PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท

การบริหารเงินสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท


ช่วงหลังๆ มานี้ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษา น้องๆ ที่รู้จักกันหลายคน เกี่ยวกับการบริหารเงินครับ วันนี้พอมีแรง เลยขอเล่าให้ฟังสักหน่อย ขอเริ่มที่คนทำงานกินเงินเดือน มีรายได้ 15,000 บาทก่อน สาเหตุที่เริ่มที่ 15,000 บาทเพื่อให้พ้องกับเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับคนจบ ป. ตรี ที่ได้ยินกันมาอย่างหนาหูครับ ก่อนจะอ่านรายละเอียดต่อไป ผมขอบอกก่อนว่า สิ่งที่ผมจะเขียนนี้ เป็นแนวความคิดของผมเอง แต่ละคนอาจมีข้อจำกัด หรือค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ ที่ต่างไปจากนี้ ก็ขอเชิญประยุกต์เอาตามชอบใจครับผม
ก่อนอื่น สำหรับคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ขอให้ตั้งกฎกับตัวเองดังนี้ครับ
ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นหนี้
สาเหตุที่ต้องตั้งกฎแบบนี้ เพราะสมัยนี้ สิ่งยั่วตายั่วใจมันเยอะเหลือเกิน ทั้งเรื่องกิน เที่ยว shopping แถมธนาคารต่างๆ ก็ยังอนุมัติบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ให้เราอย่างง่ายดาย ผมเขียนแบบนี้เพราะเป็นคนหนึ่งที่เคยติดหนี้บัตรเครดิตมาก่อน เต็มวงเงิน 2 ใบ ใบละ 45,000 บาท (15 ปีที่แล้ว สมัยโน้นดอกเบี้ยประมาณ 27% หรือ 29% จำไม่ได้) สุดท้าย แก้ไม่ออก คุณพ่อรู้เข้า มาปลดหนี้ให้ แล้วก็ทำงานใช้พ่อ เคยมีน้องบางคนบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ทราบเรื่อง แล้วก็บอกว่าหนี้ตัวเอง ต้องไปใช้เอง รับผิดชอบเอง เป็นแนวคิดแบบหนึ่งครับ ส่วนคุณพ่อผมคิดต่างออกไป ท่านบอกว่าจะไปเสียดอกให้ธนาคารทำไม ถ้าอยากรับผิดชอบให้มาผ่อนพ่อแทน จ่ายดอกให้พ่อก็ได้ เงินทองไม่รั่วไหลอยู่ภายในครอบครัว และลองคิดจริงๆ คุณพ่อผมเอาเงินไปลงทุนอื่นๆ ก็ยากจะได้ผลตอบแทน 27%-29% นะ
อย่างไรก็ตาม เจ้าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่เสียไป สำหรับผม มันเป็นเรื่องรองครับ เรื่องหลักจริงๆ ในมุมมองผมคือ การติดหนี้ ทำให้เราเสียสมาธิ พะวักพะวง ต้องคอยเอานู้นมาโปะเงินนี้ บัตรโน้นมาโปะบัตรนี้ สินเชื่อนี้ไปแปะอันนั้น วันๆ ไม่ต้องทำอะไรเพราะต้องมาบริหารหนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ สมาธิที่เสียไป มีผลอย่างยิ่งยวดกับการทำงาน คนเงินเดือน 15,000 เพิ่งเริ่มทำงานผมบอกได้เลยว่า ถ้าตั้งหลักกับการทำงานได้ดี ไม่ต้องวอกแวกเรื่องอื่น แต่ใช้สมาธิกับงาน ดูว่าเราชอบงานหรือเปล่า ความถนัดเราตรงกับงานที่ทำไหม ถ้าตั้งลำได้แล้ว ฝึกฝนพัฒนาทักษะ ให้ทำงานได้เก่ง ได้เร็ว ได้ครบถ้วน เราจะได้ขยับขึ้นไปในกลุ่มเงินเดือนที่สูงกว่าได้เร็วครับ พอเงินเดือนสูงขึ้นอีกหน่อย เราก็มีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้นเอง อย่าไปเสียสมาธิเพราะหนี้ที่เราก่อ
เอาล่ะ นอกจากไม่เป็นหนี้ ผมแนะนำการบริหารเงินดังนี้ครับ ดูรูปประกอบด้วยก็ได้ครับ เรียงตามลำดับก่อนหลัง
  1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – ถ้าบริษัทของเรามี ผมแนะนำให้ทุกๆคน เลือกให้เขาหักสูงสุดครับ อาจจะ 3% หรือ 5% ก็สุดแท้แต่ สิ่งที่สำคัญคือ เขาหักไป บริษัทจะสมทบให้อีกเท่ากัน เช่นหักไป 3% หรือ 450 บาท บริษัทจะสมทบให้อีก 450 บาท แต่ถ้าให้หัก 5% 750 บาท เราก็ได้อีก 750 บาท เพราะฉะนั้น ยิ่งให้หักมาก เรายิ่งได้เงินมากครับ ส่วนนี้เป็นส่วนเงินออมแรกเลยที่ควรให้หักไปครับ นอกจากได้สมทบเยอะ ยังช่วยเราออมเงินได้อีกด้วย ส่วนประกันสังคม ไม่ต้องพูดถึง เพราะโดนหักอยู่แล้วอัตโนมัติ
  2. เงินออม / ให้พ่อแม่ – คนที่ต้องให้พ่อแม่ ส่วนใหญ่จะหักให้ไปก่อนอยู่แล้ว แต่เจ้าเงินออมเนี่ยสิครับ หลายๆ คน เอาไว้ทีหลัง คือมีเหลือเท่าไรค่อยเก็บ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า มันจะไม่เหลือ … เพราะฉะนั้นถ้าอยากออมเงินจริง เงินเดือนออกปุ๊บให้รีบหยอดกระปุกเลยครับ แนะนำให้หาบัญชีฝากประจำ แบบสะสมเท่ากันทุกเดือน จะได้ดอกเบี้ยสูงหน่อยด้วยครับ (ผมยังไม่แนะนำการลงทุนอื่นๆในขั้นนี้ เพราะเงินมันยังน้อยอยู่ครับ ลงทุนไปก็ปวดหัวต้องมาคอยเป็นห่วงว่าเงินลงทุนไปถึงไหนแล้ว เสียสมาธิกับการทำงานอีก)
