PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กรอบเวลา รัฐธรรมและการเลือกตั้งใหม่

นับจากวันที่ 21 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป ประเทศไทยก็จะขยับขับเคลื่อนไปตามกำหนดเวลาที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญ 2557 ถือเอาวันประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรกเป็นเสมือนวันเริ่มต้นนับ 1 ของตารางเวลาที่วางเอาไว้ ผมลองคำนวณโดยสังเขป ขั้นตอนจะเป็นอย่างนี้ครับ


21 ตุลาคม 2557 - ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก


4 พฤศจิกายน 2557 - ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 32 วรรคสอง)


21 ธันวาคม 2557 - สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 31 วรรคสาม)


23 เมษายน 2558 - คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ (มาตรา 34 วรรคแรก)


2 พฤษภาคม 2558 - คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมเพื่อพิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นแล้วเสร็จ (มาตรา 36 วรรคแรก)


2 มิถุนายน 2558 - ครบกำหนดที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 36 วรรคสองและวรรคสาม)


2 สิงหาคม 2558 - คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ (มาตรา 37 วรรคแรก)


16 สิงหาคม 2558 - สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ (มาตรา 37 วรรคสอง)


16 กันยายน 2558 - ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย (มาตรา 37 วรรคสาม)


เผื่อคลาดเคลื่อนนิดหน่อย ให้เวลาการส่งเอกสารบ้าง หักลบกับขั้นตอนที่อาจไม่ต้องใช้เต็มพิกัด รวม ๆ แล้วหากไม่มีเหตุการณ์พลิกผันประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญถาวรอีกฉบับหนึ่งภายในเดือนตุลาคม 2558


แต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่เมื่อไร ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่จะกำหนดไว้ และระยะเวลาในการจัดทำหรือแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


คาดว่าคงจะเป็นปี 2559 โน่น

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาวชาวปากีสถานวัย17ปี คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2014

ปากกระบอกปืนหรือจะเปลี่ยนความมุ่งหมายและความมุ่งมั่นของเรา
มาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาวชาวปากีสถานวัย17ปี คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2014 นับเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้
มาลาลา ซึ่งรอดชีวิตจากการถูกกลุ่มตอลิบานยิงที่ศีรษะบนรถโรงเรียนเมื่อปี 2012 กลายเป็นที่รู้จักในฐานะนักสิทธิมนุษยชนรุ่นเยาว์ที่เรียกร้องสิทธิ์ในการศึกษาเล่าเรียนสำหรับเด็กผู้หญิง และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนทั่วโลกได้เห็นว่า พวกเขาสามารถมีส่วนยกระดับสถานภาพของตนเองได้อย่างไร
คณะกรรมการโนเบลสันติภาพกล่าวถึงเธอว่า “เธอยืนหยัดทำสิ่งเหล่านี้แม้จะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง ด้วยการต่อสู้อย่างกล้าหาญนี้ เธอจึงกลายเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของเด็กหญิง”
12 กรกฎาคม 2556 มาลาลาได้รับเชิญจากสหประชาชาติให้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสภาเยาวชนระหว่างประเทศประจำปี 2556 ณ สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ
การกล่าวถ้อยแถลงของนาวสาวมาลาลาในครั้งนี้มีขึ้นตรงกับวันเกิดอายุ 16 ของเธอ และวันนี้ได้รับการประกาศจากสหประชาชาติให้เป็น “วันมาลาลา” เพื่อระลึกถึงเป้าหมายทางการศึกษาสำหรับเด็กทุกคน นอกจากนี้ ในโอกาสเดียวกัน เธอได้มอบหนังสือร้องเรียน ซึ่งลงชื่อโดยประชาชน 4 ล้านคน แก่นายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อสนับสนุนเด็ก 57 ล้านคนทั่วโลกที่ยังไม่ได้รับการศึกษา โดยหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเรียกร้องผู้นำทั่วโลกให้สนับสนุนเงินทุนในการจ้างครูใหม่ สร้างโรงเรียนใหม่ และซื้อหนังสือ รวมทั้งยุติการใช้แรงงานเด็ก การแต่งงานก่อนวัยอันควร และการค้าเด็ก
มาลาลากล่าวว่าการศึกษาเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นและเรียกร้องนักการเมืองเร่งดำเนินการให้สิทธิในการศึกษาแก่เยาชนทุกคน พร้อมกันนี้ เธอยังได้เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกให้การศึกษาภาคบังคับฟรีแก่พลเมืองเยาวชนของตน ต่อต้านการก่อการร้ายและความรุนแรง รวมทั้งปกป้องพลเมืองเยาวชนของตนให้ปลอดภัยจากการทารุณกรรมต่างๆ นอกจากนี้ เธอยังประกาศว่าเธอกำลังเรียกร้องสิทธิให้แก่สตรี เนื่องจากเห็นว่าสตรีเป็นเพศที่ถูกกดขี่มากที่สุดและการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายไม่อาจทำให้เธอล้มเลิกอุดมการณ์ดังกล่าวได้ โดยในการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ เธอยืนยันว่าไม่ได้เพื่อต่อต้านหรือแก้แค้นบุคคลกลุ่มใดเป็นพิเศษ
มาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาวปากีสถานวัย 15 ปีที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพทางการศึกษาจากกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงตอลิบาน จนนิตยสารไทม์ได้จัดให้เธอเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เธอเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อการศึกษาของสตรี
มาลาลา เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ณ เมืองมินโกราเขตสวัด จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา พ่อของเธอนายไซอุดดิน เป็นเจ้าของโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง ในช่วงต้นปี 2550 อิทธิพลของกลุ่มนักรบติดอาวุธหัวรุนแรงตาลิบานได้ขยายเติบโตขึ้น มัวลานา ฟาสลูลลาห์ ผู้นำกลุ่มฏอลิบานอาศัยผลประโยชน์จากช่วงเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาทำการรวมอำนาจในเขตสวัด การสอนกฎหมายศาสนาอิสลามผ่านทางวิทยุกระจายเสียง FM ของนายมัวลานานั้นป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงเวลานั้น
ในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 พื้นที่เขตสวัดก็กลายเป็นแหล่งก่อการร้าย ตาลิบานเริ่มรณรงค์ล้มล้างสถาบันของรัฐ ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือโรงเรียนสตรีโดยอ้างว่าเป็นการขัดต่อการสอนของศาสนาอิสลามที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ โรงเรียนสตรีไม่ต่ำกว่าร้อยโรงเรียนได้ถูกเผาทำลายพร้อมกับการข่มขู่ทั้งนักเรียนและครู แต่ทว่าโรงเรียนที่มาลาลาศึกษาอยู่ยังคงทำการเปิดการเรียนการสอนอยู่ถึงแม้จะถูกข่มขู่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
เมื่อมาลาลาอายุได้ 11 ปี เธอได้ปรากฏสู่สาธารณะครั้งแรก โดยนายไซอุดดิน ได้พาลูกสาวไปเข้าร่วมงานชุมนุมที่อำเภอเมือง เปชวาร์ เพื่อร่วมต่อต้านการโจมตีโรงเรียนสตรีของฏอลิบาน มาลาลาได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “ฏอลิบานอาจหาญอย่างไรในการระงับสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของฉัน” ซึ่งในการกล่าวต่อหน้าผู้ชุมนุมนี้เธอได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอย่างดี
มาลาลาเริ่มมีชื่อเสียงผ่านบล๊อคที่เธอเขียนให้แก่ บีบีซี โดยใช้นามแฝงที่ชื่อว่า “กุล มาไค ” เธอเริ่มลงข้อความตั้งแต่ต้นปี 2552 โดยได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ถูกฏอลิบานควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรี เช่น ห้ามผู้หญิงแต่งกายสีฉูดฉาด ห้ามผู้หญิงเดินตลาด และห้ามนักเรียนหญิงไปโรงเรียน เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกเมื่อได้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ที่ต่อต้านฏอลิบาน ซึ่งมีผู้ฟังมากถึง 25 ล้านคน
ในเดือน พ.ค. 2552 นิตยสารนิวยอร์คไทม์ ได้ถ่ายสารคดีเกี่ยวกับเธอ โดยได้ถ่ายทำจริงในระหว่างที่กองทัพปากีสถานได้เข้าทำการสู้รบในสงครามครั้งที่สองแห่งสวัด ซึ่งทำให้มาลาลาเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น มาลาลากับชาวปากีสถานนับล้านได้หลบหนีออกจากหุบเขาสวัด จากเหตุความวุ่นวายในครั้งนี้ ทำให้มาลาลาและครอบครัวแยกจากกัน การต่อสู้ดำเนินไปในที่แห่งนี้นานหลายเดือน จนถึงเดือนสิงหาคม พวกเขาได้กลับมาที่สวัดอีกครั้งเมื่อกองทัพทหารปากีสถานได้ประกาศว่าเขตสวัดอยู่ในความสงบแล้ว ในตอนนั้นเองพ่อของมาลาลาได้เปิดเผยว่ามาลาลานั้นเองที่เป็นคนเขียนบล็อคให้แก่ BBC ส่งผลให้พวกฏอลิบานมุ่งเป้าคุกคามคนในครอบครัวเธอตั้งแต่นั้นมา
หลังสงครามสงบ มาลาลาได้ทำหน้าที่เป็นประธานของสภาเด็กแห่งเขตสวัด เพื่อเรียกร้องให้มีอิสรภาพทางการศึกษาทั้งในปากีสถานและในเวทีโลก จนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555มาลาลา ยูซาฟไซถูกลอบยิงจากมือปืนฏอลิบานขณะเธอนั่งรถโรงเรียนกลับบ้าน โดยมีมือปืนสวมหน้ากากได้หยุดรถโรงเรียนของมาลาลา มีผู้บาดเจ็บจากการลอบยิงครั้งนี้ 3 คน ส่วนมาลาลาโดนกระสุนสองนัด นัดหนึ่งที่ศีรษะ และอีกนัดหนึ่งที่ต้นลำคอ ทำให้เธออยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสอยู่หลายวันจนเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 กลุ่มผู้นำศาสนา 50 คนในปากีสถานได้ออกแถลงการณ์ฟัตวา แสดงความไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ลอบยิงครั้งนี้ แต่ได้รับตอบกลับจากพวกฏอลิบานว่าพวกเขาตั้งใจจะฆ่ามาลาลาและบิดาของเธอให้ได้จริงๆ วันที่ 15 ตุลาคมเธอได้ถูกย้ายไปรักษาตัว ที่ประเทศอังกฤษ
ด้วยความมุ่งมั่นของมาลาลา ทำให้นายกอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร และปัจจุบันเป็นทูตพิเศษสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการศึกษาของโลก ได้รณรงค์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในหัวข้อที่ชื่อว่า “I am Malala” โดยส่งเสริมการศึกษาในประเทศปากีสถานด้วยกองทุนสากลและเป็นการริเริ่มโครงการภายในประเทศอีกด้วย นายบราวน์ชี้ให้เห็นว่ามี 32 ล้านคนทั่วโลกที่เป็นนักเรียนหญิงที่ไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งนักเรียนหญิงเหล่านี้อยู่ในประเทศปากีสถานถึงร้อยละ 10 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน บราวน์ประกาศให้ความช่วยเหลือโดยร่วมมือวางแผนกับรัฐบาลปากีสถาน องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรสากลอื่นๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาทั้งหมดภายในปี 2558 และเพื่อเป็นการยกย่องแก่มาลาลา
นอกจากนี้องค์กร Vital Voices Global Partnership ซึ่งก่อตั้งโดยนางฮิลลารี่ คลินตัน ได้จัดตั้งกองทุนมาลาลาขึ้น เพื่อให้เงินช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่นักเรียนหญิงตามวิสัยทัศน์ของมาลาลา โดยเป้าหมายแรกของเธอคือให้การศึกษาแก่เด็กหญิง 40 คนในเขตบ้านเกิดของเธออย่างลับๆ ในสถานศึกษาที่ปลอดภัย ด้วยจำนวนเงิน 45,000 เหรียญสหรัฐฯ มาลาลายังมีเป้าหมายที่จะขยายกองทุนนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กไปทั่วโลก โดยได้กล่าวเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันบริจาคกองทุนมาลาลาโดยขยายการช่วยเหลือจาก 40 คนให้กลายเป็น 40 ล้านคน ซึ่งกองทุนก็ได้รับเงินทุนก้อนโตจากนายอาซิฟ อาลี ซาดารี ประธานาธิบดีของปากีสถานด้วยจำนวนเงิน 10,000,000 เหรียญสหรัฐฯ กองทุนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากดาราฮอลลีวูดชั้นนำอย่าง แองเจลีนา โจลี ด้วยยอดเงินบริจาค 200,000 เหรียญสหรัฐฯอีกด้วย
จากการเรียกร้องถึงอิสรภาพในการศึกษาอย่างไม่ย้อท้อ ทำให้เธอได้รับรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัลสิทธิมนุษยชนเพื่ออิสรภาพของผู้หญิงนานาชาติ ( Simone de Beauvoir Prize, International Human Rights Prize for Women's Freedom, 2013) และรางวัลเยาวชนเพื่อสันติภาพแห่งชาติ (National Youth Peace Prize, 2011) ซึ่งมาลาลาถือเป็นคนแรกของปากีสถานที่ได้รับรางวัลนี้
นิตยสาร TIME ได้ประกาศมาลาลาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอันดับสองแห่งปี 2555 รองจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนสตรีเอดจ์บาสตัน ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

