน ก็สุดเหวี่ยงกันเท่านั้น

พึงระลึกไว้ว่า ถ้าพลาด มันจะไม่มีโอกาส แก้ตัว อาจเป็นปีสุดท้ายที่ได้ฉลองปีใหม่

และก็ซาลงไปโดยอัตโนมัติ ในบรรยากาศทางการเมืองที่ลดโทนความร้อนแรง เปิดโอกาสให้ผู้เล่นตัวหลักๆโดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลได้พักหายใจหายคอ

หลังโดน “ล่อเป้า” หนักจนชักออกอาการยุบเหมือนกัน

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่นักการเมืองอาชีพขยับกลับมาแผลงฤทธิ์เดช โชว์ลูกเขี้ยว ทั้งขู่ ทั้งตื๊อ

กดดันให้ปลดล็อกการเมืองวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

ที่สุดเลยก็ทนรำคาญไม่ไหว ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการขยายเวลาที่บังคับไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ให้พรรคการเมืองต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงบัญชีสมาชิกภายใน 90 วันออกไป
เจาะช่องระบาย ผ่อนคลายแรงกดดัน

เพราะไม่ใช่แค่นักการเมืองที่เขย่าให้ปลดล็อกรายวัน แต่มันยังมีพวกร้อนวิชา เครือข่ายฝ่ายเดียวกันเองที่ออกมาจุดพลุเสนอสารพัดสูตรว่าด้วยการจัดระเบียบป้อมค่ายการเมือง ทั้งเรื่องของการรีเซ็ต เซ็ตซีโร่พรรค การเมือง รายการชงเรื่องส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค ฯลฯ

เริ่มฟุ้งกระจัดกระจาย ปล่อยของกันมั่วไปหมด

“บิ๊กตู่” เลยต้องงัดกระบองยักษ์มาตรา 44 สยบแรงกระเพื่อม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังแปลความว่า “ปลดล็อก” การเมืองไม่ได้ ตามเงื่อนไขก็แค่แง้มๆประตูให้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอัพเดตสมาชิกเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นไฟเขียวให้ทำกิจกรรมได้อย่างเสรีแต่อย่างใด
หัวหน้า คสช.ยังกั๊กเหลี่ยม เล่นเอาล่อเอาเถิดกับนักการเมือง

เรื่องเกมการเมืองทหารไม่ถนัด ไม่เล่นเกมเสี่ยง แต่ก็ไม่ยอมหงายไพ่หมดเหมือนกัน

เพราะยังไงก็ถือดาบมาตรา 44 ไว้ในมือ คับขันจวนตัวงัดออกมาใช้ได้ตลอดเวลา

เรื่องของเรื่อง ในห้วงสถานการณ์รอบปี 2560 ก่อนเข้าสู่ช่วงปี 4 ท้ายเทอม ตามสภาพการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาล คสช.เริ่มตกอยู่ในสภาวะ “เปราะบาง” ต่อแรงกระแทก

“เศรษฐกิจ” ก็สะดุ้งตามลมปากนักการเมืองที่ตีปี๊บปลุกอารมณ์ชาวบ้าน ย้ำปมปัญหาปากท้อง

“การเมือง” ก็ต้องผวากับเกมเขี้ยวนักเลือกตั้งอาชีพปลุกกระแสทหารสืบทอดอำนาจ

จุดแข็งที่เหลืออยู่ของรัฐบาลท็อปบูตก็แค่ “ความมั่นคง”

และแน่นอน มันคงจะต้องถูกยกเป็นเงื่อนไขหลักในการพิสูจน์ศักยภาพ ในห้วงสถานการณ์ไฮไลต์ เทศกาลแห่งความสุขของประชาชนชาวไทย

“เคาต์ดาวน์” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ตามรูปการณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งคุมงานความมั่นคง ได้เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง พร้อมสั่งการให้หน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชน

เตรียมการกันตั้งแต่เนิ่นๆ ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเลย

นั่นก็น่าจะประเมินสถานการณ์แล้ว ช่วงเทศกาลแห่งความสุข คือห้วงเวลาที่ล่อแหลม ท้าทาย
พวกจ้องก่อเหตุมักจะเลือกปฏิบัติการชั่ว

ในห้วงที่ผู้คนกำลังมีความสุข เป็นจังหวะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอาจเผลอหรือลดระดับการเฝ้าจับตา

อย่างที่เห็นเป็นปรากฏการณ์มาหลายครั้ง ในอดีตก็มีเหตุร้ายที่เกิดช่วงเทศกาลสำคัญ

ยิ่งในสถานการณ์ทั่วทุกมุมโลกกำลังเผชิญภัยก่อการร้าย ประเทศไทยยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าปกติอีกหลายเท่า เพราะเรามีหัวเชื้อทั้งภายในและภายนอก

โอกาสความน่าจะเป็นมันย่อมสูงตามสภาพการณ์

อะไรก็ไม่เท่ากับเงื่อนไขสถานการณ์รัฐบาลทหาร คสช.คุมเกมบริหารอำนาจผ่านมา 3 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ย่อมหนีไม่พ้นการบ่มเพาะศัตรู คู่แค้น

สร้างความเกลียดชังให้พวกที่สูญเสียผลประโยชน์

โจทก์จ้อง “เอาคืน” รอดิสเครดิตเพียบ

และถึงตรงนี้ก็ไม่แยกฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกันเองที่จ้องเตะตัดขาเจาะยาง

เพราะมันนัวเนียมั่วไปหมด
สรุปเลยว่า มันคือบททดสอบสถานการณ์ควบแน่นความมั่นคงของ “3 พี่น้อง” ค่ายบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย
ที่คุมเกมอำนาจบริหารประเทศมาจนย่างเข้าปีที่ 4

ท่ามกลางความเปราะบางทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ที่โดนแรงกระแทกแล้วสะดุ้ง

ขืนปล่อยตูมตามช่วงปีใหม่ “ตบหน้า” คสช. ทำลายจุดแข็งความมั่นคง

สถานการณ์หลังปีใหม่คงดูไม่จืด.
“ทีมการเมือง”

เข้าทางยื้อ “ปลดล็อก”

เข้าทางยื้อ “ปลดล็อก”


ในที่สุดก็ต้องยอมจำนนเป็นฝ่ายถอย

ตามสถานการณ์ที่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอถอนปมร้อนมาตรา 37/1
ว่าด้วยการให้อำนาจ ป.ป.ช.เข้าถึงข้อมูลด้วยการดักฟังโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ของนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนในคดีทุจริต และร่ำรวย ผิดปกติ

หลังจากถูก กมธ.เสียงข้างน้อยผนึกกำลังกับสมาชิก สนช.หลายคน ฮึดสู้ไม่ยอมรับความเห็นของฝ่าย กมธ. เสียงข้างมากที่ยืนกรานอยากได้อำนาจการดักฟังเป็นเครื่องมือปราบโกง

เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

ในอารมณ์ที่ สนช.หลายคนแอบระแวงอยู่ลึกๆเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรการดังกล่าวที่อาจย้อนศรกลับมาเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์ตัวเองในอนาคต หากวงจรอำนาจเปลี่ยนมือ

เผยให้เห็นร่องรอยภายในขั้ว สนช.ที่ชักมีอาการแข็งข้อ ไม่ไปทางเดียวกัน เมินการสนองตอบแนวทางของเสียงข้างมากที่เป็นทีมงานของบิ๊ก คสช.