  3. ค่าใช้จ่ายประจำ – ตรงนี้ล่ะครับ บอกได้เลยว่าคน กทม. ที่อยู่กับครอบครัว กับคน ตจว. ที่มาเช่าห้องอยู่ ค่าใช้จ่ายต่างกันฟ้ากับเหวครับ คนอยู่หอ เดือนหนึ่งโดนประมาณ 5,000 แน่ๆ ค่าใช้จ่ายนี้ ถ้าลดได้ ผมแนะนำให้ลด เช่น ค่าหอ ให้หา รูมเมทมาแชร์ คิดง่ายๆ ค่าหอ 4,000 ถ้าได้รูมเมทมาแชร์ครึ่งหนึ่ง เราจะมีเงินไว้เก็บ หรือไว้ใช้อีก 2,000 ต่อเดือนแน่ะ ทีนี้ถ้าใครบอกไม่เอาชอบความเป็นส่วนตัว ก็ให้ลองคิดดูว่า ค่าความเป็นส่วนตัว คุ้มกับ 2,000 ต่อเดือนหรือเปล่า ส่วนค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 1,500 คงไม่ต้องบอก ประหยัดได้ก็ประหยัด มันก็จะลดลงไปเองครับ ส่วนค่าเดินทาง ผมเอามาอยู่หมวดเดียวกัน เพราะผมว่าตรงนี้ มันควรคิดคำนวณด้วยกันเป็นภาพรวมครับ เช่น ถ้าเรายอมจ่ายค่าหอแพงหน่อย เพื่อให้อยู่ใกล้ที่ทำงานขึ้น ประหยัดค่าเดินทาง สุทธิแล้ว ค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน แน่นอนเราอยู่ใกล้ที่ทำงานย่อมดีกว่าครับ นี่ยังไม่รวม เวลาเดินทางที่จะใช้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มพลังในการทำงานอีกนะครับ ความเห็นผม อยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้ารวมค่าเดินทางกับค่าหอแล้วต่างกันไม่มาก อยู่ใกล้ดีกว่าครับ มีเวลา สมาธิ ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งจะเอาเวลาว่างมาหารายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับคนที่ไม่ต้องจ่ายค่าหอ ผมขอให้มองเพื่อนๆ ที่มีภาระค่าหอครับ ถ้าเขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ เงินส่วนต่างตั้ง 4,000 บาทนั้น ผมแนะนำให้ออมมากขึ้นสัก 1,000-2,000 ต่อมาดูว่ามีวิธีไหนไหมที่จ่ายค่าเดินทางมากขึ้นอีกหน่อย แต่ประหยัดเวลาเดินทางได้ เช่น เปลี่ยนจาก รถเมล์เป็นรถไฟฟ้า หรือพี่วินฯ เก็บพลังงานเราไว้ใช้ในการทำงานครับ สุดท้ายที่เหลือก็เอาไปกิน เที่ยวตามใจชอบครับ
  4. ค่าข้าว ค่าน้ำ – รวมอยู่ด้วยกันครับ คำแนะนำคือ พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายรายวันนี้ให้อยู่ในงบ พึงระลึกไว้ว่า เงินที่เหลือถัดไปจากก้อนนี้ คือ งบ shopping และเที่ยวแล้วครับ ถ้าประหยัดตรงนี้ได้ จะมีเงินเหลือให้ช้อป กินดื่มได้มากขึ้น สำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้น ผมแนะนำให้ห่างไกลสิ่งเหล่านี้ครับ
    • กาแฟ ชานมไข่มุก แก้วละ 40 บาท ถึง 140 บาท ไว้รวยแล้วค่อยกินครับ กินกาแฟฟรีใน office ไปก่อน ถ้าเรากินกาแฟแก้วละ 50 ทุกวัน 20 วันต่อเดือน จะเป็นเงิน 1,000 บาทครับ มีค่าเท่ากับ ปาร์ตี้มันส์ๆ 1 ครั้ง บวกกับเสื้อผ้า แพลตตินัม 2 ชิ้นขึ้นไป อีกตัวเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ง่วง แทนกาแฟ ได้ ผมแนะนำ หมากฝรั่งครับ 1 กล่อง 10 บาท มี 9 เม็ด กินได้ 2 วัน เฉลี่ยวันละ 5 บาท แก้ง่วงได้ แถมยังเพิ่มออกซิเจนให้สมองด้วยครับ
    • บุหรี่ ทั้งทำร้ายสุขภาพและกระเป๋าสตางค์
    • อาหารกลางวันมื้อแพงๆ ถ้าไปกินกับพี่ๆ ที่ทำงาน ให้พี่ๆ มันจ่ายไปครับ ถ้าพี่ไม่เลี้ยง วันหลังไม่ต้องไปกิน เราเงินเดือน 15,000 พี่เงินเดือน 50,000 การใช้ชีวิตไม่เหมือนกันอยู่แล้ว จะให้ไปกินแพงๆ มื้อละ 100-200 ขึ้นไป พี่ต้องเลี้ยง!
สุดท้ายคือเงินเหลือ เที่ยว shopping – เคล็ดลับของเรื่องนี้ คืออย่างนี้ครับ
คนทั่วไป มักจะเที่ยว shopping ตอนต้นเดือน ทันทีที่เงินเดือนออก แล้วพอปลายเดือนค่อยกินแกลบ
ผมแนะนำกลับกัน เงินเดือนออกปั๊บ
ออมก่อน ใช้จ่ายประจำก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ ตอนปลายเดือน ค่อยเที่ยว ค่อย shop เท่านั้น
สมมติเงินเดือนออกวันที่ 31 แทนที่จะ shop วันที่ 31, 1, 2, 3 เราหันมา shop วันที่ 30 แทนดีกว่าครับ ใช้ให้มันหมดไปเลยก็ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นเงินใหม่จะมาแล้ว เป็นวัยรุ่นมันต้องเที่ยวต้อง shop บ้าง อย่าไปฝืน อย่าไปทำให้ชีวิตมันลำบากยากแค้นมากนัก หาความสุขความสบายใส่ตัวบ้าง เพื่อให้เราไม่รู้สึกกดดันกับชีวิตและการเงิน และเราจะมีสมาธิกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ
สุดท้าย ดูจากตาราง เราจะเห็นได้ว่า เฮ้ย จำนวนวันในแต่ละเดือนมีความสำคัญนะ เห็นอย่างนี้เราคงรักเดือน กุมภาฯ เพิ่มขึ้นอีก และเราคงรักเดือนที่มี 30 วันมากกว่า เดือนที่มี 31 วัน มากขึ้นอีกหน่อย ขอให้สนุกกับการบริหารเงินครับ

จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?

จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์16 เมษายน 2557 19:01 น.
       จับตาคำสั่ง ศอ.รส. เรียกประชุมปลัดกระทรวง 17 เม.ย. นี้ อาจเจออุปสรรคครั้งใหญ่ วงในลือบิ๊กข้าราชการอาจใช้โอกาสนี้รวมตัว ตอบโต้รักษาการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ลุแก่อำนาจก้าวก่ายงานประจำ แถมรัฐธรรมนูญระบุรักษาการโยกย้ายไม่ได้ ปลุกพลังข้าราชการคือลูกจ้างประชาชน ไม่ใช่ลูกจ้างนักการเมือง ด้าน กปปส. แจงที่เดินสายไปหน่วยงานรัฐ เพราะผู้ใหญ่ในกระทวงกวักมือเรียก ขณะที่ข้าราชการเชื่อ “ปู-เพื่อไทย” ใกล้อวสาน ทำให้ข้าราชการออกอาการ “กูไม่กลัวมึง” อีกต่อไป!
จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?
      
       ในระหว่างที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย กปปส. ต่างต้องรอผลการชี้ขาดของคดีทั้งจากการชี้มูลความผิดของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว ที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. และคดีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทั้ง 2 คดีนี้จะชี้เป็นชี้ตายถึงสถานภาพของนางสาวยิ่งลักษณ์
      
       การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อ 5 เมษายน 2557 ได้มุ่งโจมตีไปที่คำกล่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถึงการประกาศตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยมีการรับลูกกันอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ที่จะดำเนินการทางกฎหมายในข้อหากบฏกับนายสุเทพ หรือการรับลูกของกรมสอบสวนคดีพิเศษและศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
      
       ทั้ง นปช. คนเสื้อแดง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ศอ.รส. กำลังสาละวนเอาผิดกับนายสุเทพเรื่องรัฏฐาธิปัตย์อยู่นั้น เลขาธิการ กปปส. กลับเดินหมากรุกด้วยการเดินสายเชิญชวนข้าราชการกระทรวงต่างๆ เข้าร่วมกับการปฏิรูปประเทศไทย
      
       เริ่มจาก 8 เมษายนเดินสายไปกระทรวงยุติธรรมและได้เข้าพบนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม วันรุ่งขึ้น 9 เมษายนเดินทางไปที่กระทรวงกลาโหม และได้เข้าหารือกับพลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม
      
       เดินหมากสกัด กปปส.
      
       ในวันเดียวกันนั้นศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกมาแถลงตำหนินายสุเทพ และปลัดกระทรวงยุติธรรม ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะปลัดกระทรวงยุติธรรมมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ
      
       พร้อมยกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 43, 81 และ 82 ได้กำหนดให้ข้าราชการมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ และต้องไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง
      
       ข้าราชการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
      
       อีกทั้งนายสุเทพ และแกนนำ กปปส. ถูกดำเนินคดีในคดีพิเศษถึง 58 คน และมีหมายจับอยู่อีกด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรมควรจะแจ้งให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมดำเนินคดีนายสุเทพกับพวก ไม่ใช่การให้การต้อนรับ
      
       ดังนั้น ศอ.รส. จึงกำหนดเรียกเชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงมาประชุมเพื่อกำชับ ตักเตือน และทำความเข้าใจต่อการปฏิบัติในเรื่องเช่นนี้ ในวันที่ 17 เมษายน 2557 เวลา 14.00 น. และกำหนดว่าปลัดกระทรวงทุกคนต้องมาเข้าประชุมด้วยตนเอง
      
       นี่คือการถอยกลับมาเพื่อรับมือกับ กปปส. ของฝ่ายรัฐบาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้เทน้ำหนักไปที่เรื่องรัฏฐาธิปัตย์
      
       เช็กข้าราชการแตกแถว
      
       แต่คำตำหนิปลัดกระทรวงยุติธรรมดูเหมือนจะไร้ความหมาย เมื่อ กปปส. เดินหน้าไปที่สำนักชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 10 เมษายน และเข้าพบนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุ่งขึ้น 11 เมษายน เข้าพบนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
      
       ทุกที่ที่นายสุเทพเดินทางไปนอกจากจะได้พบกับหัวหน้าข้าราชการระดับสูงของกระทรวงแล้ว ยังมีข้าราชการออกมาให้การต้อนรับ อาจจะมีเพียงที่กระทรวงกลาโหมเท่านั้นที่พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นคนของสายพรรคเพื่อไทย
      
       ปฏิบัติการเช็กกำลังของพรรคเพื่อไทยจึงเริ่มขึ้นที่กระทรวงยุติธรรม ในวันที่ 11 เมษายน โดยนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดให้ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม รดน้ำดำหัวเนื่องในวันสงกรานต์ วันดังกล่าวปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่ได้เดินทางมาร่วมงาน แจ้งว่าป่วยกะทันหัน นอกจากนี้คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และพันตำรวจเอกดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมงาน
จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?
หนังสือเชิญปลัดกระทรวงประชุมจาก ศอ.รส.
      
       ข้าราชการไม่ร่วมมือรัฐหมดสภาพ
      
       “เรียนตามตรงว่าที่กระทรวงสาธารณสุข และที่กระทรวงยุติธรรมนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้บริหารและข้าราชการส่วนใหญ่ในกระทรวงมีแนวคิดอย่างไร และกระทรวงอื่นที่ไปนั้นส่วนใหญ่ก่อนที่จะไปก็ต้องประสานงานกันไว้ล่วงหน้าแล้วทั้งนั้น บางกระทรวงก็แจ้งกลับมาว่ายังไม่พร้อมที่จะให้ กปปส. เดินทางไป แต่ท่าทีของข้าราชการเหล่านั้นเห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูป” หนึ่งในแกนนำ กปปส. กล่าว
      
       นาทีนี้รัฐบาลยังกุมความได้เปรียบทางด้านกฎหมายในเรื่องรัฐบาลรักษาการ ที่จะต้องอยู่จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ยิ่งการเลือกตั้งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ ยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการยาวนานขึ้น ขณะที่ฝ่ายต่อต้านต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ก็ติดขัดในเรื่องดังกล่าว
      