คริสตี้ เข้าพบอำลา หม่อมอุ๋ย

คริสตี้ เข้าพบอำลา หม่อมอุ๋ย เจตนาแท้จริง ขอความมั่นใจว่า รัฐบาลไทย จะดำเนินนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯ โดยเฉพาะ ความตกลงด้านการค้าและการลงทุนในกรอบ Trade and Investment Framework Agreement : TIFA พร้อมสอบถาม นโยบายปฎิรูปด้านการขนส่ง และสาธารณูปโภค และการปฎิรูปพลังงาน
TIFA มะกันเจอปัญหาซ้ำซาก ครั้งแรกอ้อยกำลังจะเข้าปากช้าง ปี 2549 สมัยทักษิณ เกิดรัฐประหาร ครั้งหลังโอบามาลงทุนมาไทย เอง ได้พบยิ่งเละ คิดว่าหวานหมูยิ่งเละเตรียมแก้ ม.190 เปิดประตูกว้าง เรื่องกำลังจะไปได้ดี มีรัฐประหารอีก โดยสหรัฐฯ เสนอว่า FTA ไทย-สหรัฐจะต้องเป็น FTA Plus คือ ต้องมีอะไรที่มากกว่า การเปิดเสรีทางการค้า ต้องเป็นการเจรจาแบบ “across the board” คือต้องเปิดเสรีทุกสาขา

สถานการณ์ข่าว10ต.ค.57

j"อนุพงษ์"ชี้คนอกหักเก้าอี้ "สปช." มีลุ้นนั่งผู้ช่วยฯแทน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในส่วนของผู้ที่พลาดจากการถูกคัดเลือกว่า เท่าที่ทราบนั้น นายกรัฐมนตรีได้มีความคิดที่จะนำบุคคลเหล่านั้นมาร่วมปฏิรูปในหลายส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็จะนำมาเป็นผู้ช่วยของคณะปฏิรูปโดยตรง อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเข้าเป็นคณะกรรมธิการต่างๆ ที่สามารถเข้าไปเป็นได้ ซึ่งมีอยู่กว่า 10 คณะ นอกจากนี้ก็อาจจะหาวิธีการอย่างไรเพื่อนำมารวมกันเป็นกลุ่ม จะได้นำความคิดเหล่านั้นมาให้ สปช.ใช้ในการปฏิรูป อย่างไรก็ตามก็ต้องรอนายกรัฐมนตรีสั่งการลงมาให้แน่ชัด ซึ่งก็คงต้อรอรายละเอียดของ สปช. คือ ในการเลือกประธาน แล้วกำหนดวิธีการทำงาน หัวข้อการพัฒนา ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของ สปช.โดยตรง ทางกระทรวงมหาดไทยคงเข้าไปยุ่งไม่ได้
---------
"ยุทธศักดิ์"เล็งขอร่วมงานกองทัพร่วมสร้างความปรองดอง

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายเลขานุการสปช.ถึงแนวทางการปฏิรูป ว่าตนมีแนวคิดที่จะเข้า
ช่วยการปฏิรูปเรื่องความขัดแย้งและสร้างความปรองดองตามแนวทางการศึกษาของพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สปช. ในฐานะผู้อำนวยการสันติวิธีและธรรมาภิบาล ของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องจาก
ตนมองว่าเหตุผลสำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 คือต้องการเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง เบื้องต้นตนจะเข้าไปพูดคุยกับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะทำงานทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศไทย และพล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่1 ฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เพราะมีความสนิทสนมกันดี เพื่อปวราณาตัวเข้าร่วมทำงานปรองดองและแก้ไขความขัดแย้ง เบื้องต้นเชื่อว่าหากตนเข้าไปมีส่วนร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันและทางกองทัพจะได้ประโยชน์ ส่วนแนวทางของการร่วมทำงานเพื่อสร้างความปรองดองนั้นอาจใช้รูปแบบพูดคุย แต่ตนยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะเป็นรูปแบบของการพูดคุยกับแกนนำคนเสื้อแดงเพื่อชักชวนเข้าร่วมการปฏิรูปประเทศรอบนี้หรือไม่
------
65 ปี"อนุพงษ์" ท็อบบู๊ตพรึ่บมหาดไทยอวยพรวันเกิด

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2557 เวลา 06.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำบุญเป็นการส่วนตัว ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เนื่องในวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 65
ปี ก่อนเดินทางเข้ากระทรวงมหาดไทย

ต่อมาในเวลา 09.30 น. ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ได้เดินทางเข้าอวยพรวันเกิด พล.อ.อนุพงษ์

พร้อมด้วยเหล่าเสือ ทบ. อาทิ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วยผบ.ทบ. และพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ขาดเพียง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รอง

ผบ.ทบ. ในฐานะรมว.พาณิชย์ ที่ติดภารกิจร่วมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเยือนประเทศพม่า

จากนั้น นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย เพื่อนร่วมรุ่นอำนวยศิลป์คณะเรา พร้อมด้วยเหล่า บิ๊กข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำ

คณะรองปลัด มท. อธิบดี 6 กรม และผู้บริหาร 5 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดได้เข้าร่วมอวยพรวันเกิด พล.อ.อนุพงษ์ อย่างพร้อมเพรียง ด้วยเช่นกัน
//////////
ถกสำนวนฟ้องยิ่งลักษณ์"ปปช.-อสส."ไม่ได้ข้อสรุป

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2557 เวลา 12.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะทำงานร่วมป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) ในข้อไม่สมบูรณ์เป็นครั้งที่ 2 ว่า จากการหารือข้อไม่สมบูรณ์หลายด้านในวันนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ เรามีความเห็นตรงกันเพียง 1-2 ข้อเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังต้องพูดคุยในรายละเอียด ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ครั้งนี้เป็นการให้รายละเอียดซึ่งกันและกัน และป.ป.ช.ได้ขอไปพิจารณาในรายละเอียดบางประเด็นจึงจะให้ความเห็นกลับมาอีกครั้ง ส่วนข้อไม่สมบูรณ์ยังเป็นข้อไม่สมบูรณ์เดิมที่อัยการสูงสุดส่งกลับมา และต้องพิจารณาในรายข้อ ทั้งนี้คณะทำงานร่วมมีการเร่งพิจารณายุติเพื่อประโยชน์ของคดีโดยไม่ได้มีความกังวลใดๆ อสส.ต้องการให้คดีมีความสมบูรณ์ทุกอย่างเพื่อนำไปฟ้องและศาลสามารถลงโทษได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการให้สอบพยานเพิ่มหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า หากจะสอบพยานเพิ่มต้องดำเนินการร่วมกัน โดยให้มีการสอบพยานเพิ่มจำนวนหลายปากด้วยกัน และพยานบางส่วนเคยเป็น
พยานที่นางสาวยิ่งลักษณ์ เคยร้องขอต่อป.ป.ช.มาแล้ว โดยได้มีการนัดหมายหารือในวันที่ 7 พ.ย.ซึ่งอาจจะได้ข้อสรุป หรือไม่ก็ได้

เมื่อถามย้ำว่า พยานที่จะขอสอบเพิ่มต้องการสอบลึกในประเด็นใดบ้าง นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า มีหลายเรื่องแต่ยังไม่ต้องการเปิดเผย

/////////
เกาะเต่า

ตร.ขู่โซเชียลเข้าข่ายหมิ่นประมาทตร.จับแพะเกาะเต่า

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2557 จากกระแสข่าวคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ภายหลังจากที่ตำรวจจับกุม 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าเชื้อสายยะไข่ได้แล้วนั้น แต่ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันหนาหูในทำนองอาจจะไม่ใช่คนร้ายตัวจริง รวมถึงเรื่องการส่งสำนวนกลับให้แก้ไขจุดบกพร่องดังได้เสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องนั้น

พล.ต.ต.ปวีณ พงษ์สิรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะหัวหน้าชุดรวบรวมสำนวนการสอบสวนคดีนี้ กล่าวว่า สำนวนการสอบสวนทั้งหมดนำส่งพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยใน
ช่วงเช้าของวันที่ 7 ต.ค.57 ที่ผ่านมา โดยในเรื่องของเอกสารทุกอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการตีกลับให้แก้ไขใหม่ โดยส่วนที่ทางพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยประสานกลับมาคือเรื่องของซีดีจำนวน 27
แผ่น ซึ่งเป็นภาพวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในวันเกิดเหตุเพื่อประกอบสำนวน ซึ่งทางพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยเปิดดูไม่ได้ จึงได้ประสานให้พนักงานสอบสวนนำไปแก้ไขและตอนนี้
เปิดได้สมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนในส่วนของตำรวจถือว่าสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ซึ่งข้อมูลบางส่วนต้องเป็นความลับไม่สามารถที่จะนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ เพราะอาจจะมีผลต่อทางคดี แต่ยืนยันว่าทางตำรวจทำงานตามแนวทางที่ถูกต้อง เชื่อมั่นในพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และ พยานแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ และผู้ต้องหาผ่านตรวจร่างกายจากแพทย์ที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทุกอย่าง ทั้งนี้ในส่วนของผู้ต้องหามีสิทธิที่จะกลับคำให้การในชั้นศาลได้ เพราะเป็นสิทธิของเขา โดยขั้นตอนนี้นับว่าเสร็จสิ้นกระบวนการของทางตำรวจแล้ว ส่วนขั้นตอนต่อไปอยู่ที่การพิจารณาของศาลที่จะชี้ชัดออกมา

พล.ต.ต.ปวีณ กล่าวอีกว่า กรณีที่นักสืบโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจในทางเสื่อมเสีย โดยใช้จินตนาการไม่ได้ใช้หลักการด้วยเหตุด้วยผล ถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเป็นการหมิ่นประมาท สามารถเอาผิดได้ จึงฝากย้ำเตือนนักสืบโซเชียลด้วย

วันที่โพสข่าว : 10 ตค. 2557 เวลา 15:58 น.

"พิชิต"ตั้งข้อสังเกต เหตุใดป.ป.ช.ส่งเรื่องถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"ซัด! มีที่ไหนมองข้ามกม.แม่ ใช้กม.ลูกแทน

"พิชิต"ตั้งข้อสังเกต เหตุใดป.ป.ช.ส่งเรื่องถอดถอน"ยิ่งลักษณ์"ซัด! มีที่ไหนมองข้ามกม.แม่ ใช้กม.ลูกแทน
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายพิชิต ชื่นบาน ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) และที่ปรึกษากฎหมายทีมทนายความคดีโครงการรับจำนำข้าว ตั้งข้อสังเกตต่อข่าวของสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่อง ถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปยัง ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะในการทำความเข้าใจ ว่า

1. ทำไมต้องเร่งรีบ รวบรัด ทั้งๆ ที่มีข้อโต้แย้งถึงรายงานและสำนวนการสอบสวนของอัยการสูงสุดว่าคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด (8 พ.ค.) นั้น มีข้อไม่สมบูรณ์ การไต่สวนพยานหลักฐานที่ผ่านมายังไม่สิ้นกระแสความในหลายประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ และข้อไม่สมบูรณ์ถือเป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ อันเป็นมูลเหตุที่มีการกล่าวหาในคดีอาญา และคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง เมื่อเหตุของการส่งเรื่องสำนวนและรายงานยังไม่สมบูรณ์ ผลที่สภา สนช.จะไปดำเนินการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เพราะเมื่อองค์กรในกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาด้วยกันยังโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายอยู่
นอกจากนี้ คดีถอดถอนก่อนการชี้มูลความผิด นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปผูกรวมไว้กับคดีอาญา ทั้งๆที่เป็นคนละกรณีกัน และทีมทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ โต้แย้งการรวมคดีมาตลอด ป.ป.ช. ไม่รับฟัง แต่เมื่อคดีอาญาถูกอัยการสูงสุดชี้ว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ ทำไมเวลานี้ ป.ป.ช. กลับจะแยกสำนวนถอดถอนออกจากสำนวนคดีอาญาไม่รอว่าผลที่สุดคดีอาญาจะมีผลเป็นประการใด แม้เทคนิคทางกฎหมาย ป.ป.ช. จะอ้างว่าทำได้แต่ต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมด้วย

2. มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขัดแย้งในตัวเอง อย่างมีข้อสังเกต กล่าวคือ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดว่านางสาวยิ่งลักษณ์ฯ กระทำผิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 270
แต่จากการให้เหตุผลในการส่งเรื่องคดีถอดถอนให้แก่ สนช. มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันนี้กลับไม่กล่าวถึงมูลเหตุให้ถูกถอดถอนว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ กระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 อีก กลับอ้างกฎหมายลูกคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
มีคำถามว่าทำไมต้องใช้เทคนิคทางกฎหมาย โดยไปอ้างกฎหมายลูกที่มีลำดับรองจากรัฐธรรมนูญในการส่งเรื่องให้สภา สนช. เพราะเหตุใด ป.ป.ช. จึงสละประเด็นที่มีการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ทิ้งเสีย โดยไม่ยืนยันมติการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่ากระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178
ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. มุ่งใช้เทคนิคทางกฎหมายที่สละประเด็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทิ้งมาอ้างกฎหมายลูกคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแทนนั้น น่าจะเป็นเพราะมีข้อโต้แย้งในหลักการทางกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ถูกยกเลิกและสิ้นสุดลงแล้ว
ดังนั้น คำตอบเรื่องนี้น่าจะตัดสิ้นได้ว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา ป.ป.ช. มีมติว่าอย่างไร ซึ่งคำตอบคือ ป.ป.ช. มีมติว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงโดยเฉพาะ มาตรา 270 เรื่องการถอดถอนจึง ไม่อาจดำเนินการใดๆ ต่อไปได้อีก
วันนี้แม้จะหลีกเลี่ยงและทิ้งประเด็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา178ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะมติชี้มูลครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 57 ระบุไว้ชัดแจ้งแล้ว

