PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สตง.จี้รบ.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าจัดเลือกตั้ง2ก.พ.

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือด่วน ที่ ตผ 0012/1686 
ให้ 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์' ชดใช้ค่าจัดเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 เป็นจำนวนเงินกว่า 3,800 ล้าน โดย พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการในกรณีดังกล่าว "เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยเหตุผล และ ก่อให้เกิดความเสียหายย่อมเข้าข่ายเป็นการกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป


กองปราบฯ ขออนุมัติหมายศาลบุกเข้าตรวจค้นสถานนีวิทยุคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ย่านลำลูกกา ของ “โกตี๋” พบอาวุธปืานลูกซอง 5 นัด พร้อมเครื่องกระสุน

กองปราบฯ ขออนุมัติหมายศาลบุกเข้าตรวจค้นสถานนีวิทยุคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ย่านลำลูกกา ของ “โกตี๋” พบอาวุธปืานลูกซอง 5 นัด พร้อมเครื่องกระสุนและวิทยุสื่อสารจำนวน 3 เครื่อง เสื้อแดงกว่า 40 คนรุมปิดล้อมตำรวจโห่ร้องการปฏิบัติหน้าที่ ในขณะที่เจ้าตัวคาดว่าเผ่นออกนอกประเทศไปแล้ว...

วันนี้ (7 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.นรบุญ แน่นหนา รอง ผบช.ก.รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.อ.นิรันดร์ นามสุวรรณ ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผกก.รักษาราชการแทน ผกก.ปพ.บก.ป.สั่งการ พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ รอง ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.จอม สิงห์น้อย สว.กก.1 บก.ป. พ.ต.ท.อรรพล พานประทีป รอง ผกก.ปพ.บก.ป. พ.ต.ท.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ สว.กก.ปพ.บก.ป.นำกำลังรวม 70 นาย พร้อมหมายศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 177/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เข้าตรวจค้นบ้านพักไม่มีเลขที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่ทำการสถานนีวิทยุชุมชน “เรดการ์ด เรดิโอ” หรือวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ซึ่งนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงเคยใช้เป็นสถานที่ทำงาน เพื่อแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับการเข้าตรวจค้นดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาได้มีกลุ่มบุคคลหลายภาคส่วน เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.ให้ดำเนินคดีต่อนายวุฒิพงศ์ ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง หลังจากนายวุฒิพงศ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไวซ์นิวส์ (Vice News) พาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง กระทั่งมีการรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับนายวุฒิวงศ์ในความผิดดังกล่าวเอาไว้ ต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจาณาตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา และได้เร่งสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่กำลังตำรวจ บก.ป.เดินทางไปถึงบริเวณหน้าบ้านพักหลังดังกล่าวแล้ว ได้มีผู้ดูแลบ้านออกมาพบ จากนั้น พ.ต.ท.นิคมได้แสดงหมายค้นศาลให้รับทราบเพื่อเข้าไปตรวจค้นภายใน แต่ทางผู้ดูแลบ้านรายนี้กลับอ้างว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ ขอให้เจ้าหน้าที่รอก่อน จากนั้นคนที่อยู่ในบ้านดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลภายนอก และมีความพยายามจะยื้อเวลาการเข้าไปตรวจค้น และบางส่วนก็พยายามเก็บข้าวของภายในบ้านทันที แม้ว่าสถานวิทยุชุมชนแห่งนี้จะยังคงออกอากาศอยู่ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังตำรวจ สภ.คูคต เจ้าของท้องที่ได้เข้ามาสบทบและมีการเจรจากับผู้ดูแลบ้านคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงสามารถเข้าไปตรวจค้นภายในได้ โดยทางตำรวจ บก.ป.พยายามประนีประนอม ไม่แจ้งว่าเป็นการขัดขืนหมายศาล ซึ่งจากการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนลูกซอง 5 นัด พร้อมกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง วิทยุสื่อสาร 3 เครื่อง มีดเดินป่า 2 เล่ม จึงยึดไว้ตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง แต่ไม่พบเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับคดีของนาผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากใช้เวลาในการตรวจค้นเกือบ 1 ชั่วโมง และได้รอเจ้าหน้าที่ กสทช.ร่วมตรวจสอบการออกอากาศของสถานีวิทยุแห่งนี้ แต่ทางผู้แทน กสทช.ไม่ได้เดินทางมา กำลังตำรวจ บก.ป.จึงเตรียมถอนกำลังออกมา แต่ระหว่างนั้นได้มีมวลชนคนเสื้อแดงในพื้นที่กว่า 40 คนเข้ามารุมล้อมแสดงความไม่พอใจในการปฏิบัติงานของตำรวจในครั้งนี้ โดยต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์และด่าทอว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเลือกปฏิบัติ แต่เหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่ได้มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด ส่วนอาวุธปืนและสิ่งที่ตรวจค้นมาทั้งหมดได้นำส่ง สภ.คูคต เพื่อตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

สำหรับการเข้าตรวจค้นเพื่อหาหลักฐานประกอบการดำเนินคดีนายวุฒิพงศ์ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่กำลังตำรวจ บก.ป.มีการตรวจค้นภายหลังมีการแจ้งความดำเนินคดี กระทั่งศาลได้ออกหมายจับนายวุฒิพงศ์ไว้แล้ว รวมทั้งมีกระแสข่าวออกมาว่านายวุฒิพงศ์ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศแล้ว

ศาล รธน.มติเอกฉันท์นายกฯพ้นตำแหน่ง ครม.รักษาการต่อ เว้น รมว.เอี่ยวย้าย ‘ถวิล’

ศาล รธน.มติเอกฉันท์นายกฯพ้นตำแหน่ง ครม.รักษาการต่อ เว้น รมว.เอี่ยวย้าย ‘ถวิล’

ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว กรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช. ให้ ครม. รักษาการต่อ เว้น รมว.ที่เอี่ยวประชุมวันที่ 6 ก.ย.54 

7 พ.ค. 2557 เวลา 12.30 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาสถานภาพความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.หลังยุบสภาความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ พ้นไปหรือไม่ 2.การโยกย้าย นายถวิล ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยิ่งลักษณ์ให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ 3.คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.พ้นตำแหน่งไปด้วยหรือไม่ 

ประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า มีอำนาจในการรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาและวินิจฉัยได้ โดยเห็นว่า นายกฯ และ ครม.ยังไม่พ้นตำแหน่งจากการยุบสภาตามคำร้อง โดยเห็นว่าความเป็นรัฐมนตรียังอยู่ แม้ยุบสภาไปแล้ว ซึ่งต่างจากการสิ้นสุดผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองอื่น ดังนั้นศาลมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้

