PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ก้างขวางคอ

หนึ่งในนโยบายหลัก 12 ด้านของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเป็นสัญญาประชาคม

คือการเร่งทวงคืนผืนป่า ปกป้องรักษาป่าไม้สมบัติชาติ และหยุดยั้งการบุกรุกครอบครองป่าไม้ทรัพยากรของชาติอย่างเฉียบขาดจริงจัง

รัฐบาลจะเร่งลดความเหลื่อมล้ำการถือครองที่ดิน และป้องกันการเปลี่ยนมือที่ดินจัดสรรของรัฐ ไม่ให้ตกไปอยู่ในครอบครองของกลุ่มทุนผู้ไม่ใช่เกษตรกรผู้มีฐานะยากจน ฯลฯ

ล่าสุด นโยบายทวงคืนผืนป่า และป้องกันกลุ่มทุนบุกรุกป่า กลายเป็นเรื่องร้อนฉ่าย้อนกลับมาลวกใส่รัฐบาลเสียเอง

วันนี้ พี่น้องประชาชนที่รักปกป้องผืนป่าไม้มรดกชาติ กำลังรอวัดใจ นายกฯลุงตู่ ปฏิบัติตามนโยบายที่ประกาศไว้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

เพื่อพิสูจน์ว่านโยบายทวงคืนผืนป่า และปราบกลุ่มทุนบุกรุกป่าของรัฐบาล ไม่ใช่นโยบาย “เหลวไหล เลื่อนลอย หลอกลวง” อย่างที่ฝ่ายค้านโจมตี

โดยเฉพาะปัญหารีสอร์ตหรูของกลุ่มทุนตระกูลดังที่บุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่พรรคพลังประชารัฐใช้เป็นสถานที่จัดประชุมสัมมนา ส.ส. และจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะกันอึกทึกครึกโครม

โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เดินทางไปเปิดตัว เป็นสมาชิกพรรค และเป็นประธานประชุมสัมมนา ส.ส.พรรคด้วยตัวเอง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการที่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนหลักรัฐบาล เลือกใช้รีสอร์ตหรูซึ่งมีคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเป็นชนักติดตัว เป็นสถานที่จัดสัมมนาและเลี้ยงสังสรรค์ ส.ส.พรรคอย่างเอิกเกริกมโหฬาร

นอกจากไม่ถูกกาละเทศะ ไม่ถูกหลักนิติรัฐนิติธรรม

ยังอาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองที่บังคับไว้อีกหลายประเด็น

ยิ่งกว่านั้น การจงใจเลือกรีสอร์ตหรูแห่งนี้เป็นสถานที่ประชุม ส.ส.พรรครัฐบาล

ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า สถานที่แห่งนี้ ถูกกรมอุทยานแห่งชาติจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลานมาแล้วถึง 2 ครั้ง 2 ครา

น่าจะมีเป้าหมายแอบแฝง เพื่อโชว์ “บัตรแข็ง” ว่ารีสอร์ตหรูแห่งนี้เป็น “เด็กเส้น” รัฐบาล

แถมผู้บริหารรีสอร์ตหรูแห่งนี้ ยังมีชื่อเป็นสปอนเซอร์ ซื้อโต๊ะจีนระดมทุนพรรคพลังประชารัฐอีกก้อนโต

และน่าจะหวังอาศัยบารมี “ลุงป้อม” เป็นยันต์กันผี ไม่ให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเข้าไปวอแว

แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะลุกลามบานปลายใหญ่โต

เพราะ นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่า ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ และเป็นผู้จับกุมรีสอร์ตแห่งนี้เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา

ฉะนั้น เพื่อรักษาศักดิ์ศรีมือปราบนายทุนรุกป่าตัวจริงเสียงจริง

ส.ส.ดำรงค์ หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่า จึงต้องออกมาดับเครื่องชน!!

ผลที่ตามมาทันที คือรีสอร์ตหรูแห่งนี้ และรีสอร์ตอีก 10 ที่บุกรุกอุทานแห่งชาติทับลาน จะต้องถูกรื้อถอน ตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติภายใน 3 เดือน หรือ 90 วันจากนี้ไป

ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น...ต้องรื้อลูกเดียว

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่าเรื่องบานไม่หุบ ขนาดนี้ คงไม่มีใครในรัฐบาลกล้าเสี่ยงเอาตัวเองเป็นหนังหน้าไฟ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มนายทุนบุกรุกอุทยานทับลานอย่างแน่นอน

สรุปว่าถ้า ส.ส.ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่า ไม่เป็นก้างขวางคอ

ป่านนี้ก็ปิดจ๊อบเรียบร้อยบริดวกโยธิน.

“แม่ลูกจันทร์”


ทวงคืนประชาธิปไตย : ท้าชนอำนาจกองทัพ-สกัดทุนใหญ่ผูกขาด

เผชิญคลื่นมรสุมการเมืองตั้งแต่ก่อตั้งพรรค ถูกตั้งข้อกล่าวหาด้วยฐานความผิดรุนแรง

แต่เจ้าตัวไม่หวั่น ขอต่อสู้เต็มที่ไม่มีถอย วันนี้มีบทบาทโดดเด่น ในสภาผู้แทนราษฎร นิกเนมว่า “ช่อ” น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ บอกถึงการเมืองหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยฉายภาพให้เห็นความผิดหวังต่อนโยบาย ไม่มีรูปธรรมใดๆ ให้เห็น

เรายืนยันต้องทำหน้าที่ต่อไป แม้ในรัฐบาลมีรัฐมนตรีหลายคนและนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดิม แต่การบริหารประเทศต้องไม่เหมือนเดิม

เพราะขณะนี้มีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนคอยตรวจสอบและถ่วงดุล

รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจหรือการบริหารแบบสบายๆเหมือน 5 ปีที่ผ่านมาได้

ใครมาบอกว่าประเทศต้องเดินไปข้างหน้า ขอให้โอกาสรัฐบาลทำงาน อย่าอภิปรายอะไรมาก

เราไม่ให้โอกาสนายกฯอีกต่อไป เพราะช่วงชิงอำนาจจากประชาชนไป 5 ปีและประเทศเสียหาย 5 ปี

หลังจากนี้ขอตรวจสอบเข้มข้นทุกวินาที

หลังเลือกตั้งเสร็จ 7 พรรคฝ่ายค้านจับมือกันแน่น แบ่งหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า เราทำงานเป็นเอกเทศ ส่วนที่ร่วมมือก็คือการทำงานในสภาฯ เพื่อให้การซักฟอกรัฐบาล ทั้งผ่านการตั้งกระทู้ถาม การเสนอญัตติต่างๆให้ราบรื่นและไม่สิ้นเปลืองเวลาของสภาฯ

แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกพรรคต้องร่วมมือ ไม่ใช่เฉพาะแค่ 7 พรรคฝ่ายค้าน พรรคในรัฐบาล ซึ่งเคยรณรงค์หาเสียงต้องการให้แก้จะเป็นจะตาย ท่านอาจจะจำไม่ได้ แต่ประชาชนจำได้

