PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แก้ "ม.309"แทนพรบ.สุดซอย?



วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 00:00 น.


คอลัมน์ รายงานพิเศษ



ท่ามกลางการผลักดัน "นิรโทษสุดซอย" ที่ทำท่าจะพารัฐบาลเดินสู่ทางตันมากกว่า 

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 

เพราะเชื่อว่าจะเป็นการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้กลับบ้านอย่างสง่างามและชอบธรรมมากกว่า 

การแก้มาตรา 309 จะใช่ทางออกหรือไม่ มีความเห็นจากนักวิชาการ และส.ว.

นันทวัฒน์ บรมานันท์

คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

การแก้รัฐธรรมนูญต้องแยกกับการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม เพราะการแก้รัฐธรรมนูญต้องตั้งกระบวนการขึ้นมาใหม่ แต่วันนี้มีกฎหมายนิรโทษอยู่ในสภาแล้ว 

เมื่อมีร่างพ.ร.บ.ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทร ปราการ ค้างการพิจารณาอยู่ ก็ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งกฎหมายนี้จะสำเร็จมาในรูปแบบไหนไม่ทราบ แต่หลักคือต้องเคารพหลักการเดิม 

เมื่อมีการแปรญัตติเกิดขึ้นคนที่แปรญัตติต้องเข้าใจประเด็นซึ่งเป็นข้อถกเถียงของสังคม เพราะมีความอ่อนไหว 

ส่วนตัวมองว่าการแปรญัตติมาตรา 3 ที่กลายเป็นเรื่องเป็นราวในขณะนี้ ครั้งนี้ไม่ใช่การโยนหินถามทาง ถ้าเป็นการโยนหินต้องมีการพูดคุยกันเกิดขึ้นแต่นี่มีการทำเป็นร่างกฎหมายขึ้นมาแล้ว เป็นการตัดเชือกและพร้อมชน

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต้องเดินหน้าต่อให้จบ ถ้าไม่อยากกดดันก็ต้องกลับไปใช้ร่างเดิม 

ส่วนการแก้มาตรา 309 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้จะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอีกหลายประเด็น มาตรา 190 ก็รออยู่ และยังมีประเด็นการแก้ไขมาตรา 68 และ 239 ที่ต้องเข้ากระบวนการของสภาอีก 

ส่วนตัวเห็นด้วยว่าควรยกเลิกมาตรา 309 เพราะมาตรานี้ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่ต้นเพราะเป็นการทำลายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 

เราผ่านการรัฐประหารปี 2549 จนได้รัฐธรรมนูญ 2550 มาถึง 6 ปีแล้ว แต่บทบัญญัติมาตรา 309 ยังอยู่ ทั้งที่มาตรานี้ไม่ควรมี ผลของการรัฐประหารควรจบในตัวของมันเอง 

ผ่านมาถึงวันนี้ ข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และมีเรื่องอีกจำนวนหนึ่งค้างอยู่ในองค์กรตรวจสอบต่างๆ มีการกล่าวหาอดีตนายกฯ ทั้งที่ข้อกล่าวหาควรยุติเร็ววันที่สุดหลังการรัฐประหาร แต่วันนี้ทุกอย่างยังอยู่

ในต่างประเทศจะไม่ปล่อยให้คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารคาอยู่เนิ่นนานอย่างนี้ แต่จะรีบดำเนินการให้เสร็จ 

แต่ถ้าจะบอกว่าการแก้มาตรา 309 เพื่อจะไม่ถูกต่อต้านเหมือนการแก้พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คงไม่ใช่ เพราะไม่ว่าจะแก้กฎหมายอะไรก็โดนต้าน ถ้าจะลบมาตรา 309 ก็จะถูกมองว่าจะไปช่วยพ.ต.ท.ทักษิณให้หลุดคดีความ ซึ่งเป็นการมองด้านเดียว มองแค่ปลายเหตุ 

อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้มาตรา 309 กว่าจะเสร็จอีกนาน เพราะต้องเริ่มกระบวนการใหม่

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

หลักการการแก้มาตรา 309 ที่ผ่านมาจะพบว่าผู้เสนอต้อง การให้ยกเลิกกฎหมาย หรือคำสั่งต่างๆ ที่มีผลพวงมาจากการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เช่น คำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งปัจจุบันคณะหรือองค์กรต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นจากการรัฐประหารยังคงมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 

หากมีการแก้ไขมาตรานี้จะส่งผลให้คำสั่งจากคณะหรือองค์กรที่เกิดขึ้นจากการทำรัฐประหารก็เป็นอันโมฆะ พ.ต.ท.ทักษิณจะได้รับอานิสงส์จากการแก้ไขด้วย

ถ้ามองในมุมที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ จริงๆ การแก้มาตรา 309 ดูแล้วยังจะมีความชอบธรรมมากกว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ

ยิ่งในขณะนี้กฎหมายนิรโทษกรรมได้เปลี่ยน แปลงไปจากหลักการเดิม ฉบับของนายวรชัย เหมะ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อและเป็นนักโทษทางการเมืองให้พ้นความผิด 

แต่การแก้ไขมาตรา 3 ในชั้นกรรมาธิการทำให้กฎหมายนิรโทษกรรมนี้กลายเป็นกฎหมายสุดซอย กรณีทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรมของรัฐบาล 

ที่สำคัญ การแก้มาตรา 309 คือการยกเลิกอำนาจที่เกิดจากการทำรัฐประหาร และไม่ได้หมายความว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะพ้นจากความผิด เพียงแค่กระบวนการตรวจสอบต่างๆ จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ 

การตรวจสอบจะเป็นไปตามองค์กรที่ก่อตั้งจากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เกิดจากการรัฐประหาร กฎหมายก็จะเป็นตามระบอบประชาธิปไตยที่มากขึ้น 

อีกทั้งยังเป็นการเตือนให้รู้ว่า หากบุคคลใดที่คิดจะทำรัฐประหารต้องระมัดระวังตัวยิ่งกว่าเดิมเพราะกฎหมายมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 

อย่างไรก็ตามต้องอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสูง และในสถานการณ์เช่นนี้หากรัฐบาลเข้าไปแตะหรือดำเนินการเกี่ยวกับมาตรา 309 ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลอาจเดินหน้าไปพบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 

ยิ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังเป็นปัญหา หากเข้าไปแตะเรื่องมาตรา 309 ตอนนี้ รัฐบาลก็จะถูกมองว่ามีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรม เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง 

แม้ในข้อเท็จจริงการแก้มาตรา 309 เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงว่าการแก้ไขกฎหมายที่มีความเสี่ยงนั้นต้องให้สังคมเป็นตัวตั้ง หรือตัวผลักดัน 

รัฐบาลอาจทำให้หลายวิธี เช่น ฟังความเห็นประชาชน หรือดูบริบทของสังคมในขณะนั้น และดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

หากรัฐบาลเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วและเร่งดำเนินการจนเกินไป ย่อมพบกับแรงต้านที่เพิ่มขึ้น

พิเชต สุนทรพิพิธ

ส.ว.สรรหา

อะไรก็แล้วแต่ที่เพิ่มมาจากการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายวรชัย เหมะ ย่อมไม่ดีทั้งนั้น พูดง่ายๆ คือ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ หรือการเสนอแก้มาตรา 309 ไม่ใช่ทางออกที่ดี 

ทางออกที่เหมาะสมคือ การกลับไปยึดตามร่างเดิม ซึ่งประชาชนจะยอมรับได้มากกว่า 

เพราะก่อนที่จะเสนอร่างจนเข้าสู่กระบวนการวาระ 1 พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงเองก็ออกมาพูดเสียงเดียวว่าร่างฉบับดังกล่าวจะเอื้อแค่ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่บริสุทธิ์เท่านั้น ไม่รวมผู้สั่งการ แกนนำ ทุกคนก็เห็นว่ามีความเข้มแข็งในการเสนอร่าง 