เร้าไปกับบรรยากาศการเมืองมีท่าทีออกรสออกชาติมากขึ้น ภายหลังจากที่มวยรุ่นใหญ่อย่าง “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมผสมโรงเร่งอุณหภูมิการเมือง

กระตุก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้หยุดบ่น เลิกด่า หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนัก เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็ว

รุ่นพี่ส่งสัญญาณเตือนรุ่นน้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ก่อนที่ชาวบ้านกำลังจะอดตาย กันหมด

พุ่งเป้าเล่นงานจุดอ่อนรัฐบาลทหารเรื่องฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

จากหลักฐานที่เห็นได้ชัดๆตัวเลขหนี้สินครัวเรือนและหนี้สินนอกระบบที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ
(สสช.)สำรวจพบครัวเรือนไทยมีหนี้สินในระบบและนอกระบบเพิ่มขึ้นจาก 3.7% เป็น 4.6% มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน 177,128 บาท

ในทางตรงข้ามกลับมีเงินออมลดลง โดยปัญหาที่ชาวบ้านอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนยังคงเหมือนเดิมคือ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง

โจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจยังเป็นด่านหินที่ท็อปบูตต้องเร่งเครื่องกันอีกยกใหญ่

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจรุมเร้ากดดันผู้นำ คสช.มากขึ้น ในยามที่เรตติ้งของ “บิ๊กตู่” เริ่มสั่นคลอน ไม่มีหน้าตักแน่นหนาเหมือนเก่า เครือข่ายที่เคยสนับสนุนไม่แน่นแฟ้นเหมือนเก่า

อย่างที่เห็นอาการของทีมนกหวีด นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.ประชาธิปไตย และแกนนำ กปปส.หวดใส่รัฐบาล “ลุงตู่” บริหารงานมาจะ 4 ปี การปฏิรูปประเทศไม่ดีขึ้น มีแต่อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน

ประกาศตรงๆต่อหน้า เชียร์ต่อไปไม่ไหวแล้ว สะกิดแรงๆให้เลิกกระเตงพวกพ้องที่ไม่ดี

มิตรชั้นดีอย่าง กปปส.มีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่ลงรอยกันมากขึ้น ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกคู่ปรับจากค่ายการเมืองต่างๆที่ผูกปีห้ำหั่นกันมาตลอด

แนวโน้มความคุกรุ่นไต่ระดับขึ้นตามลำดับ ล่าสุด “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มสตาร์ตอัพพีเพิล ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จี้ สนช.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและ คสช.

เพื่อเคลียร์ความโปร่งใสในการทำงาน อาทิ ปมการละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุมประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และปัญหาการทุจริตในบรรดาพวกพ้อง

ขีดเส้นให้เปิดซักฟอกใน 30 วัน หากภายใน 3 สัปดาห์แรกของเดือน ม.ค.2561 ไม่ดำเนินการ กลุ่มประชาชนจะเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเองทั้งประเทศ

แหย่หนวดเสือ ตั้งท่าปลุกระดมมวลชนต่อต้านอำนาจพิเศษ

ต้อนรับฉากที่ “บิ๊กตู่” เพิ่งลงนามคำสั่งมาตรา 44 คลายล็อกบางส่วนให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางธุรการได้ตามกรอบเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

สุมหัวเชื้อรอระหว่างทาง ร่วมเร้าอุณหภูมิการเมืองก่อนไปถึงสนามเลือกตั้งปลายปีหน้า

แต่เต็มที่คงทำได้แค่เพียงเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ดิสเครดิตให้ คสช.เกิดความรำคาญเท่านั้น
คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่อำนาจพิเศษจะสยบอาการแตกแถวได้

แต่ที่ดูน่าเป็นห่วงคือ ฝ่ายนักเลือกตั้งที่มีแต่เสียกับเสีย หากเงื่อนไขสถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายไม่สงบ

ยิ่งกวนน้ำให้ขุ่นมากเท่าไร โอกาสปลดล็อกการเมืองก็ยิ่งริบหรี่.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฉากหลบสมคบแก้โจทย์

ฉากหลบสมคบแก้โจทย์


แว่วเสียงไขกุญแจดังแก๊กที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุ จะใช้อำนาจพิเศษคำสั่งหัวหน้า คสช.มาตรา 44 คลายล็อกเงื่อนเวลางาน “ธุรการ” ที่ต้องทำตามกฎหมายพรรคการเมือง
แม้ยังไม่มีประกาศรายละเอียดชัด แต่เสียงโหวกเหวกจากนักการเมืองก็ผ่อนดีกรีลง
ถึงตรงนี้ ไม่ต้องมาพูดถึงความชอบธรรม ที่วิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจพิเศษ มาแก้กฎหมายที่ออกตามระบบ เพราะถึงอย่างไรก็รู้กันดี ในห้วงเวลานี้คือรัฐบาลรัฐประหาร ก็คงต้องทำใจ
เอาที่ “ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์” สบายใจก็แล้วกัน
ที่สำคัญในห้วงเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปมร้อนการเมืองก็เริ่มลดโทน กระทั่งสุ้มเสียงที่เคยขลัง ออกมาทีไรก็หวาดเสียวทีนั้น อย่างราย “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ
รอบนี้เปิดบ้านพักซอยปิ่นประภาคม ออกตัว “วางมือการเมือง” ก่อนออกโรงกระตุกรัฐบาล
เตือนผู้นำท็อปบูตรุ่นน้อง ให้เร่งปั่นงาน “อย่าบ่น อย่าด่ามาก”
“ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านกำลังอดตาย อาจลำบากกันทั้งประเทศในปีหน้า วันนี้ก็เห็นกันแล้วว่าไปไม่ได้แล้ว ในปี 2561 อาจจะพังทั้งประเทศระบบเศรษฐกิจพังชัดเจน”
กระแทกแรงๆเข้าจุดอ่อนรัฐบาลท็อปบูต
แล้วก็แน่นอน มีแรงกระทบเครดิต ก็ต้องมีคนปลุกความเชื่อมั่นรัฐบาล นอกจาก “บิ๊กตู่” พร่ำพูดรายวัน ให้เห็นฝีไม้ลายมือรัฐบาลบริหารประเทศ รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
อีกรายที่ช่วงหลังออกมาช่วยปลุกเครดิตรัฐบาลให้ “นายกฯลุงตู่” ไม่พ้น “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ที่เริ่มเจอเกมเตะสกัด เสียจังหวะเบี่ยงตัวหลบเป็นเป้านิ่งมาพักหนึ่ง
ปรับทิศทาง มุ่งสมาธิกับโจทย์หินที่รออยู่ตรงหน้า
ล่าสุดมีคิวออกมากระตุ้นความเชื่อมั่นอีกรอบ ในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โอกาสประเทศไทยปี 2018”
ย้ำภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น ยกสัญญาณดีๆ ทั้งไอเคโอปลดธงแดงภาคการบิน ไอยูยูปลดธงเหลืองด้านประมง รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯดีขึ้น กลุ่มอียูกลับมาสัมพันธ์การเมืองกับไทยทุกระดับ ฯลฯ
ชูประเทศไทยมีโอกาสเพราะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เหมาะ มีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆและมหาอำนาจ
ส่วนคำติฉินนินทา คำบิดเบือนต่างๆไม่หวั่นไหว พร้อมให้อภัย
นอกจากผู้ช่วยพระเอกอย่าง “ดร.สมคิด” อีกรายที่น่าสนใจ หลัง ครม.ประยุทธ์ 5 ได้ “รมต.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ
มานั่งเก้าอี้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา “วีระศักดิ์” ก็ยึดแนวทางไม่แตกต่างจากหัวหน้าทีม
เลี่ยงปมโยงการเมืองให้วุ่น ชนิดไม่ว่าขั้วไหนฝ่ายใดจะเข้าแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่ง ต้องรีบบอกปัด
มุ่งงานที่ผู้นำไว้วางใจให้มาสานต่อสำหรับภาคการท่องเที่ยวที่ติดลมบน เครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนงานไม่สะดุดตั้งแต่หลังรัฐประหาร
ต้องรับโจทย์สำคัญ ปั้นภาคท่องเที่ยวให้มั่นคง–ยั่งยืน
ล่าสุด มีคิวมอบนโยบายให้รัฐวิสาหกิจในสังกัดอย่าง ททท. “รมต.วีระศักดิ์” ยกการบ้านหรู 5 ข้อหลัก
อาทิ สนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง–ชุมชน ร่วมกับกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการดูแลด้านโลจิสติกส์สู่แหล่งท่องเที่ยว ชูท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดหรือคลัสเตอร์ เปิดคลินิกทัวริสม์ แก้ปัญหาท่องเที่ยวทั่วประเทศ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดหลักสูตรผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต
ลูกข่ายของ “ดร.สมคิด” เป็นอีก “ตัวช่วย” ของ “นายกฯลุงตู่”
เรียกว่าทั้งกัปตันทีมทั้ง รมต.เศรษฐกิจเลี่ยงเข้าคลุก ยุ่งเกี่ยวปมการเมือง มองไปที่เป้าหมายสำคัญ
สมคบคิด–สมทบทำ แก้โจทย์ตัวเองให้เข้าเป้า
สุดท้ายจะเป็นแรงผลักให้แผนอำนาจพิเศษเข้าป้ายเอง.
ทีมข่าวการเมือง

ถ่ายงานคสช.ไปกอรมน.