ก็ขอทวงสัญญาพรรคร่วมรัฐบาลทำให้เกิดขึ้น

ยืนยันต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นประเทศเดินหน้าไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งสูงกว่าองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมา เสียงของประชาชนไม่ได้รับการรับฟัง ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไข

การแก้รัฐธรรมนูญและปัญหาปากท้อง รัฐบาลสามารถแก้ไขไปพร้อมกันได้

พรรคร่วมฝ่ายค้านจะขยับอย่างไรต่อ น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า ประเด็นที่เสนอแก้ไข เช่น ที่มาของ ส.ว.ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มีอำนาจเท่ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผิดธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย โครงสร้างเช่นนี้ไม่ควรบอกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

เรื่องนี้จำเป็นต้องแก้ไข แม้ตามกลไกรัฐธรรมนูญแก้ไขยากที่สุด ใช้เสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา แล้ว ส.ว.จะยอมลดทอนอำนาจทำไม

ก็ต้องวัดใจว่าเห็นแก่บุญคุณประชาชน โดยกล้าหักล้างบุญคุณฝ่ายที่ทำให้ท่านได้รับตำแหน่งหรือไม่

ฉะนั้น เราจะรณรงค์ทั้งในและนอกสภาฯ เพื่อให้ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายอย่างสนุกสนาน

ให้คนทุกรุ่น ทุกอาชีพได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า อยากให้กติกาสูงสุดของประเทศ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตพวกเราและลูกหลานอย่างไร อย่าลืมว่ากฎหมายทางหนึ่งคือการปกป้องชีวิต สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว

รัฐบาลเตรียมตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาข้อดีและข้อเสียก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่อซื้อเวลาอย่างไร น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า หวังว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น หากตั้งคณะกรรมาธิการฯ ขึ้นมาจริงต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ

ไม่ใช่สุดท้ายสิ้นเปลืองงบประมาณและได้ผลสรุปออกมาแค่ 1 เล่ม

มั่นใจแค่ไหนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เพราะตามกลไกรัฐธรรมนูญแทบจะปิดประตูแก้ไข น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า เราต้องการแก้ไขโครงสร้างของประเทศที่ไม่เป็นธรรมกับสังคมมาหลายสิบปี

ต้องการท้าชนกับผู้มีอำนาจทุนใหญ่ผูกขาด

อำนาจทหารที่อยู่ในรัฐบาลพลเรือน

ปมเหล่านี้ไม่มีอะไรง่าย การเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ มันยาก

ถามว่าต้องทำหรือไม่ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขอให้คิดถึงอนาคตลูกหลาน จะส่งต่อสังคมที่ไม่ใช่เลวเท่าเดิม แต่กำลังจะเลวกว่าเดิมให้ลูกหลาน เรายอมไม่ได้ ก็ต้องแก้ไข แต่แก้ไขเสร็จเมื่อไหร่ในเมื่อรู้ว่าแก้ยากและต้องใช้เวลา

จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้และเริ่มทันที หากต้องการผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ต้องทำอะไร ที่ยาก

จะทำอย่างไรกับทุนใหญ่ เพราะช่วงชิงโอกาสและทรัพยากรของประเทศและประชาชนไป นับวันโอกาสของประเทศและประชาชนไหลไปตกอยู่ในมือของทุนใหญ่ น.ส.พรรณิการ์ บอกว่านี่คือหนึ่งในปัญหาระดับโลก

ทุกประเทศกำลังพูดคุยกันว่าจะต่อต้านกลุ่มทุนใหญ่อย่างไรไม่ให้กินรวบ และเดินไปด้วยกันกับการลงทุน การพัฒนา การสร้างนวัตกรรม ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล

ฉะนั้น เมื่อเรามุ่งมั่นตั้งใจทำงานการเมือง ต้องกล้าหาญพอทำเรื่องพวกนี้ โดยพูดคุยกับทุนใหญ่

เช่น ทุนใหญ่ผูกขาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สุดท้ายประชาชนก็เข้าถึงธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมประกอบกิจการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่พูดไม่ได้ส่งเสริมให้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่เป็นการยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรและเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้

แต่พรรคอนาคตใหม่ถูกบางฝ่ายโจมตีว่ามียุทธศาสตร์ล้มล้างวัฒนธรรม ล้างสมองเยาวชน น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า ล้มล้างวัฒนธรรมอย่างไร ยังพูดถึงการส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมการผลิตเหล้าท้องถิ่นอยู่เลย

พาดพิงเราก็ไม่โมโหนะ แต่รู้สึกโมโหแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ เหมือนดูถูกคนรุ่นใหม่

ในโลกยุคโซเชียลมีเดีย พลังค้นหาความจริงอยู่ที่ปลายนิ้ว การล้างสมองเกิดขึ้นได้ยาก

ไม่ใช่บอกว่าเกิดไม่ได้ ก็มีความพยายามป้อนข้อมูลผิดๆล้างสมองคน

แต่ไม่ได้เกิดจากเรา เพราะไม่มีอำนาจขนาดนั้น สิ่งเดียวที่มีคืออำนาจของคนที่คิดเหมือนกัน แล้วแปลเป็นคะแนนช่วงเลือกตั้ง คือพลังอำนาจที่เกิดจากเราเสนอความคิดแบบนี้ไป คนอื่นเห็นด้วยและตะโกนออกมาดังๆผ่านการเลือกตั้ง และร่วมกิจกรรมกับเรา ถ้าแบบนี้เรียกว่าล้างสมองก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

รูปแบบที่พรรคอนาคตใหม่ทำ ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เหมือนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีน น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า จีนในยุคนั้นเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ

ถ้ากลัวใครปฏิวัติวัฒนธรรมหรือล้างสมอง ควรกลัวยุคเผด็จการเบ็ดเสร็จช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เรายังไม่เคยได้อำนาจรัฐ ไม่เคยมีอำนาจเบ็ดเสร็จใดๆพอที่จะไปล้างสมองใครหรือปฏิวัติวัฒนธรรม

หากมีอำนาจขนาดนั้นเราคงไม่โดนโจมตีมากขนาดนี้ และเวลาเราพูดถึงการเมืองก็พูดถึงความคิดเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างของสังคม เมื่อพูดถึงเรื่องพวกนี้ คนที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงยังกลัวและยึดติดอยู่ ก็คิดว่าทำไมคนพวกนี้วิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่าง และวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่คนเคยเคารพและเชื่อ

ในความเป็นจริงวัฒนธรรมต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปข้างหน้าวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่งและตาย ถ้าอยากอนุรักษ์วัฒนธรรม ทำในสิ่งที่คุณเชื่อให้คงอยู่ ต้องทำให้เคลื่อนไหว นำมาใช้และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นี่คือพลวัตของสังคม

ฉะนั้น เราไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรม คุณต่างหากที่กำลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปข้างหน้า

3 ทหารเสือพรรคอนาคตใหม่ ทั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคและโฆษกพรรค โดนข้อหาหมิ่นสถาบัน ขอให้นิยามคำว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข น.ส.พรรณิการ์ บอกว่า นโยบายพรรคไม่มีส่วนใดล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะในตอนนี้เป็นแนวทางการปกครองที่ดีและเหมาะสมกับประเทศไทย ไม่ต้องอธิบาย ทุกคนเข้าใจตรงกัน

ส่วนที่ถูกโจมตีว่าหมิ่นและล้มสถาบัน ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ใช้โจมตีนักการเมืองมาทุกยุค

เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่แก้ตัวได้ยาก ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าใช้เหตุผลทางกฎหมายมาหักล้างกัน

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมรู้เท่าทันข้อหาเหล่านี้ และเบื่อหน่ายการโจมตีทางการเมือง

ทำให้ระบอบประชาธิปไตยและสถาบันได้รับผลกระทบ

เราขอให้หยุดมาโดยตลอด เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร.