ขณะเดียวกัน ประชาชนก็เข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนตัวก็ยังโหวตวาระ 1 ให้ เพราะเห็นแก่การสร้างความปรองดองชาติ แต่กลับเกิดการพลิกเกมในชั้นคณะกรรมาธิการ 

ก็ยังเดาไม่ออกว่าเป็นการเตี๊ยมกับคนเสื้อแดงให้ออกมาหยั่งเชิงเสียงอีกแนวหนึ่ง หรือเป็นตัวล่อ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าอีกทาง แต่ในที่สุดอาจจะเดินตามทางล้างผิดทุกคดีให้กับพ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นได้

แม้ว่าการเสนอแก้มาตรา 309 จะดูดีกว่าร่างฉบับนายประยุทธ์ แต่ก็ต้องไปพัวพันกับช่วงรัฐประหาร ลากยาวไปถึงองค์กรทหาร คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยากลำบากเข้าไปอีก เพราะแค่ร่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เรียกแขกได้มากอยู่แล้ว 

ไม่ทราบว่ารัฐบาลคิดอย่างไรที่หมั่นเติมฟืนเข้ากองไฟ ทั้งที่รัฐบาลเกือบจะได้เครดิตหากให้ดำเนินไปตามปกติจนผ่านวาระ 2 และวาระ 3 แต่มาเรียกเสียงต่อต้านเพิ่มขึ้น

กมธ.นิรโทษฯถกจบตี1เหมาเข่ง7มาตราเดิมขณะปชป.โวยหักดิบซัดวิ่งราว



วันนี้ ( 26 ตุลาคม ) การประชุมกรรมาธิการนิรโทษกรรม ที่มีนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเป็นประธานได้ประชุมจบลงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าๆที่ผ่านมา โดยยังคงให้มีการคงเนื้อหาใน 7 มาตราเดิมไว้ ไม่มีการแก้ไข โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่เสนอโดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ที่ใหีมการนิรโทษกรรมให้กับทุกคนทุกฝ่าย หรือที่เรียกว่ากันว่า นิรโทษฯเหมาเข่ง หรือสุดซอย 
  
ทั้งนี้นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการนิรโทษกรรม เปิดเผยกับสำนักข่าวทีนิวส์ว่า การประชุมเมื่อคืนจบลงเกือบตี1 เพราะการเล่นเกมของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่เนื้อหาพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ไม่มีอะไรที่ต้องอภิปรายกันมากแล้วเพราะอย่างไรก็ต้องให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาอีกครั้ง ส่วนกรรมาธิการฯนัดประชุมจัดทำรายงานสรุปวันที่ 28 ตุลาคม ก่อนส่งให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร์ 
  
ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพรบ.นิรโทษกรรม กล่าวกับสำนักข่าวทีนิวส์ด้วยว่า กรรมาธิการในส่วนพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันที่จะคงร่างพรบ.นิรโทษฯตามร่างเดิมที่ให้มีการล้างผิดแบบเหมาเข่ง และนายสามารถ ยังได้กระทำการหักดิบรวบรัดปิดการประชุมทั้งที่กรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ยังอภิปรายไม่แล้วเสร็จไม่ครบทุกคน ซึ่งเปรียบได้กับการวิ่งราวนิรโทษกรรม  

แผ่ดินไหวญี่ปุ่น7.3ริกเตอร์

แผ่นดินไหว 7.3 ญี่ปุ่น เตือนสึนามิ!!

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 00:49 น.

เมื่อเวลา 02:10 วันที่ 26 ต.ค.2556 ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งใกล้กับ จ.ฟุกุชิมา มีประกาศเตือนให้เฝ้าระวังสึนามิ ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต...

เมื่อเวลา 02:10 วันที่ 26 ต.ค.2556 ตามเวลาท้องถิ่น สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐ (USGS) แจ้งว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งใกล้กับ จ.ฟุกุชิมา มีประกาศเตือนให้เฝ้าระวังสึนามิ โดยคาดว่าจะมีสึนามิสูงประมาณ 1 เมตร ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

ขณะที่ บริษัทเทปโกสั่งอพยพคนงานที่อยู่ใกล้กับกำแพงทะเลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ แล้ว โดยยังไม่มีสิ่งที่ชี้ว่าสึนามิกระทบเข้าฝั่ง รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป.




โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์

'ธรรมะจากสมเด็จพระสังฆราช' คู่มือในการดำเนินชีวิต


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 05:30 น.

แม้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่พระกรณียกิจที่ทรงดำเนินการมาโดยตลอด ทั้งด้านการพระศาสนาในต่างประเทศ ที่ทรงมีส่วนสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ด้านสาธารณูปการ ด้านพระนิพนธ์ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนต่างๆ ที่ประทานแก่ปวงชนชาวไทย จะยังถูกรำลึกอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป ในฐานะ “ผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”

ดังเช่นในวันอาสาฬหบูชา พ.ศ.2556 สมเด็จทรงประทานวรธรรมคติให้แก่ชาวพุทธ นำพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งของจิตใจ ไม่ใช่เพียงกราบไหว้ขอพร


“เมื่ออภิลักขิตกาลเช่นนี้เวียนมาถึง ควรที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จักได้น้อมใจรำลึกถึงพระรัตนตรัย พร้อมทั้งสำรวจตรวจสอบดูใจของตนเองว่า ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแท้จริงแค่ไหนเพียงไร

อันการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนานั้น มิใช่ถึงโดยการกราบไหว้อ้อนวอน หรือถึงโดยการอธิษฐานขอพรให้พระรัตนตรัยมาช่วยปกป้องรักษา เพื่อที่ตนจะได้มีชีวิตอย่างปลอดภัยเป็นสุข แต่การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างแท้จริงนั้น คือ การศึกษาเรียนรู้พระรัตนตรัยให้เข้าใจแจ่มชัดแล้วน้อมนำเอาความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นแบบอย่าง มาเป็นหลักเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมถูกต้อง อันจะทำให้ได้ชื่อว่านับถือและบูชาพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ด้วยทั้งพระรัตนตรัยก็จะปกป้องคุ้มครองมิให้ตกไปสู่ความชั่ว โดยไม่ต้องอธิษฐานอ้อนวอน”
นอกจากนี้ในหนังสือ “100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช” ยังได้มีการคัดเลือกพระศาสนธรรมสำคัญๆ ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กล่อมเกลาจิตใจให้สงบเยือกเย็น เหมาะกับยุคสมัย ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก...

“คติธรรมดาที่ไม่มีใครเกิดมาในโลกนี้ จะหนีไปให้พ้นได้ ก็คือ ความแก่ ความตาย แต่คนโดยมากพากันประมาทเหมือนอย่างว่าไม่แก่ ไม่ตาย น่าที่จะรีบทำความดี แต่ก็ไม่ทำ กลับไปทำความชั่ว ก่อความเดือดร้อนให้แก่กันและกัน ต่างต้องเผชิญทุกข์เพราะกรรมที่ต่างก่อให้แก่กันอีกด้วย ฉะนั้นก็น่าจะนึกถึงความแก่ ความตายกันบ้าง เพื่อจะได้ลดความมัวเมา และทำความดี”

“ในการแก้ปัญหาเยาวชน บุคคลที่เป็นทิศสำคัญๆ ทุกฝ่ายของเยาวชน แต่ละคนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันตั้งตนของตนเองไว้โดยชอบ ให้เป็นทิศที่ดีตามฐานะที่เกี่ยวข้อง และอันที่จริงไม่ใช่แต่เยาวชนเท่านั้น ทุกๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อทิศต่างๆ โดยรอบตนดีอยู่ก็ย่อมจะชักนำกันไปในทางที่ดีได้ แต่มีข้อแตกต่าง ต่างกันอยู่ว่า สำหรับเด็กหรือเยาวชนนั้นยังเป็นผู้เยาว์ สติปัญญาจำต้องอาศัยทิศรอบตนที่ดี ซึ่งผู้ใหญ่จำต้องทำตนให้เป็นทิศของเด็ก และช่วยสร้างทิศที่ดีให้แก่เด็ก”
“ทุกคนต้องการความสุข ความสบายใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ทุกคนก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะใจยังมีความปรารถนาต้องการหรือความโลภนี้แหละอยู่เป็นอันมาก โดยที่ไม่พยายามทำให้ลดน้อยลงเห็นจะด้วยมิได้คิดให้ประจักษ์ในความจริงว่า ความโลภคือเหตุใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งนำให้ทุกข์ ให้เดือดร้อน ให้ไม่มีความสุข ความสบายใจกันอยู่อย่างมากทั่วไปในทุกวันนี้ แม้ทำสติพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ไม่ยากนัก”

ในหนังสือ “ชีวิตนี้น้อยนัก” ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ไว้ ซึ่งคำว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” หมายถึงชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนัก สั้นนัก ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติอีกไม่ถ้วนเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา จะไม่สามารถนำพาจนพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้ โดยในหนังสือบางช่วงระบุว่า...

“ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต ที่ว่าชีวิตนี้ คือชีวิตในชาติปัจจุบันนี้สำคัญ ก็เพราะในชีวิตนี้เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ได้ทำไว้ในอดีตได้ และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตไว้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้ ชีวิตในอดีตล่วงเลยไปแล้ว ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึง ยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้”

นอกจากสมเด็จจะทรงนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้จำนวนมาก ทั้งตำรา พระธรรมเทศนา และทั่วไปแล้ว ยังมีพระธรรมคำสอนและหลักธรรมอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนที่ทุกคนสามารถนำไปเป็นแนวคิด แนวปฏิบัติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี.






โดย ไทยรัฐออนไลน์

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อาการ"เฉลิม"ยังทรงตัวหมอยังไม่ให้ออก รพ.

ความคืบหน้าอาการป่วยของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ที่มีอาการชักเกร็งขณะนั่งประชุมที่กระทรวงแรงงาน และยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพิเศษ ชั้น 9 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ รพ.รามาธิบดี เป็นวันที่ 5 เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายนวรัตน์ อยู่บำรุง สก.เขตหนองแขม น้องชายของ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวหลังจากเข้าเยี่ยมอาการที่ห้องพักฟื้น ว่า จากที่ได้พูดคุยกันดีขึ้นมากแล้ว อาการโดยรวมดีขึ้นทุกอย่าง รับประทานอาหารและเดินได้เป็นปกติ เข้าห้องน้ำเอง แต่แพทย์ยังให้รอดูอาการอีกระยะหนึ่ง คาดว่าอีกไม่กี่วันก็คงออกจากโรงพยาบาล สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ แต่ต้องให้พักผ่อนมากขึ้น เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นคนทำงานมาก ชอบนอนดึก และชอบการออกกำลังกายด้วยการเดินนานๆ บางครั้งเดินท่ามกลางแดดร้อนเกินไป

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า โดยภาพรวมอาการของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังทรงตัว พูดคุย เดิน นอน รับประทานอาหารได้ตามปกติมานานแล้ว แต่ที่ยังต้องนอนฟักฟื้นที่โรงพยาบาลต่อไปอีกระยะหนึ่งเพราะแพทย์ยังต้องปรับยาให้เข้าที่กับตัวคนไข้ ต้องปรับลดหรือปรับเพิ่มยาให้อยู่ในระดับพอดี มีการเจาะเลือดตรวจดูการดูดซึมว่าดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการดูดซึมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คาดว่าอาจต้องอยู่ฟักฟื้นต่อไปราว 1 อาทิตย์ ส่วนจะออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เจ้าของไข้ โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงไม่ต้องเป็นห่วง แต่คนไข้ต้องดูแลตัวเอง ส่วนหายแล้วจะกลับไปทำงานหนักหรือประชุมเครียดๆ นานๆ ได้หรือไม่ ตนไม่ขอตอบ ต้องไปถามแพทย์เจ้าของไข้


อวสาน “แซม -ยุรนันท์” ป.ป.ช.มติเอกฉันท์จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน


เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม 2556 เวลา 17:02 น.
อวสาน "แซม-ยุรนันท์" ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินกรณีไม่แจ้งการถือครองหุ้นบ.วิลล่า เมดิก้า 14 ล้าน และหุ้นสหกรณ์การบินไทย ภรรยา อีก 3 ล้าน เตรียมส่งเรื่องฟ้องศาลฎีกา ตัดสิทธิห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี
ffffffff
แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ได้มีการพิจารณาผลการไต่สวนคดี นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “แซม” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถูกกล่าวหาว่าจงใจปกปิดไม่แจ้งการถือครองหุ้นบริษัท วิลล่า เมดิก้า (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 14 ล้านบาท ต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่ง ส.ส.เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา 
 “โดยเบื้องต้นที่ประชุม มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่านายยุรนันท์ จงใจที่จะปกปิดไม่แจ้งการถือครองหุ้น บริษัท วิลล่า เมดิก้า ตามที่ ป.ป.ช. ได้รับการร้องเรียนเข้ามา และจากการตรวจสอบข้อมูลของป.ป.ช. ยังพบว่า นายยุรนันท์ ไม่ได้ยื่นข้อมูลการถือครองหุ้นในสหกรณ์การบินไทย ของภรรยาอีกจำนวน 3 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบให้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พ้นจากตำแหน่งและห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ให้สัมภาษณ์ยืนยัน สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ตนและภรรยา ได้เข้าให้ข้อมูล ต่อ ป.ป.ช. ไปเรียบร้อยแล้ว และ ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิดข้อมูลบัญชีทรัพย์ต่อ ป.ป.ช. ตามที่ถูกร้องเรียน แต่ปัญหาเกิดจากเหตุสุดวิสัยบางประการ ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบเอกสาร ที่ติดปัญหาน้ำท่วม รวมถึงการแจ้งข้อมูลเรื่องการลงทุนในบริษัท แต่ไม่ได้แจ้งมูลค่าหุ้น
" เรื่องข้อมูลบริษัท ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะปิดบังอะไร เพราะสังคมรับทราบกันดีอยู่แล้วว่า เรามีตำแหน่งอะไรในบริษัท จึงไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปปิดบังข้อมูลอะไร"
นายยุรนันท์ ยังระบุด้วยว่า ตนเข้าใจการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. เมื่อมีผู้ร้องเรียนเข้ามาก็ต้องมีการตรวจสอบข้อมูล รวมถึงการทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องติดตามข่าวไปจนถึงที่สุด และตนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อที่สังคมจะได้ไม่มีปัญหาคลางแคลงใจอะไรต่อตนเองอีก
 ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สรุปความเป็นมา กรณีดังกล่าวดังนี้
18 ธันวาคม 2554 สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เสนอข่าว จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท วิลล่า เมดิก้า ( ประเทศไทย ) จำกัด ที่นางสาวพริมรตา ติยะจินดา นำส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ระบุผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ปรากฏชื่อนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ถือครอง 144,500 หุ้น (มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ทั้งหมด 940,000 หุ้น)
 และจากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท โทรญ่า จำกัด ณ วันที่ 30 เมษายน 2554 พบนางมาริษา ภมรมนตรี ภรรยานายยุรนันท์ ถือ 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
 ทว่าเมื่อตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายยุรนันท์กรณีรับตำแหน่ง ส.ส. วันที่ 31 สิงหาคม 2554 ไม่ได้ระบุ “เงินลงทุน”ทั้งสองรายการ
 9 กุมภาพันธ์ 2555 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ยอมรับว่าไม่ได้แจ้งการถือครองหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.จริง เนื่องจากเป็นความผิดพลาดในขั้นตอนการจัดทำเอกสารแจ้งบัญชีทรัพย์สินกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของตนเองที่ดูรายละเอียดไม่เรียบร้อย
 นายยุรนันท์ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่ได้แจ้ง เงินลงทุนบริษัท วิลล่า เมดิก้า ( ประเทศไทย ) จำกัด เป็นเพราะอยู่ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม และตนไปช่วยงานอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขณะที่บ้านของตนเองและลูกน้องก็ถูกน้ำท่วม ทำให้มีเอกสารบ้างส่วนตกหล่นไป การจัดทำข้อมูลส่วนนี้จึงไม่ครบถ้วน แต่ก็ได้มีการแจ้งข้อมูลว่าตนเองมีตำแหน่งอะไรอยู่ในบริษัทนี้ไปแล้ว จึงไม่ใช่เป็นการปกปิดข้อมูลอะไร
“ในช่วงที่ลูกน้องนำเอกสารแจ้งบัญชีทรัพย์สินมาให้เซ็น ผมมาช่วยงานอยู่ ศปภ. ซึ่งผมได้ย้ำไปว่า ให้ไปตรวจสอบข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนนะ อะไรขาดหายไปก็เอามาให้ครบ ถ้าเจออะไรเพิ่มเติม ก็ไปแจ้งเขาให้เรียบร้อย แต่ก็เพิ่งมารู้ในภายหลังว่า ยังขาดข้อมูลส่วนนี้ไป ก็ได้สั่งการให้ลูกน้องไปแจ้ง ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคมก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะมีหนังสือแจ้งมาให้ชี้แจงอีก โดยอ้างข้อมูลของสื่อมวลชน และผมก็ได้ยืนยันข้อมูลกับป.ป.ช.ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรแอบแฝง ซึ่งทาง ป.ป.ช. ก็เข้าใจดีแล้ว”
 กรณีการไม่แจ้งการถือครองหุ้นบริษัท โทรญ่า จำกัด ของภรรยา นายยุรนันท์ ชี้แจงว่า มาจากความเข้าใจผิดพลาดของตนเองและภรรยา ที่คิดว่าไม่มีหุ้นอยู่ในบริษัทนี้อีกแล้ว เนื่องจากภรรยาของตนได้ขายหุ้นออกไปนานเป็นปีแล้ว แต่ทางบริษัทฯ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อภรรยาออก เพราะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ จึงทำให้ยังปรากฏชื่อภรรยาอยู่ในบริษัทอีก ทั้งที่ทางพฤตินัย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรอีกแล้ว และปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ ก็ไม่ได้ทำธุรกิจ จึงไม่ได้แจ้งข้อมูลส่วนนี้ไว้ แต่ก็ได้มีการแจ้งข้อมูลส่วนนี้ให้ ป.ป.ช. ทราบแล้วเช่นกัน
 อย่างไรก็ตาม จากคำชี้แจงของนายยุรนันท์ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตั้งข้อสังเกต 5 ประการดังนี้
 ประการแรก นายยุรนันท์เข้ารับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ต่อมาได้นำส่งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง 1 สำนักงาน ป.ป.ช. วันที่ 11 ตุลาคม 2554 เวลา 14.42 น. ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ว่า จะเริ่มเตรียมการทั้งหมดตั้งแต่ 08.00 น.วันที่ 8 ต.ค. 2554 เป็นต้นไป เท่ากับนายยุรนันท์นำส่งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หลังจากที่รัฐบาลประกาศจัดตั้ง (ศปภ.) ประมาณ 3 วัน
 ประการที่สอง สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำเสนอข่าวชิ้นนี้ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2554 หลังจากนั้นนายยุรนันท์ได้ยื่นรายทรัพย์สินในส่วนที่เป็นเงินลงทุน 2 บริษัทเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. น่าสังเกตว่าการยื่นเพิ่มเติมของนายยุรนันท์ เกิดขึ้นภายหลังจากสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2554
 ประการที่สาม นายยุรนันท์กรอกแบบฟอร์มในบัญชีทรัพย์สิน “ตำแหน่งปัจจุบันของผู้ยื่นในหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชนอื่น” ระบุ ตำแหน่ง “VICE PRESIDENT” บริษัท วิลล่า เมดิก้า ( ประเทศไทย ) จำกัด ที่ตั้ง เลขที่ 2/55-57 อาคารแบงคอก เมดิเพล็กซ์ ชั้น 3 ซอยสุขุมวิท 42 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 และระบุว่าได้รับเงินเดือนจากบริษัท 1,440,000 บาท อีกทั้งนายยุรนันท์ได้ลงลายมือชื่อกำกับในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของตนเองที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช.ทุกหน้า แต่ทว่ากลับมิได้แจ้งการถือครองหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.
 ประการที่สี่ ทรัพย์สินของนายยุรนันท์ ตามที่แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 90,884,815.29 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุน 2 รายการมูลค่า 90,490.05 บาท ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 300,000 หุ้น มูลค่า ณ วันแสดงบัญชี 90,488.08 บาท และ บริษัท หลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ มูลค่า 1.97 บาท (มิได้ระบุจำนวนหุ้น) แต่ทว่าทรัพย์สินหุ้นที่นายยุรนันท์มิได้แจ้งการถือครองต่อ ป.ป.ช. มูลค่า 14 ล้าน หรือคิดเป็น 15.40 % ของสินทรัพย์ จำนวน 90.8 ล้านบาท
 ประการที่ห้า บริษัท โทรญ่า จำกัด (ขายเครื่องสำอาง) ที่นางมาริษา ภมรมนตรี ถือครองจำนวน 3,000 หุ้น จากจำนวนทั้งหมด 10,000 หุ้น และไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. นั้น ล่าสุด บัญชีผู้ถือหุ้นวันที่ 25 มกราคม 2556 ไม่ปรากฏชื่อนางมาริษา ร่วมถือหุ้น แต่บริษัทยังคงประกอบกิจการ บริษัท เซลแทค จำกัด ถือหุ้นใหญ่ แจ้งผลประกอบการ ปี 2554 รายได้ 1,799,298 บาท กำไรสุทธิ 245,202 บาท (กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังไม่เปิดเผยงบการเงินปี 2555) มิได้ไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใด
 และล่าสุดทางป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายยุรนันท์ ไม่ได้ยื่นข้อมูลการถือครองหุ้นในสหกรณ์การบินไทย ของภรรยา จำนวน 3 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งด้วย

พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่ง-สุดซอย ครอบคลุม "ทักษิณ-อภิสิทธิ์-สุเทพ"

เปิดเนื้อหาร่างสุดท้ายพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่ง-สุดซอย ที่ กมธ.นิรโทษกรรม มีมติแก้ไขให้ครอบคลุมถึง "ทักษิณ-อภิสิทธิ์-สุเทพ" และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ต่อไป

---มาตรา 1 พ.ร.บ.นี้เรียกว่า “พ.ร.บ.ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....”