ประเด็นต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง จึงต้องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 266 (2) และ (3) และถือเป็นการกระทำตาม รธน. มาตรา 268 อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7)
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1) บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ส่วนมาตรา 182 วรรค 1 บัญญัติว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (7) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 267, 268 หรือ 269 จากข้อความที่ปรากฏในบทบัญญัติทั้ง 2 มาตรา แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้บัญญัติให้เฉพาะกรณีที่คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 (1) เท่านั้น ที่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงกรณีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ด้วย
ดังนั้นคดีนี้เมื่อผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 วรรค 1 (2) และ (3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182(1) แล้ว ผู้ถูกร้องจึงไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้อีกต่อไป
ประเด็นต่อมา มาตรา 180 วรรค 1 (1) บัญญัติว่า รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 182 และ มาตรา 181 บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 ยังคงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
ในคดีนี้เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) เป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรค 1 (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ย่อมทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ที่ไม่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของความเป็นรัฐมนตรี อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ได้
อย่างไรก็ตามหากรัฐมนตรีคนใดได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรค 1 (1) ถึง (8) ย่อมมีผลให้รัฐมนตรีคนนั้นไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตาม รธน. มาตรา 181 ได้เช่นกัน
ในกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำระดับสูงจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน ดังนั้นในคดีนี้หากรัฐมนตรีคนใดมีส่วนร่วมในการลงมติอันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงข้าราชการประจำโดยการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นการกระทำอันต้องห้ามตาม รธน. มาตรา 268 ด้วยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมย่อมเป็นเห็นให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีผู้นั้นสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รธน. มาตรา 182 วรรค 1 (7) ตามไปด้วย และไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่ามีการนำเรื่องการโยกย้ายนายถวิล และการให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติอย่างเร่งรีบ รวบรัด ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามปกติ เป็นวาระเพื่อทราบจรในวันที่ 6 ก.ย. 54 และคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเอกฉันท์อนุมัติให้กระทำการโยกย้ายและให้ข้าราชการประจำพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายไปในวันเดียวกันนั้นเอง รัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมประชุมและลงมติในวันนั้นจึงมีส่วนร่วมโดยทางอ้อมในการก้าวก่ายและแทรกแซงข้าราชการประจำอันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) เป็นเห็นให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีเหล่านั้นต้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ไปด้วย
สำหรับประเด็นตามคำขอของผู้ร้อง ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยให้ดำเนินการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 และ 173 โดยรวมนั้นไม่อยู่ในขอบเขตการเสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในคดีนี้ ศาลไม่รับพิจารณาวินิจฉัยจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์จึงวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองและของผู้อื่น ในเรื่องการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายโอนหรือการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมือง จึงต้องด้วยรัฐธรรนูญมาตรา 266(2) และ(3) และถือเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 อันมีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) และรัฐมนตรีที่ร่วมมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย.54 จึงมีส่วนร่วมในการก้าวก่ายและแทรกแซงข้าราชการประจำ อันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบ มาตรา 266(2) และ(3) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีเหล่านั้นสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ไปด้วย
ทั้งนี้ นายกฯ และรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 10 คน ประกอบด้วย
1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ
4.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ
5.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
6.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7.พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหม
8.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
9.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที
10.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

มติชน:4แนวทางตัดสินศาลรธน.

7 พฤษภาคม 2557 เวลาเที่ยงศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำตัดสินคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี

คดีนี้จะชี้ชะตา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและคณะรัฐมนตรี อย่างไร เป็นที่สนใจของประชาชน

หลังจากที่ วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน 4 ปาก กว่า 4 ชั่วโมง

แนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ จะออกแนวทางไหน ได้บ้าง

 

มติชน รวบรวม มานำเสนอ ดังนี้


 


เปิดค่ายทหารใหม่หลังบอมบ์หาดใหญ่

ค่ายใหม่.... 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีค่ายทหารใหม่ เพิ่มมาอีก1 แห่ง ใน อ.เมือง นราธิวาส. มาเป็นเพื่อนกับ ค่ายจุฬาภรณ์ฯ ของ ทหารนาวิกโยธิน ทร. คือ ค่ายกัลยาณิวัฒนา ที่ตั้ง ร.151-กรมทหารราบที่ 151 ที่ วันนี้ พล ท วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาค4 ไปเปิดค่าย โดยมี ผู้การก๋อย พ.อ.นพดล ฐิตะวัฒนสกุล ผบ.ฉก.นย. ร่วมด้วย .....ตกบ่าย เกิดเหตุ คาร์บอมบ์ จยย.บอมบ์ 2 จุด ในเมืองหาดใหญ่ สงขลา เจ็บ 10 ราย แม้ไม่สาหัส แต่ ก็ถือว่า พล.ท.วลิต เจอศึกหนัก ทุกเดือนเลย เชียว หลังรับตำแหน่ง ได้แค่เดือนเศษๆ

คำต่อคำ"ยิ่งลักษณ์ให้การศาลรธน.

สดจากศาลรธน.คำต่อคำ“ยิ่งลักษณ์” VS."ถวิล"คดีโยกย้ายตำแหน่งโดยมิชอบ

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 06 พฤษภาคม 2557 เวลา 13:16 น.
เขียนโดย
ศักดา เสมอภพ

 “..ดิฉันไม่ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซง ครม.ต้องใช้ดุลยพินิจในการบริหารแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า หรือวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน" VS. “ผมทำหน้าที่เอกสารอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าจะต่ำกว่าความรู้ความสามารถที่ผมมีอยู่..”

qooqaassssssssll

หมายเหตุ: เป็นรายละเอียดคำชี้แจงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ นายถวิล เปลี่ยนศรี  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ให้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการไต่สวนคดีแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งนายถวิล โดยมิชอบด้วยกฎหมาย  เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 

-------------

คำต่อคำ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้มอบอำนาจให้รองนายกฯ และรัฐมนตรี ในการกำหนดและพิจารณาบุคลากร ซึ่งผู้รับมอบอำนาจเข้าใจในการกำหนดแผนงานที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ได้มอบพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ดูแลสมช. ส่วนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ ดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

“ดิฉันไม่ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซง ครม.ต้องใช้ดุลยพินิจในการบริหารแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุด ไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า หรือวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน แต่คำนึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นเครือญาติ ด้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้หย่าขาดกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ แล้วด้วย จึงพิสูจน์ได้ว่าพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จะหมดอายุราชการแล้ว ก็ไม่ได้มาอยู่ในครม.ของดิฉันใดๆ การโยกย้ายก็ไม่ได้เร่งรีบ แต่การบริหารราชการเราต้องเร่งมือในการปฏิบัติ หัวหน้าส่วนราชการมีความสำคัญในการปฏิบัติ ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบในการบริหาร ดิฉันไม่ได้รับประโยชน์ในการแต่งตั้งราชการกระทรวงใดๆ”

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ถามว่า การที่ได้มีในบันทึกถ้อยคำว่าการเป็นรัฐมนตรีของข้าพเจ้าต้องสิ้นลงหลังยุบสภา จะให้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 182 อีก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว คืนอำนาจให้ประชาชน จึงไม่มีสถานะเป็นรัฐมนตรีในครม.ปัจจุบันแล้ว”

นายไพบูลย์ ถามอีกว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ครม.จะต้องรักษาการอยู่ในตำแหน่งนายกต่อไป น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ขอเรียนว่าการยุบสภา นายกได้พ้นจากครม.ชุดปัจจุบันแล้ว แต่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้เป็นครม.ชุดปัจจุบันแล้ว

นายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ในการโยกย้ายที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปเป็นเลขาธิการสมช. ดูความมั่นคง แต่ทำไมย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของพล.ต.ท.โกวิท ในการโยกย้ายทุกครั้งที่มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้มีการพูดถึงตำแหน่งข้างหน้า ส่วนการย้ายไปเป็นปลัดคมนาคม เกิดจากการทาบทามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งก็ให้ดุลพินิจของรัฐมนตรี เป็นการโยกย้ายตามฤดูกาล ดิฉันไม่ทราบถึงอนาคตข้างหน้าว่าตำแหน่งคมนาคมจะหมดลงเมื่อไหร่