ทีมการเมือง

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

สมคิดรู้ดี

เสร็จงานต้อนรับน้องใหม่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ใช้เวลาไปเบาะๆ 34 ชั่วโมง ก็มีผลสำรวจความเห็นประชาชนจาก “กรุงเทพโพล” ตามหลังมาทันที

“กรุงเทพโพล” สอบถามประชาชน 1,176 คน ว่ามีความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลประยุทธ์ 2 มากน้อยเพียงใด??

ข้อ 1, “ด้านการเมือง” คะแนนเต็ม 10 ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ 4.80 คะแนน

ความเชื่อมั่นด้านการปราบทุจริตได้ไปจิ๊บๆ แค่ 3.85 คะแนน

ข้อ 2, “ด้านสังคม” คะแนนเต็ม 10 ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลประยุทธ์ 2 4.6 คะแนน

ความเชื่อมั่นด้านกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายได้ไปสิวๆ แค่ 4.12 คะแนน

ข้อ 3, “ด้านเศรษฐกิจ” คะแนนเต็ม 10 ประชาชนเชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่ 4.18 คะแนน

ความเชื่อมั่นด้านแก้ปัญหาปากท้องได้ไปปะล่อมปะแล่มแค่ 3.20 คะแนน

สรุปตามผลสำรวจ “กรุงเทพโพล” ไม่มีซักด้านเดียวที่ประชาชนเชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลใหม่สูงเกิน 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

เฮ้อ...เหนื่อยแทนนายกฯลุงตู่ ซะนี่กระไร

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าประเด็นน่าสนใจคือ “กรุงเทพโพล” สอบถามความเห็นประชาชนว่าต้องการให้ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” เร่งแก้ปัญหาด่วนที่สุดเรื่องใด?

ปรากฏว่า 75.9 เปอร์เซ็นต์ เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องทำมาหากินฝืดเคือง รายได้ไม่พอใช้พอกิน

แถมปัญหารวยกระจุกจนกระจายและปัญหานโยบายเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ก็เป็น “จุดอ่อน” ที่รัฐบาลลุงตู่โดนโจมตีอย่างหนักในการแถลงนโยบาย รัฐบาลต่อรัฐสภา

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลคือผู้ต้องแอ่นอกรับผิดชอบโดยตรง

เท่าที่ฟังการเปิดอกจาก “รองนายกฯสมคิด” ในการชี้แจงตอบคำถาม ของฝ่ายค้านในสภาฯ

ต้องยอมรับว่า “ดร.สมคิด” มีลีลาโวหารในการสร้างความเชื่อมั่นนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ได้อย่างชัดเจน

แต่จะทำได้จริงอย่างที่ฉายหนังโฆษณาหรือไม่

ยังต้องพิสูจน์กันที่เนื้องาน

ข้อดีอีกอย่างของ รองนายกฯสมคิด คือกล้ายอมรับความจริงว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศสำเร็จไม่ได้...

ถ้าคนไทยทั้งประเทศไม่ร่วมมือ

ครม. 35 คน พลิกเศรษฐกิจไทยไม่ได้ ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมมือเดินไปทางเดียวกันกับรัฐบาล

นักลงทุนต่างชาติจะไม่กล้าเข้ามาลงทุน ถ้ายังมีความเสี่ยงสูงทางการเมือง

แม้แต่นักลงทุนไทยเองยังไม่ยอมลงทุนในเมืองไทย แห่ไปลงทุนต่างประเทศกันโครมๆ

“แม่ลูกจันทร์” มองว่า รองนายกฯ ดร.สมคิด พูดถูกทุกประเด็น

สรุปว่า ถ้าสังคมไทยยังไม่กลับคืนสู่ความปรองดอง จะหวังให้เศรษฐกิจปากท้องดีขึ้นคงจะยากยิ่งกว่าอุ้มช้างอาบนํ้า 500 ตัว

คำตอบของปัญหาทั้งหมดจึงอยู่ที่ท่าทีรัฐบาล ต้องเป็นฝ่ายริเริ่มเสริมสร้างความปรองดอง

อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู

อย่าเอาแต่ขี้โมโหฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด บึ้งตึงๆๆ

หัดดื่มโอเลี้ยงซะบ้าง อย่าเอาแต่ซดโอยัวะตะพึดตะพือ.

“แม่ลูกจันทร์”

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เจ็บพอทน

พรุ่งนี้ (25 ก.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะนำ ครม.ใหม่ 35 คน แถลงนโยบายรัฐบาล ต่อที่ประชุมรัฐสภาเป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่าง 7 พรรคฝ่ายค้านกับ 19 พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว.ลากตั้งอีก 250 คน

นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตนายกฯลุงตู่ ที่จะถูก ส.ส.ฝ่ายค้านจับขึ้นเขียงตรวจอัลตราซาวนด์

จะเอาตัวรอดจากคมเขี้ยวฝ่ายค้านได้หรือไม่...ต้องตามไปดู

แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ โดนฝ่ายค้านถลุงจนเสียรูปมวย พรรคพลังประชารัฐจึงได้เตรียมคัดเฟ้น ส.ส.ฝีปากดีจำนวน 20 คน ตั้งเป็น “ทีมองครักษ์พิทักษ์บิ๊กตู่” อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ถ้าหาก ส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายพาดพิงนายกฯลุงตู่นอกประเด็น ทีมองครักษ์พิทักษ์ลุงตู่จะยกมือประท้วงทันควัน

ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านรุมขยี้นายกฯลุงตู่อย่างสะดวกปากสะดวกคอ

และเพื่อสร้างเกราะป้องกัน 2 ชั้น พรรคพลังประชารัฐได้ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่ฝ่ายค้านรุมเจาะไข่แดง

ขอให้ “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” อดทนใจเย็นๆเป็นหิมะพันปี

ไม่ว่าฝ่ายค้านจะจี้จุดคีมึ้งอย่างไรให้นั่งยิ้มลูกเดียว

ห้ามนอตหลุดหรือเม้งแตกกลางสภาฯ

ขืนตอบโต้แลกหมัดสาดน้ำลายกับฝ่ายค้านให้เอิกเกริกโครมครามจะเข้าล็อกฝ่ายค้านเต็มเปา

“แม่ลูกจันทร์” ประเมินว่าศึกแถลงนโยบายรัฐบาล 2 วัน 2 คืน จะไม่ปะฉะดะกันดุเดือดเลือดท่วมจอ

ด้วยเหตุปัจจัย 4 ประการดังนี้คือ...