       ดังนั้นทางออกที่จะทำให้รัฐบาลรักษาการประสบปัญหาในการทำงานมากขึ้น คือ ต้องทำให้เครื่องมือของรัฐหยุดทำงาน จักรกลที่สำคัญที่สุดคือข้าราชการ
      
       ประกอบกับในเวลานี้รัฐบาลกำลังตกอยู่ในสถานะลำบาก เนื่องจากการตัดสินคดีความทั้งทุจริตจำนำข้าวและการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ใกล้จะมีคำตัดสินออกมา และเมื่อประเมินแนวโน้มแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่คำตัดสินนั้นอาจทำให้รัฐบาลต้องพ้นสภาพไป
      
       จุดอ่อนรัฐบาลรักษาการ
      
       อีกทั้งยังมีปัจจัยทางด้านกฎหมายที่ระบุว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180(2) อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
      
       คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะ (1) ไม่กระทำการอันเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
      
       ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้จึงทำให้กลุ่ม กปปส. เดินเครื่องรณรงค์ข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ ให้เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปประเทศและออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. เพราะแม้จะมีข้าราชการระดับสูงอย่างปลัดกระทรวงออกมาให้การต้อนรับ กปปส. แต่ภายใต้รัฐบาลรักษาการนั้นไม่สามารถที่จะโยกย้ายข้าราชการในระดับนี้ได้สะดวก เหมือนเมื่อครั้งเป็นรัฐบาลปกติ หรือแม้จะขอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็คงไม่ง่าย เมื่อมุมมองของรัฐบาลกับ กกต. ที่ผ่านมามักไม่เห็นตรงกัน
      
       ที่สำคัญหากจะย้ายข้าราชการในลำดับที่รองลงไปก็ต้องกระทำการผ่านระดับปลัดกระทรวง หากปลัดกระทรวงไม่ดำเนินการต่อ รัฐบาลก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้
      
       หากปล่อยให้ กปปส. ออกรณรงค์ข้าราชการกระทรวงอื่นๆ ที่เหลือ ย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะถ้าข้าราชการทั้งหมดพร้อมใจกันที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีสถานะความเป็นรัฐบาลอีกต่อไป
      
       ดังนั้น ศอ.รส. จึงต้องนัดทำความเข้าใจกับข้าราชการระดับปลัดกระทรวงในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อสกัดกั้นการปฏิเสธคำสั่งของรัฐบาลจากข้าราชการกระทรวงต่างๆ และเป็นการเช็กแถวข้าราชการกระทรวงต่างๆ ว่าใครยังพร้อมที่จะยืนเคียงข้างรัฐบาลบ้าง
จับตาบิ๊ก ขรก.รวมพลตอบโต้-เมินคำสั่ง ศอ.รส.?
จดหมายเชิญปลัดกระทรวงประชุมจาก ศอ.รส.
      
       สวดรัฐบาลไม่เป็นกลาง
      
       ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงรายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตการนัดประชุมข้าราชการระดับปลัดกระทรวงวันที่ 17 เมษายนนี้ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในเวลานี้ถือเป็นการลุแก่อำนาจ โดยอ้างถึงให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่การเรียกประชุมข้าราชการระดับปลัดกระทรวงในวันที่ 17 นี้ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลางของรัฐบาลแล้ว
      
       การวางตัวของข้าราชการที่เป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนเรื่องความดีความชั่วนั้นข้าราชการวางตัวเป็นกลางไม่ได้ ต้องอยู่ในข้างที่ถูกต้อง สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่คือให้ข้าราชการยืนอยู่ข้างรัฐบาล เพื่อไม่ให้การตอบรับต่อข้อเรียกร้องของ กปปส.
      
       “เราไม่ได้เป็นลูกจ้างนักการเมือง เราเป็นลูกจ้างประชาชน ข้าราชการเป็นลูกจ้างประจำ ส่วนรัฐบาลเป็นลูกจ้างชั่วคราว ข้าราชการอย่างพวกเรา ไม่ได้ถูกจ้างมาให้เป็นข้าทาสบริวารของรัฐบาล เรามีหน้าที่รับใช้ประชาชน รับใช้ประเทศนี้ แม้ว่าระบบการทำงานเราจะต้องทำงานให้กับรัฐบาล แต่ก็ต้องทำเพื่อดูแลผลประโยชน์ของประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เราก็ต้องทำงานให้กับทุกฝ่าย”
      
       ดังนั้นในวันที่ 17 นี้ ทาง ศอ.รส. ที่เรียกประชุมข้าราชการในระดับอธิบดีคงกำกับข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือกับ กปปส. หรือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หากจะอ้างถึงการที่กลุ่ม กปปส. มีคดีความติดตัวนั้น ขณะนี้แกนนำของ กปปส. เป็นเพียงผู้ต้องหา ยังไม่ใช่นักโทษ
      
       ที่ผ่านมาข้าราชการก็พยายามทำอะไรที่ไม่ขัดใจต่อฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว เรื่องเหล่านี้พวกเรามีดุลพินิจเพียงพอ ในวันนั้นชัดเจนแล้วว่านายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อาจจะไม่มา และอาจมีมากกว่านี้อย่าง นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงอื่นๆ อาจมีการส่งระดับรองปลัดไปประชุมแทน หากปลัดกระทรวงไม่ไป ก็คงไม่โดนลงโทษอะไร เพราะรัฐบาลอยู่ในสถานะที่ง่อนแง่น และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการท้าทายต่อข้าราชการประจำ
      
       ตอนนี้ข้าราชการกระทรวงต่างๆ ต่างสอบถามเพื่อนต่างกระทรวงกันบนเครือข่ายออนไลน์มากว่าปลัดกระทรวงใดจะไปตามที่ ศอ.รส. นัดไว้หรือไม่ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ลุ้นกันของหมู่ข้าราชการไปแล้วว่าในวันดังกล่าวจะมีใครไปหรือไม่ไปกันบ้าง บางคนก็มีการพนันขันต่อกันระหว่างเพื่อนฝูง
      
       “ไม่แน่ ในอนาคตเราอาจได้เห็นการรวมตัวกันของปลัดกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโต้การใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาก้าวก่ายอำนาจของข้าราชการประจำ เพราะข้าราชการในระดับนี้ทุกท่านมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรถูกต้องเหมาะสมหรือไม่”
      