---มาตรา 2 พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
---มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทำต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่อจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำในตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ขอประชาชนผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าวผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
---มาตรา 4 เมื่อ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้อง หรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดถ้าผู้นั้นในกรณีที่บุคคลใดอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น ทั้งนี้ ให้ทุกองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อผู้กระทำตามมาตรา 3 ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัดต่อไป
---มาตรา 5 การนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นอันเกี่ยวเนื่อกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง
---มาตรา 6 การดำเนินการใดๆ ตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลซึ่งไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตาม พ.ร.บ.นี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหา
---มาตรา 7 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้ — กับ เพื่อชาติ เพื่อพ่อหลวง

ให้คนข่าวระวังการทำหน้าที่ในสถานการณ์ใต้

วันที่ 21 ต.ค. 56 นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย (สนต.) เปิดเผยว่า ทางสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ขอให้ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และ จ.สงขลา ระมัดระวัง ในการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่มีเหตุซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร เนื่องจากอาจจะได้รับอันตรายจากการซุ่มโจมตีที่เกิดขึ้น

รวมทั้งขอสื่อสารไปยังขบวนการก่อการร้าย เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวเป็นการทำหน้าที่รายงานข่าวที่เกิดขึ้น เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยยึดมั่นในความเป็นกลาง จึงขอให้ขบวนการก่อความไม่สงบอย่าทำร้ายผู้สื่อข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เนติวิทย์ โดนจับ ข้อหาดัดแปลงรถ หลังใช้เครื่องขยายเสียงร้องปฏิรูปการศึกษา

เนติวิทย์ โดนจับ ข้อหาดัดแปลงรถ หลังใช้เครื่องขยายเสียงร้องปฏิรูปการศึกษา



เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Netiwit Ntwเฟซบุ๊ก สภาหน้าโดมเฟซบุ๊ก Toto Piyarat Chongthep

           เนติวิทย์ โดนจับ พร้อมเพื่อนที่ สน.ดุสิต ข้อหาดัดแปลงรถ เหตุเพราะใช้เครื่องขยายเสียงร้องปฏิรูปการศึกษา

           วันนี้ (25 ตุลาคม 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต จับกุม พร้อมกับเพื่อนนักเรียนอีก 10 คน ในข้อหารถดัดแปลง

           โดยก่อนหน้านี้ นายเนติวิทย์ พร้อมกับเพื่อน ได้เดินทางไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อแจกใบปลิวและปราศรัยเรียกร้องการปฎิรูปการศึกษา เพื่อให้บรรดาประชาชนได้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำการศึกษาไทยให้ดีขึ้น แต่แล้วนายเนติวิทย์ ก็ถูกจับยกคัน ข้อหาปราศรัยโดยใช้รถดัดแปลง เนื่องจากใช้เครื่องเสียงติดรถรณรงค์ปฏิรูปการศึกษา โดยที่เฟซบุ๊ก Toto Piyarat Chongthep ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความว่า ดังนี้..

            ถูกจับยกคัน เอาเรื่อง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อหารถดัดแปลงรถ

 เนติวิทย์ โดนจับ
         

            ตำรวจพยายามแจ้งข้อหาละเมิด พ.ร.บ. และรถดัดแปลง แต่รถตำรวจก็ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สรุปถ้านอนคุกขอข้าวและน้ำด้วย

 เนติวิทย์ โดนจับ
          

            นั่งอยู่บนรถตำรวจ กำลังนำตัวไปส่งกระทรวงศึกษาหลังเจรจาปล่อยตัว ตำรวจพิจารณาข้อเรียกร้องไม่เข้าข่ายการเมือง จึงปล่อยตัวแต่ปรับคนขับรถและพยายามจะลงบันทึกประจำวันพวกเรา แต่เราไม่ยินยอม ก็ใช้เวลาอยู่นานจนยอมกัน

 เนติวิทย์ โดนจับ
         

            ภาพสวมหน้ากากและปราศรัย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2556

 เนติวิทย์ โดนจับ

ปัด"ทักษิณ"สั่ง ส.ส.โหวตหนุน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย

"นพดล" โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุ "ทักษิณ"ปัดสั่ง ส.ส.โหวตหนุน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ย้ำ ฟังความคิดเห็นต่างของทุกฝ่าย

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊คระบุว่า ตามที่มีการเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางฉบับ อ้างแหล่งข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้คุยกับ ส.ส.แกนนำเสื้อแดง และบอกว่าถ้าไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการแก้ไขโดยกรรมาธิการ ก็สามารถโหวตสวนได้ และบอกว่าคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการคงมีเพียง 1 หมื่นคนนั้นว่า ในวันนี้ผมเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ จึงได้ตรวจสอบข่าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และขอปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พูดเช่นนั้น การที่ ส.ส.เพื่อไทยจะโหวตไปในทิศทางใด เป็นเรื่องของพรรคและที่ประชุม ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นคนพิจารณา และโดยปกติ พรรคก็จะรับฟังความเห็นของ ส.ส. และที่สุดก็จะมีแนวทางในการลงมติ ในประเด็นปัญหาสำคัญของบ้านเมืองอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะสั่งการอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนในประเด็นที่บอกว่า พ.ต.ท ทักษิณกล่าวว่าจะมีคนคัดค้านร่างของกรรมาธิการเพียง หมื่นกว่าคนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เคยพูดเช่นนั้น

"พ.ต.ท.ทักษิณ รับฟังและเคารพความเห็นแตกต่างของทุกฝ่าย เพราะมุมมองทางการเมืองในสังคมประชาธิปไตย ย่อมมองแตกต่างกันได้ แต่อยากให้บ้านเมืองเดินหน้า มีประชาธิปไตยที่แท้จริง และประเทศเกิดความปรองดอง นั่นคือหลักการใหญ่ที่สำคัญ"

ผลสอบคลิปเสียง ผวจ.อุบลราชธานี เรียกรับผลประโยชน์เป็นคลิปตัดต่อ


ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ "วันชัย สุทธิวรชัย" ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม หลังผลสอบคลิปเสียงเรียกรับผลประโยชน์ เป็นคลิปที่มีการตัดต่อ


นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ได้ลงนามในหนังสือส่งตัวนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีคำสั่งให้ช่วยราชการกระทรวงมหาดไทย กรณีมีคลิปเสียงที่พูดในลักษณะการเรียกรับผลประโยชน์ ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีตามเดิม เนื่องจาก กรรมการจากกองพิสูจน์หลักฐานร่วมกับกรรมการของกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบคลิปเสียงแล้ว ไม่พบว่านายวันชัย มีความผิด คลิปเสียงดังกล่าวเป็นคลิปที่มีการตัดต่อ


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ใช้ชื่อว่า anniey arnie โพสต์คลิปเสียงดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ยูทูป

http://www.youtube.com/watch?v=n5-UFGLWzXc

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เร่งเร้าไฟศึกสยามประเทศ


เพลานี้ ได้เห็นได้ยินยลเหล่า"นักก่อการ" อดีตขุนศึก ทหารเก่า กุนซือ ที่เคยเป็บ"อุปกรณ์อำนาจ" ของ"เหล่าชนชั้นปกครองในอดีต" กำลังกระเหี้ยนกระหือรือ"จุดไฟ"สุมขอนปลุกเร้ามวลชนและระดมเสบียงกรัง สะสมกำลัง เตรียมเข้าทำสงครามชิงอำนาจ อีกละลอก..

หรือ"สยามประเทศ"จักไม่มีวันสงบ จากไฟที่ปลายด้ามขวาน สู่ใจกลางเมือง จากเมืองสู่ชนบทเขตแดนเขมร จาก"น้ำ"สู่"ไฟ"อีกครั้ง..

สงครามการปกป้องพทักษ์ตนเองและแสวงหาประโยชน์ไม่เคยพอ แห่งชนชั้นปกครอง กำลังถูกจุด..

ไฟที่ลุกโชนเผาทำลายใจทำลายสรรพสิ่ง..ผู้ก่อการทหารเฒ่า นักจรยุทธแก่ ผู้ขบคิดชรา ผู้กุมสภาพผู้ใกล้ฝั่ง ถึงเวลาสังขารโรยลาลับ ทิ้งไว้เพียงซากสลักปรักพังของบ้านเมือง และประวัติศาสตร์ชัยชนะที่พ่ายแพ้ไว้เป็นมรดกบาปแด่ ลูกหลาน สืบต่อไปตราบจนกว่าการสลายสิ้นในแผ่นดิน...