1,นี่เป็นมวยยกแรกที่ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลจะได้สัประยุทธ์กันบนเวทีสภาฯ

ยังไม่จำเป็นที่ฝ่ายค้านต้องงัดอาวุธหนักถล่มรัฐบาลทันที

แต่จะเก็บข้อมูลเด็ดๆไว้ใช้ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลช่วงปลายปี

2,นี่เป็นการแถลงนโยบายรัฐบาล

การอภิปรายจึงต้องเน้นจี้ไชไปที่ตัวนโยบายสำคัญ

และต้องให้โอกาสรัฐบาลได้ทำตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา

3,ผู้ที่จะเป็นเป้าโจมตียังมีบรรดารัฐมนตรีสีเทาๆที่ฝ่ายค้านจะต้อนรับน้องใหม่อีกหลายคน

ฝ่ายค้านมีเวลาอภิปรายแค่ 19 ชั่วโมง

จึงไม่มีเวลามากพอที่จะจองกฐิน “นายกฯบิ๊กตู่” ให้เต็มปากเต็มคำ

4,งวดนี้ขุนพลฝ่ายค้านฝีปากจัดจ้านระดับซุปตาร์ 5 ดาว ที่สามารถขยี้แผลรัฐบาลให้เหวอะหวะ กลางสภาฯ เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ดร.เฉลิม อยู่บำรุง, นายจาตุรนค์ ฉายแสง, นายอดิศร เพียงเกษ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ฯลฯ โดนสารพิษรัฐธรรมนูญจนไม่ได้เข้าไปเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาฯ

ทำให้ความเผ็ดร้อนในการอภิปราย นโยบายรัฐบาลลดความแซ่บอีหลีไป 60 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเหตุปัจจัย 4 ประการที่ “แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นมา นายกฯลุงตู่ น่าจะเอาตัวรอดศึกแถลงนโยบายโดยไม่ถึงขั้นบาดเจ็บสะบักสะบอม

เมื่อลุงตู่เต็มใจสืบทอดอำนาจเป็นนายกฯต่อไปยาวๆก็ต้องเต็มใจยอมโดนฝ่ายค้านตรวจสอบทุกซอกทุกมุม

ไม่มีใครบังคับให้เป็นนายกฯลุงตู่สมัครใจเป็นเอง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอยตีมือพวกสอดไส้

“งานเข้า” นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ “ทนายรัฐบาล” ต้องเคลียร์ปมแก้ต่างพัลวัน

ทั้งคิวที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ โดนด่านั่ง ฮ. ใช้เวลาราชการไปร่วมวงสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ แถมจัดในรีสอร์ตติดคดีรุกที่ดิน ส.ป.ก.

พ่วงคิวของรัฐมนตรีสาย กปปส.เอาเวลาหลวงไปออกรอบตีกอล์ฟระหว่างสัมมนา

ทีม “พลังประชารัฐ” โดนคนของ “นายใหญ่” ดูไบ ดาหน้าถล่ม จากคิว “พี่ใหญ่” ไปปรากฏกายร่วมแจม

ในอารมณ์ที่เจ้าตัว “บิ๊กป้อม” หน้าตาขึงขัง ปฏิเสธเสียงแข็งไม่ได้นั่ง ฮ. ไปวังน้ำเขียวแต่อย่างใด แต่นั่งรถยนต์ส่วนตัวออกจากบ้านที่กรุงเทพฯตั้งแต่ตีห้า ไปกลับนั่งรถ 6 ชั่วโมง

เรื่องของเรื่อง ประเด็นมันอยู่ตรง “พี่ใหญ่” โดนล็อกเป้า ตกเป็น “เป้าล่อ” ของฝ่ายตรงข้าม ตามกัดติดทุกย่างก้าว

นี่แค่จังหวะสืบเท้าเข้าไปหยั่งๆการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ยังโดนจัดหนักขนาดนี้ แล้วถ้าถึงคิวที่ “พี่ใหญ่” ปักหลักเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ “เต็มตัว” เมื่อไหร่

คงแทบขยับไม่ได้ แค่หายใจยังโดนจับผิดก็แล้วกัน

มันเป็นอะไรที่ต้องคิดหนัก โดยเฉพาะกับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในห้วง “ดึงเช็ง” หยั่งสถานการณ์เข้าร่วมทีมพลังประชารัฐ

เห็น “พี่ใหญ่” เจอตุ้บตั้บๆ “น้องเล็ก” คงถอยตั้งหลัก หายใจลึกๆก่อน

เพราะตอนนี้ “นายกฯลุงตู่” ไม่จำเป็นต้องรีบหาเรื่องใส่ตัว “โหลดน้ำหนัก” การเมืองในพรรคไปทำไม

ในสถานการณ์ที่มีกุนซือระดับ “โคตรเซียนการเมือง” อยู่ข้างกาย ไม่แปลกถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะใช้วิชาตัวเบาแบบ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ

หลบมวยเกรดต่ำยั่วตบะ โต้กลับแรงๆ เฉพาะมวยชั้นเดียวกัน

เน้น “แก่นสาร” สาระสำคัญว่าด้วยการบริหาร มุ่งไปที่การใส่ใจปัญหา “ปากท้อง” ชาวบ้าน

เสริม “ภูมิต้านทาน” ที่แข็งแรงกว่าเสียง ส.ส.

อารมณ์แบบที่พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย “ปล่อยของ” ชิงตีกินแต้มกันสนุก

โดยเฉพาะคิวของยี่ห้อภูมิใจไทยที่เดินกระแสกวาดพื้นที่ข่าวเอาใจ “สายควัน” ลุยถั่วปลดล็อกกัญชาเสรี แถมด้วยโปรโมชันลดแลกแจกแถม ออกหมัดทำคะแนนตั้งแต่ยัง

ไม่เริ่มบริหาร ยิงมาตรการฮือฮาๆแบบที่ “เดอะโอ๋” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ตีปี๊บนโยบาย “รถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย”

เรียกเสียงเชียร์ดังอื้ออึง แต่นั่นก็สวนทางกับข้อเสนอของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ยืนยันตัวเลขดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลต้องเสียงบประมาณชดเชยกันอ่วมอรทัย เสนอราคาที่เหมาะสมตามสภาพความเป็นจริงคือ 30 บาทตลอดสาย

สรุป ณ เบื้องนี้ยังเป็นอะไรที่ “ฟุ้งกระจาย” ต่างคนต่างตีปี๊บ “ขายฝัน”

แต่ถ้าทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ มันจะโดนด่าเหมารวมทั้งรัฐบาล

นั่นน่าจะเป็นที่มา กับการที่นายสมคิด ซึ่งย้ำสถานะตัวเองไม่ใช่รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลมีรองนายกฯหลายคนช่วยดูแลงาน ตามสถานการณ์ไฟต์บังคับต้องแบ่งกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญอย่างกระทรวงคมนาคม พาณิชย์ เกษตรฯ การท่องเที่ยวฯให้พรรคร่วมคุมโควตา

โดยเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ฟื้นยุทธศาสตร์ “ครม.เศรษฐกิจ” ที่เคยได้ผลสมัยรัฐบาล “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ยุคอดีตรัฐบาลไทยรักไทย

เพื่อให้งานบริหารเศรษฐกิจเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ

กระทรวงสำคัญทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงดีอี บริหารร่วมกันอยู่ในร่องในรอย

ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างแจว “เรือเหล็ก”

เสี่ยง “ประสานงา” มากกว่า “ประสานงาน”

ที่สำคัญมันคือการต่อสายตรงให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นประธานใหญ่ สั่งการกลางวงที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ หากมีคิวต้องทุบโต๊ะตัดสินใจอนุมัติโครงการสำคัญที่มีผลผูกพันต่อสุขภาพของรัฐบาล

เป็นการป้องกันเชื้อบาดทะยัก สกัดปมทุจริตคอร์รัปชัน

มาตรฐานที่รัฐบาล “ประยุทธ์ ภาคแรก” รักษาต้นทุนความโปร่งใสมาตลอด 4-5 ปี

“นายกฯลุงตู่” กับ “สมคิด” จะได้คุมเกมในฟลอร์ ช่วยกันสแกนวาระร้อนๆ ไม่ให้หลุดรอดสายตา

คอย “ตีมือ” พวกจ้อง “สอดไส้”.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

สนธิญาณ​-สุวินัย​-กิตติธัช​ จับมือก้าวข้าม​Gen!! ตั้งสถาบัน"ทิศทางไทย"​ สร้างคลังปัญญาประเทศ



สืบเนื่องจากกรณีที่ “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” สื่อมวลชนอาวุโส ได้มีแนวคิดจัดทำโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยประชาธิปไตยภายใต้จารีตประเพณีวิถีไทยโดยใช้ชื่อว่า“สถาบันทิศทางไทย” ซึ่งจะเป็นการรวมตัวกันของเหล่าบรรดานักคิด นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้มีความรู้ ความสนใจ เพื่อเพิ่มช่องทางเลือกตัว  ให้กับคนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ส่วนใจ สำหรับการเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่ได้หลงลืมรากเหง้าของตนเอง โดยไม่มีเจตนาให้เป็นองค์กรสู้รบทางการเมืองหรือมีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นศัตรู

 

 

ล่าสุด ดร.สุวินัย   ภรณวลัย  อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หนึ่งในรายชื่อคณะกรรมการผู้ก่อตั้ง "สถาบันทิศทางไทย"  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุ... Manifesto (คำประกาศ) ของสถาบันทิศทางไทย / สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, สุวินัย ภรณวลัยและเวทิน ชาติกุล

 

(หนึ่ง) แลไปข้างหน้า ...



ในอีก​ 30​ ปี​ต่อจากนี้ จำนวนประชากรโลก​จะเพิ่มขึ้นจาก​ 7, 536 ล้านคน​ มาเป็น​ 9,847 ล้านคน​ การคาดการณ์​จำนวนประชากรในประเทศที่สำคัญ​ อินเดีย​- 1,676 ล้านคน, จีน​-​ 1,343​ ล้านคน,​ สหรัฐ- 397​ ล้านคน​ 

 

ส่วนประเทศไทย​ จำนวนประชากร​จะลดลงจาก​ 66.1 ล้านคน​ เป็น​ 62.6 ล้านคน​ อันเป็นผลมาจาก​ "คนมีลูกน้อยลง ครอบครัวหนึ่งเลือกที่จะมีลูกแค่ 1-2 คน หรืออาจจะไม่มีเลย", ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป, การวางแผนครอบครัว, ความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ ฯลฯ

 

นอกจากนี้การ​พัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ๆ​ ประเภท"คลื่นลูกที่สี่-คลื่นลูกที่​ห้า" จะทำให้เกิดการ​ "ทำลายล้าง" (disruption)​ ทางสังคม​/ เศรษฐกิจ​/ การเมือง​/ วิถีชีวิต​ ในสังคม​ไทยและสังคมอื่นๆทั่วโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​

ไม่มีประเทศไหนที่จะรอดจากเงื้อมมือของการทำลายล้างทางเทคโนโลยีนี้ อาจต่างกันแค่ขนาดและระดับของการทำลายล้างเท่านั้น

 

ตามการประมวลของ​ McKinsey Global Institute การ​ Disruption ทางเทคโนโลยี่ที่สำคัญ​จะเกิดในสาขาพื้นที่​ดังต่อไปนี้

1.​ เทคโนโลยี​ปัญญาประดิษฐ์​ (AI), เทคโนโลยี​ Mobile Internet, เทคโนโลยี​ Automation of knowledge Work​ และ​ เทคโนโลยี​ Internet of Things (IOT) 
จะส่งผลทำให้​ การทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเตอร์เน็ต, การตรวจโรคระยะไกล, ซอฟต์แวร์ “ฉลาด” ที่คิดวิเคราะห์ได้​ สามารถวินิจฉัยโรคจากข้อมูลและอาการ ร่างคำฟ้อง และแนะนำเรื่องกฎหมาย, ตัวสินค้าทุกอย่างจะมี​ IP address เพื่อส่งข้อมูลสื่อสารกลับได้, สามารถประเมิน​ คุณภาพของดินจาก​ sensors ที่โรยไว้​ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค, ภาคการเงิน, ภาคสื่อ, ภาคกฏหมาย​-ความยุติธรรม​ จะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัว

 

2.​ เทคโนโลยี​ Advanced robotics และ​ Autonomous vehicles (drones) 
จะทำให้เกิดหุ่นยนต์ผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ, เกิดการทดแทนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม,​ รถยนต์ไร้คนขับ, การสำรวจที่มนุษย์เข้าไปไม่ได้, การสำรวจผลิตผลการเกษตรขนาดใหญ่​ และ​ การสงคราม​ ทำให้​ภาคแรงงาน​ ภาคอุตสาหกรรม​ ภาคความมั่นคง​ ต้องปรับตัว 

 

3.​ เทคโนโลยี​การจัดเก็บข้อมูล​ (Cloud technology)​ และ​ เทคโนโลยี​ Blockchain 
จะทำให้เกิดระบบข้อมูลแบบอภิมหภาค​ (Big-Data)​ ของทุกๆ​เรื่อง​ และการเชื่อมต่อของเครือข่ายข้อมูล​ที่เข้าถึงตัวบุคคล​ มีความปลอดภัย​ และโปร่งใสมากขึ้น เช่น​ การตรวจสอบธุรกรรมการเงิน​, การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ, การใช้เงินภาษี​ประชาชน​ จะส่งผลให้ ปัจเจกบุคคลมีอำนาจ​ตรวจสอบเพิ่มขึ้น​ การสนับสนุนเสรีภาพ​ ประชาธิปไตย​จะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ

 

4.​ เทคโนโลยี​ Genomics 
ที่สามารถปรับปรุงพัฒนายีนส์เพื่อรักษาโรค, พัฒนาพันธุ์สัตว์ พืช ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด​ ส่งผลต่อภาคเกษตร​ ประมง​ ป่าไม้​ รวมถึง​ การแพทย์​ 