นายจรูญ ถามว่า เกณฑ์ในการตัดสินใจการย้ายพล.ต.อ.วิเชียรมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช.เป็นอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “อยู่ในดุลพินิจของพล.ต.อ.โกวิทได้พิจารณาแล้ว ดิฉันได้ทราบไว้ล่วงหน้าว่าพล.ต.ท.โกวิทได้ทาบทามแล้ว คุ้นเคยกัน เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาดูแลความมั่นคง ตามนโยบายที่แถลงไว้ในรัฐสภา และมีเรื่องความไว้วางใจด้วยในการพิจารณา เพื่อให้งานบรรลุผล ซึ่งพล.ต.อ.โกวิทเรียนว่า ที่ขอย้ายเพราะนายถวิลเคยร่วมกับ ศอฉ. ซึ่งเป็นห่วงในเรื่องต่างๆ ขณะนั้นมีความรุนแรงมีคนเสียชีวิต ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย การที่ใครจะมาเป็นสมช. ก็ต้องพิจารณาในเรื่องความไว้วางใจด้วย ส่วนตัวไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องโยกย้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้ลงนามเสนอเข้าครม.เท่านั้น"

"นอกจากนี้ ได้ทราบจากพล.ต.ท.โกวิท ว่าพล.ต.อ.วิเชียรก็มีความสมัครใจในการย้ายมาเป็น เลขาสมช. ถือว่าการสมัครใจแล้วไม่ว่าจะขู่เข็ญอย่างไรก็คงทำไม่ได้ โดยพล.ต.ท.โกวิท ก็เคยบอกว่าโดนโยกย้ายในสมัยองคมนตรี ซึ่งนำไปสูการร้องศาลปกครองในที่สุด"

นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า หนังสือเสนอย้ายถวิล มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ส่วนขั้นตอนเป็นเรื่องฝ่ายปฏิบัติที่รองนายกฯ ดำเนินการ แต่การโยกย้ายครั้งนี้อยู่ในช่วงฤดูการโยกย้ายปกติ”

นายนุรักษ์ ถามว่า การโยกย้ายเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่แถลงไว้ในรัฐสภา เป็นการเร่งด่วน มันเป็นนโยบายอย่างไรที่ต้องย้ายเร่งด่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “การโยกย้ายเป็นไปตามฤดูกาล และเราเห็นว่าทุกตำแหน่งมีความสำคัญ ในปีแรกเรามี 16 นโยบาย พร้อมทั้งประสบกับปัญหาอุทกภัย เราจึงต้องเร่งนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติ”

นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ในฐานะนายกฯ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีการระมัดระวังในการพิจารณาในเรื่องเครือญาติ ถึงแม้จะไม่นามสกุลเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ในการบริหารราชการแผ่นดิน ยึดหลักประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกคน ซึ่งแทรกแซงไม่ได้ การพิจารณาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นึกถึงความอาวุโส ผลงาน ปราบปรามยาเสพติด ขณะเดียวกันนโยบายปราบปรามยาเสพติด เป็นนโยบายเร่งด่วน เพราะก่อนที่จะมารับตำแหน่งก็มีปัญหายาเสพติดเข้ามามากมาย

“ขณะที่เสนอไม่ได้มองความเป็นญาติ มองในเรื่องความเหมาะสม ผลงาน และมติกตช. ก็เห็นชอบโดยเอกฉันท์ พล.ต.อ.วิเชียรก็เห็นชอบด้วย ถึงแม้ดิฉันจะเสนอตำแหน่งผบ.ตร. แต่ถ้าคณะกรรมการกตช. ไม่เห็นด้วย ก็ตกไป เช่นเดียวกับสมัยอภิสิทธิ์ ที่เสนอพล.ต.อ.ประทีบ ตันประเสริฐ เป็นผบ.ตร. แต่กตช. ไม่เห็นด้วยก็ตกไป นอกจากนี้ดิฉันได้แต่งตั้งพล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นเลขาธิการทหารบก ถึงแม้พ่อพล.อ.สายหยุด เกิดผล จะเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

คำต่อคำ “ถวิล เปลี่ยนศรี”

นายถวิล กล่าวว่า เหตุผลที่แท้จริงในการย้ายตนออกจากตำแหน่งเรื่องมาจากสตช. เพราะก่อนที่จะมีมติครม.โอนย้ายตน มีเรื่องของสตช.โดยร.ต.อ.เฉลิม ออกมาพูดเรื่องบ่อนการพนัน ซึ่งมีความบกพร่องของพล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ปล่อยให้มีบ่อนการพนัน และมีข่าวออกมาบ่อยครั้งระยะปล่อยเดือนสิงหาคม 2554 ว่ามีการบีบบังคับให้พล.ต.อ.วิเชียร ได้ลุกขึ้นออกจากตำแหน่ง

“พล.ต.อ.วิเชียร เคยพูดกับผมตอนที่มีข่าวจะย้ายมาสมช. ว่าท่านไม่มาตำแหน่งที่ผม ขอให้ผมสบายใจได้ ท่านใช้คำว่าพี่ถวิลสบายใจได้ ผมไม่มาสมช. ผมจะต่อสู้ที่สตช. ผมก็บอกแล้วว่าดีแล้ว ผมไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ใดมาก่อน” นายถวิล กล่าว

นายถวิล กล่าวว่า เมื่อจะทำให้ตำแหน่งที่สตช.ว่างลง จึงต้องเอาพล.ต.อ.วิเชียรออก จึงมาลงที่ตน เหตุที่ย้ายตนออกเพื่อรองรับพล.ต.อ.วิเชียร ก่อนแต่งตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อีกทั้งรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสตช. ก็บอกชัดเจนว่าไม่ไว้ใจตน เพราะทำงานในศอฉ.ในช่วงปี 2552-2553 ซึ่งตนเรียนว่าอยู่ในโครงสร้างตามกฎหมาย