21ต.ค.56

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"เสริม สาครราษฎร์" อดสวมชุดครุยทนาย


วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2556 เวลา 21:50 น.
เมื่อวันที่ 17ต.ค. นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะนายกสภาเนติบัณฑิต ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารเนติบัณฑิต รวม 26 คน เพื่อพิจารณาคุณสมบัติบัณฑิตนิติศาสาตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หลายร้อยคน ที่มาสมัครเป็นวิสามัญสมาชิกเนติฯ เพื่อมีสิทธิ์สวมเสื้อครุยทนายความ และเป็นส่วนหนึ่งของการมีคุณสมบัติสอบเป็นผู้พิพากษา ในจำนวนนี้มีนายเสริม สาครราษฎร์ อายุ 37 ปี อดีตผู้ต้องขังเด็ดขาด โทษประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆ่าหั่นศพ น.ส.เจนจิรา พลอยองุ่นศรี นักเรียนแพทย์วชิรพยาบาล เมื่อปี 2544 และพ้นโทษเดือน ธ.ค. 2555 โดยนายเสริมสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช และได้เปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่เป็น นายไชยา ตันทกานนท์ แต่ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านสายตาคณะกรรมการกล่ันกรองไปได้ ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับนายเสริม เป็นวิสามัญสมาชิกเนติฯ เนื่องด้วยนายเสริมเคยมีคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป ถือว่ามีความมัวหมอง ทั้งนี้ก่อนหน้านี้นายเสริมได้ไปสมัครสอบใบอนุญาตว่าความของสภาทนายความ แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไฟไหม้ซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต วอดเกือบหมด ยังควบคุมเพบิงไม่ได้

ไฟไหม้ห้างซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต ระดมดับเพลิงทั่วเกาะดับไฟแต่ยังลุกไหม้อย่างหนัก

เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 17 ต.ค.2556 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์ชีป ศูนย์รวมสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองภูเก็ต ถ.เทพกษัตรี เพลิงเริ่มลุกไหม้เจ้าหน้าที่พยายามฉีดน้ำเพื่อสกัดเปลวไฟ ระดมรถดับเพลิงทั่วเกาะภูถเก็ตกว่า 50 คัน แต่ในขณะนี้ (00.15น.) ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

โดยเจ้าหน้าที่คาดกว่าต้นเพลิงน่าจะมาจากส่วนที่เก็บสินค้าประเภทพลุและดอกไม้ไฟ ซึ่งอาคารแห่งนี้เป็นไม้ทั้งหลังจึงทำให้ยากแก่การควบคุม เจ้าหน้าที่พยายามสกัดไม่ให้เพลิงลามไปยังปั๊มน้ำมันใกล้เคียง เบื้องต้นมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุได้ ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นหลายร้อยล้านบาท...........ข่าวสารฉับไว ภาพจุใจ” ต้องเฟสบุ๊ค นสพ.ภูเก็จอันดามันhttp://www.facebook.com/Phuketandamannews.FC และเพื่อเป็นกำลังใจ กรุณากด “ถูกใจ” ที่แฟนเพจด้วยคับ ขอบคุณครับ — กับหนังสือพิมพ์ ภูเก็จอันดามัน และ บุญรัตน์ อภิวันทนากร


"พรีม่าโกลด์" แจ้งสาวชูป้ายด่านายกฯแสดงความรับผิดชอบลาออกแล้ว หลังถูกล่าแม่มด

Thu, 2013-10-17 00:01

เฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ ‘Prima Gold’ แจ้งพนักงานสาวชูป้ายด่านายกฯ ลาออกแล้ว หลังถูกไล่เสียบประจาน ‘สมศักดิ์-เกษียร-จิตรา’ วิจารณ์ล่าแม่มด ชี้เป็นความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับองค์กร ระบุเป็นวิธีการแบบฟัสซิสต์
ภาพหญิงคนดังกล่าวพร้อมข้อความที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
วันนี้(16 ต.ค.)เวลา 15.48 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ ‘Prima Gold’ ของบริษัท พรีม่าโกลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หนึ่งในเครือบริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงแฟนเพจหลังจากมีการตั้งคำถามกรณีมีภาพสาวที่ถูกอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทนี้ถือป้ายด่า ‘ยิ่งลักษณ์’ ในที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ว่า “ทางบริษัทฯ ได้ทำการพิจารณาหาข้อยุติ โดยพนักงานท่านนี้จะขอแสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออกเพื่อไม่ให้การแสดงออกส่วนตัวทางการเมืองเกิดผลกระทบต่อองค์กร”
ก่อนหน้านี้ผู้หญิงถือป้ายดังกล่าวถูกผู้สนับสนุนรัฐบาลในโซเชียลเน็ตเวิร์กนำมาล่าแม่มดเสียบประจานพร้อมข้อมูลส่วนตัวโดยเฉพาะสถานที่ทำงาน รวมไปถึงการตัดต่อข้อความบนป้ายในลักษณะเป็นการประกาศขายบริการทางเพศ พร้อมทั้งมีการเข้าไปโพสต์ในเพจ ‘Prima Gold’ เรียกร้องให้ดำเนินการกับพนักงานคนด้งกล่าว แต่เมื่อเพจดังกล่าวชี้แจงว่าพนักงานคนดังกล่าวลาออกแล้ว ก็มีคนอีกกลุ่มเข้าไปแสดงความไม่เห็นด้วยกับการลาออก รวมถึงให้กำลังใจพนักงานคนดังกล่าวด้วย

‘สมศักดิ์’ วิจารณ์การล่าแม่มด เป็นวิธีฟัสซิสต์
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กต่อกรณีการเสียบประจานพนักงานสาวนี้ด้วยว่า “การเอาทัศนะทางการเมืองของใคร (โดยที่การแสดงทัศนะนั้นของเขา ไม่ได้ทำในนามองค์กร) มาเล่นงานที่อาชีพการงานส่วนตัวของเขา เป็นลักษณะสำคัญของยุคสมัยและวิธีการรณรงค์ที่เรียกว่า "แม็คคาธี่อิสม์" ใน ปวศ อเมริกัน ที่ใช้ทัศนะการเมืองของดารา นักเขียน จำนวนมาก มาบีบให้เขาตกงาน (เรียกว่าถูกขึ้น "แบล็คลิสต์")
“นี่เป็นวิธีการแบบฟัสซิสต์ ที่เราเห็น ฝ่ายเหลือง ทำกัน (บีบไม่ให้มหาวิทยาลัย รับ "ก้านธูป" หรือการกดดันจะให้มหาลัย หรือที่ทำงานไล่ นศ. หรือ พนังงานที่ "ล้มเจ้า" ออก) ก็นับว่า "ประหลาด" ดีที่เสื้อแดงหลายคน (แม้แต่คนที่มีการศึกษาและอาชีพการงานสูง คือไม่ใช่เสื้อแดง "ระดับชาวบ้าน" อะไร) ที่อ้างเสมอว่า "เป็นฝ่ายประชาธิปไตย" กลับนิยมชมชอบวิธีการแบบฟัสซิสต์แบบนี้ หรือมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ให้กับวิธีฟัสซิสต์ แบบนี้
“การยืนยันว่าวิธีการแบบนี้ผิด ไม่เกี่ยวกับ "มองโลกสวย" อะไร แค่ยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้วิธีการแบบฟัสซิสต์ แต่ปากว่าตาขยิบว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย” สมศักดิ์ กล่าว ซึ่งเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์สนับสนุนความเห็นของสมศักดิ์ด้วยเช่นกัน