 

5.​ เทคโนโลยี​พลังงาน​ แบบ​ Renewable 
ที่สามารถ​ ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆที่ไม่มีวันหมด​ เช่นจากแสงแดด ลม คลื่น​ ส่งผลต่อภาคพลังงาน

 

อนึ่ง ที่ผ่านมาการกำหนดทิศทางของสังคม​/การเมือง​/ เศรษฐกิจ​โลก​ จะอยู่ในมือของผู้กุมอำนาจและครอบงำทางการเงิน​ของอเมริกา​ ที่รู้จักกันในชื่อ Federal Reserve of​ New​ York​ สาขาหลักของ​ Federal​ Reserve​ Systems ที่พิมพ์เงินดอลล่าร์และดูแลความมั่นคงทางการเงินของสหรัฐ​ โดยมีผู้ถือหุ้นเป็น​ "เอกชน" 8​ ตระกูลใหญ่​ โดย​ 4​ ตระกูลใหญ่​อยู่ในอเมริกา​ (Goldman Sachs, Rockefellers, Lehmans และ​ Kuhn Loebs)​ และอีก​ 4​ ตระกูลอยู่ในยุโรป​ (Rothshlics of​ Paris and​ London, Warburg of​ Hamburg, Lazards of​ Paris​ และ​ Isael Moses Seifs of​ Rome)​

 

แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี​แบบทำลายล้างครั้งนี้ได้ทำให้​กลุ่มอำนาจทางการเงินที่เคยยึดกุมและครอบงำเศรษฐกิจโลกอยู่​ จำต้องปรับเปลี่ยนดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต​ และ​จะขยายกรอบให้มากกว่าเพียงนโยบายการเงินและการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ โดยจะครอบรวมไปถึงตลาดทุน​ที่เป็นต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจ​ และ​ การเข้าไปควบคุมการผลิตเศรษฐกิจปัจจัยพื้นฐาน​ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเสียเอง

 

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มอำนาจทางการเงินกลุ่มนี้ ยังเตรียมนำเงินคริปโต (Cryptocurrency) อย่าง Libra มาทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ใกล้จะล่มสลายในฐานะเงินสกุลหลักของโลก เพื่อครอบงำการเงินโลกสืบต่อไปอีกด้วย

 

พวกเรา, ชาวสถาบันทิศทางไทยแลเห็นแต่ "วิกฤตเชิงซ้อน" และ "การทำลายล้างระดับหายนะ" รออยู่เบื้องหน้า การจะขับเคลื่อนสังคมไทยให้อยู่รอดและรุดหน้าไปอย่างมั่นคงได้นั้น พวกเรานอกจากต้องเห็นป่าทั้งป่าแบบนักยุทธศาสตร์แล้ว พวกเรายังจำเป็นต้องตั้งโจทย์ให้ถูกและตีโจทย์ให้แตกด้วย ถึงจะสามารถนำพา "นาวาสยาม" ฝ่าพายุร้ายที่ตั้งเค้าอยู่เบื้องหน้า โดยเรือไม่ล่มจมใต้ท้องทะเลลึกได้

 

พวกเรา, ชาวสถาบันทิศทางไทย ได้ตั้งโจทย์หลัก 3 ข้อ โดยถือเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของสถาบันทิศทางไทย ดังต่อไปนี้

 

1.​ คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้​กับ​ การครอบงำ​-การผูกขาด​ของอำนาจทุนข้ามชาติ​ และอำนาจการเงิน​ของทุนนิยมสามานย์โลก ที่สามารถบดขยี้ประเทศเล็กๆให้ล่มสลายหรือย่อยยับได้ เพียงเพื่อผลประโยชน์อันเห็นแก่ตัวของทุนนิยมสามานย์โลก ด้วยสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ทำให้ประเทศของเราเป็นที่หมายปองของเหล่าประเทศมหาอำนาจที่กำลังแข่งขันช่วงชิงความเป็นจ้าวโลกกันอย่างดุเดือดด้วยเดิมพันที่สูงยิ่ง

 

2.​ คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกันสถาปนา "ระบบเศรษฐกิจรากฐาน​" ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต​ เพื่อให้สังคมไทย​มีความแข็งแรง​ สามารถยืนอยู่ได้​บนขาตัวเอง​ อันเป็นแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้แล้ว การบริหารทรัพยากรของชาติร่วมกัน เพื่อให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ อยู่รอดได้ด้วยตนเองแม้โลกตกอยู่ในภาวะวิกฤตอันเนื่องมาจากสงครามการค้า วิกฤตเศรษฐกิจโลก และการก่อสงครามตัวแทนเพื่อช่วงชิงการเป็นจ้าวโลก

 

3.​ คนไทยทั้งประเทศต้องเห็นพ้องต้องกันในการสถาปนาระบอบการปกครอง​ เพื่อให้มีการเกิดดุลของอำนาจในสังคมที่เป็น​ "อัตลักษณ์" ของตนเอง​ ไม่ใช่กลไกเสรี​ประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง​ ที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงทั้งทางการเมือง​ ด้านความมั่นคง​ และ​ทางเศรษฐกิจ​ จาก​ "ต่างชาติ" ที่เป็นมหาอำนาจ



(สอง) มายาคติของ "เสรีนิยม-ประชาธิปไตย" ...

 

บนหนทางที่พัฒนาการทางเทคโนโลยีล้ำหน้าไปอย่างก้าวกระโดด​ แต่ยึงยึดติดอยู่กับระบบคิดแบบ​ "เสรีนิยม-ประชาธิปไตย" แบบตะวันตกกำลังพาสังคมตะวันตกไปยืนอยู่บนปากเหวของความล่มสลายทางเศรษฐกิจ​ สังคม​อย่างเห็นได้ชัด 

 

สหภาพยุโรปที่หลังยุคสงครามเย็นกลับฟื้นตัวมีความมั่งคั่งเหนืออเมริกาและจีนจากชัยชนะของโลกเสรี​ แต่บัดนี้กำลังตกอยู่ในภาวะโซชัดโซเซ​ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปในปัจจุบันอยู่ในระดับกะปลกกะเปลี้ย และความไม่เสมอภาคกันทางเศรษฐกิจสังคมกำลังเพิ่มสูงขึ้น​ รวมถึง​ การเพิ่มขึ้นของพรรคการเมืองที่ระแวงสงสัยการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป (Euroskeptic parties) ที่โจมตีโมเดลการรวมตัวแบบกึ่งสหพันธรัฐของอียู, ลัทธิเหยียดเชื้อชาติ (racism) และอาการเกลียดกลัวต่างชาติ (xenophobia) ตรงกันข้ามกับจินตนาการของอดีตนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) ของอังกฤษที่ประกาศในทศวรรษ​ 1980 ว่าโลกไม่มีทางเลือกอื่น​ (“there is no alternative” =TINA)​ นอกจากลัทธิเสรีนิยมที่อิงพลังตลาด (market liberalism)

 