ปริ๊ดดดด!!

"บิ๊กตู่" เผยยัง ไม่พอใจ กอ.รมน. แม้มีความก้าวหน้า ต้องทำต่อ ลั่น ไม่ได้ทำเพื่อการเมือง อย่ามองเป็นการเมืองไปหมด ปรี๊ดแตก โวยใครจะโง่ ให้งาน "คสช.-กอ.รมน." ซ้ำกัน  ชี้ ให้ กอ.รมน. ทำการสร้างความปรองดอง จัดระเบียบสังคม ของคสช.เพราะมีกฎหมายพิเศษ  บอกสิ่อ อย่าไปยุ่งวุ่นวายตรงนั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในฐานะประธานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) กล่าวภายหลังมอบนโยบายในงานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2560 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2561 ว่า เป็นการสรุปการทำงานกอ.รมน.ปี 60 ซึ่งมีความก้าวหน้าหลายประเด็นๆ 

แต่ยังพอใจไม่ได้ เพราะต้องทำต่อ ถึงแม้จะดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างย่ิงในเรื่องภาคใต้ สถิติ จำนวน หรือความรุนแรงลดลง แต่ลดลงก็ยังมีคนบาดเจ็บล้มตายอยู่ ต้องหาวิธีการที่ทำแล้วเกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่มีอะไรที่สิ้นสุด เพราะนี้คือโลกมนุษย์ ความขัดแย้งเกิดขึ้นทุกพื้นที่ เพราะคนต่างความคิดเห็นกัน แก้ได้ถ้าเราร่วมมือกัน อย่างที่บอก"น้ำหนึ่งใจเดียวกัน"แก้ได้ทุกเรื่อง 

    
นายกฯกล่าวว่า อีกเรื่องคือการมอบนโยบายกอ.รมน.ปี 61 เพิ่มความเข้มงวดให้มากขึ้นในการดูแลเรื่องการทำงาน และการบูรณาการ เพราะเราได้ทำกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นมาของกอ.รมน.ให้เข้าไปรับผิดชอบในเรื่องงานภัยพิบัติด้วยเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง เดิมเขาก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่เขาไม่มีกฎหมายของเขา ฉะนั้นการไปช่วยตรงนี้ ไม่มีสามารถเบิกงบประมาณได้ ทั้งเรื่องการใช้รถ การซ่อมยุทโธปกรณ์ต่างๆที่นำมาใช้ หรือเครื่องมือทางทหาร รถขนทหาร รถขนคน เมื่อเสียไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีกฎหมาย แต่ต้องไปช่วยเหลือประชาชน การทำกฎหมายที่ปรับปรุงขึ้นมาให้นอกจากเรื่องดูภัยความมั่นคงในปี 60 เรื่องภัยจากน้ำมือมนุษย์แล้ว วันนี้ยังมีเรื่องภัยจากภัยพิบัติด้วย ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้งก็สามารถใช้ได้ เวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นมามีบาดเจ็บ สูญเสีย จะได้มีมาตรการรอบรับ ไม่อย่างนั้นต้องไปดูแลด้วยกฎหมายปกติของหน่วยงาน ซึ่งมันยุ่งยาก แค่ตรงนี้เท่านั้นเอง 

 สำหรับการปรับอัตราตำแหน่งให้มีตำแหน่งงานหลักก็อยู่ในแผนการลดกำลังของกองทัพ เพราะกอ.รมน.เป็นของรัฐบาล ไม่ใช่ของกองทัพ จึงอยู่ที่รัฐบาลจะบริหารจัดการอย่างไร 

วันนี้ผมเตรียมการให้รัฐบาลหน้า ให้เขาสามารถบริหารจัดการได้ มีคณะกรรมการอำนวยการในระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนจังหวัด มีส่วนราชการเข้ามาอยู่ในส่วนนั้น และนายกฯมีอำนาจสั่งการอยู่แล้ว แต่หน้าที่กอ.รมน.ไม่ได้ไปสั่งการใคร เป็นหน้าที่บูรณาการประสานงาน ร่วมมือในการติดตามประเมินผล และทำทุกอย่างให้เกิดความสงบเรียบร้อย 

"ไม่ได้ทำเพื่องานการเมือง ขอเน้นตรงนี้ อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมด ประเทศไทยทำไมมองทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมด ความยากจนก็เกิด ความเหลื่อมล้ำก็เกิด การกระจายรายได้ก็เกิด แต่ทุกคนไปมองทางการเมืองอย่างเดียว ต้องแก้หลายอย่าง ทั้งการเมือง การบริหารจัดการ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การสร้างการรับรู้ การสร้างความเข้าใจ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน เพราะอยู่ในห่วงโซ่ทั้งหมด และรัฐบาลคิดอะไรก็ตาม 

ผมเห็นในสื่อออกมารัฐบาลต้องทำให้ได้นะ ถ้าอย่างนั้นผมไม่ต้องคิดอะไรเลยมั้ง ผมอยู่เฉยๆดีกว่าท่านจะได้ไม่กวดขันผม ท่านต้องบอกว่าที่รัฐบาลทำเป็นห่วงอะไรอยากให้รัฐบาลได้ดูแล 

ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนติดตามตรงนี้บ้าง ผมขอแค่นี้หรือติได้อย่างเดียว ผมก็ไม่รู้ ท่านต้องช่วยสร้างความร่วมมือด้วย วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ผมไม่โทษท่าน แต่ถ้าท่านทำได้ก็ดี หรือไม่ทำก็เรื่องของท่าน ผมก็ทำของผมให้ดีที่สุด มันจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียว ขึ้นอยู่กับหลายส่วนด้วยกัน เข้าใจด้วยแล้วกัน" นายกฯกล่าว

 เมื่อถามว่า หลังจากนี้งานของคสช.จะได้ผ่องถ่ายให้กอ.รมน.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว คนละเรื่อง คสช.คือคสช. ไม่เกี่ยว เมื่อไหร่ที่มีรัฐบาลใหม่ คสช.ก็ไม่มี ก็จบ ไม่ได้ผ่องถ่ายอะไร 

เมื่อถามว่า บางงานของคสช. ก็ไปอยู่ในกอ.รมน. เช่น การสร้างความปรองดอง จัดระเบียบสังคม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "แล้วไง กอ.รมน.มีกฎหมายพิเศษอะไรของเขาหรือเปล่า คุณจะไปยุ่งวุ่นวายตรงนั้น เรื่องของผม คสช.คือคสช. กอ.รมน.คือ กอ.รมน. คือหน่วยงานปกติ แต่คสช.คือหน่วยงานไม่ปกติ เข้าใจซะก่อนตรงนี ถ้าปกติมันจะมีทำไมคสช."

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้งานไม่เกิดความซ้ำซ้อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "ก็มันไม่ซ้ำอยู่แล้ว ใครจะโง่ไปทำให้มันซ้ำเล่า มันอยู่ที่เธอคิดให้มันซ้ำนั่นแหล่ะ"

คำขวัญวันเด็ก 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"

“ลุงตู่” มอบคำขวัญวันเด็ก 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"
นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงคำขวัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ว่า “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ฝากคำขวัญดังกล่าวในปีนี้ เพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองว่า เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของประเทศ ขอให้ตั้งใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียน หมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งรู้จักการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม และเป็นคนดีของสังคม ตลอดจนเป็นผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ ครูอาจารย์ มีจิตสาธารณะ เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข และพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและคุณธรรมของประเทศชาติต่อไป
นายการุณ กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดงานวันเด็กในปี 2561 ส่วนกลางจะจัดที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะมีการแถลงข่าวการจัดงานวันเด็กในวันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2561 โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คอลัมน์: กระจกไร้เงา: อีกก้าว 'แก้หนี้นอกระบบ'

คอลัมน์: กระจกไร้เงา: อีกก้าว 'แก้หนี้นอกระบบ'


ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 19 ธันวาคม 2560 00:00:03 น.