ตนจึงเรียกร้องต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แม้ว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช. จะอ้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 6 ที่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา รวมทั้งข้อบังคับการประชุมของสภา สนช. ว่ามีอำนาจหน้าที่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ก็ตาม
แต่เพื่อการอำนวยความยุติธรรมและดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมซึ่งคสช.ผู้แต่งตั้งสภาสนช. ก็มีเจตนารมณ์ตามคำสั่งที่ 63/2557 อยู่ด้วยจึงขอเรียกร้องให้ สภา สนช. ตรวจสอบมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 57 ว่ามูลเหตุแห่งการดำเนินคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ ป.ป.ช. กล่าวหาและมีมติคือ เรื่องกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ใช่หรือไม่หากใช่ก็ต้องพิจารณาว่าเมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงแล้วสภา สนช. จะดำเนินคดีถอดถอนได้หรือไม่ เพราะหากเหตุไม่สมบูรณ์ผลก็ย่อมไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่หลีกเลี่ยงการดำเนินคดีแต่การดำเนินคดีก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชัย ชิดชอบ

ชัย ชิดชอบ (5 เมษายน พ.ศ. 2471 — ) อายุ 86 ปีเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคพลังประชาชน ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรแทนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่โดนใบแดง [1] ก่อนหน้านี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)หลายสมัย และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)จังหวัดบุรีรัมย์

ประวัติ[แก้]

นายชัย ชิดชอบ เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ [2]

นายชัย ชิดชอบ ใช้วุฒิการศึกษา ม.6 ถึง พ.ศ. 2539 ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กำหนดให้ ส.ส. ต้องจบปริญญาตรี นายชัย จึงสมัครเรียนต่อ ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาตรี สาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ชีวิตส่วนตัว นายชัย ชิดชอบ สมรสกับนางละออง ชิดชอบ มีบุตรชาย 5 คน หญิง 1 คน บุตรคนกลางคือนายเนวิน ชิดชอบ นายชัยชื่นชอบนักการเมืองชาวอิสราเอลคนหนึ่ง ที่ชื่อ โมเช่ ดายัน ถึง
ขนาดตั้งฉายาให้ตัวเองว่า "ชัย โมเช่"

งานการเมือง[แก้]

นายชัย ชิดชอบ เริ่มงานการเมืองจากการเมืองท้องถิ่น เป็นกำนันตำบลอิสาน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ และทำธุรกิจโรงโม่หิน ชื่อโรงโม่หินศิลาชัย ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มงานการเมืองตั้งแต่
พ.ศ. 2500 โดยสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคประชาธิปัตย์ แต่สอบตก [3] และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์หลายสมัยติดต่อกัน ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2512 (อิสระ) , 2522 (พรรคประชาราษฎร์), 2526 (พรรคกิจสังคม), 2529 (พรรคสหประชาธิปไตย) , 2535/2 2538 (พรรคชาติไทย) , 2539 (พรรคเอกภาพ) ​ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​แบบบัญชีรายชื่อ พ.ศ. 2548 (พรรคไทยรักไทย) และสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2549 [4]

นายชัย ชิดชอบ ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกครอบครองที่ดินสงวนของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินการแจ้งให้กรมที่ดินเพิกถอนที่ดินดังกล่าว [5]

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 2[6]

ประธานรัฐสภา[แก้]

นายชัย ชิดชอบ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 (ก่อนหน้านี้นายชัยได้ทำหน้าที่เป็นประธาน
สภาฯชั่วคราว ในการคัดสรรผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภาฯซึ่งนายยงยุทธ ได้รับเลือกไป เนื่องจากนายชัยเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในสภาฯ) นายชัยได้ทำหน้าที่ประธานโดยได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์

โดยที่เจ้าหน้าที่ยังมิได้อ่านประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งตามธรรมเนียม ทำให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส. ฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์ได้ทักท้วง ซึ่งนายชัยอ้างว่าจะรีบไปงานศพ ทั้งนี้
ขณะที่นายชัยจะคุกเข่าสดับพระบรมราชโองการฯ ก็เกิดเซคะมำ และเมื่อคุกเข่ารับฟังเสร็จแล้ว เมื่อจะลุกขึ้นก็ลุกไม่ขึ้น แต่นายชัยก็พยายามจะลุกให้ได้ จึงทำให้เซถลาไปข้างหน้า จนนายนิสิต สินธุไพร ส.ส. ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ที่มาร่วมในพิธีด้วย รีบเข้าไปพยุงนายชัยให้ยืนขึ้นเป็นปรกติ และเดินกลับไปห้องประชุมได้[7]

อนึ่ง ขณะปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส. หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน ได้เสนอ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส. สกลนคร พรรคพลัง
ประชาชน เป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่นายจุมพฏไม่เห็นชอบด้วย นายพิษณุจึงมีทีท่าจะเสนอคนอื่นแทน

นายชัย ชิดชอบ จึงกล่าวขึ้นกลางที่ประชุมว่า "จะเสนอใครถามเจ้าตัวก่อนว่าเขารับหรือไม่ เจ้าตัวไม่เอายังเสือกเสนออยู่อีก จะเสนอใครก็รีบเสนอ เสียเวล่ำเวลา" ท่ามกลางความตกตะลึงของ ส.ส. ในที่ประชุม อย่างไรก็ดี ความหงุดหงิดของนายชัยเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มประชุมแล้ว เนื่องจากความไม่พร้อมเพรียงของ ส.ส. ที่เข้าประชุม จนนายชัยต้องกดสัญญาณเรียกถึงหกครั้ง และสั่งให้นับองค์ประชุมอีกหลายครั้ง ทั้งนี้ ในวันต่อมา นายชัยก็ได้กล่าวขอโทษ ส.ส. สำหรับกรณีดังกล่าว[8] [9] [10] [11]

ด้วยความที่นายชัย ชิดชอบ ได้กลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งเมื่อมีอายุมากแล้ว จึงได้รับการเรียกขานเล่น ๆ จากสื่อมวลชน ว่า "ปู่ชัย" หรือ "ลุงชัย" และในปลายปี พ.ศ. 2552 ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนประจำรัฐสภาว่า "ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์" อันเนื่องจากการทำหน้าที่ประธานสภาฯที่มีลูกล่อลูกชนและมีมุกตลกแพรวพราวเสมอ[12]

สถานการณ์ข่าว 9ต.ค.57

สปช.ใหม่ รายงานตัววันที่ 2 คึกคัก

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 เวลา 08.00 น. ที่อาคารรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เปิดให้สมาชิก สปช.เข้ารายงานตัวเป็นวันที่ 2 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ เดินทางเข้ารายงานตัวเป็นคนแรกในเวลา 08.10 น. จากนั้นสมาชิกคนอื่นๆต่างทยอยเข้ารายงานตัว อาทิ นายเจน นำชัยศิริ นายกาศพล
แก้วประพาฬ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา นางสุกัญญา สุดบรรทัด พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายชัย ชิดชอบ เป็นต้น และในเวลา 08.35 น.นายพรเพชร
วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยสถานที่รับรายงานตัวของ สปช.ด้วย
---
กกต.พร้อมส่งประวัติผู้สอบตกสปช.ถึงมือคสช.พรุ่งนี้

นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานกกต.ได้จัดเตรียมประวัติและรายละเอียดของผู้ที่เสนอชื่อเข้ารับคัดเลือกมาเป็นสมาชิก
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สปช.) ในส่วนของผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นสปช. ทั้งหมด 7,370 คน แบ่งเป็น 11 ด้าน 4,585 คน และระดับจังหวัด 2,785 คน ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประสานมา เพื่อขอนำรายชื่อและประวัติของบุคคลที่ไม่ได้รับคัดเลือกเป็นสปช.กลับมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งบุคคลเหล่านี้อาจจะได้รับการพิจารณาเข้ามาช่วยเหลืองานด้านการปฏิรูปประเทศ เนื่อง

จากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าสามารถส่งประวัติดังกล่าวได้ภายในวันศุกร์ที่ 10 ต.ค.นี้แน่นอน
-----
ชัยไม่ขัดนั่งปธ.สปช.หากถูกทาบ ยันภูมิใจไทยหนุนปฏิรูป

ที่รัฐสภา วันที่ 9 ต.ค.2557 นายชัย ชิดชอบ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวภายหลังรายงานตัวถึงตำแหน่งประธานสปช.ว่า หากมีการทาบทามคิดว่า ตราบใดที่กำลังวังชา ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ได้ เพราะมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนชาติ ส่วนนโยบายของพรรคพรรคภูมิใจไทย อยากให้มีการปฏิรูปทุกด้าน เพราะตั้งแต่เล่นการเมืองมา 42 ปี ครั้งนี้เฟะที่สุด โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น สำหรับแนวทางการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ยังไม่ครอบคลุม คิดว่าน่าจะเพิ่มตัวแทน สปช.จากทั้ง 77 จังหวัด ควรเสนอแนวทางปฏิรูป

เมื่อถามว่าระยะเวลาการร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือนถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ถือว่าเร็วไป แต่เมื่อคสช.วางกฎเกณฑ์เอาไว้ก็น่าจะเร็วกว่านั้น ก็อยู่ที่แนวความคิด และที่วางกรอบไว้ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ อยู่ที่การปรองดองด้วย ทุกฝ่ายต้องรวมความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

"นักวิชาการมีบทบาทสำคัญแต่ไม่เคยปฏิบัติเลย ต้องให้นักปฏิบัติมาทำกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ปฏิบัติได้หรือไม่ ทหารมีระเบียบวินัยตามครรลองของเขา จะทำอย่างไรให้นักการเมืองหรือผู้ที่จะมาแก้ไขปัญหามีแนวความคิด มีระเบียบวินัย ที่สำคัญต้องมีหิริโอตัปปะด้วย ส่วนร่างเสร็จแล้วดีก็ไม่ต้องทำประชามติแต่ถ้าเขียนไม่ดีค่อยทำ" นายชัย กล่าว

เมื่อถามว่าการปฏิรูปมีนักการเมืองเข้าร่วมน้อยจะมีผลกระทบหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองมีตัวแทนเข้ามาร่วมหมด แต่ไม่แสดงตัว เพราะไม่อยากแปดเปื้อน แต่ตนไม่กลัวแม้จะถูกโคลนตมก็สู้ เพราะต้องการที่จะปฏิรูปจริงๆ ทั้งนี้รู้สึกแปลกใจก่อนหน้านี้มีนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการปฏิรูปเป็นจำนวนมาก แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่มีใครเข้ามาร่วมเลย
////////
มติปปช.ส่งปมถอดถอนยิ่งลักษณ์ให้สนช.