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนย้ายพล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาธิการสมช. คุณถวิลดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสมช. ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ใช่หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ใช่ครับ แต่เหตุผลที่ย้ายพล.ท.สุรพล ผมไม่ทราบ ท่านนายกฯ ย้ายผม ตอนย้ายพล.ท.สุรพลผมจำได้ว่าย้ายประมาณเดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาปี 2551 ให้พล.ท.สุรพลทำงานมา 8-9 เดือนแล้ว”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า เคยขึ้นเวทีกปปส.หลายครั้ง นายถวิล กล่าวว่า “ถูกต้อง”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนขึ้นเวทีกปปส.ได้บอกว่าให้มวลชนไปขัดขวางการเลือกตั้ง นายถวิล กล่าวว่า “ผมจำได้ไม่เคยพูดให้ขัดขวางการเลือกตั้ง”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ในศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยอำนาจถูกผู้ร้องว่ามีอำนาจโยกย้ายได้ ยกเว้นอย่างเดียวเรื่องดุลยพินิจ นายถวิล กล่าวว่า “ศาลปกครองวินิจฉัย แต่การใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ มีข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าเร่งรีบดำเนินการ การย้ายต่างหน่วยต่างกรมต้องให้ความยินยอมกันก่อน ระหว่างหน่วยที่ให้โอนและหน่วยที่รับโอน เลขาธิการนายกฯมีหนังสือลงวันที่ 4 กันยายน 2554 มีไปถึงหน่วยที่กำกับดูแลผมอยู่ ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่ามีตำแหน่งพร้อมจะรับโอน และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลได้ให้ความเห็นชอบในวันที่ 5 กันยายน 2554 ซึ่งเท่ากับว่ารัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยที่รับโอนยังไม่ได้เห็นชอบ ซึ่งไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยที่โอนและหน่วยรับโอน เป็นการปกติปิดข้อมูลบางอย่าง”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การโยกย้ายข้าราชการความไว้วางใจกับความสามารถ ฝ่ายบริหารจะต้องแยกจากกัน คนที่ไว้วางใจควรอยู่ในตำแหน่ง เห็นด้วยหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมไม่เห็นด้วย”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า พยานเบิกความทั้งหมดดูแล้วเป็นสาระสำคัญในคดี เหตุใดจึงไม่ให้การกับศาลปกครอง นายถวิล กล่าวว่า น้ำหนักของผมที่ศาลปกครองคือกรณีที่นายกฯ ไม่ใช้วิธีการที่กฎหมายกำหนด กระบวนการต่อสู้ของผมรับผิดชอบแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องสตช. ผมต่อสู้ในประเด็นของผมที่โยกย้ายไม่เป็นธรรม”

นายจรูญ ถามว่า การย้ายในกรณีดังกล่าวเห็นว่าเป็นการย้ายตามปกติของระบบราชการหรือไม่ คิดว่าเป็นการแทรกแซงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมไม่ทราบว่าเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าเกี่ยวพันกัน เป็นการแบ่งงานกันทำ เพราะถ้าไม่เอาผมออกก็ไม่สามารถโอนพล.ต.อ.วิเชียร มาตำแหน่งผมได้ และถ้าไม่เอาพล.ต.อ.วิเชียรออกจากตำแหน่งผบ.ตร.ได้ ก็ไม่สามารถเอาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ขึ้นเป็นผบ.ตร.ได้”

นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการฯ ถามว่า ก่อนจะมีการย้ายได้มีการส่งคนมาทาบทามก่อนหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “นายกฯ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าจะหาทางคุยกับผมก่อนวันที่ 6 กันยายน 2554 โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.โกวิท มาคุยกับผม ซึ่งพล.ต.อ.โกวิทแจ้งว่านายกฯ ถามผมว่าผมจะขัดข้องหรือไม่ ผมพิจารณาด้วยความถี่ด้วยทุกอย่าง ผมจึงบอกไปด้วยความเกรงใจว่าจะขอต่อสู้ตามกฎหมาย”

นายจรัญ ถามว่า วันที่ 4 กันยายน 2554 เป็นวันอาทิตย์หรือวันทำการอะไร นายถวิล กล่าวว่า “วันที่ 4 กันยายน 2554 เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการตามปกติ”

นายจรัญ ถามว่า ในบันทึกข้อความของสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ซึ่งระบุว่าน.ส.กฤษณา สีหะลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยินยอมให้รับโอนแล้ว นายถวิล กล่าวว่า “หนังสือจากพล.ต.อ.โกวิท แจ้งว่า น.ส.กฤษณาเห็นชอบพร้อมรับโอนแล้ว แต่มีหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2554 ของน.ส.กฤษณาว่าเห็นชอบการรับโอน ผมเห็นว่าถ้าพิจารณาให้ดีแล้วการโอนย้ายต้องให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 หน่วย ก็เห็นว่ามันไม่สอดคล้องกัน เพียงแต่ว่าเรื่องนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นเป็นสาระสำคัญของการโอน”

นายจรัญ ถามว่า พยานผ่านงานระดับสูงมาแล้ว เห็นว่าการลงวันที่ไม่เหมือนกัน เพราะเหตุใดจึงมีความแตกต่างกัน นายถวิล กล่าวว่า “ผมคิดว่ามีการแก้ไขวันที่ ผมถ่ายเอกสารที่อยู่ในมือผมตั้งแต่ต้น ผมเห็นว่าหนังสือมีความลักลั่น”

นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการฯ ถามว่า งานที่ปรึกษานายกฯ ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมทำหน้าที่เอกสารอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าจะต่ำกว่าความรู้ความสามารถที่ผมมีอยู่”

นายทวีเกรียติ ถามว่า ตอนย้ายพล.ท.สุรพล สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ขั้นตอนเร็วหรือช้า นายถวิล กล่าวว่า “ส่วนใหญ่การทำงานในสมช.มีการเลือกกันเองในกอง แต่พล.ท.สุรพลได้โอนย้ายจากทหารมาเป็นรองเลขาธิการสมช.ในปี 2548 รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ และได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็นเลขาธิการสมช.ในรัฐบาลสมัคร ก่อนมาพ้นตำแหน่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้ย้ายทันที ได้ทำงานมา 7-8 เดือน และพล.ท.สุรพลไม่ได้ฟ้องต่อศาล”

คำนูน:ศาลรธน.ให้ตัดเอกสารปลอม

ใครปลอมเอกสาร 'บันทึกข้อความ ที่ นร 0401.2/8303' ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ?

เอกสารเดิมที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (นายบัณฑูร สุภัควณิช) ทำขึ้นเพื่อขอย้ายคุณถวิล เปลี่ยนสีจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเป็นทึ่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ มี 2 ฉบับ ทั้ง 2 ฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์วันหยุดราชการ

1. นร 0401.2/2418 ทำถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์) เพื่อให้ความเห็นชอบและดำเนินการขอตัวนายถวิล เปลี่ยนสีมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จากรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ - (ภาพซ้ายสุดและภาพที่สองจากซ้าย)

2. นร 0401.2/8303 ทำถึงรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) เพื่อขอความเห็นชอบและยินยอมในการย้ายถวิล เปลี่ยนสีมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์) ให้ความเห็นชอบและยินยอมรับโอนแล้ว - (ภาพที่สี่และที่ห้าจากซ้าย)

ย้ำอีกครั้งว่าหนังสือบันทึกขัอความทั้ง 2 ฉบับลงวันที่วันเดียวกันคือ 4 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์วันหยุดราชการ

ทั้ง ๆ ที่ในหนังสือหมายเลข 2 ลงวันที่ 4 กันยายน 2554 อ้างว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯให้ความเห็นชอบและยินยอมแล้ว แต่ในหนังสือหมายเลข 1 ลงวันที่ 4 กันยายน 2554 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯเพิ่งเห็นชอบโดยเกษียรท้ายหนังสือลงลายมือกำกับไว้ว่าเป็นวันที่ 5 กันยายน 2554 


(ภาพที่สองจากซ้าย และขยายให้เห็นชัด ๆ ในภาพที่สามจากซ้าย)



หนังสือหมายเลข 2 จึงอ้างผิดความจริง


และแสดงให้เห็นว่าการโยกย้ายกระทำการอย่างเร่งรีบ ลุกลี้ลุกรน ข้ามขั้นตอน


นายถวิล เปลี่ยนสีจึงสู้มาตลอดในชั้นคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและในศาลปกครองทั้ง 2 ชั้นว่าการย้ายตนทำผิดขั้นตอน และเร่งรีบ 

แต่ทั้งคณะกรรมการฯและศาลปกครองเห็นว่าไม่ใช่สารัตถะสำคัญที่ทำให้การโยกย้ายต้องเสียไป