ส่วนประเทศ​เสรีนิยมประชาธิปไตย​ อย่าง​สหรัฐฯนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายซึ่งมีอยู่กำลังอยู่ในอาการเสื่อมโทรมผุพัง​ และการขยายตัวใหญ่โตเกินไปของเครือข่ายผลประโยชน์ร่วมระหว่างฝ่ายทหารกับอุตสาหกรรม (military-industrial complex) กำลังเป็นภัยคุกคามที่จะทำให้เศรษฐกิจล้มละลาย​ ไม่นับถึงความฉ้อฉลในกลุ่มธนกิจการเงินที่นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศครั้งใหญ่

 

แม้กระนั้นโลกตะวันตก​ ก็ยังดำเนินการ​ "แทรกแซง" และ​ แทรกซึม" ทั้งทางเปิดเผย​ (ผ่าน​ ฑูต, องค์กรจัดตั้ง, สื่อตะวันตก)​ ในรูปแบบการ ”สนับสนุนจากต่างประเทศ” และทางลับ ให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อ​ "สร้างกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย" แก่กลุ่มนักเคลื่อนไหว​ เอ็นจีโอ​ สื่อ​ และพรรคการเมือง​ในประเทศที่เป็น​ "เป้าทางยุทธศาสตร์" ของโลกตะวันตก​ (แน่นอนว่าประเทศไทยคือหนึ่งในเป้าทางยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตก)

 

"นโยบายต่างประเทศ" ของประเทศเหล่านี้​ (สหรัฐ อังกฤษ แคนาดา)​ ล้วนเป็นเพื่อประโยชน์ของตัวเอง​ ไม่ใช่เพื่อ ”ประชาธิปไตย” และมีผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศที่ตนให้การ ”สนับสนุน” อยู่​ ดังปรากฏการมีส่วนร่วมของสหรัฐ อังกฤษ แคนาดาใน​ "การก่อสงครามที่มิชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ลิเบียในแอฟริกาเหนือ ซีเรียในตะวันออกกลาง ไปจนถึงอัฟกานิสถานในเอเชียกลาง รวมไปจนถึงการร่วมกันให้ความสนับสนุนเผด็จการอย่างแท้จริงเช่น ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และยูเครนที่มีแนวคิดแบบนีโอนาซี หรือการแสดงเจตนา​ "แทรกแซง" และละเมิด​ "อธิปไตยทางการฑูต" ในกรณีของการไปแสดงตนตามหมายเรียกของธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ

 

ความเสื่อมทรุดในตัวเองของโลกเสรีตะวันตก​ ความล้มเหลวของนโยบายต่างประเทศ​เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเค้าลางแห่งความหายนะและความพ่ายแพ้ของโลกตะวันตก​ และอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง​ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก​ ตั้งแต่ความพยายามอย่างงุ่มง่ามในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของเวเนซูเอลา ไปจนถึงความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายในซีเรีย และสงครามในอัฟกานิสถานที่ค้างคาอยู่กว่าสองทศวรรษ ในส่วนของภูมิภาคนี้ 

 

รวมถึงความล้มเหลวในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่สหรัฐจะถูกชิงความเป็นใหญ่โดยจีนและอำนาจอื่นในภูมิภาคที่แข็งแกร่งขึ้น ในทางแพร่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการ​กวาดล้างทางเทคโนโลยี​ และ​ ลัทธิเสรีนิยม​-ระบอบประชาธิปไตยนิยม​-เศรษฐกิจทุนสามานย์โลก​ 

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องมี​ "ทางเลือกอื่น" ที่จะรับมือบนพื้นฐานของทรัพยากรที่มี​ และรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง​ของตนเองอย่างเร่งด่วน

 

นั่นคือความจำเป็นที่ต้องมุ่งเน้น​ "ความเข้มแข็งบนตัวของตัวเอง" ด้วยการวางโครงสร้้างทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับทรัพยากรของประเทศไทย​ และสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลก​ 

 

นั่นคือ​ การพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับ​ 25.07 ล้านคน​ (38.14% ของประเทศ)​ให้มั่นคง​

 

โดยเฉพาะการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับอาหาร​เพื่อตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกในอีก 30​ ปีข้างหน้า​ ซึ่งประชากรของไทยจะไม่เพิ่มขึ้น​ จะมีพื้นที่ที่สามารถใช้ได้เต็มที่​ เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ (เช่น​ Smart​ Farm)​ เพื่อการปฏิรูปพื้นที่เกษตร​ ปฏิรูปการเพิ่มผลผลิต​ฯลฯ​ สร้างกระบวนการผลิตเป็น​ "ชุมชน" ที่เลี้ยงดูตัวเองและมีความมั่นคง​ แต่มีการเชื่อมโยง​ สื่อสาร​ ปฏิสัมพันธ์กับเป็น​ "สังคม" ด้วยระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่ทันสมัย​ โดยสัมพันธ์กับระบอบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข​ ซึ่งเป็นรากฐานของ​ขนบ​ จารีต​ แบบแผนอันดีงามของไทย

 

นี่คือหนึ่งในแนวทางที่สถาบันทิศทางไทยต้องการนำเสนอต่อคนไทยทั้งประเทศในตอนนี้ และเป็นความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย ที่เป็นเครือข่ายแห่งคลังปัญญาของประเทศนี้

 

(สาม) ทิศทางของสถาบันทิศทางไทย ....

1.​ สถาบันทิศทางไทยก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น "เครือข่ายแห่งคลังปัญญาของประเทศนี้" ที่บูรณาการองค์กรสื่อทั้งสื่อหลักและสื่อโซเชียลเข้ากับเครือข่ายปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เพื่อช่วยกันยกระดับการรับรู้และสติปัญญาของผู้คนในสังคมโดยรวมให้มุ่งไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืน

 

2.​ คณะผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทยไม่ได้มีเจตนาสร้างสถาบันทิศทางไทยนี้ให้เป็นองค์กรสู้รบทางการเมืองหรือมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นศัตรูโดยเฉพาะ แต่เรามุ่งมองไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์และอย่างเป็นองค์รวมตามความเป็นจริงและปฏิบัติได้จริงโดยถือเป็นความสำคัญลำดับต้นๆของสถาบันทิศทางไทย

 

3.​ เนื้อหาของหลักสูตรหลักๆของสถาบันทิศทางไทย 

(1) องค์ความรู้เกี่ยวกับอนาคต  จะเข้าใจอนาคตของโลกในภาพรวมหลังจากนี้ได้อย่างไรโดยไม่หลงทาง หรือติดอยู่ในกับดักทางความคิดจนไม่เห็นความเป็นจริงของตัวเองและสังคมอย่างที่มันเป็นจริงๆ

 

(2) องค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานในศตวรรษที่ 21  อะไรคือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ที่คนไทยควรมี ที่เราคิดอยู่ คือ ทักษะทางจิตกับทักษะการตื่นรู้(ความรู้ตัว) เพื่อแปรข้อมูลเป็นปัญญา

 

(3) องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจุบัน รู้ทันความเป็นไปของสังคมและของโลก อย่างไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร จนสามารถมองปัจจุบันอย่างเป็นองค์รวมในทุกๆมิติตามที่มันเป็นจริง และไม่ถูกบิดเบือน ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการรับรู้ความเป็นจริงโดยไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์และอุปทานรวมหมู่

 

(4) องค์ความรู้เกี่ยวกับอดีต รักษาและถ่ายทอดภูมิปัญญาโบราณที่ทรงคุณค่าเอาไว้เพื่อมอบให้เป็นมรดกทางความคิดและมรดกทางจิตวิญญาณแก่อนุชนคนรุ่นหลัง

 

สำหรับรายชื่อกรรมการผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทยประกอบด้วย ...