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 เวลา 16.00 น. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ชี้แจงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้ส่งรายการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีรายละเอียดคือ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 มีมติชี้มูลความผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 270 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 58 ให้ส่งรายงานและเอกสาร ที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 273 ต่อไปนั้นในระหว่างการจัดทำรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อส่งไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อให้ดำเนินการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 นั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และได้มีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์

ในวันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประชุมเพื่อพิจารณาว่า จะส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง ที่ดำเนินการแล้วเสร็จดังกล่าวไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ดำเนินการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีประกาศให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ยังมีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งมาตรา 6 ได้บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยยี่สิบคน ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 กำหนดให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยเสียงข้างมากให้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมเอกสารและความเห็นไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
--------
ประยุทธ์ชี้ตีความถอดถอนเป็นเรื่องฝ่ายกฎหมาย

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 เวลา 13.30 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวถึงปัญหาการตีความอำนาจการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่รับเรื่องมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่า เรื่องนี้มันเกิดขึ้นและเสร็จแล้วหรือยัง ที่ถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่มีอยู่แล้วนั้น คุณเป็นนักกฎหมายหรือ คุณจบกฎหมายกันมาหรืออย่างไร ให้ฝ่ายกฎหมายเขาคุยกันก่อนดีกว่า ส่วนตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหรือไม่มีอำนาจในเรื่องของการถอนถอด รัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่อยู่ ถ้าคุณบอกว่าเรื่องนี้ไม่ให้ถอดถอนคนที่เห็นด้วยเขาก็บอกว่าไม่ถอดถอน แต่คนอีกกลุ่มก็ออกมาบอกว่าถอดถอนได้ วันนี้มันมีอยู่สองข้างแล้วจะให้ตัดสินใจอย่างไร ถึงขณะนี้เขาก็ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้สักอย่าง มันก็เป็นแบบนี้อยู่ตลอดจะไปไหนก็ไปไม่ได้

"ผมเองก็ยังไม่รู้ ยังพูดอะไรไม่ได้ จะบอกว่าอะไรถูกหรือผิดยังไม่ได้ เรื่องนี้ก็ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเขาได้ตัดสินใจ พอจะเริ่มพูดหรือแสดงความเห็น พวกคุณก็ออกมาแสดงความเห็น แล้วมันจะทำอย่างไรกับประเทศดี ปล่อยให้คนที่รับผิดชอบทำงานกันบ้าง สื่อเองก็ข้อให้เสนอข้อเท็จจริงอย่าไปแสดงความคิดเห็นมากนัก ให้คนเขาคิด และทำงาน เราต้องช่วยกันรับผิดชอบ ไม่ใช่คุ้ยกันไปเรื่อย สร้างปัญหาต่อไปเรื่อยๆ แล้วใครรับผิดชอบ ผมนะ ผมคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างขุ่นเคือง
-----------
สุรชัยเชื่อปธ.สนช.ชงหารือสอยนิคม-สมศักดิ์สัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่หนึ่ง กล่าวถึงการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่งเรื่องคดีถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ว่า ขณะนี้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาสำนวนการถอดถอน ยังไม่ได้สั่งการอะไรลงมา อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องมีการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสนช. เพื่อดำเนินการภายใน 30 วันตามข้อบังคับการประชุม ทั้งนี้ หากนายพรเพชรเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้องหารือก่อน อาจนำเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสนช. หรือ วิปสนช. ซึ่งเข้าใจว่า นายพรเพชร คงต้องการให้มีวิปสนช.ถาวรก่อน โดยล่าสุดที่ประชุมวิปชั่วคราวได้มีการจัดสมาชิกลงตำแหน่งกรรมาธิการสามัญประจำสนช.ประจำ 16 คณะเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเสนอที่ประชุมสนช.รับรอง หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกสมาชิกเพื่อทำหน้าที่ในวิปสนช. ดังนั้น อาจเป็นไปได้ที่นายพรเพชรจะนำเรื่องถอดถอนเข้าหารือในที่ประชุมวิปสนช.ภายในสัปดาห์หน้า หรือหากนายพรเพชรคิดว่าไม่มีปัญหาก็ใช้อำนาจประธานสนช.บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระประชุมได้ ซึ่งคาดว่าสัปดาห์หน้าคงมีความชัดเจนมากขึ้น
//////
นายกฯรับมีปรับครม.ช่วยงานเพิ่ม

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 เวลา 13.30 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่จะมีการปรับครม.โดยแต่งตั้งนายอำนวย ปะติเส อดีตรมช.คลัง เข้ามาดำรงตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่า คงต้องมาช่วยกัน ก็มีการเสนอตอนนี้ปัญหามันทับซ้อนกันมาก

เมื่อถามย้ำว่า สรุปว่าใช่นายอำนวยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ไม่รู้ ให้รอดูการโปรดเกล้าฯก่อนแล้วกัน

ต่อข้อถามที่ว่า มีการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมมีชื่อแล้ว คิดไว้แล้ว ก็ขอให้รอการโปรดเกล้าฯลงมา ทำไมจะต้องมาถามย้ำ มันอะไรนักหนา ก็ผมบอกว่าให้รอการโปรดเกล้าฯลงมาแล้วทำไมต้องมาถามอีกว่าทูลเกล้าฯไปแล้วหรือยัง จะถามด้วยไหมว่าผมเซ็นแล้วหรือยัง ก็ผมบอกแล้วว่าให้รอการโปรดเกล้าฯจะถามอะไรกันมากมาย

ผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกว่า สรุปแล้วจะมีการปรับครม.กี่ตำแหน่งจะปรับให้ครบเต็มจำนวนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า ตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่ เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า มีรัฐมนตรี 33 คน ขาดอยู่ 2
ตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม แต่หันไปกระเซ้าผู้สื่อข่าวว่า "แล้วอยากเป็นกันไหมล่ะ"

ต่อข้อถามถึงกรณีที่ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ นพ.รัชตะตัดสินใจเอง เมื่อถามว่า จะทำให้เป็นบรรทัดฐานกับรัฐมนตรีคนอื่นที่มีตำแหน่งอื่นอยู่ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า จะให้เป็นบรรทัดฐานอะไร คุณอย่ามาโยงกับพวกผมสิ อย่ามาสร้างแรงกดดัน เขาเป็นข้าราชการประจำ พวกสื่อก็อย่านำมาโยงเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องนั้น มันเป็นคนละเรื่องนะ
--------
"ไพบูลย์"สั่งปปท.ส่งเจ้าหน้าที่ประกบจ่ายเงินชาวนา

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) นายประยงค์ ปรียาจิตต์. เลขาธิการป.ป.ท. เปิดเผยว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้ป.ป.ท.เข้าร่วมตรวจสอบโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท. เนื่องจากเกรงว่าเงินจะไม่ถึงมือชาวนาหรืออาจจะถูกหัวคิว หรือชาวนาถูกเจ้าของที่ดินขอมีส่วนแบ่งในจำนวนเงินดังกล่าว ตนจึงได้มอบหมายให้สำนักงานป.ป.ท.ในเขตพื้นที่ประจำภาคต่าง ๆ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การจ่ายเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในกรณีที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะผิดปกติด้วย

นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังกรมวิชาการเกษตรเพื่อขอเอกสารหลักฐานมาประกอบการตรวจสอบ เนื่องจากการจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งนี้จะมีทั้งชาวนาผู้เป็นเจ้าของที่ดิน และชาวนาที่เช่าที่ดินจากนายทุน ซึ่งรัฐบาลมีจุดประสงค์ต้องการช่วยชาวนาผู้ปลูกข้าว ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ดังนั้นเจ้าของที่ดินจึงไม่มีสิทธิมาขอส่วนแบ่งที่รัฐบาลจ่ายให้ชาวนา ดังนั้นหากชาวนารายใดได้รับความเดือดร้อน ถูกหักหัวคิว ให้ร้องเข้ามาที่สายด่วน 1206 ส่วนเรื่องกาตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินเป็นหน้าที่ของสำนักตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และธนาคารเพื่อการเกษตรฯ(ธกส.)สำหรับโครงการช่วยเหลือชาวนา เป็นผลจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2557/58 เพิ่มเติมจากมาตรการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว คือการจ่ายเงินชาวนาทุกครัวเรือน ตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15,000บาท โดยตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท โดยจะมีการจ่ายเงินในวันที่ 20 ตุลาคมนี้
------
"อนุพงษ์"เข้มขู่ผู้ว่าฯ ฟันไม่เลี้ยงอมเงินช่วยชาวนาไร่ละพัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้กับผู้บริหารระดับสูง อาทิ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมต่างๆ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ถ่ายทอดผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งแรกไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหาร อปท. ปลัด อปท.และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมรับฟังนโยบายผ่านจอมอนิเตอร์จากพื้นที่บริเวณหอประชุมศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศว่า ผู้บริหารตั้งแต่ระดับผู้ว่าฯ ลงมาถึงนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรายต้องรับผิดชอบ หากเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ไปไม่ถึงมือของชาวนาจริงๆ