ประเด็นคือในการต่อสู้ 2 ปีเศษ ไม่ปรากฎว่ามีการต่อสู้ว่าเอกสารหมายเลข 2 นั้นแท้จริงแล้วลงวันที่ 5 กันยายน 2554 ไม่ใช่วันที่ 4 กันยายน 2554 มาก่อนเลย

ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดก็ไม่มีการพูดเป็นอื่น เอกสารที่ทั้งพวกผมคณะส.ว.ผู้ร้องและนายถวิล เปลี่ยนสีเสนอตีอศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเอกสารลงวันที่ 4 กันยายน 2554 ทั้ง 2 ฉบับ

แต่พอศาลรัฐธรรมนูญท่านมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงกลางเดือนเมษายน 2557 เอกสารหมายเลข 2 ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญมากลับเกิดปาฏิหาริย์กลายเป็นลงวันที่ 5 กันยายน 2554 

ศาลรัฐธรรมนูญท่านเป็นผู้ค้นพบ พวกเราเองก็ไม่ทราบมาก่อน และไม่มีเอกสารหมายเลข 2 ฉบับปาฏิหาริย์อยู่ในมือ จึงไม่อาจนำมาแสดงเปรียบเทียบได้

ส.ว.ไพบูลย์ นิติตะวันและนายถวิล เปลี่ยนสีในฐานะพยานก็เพิ่งพบเห็นในศาลฯเมื่อศาลฯท่านนำมาให้ดู

ศาลฯท่านย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องคัดกรองพยานหลักฐานปลอมออกไป
 (รูปภาพ 5 รูป)

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

พินิจ จันทร์สมบูรณ์ อดีต ส.ส.เพื่อ/ทยเสียชีวิตอีกราย

เพื่อไทยไปอีกราย
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

อดีต สส.เพื่อไทย "พินิจ"เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
เวลา 10.30 น. วันที่ 3 พ.ค. 57 นางนิภา จันทร์สมบูรณ์ อายุ 57 ปี ภรรยาของนายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นาย พินิจ ได้เสียชีวิตอย่างสงบ
"พินิจ จันทร์สมบูรณ์" อดีต.ส.ส.เพื่อไทย กาญจนบุรี เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร ตั้งสวดพระอภิธรรม วัดเทวสังฆาราม

เพื่อไทยไปอีกราย
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ

อดีต สส.เพื่อไทย "พินิจ"เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
เวลา 10.30 น. วันที่ 3 พ.ค. 57 นางนิภา จันทร์สมบูรณ์ อายุ 57 ปี ภรรยาของนายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า  นาย พินิจ ได้เสียชีวิตอย่างสงบ
"พินิจ จันทร์สมบูรณ์" อดีต.ส.ส.เพื่อไทย กาญจนบุรี  เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร ตั้งสวดพระอภิธรรม วัดเทวสังฆาราม

สำรวจผู้ประกาศทีวีย้ายค่ายช่วงดิจิทัล

สำรวจปรากฎการณ์ ผู้ประกาศข่าวย้ายค่าย ในสมรภูมิทีวีดิจิตอล

เอ็มไทย : จากกรณีที่มีการเกิดขึ้นของระบบทีวีดิจิตอล ทำให้บุคลากรคนข่าวมีการเปลี่ยนถ่าย โยกย้าย กันหลากหลายช่องทาง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ผู้ชมจะได้เห็นในหน้าจอโทรทัศน์นับตั้งแต่ปีนี้

 

1801-thumb

ประวีณมัย บ่ายคล้อย ผู้ประกาศแม่เหล็กของสถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยพีบีเอส ที่อยู่คู่กับสถานีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จนกระทั่งมีข่าวฮือฮาว่าเธอตัดสินใจย้ายมาอยู่กับช่อง 3 โดยให้เหตุผลว่า หลังการเกิดขึ้นของทีวีดิจิตอล ความต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้นจึงเป็นโอกาสดี และท้าทายที่จะทำสิ่งใหม่

“จริงๆ แล้วเป็นโอกาสดี ที่คนในวงการจะมีมากยิ่งขึ้น ทั้งคนหน้าจอและหลังจอ เราก็เชื่อว่าต้องพัฒนาคุณภาพมากยิ่งขึ้น แล้วที่สำคัญ จะเห็นว่าหลายๆ ที่ ไม่ได้มีแค่คนที่มีชื่อเสียง แต่จะเห็นน้องๆ คนรุ่นใหม่ ที่มีพลังมีความคิดสร้างสรรค์ ทำข่าวอยู่ในภาคสนามก็เข้ามาทำงาน มีพื้นที่มากขึ้น” ประวีณมัย บ่ายคล้อย กล่าว

1503850_635003683243137_59842279738139048_n

เช่นเดียวกับ ทัศนัย โคตรทอง ผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ของสถานที ไทยรัฐทีวี เอชดี แต่แกร่งกล้า ด้วยประสบการณ์งานข่าวภาคสนามจากวิกหลากสีกว่า 7 ปี ซึ่งจังหวะและโอกาสในสมรภูมิทีวีดิจิตอล ทำให้ได้เลือกเปลี่ยนงานตามฝันของตัวเอง

ซึ่งทัศนัยมองว่าสมรภูมิครั้งนี้ มีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการแข่งขันกับตัวเอง ดึงความสามารถที่มีสร้างเป็นจุดเด่น พร้อมสื่อสารให้คนดูเข้าใจสารที่เราเสนอ

“หวังว่าสิ่งที่เรานำเสนอข่าวไป คุณผู้ชมจะเข้าใจมากที่สุด เข้าใจสิ่งที่เราเป็นสื่อมวลชน เรารับสารมาแล้วก็สื่อออกไป ให้คุณผู้ชมเข้าใจทั้งเนื้อหาแล้วก็ภาพ ต้องนำเสนอข่าวให้คุณผู้ชมได้เห็นเนื้อหาที่มันครบถ้วนถูกต้อง และอธิบายภาพให้เข้าใจ” ทัศนัย กล่าว

 

all-magazine

 

ด้านผู้ประกาศหน้าเก่าอย่าง ภาษิต อภิญญาวาท ที่โด่งดังจากการนั่งผู้ประกาศจากช่อง 7 มาตั้งแต่ปี 2547 ก่อนจะย้ายไปช่อง 3 ในปี 2552 มองสถานการณ์เปลี่ยนถ่ายบุคลากรในช่วงนี้เป็นเรื่องปกติ ตามอุปสงค์-อุปทานของตลาด การเปลี่ยนถ่ายครั้งนี้คนข่าวต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องทำการบ้านเพื่อแย่งชิงพื้นที่หน้าจอ และเรทติ้งจากคนดู

“ผู้ประกาศต้องไปทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีที่เรามีในมือ เพื่อจะนำเสนออย่างไรให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับเรา อย่างเช่นเรามีวีดีโอวอล เรามีอินเมอซีฟ มีความท้าทายในเรื่องของเทคโนโลยีที่ต้องมาแข่งกันเยอะมาก เพราะฉะนั้นนอกจากผู้ประกาศต้องทำการบ้านเกี่ยวกับงานข่าวที่เราทำอยู่ รู้ลึกรู้จริง ซึ่งอันนี้เป็นธรรมดาที่ทุกคนพูดอยู่ละ เราต้องรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีให้มันน่าสนใจด้วย” ภาษิต กล่าว