       แนะยึดมั่นความดี-ตรงไปตรงมา
      
       ข้าราชการระดับสูงรายนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติตนของข้าราชการในยุคนี้ว่า ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่หวังลาภ ยศ ตำแหน่ง พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ลาภ ผลประโยชน์ และต้องตอบสนองให้ถูกใจรัฐบาล อีกกลุ่มเป็นพวกที่ขัดใจ มักจะถูกเล่นงาน สั่งย้ายไปที่ต่างๆ หากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการย้าย จากที่หนึ่งไปยังพื้นที่กันดาร
      
       แต่นาทีนี้ด้วยความเป็นรัฐบาลรักษาการจึงมีข้อจำกัด การโอนย้ายข้าราชการระดับสูง ต้องขอต่อ กกต. ก่อน สถานะนี้ถือเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลรักษาการ
      
       ดีที่สุดในการปฏิบัติตนของข้าราชการ คือ มั่นใจคุณงามความดี หนักแน่น การวางตัว ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ให้คุณโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนเรื่องการออกไปร่วมชุมนุมถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล
      
       ข้าราชการเราอยู่กับข้อมูล อยู่กับแนวทางปฏิบัติของนักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาล พวกเขารู้ดีว่าอะไรถูกต้องหรือไม่ เดิมข้าราชการก็ไม่เอาด้วยกับรัฐบาลโกงหรือเผด็จการในทางประชาธิปไตยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิรูป แต่เขาเกรงใจรัฐบาล รักษามารยาทและวินัย หากรัฐบาลใจกว้าง หน่วยงานเขาก็ไม่ทำอะไร ไม่ออกไปให้การต้อนรับ กปปส. รัฐบาลก็ไม่เสียหายในเรื่องภาพลักษณ์ แต่นี่หวั่นไหวเกินไป ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลแย่ลง และจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ข้าราชการออกไปร่วมกับ กปปส. มากขึ้น
      
       การนัดหมายข้าราชการระดับปลัดกระทรวงครั้งนี้ น่าจะเป็นแนวคิดของกุนซือรัฐบาลที่เคยชินกับการสั่งข้าราชการให้อยู่ในอาณัติ อยู่ในโอวาท แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ เอ็นจีโอ ต่างเห็นด้วยกับการปฏิรูป คนที่ให้คำแนะนำรัฐบาลน่าจะเป็นการประเมินที่ผิดพลาด ดังนั้นดีที่สุดคือการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวแล้วสถานการณ์จะดีขึ้น

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

พระองค์ภาฯระทานสัมภาษณ์สด การจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) กับโทรทัศน์ Markiza กรุงบราติสลาวา

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ได้เสด็จไปยังสถานีโทรทัศน์ Markiza กรุงบราติสลาวา เพื่อทรงประทานสัมภาษณ์สดเกี่ยวกับการจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ในรายการ Teleráno ซึ่งเป็นรายการสารพันข่าวเช้า โดยมีเอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอซอร์ และเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ เข้าร่วมด้วย โดยในโอกาสนี้ ได้ทรงเชิญชวนให้คนท้องถิ่นทั้งที่พำนักในสโลวะเกียและประเทศใกล้เคียง ตลอดจนผู้ที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมชมงาน Thai Festival ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2557 ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ณ Incheba Exhitbition Center, Hall B กรุงบราติสลาวา เพื่อเรียนรู้และทำความรู้จักประเทศไทยในหลากหลายมิติทั้งศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว องค์ความรู้ในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ โดยกิจกรรมภายในงานจะประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประเทศไทย พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การสาธิตการปรุงอาหารไทย การสาธิตการสอนแกะสลักผักและผลไม้ การออกร้านจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าจากผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายธุรกิจ อาทิ เครื่องประดับ สินค้าประดับและตกแต่งบ้าน สุขภาพและความงาม ฯลฯ
( ขอบคุณภาพจาก : Royal Thai Embassy Vienna )

"ชัยเกษม" รมว.ยุติธรรม ชี้หากเกิดสุญญากาศ จะเสนอรบ.ทูลเกล้าตาม ม. 7 เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย

"ชัยเกษม" รมว.ยุติธรรม ชี้หากเกิดสุญญากาศ จะเสนอรบ.ทูลเกล้าตาม ม. 7 เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงทางออกหากเกิดสุญญากาศทางการเมือง กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคำร้องให้นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาฯสมช.ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นสภาพและคณะรัฐมนตรีถูกถอดถอน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 แต่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องอยู่รักษาการณ์ มาตรา 181 หากศาลไม่ให้นายกรัฐมนตรีและคณะอยู่รักษาการ ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถกระทำตามได้เพราะผิดกฎหมาย และหากครม.ลาออกก็เสี่ยงต่อการถูกแจ้งความดำเนินคดีได้ หากเป็นเช่นนี้จะเสนอรัฐบาลให้ทูลเกล้า ตามมาตรา 7 เพื่อขอให้พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ชี้แนะว่าจะทำอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและดึงท่านลงมาเล่นการเมือง แต่เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยให้มาช่วยแก้การเมือง เพื่อไม่ให้คนไทยฆ่ากันเอง และไม่ว่าใครจะเสนอขอทูลเกล้าฯ ก่อนหรือหลังก็เป็นพระราชวินิจฉัย โดยขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดต่อเมื่อศาลมีคำวินิจฉัย ซึ่งตนคาดการณ์ไปไกลก่อน ในท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ได้วินิจฉัยในทางที่เราคาดการณ์ว่าจะไม่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลก็เป็นได้

"หากศาลมีสายตายาวไกลก็ไม่ควรรับเรื่องนี้เอาไว้เพราะรู้อยู่แล้วว่านายกฯต้องรักษาการแม้จะพ้นสภาก็ตาม อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดระบุว่านายกฯ ใช้ดุลพินิจไม่ชอบนั้น ต่างจากประเด็นก้าวก่ายแทรกแซง ที่ศาลรัฐธรรมนุญจะวินิจฉัย และฝากไปถึงศาลให้คำนึงถึงจริยธรรมศาลและคำปฎิญาณตนที่เคยกล่าวไว้ " นายชัยเกษม กล่าวhttp://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU56SXlNVEkzTXc9PQ%3D%3D&subcatid