ครองขวัญ รอดหมวน
เปิดตัวมาเกือบ 10 เดือนเต็มแล้ว สำหรับ "โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน" เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2560 โดยโครงการนี้ "กระทรวงการคลัง" ในฐานะแม่งานวางเป้าหมายว่า จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งในส่วนของลูกหนี้และเจ้าหนี้ควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ ครบวงจร และต่อเนื่อง ภายใต้ 5 มิติ ได้แก่ 1.การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย โดยได้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งเพิ่มโทษกับเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อกำจัดส่วนนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย

2.การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อในระบบให้กับลูกหนี้นอกระบบและประชาชนทั่วไป ผ่านโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ ขณะที่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบ การจัดสินเชื่อให้แก่ผู้ที่ต้องการกู้เงินฉุกเฉินเพื่อทดแทนหนี้นอกระบบ

3.การลดภาระหนี้นอกระบบ โดยการไกล่เกลี่ยประ นอมหนี้ 4.การเพิ่มศักยภาพของลูกหนี้นอกระบบ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ความรู้ทางการเงิน ให้ความรู้ด้านการประกอบอาชีพ และพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้ลูกหนี้นอกระบบมีรายได้ที่เพียงพอและไม่ต้องเป็นหนี้ซ้ำอีก และ 5.การร่วมมือกันอย่างบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดย "กระทรวงการคลัง" ตั้งเป้าหมายว่า โครงการนี้จะช่วยขจัดหนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์ได้ เพราะโครงการนี้เป็นการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการและเป็นระบบ มีการวางแผน และแนวทางในการแก้ปัญหาทุกส่วน

"การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบครั้งนี้แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งอดีตเป็นเหมือนงานรอง แต่ในครั้งนี้จะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะถือเป็นภารกิจหลัก"

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เดินหน้าโครงการ "พิโกไฟแนนซ์" ที่ดึงเจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อ พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการขอประกอบธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ ตั้งแต่ ธ.ค.2559 ถึงสิ้นเดือน ต.ค.2560 มีนิติบุคคลยื่นคำขออนุญาต 384 ราย ใน 63 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้ยื่นคำขออนุญาตมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา 41 ราย กรุงเทพมหานคร 32 ราย และร้อยเอ็ด 27 ราย

โดยในส่วนนี้มีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจแล้ว 176 รายใน 50 จังหวัด ซึ่งในจำนวนนี้ได้เปิดดำเนินการแล้ว 95 รายใน 40 จังหวัด และมีผู้ปล่อยสินเชื่อแล้ว 74 รายใน 36 จังหวัด โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถปล่อยสินเชื่อได้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี

โดยที่ผ่านมามีสินเชื่ออนุมัติสะสม 2.92 พันบัญชี เป็นเงิน 92 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่ออนุมัติเฉลี่ย 3.14 หมื่นบาทต่อบัญชี

ส่วน 2 สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อย่าง "ออมสินและ ธ.ก.ส." ก็เดินหน้าปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ณ สิ้นเดือน พ.ย.2560 มีการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินรวม 1.8 แสนราย เป็นเงิน 8.13 พันล้านบาท คิดเป็น 81.31% ของวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยแบ่งเป็นสินเชื่อที่อนุมัติแก่ประชาชนทั่วไป 1.69 แสนราย เป็นเงิน 7.62 พันล้านบาท และสินเชื่อที่อนุมัติแก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 จำนวน 1.15 หมื่นราย เป็นเงิน 510 ล้านบาท

ขณะที่เรื่อง "เจ้าหนี้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมาย" นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กวดขันจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ และผู้ติดตามทวงถามหนี้โดยวิธีผิดกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินงานสะสมของปีงบประมาณ 2560 (สิ้น ต.ค.ที่ผ่านมา) มีการจับกุมผู้กระทำผิด 1.57 พันราย

โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และ พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็พอใจกับการแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบเพราะมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่านี่เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของไทย.

นายกฯ พอใจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

นายกฯ พอใจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ กำชับเร่งดำเนินการต่อเนื่อง พร้อมทำความเข้าใจแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน


ข่าวทั่วไป สำนักโฆษก -- จันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2560 14:35:54 น.


นายกฯ พอใจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ กำชับเร่งดำเนินการต่อเนื่อง พร้อมทำความเข้าใจแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน

วันที่ 17 ธ.ค.60 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่มีความคืบหน้า โดยหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 60 แล้ว ได้ประมวลรายชื่อผู้ที่มีหนี้นอกระบบส่งให้ ธ.ออมสิน และ ธ.ก.ส. ติดต่อลูกหนี้แต่ละรายมาเข้าสู่กลไกการแก้ปัญหา โดยล่าสุดได้นำร่องมอบเงินสินเชื่อรายย่อยให้แก่คนกลุ่มนี้ หลังจากที่ได้ไกล่เกลี่ยประนอมหนี้กับเจ้าหนี้แล้วใน 3 จังหวัด คือ นครราชสีมา สุพรรณบุรี และสงขลา รวม 4,324 ราย เป็นเงิน 193.33 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ธนาคารยังได้อนุมัติสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินแก่ประชาชน เพื่อป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบ วงเงินรายละ 50,000 บาท ณ สิ้นเดือน พ.ย.60 รวม 180,898 ราย เป็นเงิน 1,831.01 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 81.31 ของวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อ 21 ก.พ.60 จำนวน 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสินเชื่อที่อนุมัติแก่ประชาชนทั่วไป 169,356 ราย เป็นเงิน 7,620.38 ล้านบาท และผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 60 จำนวน 11,542 ราย เป็นเงิน 510.63 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงการคลัง เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง โดยทำความเข้าใจกับประชาชนว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่การปลดหนี้ฟรี แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น การรับคำปรึกษา การไกล่เกลี่ยประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ การช่วยเหลือด้านสินเชื่อ และการฟื้นฟูศักยภาพและการหารายได้ เพราะที่ผ่านมาหลายคนต้องการขอสินเชื่อเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญลูกหนี้จะต้องมีคุณสมบัติและความสามารถในการชำระหนี้ต่อไปด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศวาระสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง โดยบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ใน 5 มิติ คือ 1. ดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบ 2. เพิ่มช่องทางเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เช่น พิโกไฟแนนซ์  3. ลดภาระหนี้โดยไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ ผ่านอนุกรรมการไกล่เกลี่ยฯ 77 จว.  4. เพิ่มศักยภาพของลูกหนี้ ผ่านอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ฯ 77 จว.  5. สร้างเครือข่ายองค์การการเงินชุมชน ให้ความรู้และทักษะทางการเงิน เป็นต้น

สศค. เผยความคืบหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ล่าสุดสิ้น พ.ย.อนุมัติพิโกไฟแนนซ์แล้ว 209 ราย

สศค. เผยความคืบหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ล่าสุดสิ้น พ.ย.อนุมัติพิโกไฟแนนซ์แล้ว 209 ราย


ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2560 17:03:11 น.