จิตรา ชี้ขายแรง 8 ชม.ไม่ได้ขายวิญญาณ ทำไมจะแสดงออกทางการเมืองไม่ได้
เช่นเดียวกับ จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ที่เคยถูกเลิกจ้างจากกรณีสวมเสื้อ “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” ออกโทรทัศน์ ซึ่งในครั้งนั้นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวได้นัดหยุดงาน 45 วัน เพื่อเรียกร้องในบริษัทรับจิตรา ในฐานะประธานสหภาพฯ ขณะนั้นกลับเข้าทำงานด้วย ซึ่งจิตรา โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ด้วยว่า “บริษัทไหนห้ามพนักงานแสดงออกทางการเมือง มันเผด็จการชัดๆ มันต้องประจานบริษัทแบบนี้มากกว่า”
“เราขายแรงแค่วันละ 8 ชั่วโมง ไม่ได้ขายจิตวิญญาณความเป็นคนของเราให้ไปด้วย ทำไมจะแสดงออกทางการเมืองไม่ได้ ถึงแม้นการแสดงออกนั้นไม่เหมาะสมในสายตาของคนส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นสิทธิที่เขาจะทำได้ถ้าไม่ไปละเมิดสิทธิของใคร แต่ถ้าละเมิดก็มีขั้นตอนทางกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟเห็นพูดกันจังเวลาด่าคนอื่น” จิตรา กล่าว
อนึ่ง ก่อนหน้านี้การถูกเสียบประจาน หรือล่าแม่มดออนไลน์นั้น มักเกิดกับฝั่งที่มีความคิดเห็นต่างจากกรอบความคิดหลักของสังคม โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเริ่มปรากฏมากขึ้นเมื่อเกิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม Social Sanction: SS (facebook.com/SocialSanction) ในปี 53 เป็นผลมาจากสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นมีความตึงเครียด ลักษณะการล่าแม่มดจะเป็นการนำเอาข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อจริง ที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน ช่องทางติดต่อของเป้าหมายซึ่งมักไม่ใช่บุคคลสาธารณะแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหรือถูกกล่าวหาว่าละเมิดสถาบันกษัตริย์มาเผยแพร่ เพื่อให้แฟนเพจกดดันหรือประณาม แต่ก็มีการเสียบประจานกลับจากฝ่ายผู้ถูกล่าหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเพจ SS โดยการกล่าวหาว่าใครเป็นแอดมินเพจ SS เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเช่นนี้กระจายไปถึงประเด็นอื่นๆ เช่น การปกป้องรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ รวมมาถึงเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยก็เสียบประจานผู้ที่เห็นต่างหรือด่าทอรัฐบาล รวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วย เช่น กรณี แอร์โฮสเตสสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก โพสต์ในเฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจเมื่อพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเครื่องบิน เพราะไม่พอใจที่การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ต้องเลิกไปในเวลาอันรวดเร็วเมื่อวันที่ 24 พ.ย.55 หลังจากนั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมองว่ามีการนำเอาข้อมูลการเดินทางของ น.ส.แพทองธาร บางส่วน มาเผยแพร่ด้วย ทำให้มีผู้เรียกร้องให้ปลดแอร์ฯ คนดังกล่าว เนื่องจากเปิดเผยข้อมูลลูกค้า และในเวลาต่อมาแอร์ฯ คนดังกล่าวได้ลาออกจากสายการบินคาเธ่ย์ฯ

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เปิดข้อมูล “จุลสิงห์-ชัยเกษม” นั่งรัฐวิสาหกิจรับทรัพย์อู้ฟู่ นักวิชาการหวั่นเอื้อประโยชน์


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์20 มิถุนายน 2556 15:42 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาพจากแฟ้ม)

จุลสิงห์ วสันตสิงห์ (ภาพจากแฟ้ม)

ชัยเกษม นิติสิริ (ภาพจากแฟ้ม)

เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย เผยอัยการนั่งเก้าอี้รัฐวิสาหกิจมากสุด 10 คน “จุลสิงห์-ชัยเกษม” รับรายได้หลักล้าน นักวิชาการหวั่นเอื้อประโยชน์ เวลาฟ้องร้องจะไม่เอาผิดตัวเอง ผิดเจตนารมณ์ รธน.ชัดเจน ร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และให้อัยการใช้ดุลพินิจ
      
       วันนี้ (20 มิ.ย.) เว็บไซต์เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย (Thailand Political Database) เปิดเผยการตรวจสอบข้อมูลการเมืองไทยล่าสุด โดยเป็นการเก็บรวบรวมจากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอัยการ www.cmiss.ago.go.th/director.php และข้อมูลจากรายงานประจำปี ย้อนหลัง 2553-2555 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พบสถิติว่า ในปี 2556 มีรายชื่ออัยการเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ (บอร์ดรัฐวิสาหกิจ) ดังนี้
      
       1. นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด, ประธานคณะกรรมการอัยการ ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ได้แก่ 1) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 2) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 3) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
      
       2. นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด, คณะกรรมการอัยการ ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ 1 แห่ง คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
      
       3. นายตระกูล วินิจฉัยภาค รองอัยการสูงสุด, คณะกรรมการอัยการ ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ได้แก่ 1) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 2) โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง
      
       4. นายเข็มชัย ชุติวงศ์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง ได้แก่ 1) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 2) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
      
       ทั้งนี้เมื่อมีการย้อนข้อมูลไปในอีก 3 ปี ย้อนหลังคือตั้งแต่ปี 2553-2555 ยังพบข้อมูลอัยการหลายคนเข้าไปดำรงตำแหน่งในกรรมการรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง (ดังตารางแนบท้าย) โดยเฉพาะในปี 2553 อัยการที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีทั้งหมดจำนวน 6 คน คือ นายชัยเกษม นิติสิริ, นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์, นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ, นายวิชาญ ธรรมสุจริต, นายอรรถพล ใหญ่สว่าง และนายวีระชัย คล้ายทอง ซึ่งทั้ง 6 คนนี้ ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป
      
       โดยอัยการที่ได้รับค่าตอบแทนรวมมากที่สุด คือ นายชัยเกษม นิติสิริ ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง (บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ) ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งหมด 3,203,732.18 บาท รองลงมาคือ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน)) ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งหมด 954,709.8 บาท และอันดับ 3 คือ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง (การไฟฟ้านครหลวง, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)) ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งหมด 766,913 บาท
      
       หรือในปี 2554 มีอัยการทั้งหมดจำนวน 10 คน อัยการที่ได้รับค่าตอบแทนรวมมากที่สุด คือ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งหมด 4,902,731.65 บาท รองลงมาคือ นายชัยเกษม นิติสิริ ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งหมด 1,483,531.36 บาท และอันดับ 3 คือ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ ได้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ขนส่ง จำกัด และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งหมด 1,348,825.81 บาท
      
       แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 255 วรรคหก ระบุว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการเป็นที่ปรึกษาหรือดำรงตำแหน่งอื่นในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันมิให้พนักงานอัยการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ แต่หากได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการก็สามารถทำได้ และกรณีของนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ที่ได้เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 4 แห่ง ตามรายงานประจำปี 2554 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้น พบว่าระยะเวลาการดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้ทับซ้อนกันเกิน 3 แห่ง จึงไม่ผิดตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 7 ที่กำหนดว่า ผู้ใดจะดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจเกินสามแห่งมิได้
      
       ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (ส.ส.ร.50) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระในปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการของแผ่นดิน (ยกฐานะจากการเป็นส่วนราชการ) อีกทั้งต้องการให้พนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงห้ามมิให้พนักงานอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นใด โดยเฉพาะการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น ถ้ากรรมการหรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจกระทำผิดกฎหมาย หน่วยตรวจสอบหรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายก็ต้องเสนอเรื่องผ่านสำนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาฟ้องร้องผู้กระทำผิดต่อศาล ถ้าหากพนักงานอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดเสียเอง จะไม่ฟ้องร้องเอาผิดกับตัวเอง
      
       ส่วนที่มากรณีรัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีข้อยกเว้นให้คณะกรรมการอัยการสามารถให้ความเห็นชอบให้พนักงานอัยการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้นั้น ศ.ดร.จรัสระบุว่า ก็เพราะในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้รับการชี้แจงจากสำนักงานอัยการสูงสุดว่า พนักงานอัยการอาจจำเป็นต้องเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจบางแห่ง เพราะมีบทบัญญัติในกฎหมายรัฐวิสาหกิจกำหนดให้พนักงานอัยการเป็นกรรมการโดยตำแหน่งไว้ ถ้าพนักงานอัยการเป็นกรรมการไม่ได้ กรรมการรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นก็จะไม่ครบองค์คณะ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ หากจะให้ดำเนินการได้ก็ต้องไปแก้กฎหมายรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา ฉะนั้นจึงเสนอให้มีข้อยกเว้นไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ดังเช่นที่ว่าข้างต้น
      