ไพศาล พืชมงคล:การรดน้ำป๋าเปรมวันนี้ของผบ.เหล่าทัพและรมช.กห.เป็นการลับกัน"ปู"รู้

เป็นแฟนเพลงกันก็ต้องบอกครับ งานขอพรสงกรานต์ป๋าเปรมวันนี้เป็นดังนี้ครับ
๑ กองบัญชาการกองทัพไทยและทุกเหล่่าทัพ รวมทั้งตำรวจนัดหมายกันเฉพาะและลับมีหนังสือขอเข้ารดน้ำอวยพรโดยไม่มีฝ่ายการเมือง ป่๋าอนุญาตและเนื่องจากคนมากจึงต้องไปจัดที่สโมสรทหารบกเก่าที่อยู่้ติดกันดังที่เห็น
๒ สมาคมชาวสงขลาบ้านเกิดป๋า และมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับป๋าและคนใกล้ชิด ขอรับพรและอวนพรป๋าที่บ้านสี่เสา

๓ รมช กลาโหม ขอเข้าอวยพรในนามของกรรมการโอลิมปิค 
เป็นอันว่าพลเอกยุทธศักดิ์ไม่ไปกับปู มาอวยพรป๋าแต่มาในฐานะเอกชนคือกรรมการโอลิมปิค
ดังนั้นบรรยากาศในท่ามกลางเหล่าทหารจึงชื่นมื่นและมีความหมายยิ่ง
ก็ดูกันเองว่าไผเป็นไผ ไผอยู่ข้างไหน "น่าเกรมขามแก่คนที่จะมาคิดค้ายต่อชาติบ้านเมืองของเรา" ไหมคร้าบเจ้านาย

(คลิป)ผบ.เหล่าทัพ รดน้ำป๋าเปรม เมษา 57





พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เปิดโอกาสให้พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำผู้บัญชาการเหล่าทัพพร้อมดัวยผู้บัญชากา­รตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจทหารชั้นผู้ใหญ่ เข้ารดน้ำอวยพร เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ หรือ ปีใหม่ไทย เมื่อ 11 เมษายน ที่สโมสรกองทัพบก สี่เสาเทเวศน์



26 สิงหาคม ปีนี้ ป๋าเปรม -พลอากาศเอก เปรม ติณสูลานนท์ อายุครบ 94 ปีแล้ว


ป๋าเปรม  จัดว่าเป็น แหล่งข่าว  ที่อายุมากที่สุด ในประวัติศาสตร์การทำข่าวการเมืองของนักข่าวไทย


เริ่มเป็นที่รู้จักเป็น แหล่งข่าว  ตั้งแต่ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี เมื่อ พ.ศ. 2511


ขยับเป็น แม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสานเมื่อ พ.ศ. 2517  เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง


ก่อนได้เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2520


ถัดมา อีก 1 ปี  ก้าวขึ้นสู่ ผู้บัญชาการทหารบก ในปี พ.ศ. 2521


บทบาท ป๋าเปรม  เริ่มจากยุคท็อปบู๊ต สู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ 

บทบาทของป๋าเปรม ยิ่งใหญ่สุด   เมื่อ ป๋าเปรม ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2531


ตลอด 8 ปี  บนเก้าอี้ นายกรัฐมนตรี   ป๋าเปรม อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์มาโดยตลอด


เพราะความที่ป๋า พูดน้อย  นักหนังสือพิมพ์เรียกพลเอกเปรมว่า  เตมีย์ใบ้


บางครั้ง ป๋าเปรม  ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นักข่าว  ป๋าจะตัดบทแบบง่ายๆ ว่า กลับบ้านเถิดลูก 


และฉายาหนึ่งที่นักข่าวรุ่นใหม่ ไม่ค่อยรู้จัก คือ ฉายา  นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายและกบฏ 9 กันยา


หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ  ปี 2531  กับคำพูดที่ว่า "ผมพอแล้ว"


เมื่อพ้นตำแหน่ง ในกองทัพมา 30 ปี  ในตำแหน่งปัจจุบัน คือ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ


บารมีของ ป๋าเปรม ก็ยังไม่หมดไป


ทุกวิกฤตการเมือง ชื่อของ ป๋าเปรม โผล่ขึ้นมาเสมอ 


ทั้งในฐานะ รัฐบุรุษผู้รักชาติ หรือ มือที่มองไม่เห็น



ล่าสุด ชื่อของ ป๋าเปรม ติดรายชื่อสำนักโพล บุคคลสำคัญที่อยากให้ทำหน้าที่คนกลาง เจรจาระหว่าง"ยิ่งลักษณ์"กับ"กำนันสุเทพ"


นักข่าวที่ทำข่าวป๋าเปรม ตายไปก็เยอะ เกษียณไปก็มาก  แต่ป๋ายังคงอยู่


เปรียบเทียบกับ คุณยุวดี ธัญญสิริ  ผู้สื่อข่าวอาวุโส ประจำทำเนียบรัฐบาล ทำข่าวป๋าเปรม ตั้งแต่เป็นสาว

จนปัจจุบัน เจ๊ยุ เกษียณไปจากบางกอกโพสต์แล้ว 


วันนี้ ป๋ายังอยู่    เจ๊ยุ ก็ยังอยู่

จะว่าไป เจ๊ยุ  ทำข่าวป๋าเปรม มาตลอด ครึ่งศตวรรษ


ขณะที่นักข่าวรุ่นใหม่ ที่เข้าสู่วงการ อายุต่ำสุด  ประมาณ 22-23 ปี


วันนี้ ป๋าเปรมอายุ 93  นักข่าวรุ่นใหม่อายุยี่สิบกว่า  ต้องเรียกว่า   เจ้าคุณปู่


นี่คือ ตำนานของ ทหารแก่ ไม่มีวันตาย

ที่มา : มติชน

ตำรวจขอให้ศาลอนุมัติหมายจับโกตี๋ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง

เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองปราบปราม ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลอนุมัติหมายจับนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ เรดการ์ด ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งได้มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความไว้เป็นจำนวนมากซึ่งความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงนี้ ผู้กระทำความผิดจะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
....ทั้งนี้ศาลจึงได้พิจารณาสำนวนคดี รวมทั้งพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่สืบสวนนำมาแสดง และเห็นพ้องกันกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ เรดการ์ด ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จริง ศาลจึงเห็นสมควรให้อนุมัติหมายจับนายโกตี๋ได้ทันที...