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบประจำเดือนพ.ย.60 พบว่า สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) นับตั้งแต่เดือนธ.ค.59 ซึ่งกระทรวงการคลังเปิดให้ผู้สนใจยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ถึงสิ้นเดือน พ.ย.60 มีนิติบุคคลยื่นคำขออนุญาต 418 ราย ใน 66 จังหวัด จังหวัดที่มีผู้ยื่นคำขออนุญาตมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ นครราชสีมา 42 ราย กรุงเทพมหานคร 34 ราย และร้อยเอ็ด 27 ราย ทั้งนี้ มีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจแล้ว 209 ราย ใน 53 จังหวัด ซึ่งในจำนวนนี้ ได้เปิดดำเนินการแล้ว 116 ราย ใน 42 จังหวัด และมีผู้ปล่อยสินเชื่อแล้ว 87 ราย ใน 40 จังหวัด

ในด้านการปล่อยสินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปล่อยสินเชื่อได้ภายในเขตจังหวัดให้แก่ผู้มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ภายในจังหวัดนั้น ๆ วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี (Effective Rate) ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม 2560 มีสินเชื่ออนุมัติสะสม 4,849 บัญชี เป็นเงิน 131.33 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่ออนุมัติเฉลี่ย 27,084.55 บาทต่อบัญชี

การอนุมัติสินเชื่อ ประกอบด้วย สินเชื่อแบบมีหลักประกัน 2,822 บัญชี เป็นเงิน 88.01 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 67.02 ของจำนวนสินเชื่อที่อนุมัติ และสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน 2,027 บัญชี เป็นเงิน 43.32 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.98 ของจำนวนสินเชื่อที่อนุมัติ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 2,514 บัญชี เป็นเงิน 63.52 ล้านบาท อย่างไรก็ดี มีสินเชื่อที่ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน จำนวน 155 บัญชี เป็นเงิน 4.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.25% ของสินเชื่อคงค้างรวม และมีสินเชื่อค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน (NPL) จำนวน 9 บัญชี เป็นเงิน 0.36 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.56% ของสินเชื่อคงค้างรวม

สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินให้เป็นทางเลือกของประชาชนในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบแทนหนี้นอกระบบ รายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน โดยได้เร่งกระจายความช่วยเหลือด้านสินเชื่อดังกล่าวแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนพ.ย.60 มีการอนุมัติสินเชื่อรวม 180,898 ราย เป็นเงิน 8,131.01 ล้านบาท คิดเป็น 81.31% ของวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 10,000 ล้านบาท สามารถจำแนกเป็นสินเชื่อที่อนุมัติแก่ประชาชนทั่วไป 169,356 ราย เป็นเงิน 7,620.38 ล้านบาท และสินเชื่อที่อนุมัติแก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ที่มีหนี้นอกระบบ จำนวน 11,542 ราย เป็นเงิน 510.63 ล้านบาท

ด้านการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงกวดขันจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบและผู้ติดตามทวงถามหนี้โดยวิธีการผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการสะสมของปีงบประมาณ 2560 ต่อเนื่องถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2560 มีการจับกุมผู้กระทำผิด 1,750 คน

สมคิด แจงปีหน้าโอกาสประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ-การเมือง อ้อนขอเวลาทำงานเต็มที่ 1 ปีที่เหลือ

สมคิด แจงปีหน้าโอกาสประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ-การเมือง อ้อนขอเวลาทำงานเต็มที่ 1 ปีที่เหลือ


 พฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2560 09:17:26 น.


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “โอกาสประเทศไทยปี 2018"ว่า ในวันนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 4.3 % ตัวเลขการส่งออกล่าสุดอยู่ที่ 13.3% ถ้าไตรมาสสุดท้าย หากมูลค่าส่งออกถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้การส่งออกทั้งปีโตได้ถึง 10 % แม้ว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจบางอย่างยังไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ซึ่งเกิดจากปัญหาโครงสร้างทางการเกษตรที่สะสมมานาน ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามลงไปช่วยเหลือประชาชนรากหญ้าให้สามารถอยู่ได้

สำหรับโอกาสประเทศไทยได้ห่างหายไปนานพอสมควร หากนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ต่อด้วยปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ปัญหาไข้หวัดนก เกิดสึนามิ วิกฤตทางการเงินของโลก รวมถึงเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ส่งผลต่อความเชื่อของนักลงทุน ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทย ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งตนเองเรียกว่า เป็นทศวรรษที่สูญหายไป แต่หากเทียบในปัจจุบันเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ปัญหาหลายอย่างได้รับการแก้ไข บ้านเมืองมีความสงบ

“วันนี้ ICAO ปลดธงแดง รอดพ้นแล้ว IUU ปลดธงเหลืองรอดไปแล้ว EU เป็นตัวตั้งตัวตีบอยคอตไทย วันนี้บอกว่ายินดีที่จะมาเกี่ยวโยงอีกครั้งทางการเมืองทุกระดับ และ FTA สามารถลงนามได้ทันทีเมื่อมีเลือกการตั้ง ซึ่งเราไม่ได้ร้องขอ นั่นเป็นประโยชน์ของเขา ถ้าเขาไม่มาเกี่ยวข้องกับเรา เขาคือผู้เสียประโยชน์ แต่เราต้องการมิตรสหาย เรายินดีมากที่เขาตัดสินใจ FTA ยังไม่เซ็นไม่เป็นไร ผมไม่รีบร้อนเลย แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นประเทศมันสำคัญ ไม่ใช่เอาศักดิ์ศรีที่เขาเหยียบย่ำมาทำลายกันเอง"นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด มองว่า ในช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ 1 ปี ถือเป็นโอกาสของไทยอีกครั้ง ซึ่งในด้านภูมิศาสตร์อาเซียนถือเป็นซัพพลายเชนที่สำคัญ ที่มีความเชื่อมโยงทั้งด้านคมนาคมและการค้าการลงทุน ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่จะสามารถเชื่อมโยงได้กับทุกประเทศ ซึ่งไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย รัสเซีย หรือแม้กระทั่งกับสหรัฐอเมริกาที่ได้มีโอกาสหารือกัน ซึ่งในปีหน้าจะมีการเดินสายไปฝั่งยุโรป ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศอื่นๆ ทั้งในตะวันออกกลางและเอเชีย เพื่อสร้างพาร์ทเนอร์ชิพ

“ผมมั่นใจปีหน้าจะเป็นที่เราสามารถเทค-ออฟ ผมเรียนในครม.ว่า ไตรมาสที่ 1 สำคัญที่สุด เมื่อมันกำลังจะเทคออฟอย่าให้มีอะไรมาฉุด ให้ผ่านไตรมาสที่หนึ่งให้การเติบโตที่แน่นหนาขึ้น แล้วหลังจากนั้นค่อยมาเจาะนโยบายบางอย่างที่สำคัญ ผมคิดว่าปีหน้าเป็นปีทีดีทางเศรษฐกิจ จะเกี่ยวข้องตลาดทุนด้วย ตอนนี้ ทะลุ 1,700 จุด คุณคอยดูปีหน้าตลาดหุ้นจะร้อนแรง จากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ที่สำคัญที่สุดเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของเอกชนไทยที่จะเพิ่มทุน เพราะโอกาสมันหายไปเป็นปี ปีหน้าบริษัทไหนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ เพิ่มทุนได้ผมว่าเฮงสุดๆ สิ่งเหล่านี้จะเริ่มหมุนและดีขึ้นเรื่อย ยกเว้นว่ามีบางสิ่งที่ไม่ปรารถนา" นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ในปีหน้าจะเน้นการแก้ไขปัญหาให้กับคนจน ซึ่งได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชัดเจนว่า ต้องพยายามประคองราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ราคาตกต่ำแบบผิดสังเกต ถ้าหากราคายางไม่ขึ้น รัฐจะเอาไปตรวจสต็อกของผู้ประกอบการ ดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ถ้าหากยังพบว่าผิดปกติจะเอาไปเป็นสินค้าควบคุมเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯสามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ และจะต้องสามารถประคองราคาไว้แต่ต้องไม่เป็นการฝืนธรรมชาติ ทั้งนี้ได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้ว ไม่ได้หนุนให้โค่นยาง แต่หากโค่นยางจะให้เงินอุดหนุนและส่งเสริมให้การทำเกษตรผสมผสาน มีเลี้ยงไก่เลี้ยงปลา

ด้านการท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนนโนบาย ส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น สร้างแหล่งท่องเที่ยวชุมชน กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ทำการตลาดให้เกษตรกรมีพื้นที่ขายสินค้าได้ แนะนำให้มีการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และต้องทำให้ร้านค้าชุมชนสามารถค้าขายผ่านออนไลน์ได้ด้วย

นายสมคิด กล่าวว่า โอกาสที่สำคัญที่สุด คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะถ้าหากเศรษฐกิจจะดีแต่การเมืองไม่เข้มแข็ง ประเทศก็ไม่มีทางไปได้ดี จึงอยากเห็นพรรคการเมืองทีมีอยู่แล้วคิดนโยบายที่ดี รวบรวมคนเก่งคนดี และอยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ๆ เพราะยิ่งมียิ่งดี พรรคเก่าจะได้พัฒนาด้วย และมองว่า พรรคการเมืองใหม่ควรจะเป็นโอกาสของคนรุ่น 30-50 ปี ไม่ใช่คนรุ่น 60-70 ปี และในระบบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นสิ่งสำคัญจึงต้องรวบรวมคนเก่งและสู้กันในระบบ