       “แต่ในทางปฏิบัติดูเหมือนคณะกรรมการอัยการฯ จะใช้ดุลพินิจตามข้อยกเว้นนี้ ให้ความเห็นชอบให้พนักงานอัยการไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และเนื่องจากองค์กรอัยการมีอิสระ จึงไม่มีองค์กรใดสามารถทักท้วงหรือยับยั้งการใช้ดุลพินิจที่ว่านี้ได้ เว้นแต่จะมีผู้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการอัยการฯ ที่ว่านี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมายังเคยไม่มีองค์กรใดนำเรื่องนี้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด (จะเสนอเรื่องเมื่อใดก็ได้) จึงกล่าวได้ว่า การบังคับใช้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์” ศ.ดร.จรัสกล่าว
      
       พร้อมกันนี้ TPD ยังได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า บุคคลที่ได้รับค่าตอบแทนรวมสูงสุดจากการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 1 แห่ง ประจำปี 2554 คือ นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ก็ยังเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ค่าตอบแทนรวม 2,720,000.00 บาท รองลงมา คือ นายวัชรกิติ วัชโรทัย และนางเบญจา หลุยเจริญ ซึ่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ค่าตอบแทนรวม 2,700,000.00 บาท และนายสุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ค่าตอบแทนรวม 2,680,000.00 บาท
      
       
บุคคลที่ได้รับค่าตอบแทนรวมสูงสุดจากการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ 1 แห่ง

      
       
 ประจำปี 2553 ประจำปี 2554 
ลำดับที่รายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจค่าตอบแทนรวม (บาท)รายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจค่าตอบแทนรวม (บาท)
1นายณอคุณ สิทธิพงศ์3,340,410.96นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา2,720,000.000
2นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ2,674,838.71นายวัชรกิติ วัชโรทัย2,700,000.00
   นางเบญจา หลุยเจริญ 
3นายวัชรกิติ วัชโรทัย2,660,000นายสุรพล นิติไกรพจน์2,680,000.00
 นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ   
4นายนนทิกร กาญจนะจิตรา1,965,013.7นายฌอคุณ สิทธิพงศ์2,663,207.22
 นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา   
 นายปิยวัชร นิยมฤกษ์   
5นายสุรชัย ธารสิทธิพงษ์885,062.2นายนริศ ชัยสูตร2,467,799.38
6นายคณิศ แสงสุพรรณ814,579.91นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ2,284,191.78
7นายบรรยง พงษ์พานิช769,579.91นายภูษณ ปรีย์มาโนช2,281,232.88
 นายวีระวงศ์ จิตต์มิตรภาพ   
8นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์744,948.24นายสมหมาย โค้วคชาภรณ์2,117,940.32
9นายแล ดิลกวิทยรัตน์737,500นายอำพน กิตติอำพน2,062,687.46
10นายอภิพร ภาษวัธน์732,660.3นายพิชัย ชุณหวชิร2,030,711.45

      
       สำหรับข้อเสนอแนะของเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย ได้แก่
      
       1.ให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบกิจการรัฐวิสาหกิจ เช่น สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และปปช. ควรปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยการตรวจสอบและประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการอัยการในการใช้ข้อยกเว้นตามมาตรา 255 ว่าชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ tpd ได้ประมวลข้อมูลพื้นฐานส่วนหนึ่งไว้แล้ว น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการเริ่มต้นในเรื่องนี้ได้
      
       2.ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการอัยการ ควรใช้ดุลพินิจในเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรอัยการดำรงรักษาความเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ ได้อย่างสง่างาม เป็นที่เชื่อถือของประชาชน ต้องไม่ใช้ข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญ เป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ควรตรวจสอบตนเองก่อนที่จะให้องค์กรอื่นๆ เข้ามาตรวจสอบ
      
       3.หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ควรตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักการธรรมาภิบาลวิสาหกิจ (Corporate governance) ที่ยึดถือกันเป็นสากล เช่น ไม่ให้พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (ปลัดกระทรวง อธิบดี ฯลฯ) ข้าราชการบำนาญ และบรรดาพรรคพวกของรัฐมนตรีและนักการเมือง เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแบบผูกขาด และรับค่าตอบแทนและผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจปีละหลายล้านบาท โดยอ้างว่าเข้าไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ แต่ที่จริงแล้วก็ปล่อยให้รัฐวิสาหกิจเอาเปรียบผู้บริโภค คอร์รัปชั่น ขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ อย่างที่เห็นๆ กัน
      
       4.อันที่จริง ถ้าอ้างว่าข้าราชการเหล่านี้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อจะเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของรัฐจริงๆ ข้าราชการเหล่านี้ก็ไม่ควรมีสิทธิรับผลประโยชน์ใดๆ จากตำแหน่งหน้าที่กรรมการรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประชุม โบนัส หรือผลประโยชน์อื่นๆ เพราะท่านเหล่านี้ได้รับเงินเดือนจากตำแหน่งราชการอยู่แล้ว การรับผลประโยชน์จากตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจอีกทางหนึ่ง จึงน่าจะถือว่าเป็นการรับประโยชน์โดยไม่ชอบ
      
       5.สำหรับกรรมการฯ ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ ก็ควรกำหนดกรอบของการให้ผลประโยชน์ตอบแทนกรรมการรัฐวิสาหกิจให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอสม ไม่ควรให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเบี้ยประชุม โบนัส ฯลฯ ให้กรรมการคนละ 3-5 ล้านบาทต่อปี เพราะไปกำหนดให้จ่ายตามสัดส่วนของผลกำไร ต้องเข้าใจว่ากำไรของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการทำธุรกิจผูกขาด หรือไม่ก็มาจากการขุดทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไปขาย โดยรัฐเก็บค่าภาคหลวงเพียงเล็กน้อย ต้นทุนต่ำ กำไรก็ต้องสูงเป็นธรรมดา เงินและทรัพย์สินที่รัฐวิสาหกิจนำไปเป็นทุนดำเนินการจำนวนมหาศาล ก็เป็นเงินและทรัพย์สินของรัฐทั้งสิ้น ไม่ใช่เป็นเงินทุนของผู้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ (ท่านเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดังเช่นกรรมการอำนวยการของบริษัทเอกชน) สรุปแล้วกำไรที่ได้นั้น ไม่ได้เกิดจากฝีมือของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ และกรรมการฯ ก็ไม่มีสิทธิรับประโยชน์จากกำไรนั้นโดยตรงแต่อย่างใด หลักการจ่ายโบนัสและผลประโยชน์แก่กรรมการรัฐวิสาหกิจตามสัดส่วนกำไร จึงไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
      
       6.นอกจากนั้น กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ก็ควรยึดหลักความโปร่งใส เปิดเผยต่อสาธารณชนให้มากที่สุด นอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์ในเรื่องความรู้ความสามารถและหลักแห่งการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการสรรหาคณะกรรมการอำนวยการขององค์กรสาธารณะโดยทั่วไป เช่น หน่วยงานที่มีหน้าที่สรรหาฯ ควรประกาศให้สาธารณชนทราบถึงการรับสมัคร การสรรหา และผลการสรรหาคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ เป็นต้น ไม่ควรใช้วิธีการสรรหากันเองภายในหน่วยงาน และเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นอันเสร็จ ดังที่ปฏิบัติกันมา เพราะวิธีนี้เปิดช่องให้มีการแต่งตั้งพวกเดียวกันเอง ทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของข้าราชการกลุ่มเล็กๆ และเป็นเครื่องตอบแทนทางการเมืองของบรรดานักการเมือง อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้