ทั้งนี้ แม้บุคลากรคนข่าวจะมีการโยกย้ายจำนวนมาก จากการเกิดขึ้นของทีวีดิจิตอล แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือผู้ชม เนื่องจากสถานนีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ต้องพัฒนาทั้งบุคลากร เนื้อหา เพื่อแย่งชิงเรทติ้งจากคนดู

 

ข้อมูลข่าวจาก ทีมข่าว MONO29
เรียบเรียงโดย MThai News


ผบ.ตร.เจรจาม็อบสหภาพคืนพื้นที่หลังม็อบกำนันผญบ.จ่อกรุงฯ

21.10 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เจรจากับ ม๊อบ สรส.(สหภาพรัฐวิสาหกิจ)ที่ยึดกระทรวงมหาดไทย มากว่า 6เดือน นำโดย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายถาวร เสนเนียม และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 
ล่าสุด ม๊อบยอมถอยออกจากกระทรวงมหาดไทย เนื่องจาก กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน กว่า 80,000 คน ถึง กทม.แล้วและได้เข้ากดดัน ฝ่ายตำรวจต้องรีบเจรจา เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ
ตอนนี้ ตำรวจกำลังขอเจรจากับกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ถอนกำลัง...

21.10  น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เจรจากับ ม๊อบ สรส.(สหภาพรัฐวิสาหกิจ)ที่ยึดกระทรวงมหาดไทย มากว่า 6เดือน นำโดย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายถาวร เสนเนียม และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 
ล่าสุด ม๊อบยอมถอยออกจากกระทรวงมหาดไทย เนื่องจาก กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน กว่า 80,000 คน ถึง กทม.แล้วและได้เข้ากดดัน ฝ่ายตำรวจต้องรีบเจรจา เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ
ตอนนี้ ตำรวจกำลังขอเจรจากับกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ถอนกำลัง...

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เบื้องหลัง นกแสก คือ โล้นซ่า

เบื้องหลัง นกแสก คือ โล้นซ่า โดย เปลว สีเงิน
• หมายเหตุ ประเด็นที่อยากให้ 5 กกต. อ่าน คือ
นปช. ใช้อิทธิพลอำนาจรัฐ ข่มขู่บังคับชาวบ้านในชนบทอย่างไร
แล้วอย่างนี้ กกต. จะจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม อันเป็นหน้าที่ของกกต.
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ได้อย่างไร
เมื่อไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมได้
การจัดการเลือกตั้ง 20 กค. 2557 ก็จะกลายเป็นเครื่องมือของคนชั่วไป
• งวดนี้ "หวยออก" วันที่ ๒ พอดีมีคนนำที่ @เสธ น้ำเงิน เขียนรายงานเหตุการณ์ที่อุตรดิตถ์ เมือง "พระยาพิชัยดาบหัก" มาแปะให้อ่าน
ดูข่าวตามสื่อแดงไปอย่าง แต่ตาม "เหตุที่เกิด" ในพื้นที่จริง มันไปอีกอย่าง...?
แบบนี้...ต้องขอลอกบางท่อนมาให้อ่านกันเลย เพราะเหมือนยามถนนมืด
แล้วบังเอิญ "ฟ้าแลบ" แค่แปล๊บเดียว นั่นก็พอเพียงสำหรับคน "หูไว-ตาไว" มองเห็นเส้นปลายทางได้ใสแจ๋ว ต้องอ่าน...และต้องอ่าน
!
• บางท่อนที่ @ เสธ น้ำเงิน รายงานให้พึงวินิจฉัย ดังนี้....
พระยาพิชัยดาบหักได้สร้างมรดกอันควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ให้สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดกล้าหาญ รวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรืองมั่นคง
ท่านได้รับความเคารพนับถือจากคนอุตรดิตถ์และคนไทยจำนวนมาก เป็นที่กล่าวขานในความศักดิ์สิทธิ์ว่า ดาบของท่านยังคงปัดเป่าทุกข์ภัยให้ลูกหลานตลอดมาและแล้วบัดนี้ อิทธิปาฏิหาริย์ของพระยาพิชัยดาบหัก ก็ปรากฏให้ประจักษ์ชัดต่อสายตาอีกครั้ง
เมื่อแก๊งเนรคุณป่วนชาติ (นปช.) ที่มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันเบื้องสูง และเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ภายใต้การแอบอ้างชื่อว่า “ประชาธิปไตยแบบเท่าเทียม” ไปจัดม็อบเสื้อแดง ที่สนามกีฬาจังหวัดอุตรดิตถ์ หมอนไม้ ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์
ก่อนการชุมนุม ได้มีการสั่งการอำนาจรัฐ ให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ให้ขนประชาชนมาฟังแกนนำ นปช.ปราศรัย หมิ่นและให้ร้ายสถาบันเบื้องสูง
คุยโวว่าครั้งนี้เป็นการชุมนุมใหญ่ของ นปช.ภาคเหนือ เป้าหมายคือ ๑๕,๐๐๐ คน โดยมีรองนายก อบจ.อุตรดิตถ์ และนาย ป.ประธาน นปช.อุตรดิตถ์ เป็นผู้ระดมมวลชน
แต่ปรากฏว่า ทำอย่างไรประชาชนก็ไม่ยอมมา เพราะกลัวว่าพระยาพิชัย จะลงโทษที่ไปสนับสนุนขบวนการล้มเจ้า จนแกนนำระดมมวลชนปั่นป่วนไปหมด
ต้องไปขอระดมคนเสื้อแดงจากจังหวัดใกล้เคียง คือ จ.แพร่ น่าน สุโขทัย พิษณุโลก และ จ.นครสวรรค์ ให้เดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย
ทันทีที่แก๊งเนรคุณป่วนชาติ (นปช.) ประกาศว่าจะมาชุมนุมที่อุตรดิตถ์ ช่วงดึกๆ ทุกคืน ก็เกิดอาเพศพายุอย่างหนัก พายุพัดถล่มทุกอำเภอ ทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์หลายรอบ โดยเฉพาะ ๓ อำเภอ ที่โดนอ่วมหนัก คือ “พิชัย” ตรอน และเมือง อุตรดิตถ์ จนต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับสายไฟฟ้าขาด
ที่แปลกก็คือ ที่วัดหนองกาย ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ ศาลาการเปรียญของวัด อายุเกือบ ๑๕๐ ปี ที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลังได้พังคลืนลง เพราะถูกกระแสลมพัดเข้าใส่จนไม่เหลือซากของศาลา ท่ามกลางความงุนงงของพระ และประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันมายืนมุงดูพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ ว่าจะต้องเกิดอาเพศหนัก เจ็บ ตาย จำนวนมาก กับคนเสื้อแดงเร็วๆ นี้แน่ๆ
และรู้สึกเสียดายโบสถ์ เพราะเป็นศาลาวัดที่เก่าแก่ คู่กับหมู่บ้านมาแต่ดั้งเดิม และยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อชาวบ้านมีที่ทำพิธีทางศาสนาต่อไป
พายุพิโรธยังไม่หยุดเท่านั้น เหตุการณ์ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นซ้ำอีก
คืนก่อนการชุมนุม ๒๙ เม.ย. เวลา ๒๓.๐๐ น. ได้เกิดอาเพศ พายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเกือบทุกอำเภอของอุตรดิตถ์
ส่งผลทำให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นระเนนระนาด บ้านเรือนชาวบ้านพังกระจุยเป็นจำนวนมาก บางบ้านถูกต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงมาทับกลางหลังคาบ้าน (เหมือนดาบของพระยาพิชัยที่หักเป๊ะ) กระเบื้องแตกละเอียดตกลงมาใส่หัวของชาวบ้านที่นอนหลับอยู่บนที่นอนได้รับบาดเจ็บ ส่งไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลกันชุลมุน
อาเพศพายุลมแรงพิโรธโกรธายังพัดกระหน่ำต่อไปไม่ยอมหยุดหย่อน พัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ดึกๆทุกคืนจนราบเป็นหน้ากลอง จนถึงเช้ามืดวันที่ ๓๐ เมษา โดยเฉพาะ
ที่บริเวณประตูทางเข้าสนามกีฬา ที่เป็นที่จัดชุมนุมขบวนการล้มเจ้า คอมมิวนิสต์แดง นปช.
ส่วนพื้นที่ตำบลบ้านเกาะ อ.เมืองอุตรดิตถ์ ชาวบ้านบอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอพายุรุนแรงที่สุด และไม่เคยเกิดในพื้นที่มาก่อนแบบนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กถูกต้นไม้ล้มทับ
ซ้ำร้ายเป็นลาง คือ ต้นไม้ขนาดใหญ่ ต้นสักอายุ ๓๐๐ ปี ราว พ.ศ.๒๒๕๗ (พอๆ กับช่วงที่พระยาพิชัยอายุเป็นวัยฉกรรจ์รุ่นหนุ่มพอดี) ที่ปลูกตามสองข้างถนนสายหลักอายุกว่า ๓๐๐ ปี กว่า ๒๐ ต้น ล้มชนิดถอนรากถอนโคนเป็นแนว ทับสายไฟฟ้า
ส่วนบริเวณกลางสนามกีฬา ซึ่งมีการตั้งเวทีปราศรัยแดง นปช.ขนาดใหญ่ และด้านข้างเวที กางเต็นท์ไว้จำนวน ๑๕ หลัง ถูกลมพายุพัดถล่มจนเสียหายพังยับเยิน พัดโต๊ะ-เก้าอี้-เต็นท์สนาม และเวทีกลางที่ได้มีการเตรียมไว้ ล้มกระจัดกระจาย เสาไฟฟ้าบริเวณทางเข้าชุมนุม ที่หักโค่น “กีดขวางทางเข้า-ออก”...
เหมือนพระยาพิชัยท่านไม่ต้อนรับ และขับไล่ผู้มาจัดงาน ท่านจึงกระโดดเตะด้วยความโกรธ จนต้นไม้ เสาไฟฟ้า ล้มพับ โค่นคาเท้าท่าน เหมือนในอดีตกาล
จนราวช่วงสายถึงเที่ยง คนเสื้อแดงที่รู้ข่าว บอกลือต่อๆ กันไปเริ่มเหวอหนัก กลัวกันมาก วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ว่าถ้าไปร่วมกับขบวนการล้มเจ้าเสื้อแดง ต้องตาย และครอบครัวฉิบหายวายป่วงแน่ๆ จึงมีการปฏิเสธกับแกนนำว่าจะยกเลิกไปแล้ว ทำเอาแกนนำสายจัดม็อบปั่นป่วนอย่างหนัก จึงสั่งเกณฑ์ระดมคนลาวที่อยู่ในพื้นที่ (อุตรดิตถ์ ติดชายแดนลาว ที่ อ.บ้านโคก) มาร่วมให้ได้มากที่สุด
• ส่วนถ้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ขู่ว่าจะไม่จ่ายเงินเดือนให้
ส่วนผู้นำชุมชน ให้ไปข่มขู่ประชาชนพื้นที่ตนเองว่า
คนที่ไม่ไปร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงล้มเจ้า จะ
ถูกยกเลิกบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกโรค
ยกเลิกเบี้ยยังชีพคนแก่
ไม่ให้กู้กองทุนหมู่บ้าน
ไม่ให้พักหนี้ ธ.ก.ส.
ไม่จ่ายเงินค่าจำนำข้าวทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ค้างไว้มากกว่าหมื่นล้านบาท
โรงสีจะไม่รับซื้อข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ ที่ตอนนี้เหลือราคาเพียง๔,๐๐๐ บาท/ตัน เท่านั้น
• ต่อมาช่วงบ่าย ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเกรงกลัวคำขู่ ยินยอมรับเงินค่าจ้าง ๑๕๐-๒๐๐ บาท/คน เดินทางจากจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือตอนล่าง ทยอยเดินทางมาที่สนามกีฬา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าพ่อค้าที่มาตั้งเต็นท์ขายของที่ระลึกของคนเสื้อแดง ส่วนใหญ่คือเสื้อยืด เสื้อแจ็กเกตแขนยาว ผ้าพันคอ และผ้าคาดหัว ที่มีรูปของปูเน่า และชายดูไบ
นี่อาจเป็นคำเฉลย ว่าทำไมพายุอาเพศถึงถล่มอุตรดิตถ์ เพราะ
ภาพปูเน่าไปที่ไหน ที่นั่นเป็นโดนถล่มยับเยิน
ขนาดไปโรงเรียนชายชุดดำ ไม่กี่วันตกเครื่องบินตาย ๒ คนรวด
ไปเยี่ยม รมต.พีรพันธุ์ ป่วย..ต่อมาไม่กี่ชั่วโมง ตายทันทีเลย..คนพาความซวยแท้ๆการชุมนุมของเสื้อแดงที่สนามกีฬา ช่วงเย็นถึงค่ำ แปลกมากคือ ลมพายุกลับเปลี่ยนเวลาซะงั้น รีบมาแต่หัวค่ำ ที่ชุมนุมจึงเต็มไปด้วยข่าวลือเรื่องอาเพศพระยาพิชัยมากมาย เสื้อแดงที่มาจากจังหวัดอื่น ต่าง “จิตตก” สีหน้าอมทุกข์ วิตกจริต หวาดหวั่นภัยร้ายที่มีมาถึงตนเองและครอบครัว จนคนเสื้อแดงหลายคนทนความกลัวไม่ไหว ขอกลับออกไปก่อน
แต่การ์ด นปช. ที่ปิดทางเข้า-ออกไว้แน่นหนา ไม่ยอมให้ออกไปจากสนามกีฬา ขู่ว่าใครรับเงินไปแล้ว ขืนหนีกลับก่อนเวลา จะถูกอุ้มไปยิงทิ้งในป่าทันที
ได้เวลาราว ๑๗.๐๐ น. มีมวลชนที่ถูกบังคับมา และจ้างมา ถูกขังอยู่ในสนามกีฬา ประมาณไม่เกิน ๑,๐๐๐ คน แต่แกนนำอับอายมาก กลัวว่าจะโดนเช็กบิลจากเจ้าของท่อน้ำเลี้ยง เลยแถออกข่าวเสื้อแดงมา ๑๒,๐๐๐ คน..(ฮา)..ช่วยลือบอกไปถึงชายดูไบว่าขาด ๑๒,๐๐๐ คน ไปแค่ ๑๑,๐๐๐ คนเอง
ไอ้ที่แดงๆ ที่ทีวีเอเชียอาบแดดถ่ายน่ะ มันคือ “เก้าอี้เปล่า” ที่ไม่มีคนนั่ง เพราะที่เหลือมันอมแบ่งเงิน รับเงินมา ๑,๐๐๐ บาท/หัว จำนวน ๑๕,๐๐๐ ราย แต่จ่ายจริง ๑๕๐-๒๐๐ บาท และจ่ายเพียง ๑,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น เงินที่เหลือ แกนนำอมกันแหลกลาญ เข้ากระเป๋าไปแล้ว..ดังนั้นเจ้าของท่อน้ำเลี้ยงไป “สอย” เอาเงินคืนได้ที่แกนนำ นปช.ได้เลย
เสื้อแดงที่อยู่ในสนามจึงตกอยู่ในสภาพเหมือนถูกขังคุก คือ เข้าไปได้ แต่ออกไม่ได้ ถ้าออกจะต้องยอมสละถึงชีวิต..ทุกคนจึงกล้ำกลืนฝืนทน ท่ามกลางพายุพิโรธ ลมแรงพัดกระโชกล้อมรอบที่ชุมนุมเหมือนตกอยู่ในนรกก็ไม่ปาน เสียงลมพายุดึงหึ่งๆ อื้ออึงไปทั่วบริเวณ เหมือนเสียงคำรามจากลมหายใจโกรธของพระยาพิชัย
จากนั้นบรรดาแกนนำ คากคกตู่, นกแสก ฯลฯ และอีกหลายคน ต่างผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที เนื้อหาพล่าม โกหก ให้ร้ายเบื้องสูง, การปกป้องปูเน่า โดยคนเสื้อแดงต้องเดินออกหน้าไปสละชีพ ส่วนแกนนำจะหลบอยู่ในที่ปลอดภัยข้างหลัง และเปลี่ยนแผนการชุมนุมใหญ่ พาเสื้อแดงไปตาย ที่ถนนอักษะ"
ปรับเลื่อนเป็นวันที่ ๕ พฤษภาคม “นั่นเพราะกำนันจะรวมตัวประชาชนทั้งประเทศใส่เสื้อสีเหลืองในวันนั้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ถวายพระพรชัยมงคล และตั้งสัตยาธิษฐาน เนื่องในวันฉัตรมงคล ๕ พฤษภาคม
ในขณะที่แกนนำกำลังปราศรัย โจมตีหมิ่นเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอยู่นั้น สิ่งเลวร้ายลางความตายของคนเสื้อแดงก็เกิดขึ้น เมื่อพายุโกรธกระโชกแรงขึ้นอย่างผิดปกติ เสียงดังปานสายฟ้าฟาด ดังสนั่นหวั่นไหว เปรี้ยงๆๆ โครม...ครืน
ลมพัดตัวแกนนำปราศรัยบนเวทีจนยืนโยกทรงตัวแทบไม่อยู่ ทรงผมหลุดลุ่ย โดยเฉพาะนกแสก ถึงกับเห็นหัวล้านหมดทั้งหัวเหมือนไม่มีผมเลยทีเดียว..และถ้าดูดีๆ คล้ายคนไม่มีเงาหัว และเหมือนผีมากๆ..บรื๋อ!!
และแล้วสิ่งที่พระยาพิชัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ เตือนมาก่อนหลายวัน แต่ไม่มีเสื้อแดงฟังก็เกิดผล เมื่อมีพายุลูกหนึ่ง พัดจงใจพุ่งเข้าใส่มวลชนเสื้อแดง ลักษณะเป็นมวลใหญ่เหมือนกำปั้นพระยาพิชัย ชกดัง "โครม" เข้ากระแทกใส่โคมไฟในสนามกีฬาจนหล่นแตกกระจาย
ฟาดหัวคนเสื้อแดงจนบาดเจ็บกันจำนวนมาก ที่หนักๆ คือ หัวแตกเลือดอาบโชก 1 คน บาดเจ็บเลือดสาด 3 คน และบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ อีกระนาว ร้องโหยหวนกันระงม วิ่งกันกระเจิดกระเจิง หงายเงิบ หน้าเหวอ..น่ากลัว ไม่ไหวแล้วโว้ย!!
@เสธ น้ำเงิน
ที่มา https://www.facebook.com/topsecretthai
• อ้อ...มิน่าล่ะ เห็นภาพนกแสกว่อน fb ถูกพายุกระชากวิกจนความลับเผย
ที่ทำผมทรงออเดรย์ เฮปเบิร์น แอ๊บแบ๊วเหวงมาตลอดนั้น ที่แท้ ก็...
"โล้นซ่า...มหาภัย"!.