อย่างไรก็ตาม นายสมคิด กล่าวว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำอย่าไปรังเกียจ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร ทนายความ อาจารย์ ทุกคนมีสิทธิ์ทำหน้าที่ได้ทั้งสิ้นถ้าเป็นคนดีและทำได้ดีพอ ไม่มีการผูกขาดว่านักการเมืองจะต้องเป็นใคร ซึ่งตอนนี้ตนเองมีทีมงานเศรษฐกิจที่ดีที่ตั้งใจทำงาน จึงอยากให้ช่วยกันให้กำลังใจ เพราะมีเวลาเพียง 1 ปีที่จะทำงานเต็มที่ ส่วนหลังจากนี้เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลว่าจะทำงานการเมืองต่อหรือไม่ เพราะประเทศเดินได้ไม่ใช่แค่จากคณะรัฐมนตรี 34 คน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน

นายกฯ เปิดก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช หนุนเชื่อมโยงทุกภูมิภาค

นายกฯ เปิดก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช หนุนเชื่อมโยงทุกภูมิภาค 

นายกฯ เปิดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 "กรุงเทพฯ-นครราชสีมา" ยืนยันจะทำให้เสร็จจนถึงหนองคาย หนุนเชื่อมโยงทุกภูมิภาคเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในทุกมิติ 

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.60 ที่มอหลักหินรัชกาลที่ 5 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เป็นประธานในพิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมในพิธี

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ดีใจยินดีและถือเป็นเกียรติที่ได้มาพบทุกคนในวันประวัติศาสตร์ของรถไฟไทย จึงขอขอบคุณคำกล่าวของนายหลี่เค่อเฉียง และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-จีน และยืนยันว่าจะทำให้จบในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งรัฐบาลนี้สนับสนุนการเชื่อมโยงทุกภูมิภาคเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในทุกมิติ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ต้องไม่เป็นภาระกับประเทศ และต้องโปร่งใส และอย่าคิดถึงรายได้เฉพาะผู้ที่มาใช้บริการหรือที่เรียกว่าผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่มองผลประโยชน์ทางอ้อมที่ตามมาจำนวนมาก โดยเฉพาะจะเกิดธุรกิจตลอดเส้นทางเป็นการเพิ่มและกระจายรายได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามเร่งรัดทุกอย่าง จึงจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ขออย่ามองเป็นเรื่องอื่น ทุกอย่างที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้นและไม่ได้เสร็จในวันเดียว ทุกหน่วยงานจึงต้องช่วยกัน ให้เกิดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก่อนเริ่มงานได้ชมการแสดงโขน หนุมานมาร่วมสร้างทางรถไฟกับมังกร ซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากหนุมานตอนจองถนน ที่มีการจองถนนไปถึงนครลงกาเพื่อสู้กับยักษ์ แต่วันนี้เราเปลี่ยนใหม่มาสร้างทางรถไฟ โดยไม่ได้สร้างไปตีกับใคร แต่เพื่อยกระดับและสร้างความเชื่อมโยง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขอถือโอกาสพูดกับชาวอีสาน เพราะโคราชถือเป็นบ้านของตน ยืนยันว่าวันนี้รัฐบาลจะดูแลและยกระดับความยากจนโดยเพิ่มรายได้ของคนไทยให้มากขึ้น โดยมีการสำรวจหาข้อมูลในพื้นที่ที่มีความยากจน เพื่อต้องการทราบว่าประชาชนอยากได้หรือต้องการอะไร เพราะรัฐบาลไม่อยากบังคับใครทั้งสิ้น จึงอยากให้ประชาชนได้เสนอความต้องการ ดังนั้นมองแค่เรื่องงบประมาณอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยประชาชนให้ช่วยกันเป็นปากเป็นเสียงว่าจะให้รัฐบาลทำอะไร ไม่ใช่เป็นปากเป็นเสียงว่าไม่ให้รัฐบาลทำอะไร ไม่เช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ จึงขอให้ฟังรัฐบาลด้วย โดยยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดเพื่อทุกคน ซึ่งวันนี้ประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง เรากำลังทำเรื่องที่ยาก จึงอย่าทำเรื่องยากให้ยากขึ้นไปอีก และเราจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ในระยะเวลา 1-2 ปี ซึ่งตนจะทำให้ดีที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน พร้อมกับกล่าวเป็นภาษาจีนว่า "จงซิน เซี่ยลี่ ซื่อซื่อ ฉุนหลี่" แปลว่า น้ำหนึ่งใจเดียว ทุกเรื่องราบรื่น
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการของการรถไฟไทย พร้อมกล่าวกับเด็กนักเรียนที่มาต้อนรับว่า "ลุงทำให้พวกเรานะ เราต้องรีบโตรีบเรียนให้จบเพื่อหาเงินแล้วขึ้นรถไฟอนาคตข้างหน้าก็มาช่วยกันสร้างต่อ วันนี้ของลุงทำไว้ เราต้องพ้นจากความยากจน ขอให้เรียนหนังสือสำเร็จปลอดภัยทุกคน และนำเรื่องราวเหล่านี้ไปบอกกับพ่อแม่ด้วยว่านายกฯ ทำให้" จากนั้นเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยยกมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู พร้อมกล่าวสั้นๆ ว่า "โชคดี กลับบ้านปลอดภัย"

สำหรับโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงนี้จะเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและโครงข่ายคมนาคม One Belt One Road ของรัฐบาลจีน ที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ - นครราชสีมา จะมีระยะทาง 252.3 กิโลเมตร และวงเงินลงทุนประมาณ 179,000 ล้านบาท มีสถานีทั้งหมด 6 แห่ง คือ สถานีกลาง สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา และมีความเร็วอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเส้นทางช่วงแรกที่เริ่มก่อสร้าง คือช่วงกลางดง - ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 430 ล้านบาท โดยมีทีมวิศวกรฝ่ายจีนมาดำเนินการทั้งหมด 15 คน และมีวิศวกรฝ่ายไทยเข้าร่วมเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวน 6 คน โดยเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2565
สำหรับช่วงแรกที่เปิดให้บริการ คาดว่าจะมีผู้โดยสาร 5,300 คนต่อวัน และในปี 2594 จะมีผู้ใช้บริการขั้นต่ำ 26,800 คนต่อวัน โดยมีค่าโดยสารแรกเข้า 80 บาท และบวกด้วยอัตรา 1.8 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งราคาสูงสุดจากเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะอยู่ที่ 535 บาท อย่างไรก็ตามการรถไฟตั้งเป้ารับมอบแบบการก่อสร้างในส่วนที่เหลือระยะที่ 2-4 ไม่เกินกลางปีหน้า และจะเปิดประมูลในปี 2561 รวมถึงเปิดให้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย ในปี 2566.

สมคบคิด

1) ทหารบางคนกำลังถูกอดีตนักการเมืองหลอกว่าจะนำพรรคที่ตนเคยสังกัดไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
2) แต่ต่อมา ยึดพรรคที่เคยสังกัดไม่ได้ ก็หวังจะอาศัยอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) รีเซตสมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมดทุกพรรค
3) เมื่อ อดีต ส.ส.ทุกคนเป็นอิสระจากพรรค "บรรดาลุงๆ" จะไล่ช้อนอดีต ส.ส.ไปสังกัดพรรคทหาร
4) พรรคทหารเป็นการวมตัวกันของ กลุ่มอดีต ส.ส. ทหาร อดีตข้าราชการประจำ เจ้าสัว และนักการเมืองพันธุ์เก่าดำเนินการจัดตั้ง
5) พรรคทหารจะชูนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าพรรค และให้นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นเลขาธิการพรรค โดยมีตัวสำรองเป็นอดีต ส.ส.คนหนึ่ง
6) เอานโยบาย "ประชารัฐ"ของรัฐบาลมาเป็นชื่อพรรค
7) ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคืออดีตกำนันคนดังของภาคใต้
นี่้คือคำแฉโพยของนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)
แม้จะ ไม่ได้ระบุว่าใคร
แต่ ก็นำไปสู่ คำประกาศ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป.
"กปปส.จะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นสิทธิ ของกปปส.ไม่เกี่ยวกัน"