ผมจ่ายไปแล้วต้องลงไปสู่ชาวนาจริงๆ ทางท้องถิ่นช่วยสำรวจมาว่า นาย ก.ทำกี่ไร่ นาย ข.ทำกี่ไร่ ท่านต้องรับรองมาให้ผม ถ้าผมจ่ายลงไปแล้วต้องถึงตัว แต่ถ้ามีปัญหา เงินลงไปไม่ถึงมือ ทุกท่านต้องรับผิดชอบ? พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
////
ประยุทธ์ยันร่างรธน.เป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 เวลา 13.30 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แสดงความกังวลถึงกรอบระยะเวลา 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ขอให้ใจเย็นเขามีกำหนดการอยู่แล้ว ซึ่งต้องเตรียมโรดแมปของเขาเช่นกัน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ต้องดูว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ จะเดินหน้าอย่างไรจะปฏิรูปให้มีความก้าวหน้าอย่างไร ไม่ใช่แค่ประชุมสภาฯลงความเห็นแล้วจะจบ หลายอย่างต้องถามว่ารัฐบาลเห็นชอบหรือไม่ หากเห็นชอบก็ต้องผ่าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกเป็นกฎหมายและข้อมูลของสภาปฏิรูปที่มีการจัดทำเป็นรูปเล่ม เนื้อหามีความเห็นจากทุกสีเสื้อ เดี๋ยวจะเกิดข้อครหาว่าเสื้อสีโน้นสีนี้ไม่ได้เขามา ขอให้ไปดูได้เพราะมีตัวแทนเข้ามาทั้งหมด แม้แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ก็ได้มาแสดงความคิดเห็น ซึ่งทุกคนต่างก็มีความหวังดีกับประเทศ แต่ถึงวันนี้เมื่อไม่ได้มีการสมัครเข้ามาเป็น สปช. แต่เราก็จะดูความคิดเห็นทั้งหมดที่ผ่านมาด้วย ยืนยันว่าเราฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่ม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่าถึง การร่างรัฐธรรมนูญว่า อย่างเพิ่งกังวล ถ้าพูดมาเดี๋ยวก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น เราควรทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องเล็กมาก ทำเรื่องเล็กมากให้ไม่มีปัญหา แต่กลับเอาเรื่องเล็กมาให้เป็นเรื่องใหญ่สุด เริ่มมาก็เอาเรื่องการเมือง สุดท้ายก็มากลับมาที่ตนอีกว่า นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งเพื่อจะได้มีประสิทธิภาพ อย่าเพิ่งไปพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น การเมืองต้องเริ่มต้นโดยการเข้าสู่กระบวนการว่าเราจะเดินไปอย่างไร ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เรื่องนี้ก็ต้องไปคิด ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องว่ากัน มีทั้งฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่าเพิ่งไปกังวลถ้าทุกคนเห็นว่าประเทศชาติจะไปอย่างไรก็ไปตามนั้น คงไม่มีอะไรไปบังคับได้ เราต้องฟังเสียงคนไทยทั้งประเทศ
/////////
คลื่นใต้น้ำ

โฆษกกอ.รมน. ปัดตอบขบวนการคลื่นใต้น้ำต่อต้านรบ.

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมระบุว่าขณะนี้ยังมีขบวนการคลื่นใต้น้ำต่อต้านรัฐบาล ว่า เป็นไปตามฝ่ายบริหารชี้แจง ซึ่งตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ในส่วนของกอ.รมน.ได้รายงานสถานการณ์แต่ละวัน

และทำงานควบคู่กับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) ส่วนจะมีการพิจารณายกเลิกหรือผ่อนคลายการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ท่องเที่ยวก่อนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายบริหารจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจพิจารณาเรื่องดังกล่าว
-------
ศพ "อภิวันท์" ถึงไทย 11 ต.ค. นี้

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2557 นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีการกำหนดเลื่อนรับร่างพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไปเป็นวันที่ 11
ต.ค. เวลา 15.20 น. โดยเที่ยวบินที่ TG621 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากขั้นตอนการเตรียมเอกสารยังไม่พร้อม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีกลุ่มคนที่เคารพรักพ.อ.อภิวันท์ไปรับศพที่สนามบิน
จำนวน 300-400 คน เป็นการไปให้กำลังใจ โดยไม่มีกิจกรรมการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่กลุ่มส.ส.ที่สนิท และส.ส.ที่อยู่จังหวัดใกล้เคียงจะไปรอรับศพที่วัดบางไผ่ จังหวัดนนทบุรีในบ่ายวันที่ 11 ต.ค.

ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีคำสั่งจากทหารห้ามไปรับศพ พ.อ.อภิวัทน์ ส่วนกำหนดการรดน้ำศพนั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 12 ต.ค.ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่องเดียวกันว่า ขอเชิญพี่น้องร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับ
พ.อ.อภิวันท์ ตามกำหนดการเบื้องต้นดังนี้ วันที่ 11 ต.ค. เวลา 15.20 น.ถึงประเทศไทยด้วย TG621 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และวันที่ 12 ต.ค. เวลา 13:00 น. รดน้ำศพ ณ วัดบางไผ่ จ.นนทบุรี
----------
อุดมเดชวอนบางกลุ่มอย่าใช้ปมงานศพอภิวันท์เคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2557 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการเคลื่อนไหวใต้ดินที่จะต่อต้านการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ตนยอมรับว่าแนวความคิดของคนเป็นเรื่องเปลี่ยนยาก ซึ่งทางกองทัพบกในฐานะที่เป็นกลไกของรัฐบาลก็ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ภายใต้การดูแลของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) โดยให้แต่ละกองทัพภาคได้ไปทำความเข้าใจกับประชาชนทุกพื้นที่ เพราะรู้ว่าพื้นที่ใดเรียบร้อย และมีพื้นที่ใดไม่เรียบร้อย  หรือพื้นที่ใดหนัก หรือเบา อีกทั้งก็รู้ว่ามีใครคิดอะไรอยู่ ทั้งนี้นายกฯได้ให้โอกาสทุกฝ่ายสามารถเดินเข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจกัน เพื่อให้เกิดความปรองดอง อย่างไรก็ตามตนได้เน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมสถานการณ์ให้ได้

ส่วนกรณีที่มีบางกลุ่มพยายามจะใช้ประเด็นงานศพของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มาเคลื่อนไหวนั้น พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า คิดว่าเรื่องดังกล่าวทางนายกฯ และรองนายกฯได้พูดชัดเจนว่าเรื่องพิธีกรรมนั้นเป็นเรื่องปกติ สามารถดำเนินการได้ เพียงแต่อย่านำประเด็นดังกล่าวมาจุดกระแส เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
////////////
ทหารบุกค้นบ่อนย่านราชเทวี

พ.ท.ชายธนัญชา วาจรัต ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 27 รักษาพระองค์ นางลักษณา โรจนธำรงค์ ผอ.เขตราชเทวี นายสมนึก นิยมการ หัวหน้าฝ่ายโยธา เขตราชเทวี พร้อมด้วยทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท ร่วมตรวจค้นอาคาร 4 ชั้น 4 คูหา เลขที่ 252/22 ซอยเพชรบุรี 5 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม.หลังได้รับแจ้งว่าอาคารดังกล่าวมีการดัดแปลงอาคารเพื่อเตรียมเปิดเป็นบ่อน เมื่อไปถึงอาคารดังกล่าว พบเป็นตึกแถว 4 คูหา 4 ชั้น เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่กว่า จากการตรวจสอบพบว่าที่ชั้น 1-3 มีการดัดแปลงต่อเติมอาคารเป็นห้องโถงกว้างหรูหรา มีเครื่องตรวจจับโลหะและอาวุธแบบที่ใช้ในสนามบิน ส่วนชั้น 4 มีการปูพรมและบุผนัง ขณะที่ชั้นดาดฟ้าพบอุปกรณ์ที่เตรียมประกอบเป็นโต๊ะบาคาร่า และการตกแต่งสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายบ่อน