ศาลอาญาไม่ถอนประกันตัว หมอระวี,ทศพล ไม่พบยั่วยุ

ศาลอาญา มีคำสั่งยกคำร้องขอถอนประกัน 'น.พ.ระวี' กับ 'ทศพล' 2 แกนนำ กคป. ชี้ ยังไม่มีพฤติการณ์ยั่วยุปลุกปั่น แต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่ม ห้ามปิดล้อมสถานที่ราชการ

ศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งยกคำร้องพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ที่ยื่นขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว น.พ.ระวี มาศฉมาดล และ นายทศพล แก้วทิมา แกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย หรือ กคป. ซึ่งทั้งสองเป็นจำเลยในคดีที่ร่วมกับพวกรวม 8 คน ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ / ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และบุกรุกในเวลากลางคืน กรณีปิดล้อมกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2557 ซึ่งภายหลังถูกจับกุม ศาลได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไป พร้อมกำหนดหนดเงื่อนไข ห้ามยั่วยุปลุกปั่นให้ประชาชนล่วงละเมิดฎหมายหรือเกิดความวุ่นวาย และห้ามออกนอกประเทศ แต่ทั้งสองกลับนำผู้ชุมนุมไปบุกล้อม กระทรวงพลังงาน อีกครั้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า น.พ.ระวี และ นายทศพล กับพวก ชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการปฎิรูปพลังงาน โดยขอเข้าไปติดป้ายและธงที่ประตูด้านหน้ากระทรวงพลังงาน โดยมีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และไม่มีผู้ใดมาห้ามปราม การกระทำจึงยังไม่เป็นการยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนที่ฝ่ายผู้ร้องอ้างว่ามีการเคลื่อนย้ายแบริเออร์ ทำให้กระจกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียหายนั้น เห็นว่าทางผู้เสียหายได้ดำเนินคดีในส่วนนั้นไปแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แต่ศาลเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่ต่อไปอาจทำผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราว จึงกำหนดเงื่อนไขเพิ่ม ห้ามไม่ให้กระทำการใดๆ ลักษณะปิดล้อมสถานที่ราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และห้ามกระทำการใดๆ ให้เกิดความไม่สะดวกในการเข้าไปทำงานของเจ้าหน้าที่


โปรแกรม นปช.เลื่อนจาก5เป็น10พ.ค.

ประธาน นปช. จตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศเลื่อนวันปราบกบฎเป็นวันที่ 10 พฤษภา ที่ถนนอักษะ โดยระหว่างนี้จะมีการปราศรัยย่อยตามนี้ (ทีมงาน)
วันที่ 3 พ.ค. มีนบุรี
วันที่ 4 พ.ค. ข้างวัดหลวงพ่อโต บางพลี
วันที่ 6 พ.ค. ท่าน้ำนนท์
วันที่ 7 อ.ปลวกแดง ระยอง