ทั้งนี้ก่อนหน้าไม่กี่วัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ เลขาธิการ กปปส. เพิ่งปล่อยคลิป 2 คลิป ฟื้นความทรงจำ การต่อสู้ของมวลมหาประชาชน ผ่านเฟซบุ๊ค
และต่อมานายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) เปิดเผยว่า นายสุเทพ ทำหนังสือถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ขอให้ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ
อันเป็นข้อเสนอ เดียวกับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน แกนนำผู้เตรียมก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป
พร้อมๆกับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯ และแกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย ออกมาเสนอให้มีการงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ โดยเปิดทางให้ ส.ส.400 เขต ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง
ความเคลื่อนไหวนี้ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคปชป. ฟันธงว่า เป็น"ทฤษฎีสมคบคิด"
สมคบคิด ที่จะรีเซตพรรคการเมือง ปล่อยให้ สมาชิกทุกพรรคเป็นอิสระ
อิสระแล้ว จะเป็น อย่างที่นายวัชระ เพชรทอง ตีปลาหน้าไซ คือ "จะมีบรรดาลุงๆไล่ช้อนอดีต ส.ส.ไปสังกัดพรรคทหาร" หรือไม่ ไม่ทราบ
แต่ นายสุเทพ ซึ่งเคยประกาศตัว จะไม่เล่นการเมือง ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ว่ากำลังเคลื่อนไหวอะไร อย่างไร
จะเกี่ยวข้องกับพรรคทหารอะไรหรือไม่
หรือกำลังมีพรรคของ"สุเทพ"เอง
ที่สำคัญจะเป็น"เทพ"เหมือนตอนยืนอยู่บนเวทีมวลมหาชนหรือไม่
หรือเป็นเพียง"สุเตพ"ที่คนใต้ กำลังคิดถึงอยู่ตอนนี้
---------------------

ขาขึ้น หัวปัก สามปีผ่านไป อะไรเหมือน-ต่าง

ขาขึ้น หัวปัก สามปีผ่านไป อะไรเหมือน-ต่าง


หากยังอยู่ในช่วงที่เริ่มเข้ามายึดอำนาจใหม่ๆ
ช่วงที่ความนิยมของ คสช.ยังล้นหลาม
ถามว่าคดีความเรื่องนาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่เกิดขึ้นกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
จะยืดเยื้อยืดยาวเช่นนี้หรือไม่
เมื่อเป็นเรื่อง ถ้าŽ ก็ยากตอบได้
แต่หากมีกรณีเปรียบเทียบ
อาจจะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
พิจารณาสถานการณ์ล่าสุด
19 ธันวาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบนาฬิกาหรูและแหวนเพชร พล.อ.ประวิตร ว่า
พล.อ.ประวิตรยังไม่มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวมายัง ป.ป.ช. เพราะมีกำหนดชี้แจงถึงวันที่ 8 มกราคม 2561
แม้ ป.ป.ช.จะมีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินโดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนร้องเรียน
แต่การตรวจสอบเบื้องต้นจะต้องดูคำชี้แจงประกอบการดำเนินการด้วย
ป.ป.ช.ไม่ได้ประวิงเวลา แต่ทำงานอยู่ตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร จะต้องชี้แจงนาฬิกาและแหวนเพชรทุกรายการ
ไม่ใช่เพียงนาฬิกาเรือนแรกที่ตกเป็นข่าว
เรื่องดังกล่าวไม่ได้ซับซ้อนอะไร
เมื่อถามว่าหากถึงวันที่ 8 มกราคม ตามกำหนด พล.อ.ประวิตรยังไม่มีการชี้แจง ทาง ป.ป.ช.จะดำเนินการอย่างไร
นายวรวิทย์กล่าวว่า อย่าเพิ่งคาดเดา ป.ป.ช.มีระเบียบในการดำเนินการอยู่แล้ว
เมื่อถามว่ากรณีมีข่าวว่าเป็นของเพื่อน หรือมีชื่อบุคคลอื่นเพิ่มเข้ามา ป.ป.ช.จะตรวจสอบอย่างไร จะต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงหรือไม่
รองเลขาธิการ ป.ป.ช.ตอบว่า อย่าเพิ่งคาดเดา อยากให้รอก่อน
หากพบว่ามีใครเกี่ยวข้อง ก็จะต้องเรียกมาตามกระบวนการทำงานปกติอยู่แล้ว
เมื่อถามว่านอกจากการตรวจสอบเรื่องนาฬิกาแล้วจะมีการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนอื่นหรือไม่
เนื่องจากขณะนี้มีการตั้งข้อสังเกตถึงรายได้ของ พล.อ.ประวิตร ในช่วงปี 2551-2557 ที่มีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในช่วงปลายปี 2551-2554
และเงินบำเหน็จ บำนาญ ข้าราชการ ระหว่างปี 2551-2557
ที่มียอดรวมประมาณ 12 ล้านบาท

แต่ พล.อ.ประวิตรกลับมีทรัพย์สินรวมที่เพิ่มขึ้น 30.5 ล้านบาท
นายวรวิทย์ กล่าวว่า พยานหลักฐานเหล่านี้ ป.ป.ช.มีอยู่แล้ว
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการชี้แจงปมนาฬิกาและแหวนเพชรให้ ป.ป.ช.
พล.อ.ประวิตรไม่ตอบคำถามดังกล่าว และเดินตรงไปขึ้นรถทันที
เมื่อถามอีกว่า เมื่อวาน (18 ธันวาคม) ที่ท่านบอกว่าเหนื่อย วันนี้หายเหนื่อยหรือยัง
พล.อ.ประวิตรตอบว่า ผมไม่เหนื่อย
อะไรเลย
ขณะที่เพจ CSI LA ที่มีผู้กดไลค์กว่า 7.5 แสนคน โพสต์ข้อความจากรูปภาพของพล.อ.ประวิตรที่ปรากฏนาฬิกาหรูเรือนที่ 4 โดยระบุข้อมูลว่า
เฉลยอีกเรือน Patek Philippe รุ่น 5960/1A ราคาตลาดอยู่ที่ 1.5-1.66 ล้านบาท
เเฟนเพจตาดีส่งรูปนี้มาให้ดูครับ เป็นภาพตอน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานพิธีเปิดงาน ตลาดนัดคลองผดุง วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 จากหลักเมือง Online (http://lakmuangonline.com/?p=5327)Ž
ซึ่งเป็นสื่อของกระทรวงกลาโหม
กรณีของ พล.อ.ประวิตรที่คล้ายจะเป็นเรื่อง “เล็กน้อย”Ž ในเบื้องต้น ยืดยาวมาถึงปัจจุบัน
ย่อมมิใช่เพราะการตาม ”จิกกัด”Ž อย่างไม่ลดราวาศอกของสื่อเพียงประการเดียว
แต่เมื่อสังคมติดตาม ตั้งข้อสงสัย ขยันกระทุ้ง
สื่อย่อมไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้
ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังกับครั้งกรณีภริยาและบุตรชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายของนายกรัฐมนตรี
ที่จะมีการติดตามขุดคุ้ย มีการตีแผ่ข้อมูลอย่างรอบด้าน
แต่เมื่อสังคมยัง “ไม่สุกงอม”Ž
คดีความก็ค่อยๆ สร่างซาไป
คำถามคือในห้วงเวลาหนึ่ง
เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กลงไปได้
ไฉนในอีกช่วงเวลาหนึ่ง
เรื่องเล็กจึงขยายเป็นเรื่องใหญ่โต
อะไรทำให้อารมณ์ความรู้สึกของสังคมเปลี่ยนไป?
อะไร?