ปอกเปลือก โกตี๋ สัมพันธ์ลึก แดงใต้ดิน


ก่อนที่ "โกตี๋" จะดำดินในเวลานี้ มีความเคลื่อนไหวในจังหวัดทางภาคเหนือเมื่อไม่นานมานี้

ปลายเดือนมีนาคม 2557 โกตี๋มีแผนจะเปิดสถานีวิทยุเพื่อมวลชนคนแม่สอด ที่สถานีขนส่งของเอกชน แต่ถูกมวลชน กปปส.แม่สอด รวมตัวต่อต้านอย่างหนัก

ตามมาด้วยเหตุการณ์คนร้ายบุกยิงสถานีวิทยุชุมชนแห่งนั้น จึงทำให้ โกตี๋ สั่งยุติแผนการก่อตั้งสถานีวิทยุที่แม่สอด พร้อมให้ลูกน้องรื้อเสาอากาศลง และขนย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดไปเชียงราย

5 เมษายน 2557 โกตี๋เดินทางไปเชียงราย เตรียมการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน เพื่อสานต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยมี สุรชัย แซ่ด่าน และ ลุงยิ้มตาสว่าง เข้าร่วมในกิจกรรมระดมทุนครั้งนี้ด้วย
ถัดจากนั้น ก็มีคลิปโกตี๋ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวจากแคนาดา และถ้อยคำบางตอนในคลิปดังกล่าว กลายเป็นประเด็น "โกตี๋จาบจ้วงเบื้องสูง" ที่ถูกแชร์สนั่นโซเชียลมีเดีย

ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ จึงเปิดการแถลงข่าวกรณีโกตี๋ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว VICE News ว่า "เป็นเรื่องของภัยความมั่นคงอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐควรเร่งจัดการ เพราะหากปล่อยให้มีกระบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศย่อมเกิดความไม่มั่นคงในเรื่องการเมืองการปกครองอย่างแน่นอน"

ด้านฟากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงมีบัญชาให้ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ มีหนังสือถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เพื่อขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอและคลิปที่มีลักษณะที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ต่อกรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจพบการเผยแพร่คลิปวิดีโอทางอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 8 เมษายน ซึ่ง "โกตี๋" วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยมีข้อความเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นการล่วงละเมิดต่อสถาบันฯ และกองบังคับการกองปราบปรามได้รับคดีและคาดว่าจะขอศาลอนุมัติหมายจับได้ภายในวันที่ 11 เมษายนนี้

ย้อนไปดูความเคลื่อนไหวของ "โกตี๋" แกนนำเสื้อแดงกลุ่ม "เรดการ์ด เรดิโอ" ที่เป็นกลุ่มเล็กๆ มีฐานมวลชนไม่ได้มากมาย แต่เหตุใดสื่อในโลกตะวันตก จึงให้ความสนใจและเดินทางมาสัมภาษณ์โกตี๋บ่อยครั้ง

นอกจากการเป็นดีเจวิทยุชุมชนเสื้อแดงแล้ว ต้องยอมรับว่า โกตี๋เป็นพวก "นักรบไซเบอร์แดง" ที่เผยแพร่ข่าวสารและแนวคิดผ่านวิทยุออนไลน์ จึงทำให้คนเสื้อแดงในยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดา รู้จักชื่อเสียง "โกตี๋ แดงนอกคอก"

ยิ่งโกตี๋มาจับมือกับ "ลุงยิ้มตาสว่าง" ผู้ช่ำชองโซเชียลมีเดีย ยิ่งทำให้โกตี๋เป็นที่รู้จักของสาวกแดงฮาร์ดคอร์มากขึ้น

ที่สำคัญ โกตี๋ได้ทำงานร่วมกับ "กลุ่มมหาวิทยาลัยประชาชน" ที่มี ดร.เพียงดิน รักไทย และ ชูพงษ์ ถี่ถ้วน เป็นหัวขบวน

หลายคนน่าจะจำได้ ชูพงษ์ ถี่ถ้วน อดีตสานุศิษย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, อดีตนักเคลื่อนไหวแรงงาน และผู้ปลูกฝังแนวคิดต้านอำมาตย์ในกลุ่มแท็กซี่หมอชิต ตั้งแต่ปี 2549 โผล่ขึ้นมาเป็นแกนนำเสื้อแดงยุค นปก.

ก่อนหนีจากเมืองไทย ราวปี 2551 ชูพงษ์ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ อยู่แถวเมืองนนท์ ตั้งตัวเป็น "ศาสดา" เหมือนอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

ต้นปี 2554 ในการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง ชูพงษ์ปราศรัยจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงมีคนร้องเรียนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการกับชูพงษ์อย่างเด็ดขาด

8 มีนาคม 2554 ศาลออกหมายจับชูพงษ์ คดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์โดยการปราศรัยและมีปรากฏในเว็บไซต์ยูทูบ จากนั้นเขาก็กบดาน และหลบหนีออกนอกประเทศ

8 ตุลาคม 2555 ดร.เพียงดิน รักไทย ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และกลุ่มแกนนำ นปช. USA ได้จัดงานต้อนรับ ชูพงษ์ ถี่ถ้วน สู่ซานฟรานซิสโก และชูพงษ์ เข้าร่วมการเปิดตัวองค์กรภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (TAHR) อย่างเป็นทางการ

จากนั้นบรรดาแฟนคลับ "แดงใต้ดิน" ก็ได้ฟังชูพงษ์ หรือดีเจวิทยุออนไลน์ในนาม "ชูพงษ์ เปลี่ยนระบอบ" ส่งเสียงข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทย

ชูพงษ์มุ่งมั่นในยุทธศาสตร์ "เปลี่ยนระบอบ" โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ และวันที่ชูพงษ์ร่วมกับมิตรสหาย เปิดตัวมหาวิทยาลัยประชาชน จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติประชาธิปไตย โดยมีกิจกรรมให้ความรู้ผู้สนใจผ่านสื่อออนไลน์

มหาวิทยาลัยประชาชนของชูพงษ์ ได้เชื่อมต่อกับวิทยุชุมชนเสื้อแดง โดยเฉพาะคลื่นเรดการ์ดเรดิโอของโกตี๋ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันระหว่างในและนอกประเทศ