พ.ท.ชายธนัญชา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้สถานที่ดังกล่าวเคยเปิดเป็นบ่อนกิ่งเพชรมาก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จับกุมและปิดบ่อนดังกล่าวไปแล้ว กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รับแจ้งมาว่าสถานที่นี้มีการเตรียมเปิดเป็นบ่อนอีกครั้ง จึงนำกำลังเข้ามาตรวจสอบ ก็พบชายอายุประมาณ 60 ปี ทำหน้าที่เฝ้าอาคารดังกล่าว ได้แจ้งว่า สถานที่ดังกล่าวเตรียมเปิดเป็นผับเท่านั้น จึงได้ทำการตักเตือนไป ต่อมาในวันนี้เจ้าหน้าที่กลับได้รับรายงานอีกครั้งว่าอาคารนี้มีการต่อเติมและดัดแปลงซึ่งมีลักษณะคล้ายเตรียมเปิดบ่อนอย่างอลังการ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบอีกครั้ง ก็พบอุปกรณ์สำหรับไว้เล่นการพนัน และเตรียมประกอบเป็นโต๊ะบาคาร่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า มีนางปราณี หรือ "เจ๊เพี๊ยะ" เป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว

ด้านนางลักษณา กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาคารดังกล่าวมีการดัดแปลง รวมถึงมีการใช้งานอาคารผิดประเภท หลังจากนี้จะเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะตรวจสอบไปยังสำนักงานเขตเพื่อดูว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน และอาคารดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบว่าอาคารดังกล่าวมีการขออนุญาตปลูกสร้างเมื่อใด และมีการขออนุญาตดัดแปลงอาคารหรือไม่ จากนั้นจะทำหนังสือไปยังเจ้าของเพื่อให้นำใบอนุญาตดัดแปลงอาคารมาให้เจ้าหน้าภายใน 7 วัน และหากพบว่าเจ้าของไม่มีใบอนุญาตขอดัดแปลงอาคารดังกล่าว จะออกคำสั่งระงับการดัดแปลง พร้อมแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารต่อไป

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

(ข้อมูล)ประมณฑ์ สุธีวงศ์

ประธานสภาอุตฯสปอนเซอร์พธม. ประธานสภาหอฯคนสายวัง นำทีมสลายขั้วรัฐบาล หนุนมาร์คนายกฯหุ่นเชิด 

พูด แบบชาวบ้านก็ต้องบอกว่า"ซื้อหวยทำไมไม่แม่นอย่างนี้" เพราะคล้อยหลังดร.สมศักดิ์พูดไปไม่กี่ชั่วโมง "ภาคธุรกิจเอกชน"ก็ออกโรงในทันควันว่า พรรครัฐบาลมีนายกฯมา2คนแล้ว บ้านเมืองมีแต่แย่ลง ต้องเปลี่ยนขั้วให้ประชาธิปัตย์ได้ตั้งรัฐบาลบ้าง
และ เป็นกระแสที่จุดติดขยายวงอย่างรวดเร็ว ใครต่อใครก็แห่ขานรับกระแสนี้ โดยที่ไม่มีใครฉุกคิดว่าผู้แทนองค์กรเอกชนที่ออกมาแสดงหน้าโรงในตอนนี้ ที่แท้แล้วก็คือองค์กรซ่อนเงื่อน ที่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับลวงพราง ที่วางกับดักให้ประเทศชาติหล่นลงไปในหลุมพรางแห่งหายนะของประชาธิปไตยนั่น เอง!
เตือนอย่าตกหลุมพรางข้อเสนอภาคธุรกิจเอกชนให้สลายขั้ว เปิดช่องประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ชี้ฉากหน้าเป็นการสร้างกระแสอยากให้ชาติสงบจะได้ทำมาหากินเป็นสุข เพื่อให้สาธารณชนเฮโลเอาด้วย แต่เจาะลึกลงไปเป็นองค์กรลับลวงพราง พบประธานสภาอุตสาหกรรมเป็นบิ๊กเครือสหพัฒน์ ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ให้กับพันธมิตร ส่วนประธานสภาอุตฯเป็นลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทย มีบทบาทเป็นตัวเชื่อมทุนศักดินา+ทุนข้ามชาติ+อำนาจปืนเป็นอำมาตยาซ่อนรูป พบมีพฤติการณ์ต่อต้านประชาธิปไตยรับใช้เผด็จการมาตลอด
ข้อเสนอ ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน ที่เสนออย่างฟันธงว่าต้องมีการเปลี่ยนขั้ว เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลบ้าง กลายเป็นกระแสใหญ่ที่กำลังชี้นำกระแสการเมืองในเวลานี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ผิดไปจากคาดหมายนัก นักวิชาการที่สังเกตการณ์การเมืองอย่างแหลมคมบางคนถึงกับฟันธงนับแต่วินาที ที่ศาลสั่งยุบ3พรรคแล้วว่า"ภาคธุรกิจ"จะออกมาเคลื่อนไหวกดดัน กระทั่งสร้างกระแสในเรื่องนี้
ภาพภายนอกนั้นมีกระแสเสมือนว่าพ่อค้า ภาคเอกชนอยากให้เรื่องสงบซะที จะได้ทำมาหากินกัน ซึ่งกระแสนี้นับว่าสาธารณชนรับได้ง่ายมาก กระแสใหญ่จึงโหมมากดดันขั้วรัฐบาลว่าต้องสลายขั้ว แล้วเปิดช่องให้พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สมหวังกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ภาคเอกชนพากันบอกว่า ขั้วรัฐบาลเป็นนายกฯมา2คนแล้วคือนายสมัครกับนายสมชาย แต่ก็ไปไม่รอด ควรเปลี่ยนขั้วให้ประชาธิปัตย์บ้าง
แต่ มีใครเคยตั้งคำถามกลับไปหรือไม่ว่า ทำไมภาคเอกชน สถาบันจึงมองขั้วรัฐบาลที่ถูกกระทำเป็น"จำเลย" ในขณะที่ละเลยไม่ไปกดดันพันธมิตรที่เป็นฝ่ายกระทำ ให้หยุดประท้วง หรือไม่ก่อเหตุขึ้นใหม่...ซึ่งนี่เป็นคำถามง่ายๆ และคำตอบง่ายๆคือหากพันธมิตรไม่ก่อเหตุ มีหรือที่รัฐบาลนายสมัคร หรือนายสมชายจะคว่ำลง..มีหรือที่ขั้วรัฐบาลจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ในเมื่อเป็นเจตจำนงของประชาชนส่วนใมหญ่ของประเทศ
คำตอบอาจจะอยู่ที่ ว่า หากเราไปดูที่มาที่ไป ดูเบื้องหลังของแต่ละคนที่บอกว่าเป็นตัวแทนพ่อค้านักธุรกิจนั้น เขาเป็นตัวแทนของพ่อค้าทั้งหมดของประเทศไทย หรือแท้จริงแล้วผูกพันอยู่กับใครเป็นพิเศษ และมีแรงจูงใจแอบแฝงซ่อนเงื่อนไว้
สันติ วิลาสศักดานนท์ คนสหพัฒน์ สปอนเซอร์หลักพันธมิตร นาย สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในเรื่องนี้เป็นใครแน่นอนว่าเขาไม่ได้กินตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เฉยๆ แต่ยังเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง(SPI)บริษัทในเครือสหพัฒนพิบูล ยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขายคนไทยมานานหลายทศวรรษเป็นสหพัฒน์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมาหลายปีจากการถูกพวกโมเดิร์นเทรด อย่างคาร์ฟู โลตัสเล่นงาน วงจรธุรกิจที่ขายสินค้าป้อนโชห่วยที่ เป็นขุมสมบัติมาแต่ยุคเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา กำลังยอบแยบ จนกระทั่งณรงค์ โชควัฒนา ลูกชายเจ้าสัวเทียมคนที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการต่อต้านการขยายตัวของห้างโมเดิร์นเทรด เป็นการเคลื่อนไหวที่แนบแน่นอย่างยิ่งกับพันธมิตรของสนธิ ลิ้มทองกุล และว่ากันว่าสหพัฒน์เป็นสปอนเซอร์หลักของพันธมิตร
  
ทั้งสันติ และณรงค์ยังมีสายสัมพันธ์ในลักษณะเอาเงินไปเชื่อมกับปืนและเป็นอำนาจอำมา ตยาฯของสังคมไทย จึงไม่แปลกที่ทั้งสองได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในยุคที่คมช .ทำรัฐประหารสำเร็จในปี2549
ประมนต์ สุธีวงศ์ ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทย เงิน+ปืน+ทุนต่างชาติ
 
ส่วน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย ก็ย่อมไม่ใช่แค่นั้น เขาเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทยและเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน คำตอบคือจากเครือซิเมนต์ไทย นายประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง
เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้า ประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงาน ทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี
นาย ประมณฑ์ก็เช่นเดียวกับพ่อค้าใหญ่ของไทยทั่วไปคือมีลักษณะของการนำเงินไปผนวก กับปืนแล้วกลายเป็นอำนาจอันยากจะท้าทาย ในการรัฐประหาร19กันยายน เขาได้ตำแหน่ง สนช.อย่างที่ไม่ต้องเดาให้ยาก
ใขณะที่ต่อต้านขับไส รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นายประมณฑ์เคยเชียร์องคมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาเป็นนายกฯหลังการรัฐประหาร19กันยาฯว่า "ท่านเป็นคนดี เป็นที่เคารพนับถือ มีผลงานในอดีตเป็นที่ยอมรับ จึงเหมาะสมกับตำแหน่งนายกฯ"
นักวิชาการฟันธงไว้ไม่มีผิดจะมีภาคธุรกิจออกแรงกดดันให้ปชป.ได้ตั้งรัฐบาล
เมื่อ วานนี้พอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินฉับประหาร3พรรคให้ยุบลงไป ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งโฟกัสประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยระดับแถวหน้าของประเทศ ก็ออกคาดการณ์ทันทีว่า ผมคิดว่า จังหวะก้าวต่อไป ของ "พลังเทวดา" จะเป็นดังนี้"สร้างแรงกดดันให้ อดีตพรรคชาติไทย มัชฌิมา ที่เหลือ "เปลี่ยนข้าง" ไปหนุน ปชป.ทั้งอาศัยแรงกดดันจากพันธมิตร และอาศัยแรงบีบจาก "ภาคธุรกิจ" ต่างๆ ประสานเสียง พวก "นักวิชาการ" ฯลฯ
ถ้าสำเร็จ ตั้ง รัฐบาลปชป. แล้ว ประกาศยุบสภาทันที จัดการเลือกตั้ง โดย รัฐบาลปชป. ซึงจะทำให้ได้เปรียบ ขณะเดียวกัน ระหว่างเลือกตั้ง ก็เน้นประเด็นว่า มีแต่เปลี่ยนใจเลือก ฝ่าย ปชป. (และพรรคอื่น มีแต่เปลี่ยนใจ หันมาหนุน ปชป.เท่านั้น) จึงจะเกิดความสงบ
พูดแบบชาวบ้านก็ต้องบอกว่า"ซื้อหวย ทำไมไม่แม่นอย่างนี้" เพราะคล้อยหลังดร.สมศักดิ์พูดไปไม่กี่ชั่วโมง "ภาคธุรกิจเอกชน"ก็ออกโรงในทันควันว่า พรรครัฐบาลมีนายกฯมา2คนมีแต่แย่ลง ต้องเปลี่ยนขั้วให้ประชาธิปัตย์ได้ตั้งรัฐบาลบ้าง
และเป็นกระแสที่ จุดติดขยายวงอย่างรวดเร็ว ใครต่อใครก็แห่ขานรับกระแสนี้ โดยที่ไม่มีใครฉุกคิดว่าผู้แทนองค์กรเอกชนที่ออกมาแสดงหน้าโรงในตอนนี้ ที่แท้แล้วก็คือองค์กรซ่อนเงื่อน ที่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับลวงพราง ที่วางกับดักให้ประเทศชาติหล่นลงไปในหลุมพรางแห่งหายนะของประชาธิปไตยนั่น เอง!

เปิดสเปก!ประธานสปช.



เปิดสเปก!ประธานสปช.

เปิดสเปก 'ประธาน สปช.' ต้องใจกว้าง รู้ยุทธศาสตร์การปฏิรูป บริหารความหลากหลาย

 
                           6 ต.ค. 57  น.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวถึงผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธาน สปช. ว่า ตามที่ติดตามจากสื่อ พบว่า มีคนที่ได้รับการคาดการณ์ คือ นายเทียนฉาย กีระนันท์ และนายชัยอนันต์ สมุทรวณิช ซึ่งตนไม่ขอออกความเห็น แต่ในส่วนของคุณสมบัติภาพรวม ที่ประธาน และรองประธาน ควรจะมี อันดับแรก คือ มีความใจกว้าง และมีวิสัยทัศน์ต่อกระบวนการปฏิรูป รวมถึงการบริหารความขัดแย้ง และแตกต่างของ สปช.ทั้ง 250 คน รวมถึงการรับฟังเสียงของประชาชนภายนอก ที่จะเข้ามาสู่สภาปฏิรูป เพราะตนมองว่า กระบวนการที่จะเกิด สปช. เป็นแค่ตัวแทนที่จะมาทำหน้าที่ และจะมีการรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญ ตนให้ความสำคัญด้นการปฏิรูปเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คนที่จะเป็นผู้นำทิศทางปฏิรูป ต้องเข้าใจทิศทางภาพรวมการปฏิรูป และต้องควบคุมความหลากหลายให้ได้
 
                           ขณะที่ นายพลเดช ปิ่นประทีป สปช. กล่าวว่า คุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาเป็นประธาน และรองประธาน อย่างน้อยต้องเข้าใจ มีความรู้เกี่ยวกับทิศทางการปฏิรูปในภาพรวม และมียุทธศาสตร์ในการทำงาน ต้องมีมิติด้านการบริหารจัดการเรื่องเวลา เพราะระยะการทำงานของ สปช. มีกรอบเวลากำกับ ดังนั้น หากระยะเวลาทำงาน สปช. ไม่สามารถทำประเด็นปฏิรูปให้เป็นชิ้นเป็นอัน จะกระทบได้ ส่วนประเด็นเรื่องของความใจกว้าง และรับฟัง ตนมองว่า คนที่จะมีบทบาทสำคัญ คือ ประธานกรรมาธิการด้านต่างๆ 11 ด้าน นอกจากนั้น ในส่วนของการปฏิรูปที่ตนมอง ต้องให้ความสำคัญกับผลที่ออกมาเป็นสำคัญ และจำเป็นที่ต้องกำหนดแผนการทำงานในระยะสั้น เพื่อเป็นกลไกการปฏิรูปอย่างยั่งยืนต่อไป
 
                           "ส่วนที่มีชื่อของนายเทียนฉาย และนายชัยอนันต์ ก็ถือว่า เป็นคนอาวุโสที่สามารถเข้ามาดูแลการประชุม และการจัดการการปฏิรูปโดย สปช.ได้"
 
                           ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย กล่าวว่า ตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่าใครจะเหมาะสมเข้ามาเป็นประธาน และรองประธาน ดังนั้นขอคิดดูก่อน ส่วนแนวทางการทำงาน ตนจะนำผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า มานำเสนอให้สมาชิกไปพิจารณา เชื่อว่าทุกคนมีแนวทางในใจ ดังนั้น เมื่อนำเสนอผลการทำงานไป ก็ต้องรับฟังจากคนอื่นด้วย เพื่อให้เกิดการผสมผสาน และให้เกิดเป็นทิศทางการปฏิรูปที่เหมาะสม ทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม
 
 
อดีตส.ว.นั่งสปช. เพียบ เผยแก๊ง40 ส.ว.มาเกือบหมด   

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำนวน 250 คน ปรากฏว่า สามารถแยกได้เป็นกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มอดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ตั้งแต่ปี 2543-2557 จำนวน 22 คน โดยเฉพาะอดีตกลุ่ม 40 ส.ว. เกือบทั้งกลุ่ม เช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน, นางตรึงใจ บูรณสมภพ,  นายประสาร มฤคพิทักษ์,  นายไพบูลย์ นิติตะวัน, น.ส.รสนา โตสิตระกูล, นายวันชัย สอนศิริ ,นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ , นางทัศนา บุญทอง นอกจากนี้มีอดีตส.ว.เลือกตั้งและสรรหาปี2543-2551 อาทิ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีตส.ว.มุกดาหาร นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตส.ว.นนทบุรี นายประเสริฐ ชิตพงศ์ อดีตส.ว.สงขลา นายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ อดีตส.ว.ตรัง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตส.ว.สรรหา นายมีชัย วีระไวทยะ อดีตส.ว.กทม. และนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตส.ว.กทม.
   
                          ส่วนกลุ่มอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี2550 (กมธ.ยกร่างฯ) อาทิ น.ส.พจนีย์ ธนวรานิช อดีตรองประธาน สนช.ปี2549นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน สสร. นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี อดีตสสร. นางจุรี วิจิตวาทการ อดีตสสร. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นายกงกฤช หิรัญกิจ อดีตสนช. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อดีตสนช. นายวุฒิสาร ตันไชย อดีตกมธ. ยกร่างฯ นายสมชัย ฤชุพันธุ์ อดีตสสร. ซึ่งเป็นน้องชายนายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก คสช.
 
                          นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนไหวในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)จำนวนมาก อาทิ นายจรัส สุวรรณมาลา นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายชูชัย ศุภวงศ์ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายพลเดช ปิ่นประทีป นายพงศ์โพยม วาศภูติ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึงนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตกรรมการ คตส. ซึ่งมีบทบาทตรวจสอบพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี2549 ในคดีที่ดินรัชดา นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มีบทบาททางการเมือง อาทิ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
 
                          สำหรับกลุ่มนักการเมืองที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สปช. อาทิ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรมช.กลาโหม รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตทีมทนายความคดีรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มข้าราชการในอดีตและปัจจุบัน อาทิ นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายประชา เตรัตน์ นายไพโรจน์ พรหมสาส์น อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานสัตว์และพันธุ์พืช นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และพล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผบ.ทบ.และคนสนิทพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ

                          ขณะที่กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มเอ็นจีโอ อาทิ นายเทียนฉาย กีระนันท์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีชื่อเป็นตัวเต็งประธาน สปช. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ทีมงานด้านเศรษฐกิจกลุ่มนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคสช. นายดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ซึ่งเป็นน้องชายนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. นายทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) รวมทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่คาดว่าจะได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
 
                          สำหรับสัดส่วนสื่อมวลชน ที่ได้เป็น สปช. อาทิ นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท. นายพนา ทองมีอาคม กรรมการ กสทช. นายมานิจ สุขสมจิตร สื่อมวลชนอาวุโส นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตคอลัมภ์นิสต์ นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์