ปลดล็อกซะที

ปลดล็อกซะที


หลังจากชักเย่อไม่ยอมปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมตามความจำเป็น
ทั้งๆที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่ ประกาศใช้บังคับมาแล้วเกือบ 3 เดือน
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช. ก็ยอม “ปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองเริ่มต้นทำกิจกรรมต่างๆได้ซะที
โดย พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจพิเศษ ม.44 แก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองขยายกรอบเวลาให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆตามความจำเป็น
เช่น...กรณีที่พรรคการเมืองต้องตรวจสอบสมาชิกพรรคและแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 90 วัน
ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกแค่ 15 วัน เท่านั้นเอง!!
เอาเถอะ...ถึงจะปลดล็อกช้าไปหน่อยก็ยังไม่สายเกินเพล
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ผล จากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ม.44 ขยายเวลาชดเชยให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองโดย ไม่ติด “เส้นตาย 90 วัน”
ถ้าหากมองเผินๆ...แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจ ม.44 เพื่อช่วยแก้ปัญหาฉุกละหุกให้พรรคการเมือง
แต่ถ้ามองของจริง...พล.อ.ประ-ยุทธ์ใช้อำนาจ ม.44 เพื่อแก้ไขปัญหา ที่ คสช.เป็นผู้ก่อไว้เอง
เพราะปัญหาเกิดจาก คสช.ไม่ยอมปลดล็อกพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง
ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังมานานกว่า 2 เดือน
ถ้าหาก คสช.ยังปล่อยให้การปลดล็อกต้องยืดเยื้อต่อไปก็เท่ากับ คสช.ทำให้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง (ที่ประกาศใช้แล้ว) ไม่มีผลบังคับใช้ตามกติกา
ทั้งๆที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คสช.เป็นหมอตำแยทำคลอดออกมาเอง
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ากรณีนี้จะไม่ยุ่งยากวุ่นวายไม่ต้องงัด ม.44 แก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองให้อึกทึกครึกโครม
เพียงแค่ คสช.ปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกติกา
คือเมื่อ พ.ร.บ.พรรคการเมืองประ-กาศใช้อย่างเป็นทางการ คสช.ก็ปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมตามความจำเป็น
ไม่ต้องปลดล็อกพรวดเดียว 100 เปอร์เซ็นต์
ค่อยๆปลดล็อกเป็นขั้นเป็นตอนเป็นช่วงๆตามที่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองกำหนดไว้แล้วชัดเจน
โดยให้พรรคการเมืองต้องทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เสร็จใน 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือ 8 เดือน หรือ 1 ปี หรือ 2 ปี
เช่น...ให้พรรคการเมืองต้องตั้งสาขาพรรคให้ครบ 4 ภาค
หรือ ต้องหาสมาชิกพรรคให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน
หรือ ต้องหาสมาชิกเพิ่มให้ครบ 5,000 คน ภายใน 1 ปี ฯลฯ
ถ้า คสช.ปลดล็อกช้าเกินไปปัญหาจะยิ่งสะสมเป็นดินพอกหางหมูขึ้นทุกที
และสุดท้าย คสช.คือผู้ก่อปัญหาทั้งหมดขึ้นมา
“แม่ลูกจันทร์” จึงมองไม่เห็นประโยชน์อะไรจากการที่ คสช.ยื้อเวลาปลดล็อกจนยืดเยื้อมาเกือบ 3 เดือน
นอกจากสร้างเงื่อนไขให้พรรค การเมืองรุมกดดัน
เสียดาย...หากตัดสินใจปลดล็อกเสียตั้งแต่แรก คสช.จะได้รับกระแสชื่นชม
แต่เมื่อตัดสินใจปลดล็อกช้า...คสช.ก็ต้องเสียรังวัดเป็นธรรมดา
เข้าตำราทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ทำเรื่องสั้นให้กลายเป็นเรื่องยาว
เข้าซอยผิดนิดเดียว...เดินเมื่อยไปอีกนาน.
“แม่ลูกจันทร์”

เข้าเหลี่ยม “สมคบคิด”

เข้าเหลี่ยม “สมคบคิด”


ติดดาบเพิ่มอำนาจกันเข้มข้นสุดๆ

ตามโปรแกรมล่าสุดที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน เพิ่งยกเครื่องกฎหมาย ป.ป.ช.เวอร์ชั่นใหม่เสร็จสดๆร้อนๆ

เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบวาระ 2 และ 3 รอประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ตามเนื้อหาที่มีการปรับโฉมกฎหมายปราบโกงแปลกตาไปจากร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ในหลายประเด็น

ไม่ใช่แค่การตีตั๋วต่อโปรโมชั่นการทำงานให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ยาว 9 ปี จากเงื่อนไขเดิมที่ให้อยู่ต่อเฉพาะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ไม่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น

แต่ที่ดูฮือฮา ถูกกล่าวขานเกรียวกราวล่าสุดคือ การเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.มีอำนาจ ดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทในคดีทุจริต และร่ำรวยผิดปกติ

ติดปีก ป.ป.ช.ยุคใหม่อยู่ยาว และมีอำนาจมหาศาล สุ่มเสี่ยงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ส่อเค้าเกิดความวุ่นวายตามมา หากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แม้แต่ “ซือแป๋มีชัย” ยังบอก “กลุ้มใจ” เตือนให้ระวังจะเป็นดาบ 2 คม อาจเป็นผลร้ายแก่คนใน สนช.เอง
เรื่องวุ่นๆของสารพันกฎหมายลูก ถูกกระพือเป็นกระแสไม่หยุดหย่อน

ตัวอย่างที่เห็นๆ อาทิ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ถูกตั้งแง่เรื่องการสรรหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็น กกต.2 คน ในส่วนที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดำเนินการถูกต้องหรือไม่
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ยังชุลมุนเรื่องการขอแก้กฎหมาย รวมถึงร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. ยังไม่รู้ว่า มีปัญหายุ่งเหยิงตามมามากน้อยแค่ไหน

กฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับยังอีนุงตุงนัง ถูกโยงเรื่อง สร้างเงื่อนไข ให้เกิดข้อถกเถียงอยู่เรื่อยๆ นั่นย่อมเป็นตัวแปรที่อาจกระทบถึงโรดแม็ป

เข้าล็อกทฤษฎี “สมคบคิด” ยื้อเลือกตั้งที่ถูกตั้งข้อสงสัยกัน

ตามรูปการณ์ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป จ่อเข้าให้ข้อมูลต่อ สนช. เพื่อขอแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ชูประเด็นล้างไพ่สมาชิกพรรคการเมืองทุกค่ายมาปัดฝุ่น เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่ ตามแนวคิดเดิมที่ขั้วอำนาจพิเศษเคยมองไว้

กองหนุนท็อปบูตระดับหัวแถวเปิดตัวออกมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ขัดจังหวะในช่วงที่ทุกอย่างเตรียมนับถอยหลังเข้าสู่สังเวียนเลือกตั้งปลายปีหน้า ดูแล้วแก้ตัวลำบากว่า ไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อน

สอดรับสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เมินเสียงเรียกร้องจากฝ่ายการเมือง ไม่ยอมปลดล็อกปล่อยผีพรรคการเมืองทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ภายหลัง พ.ร.บ.พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้

ผ่อนปรนให้แค่ใช้มาตรา 44 คลายล็อกเงื่อนเวลา เปิดช่องให้ค่ายการเมืองทำกิจกรรมทางธุรการได้บางอย่างตามโปรแกรมที่กฎหมายลูกพรรคการเมืองกำหนด

แนวโน้มเป็นเพียงแค่การลดกระแสกดดันทางการเมือง

ไม่กล้าปลดล็อกแบบเต็มตัว เพราะยังไม่อนุญาตให้จัดประชุมใหญ่พรรคได้อย่างเป็นทางการ

ปล่อยให้กระดิกตัวได้แค่งานรูทีน อาทิ การหาสมาชิกพรรค การเก็บค่าสมาชิก การประชุมนัดแรกเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในส่วนพรรคการเมืองใหม่ และการเช็กสถานภาพสมาชิกพรรคในส่วนพรรคการเมืองเก่า

ยกเหตุผลเนื่องจากฝ่ายความมั่นคงยังพบความเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงไม่เหมาะสมที่จะปลดล็อกคำสั่งหัวหน้า คสช.ในช่วงนี้ จ่อทอดเวลาปลดล็อกไปถึงกลางปีหน้า

อำนาจพิเศษและทีมกองหนุนผนึกกำลังหาเงื่อนไขสารพัดช่องทาง ประวิงเวลายื้อโรดแม็ปถึงที่สุด

กดนักการเมืองเป็นเบี้ยล่างกันต่อไป!!!

ทีมข่าวการเมือง