 

ย้ายจุดควบแน่นอำนาจ

สัญญาณฝนแล้งหนัก หักมุมกับสภาที่ส่อเค้า “น้ำลายท่วม” แน่

ตามสถานการณ์แห่กระแส โหมโรงศึกอภิปรายนโยบายรัฐบาล งานแรกประเดิม “รับน้อง” ผู้นำอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เปลี่ยนยูนิฟอร์มมาเป็น “นายกฯเลือกตั้ง” เต็มตัว

ท่ามกลางเสียงรัวเกราะเคาะไม้ เขย่าขวัญ ถึงวันที่ต้องรู้ว่า “นรกมีจริง”

ในจังหวะเทกแอ็กชัน พรรคเพื่อไทย ทีมงานนายใหญ่ดูไบ ระดม 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดยุทธการตัดไม้ข่มนาม ทำท่า “ลับมีด” รอลากทีม “ประยุทธ์ ภาค 2” ขึ้นเขียง

จ้องเชือดประจานคุณสมบัติส่วนตัวรัฐมนตรีแบบรายหัว

แต่ก็กลัวซะที่ไหน ในอารมณ์แบบที่ “อุลตร้าอุตตม” นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขนทีมงานรัฐมนตรี ส.ส.ไปเข้าค่ายเก็บตัวกันที่วังน้ำเขียว นครราชสีมา ติวเข้มแท็กติก ซ้อมคิว แบ่งทีมจัดตัวบุคคลเตรียมรับมือการต่อยใต้เข็มขัดของฝ่ายค้าน

สวนหมัดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าเล่นนอกเกมได้ล่อกันน้ำบานแน่

และตบท้ายยังมีคิวจัดปาร์ตี้คาวบอย คาวเกิร์ล โชว์เลยว่าไม่ซีเรียส

แถมช็อตสำคัญที่เป็นไฮไลต์เด็ดของงาน “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ โผล่เป็นแขกเซอร์ไพรส์กล่าวปิดเวทีสัมมนา โดยขอบคุณลูกทีมพลังประชารัฐที่มากันอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

พร้อมสัญญาว่าจะใจเย็น และรับฝากจะไปบอก “บิ๊กตู่” อย่านอตหลุด

ตามเกมที่นักการเมืองสายเก๋าของทีมพลังประชารัฐ “เก็งข้อสอบ” เดาทางฝ่ายค้านล็อกเป้าถล่ม “พี่น้อง 3 ป.” แน่ โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กตู่” ที่หนีไม่พ้นตำบลกระสุนตก

เตือน “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ต้องเตรียมน้ำแข็งไว้กินเยอะๆ เพื่อให้ใจเย็น

เรื่องของเรื่องถึงจุดที่ทีมอำนาจท็อปบูตเริ่มจูนเข้าหานักการเมืองอาชีพ ตามเงื่อนไขสถานการณ์หมดโปรโมชันอำนาจพิเศษ เข้าสู่เกมร้อนๆในสภาที่ต้องอาศัยลูกล่อลูกชนของ ส.ส.เป็นหลัก

ได้เวลาเห็นความสำคัญของนักการเมืองที่จะคอยคุ้มกันในสภา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันยังแค่รายการ “เผาหัว” เวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาลดุเดือดเลือดพล่านยังไง สุดท้ายก็จบแบบไม่มีการลงคะแนน ไม่มีการลงมติเหมือนเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อย่างดีมันก็แค่เวทีระบายแค้น ลูกติดพันจากเกมเลือกตั้ง

จุดสำคัญกว่านั้น มันคือเกมยาวๆ โฟกัสคิว “พี่ใหญ่” แกะรอยสัญญาณการเปิดหน้าเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “บิ๊กป้อม” ที่แบะท่า จ่อปักหลักสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

ถึงจังหวะ พล.อ.ประวิตร เสี่ยงออกหน้าลุยไฟการเมืองเต็มตัว

โชว์เป็น “ตัวจริง” เบื้องหลังค่ายพลังประชารัฐ ไม่กั๊กอีกต่อไป

แน่นอน ในมุมหนึ่งมันก็คือการขยาย “ภาพเชิงซ้อน” ให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการอำนาจการจัดการภายในของพลังประชารัฐที่คลุมเครือๆ และเป็นจุดที่กองเชียร์สายแห่ พล.อ.ประวิตรน่าจะแฮปปี้

เมื่อ “พี่ใหญ่” ยึดแท่นการเมืองในพรรค มีหลักให้เกาะ

แต่อีกนัย มันก็ขยายภาพยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” เป็นพรรคทหารเด่นชัดขึ้น

ซึ่งนั่นไม่น่าห่วงเท่ากับตัว พล.อ.ประวิตรเอง ในมุมที่เปิดหน้าเปิดคางชก หนีไม่พ้นโดนลากมาขึงพืดเป็นเหยื่อล่อเป้าทางการเมือง ในสถานการณ์ที่อำนาจพิเศษหมดโปรโมชัน

ยิ่ง “พี่ใหญ่” การันตีจะประคองให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำอยู่ครบเทอม 4 ปี

มันยิ่งเป็นอะไรที่ท้าทาย “นายใหญ่” สั่งถล่มนั่งร้าน “ลุงตู่” ยับเยินแน่

ตามรูปการณ์ ต้องลุ้น “ฟีดแบ็ก” กระแสตอบรับจะออกมาแนวไหน และมันจะเป็นจังหวะ “นำร่อง” คิวของ “นายกฯลุงตู่” ที่ยังดึงเช็ง ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ เข้าปักหลักกับค่ายพลังประชารัฐ

น่าจะได้จังหวะ รอดูสภาพ “พี่ใหญ่” ก่อน

เรื่องของเรื่อง สถานการณ์มันถึงจุด “ควบแน่น” อำนาจในค่ายพลังประชารัฐ

ไฟต์บังคับทีม คสช.ต้องจูนเข้าหาทีมการเมืองพลังประชารัฐ เป็นทางลงหลังเสือไม่ให้โดนเสือกัด

แต่ในสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกันเลย กับจังหวะตีกรรเชียงของ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ผู้ปลุกปั้นทีมพลังประชารัฐ ที่บอกปัดนักข่าวถึงเรื่องวงสัมมนาพรรค

“ผมไม่ไป ไม่อยากเข้าไปยุ่ง”

โคตรเซียนการเมืองยี่ห้อ “สมคิด” ดึงตัวอยู่นอกวง ชิ่งจากวังวนอำนาจ

วัดระยะปลอดภัย ไม่เสี่ยงพลาด พังตอนจบ.

ทีมข่าวการเมือง