รูปธรรมแห่งสภาประชาชน ได้เกิดความร่วมมือกันของ สถานีวิทยุเรดการ์ด ของโกตี๋ กับ มหาวิทยาลัยประชาชน ของชูพงษ์ เปิดประเด็นเรื่อง "พลังงานและความมั่งคั่งของประชาชน"

การที่โกตี๋ไปสัมพันธ์กับกลุ่มชูพงษ์ ทำให้กลุ่มวิทยุชุมชนบางปีกถอยห่าง เนื่องจากทราบถึงเบื้องลึกของ "แดงใต้ดิน" ที่เคลื่อนไหวชูธง "เปลี่ยนระบอบ" อยู่ในต่างประเทศ

โดยเฉพาะ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่ปฏิเสธแนวทางของ "นปช.USA" มานานแล้ว เนื่องจากแกน นปช.มองเห็นว่า แดงนอกเป็นพวก "โรคไร้เดียงสา-ล้ำหน้ามวลชน" และไม่เข้าใจวัฒนธรรมการเมืองไทย

ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มแดงใต้ดินในเมืองไทยเข้าไปหนุนโกตี๋ เพราะเห็นว่าเป็นคนกล้าเล่นเกมเสี่ยง และใช้สื่อเป็น ด้วยเหตุนี้โกตี๋จึงมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และประเมินว่า "บารมีนายตำรวจใหญ่" จะคุ้มหัวคุ้มเกล้าได้

สุดท้าย "ปลาหมอตายเพราะปากฉันใด" โกตี๋ก็ตายเพราะปาก เพราะสื่อ(นอก)ฉันนั้น

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ปชช.มหาสารคามแห่แจ้งความเอาผิดตามม.112ก้าวล่วงสถาบันฯ

11เม.ย.57 :16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนมวลชน กปปส.จำนวนมากเดินทางไป ที่ สถานีตำรวจสภอ.เมือง มหาสารคาม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษตามข้อหา ม.112 อาญาแผ่นดิน กับผู้ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 


"ป๋าเปรม"ย้ำกองทัพต้องเป็นที่พึ่งประชาชน

พล.อ.เปรม เปิดให้ ผบ.เหล่าทัพ -ขรก. เข้ารดน้ำขอพรสงกรานต์ แนะทุกฝ่ายรู้จักหน้าที่ ย้ำกองทัพต้องเป็นที่พึ่งประชาชน

ปธ.องคมนตรี เปิดให้ผบ.เหล่าทัพตบเท้ารดน้ำขอพรรับสงกรานต์ ยกเป็นการรักษาประเพณี สบายใจเหล่าทัพเป็นมิตรแท้ ร่วมกันพร้อมเพรียงสร้างความเกรงขามแก่คนคิดร้ายชาติ ยกพระบรมราโชวาท ต้องรู้จักหน้าที่ ชี้ ถ้าทำพร้อมเพรียงเป็นที่พึ่ง ปชช.ก็รักนับถือ เผยพระสยามเทวาธิราช คงเห็นว่าทำอะไร ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง-ไร้เงา "นายกฯ-ปลัดกห." แถมไม่ได้ทำหนังสือแจง

วันนี้ (11เม.ย.57) ที่สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เปิดโอกาสให้พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศรัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะนายทหาร ตำรวจระดับสูงเข้ารดน้ำเพื่อขอพร เนื่องในโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์ โดยพล.อ.เปรม กล่าวให้โอวาทว่า การรักษาประเพณีไทย การรักษาวัฒนธรรมไทย คือการรักษาชาติ แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีประเพณีที่เป็นสมบัติของชาติ การที่พล.อ.ธนะศักดิ์ และพวกเรามากัน เพื่อให้ศีลให้พรวันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่คนอื่นๆ ตนเกษียณอายุราชการมา 33 ปี แต่ยังได้รับความเมตตา ความเอาใจใส่ดูแล ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากกองทัพไทย เหล่าทัพทั้ง 3 และตำรวจอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด นับเป็นสิ่งที่ดีมากๆ และแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้ระหว่างกันและกัน โอกาสนี้ที่ตนมีมิตรแท้เป็นกองทัพไทย เหล่าทัพทั้ง 3 และตำรวจ ตนถึงอยู่ด้วยความสบายใจที่เห็นพวกเราพร้อมเพรียงกัน

“ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันอย่างนี้จะมีความมั่นคง ความน่าเกรงขามแก่คนที่จะมาคิดร้ายต่อชาติบ้านเมืองของเรา ผมจำได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเคยพระราชทานพระบรมราโชวาทว่า คนเราต้องรู้จักหน้าที่และทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และต้องดูแลคนรอบข้างให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และรู้จักหน้าที่ ขณะนี้พวกเราก็กำลังทำแบบนั้นอยู่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ผบ.เหล่าทัพและตำรวจกำลังมีงานหนัก งานยาก งานมากที่จะต้องทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นถ้าเราพร้อมเพรียงกันแบบนี้ ทำหน้าที่ของตน ดูแลคนอื่นให้ทำหน้าที่ของตนเอง เราก็จะประสบความสำเร็จเป็นที่พึ่งของประชาชน และประชาชนก็จะเคารพรัก นับถือและไว้วางใจแก่กองทัพและตำรวจ” พล.อ.เปรม กล่าว

พล.อ.เปรม กล่าวว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ได้กรุณาชวนเพื่อนมาวันนี้ต้องถือว่าได้ทำหน้าที่ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งพระราชทานพระบรมราชโอวาทให้แก่พวกเรา ในโอกาสวันสงกรานต์นี้ คิดว่าสิ่งที่พวกเราทำ พระสยามเทวาธิราชคงจะได้เห็น และรู้ว่า เรากำลังทำอะไรให้แก่ชาติบ้านเมือง และคงพอใจการกระทำของพวกเรา ปกป้องคุ้มครองให้มีความปลอดภัย ความสำเร็จในการทำหน้าที่ ส่วนตัวเราเองจะทำหน้าที่เป็นมิตรที่ดีของกองทัพไทย 3 เหล่าทัพและตำรวจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดลบัลดาลให้พวกเราและครอบครัว ผู้ที่เรารักและเคารพ มีความปรารถนาดี ได้ปกป้องคุ้มครองทหารของกองทัพไทย ทหาร 3 เหล่าทัพ และตำรวจได้ทำหน้าที่ด้วยความองอาจกล้าหาญและประสบผลสำเร็จ ขอให้พระสยามเทวาธิราชปกป้องคุ้มครองพวกเราให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดไป