PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่1

คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 1
"พล.อ.ประยุทธ์" ใช้อำนาจ หัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2557 ครั้งแรก ตามอำนาจใน ม.44 เรื่องให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เคยให้หมดอายุ แล้วสรรหาใหม่แทน มาเป็นการต่ออายุ

พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ชี้แจงว่า ตามที่มีประกาศ คสช.ที่ 85/2557 เมื่อ 10 ก.ค.57 เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว โดยให้งดจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ครบวาระจนกว่าจะมีเปลี่ยนแปลง โดยให้ใช้วิธีการสรรหาเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ไปพลางก่อน ส่วนตำแหน่งผู้บริหารที่ครบวาระให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
ด้วยปัจจุบัน คสช.เห็นว่าประชาชนในท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความร่วมมือกับการแก้ปัญหาของประเทศเป็นอย่างดี และเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิรูป ส่งเสริมความสามัคคีความสมานฉันท์ของประชาชนให้มากขึ้น
"จึงสมควรให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่เดิม มีส่วนรับผิดชอบในฐานะตัวแทนประชาชนในท้องถิ่นในสถานการณ์ที่ยังไม่อาจจัดให้มีการเลือกตั้งได้ ทั้งยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนที่สุด
จึงทำให้มีคำสั่ง หน.คสช. ฉบับนี้ ซึ่งมีจะผลต่อสมาชิกสภาท้องถิ่นจำนวน 126 แห่ง และผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 213
แห่ง ที่ได้ครบวาระและพ้นจากตำแหน่งไปในช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2557 จะได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
สำหรับสมาชิกสภาท้องถิ่นจำนวน 648 แห่ง รวมทั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน806 แห่ง ที่กำลังจะครบวาระตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2558 จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง
โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่งที่ 1/2557 มีรายละเอียดดังนี้
1. คำสั่งนี้ไม่มีผลใช้บังคับกับกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา และให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 86/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขตเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ซึ่งยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
2. กรณีสมาชิกสภาท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ที่จะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยให้มีจำนวนตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ในกรณีสมาชิกสภาท้องถิ่นมีจำนวนไม่ครบหรือพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากครบวาระ ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นมีสมาชิกสภาท้องถิ่นเท่าที่มีอยู่ โดยไม่ต้องคัดเลือกแทนตำแหน่งที่ว่าง เว้นแต่เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามกฎหมายจัดตั้งหรือมีการยุบสภาท้องถิ่น ให้ดำเนินการตามประกาศ คสช. ที่ 85/2557
3. สมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้ว ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นชุดสุดท้ายที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระก่อนวันที่ 1 มกราคม 2558 และประสงค์จะกลับเข้าดำรงตำแหน่ง มารายงานตัวต่อประธานกรรมการสรรหาตามข้อ 5 ของประกาศ คสช. ที่ 85/2557 ภายในวันที่ 11 มกราคม 2558 และให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งนับแต่วันที่ประธานกรรมสรรหาการประกาศแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสาท้องถิ่น และให้สมาชิกสภาท้องถิ่นที่เคยได้รับการประกาศแต่งตั้งตามประกาศ คสช. ที่ 85/2557 พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ประธานกรรมการสรรหาประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นขึ้นใหม่

สำหรับสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มารายงานตัวซึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะเหตุไปดำรงตำแหน่งอื่น หากประสงค์จะดำรงตำแหน่งต้องลาออกจากตำแหน่งอื่น พร้อมแสดงหลักฐานการพ้นจากตำแหน่งต่อประธานกรรมการสรรหาภายในวันที่ 11 มกราคม 2558
กรณีสมาชิกสภาท้องถิ่นมีไม่ครบตามกฎหมายจัดตั้ง หากมีจำนวนตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป ให้ประธานกรรมการสรรหาดำเนินการแต่งตั้งต่อไป และหากมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งตามประกาศ คสช. ที่ 85/2557 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
4. กรณีสมาชิกสภาท้องถิ่นมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามกฎหมายจัดตั้งหรือมีการยุบสภาท้องถิ่น ให้ดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งตามประกาศ คสช. ที่ 85/2557
5. ผู้บริหารท้องถิ่นที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากครบวาระ ให้ดำเนินการข้อ 11 ของประกาศ คสช. ที่ 85/2557
6. กรณีผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นชุดสุดท้ายที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระก่อนวันที่ 1 มกราคม 2558 และประสงค์จะกลับเข้าดำรงตำแหน่ง มารายงานตัวต่อประธานกรรมการสรรหาตามข้อ 5 ของประกาศ คสช. ที่ 85/2557 ภายในวันที่ 11 มกราคม 2558 และให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งนับแต่วันที่ประธานกรรมการสรรหาประกาศแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารท้องถิ่น และให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยุติการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ประธานกรรมการสรรหาประกาศแต่งตั้งผู้บริหารท้องถิ่น
สำหรับผู้บริหารท้องถิ่นที่มารายงานตัวซึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะเหตุไปดำรงตำแหน่งอื่น หากประสงค์จะดำรงตำแหน่งต้องลาออกจากตำแหน่งอื่น พร้อมแสดงหลักฐานการพ้นจากตำแหน่งต่อประธานกรรมการสรรหาภายในวันที่ 11 มกราคม 2558
7. การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้ประธานกรรมการสรรหาส่งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบภายในวันที่ 14 มกราคม 2558 และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ
ประธานกรรมการสรรหาประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนับแต่วันประกาศแต่งตั้ง (ข้อ 7 วรรคสอง)
8. วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นให้ดำรงตำแหน่งจนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีประกาศให้มีการเลือกตั้ง ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติยังอยู่ในตำแหน่ง การประกาศให้มีการเลือกตั้งต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะกรรมการการเลือกตั้ง
9. สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ได้รับเงินเดือน เงินค่าตอบแทน และประโยชน์ตอบแทนอื่น ตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงมหาดไทย
10. สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้งตามประกาศ คสช. ที่ 85/2557 ให้ได้รับเงินเดือน เงินค่าตอบแทน และประโยชน์ตอบแทนอื่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่
11. การพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นด้วยเหตุอื่นนอกจากครบวาระ ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามประกาศ คสช. ที่ 85/2557 ประกาศ คสช. ที่ 86/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น
กรณีผู้ใดทุจริตต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หัวหน้า คสช. มีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ กรณีสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากแหน่ง หัวหน้า คสช. จะแต่งตั้ง ผู้ที่เหมาะสมเป็นผู้บริหารท้องถิ่นแทน หรือสั่งให้ดำเนินการตามข้อ 11 ของประกาศ คสช. ที่ 85/2557


รธน.นายกฯคนนอก เพิ่มอำนาจ สว.

กมธ.ยกร่างฯ เคาะนายกฯ มาจากคนนอกได้ พร้อมเพิ่มอำนาจ ส.ว.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  
25 ธันวาคม 2557 13:23 น.

กมธ.ยกร่าง รธน.สรุปนายกรัฐมนตรีมาจากบุคคลภายนอกได้โดยไม่ต้องเป็น ส.ส. หวังแก้ปัญหายามเกิดวิกฤตการเมือง ส่วน ส.ว.ให้มี 200 คน มาจาก 5 ช่องทาง ทั้งอดีตนายกฯ อดีตประธานรัฐสภา อดีตปลัดกระทรวง อดีตผู้นำเหล่าทัพ ประธานองค์กรวิชาชีพ รวมถึงภาคประชาชน โดยให้เลือกตั้งทางอ้อม พร้อมเพิ่มอำนาจเสนอร่างกฎหมายได้ ตรวจสอบประวัติผู้จะมาดำรงตำแหน่งใน ครม. ขณะเดียวกันยังให้รวมถอดถอนนายกฯ, รมต., ส.ส., ส.ว.ด้วย    
     
       นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ข้อสรุปที่มานายกรัฐมนตรีจะมีที่มาเหมือนเดิมกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 172 คือมีที่มาจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภาฯ เป็นผู้นำความกราบขึ้นบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่จะไม่บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น เพื่อเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีมาจากบุคคลภายนอกเมื่อเกิดเหตุวิกฤตทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา
     
       อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น โดยธรรมชาติ และตรรกะทั่วไป เมื่อบัญญัติไว้ว่าให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือกนายกฯ และให้ประธานสภาฯ เป็นผู้นำความกราบขึ้นบังคมทูลฯ โดยทั่วไปนายกฯ น่าจะมาจาก ส.ส.
     
       นายคำนูณกล่าวว่า สำหรับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 200 คน ซึ่งที่มาของ ส.ว.จะยึดหลักความหลากของกลุ่มในสังคไทย ไม่ใช่สะท้อนถึงอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร โดยเบื้องต้นกำหนดหลักการให้ ส.ว.มีที่มาจาก 5 ช่องทาง ประกอบด้วย 1. มาจากการอดีตผู้นำในอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อาทิ นายกรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา เป็นต้น ที่จะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง 2. อดีตข้าราชการระดับสูง อาทิ อดีตปลัดกระทรวง, อดีตผู้นำเหล่าทัพ 3. ประธานองค์กรวิชาชีพหรือผู้แทนองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ เช่น ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, แพทยสภา 4. กลุ่มภาคประชาชน เช่น สหกรณ์การเกษตร, สหภาพแรงงาน, องค์กรภาคประชาชน โดยทั้ง 4 ช่องทางนี้จะมาจากกระบวนการสรรหาตามสัดส่วนที่จะกำหนดอีกครั้ง และ 5. ให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม ผ่านการเลือกสรรคจากสภาวิชาชีพที่หลากหลาย จากนั้นให้นำบุคคลที่ได้รับการสรรหานั้นไปให้ประชาชนลงคะแนนรับรอง ซึ่งวิธีการเลือกตั้งจะมีการกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
     
       นอกจากนี้ กมธ.ยกร่างฯ ยังได้กำหนดให้เพิ่มอำนาจ ส.ว.ด้วย ได้แก่ (1. สามารถเสนอร่างกฎหมายได้ โดยเมื่อร่างกฎหมายผ่านชั้นวุฒิสภาแล้วให้ส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ประเด็นดังกล่าวทาง กมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาถึงประเด็นการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ (2. ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ก่อนจะนำความกราบขึ้นบังคมทูล โดยมีข้อเสนอให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ และสมัชชาจริยธรรม ได้ตรวจสอบจริยธรรมของ ส.ส. รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หากพบว่ามีความผิดจริยธรรม สามารถเข้าสู่กระบวนการถอดถอนได้
     
       (3. วุฒิสภาสามารถลงมติร่วมกับ ส.ส.ในกรณีการถอดถอนนายกฯ รัฐมนตรี ส.ส. , ส.ว. และข้าราชการระดับสูง โดยให้ใช้เกณฑ์คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภา ขณะที่อำนาจและหน้าที่ของ ส.ว.ที่มีอยู่เดิม อาทิ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง, การอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติ, การตั้งกระทู้ถาม ยังคงไว้เช่นเดิม
     
       “การให้ ส.ว.ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนั้น เบื้องต้นจะกำหนดให้มีเวลาตรวจสอบประมาณ 2 สัปดาห์ โดยประเด็นนี้
จะทำให้เกิดความตระหนักก่อนที่นายกฯ จะเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่มีการหารือกันว่า ส.ว.ไม่ควรอยู่ยาว และมีวาระเพียง
3 ปีเท่านั้น โดยประเด็นดังกล่าวจะมีการหารือกันอีกครั้ง”
///////////////
ระบอบอำนาจร่วมของชนชั้นนำ รัฐราชการ ทหาร และคนชั้นกลางเก่า

เขียนลงข่าวสดพรุ่งนี้ แต่สรุปสั้นๆ คือใครเป็นนายกฯ ต้องมี สว.หนุน เพราะไม่งั้น สว.ถอดถอนได้ สกัดกั้นการแต่งรัฐมนตรีได้ ฯลฯ

สว.มีที่มาอย่างไร 200 คนจาก 5 ส่วน อดีตผู้นำ,ข้าราชการระดับสูง, องค์กรวิชาชีพ+ธุรกิจ, ประชาสังคม และยังมีเลือกตั้งสาขาอาชีพ

แบบนี้ใครเป็น สว.ก็คือตัวแทนชนชั้นนำ รัฐราชการ ทหาร และตัวแทนคนชั้นกลางพันธมิตรนกหวีด
ระบอบนี้ให้ ส.ส.จากเลือกตั้งเลือกนายกฯ (อำนาจปวงชน) โดยนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากเลือกตั้ง นายกฯ อาจเป็น ส.ส.ก็ได้ แต่นายกฯ จะทำงานได้ต้องเป็นคนที่ สว.จากชนชั้นบนให้ฉันทานุมัติ
เป็นการแก้ไขจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้อำนาจเฉพาะชนชั้นนำ รัฐราชการ ทหาร ศาล คราวนี้เพิ่มอำนาจคนชั้นกลางเก่า ในรูปของสถาบันวิชาการ สถาบันราชการ องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม 

มาช่วยกดหัวคนชนบท จน เครียด กินเหล้า ไร้การศึกษา โดยดัดแปลงจากการเมืองใหม่ 70-30 ของพันธมิตรและสภาประชาชนของนกหวีดมาอย่างแนบเนียน
ระบอบ "เห็นคนไม่เท่ากัน" ที่มีการ "กระจายอำนาจ" ให้คนชั้นกลางเก่ามีส่วนร่วมกดขี่

-อธึกกิต-
//////////////////////
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8415 ข่าวสดรายวัน


นายกฯคนนอก

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


กลายเป็นบุคคลที่มีการพูดถึงมากที่สุดในระยะนี้คือพล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2535 และถูกต่อต้านในฐานะนายกฯที่มาจากคนนอก มีลักษณะสืบทอดอำนาจจากคณะปฏิวัติรสช.

มีการย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงนั้นขึ้นมาทบทวน

เพราะวันนี้เรามีรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ชัดให้ นายกฯมาจากการเลือกตั้ง แต่กำลังหันไปเอานายกฯจากคนนอกมาคั่นกลาง อ้างว่าเพื่อแก้ไขวิกฤต จนผู้คนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่า แล้วเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่ประชาชนยอมพลีไปนั้น เพื่ออะไร

อีกทั้งผลพวงจากการต่อสู้ในปี 35 ทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น มิใช่หรือ!?

ย้อนไปก่อนหน้าพฤษภาทมิฬ 35 นั้น รัฐธรรมนูญของเราเปิดทางให้คนนอกมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาโดยตลอด

พรรคการเมืองเดินหาเสียงกันแทบตาย

พอเลือกเสร็จจับขั้วกันเป็นเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

แต่ต้องไปเชิญคนนอกมาเป็นนายกฯแทบทุกที

เพราะมีปืนจี้หลังพรรคการเมืองอยู่!?!

สำหรับเหตุการณ์ในยุคพล.อ.สุจินดานั้น เกี่ยวเนื่องมาจากการปฏิวัติของรสช.ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยโหมประโคมการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารปูทางล่วงหน้า จนสังคมลุ่มหลงโน้มเอียง ยอมรับให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ เพื่อล้มรัฐบาลโคตรโกงได้

ยึดอำนาจในปี 2534 แล้วเปิดให้มีเลือกตั้งในวันที่ 22 มีนาคม 2535

ผลการเลือกตั้งมีพรรคสามัคคีธรรมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับอีก 4 พรรค เลือกเสร็จก็ประสบปัญหาหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯไม่ได้ จึงต้องไปเชิญบิ๊กสุมาเป็น นั่นจึงนำมาสู่การต่อต้าน มีการชุมนุมประท้วง และปราบปรามกันด้วยกระสุนจริง จนประชาชนเสียชีวิตไปราว 50 ศพ และรัฐบาลสุจินดาต้องยอมลาออก

อย่างที่บอกเอาไว้ว่าผลพวงจากการเสียเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน

ทำให้รัฐธรรมนูญต่อมาต้องกำหนดให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

เพราะเป็นหลักประกันของประชาธิปไตยที่ดีที่สุด

เสียงของประชาชนที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง จะได้ศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

เลือกส.ส.เลือกพรรคและได้นายกฯด้วย

วันนี้มีการหยิบยกเหตุการณ์ยุคสุจินดามาเตือนใจ

จะย้อนกลับไปหานายกฯคนนอกอีกหรือ และการโหมปมทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าเพื่อหวังทำลายการเมืองระบบรัฐสภา สมควรแล้วหรือ!

หน้า 2
//////////////////////////////////////
จริงหรือ ? นายกฯคนนอกต่อจาก"บิ๊กตู่" คือ "บิ๊กป้อม" ไปฟังคำตอบกันชัดๆ

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 20:35:53 น.

บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยมีชื่อว่าจะเป็นนายกฯคนกลาง ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์เจอทางตันถูก กปปส.  ชัตดาวน์กรุงเทพ ขับไล่จากเก้าอี้นายกฯ

แต่สูตรบิ๊กป้อม เป็นนายกฯ ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะ บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจการปกครองในวันที่ 22 พ.ค. 2557


ชื่อของ บิ๊กป้อม มาอยู่ในครม.บิ๊กตู่ โดยสวมหมวก 4  ใบคือ หนึ่ง รองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  สอง รองนายกรัฐมนตรี สามคือ รมว.กลาโหม  และ สี่ คือ พี่ใหญ่ในคสช.


ล่าสุด มีกระแสข่าวสะพัดว่า บิกป้อม จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการสืบทอดอำนาจต่อจาก บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา


วันนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางตรวจเยี่ยม กองบัญชาการกองทัพไทยอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมี พล

เอก วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ให้การต้อนรับ โดย พลเอก ประวิตร ได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ


หลังจากนั้นได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุป พร้อมทั้งมอบนโยบายการปฏิบัติงานของรัฐบาลที่มีความเร่งด่วน อาทิ การพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มความสามารถ การเร่ง

นำสันติสุขกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์

ของคนในชาติ


จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ นักข่าว สัมภาษณ์


นักข่าวถาม เรื่อง บิ๊กป้อม จะเป็นนายกฯ คนนอก จริงหรือ ?
/////////////////////
ย้อนรอย รธน.นายกฯคนนอกเพิ่มอำนาจสว.บานปลาย พ.ค.ทมิฬ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พลเอกชาติชาย และพลเอกอาทิตย์ มีกำหนดการเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เชียงใหม่ แต่ก็กลายเป็นกับดักตกอับที่สนามบินกองทัพอากาศ โดยเป็นการปฏิวัติของคณะปฏิวัติที่เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยมี พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะ รสช. พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองหัวหน้าคณะฯ พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นรองหัวหน้าคณะฯ และมี พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขานุการ

เหตุผลของการปฏิวัติมี 5 ข้อ คือ

มีการทุจริตคอรัปชันในบรรดารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างกว้างขวาง
ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา
มีการพยายามทำลายสถาบันทหาร
บิดเบือนคดีวันลอบสังหารซึ่งมีจุดมุ่งหมายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

          รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยาชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และได้มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ผู้มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ โดยมีอดีตรัฐมนตรีถูกประกาศชื่อเป็นผู้อยู่ในข่ายสงสัย ในขณะเดียวกันก็มีการเคลื่อนไหว ในการตั้งพรรคการเมืองโดยสมาชิกบางคนของ รสช.

          ที่เห็นเด่นชัด คือ พรรคสามัคคีธรรม และยังมีความพยายามที่จะเข้าคุมพรรคการเมืองที่มีอยู่โดยส่งคนสนิทเข้าคุมตำแหน่งบริหารพรรค เช่นกรณีของพรรคชาติไทยและพรรคกิจสังคม เป็นต้น

          แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ความอิสระของรัฐบาลอานันท์ ปันยาชุน ซึ่งไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติทหารและบริหารบ้านเมืองด้วยความสะอาด บริสุทธิ์ ตามหลักวิชาการ จนเกิดความรู้สึกว่ามีความขัดแย้งกันขึ้นระหว่าง รสช. และรัฐบาล นอกจากเหนือจากนั้นประเด็นการแปรญัตติรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคณะกรรมการ ชุดแรก 20 คน โดยคณะกรรมการสามัญ 25 คน ได้นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างหนัก โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลที่เปิดทางให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองได้ อำนาจของวุฒิสมาชิก การแก้ไขรัฐธรรมนูญและตัวนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ตำแหน่งประธานรัฐสภา เขตการเลือกตั้ง คณะกรรมการรัฐธรรมนูญ และผู้ตรวจการรัฐสภา

          การประท้วงรัฐธรรมนูญที่ขาดความเป็นประชาธิปไตยได้นำไปสู่ความตึงเครียดทางการเมือง จนต้องมีการห้ามทัพกัน เหตุการณ์สำคัญคือ พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและพลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ผลสุดท้ายรัฐธรรมนูญก็ผ่านสภาทั้งสามวาระโดยมีข้อขัดแย้งที่จะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต คือ

1.ตัวนายกรัฐมนตรีจะมาจาก ส.ส. หรือคนนอก ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้
2 อำนาจวุฒิสภาซึ่งมีอำนาจในการร่วมอภิปรายและลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล และพระราชกำหนด
3. ประธานรัฐสภามาจากประธานวุฒิสภาตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ได้มีการแก้ไขให้ประชาชนรัฐสภามาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร์
4.เขตการเลือกตั้งได้เปลี่ยนเป็นเขตละ 3 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2521

           แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ คุณสมบัติของตัวนายกรัฐมนตรีและอำนาจวุฒิสมาชิก นอกจากนั้นยังมีประเด็นปัญหาที่หลงลืมคือ ในบทเฉพาะกาลให้ประธาน รสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร์ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

          การเลือกตั้งในวันที่ ๒๒ มี.ค. ๒๕๓๕ จึงเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้เงิน “ซื้อเสียง” อย่างเปิดเผยและเป็นจำนวนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นมา รายงานลับของหน่วยงานผู้ดุแลการเลือกตั้งหน่วยหนึ่งระบุว่า “ทานตะวัน” หมดเงินไปไม่น้อยกว่า ๑,๖๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ “ดอกบัว”หมดไปประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท  เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าโครงการ”สี่ทหารเสือ” ประสบผลสำเร็จเพียงใด

          ผลการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ได้จำนวนผู้แทนมากเป็นอันดับ ๑ คือพรรคสามัคคีธรรม  (๗๙ คน ) ตามด้วยชาติไทย (๗๔) ความหวังใหม่ (๗๒) ประชาธิปัตย์ (๔๔)พลังธรรม (๔๑) กิจสังคม

(๓๑) ประชากรไทย (๗) เอกภาพ ( ๖ ) ราษฎร ( ๔ ) ปวงชนชาวไทย ผ ๑ ) และพรรคมวลชน ( ๑ )  การดำเนินการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายณรงค์ วงศ์วรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคสามัคคีที่ได้เสียงมากที่สุดได้รับการเสนอชื่อพรรคสามมีคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร รวมจำนวนเสียงสนับสนุน ๑๙๕ เสียง ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๙ ของประเทศไทย แต่ยังไม่ทันที่ พล.อ. สุนทรจะได้ทูลเกล้าฯ ชื่อนายรณรงค์ ก็มีการยืนยันจากนางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ โษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาว่า นายณรงค์เป็นผู้หนึ่งที่ “ต้องห้าม” ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯได้ เพราะมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด  ชื่อของ พลงอ. สุจินดาจึงขึ้นมาแทนที่ในเวลาอันรวดเร็ว

          ในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๕ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ซึ้งลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายกรับมนตรีคนที่ ๑๙
ของประเทศไทยนับจากนั้น ความขัดแย้งและความยุ่งยากก็ก่อตัวขึ้น จนนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเวลาต่อมา

พบถ้ำลึกลับมีผลึกยักษ์

วันที่ 19 ธ.ค.57 สุดอึ้ง...ถ้ำผลึกยักษ์ลึก 300 เมตร จากเซเลไนท์ อายุ 5 แสนปี
ในสมัยเด็กๆ ใครที่ชอบวิทยาศาสตร์ อาจเคยทดลองสร้างผลึกเกลือด้วยตนเอง โดยการต้มน้ำ แล้วค่อยๆ เติมเกลือไปเรื่อยๆ จนกว่าเกลือจะไม่ละลาย จากนั้น เอาเส้นด้ายหย่อนลงไป แล้วรอให้เย็น จะพบ ผลึกเกลือก้อนจิ๋วขนาดเล็กติดที่ปลายด้ายขึ้นมา
พ.ศ.2543 บริษัทเหมืองแร่ ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งกำลังขุดขยายเหมืองเงินของตนอยู่นั้น ก็ไปพบกับถ้ำใต้ดินที่ลึกลงไป 300 เมตร แต่ในถ้ำนี้มีน้ำท่วมจนมิด ด้วยความสงสัยว่าในถ้ำนี้มีอะไรอยู่ บริษัท จึงสูบน้ำออกจากถ้ำไปตลอดเวลาเป็นเวลานาน
เมื่อสูบน้ำออกไปจนหมดแล้ว คนงานเหมืองก็ต้องตื่นตะลึง !! .. เพราะภายในถ้ำแห่งนั้นมีแท่งผลึกใสขนาดยักษ์ แวววาว สูงเท่าตึก 3 ชั้น แทงทะลุออกมาจากถ้ำทุกทิศทุกทาง เป็นผลึกที่มีขนาดมหึมาที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบมา
สภาพแวดล้อมภายในถ้ำนั้น สุดขีดสำหรับร่างกายมนุษย์มากๆ เพราะมันมีอุณหภูมิร้อนถึง 58 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์เกือบ 100% ด้วยอุณหภูมิ และความชื้นระดับนี้ ร่างกายมนุษย์จะทนไม่ได้ คนงานเหมืองจะสามารถมีชีวิตอยู่ในถ้ำนี้ได้ไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น
เนื่องจากในถ้ำร้อนมาก จนภายในปอด เย็นกว่าอากาศในถ้ำ ความชื้นสูงของอากาศในถ้ำที่หายใจเข้าไป จะกลั่นตัวเป็นน้ำเหลวในปอด หากคนงานเหมืองไม่ร้อนจนตายไปเสียก่อน ก็จะเกิดน้ำท่วมปอดตายอยู่ดี
หลังจากค้นพบถ้ำผลึกยักษ์แห่งนี้ ก็มีความพยายามจะลงมาสำรวจกันหลายครั้ง โดยมีการสำรวจอย่างละเอียดครั้งแรกในปี พ.ศ.2549 โดยทีมสำรวจต้องสวมชุดชนิดพิเศษเพื่อให้อยู่รอดได้ในถ้ำนี้ โดย ชุดสวมใส่จะช่วยปรับอุณหภูมิ และรับมือกับความชื้นสูงของอากาศในถ้ำ แต่ ถึงแม้จะสวมชุดพิเศษนี้ก็ยังมีเวลาเพียงรอบละ 30 นาทีเท่านั้น
จากการสำรวจครั้งนั้นพบว่า ผลึกยักษ์เหล่านี้เป็นผลึก เซเลไนท์ (selenite) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของยิบซั่ม ด้วยสภาวะที่เหมาะสมแบบอัศจรรย์ของถ้ำนี้ ผลึก เซเลไนท์ จึงก่อตัวเป็นผลึกขนาดมหึมาภายใน จากการตรวจสอบการเสื่อมสภาพของสารกำมันตรังสีพบว่า ผลึกเหล่านี้มีอายุมากถึงราว 5 แสนปี...แม่เจ้า !!
แต่เมื่อบริษัทเหมือง สูบน้ำออกจากถ้ำ ทำให้สภาพสมดุลถูกเปลี่ยนแปลง ผลึกยักษ์ก็เริ่มเสื่อมสภาพละลายลงทุกวัน
พ.ศ. 2554 ทีมสำรวจล่าสุด จึงได้ลงไปสำรวจเพิ่มเติมอีกครั้ง พบว่าแขนงของถ้ำแห่งนี้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ หากจะเข้าไปต้องทำลายผลึกที่กั้นขวางอยู่ พวกเขา จึงตัดสินใจปล่อยถ้ำไว้ให้คงสภาพเดิม และมีแนวคิดว่า หลังจากนี้ ควรสูบน้ำปล่อยกลับเข้าท่วมถ้ำ อย่างที่มันเคยเป็นเพื่อรักษาผลึกเหล่านี้ไว้ต่อไป
ในโลกเราใบนี้ ยังมีสิ่งแสนจะอัศจรรย์จากธรรมชาติมากมาย ที่มนุษย์เรายังค้นหาไม่พบ หรือ พบแล้วแต่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนยังไม่ได้แน่ชัด แต่มนุษย์เองก็มีความสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา และตั้งคำถามถึงสิ่งเหล่านั้น
ล่าสุดหลังจาก NASA ส่งยานอวกาศและหุ่นยนต์ไปศึกษาที่ผิวของดาวอังคาร ก็พบว่าครั้งหนึ่งเคยมีภูเขาสูง มีหิมะตก และละลายออกมาเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ขังอยู่ที่พื้นผิวดาวอังคาร และพบก๊าซมีเทนหนาแน่นสูง ซึ่งก็าซชนิดนี้ ถ้ามีเบาบางก็เกิดจากสาเหตุทั่วๆ ไปได้ แต่ถ้าหนาแน่นสูงก็สันนิษฐานว่า เกิดจากซากสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก
แหล่งน้ำบนดาวอังคารที่พบ ปัจจุบันน้ำได้ระเหยออกไปหมดแล้ว เหลือแต่ตะกอนดิน และหิน ที่มีการเรียงตัวกันเป็นระเบียบเกินไป คล้ายชุมชนที่อยู่อาศัย เมื่อทดลองสกัด ฝุ่นดินและหินจุดนั้น และคำนวน พบว่าปริมาตร 2 ลูกบาตรเมตร จะสกัดน้้ำออกมาได้ 2 ขวด แต่ก็มีสารเคมีปนเปื้อนมาก มนุษย์ยังใช้ดื่มไม่ได้ทันที
เมื่อมีแหล่งน้ำ ก็ย่อมเคยมีก็าซออกซิเจน ที่หนาแน่นบนดาวอังคารมาก่อน แต่จากการคำนวนทางวิทยาศาสตร์พบว่า แหล่งน้ำ บนดาวอังคารนั้น ได้ระเหยแห้ง และมีการใช้ก๊าซออกซิเจนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่สัปดาห์ และทำให้ดาวอังคาร กลายเป็นฝุ่นสีแดงไปเมื่อประมาณ 4,000 - 4,500 ล้านปีที่แล้ว
และอะไรจะช่างแสนบังเอิญพอเหมาะพอเจาะกันเช่นนั้น เพราะโลกของเราก็เพิ่งดันมีกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีเช่นกัน ช่วงเวลาช่างใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด และอยู่ในระบบสุริยะจักรวาลเดียวกันเสียอีกด้วย
แล้วอะไรทำให้น้ำ และ ก็าซบนดาวอังคาร หมดไปฉับพลันภายในไม่กี่สัปดาห์...มันคงจะหนีไม่พ้นความร้อนจากไฟ !! ...ไฟที่มีอุณหภูมิร้อนสุดขีดได้ทำลายดาวอังคาร และสิ่งมีชีวิตซึ่งไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร เสียจนยับเยิน และกลายเป็นดาวร้างเพียงในเวลาไม่กี่สัปดาห์
บนโลกมนุษย์เราทุกวันนี้ ประเทศมหาอำนาจ หลายสิบประเทศต่าง สะสมอาวุธนิวเคลียร์กันไว้กว่า 10,000 ลูก..แต่ละลูกมีอานุภาพร้ายแรงกว่าระเบิดที่อเมริกาทิ้งใส่ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ของญี่ปุ่นราว 200 เท่า และตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเขาพร้อมทุกวินาที ที่จะกดปุ่มยิงใส่กัน ถ้าใครตัดสินใจเริ่มยิงก่อน
บัดนี้โลกมีอายุ 4,500 ล้านปี พอๆ กับเมื่อคราวดาวอังคารสูญสิ้นน้ำ และสิ่งมีชีวิตไปหมดสิ้น...หรือวัฎจักร จะหมุนเวียนกลับมาอีกครา !!
@ เสธ น้ำเงิน4 : กดปุ่ม “ติดตาม” ด้านบนเพจ เพื่อรับข่าวครั้งต่อไป
http://www.facebook.com/topsecretthai
"กติกา" โปรดงดความเห็นในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในตอนนี้, งดนำข่าวลือเขาว่ามา , คำหยาบ , ป่วน , งดลิ้งใดๆ ทุกชนิด , งดข้อความจากแหล่งอื่น , งดภาพ , การให้ร้ายดูหมิ่นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาบล็อกเข้าเพจนี้..สามารถติดตามบทความยาวที่http://www.facebook.com/thailandcoup


วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สถานการณ์ข่าว25ธ.ค.57

กมธ.ยกร่าง

"พรเพชร" สั่งงดประชุม สปช. 25 - 26 ธ.ค. ขณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมหาข้อสรุปที่มา ส.ว.

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา เช้านี้ การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด และตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กำหนดให้ประชุมสัปดาห์ละ 2 วัน ในทุกวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ แต่เนื่องด้วยสัปดาห์สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่มีเรื่องบรรจุในระเบียบวาระ โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จึงสั่งงดประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม และวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2557 ขณะเวลา 10.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดกรรมาธิการประชุม เพื่อหาข้อสรุปการจัดรูปแบบองค์กรทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นจำนวนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงองค์กรอิสระ จะต้องมีความชัดเจนวันนี้ ภายหลังจากเมื่อวาน ได้ข้อสรุปที่มาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มติให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม โดยให้สภาผู้แทนราษฎร มีผู้

แทนมาจากการเลือกตั้งผสมทั้งแบบแบ่งเขตและแบบระบบสัดส่วน หรือ ปาร์ตี้ลิสต์
--------------
วิป สปช. บรรจุวาระ ผลักดันอันดามันเป็นมรดกโลก, โซลาร์รูฟเสรี เข้าที่ประชุม 29 ธ.ค. และ 5 ม.ค.นี้ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. เปิดเผยถึงการประชุมวิป สปช. ว่า ได้พิจารณาความเห็นชอบเรื่องของการปฏิรูปเร็ว เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม สปช. ในวันที่ 29 ธ.ค. 2557 และ วันที่ 5 ม.ค. 2558 รวมทั้งพิจารณาผลักดันให้อันดามันเป็นมรดกโลก, การเสนอโซลาร์รูฟเสรี และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการปฏิรูปประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นไป

ส่วนของขวัญที่ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. จะมอบให้ประชาชนนั้น คือ การปฏิรูปเร็ว ซึ่งจะปฏิรูปคุณธรรม ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน
----------------
"คำนูณ" ยัน ระบบสัดส่วนใหม่ไม่เหมือนเดิม จำนวน ส.ส.อาจแปรผันได้ถึง 480 คน ไม่กำหนดนายกฯ ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ ส่วน ครม. ต้องส่งให้ ส.ว.ตรวจสอบคุณสมบัติ

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วในเรื่องรูปแบบของการเลือกตั้ง ที่จะใช้แบบสัดส่วนผสม มี ส.ส. 450 แต่ไม่เกิน 480 คน โดยแบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 250 และสัดส่วน 200 แต่เนื่องจากระบบสัดส่วน จะมีการแปรผันได้ เพราะการนับคะแนน และการคำนวณหาค่าเฉลี่ยจะไม่เหมือนเดิม เพื่อให้มีการเติมเต็มส่วนที่ขาด และคำนึงถึงสัดส่วนที่แท้จริงจากคะแนนเสียงของประชาชน อีกทั้ง ทั้ง 2 แบบ ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง แต่ในระบบสัดส่วน อาจะเป็นการรวมกลุ่ม หรือภาคประชาสังคม ส่งผู้สมัครแทน

ทั้งนี้ นายคำนูณ ยังกล่าวถึงที่มาของนายกรัฐมนตรีด้วยว่าจะต้องมาจากการโหวตของ ส.ส.ในสภา แต่ไม่ได้กำหนดว่า นายกฯ จะต้องเป็น ส.ส.หรือไม่ ส่วน คณะรัฐมนตรี ให้นายกฯ เป็นผู้เสนอต่อวุฒิสภา เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ด้านคุณธรรม จริยธรรมก่อน และหากพบไม่เหมาะสม สามารถระงับยับยั้งได้
-----------------
มติ กมธ.ยกร่าง รธน. ให้ ส.ว. มี ไม่เกิน 200 คน คัดเลือกจาก 5 ช่องทาง เพิ่มอำนาจเสนอร่างกฎหมายได้

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมวานนี้ว่า ที่ประชุมมีฉันทามติให้ ส.ว.มีจำนวนไม่เกิน 200 คน โดยคัดเลือกจาก 5 ช่องทาง คือ เป็นอดีตอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อาทิ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นอดีตข้าราชการสำคัญ อาทิ อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ อดีตปลัดกระทรวง มาจากประธานองค์กรวิชาชีพที่กฎหมายรองรับ เช่น ประธานหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรม กลุ่มภาคประชาชน และการคัดสรรจากกลุ่มวิชาชีพที่หลากหลาย ที่เปิดใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังเพิ่มอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายต่าง ๆ และกฎหมายการปฏิรูปประเทศ พร้อมเพิ่มอำนาจการตรวจสอบประวัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ก่อนนายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูล
เกล้าฯ รวมถึงตรวจสอบประวัติจริยธรรมของหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน
-------------------
กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค จี้ กสทช. บังคับใช้ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ โฆษกกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงข่าวเพื่อขอให้ กสทช. บังคับใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ให้ผู้ประกอบการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียงตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีโดยไม่ปัดเศษเป็นนาที

ทั้งนี้ การใช้โทรศัพท์แต่ละครั้ง ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มมากขึ้นถึง 3,000 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีการเสนอให้สามารถดำเนินการได้โดยเร็วด้วยการแจ้งไปทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้แก้ไขปัญหา โดยให้ กสทช. ใช้อำนาจตามมาตรา 31 วรรคสอง มีคำสั่งห้ามผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง คิดค่าบริการโดยไม่ปัดเศษวินาทีเป็นนาที

มาตรา 27(9) กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง คิดค่าบริการตามระยะเวลาที่ใช้งานจริง และมาตรา 27(13) ดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคกรณีดังกล่าวนอกเหนือจากข้อ 1 และ 2

อย่างไรก็ตาม จะมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. ในวันที่ 5 ม.ค. 2558
-------------------
เลขาฯ กมธ. วิป สปช. ยินดีสานเสวนานักศึกษาเยาวชนมีข้อเสนอปราบทุจริตคอร์รัปชั่น-รอประชุมติดตั้งโซลาร์รูฟ และการคุ้มครองผู้บริโภค ม.ค. นี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช. กล่าวถึงผลการเปิดเวทีสานเสวนาของนักศึกษาและเยาวชน ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-22 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาและเยาวชนอย่างดี โดยมีข้อเสนอในเรื่องการศึกษาระบบการเมืองที่ดี การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งเสนอให้จัดตั้งองค์กรนักศึกษาเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ ในเดือน ม.ค. จะจัดกิจกรรม work shop เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ปฏิรูปประเทศไทย ส่วนเดือน ก.พ. จะมีจัดเวทีสานพลังนักศึกษาอาชีวะ ให้มีส่วนร่วมในเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ม.ค. 2558 จะมีการประชุมการติดตั้งโซลาร์รูฟ และการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามการใช้งานจริงโดยไม่ปัดเศษ
---------------
ประธาน กมธ.เกษตรฯ เร่งเสนอรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายางพารากิโลละ 60 - เกษตรกรได้รับชดเชยเเล้วเพียง 3%

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ พร้อมด้วย นายธนิต โสรัตน์ เลขานุการและโฆษกอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตรฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรและยางพาราตกต่ำ ไม่คุ้มกับราคาต้นทุน จึงต้องการเร่งเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้ปรับราคายางพารากิโลกรัมละ 60 บาท แต่บางพื้นที่ราคากิโลกรัมละ 40 บาท พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือ 16 มาตรการ เพื่อกระตุ้นให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นชดเชยเกษตรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ ที่ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรได้รับการชดเชยเพียง 3% ซึ่งเกิดจากการไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย และแรงงานนอกระบบได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ สินเชื่อเกษตรกรรายย่อยยังประสบปัญหา เพราะผู้ประกอบการติดปัญหาในเชิงปฏิบัติกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ
----------------
อุทัย ย้ำเพิ่มมูลค่ายาง ส่งเสริมเกษตรกรมีรายได้เสริม - หลังปีใหม่เสนอ รมต. ช่วยเหลือเร่งด่วน

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ ระบุถึงเรื่องกองทุนส่งเสริมอาชีพเสริมให้เกษตรกร รายละ 100,000 บาท ว่า จะเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเช่นเดียวกับการเพิ่มมูลค่ายางพาราที่ปัจจุบันมีการใช้ในประเทศ 15% แต่มีมูลค่ามากกว่า 85% ที่ส่งออก

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานทำน้ำยางข้น โดยเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมคิดอัตรามูลค่าของยางพาราที่จะใช้เป็นส่วนผสมในการสร้างถนนให้เป็นตัวเลขในราคาปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หลังปีใหม่กรรมาธิการปฏิรูปการเกษตรฯ จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อหายื่นข้อเสนอให้ช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางอย่างเร่งด่วน
-------------------
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยัน เร่งพิจารณากรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย้ำที่มานายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส. ป้องกันระบบเผด็จการรัฐสภา

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ที่ประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ หมวดนิติธรรม ศาลและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมพิจารณาหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยให้ยึดรัฐธรรมนูญปี 40 แต่ประเด็นศาสนาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้พิจารณาจากรัฐธรรมนูญปี 50 พร้อมตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ มติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องเป็น ส.ส. แต่ต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรนั้น เพราะที่ผ่านมา การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ต้องทำตามมติพรรค และนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นตรงกันว่า ข้อบัญญัติดังกล่าวเป็นต้นตอของเผด็จการรัฐสภาโดยธรรมชาติ
--------------
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีฉันทามติให้สมาชิกวุฒิสภา มีไม่เกิน 200 คน ซึ่งมีที่มาจาก5 ช่องทาง พร้อมเพิ่มอำนาจการตรวจสอบคุณสมบัติจริยธรรมรัฐมนตรีก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของ สว.

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดกรรมาธิการประชุม เพื่อพิจารณารายงานข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงข้อเสนอจากพรรคการเมือง คู่ขัดแย้ง และจากภาคประชาชน สำหรับการประชุมในวันนี้ จะเป็นการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับศาลและกระบวนการยุติธรรมรวมถึงองค์กรอิสระ คาดว่า จะได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้ ก่อนเริ่มยกร่างรายมาตราต่อไป

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีฉันทามติให้ ส.ว.มีจำนวนไม่เกิน 200 คน โดยคัดเลือกจาก 5 ช่องทาง คือ 1.เป็นอดีตอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อาทิ
อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร 2.เป็นอดีตข้าราชการสำคัญ อาทิ อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ อดีตปลัดกระทรวง 3.มาจากประธานองค์กรวิชาชีพที่กฎหมายรองรับ เช่น ประธานหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรม 4.กลุ่มภาคประชาชน เช่น สหภาพต่างๆ องค์กรภาคประชาชน และ 5.คัดสรรจากกลุ่มวิชาชีพที่หลากหลาย โดยใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อม เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2489

นอกจากนี้ ยังเพิ่มอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายต่างๆ และกฎหมายการปฏิรูปประเทศ พร้อมเพิ่มอำนาจการตรวจสอบประวัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ก่อนนายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ รวมถึงตรวจสอบประวัติจริยธรรมของหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน และวุฒิสภายังมีอำนาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี /รัฐมนตรี /ส.ส./ส.ว.และหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน แต่ให้ใช้เสียงถอดถอนเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา

นายคำนูณ ยังกล่าวถึงที่มาของนายกรัฐมนตรีว่า ให้มาจากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.

/////////////////
แถลงผลงาน รบ.

นายกฯ เตรียมนำทีมแถลงผลงาน 3 เดือน ก่อนต้อนรับฉลองชัยนักฟุตบอลชุดแชมป์ ซูซูกิ คัพ

ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. วันนี้ ในเวลาประมาณ 09.00 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี จะมีการแถลงถึงผลงานของรัฐบาลหลังเข้ามาบริหารประเทศ 3 เดือน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

หลังจากนั้น ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย จะเข้าพบนายกรัฐมนตรี ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้าขณะที่เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล
-------------
พล.อ.ประวิตร และคณะ เข้าพบ พล.อ.เตีย บัญ ขอบคุณกัมพูชา ที่เข้าใจสถานการณ์ของไทย และให้กำลังใจในการแก้ปัญหา

สำหรับการเยือนกัมพูชา อย่างเป็นทางการ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ เข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ กระทรวงกลาโหมราชอาณาจักรกัมพูชา โดยการการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่นและมีมิตรไมตรี อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ระหว่าง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ เตีย บัญ ที่มีมากว่า 20 ปี ทำให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเองยิ่ง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณกัมพูชา ที่เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย และให้กำลังใจเราในการแก้ปัญหาของประเทศที่ผ่านมา พร้อมกับขอให้กัมพูชา มาร่วมพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ จ.ตราด และ สระแก้ว ที่มีพื้นที่ติดกับ จังหวัดเกาะกง และ บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา ทั้งสองจังหวัด เตรียมรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนร่วมกัน ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับความร่วมมือด้วยดี
-------------
นายกฯ นำแถลงผลงาน 3 เดือน ลุยปฏิรูป ลดขัดแย้ง ขออย่างกังวล รัฐบาลใช้อำนาจโปร่งใส 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แถลงผลงานรัฐบาลรอบ 3 เดือนว่า ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 คือการปฏิรูป ซึ่งปัจจุบันสถาการณ์ดีขึ้นตามลำดับแต่ยังไม่น่าพอใจที่จะทำให้ประเทศมั่นคงและยั่งยืนได้ ทั้งนี้ รัฐบาลมีภารกิจ 3 ประการ คือการรักษาความสงบ การบริหารประเทศที่ปรับปรุงบูรณาการ และการปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปจะเป็นไปตามโรดแมปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งยืนยันว่าดำเนินการเร็วที่สุด และไม่ดึงเวลา และอย่ากังวลว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนหรือภาพลักษณ์ของประเทศ

ทั้งนี้ จะต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยเร็ว สร้างความปรองดองโดยยึดตามกระบวนการยุติธรรม และการดำเนินงานทั้ง 19 กระทรวงให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส และข้าราชการต้องมีความกระตือรือร้นในการทำงาน ซึ่งจะมีการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ระบุว่าถึงแม้ตอนนี้เหมือนว่าบ้านเมืองจะมีความสงบแล้วแต่ต้นเหตุของความขัดแย้งยังคงมีอยู่

อย่างไรก็ตาม ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนใน 3 เดือนข้างหน้า พร้อมกันนี้ในช่วงปีใหม่จะต้องไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น โดยจะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้ก่อเหตุ
------------
พล.อ.อนุพงษ์ แถลงผลงาน 3 เดือนด้านความมั่นคง เน้นย้ำปกป้องสถาบัน แก้ไขปัญหาความยากจน ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ปชช.

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการดำเนินงานรอบ 3 เดือนของรัฐบาลในส่วนของความมั่นคงว่า ได้มีการบูรณาการร่วมกันกับฝ่ายต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยเรื่องปัญหาความยากจน มีการเร่งสร้างอาชีพ การมีรายได้ที่มั่นคงให้ประชาชนโดยให้บริการจัดหางานทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนผลิตภันฑ์ท้องถิ่น เร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในเชิงรุก ด้านปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมในสังคม ได้สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมด้วยการรักษากฎหมายและบริการประชาชน อาทิ การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอ แก้ปัญหาตามแผนปฏิบัติการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยจัดระเบียบต่าง ๆ

ขณะที่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวนั้น มีการบูรณาการกันของทหาร ฝ่ายปกครอง และประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ควบคุมอาชญากรรมและจัดระเบียบสังคม อาทิ การจัดชุดปฏิบัติงานร่วม การติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่างและกล้องวงจรปิด ป้องกันยาเสพติด สร้างเข้มแข็งให้เจ้าหน้าที่และจัดสรรงบประมาณในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังมีการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ปัญหาขยะมูลฝอย และการป้องกัน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน และติดตามตัวผู้กระทำความผิดในเรื่องดังกล่าว
---------------
"ยงยุทธ" แถลงผลงานด้านสังคม ยันเร่งลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ พัฒนาการศึกษาและเรียนรู้

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลรอบ 3 เดือนในด้านสังคม โดยรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายด้านการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม การสร้างโอกาสการเข้าถึงของรัฐ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย แบ่งเป็น 4 ด้านด้วยกัน คือ การพัฒนาสังคม มีการประกาศให้การป้องกันราชอาณาจักรและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เป็นวาระแห่งชาติและให้มีการบูรณาการข้อมูลบริการ และความช่วยเหลือจากทุกส่วนราชการ พร้อมกันนี้ได้จัดทำโครงการการสร้างรายได้ ฝึกอาชีพคนพิการและผู้ดูแลคนพิการในชนบทร่วมกับสมาคมคนพิการทุกประการแห่งประเทศไทย

ส่วนในด้านการพัฒนาการศึกษาและเรียนรู้ มีการขยายผลโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดามเทียม และแก้ไขปัญหาการขาดโอกาสการศึกษาของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศกว่า 15,000 แห่ง รวมถึงชายแดนภาคใต้ อีกทั้งยังสนับสนุนให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 1,000 ทุนต่อปี โดยเน้นการทำงานในพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดนำร่องทุกภาค

ขณะที่ในด้านการพัฒนาสุขภาพชีวิตประชาชน ได้เร่งรัดเรื่องที่มีความสำคัญต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน โดยพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิเพื่อลดปัญหาผู้ป่วยแออัดและให้บริการที่ดีกว่า ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ส่งเสริมการสนับสนุนการออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวังโรคระบาด โดยเฉพาะโรคระบาดและอุบัติเหตุซ้ำ

ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ได้นำผลวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับขีดความสามารถรัฐวิสาหกิจชุมชน สินค้า OTOP และผู้ประกอบการ SMEs พร้อมดำเนินการนำร่องร่วมกับโรงเรียน 10 แห่ง เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบบูรณาการในระดับมัธยมศึกษา รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของเส้นทางอาชีพด้านวิทยาศาสตร์
-----------------
ประวิตร แถลงหารือกัมพูชาราบรื่น ความสัมพันธ์ดี ยันไม่มีกลุ่มต่อต้านในกัมพูชา

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากการเยือนราชอาณาจักกัมพูชา ว่า ได้มีการไปหารือกับทางกัมพูชาในเรื่องของความมั่นคง แรงงาน การค้ามนุษย์ เศรษฐกิจ และความร่วมมือทางกองทัพ แต่ไม่มีการพูดคุยกันถึงเรื่องพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร พร้อมยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในระดับดี และทางกัมพูชาให้การต้อมรับอย่างเป็นมิตร ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการเพิ่มการพูดคุยของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน

ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง พลเอกประวิตร เป็นคณะกรรมการติดตามการทำงานของคณะรัฐมนตรีนั้น พลเอกประวิตรยืนยันว่า รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างเต็มที่และดีอยู่แล้ว ตนเองเพียง
แต่คอยติดตามว่ามีส่งใดขาดตกบกพร่องไปบ้างก็จะเรียนให้รัฐมนตรีท่านนั้นทราบ แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าว

นอกจากนี้ พลเอกประวิตร ยังกล่าวว่า ทางกัมพูชาได้ยืนยันว่าไม่มีกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา
------------------
ธนะศักดิ์ เเถลงผลงาน 3 เดือน ทำงานเชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นต่างชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยว พัฒนากีฬาสู่สากล เสริมค่านิยม 12 ประการ

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลรอบ 3 เดือน ซึ่งในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจต่อนานาชาติได้ดำเนินการในเชิงรุกด้วยการเชิญคณะทูตานุทูต บุคคลสำคัญ องค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมและชี้แจงข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปของรัฐบาล รวมถึงการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เช่น การเยือนเมียนมา กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย

ส่วนการส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจ ได้เร่งกระตุ้นกิจกรรมท่องเที่ยว โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดโครงการท่องเที่ยววิถีไทยตามมติคณะรัฐมนตรี โครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด การจัดเทศกาลหุ่นโลกกรุงเทพ 2014 และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามรอยหนังฮอลลีวู้ด
ในด้านกีฬา ได้ยกระดับมาตรฐานกีฬาไปสู่สากล และมุ่งใช้กีฬาในการพัฒนาสุขภาพและความสามัคคีของคนในชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนได้เล่นกีฬาและออกกำลังกายเป็นประจำ

สำหรับด้านการทำนุบำรุงและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยนั้น ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การจัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกโลก การอนุรักษ์พระราชวังบวรสถาน  การจัดประเพณีลอยกระทง และการส่งเสริมแต่งกายผ้าไทย กินของไทย ใช้ของไทย และเที่ยวเมืองไทย

ทั้งนี้ ในด้านการทำนุบำรุงศาสนา ได้จัดโครงการหมู่บ้านรักษาศีล ด้วยการใช้บ้าน วัด โรงเรียน เป็นกลไกในการขับเคลื่อน ส่วนการเสริมสร้างค่านิยม 12 ประการ ได้ผลิตสื่อเผยแพร่และจัดกิจกรรมรณรงค์เสริมค่านิยม ขณะที่กิจกรรมเพื่อส่งเสริมและเชิดชูสถาบัน ได้จัดพิมพ์หนังสือและนิทรรศการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ โดยเฉพาะการประชุมเพื่อขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ทุกสถานเอกอัครราชทูตไทยได้รณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กับคนไทยและต่างประเทศ
---------------------
"วิษณุ" แถลงผลงานรัฐบาลด้านกฎหมาย ออกเป็น กม. แล้ว 13 ฉบับ ชี้ฐบาลจะไม่เร่งรัดการออกกฎหมายเชิงปริมาณ แต่จะเน้นคุณภาพ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย แถลงผลงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน ว่า งานด้านกฎหมายเป็นงานที่สนับสนุนงานด้านอื่น ๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ ซึ่งกฎหมายต่าง ๆ จะต้องมีการปรับปรุงในส่วนที่ล้าสมัย หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าจะมีการออกกฎหมายหลายฉบับมารองรับนโยบายต่าง ๆ เบื้องต้นทราบว่าจะต้องออกกฎหมาย 63 ฉบับ เพื่อรองรับนโยบาย เช่น กฎหมายการคืนบำนาญให้แก่ข้าราชการ กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ทำกิน โดยตอนนี้รัฐบาลได้ส่งกฎหมายให้ สนช. เพื่อออกเป็นกฎหมายแล้ว 13 ฉบับ รวมถึงยังมีร่างกฎหมายค้างการพิจารณาของ สนช. กว่า 71 ฉบับ รวมถึงมีกฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายกว่า 300 ฉบับ ที่รอการพิจารณา

ทั้งนี้ รัฐบาลจะไม่เร่งรัดการออกกฎหมายเชิงปริมาณ แต่จะเน้นคุณภาพ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้นำกฎหมายที่ออกในช่วงรัฐบาลปกติได้ยาก กฎหมายที่ลดความเหลือมล้ำ กฎหมายที่ลด
ภาระของสังคม กฎหมายที่มีพันธกรณีระหว่างประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สตรี และคนพิการ มาพิจารณาก่อน ที่ผ่านมา ในช่วงที่เกิดปัญหาทางการเมือง มีกฎหมายที่ค้างการพิจารณาจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาวะสูญญาการทางกฎหมาย

ส่วนการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลได้สั่งการให้ข้าราชการจัดทำคู่มือการบริการประชาชน โดยให้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการ หากทำไม่ได้จะมีบทลงโทษ

ส่วนกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในเดือนมกราคม เบื้องต้น ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การปรับเงินเดือนข้าราชการ ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับชุมนุมสาธารณะ ร่าง พ.ร.บ.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ สำหรับการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. หลังจากนี้จะเริ่มขับเคลื่อนการปฏิรูป สร้างความปรองดอง และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หลังจากที่เข้าไปมีส่วนรวมในการร่างรัฐธรรมนูญ
---------------
"หม่อมอุ๋ย" แถลงผลงานรอบ 3 เดือน ยันดูแลราคาสินค้าเกษตรเต็มที่ ปรับสัดส่วนเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ทำราคาหน้าปั๊มลด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน ที่ผ่านมาว่า การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่ผ่านมานั้น ได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือและชดเชยให้กับชาวนาในการชะลอการขายข้าวเพื่อทำให้ราคาข้าวไม่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับฝ่ายต่างๆ รวมไปถึงการค้าแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ G2G ในการระบายข้าวรวมกว่า 1.2 ล้านตันที่ผ่านมา ขณะที่การดูแลเรื่องยางพารานั้น ก็ได้มีการจ่ายเงินชดเชยในการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อบรรเทาภาระราคาตกต่ำ รวมไปถึงติดต่อกับประเทศคู่ค้าเพื่อให้มีการเข้ามาลงทุนของภาคเอกชนในการจัดตั้งโรงงานแปรรูป ทั้งนี้ เชื่อว่า ในปีหน้าจะทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ได้ ส่วนมันสำปะหลังและอ้อย รวมถึงน้ำตาลนั้น มีคณะกรรมการในการดูแล ขณะที่ด้านการจัดการพลังงานนั้น ก็ได้มีการปรับอัตราราคาพลังงานให้มีความเหมาะสมโดยลดการอุดหนุนในส่วนของก๊าซ LPG และก๊าซ NGV ที่มีต้นทุนสูง ซึ่งทำให้ปัจจุบันอัตราส่วนในเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น กลับมาเป็นบวกได้และราคาน้ำมันก็ปรับตัวลดลงเป็นที่น่าพอใจในการดำเนินงานของรัฐบาล
--------------------
นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ "เกียรติศักดิ์" และคณะนักฟุตบอลทีมชาติ ก่อนเข้าประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่ายวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย นำคณะนักฟุตบอลทีมชาติไทย พร้อมด้วยผู้ฝึกสอนชุดแชมป์ฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จำนวน 5,000,000 ล้านบาท จากบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด จำนวน 5,000,000 บาท และจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 15,000,000 บาท ให้กับตัวแทนนักกีฬาด้วย

/////////////
อสส.ถกปปช.

ป.ป.ช. เตรียม หารือ อสส. ปมฟ้องอาญา "ยิ่งลักษณ์" กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ครั้งที่ 3

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการประชุมของคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด (อสส.) ในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีอาญาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ฝ่าย อสส. เป็นขอนัดประชุมด่วน เพื่อหารือในรายละเอียดของคดีที่ยังติดค้างอยู่ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา อสส. มองว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ต้องการให้สอบพยานเพิ่มเติม แต่ ป.ป.ช. ได้ยืนยันไปแล้วว่า โดยหลักของสำนวนแล้ว ไม่ได้ฟ้องในเรื่องทุจริต แต่เป็นเรื่องการ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเรื่อง จีทูจี หรือ เรื่องทุจริตนั้น ก็มีอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่ง ป.ป.ช. กำลังดำเนินการอยู่

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทาง ป.ป.ช. ระบุว่า หากที่ประชุมของคณะทำงานร่วมฯ ครั้งนี้ ไม่สามารถตกลงกันได้ เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมฝ่าย ป.ป.ช. อาจจะนำผลการหารือรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทันภายในวันพรุ่งนี้
-------------------
"สรรเสริญ" เห็นชอบสอบพยานเพิ่มเติม-ยังไม่ได้ข้อสรุป ฟ้องอาญา ยิ่งลักษณ์ ปมจำนำข้าว

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมฝ่าย ป.ป.ช. และ นายชุติชัย สาขากร ตัวแทนฝ่าย อสส. ได้แถลงข่าวผลการประชุมร่วม ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด (อสส.) ในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีอาญาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ว่า ฝ่าย อสส. เห็นด้วยกับทาง ป.ป.ช.ที่จะรวบรวมพยานลักฐานเอกสารเพิ่มเติม อาทิ รายงานการปิดบัญชีของอนุกรรมการปิดบัญชีข้าว เเละรายงานการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติม เนื่องจากในสำนวนคดีเดิมนั้น มีพยานบุคคลบางรายที่ได้กล่าวถึงเรื่องการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ซึ่งมี 2 ราย คือ ผู้กล่าวหา และนักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ หรือ TDRI ที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ซึ่งในการไต่สวนพยานเพิ่มทางอัยการจะส่งตัวแทนเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง และภายหลังจากรวบรวมข้อมูลครบถ้วน จะนำเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณา เพื่อขอความคิดเห็น ก่อนจะนำเข้าหารือที่ประชุมคณะทำงานร่วมฯ ครั้งต่อไป ซึ่งยังไม่มีการกำหนดวันประชุม

อย่างไรก็ตาม นายสรรเสริญ กล่าวว่า ข้อสรุปในวันนี้ เป็นความเห็นชอบในเบื้องต้นในการทำงานร่วมกัน และจะเร่งดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้รวดเร็วที่สุด โดยคาดว่า การสอบพยานจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558
--------------------
ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาคดีอาญาระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ยังไม่ได้พิจารณาชี้มูลความผิด - คาด อนุฯ สรุปคดีก่อนสิ้นปี

ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการพิจารณาสำนวนคดีอาญาคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวก ที่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้สรุปคดีและเสนอต่อที่ประชุม โดยเป็นการพิจารณาครั้งแรก ซึ่งเป็นสำนวนการไต่สวนของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด โดยไม่ได้แยกเป็นสำนวนเหมือนที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ คาดว่าในที่ประชุมจะแค่รับทราบการสรุปคดีเท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณาชี้มูลความผิด

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะสรุปคดีดังกล่าวได้ก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาชี้มูลความผิดต่อไป
----------------

///////////
องค์กรอิสระ กกต.
กกต. จัดประชุม ผอ.กกต.จว. ทั้ง 77 จว. เพื่อมอบนโยบายสั่งการ-ด้านทูตเยอรมันตอบรับ กกต.เข้าบรรยายการเลือกตั้งแบบเยอรมันแล้ว

วันนี้ (25 ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมี นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการประชุม เพื่อสั่งมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยมีผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือ ผอ.กกต.จว. และกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุม ซึ่งจัดที่ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ห้องประชุมชั้น 8 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี เขตหลักสี่ อีกด้วย

ทั้งนี้ ด้าน นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ทางด้านของเอกอัครราชทูตของเยอรมัน ได้มีการตอบรับในการบรรยายระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ให้กับ กกต. เพื่อรับทราบ ในช่วงต้นเดือนมกราคม ซึ่ง กกต. ต้องเตรียมความพร้อมศึกษารูปแบบ เพื่อทำความเข้าใจก่อนที่จะหาแนวทางประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง

--------
"สมชัย" คาด ปลายเดือน ม.ค.58 รู้ตัวคนรับผิดชอบค่าเสียหาย 3 พันล้าน ทำเลือกตั้งโมฆะเเน่ ระบุ หาก กกต. ไม่ดำเนินการจะมีความผิดตามมาตรา 157

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยถึงกรณีที่ ทาง กกต. จะดำเนินการการเรียกค่าเสียหายเกือบ 3 พันล้าน จากบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ว่า ขณะนี้ กกต. และฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานว่ามีบุคคลใดบ้าง ซึ่งคาดว่าช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2558 จะรู้ว่า กกต. นั้นจะฟ้องบุคคลใดบ้าง ซึ่งจะพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นว่าบุคคลใดเป็นต้นเหตุทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ทั้งนี้ จะมีการสั่งฟ้องบุคคลในสองกลุ่ม คือ คนที่เป็นสาเหตุให้การเลือกตั้งทั้ง 28 เขตไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจ แต่ไม่เลื่อนการจัดการเลือกตั้งทั้งที่ กกต. ได้ชี้แจงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หาก กกต. ไม่ดำเนินการฟ้อง กกต. ก็จะโดนมาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้อีกด้วย

///////////////////
เศรษฐกิจ

"หม่อมอุ๋ย" เผย รัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ความเชื่อมั่นฟื้น ดัน จีดีพี ไตรมาส 4 ขยายตัว 3% ไตรมาส 1 ปีหน้า โตเกิน 4%

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน ที่ผ่านมาว่า การดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน นั้น มีปัจจัย 3 ปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การเบิกจ่ายงบลงทุน และงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐที่ได้มีการผลักดันให้มีการเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 732,000 ล้านบาท และมั่นใจว่าในสิ้นปีนี้จะผลักดันการเบิกจ่ายให้อยู่ที่ในระดับ 800,000 ล้านบาท ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชน ก็ปรับตัวดีขึ้นตามเช่นกัน

โดยมีอนุสงค์มาจากการอนุญาตใบประกอบกิจการโรงงาน หรือ ร.ง.4 ที่มีปัญหาความล่าช้ามาก่อนหน้านี้ ทำให้มีการเบิกจ่ายและการลงทุนในภาคเอกชนมากขึ้น จึงทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 3 ขณะที่ปี 2558 ในไตรมาสแรกจะขยายตัวได้เกินกว่าร้อยละ 4 และทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ประมาณร้อยละ 4.5
---------------
"หอการค้า" เผย น้ำมันถูก ประชาชนเที่ยวปีใหม่คึกคัก คาดเงินสะพัด 1.1 แสนล้าน ขยายตัว 5.1%

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 ว่า ประชาชนวางแผนท่องเที่ยวมอบของขวัญให้แก่กัน ส่งผลทำให้เงินสะพัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 หรือคิดเป็นมูลค่าที่ 117,472 ล้านบาท หรือเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 12,381 บาท โดยผู้ที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ยังวางแผนท่องเที่ยวในประเทศ หลังราคาน้ำมันลดลงประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการมอบของขวัญของรัฐบาลให้กับประชาชนในการลดราคาสินค้า รวมทั้งการโอนเงินให้กับชาวนาและชาวสวนยาง ทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องการของขวัญจากรัฐบาล คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และเสถียรภาพทางการเมือง และต้องการมอบดอกไม้และกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรี
-------------------
กรมการขนส่งทางบก ขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งสินค้า หลีกเลี่ยงการขนส่งสินค้าช่วงเทศกาลปีใหม่ ลดความแออัดในการเดินทาง

นายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลที่ประชาชนนิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ส่ง
ผลให้การจราจรคับคั่งและมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มปัญหาการจราจรและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากรถบรรทุกสินค้าและวัตถุอันตราย กรมการขนส่งทางบกจึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย หลีกเลี่ยงการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะการขนส่งวัตถุอันตราย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2558 โดยขอความร่วมมือไปยังองค์กรและผู้ประกอบการขนส่งจำนวน 20 แห่ง

ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบการขนส่งมีความจำเป็นต้องขนส่งสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ขอให้หลีกเลี่ยงเส้นทางและช่วงเวลาที่มีประชาชนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก และกรณีที่มีความจำเป็นต้องจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางในเวลากลางคืนหรือในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ให้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและไฟส่องป้ายทะเบียนรถเพื่อให้ผู้ขับขี่คันอื่นสังเกตเห็นได้ชัดเจน
-------------
หม่อมอุ๋ย เผย 3เดือน เร่งพัฒนาระบบดิจิทัล ลุยปรับปรุงรถไฟรางคู่ 5 เส้นทางกว่า 700 กม.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่โดยได้ปรับเปลี่ยนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีการเพิ่มสำนักงานดิจิตอลและเศรษฐกิจเพื่อสังคม เพื่อให้มีการบูรณาการในการทำงานมากขึ้นสอดคล้องกับการรองรับเศรษฐกิจระบบดิจิตอลที่ได้มีการดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่การพัฒนาด้านระบบคมนาคมขนส่งก็ได้มีการเร่งรัดในการดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จจากกำหนดการเดิมได้มากขึ้นรวมไปถึงแผนการปรับปรุงรถไฟรางคู่ที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 700 กิโลเมตร ใน 5 เส้นทาง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2558 เพื่อพัฒนาระบบขนส่งของประเทศที่มีอยู่ให้ดีมากขึ้น
----------------
สศก. คาดภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 58 โต 2-3% เหตุยังเสี่ยงจากภาวะภัยแล้ง

นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2558 ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2-3
โดยสาขาการผลิตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ สาขาพืชขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.2-3.2 สาขาปศุสัตว์ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.5-2.5 สำหรับสาขาประมงคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในปีนี้
หลังจากที่หดตัวต่อเนื่องมา 2 ปี โดยขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1-2 และสาขาป่าไม้ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5-3.5 ส่วนสาขาบริการทางการเกษตรหดตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2-3

สำหรับผลผลิตพืชสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ขณะที่ผลผลิตปศุสัตว์ อาทิ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และโคนม ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนสถานการณ์การระบาดของโรคตายด่วนในกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงเริ่มคลี่คลายลงตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 และคาดว่าการผลิตกุ้งจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2558 นอกจากนี้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป รวมทั้งตลาดอาเซียน และตลาดเกิดใหม่ต่าง ๆ จะทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีทิศทางที่ดีขึ้น
------------------
“พาณิชย์” ปลื้ม โครงการ “เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน” สุดคึกคัก ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า ลดค่าครองชีพต่อเนื่อง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคึกคักของการจัดทำโครงการลดราคาสินค้าเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน “เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24-30 ธันวาคม 2557 ว่า จากการตรวจสอบบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วประเทศจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและค้าภายในจังหวัดพบว่ามีความคึกคักเป็นอย่างมาก ประชาชนได้ออกไปจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าที่มีการปรับลดราคาตามห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการช่วยลดค่าครองชีพและมอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการลดค่าครองชีพครั้งแรกและครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะทำทีเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์จากการปรับลดราคาสินค้าซึ่งเป็นของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในการลดค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยประเมินว่าจะมีมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยช่วง 7 วันนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท
-------------------
“พาณิชย์” ปลื้ม โครงการ “เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน” สุดคึกคัก ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า ลดค่าครองชีพต่อเนื่อง

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคึกคักของการจัดทำโครงการลดราคาสินค้าเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน “เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24-30 ธันวาคม 2557 ว่า จากการตรวจสอบบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วประเทศจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและค้าภายในจังหวัดพบว่ามีความคึกคักเป็นอย่างมาก ประชาชนได้ออกไปจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าที่มีการปรับลดราคาตามห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการช่วยลดค่าครองชีพและมอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการลดค่าครองชีพครั้งแรกและครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะทำทีเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์จากการปรับลดราคาสินค้าซึ่งเป็นของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในการลดค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยประเมินว่าจะมีมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยช่วง 7 วันนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท
-----------

///////////////////
คดีพงศ์พัฒน์

ศาลออกหมายจับอีก 9 บิ๊ก ตร. โยงรับสินบนบ่อนพนันออนไลน์แก๊ง พงศ์พัฒน์

ศาลอาญารัชดา อนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมในคดีการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามพนันฟุตบอลออนไลน์ เมื่อปี 2552ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ประกอบด้วย พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล, พ.ต.ต.จักรพันธ์ ลีลานันทวงศ์, ร.ต.อ.นิธิพัฒน์ กังรวมบุตร, พ.ต.อ.สุพัฒน์ ลิ้มอิ่ม, พ.ต.ต.อภิสิทธิ์ เมฆประยูร, พ.ต.ท.วัฒนา ผลงานดี, พ.ต.ท.พิพัฒน์ เฉวงราษฎร์ และ ร.ต.อ.ศักรินทร์ เกษรเทียน รวม 9 นาย ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่และข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลได้อนุมัติหมายจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์, พล.ต.ท.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์, พ.ต.อ.วรพจน์ พืชผล ผู้กำกับกอง 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี สารวัตรกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม และพลเรือนอีก 1 คน ในข้อหาเดียวกัน ส่งผลให้มีนายตำรวจและพลเรือนออกหมายจับในคดีนี้ รวม 14 คน
----------------
ผบช.น. เผย ประสานไปยังหน่วยงานที่นาย ตร.ทั้ง 9 ผู้ต้องหาเรียกรับส่วย "อาบูบาก้า" เพื่อส่งตัวให้ บช.น. แล้ว ยันไม่มีการออกหมายเพิ่ม

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีการเรียกรับส่วยบ่อนการพนันออนไลน์ "อาบูบาก้า" หลังได้มีการออกหมายจับนายตำรวจเพิ่มอีก 9 นาย เมื่อคืนนี้ (23 ธ.ค.) รวมคดีนี้ มีผู้ต้องหาแล้ว 14 คน โดยทั้งหมดเป็นเครื่อข่ายของอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่โดนจับไปแล้วก่อนหน้านี้ ว่า ขณะนี้ได้ทำหนังสือประสานไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดให้กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายในวันนี้ เพื่อสอบสวนขยายผล รวมทั้งตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้านการออกหมายจับเพิ่มนั้น ยังไม่มีการขอหมายจับใครเพิ่ม ซึ่งต้องรอการสอบสวนขยายผลก่อน ซึ่งถ้าพบว่าหลักฐานพยานสาวถึงผู้ใดจะดำเนินการทันที

/////////////
ปภ.ปีใหม่

ปภ. แนะผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวปีใหม่ เตรียมร่างกาย - เช็กสภาพรถและศึกษาเส้นทางให้พร้อม ก่อนออกเดินทาง 

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า เทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงที่มีสถิติอุบัติเหตุทางถนนกว่าปกติ ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก โดยมีปัจจัยสำคัญทั้งพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้รถใช้ถนน การขาดจิตสำนึกของผู้ขับขี่ สภาพรถไม่พร้อมใช้งาน และจุดเสี่ยงบนถนนเพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะผู้ขับขี่ให้ปฏิบัติ ดังนี้ เตรียมร่างกายให้พร้อมขับรถ ตรวจสอบรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จัดเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ประจำรถ เลือกใช้เส้นทางที่ปลอดภัย และวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า และที่สำคัญผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดใช้อุปกรณ์นิรภัยทุกครั้งที่เดินทางไม่ขับรถเร็ว เมาไม่ขับ ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ หากมีอาการง่วงนอน ให้จอดรถพักในบริเวณที่ปลอดภัย รวมถึงมีมารยาทและมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง ตลอดจนเรียนรู้วิธีแก้ไขเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า อย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงปีใหม่
-----------------------
บช.น. แถลงข่าว "การเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่ กทม. ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่"

ในช่วงวันที่ 25 ธ.ค. 2557 - 4 มกราคม 2558 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้มีการวางมาตรการการดูแลด้านการจราจร ซึ่งจะคอยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางออกต่างจังหวัด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. นี้ และในช่วงขาเข้ากรุงเทพฯ ในวันที่ 4 ม.ค. ทั้งนี้ ได้มีจัดให้มีการวางกำลังจัดการจราจรตามสถานีขนส่งต่าง ๆ ประกอบด้วย สถานีขนส่งจตุจักร สายใต้ สายตะวันออก และสถานีรถไฟหัวลำโพง

ขณะเดียวกัน ทางกรุงเทพฯ จะมีการจัดงาน countdown หลายแห่ง อาทิ เซ็นทรัล เวิลด์ เอเชียทีค และห้าง CDC โดยทาง บช.น. ได้สั่งการให้จัดศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าประจำจุดในบริเวณงาน ดูแลความเรียบร้อย และด้านการจราจรอย่างเต็มที่ พร้อมกับมีการตั้งจุดตรวจแอลกอฮอล์หน้าสถานบริการ รวมถึงตั้งจุดบริการประชาชน ทั้งหมด 11 จุด อาทิ สถานีขนส่งหมอชิต หัวลำโพง สถานีขนส่งสายใต้ใหม่

ทั้งนี้ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ ได้เปิดเผยถึงมาตรการตรวจจับแอลกอฮอล์ ว่า หากผู้ขับขี่รายใดไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการเป่าวัด จะถือว่าผู้ขับขี่รายนั้นเมาและตำรวจจะแจ้งข้อหา
ขับขี่ในขณะมึนเมาสุรา ซึ่งข้อกฎหมายนี้ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
------------
รอง ผบช.น. แถลงข่าว "การเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่"

โดยในช่วงวันที่ 25 ธ.ค. 2557 - 4 มกราคม 2558 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลวันคริสมาสตร์และวันขึ้นปีใหม่ ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีการวางมาตรการการดูแลด้านการจราจร ซึ่งจะคอยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางออกต่างจังหวัด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. นี้ และในช่วงขาเข้ากรุงเทพฯในวันที่ 4 ม.ค. ทั้งนี้ได้มีจัดให้มีการวางกำลังจัดการจราจรตามสถานีขนส่งต่างๆ ประกอบด้วย สถานีขนส่งจตุจักร สายใต้ สายตะวันออก และสถานีรถไฟหัวลำโพง

ขณะเดียวกัน ทางกรุงเทพจะมีการจัดงาน countdown หลายแห่ง อาทิ ห้างเซนทรัลเวิลดิ์ เอเชียทีค และห้าง CDC โดยทาง บชน.ได้สั่งการให้จัด ศูนย์ปฎิบัติการส่วนหน้าประจำจุดในบริเวณงาน ดูแลความเรียบร้อย และด้านการจราจรอย่างเต็มที่ พร้อมกับมีการตั้งจุดตรวจแอลกอฮอล์หน้าสถานบริการ รวมถึงตั้งจุดบริการประชาชน ทั้งหมด 11 จุด อาทิ สถานีขนส่งหมอชิต หัวลำโพง สถานีขนส่งสายใต้ใหม่

ทั้งนี้ พล.ต.ต.อดุลย์ ได้เปิดเผยถึง มาตรการตรวจจับแอลกอฮอล์ว่า หากผู้ขับขี่รายใดไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการเป่าวัด จะถือว่าผู้ขับขี่รายนั้นเมาและตำรวจจะแจ้งข้อหาขับขี่ในขณะมึนเมาสุรา ซึ่งข้อกฎหมายนี้ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
------------------
อธิบดีกรมอนามัย เผย ช่วงปีใหม่เอาจริง ลานเบียร์ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ควบคุมแอลกอฮอล์เคร่งครัด 

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูหนาวและช่วงเทศกาลปีใหม่มักจะมีผู้ใช้โอกาสนี้จัดงานเทศกาลลานเบียร์สด โดยมีการจัดตั้งซุ้มจำหน่ายอาหาร เบียร์สดยี่ห้อต่าง ๆ และการแสดงดนตรีสด มีโต๊ะเก้าอี้ไว้สำหรับบริการลูกค้า นับเป็นการสร้างสีสันให้กับกลุ่มนักดื่มช่วงฤดูหนาว ซึ่งการตั้งซุ้มจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และการแสดงดนตรี เป็นกิจการตามกฎหมายการสาธารณสุข ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแล สถานประกอบกิจการลานเบียร์สดที่มีการจัดให้มีซุ้มจำหน่ายอาหาร เบียร์สด และการแสดงดนตรี ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 อย่างเคร่งครัด

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผู้ประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่เป็นสถานที่ตั้งของกิจการนั้น และผู้ประกอบกิจการจะต้องปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะ เป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมทั้งควบคุมการดำเนินกิจการมิให้เกิดเสียงดังจนเป็นเหตุรำคาญสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีผู้ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จะมีความผิด โดยมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น การควบคุมดูแลสถานประกอบกิจการดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญมากที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของภาครัฐในการที่จะคุ้มครองสิทธิทางสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกแก่ผู้ประกอบกิจการให้มีความรู้และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายการสาธารณสุข รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เป็นต้น
-----------------
รอง ผบช.น. เผยมาตรการดูแลการจราจรปีใหม่ใน กทม. เตรียมตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกไป ตจว. 

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงมาตรการดูแลด้านการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยคาดว่าประชาชนบางส่วนจะเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคมนี้ และหนาแน่นอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม ว่า ได้มีการระดมกำลังตำรวจจราจรดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้า และร่วมกับสถานีขนส่งหมอชิต สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ และสถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์คนขับรถโดยสาร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน จะมีการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ด้วย พร้อมเตือนผู้ขับขี่งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ เพราะขณะนี้ได้มีการประกาศกฎหมายใหม่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
โดยบังคับผู้ขับขี่ที่ต้องสงสัยว่ามึนเมาสุรา ต้องเป่าเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ทุกคน หากปฏิเสธ หรือหลีกเลี่ยง จะถูกดำเนินคดีทันทีในข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรา โดยไม่ละเว้น
-----------------------
ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เตรียมเปิดเส้นทางพิเศษรองรับประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะนำเส้นทางจุดอันตราย กว่า 10 จุด

พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ตำรวจทางหลวงได้วาง 3 มาตรการหลักอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งก่อนเทศกาล ระหว่าง
เทศกาล และหลังเทศกาล โดยกวดขันวินัยจราจร ตรวจจับรถใช้ความเร็วสูง วิ่งย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัยและดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกันนี้ยังแนะนำเส้นทางลัดเผยแพร่ในยูทูบของตำรวจทางหลวง
เพื่อให้ประชาชนศึกษาเส้นทางก่อนการเดินทางสู่หลายภูมิภาค ทั้งนี้ ได้แสดงความเป็นห่วงบริเวณทางต่างระดับบางปะอิน ซึ่งเป็นจุดบรรจบระหว่างถนนกาญจนาภิเษกและถนนพหลโยธิน และเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้เดินทางไปสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมาก ดังนั้น ตำรวจทางหลวงจึงเตรียมเปิดเส้นทางพิเศษไว้รองรับบริเวณถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 50 ถึงกิโลเมตรที่ 80 มุ่งหน้าไปอำเภอวังน้อย เพื่อรองรับปริมาณรถช่วงขากลับอีกด้วย

“จุดอันตรายที่สำรวจมีด้วยกัน 106 จุด เราได้กำหนดให้แคบลงเหลือ 14 จุดใหญ่ เช่น ทางเหนือ ขึ้นไปอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ เนื่องจากเป็นเส้นทางตรงและเส้นทางกลับรถจำนวนมาก ช่วงนั้นอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ในจุดกลับรถ ดังนั้น จึงมีป้ายเตือน และมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง”

พล.ต.ต.สมชาย เกาสำราญ กล่าวย้ำว่า เส้นทางต่างระดับบางปะอินถือเป็นที่ชุมนุมของรถที่จะเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะมีสถานีบริการน้ำมันถึง 7 สถานี จึงทำให้รถติดขัด ดังนั้น ตำรวจทางหลวงจึงแนะนำประชาชนที่เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร ให้ใช้ทางเลี่ยงเมือง
//////////////////
คดีลาดกระบัง

ตร.นำหมายศาลเข้าตรวจค้น บ้าน ผอ.ส่วนกองคลัง ย่านบางนา ด้าน นายพูลศักดิ์ ผู้ถูกออกหมายเรียกเข้าพบแล้ว - จ่อออกหมายจับเพิ่มอีก

พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รักษาราชการแทน ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้าคดียักยอกเงินกว่า 1,600 ล้านบาท จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ว่า ล่าสุด ตำรวจกองปราบปรามได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนกองคลัง ย่านบางนา แล้ว เพื่อหาเอกสารหลักฐานในการกระทำความผิดเพิ่มเติม ขณะที่ นายพูลศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกออกหมายเรียก ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปรามแล้ว ในเบื้องต้น นายพูลศักดิ์ ให้การอ้างว่า เพื่อนให้ไปเปิดบัญชี

ธนาคาร เมื่อวันที่ 1 ต.ค 2557 หลังจากเปิดบัญชีแล้วเสร็จมีคนเงินโอนเข้ามา 50 ล้านบาท และ วันที่ 2 ต.ค. ก็มีเงินโอนเข้ามาอีก 35 ล้านบาท หลังจากนั้น เพื่อนก็ให้โอนเงินออกจากบัญชีทันที ซึ่งตำรวจต้องตามต่อว่าเงินในบัญชีนั้นโอนไปให้ใครอย่างไรบ้าง และเตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม หากการสอบสวนแล้วพบว่าผู้ที่ถูกออกหมายเรียกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็จะออกหมายจับทันที แต่หากให้การเป็นประโยชน์ และพิจารณาแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะกันไว้เป็นพยาน และวันนี้ อาจมีการพิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม แต่ยังบอกไม่ได้ว่ามีอีกกี่คน
------------------
ตร.กองปราบ เข้าตรวจค้นบ้าน ผอ.ส่วนการคลัง เทคโนลาดกระบัง โกงเงินพันล้าน พบของกลางอื้อ 

ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของ นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนการคลัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง เลขที่ 562 ถนนริมทางรถไฟ แขวงและเขตบางนา ตำรวจพบบัญชีธนาคารของครอบครัว นางสาวอำพร โฉนดที่ดินของ นางสาวอำพร จำนวน 6 ไร่ ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา, เอกสารทางการเงิน และเอกสารประกันชีวิตจำนวนมาก จึงนำไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมเตรียมประสานโรงพยาบาลตำรวจเพื่อขออายัดตัว นางสาวอำพร ที่กำลังพักรักษาอาการป่วยที่โรงพยาลเอกชนแห่งหนึ่ง

ด้าน นายผดุงศักดิ์ อ่อนละเอียด อายุ 42 ปี หลานชายของ นางสาวอำพร ระบุว่า นางสาวอำพร ไม่เคยมีนิสัยหรือมีพฤติกรรมไม่ดี เป็นที่รักมาโดยตลอด แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นายทรงกลด เข้ามาตีสนิทกับครอบครัว พร้อมอวดอ้างว่าตนเองมีฐานะร่ำรวย ตนเองจึงเชื่อว่า นางสาวอำพร ถูก นายทรงกลด หลอกลวงมากกว่า

"ประยุทธ์"ขู่ปิดสื่อบางฉบับ

‘ประยุทธ์’ โวยสื่อทำ ‘เสียมาดผู้นำ’ ขู่ใช้กฏอัยการศึกปิดบางฉบับ

ที่มาของภาพ: ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล
25 ธ.ค.2557 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้เดินทางมาร่วมแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 3 เดือน โดยในช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงสื่อมวลชนด้วยว่า ต้องปฏิรูป พร้อมระบุว่าขณะนี้ยังมีสื่อมวลชนบางฉบับที่นำเสนอข่าวในทางที่ไม่สร้างสรรค์ สร้างความขัดแย้งในสังคม ซึ่งหากยังไม่หยุดการกระทำในลักษณะนี้ รัฐบาลจะนำกฎอัยการศึกมาบังคับใช้เพื่อปิดสื่อ โดยขอให้ทุกคนเคารพในสิทธิส่วนบุคคล และความเป็นมนุษย์ ตนเองยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ไม่ใช่การใส่ร้าย หรือปลุกระดมโจมตี
"ผมอดทนมานาน เป็นไร บ้าหรือไง ไม่ว่าใครเป็น ด่าทั้งหมด แล้วมันจะดีตรงไหนวะ ผมไม่อยากอ่าน อ่านแล้วมันโมโห ทำให้เสียกริยา เสียมาดผู้นำหมด คราวนี้ผมจะปิดจริงๆ ไม่งั้นจะมีกฎอัยการศึกไว้ทำไม มาตรา 44 ใช้ในทางสร้างสรรค์ ผมยังไม่เคยเอาใครมาติดคุกสักคน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า หลังการยึดอำนาจการปกครองประเทศของ คสช. ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา มีกระบวนการควบคุม แทรกแซงและปิดสื่อมาโดยตลอด เช่น คำสั่งระงับสื่อทั้งทีวีดาวเทียมและวิทยุชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวมวลชนฝ่ายต่างๆ แม้ภายหลังจะมีการเปิดให้ดำเนินการได้บางสื่อก็ตาม รวมไปถึงการเรียกสื่อมวลชนทั้งกระแสหลักและสื่ออิสระเข้ารายงานตัว และที่สำคัญประกาศ คสช. ฉบับที่ 97(ประกาศเมื่อ 18 ก.ค.57) และ 103(ประกาศเมื่อ 21 ก.ค.57) ที่เป็นอุปสรรคของสื่อในการเชิญบุคคลไปออกรายการทีวี โดยประกาศดังกล่าวให้งดนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่ส่งผลต่อความมั่นคง สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะห้ามสื่อเสนอ “การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช.โดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ” เป็นต้น

ปูติดดิ้น จับมือ4ชาติตั้งกลุ่มสหภาพศก.ยูเรเซีย

ปูตินจับมือผู้นำ 4 ชาติตั้งกลุ่ม “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ผนึกกำลังสร้างการเติบโตทางศก. ชี้มูลค่าจีดีพีรวม ทะลุ “4.5 ล้านล้าน”
Cr:ผู้จัดการ
เอพี/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-รัสเซียประกาศจับมือเบลารุส คาซัคสถาน อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน จัดตั้งกลุ่มความร่วมมือ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าเสรีในหมู่สมาชิก
รายงานข่าวล่าสุดจากกรุงมอสโกยืนยันว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับผู้นำของอีก 4 ชาติที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในยุคสหภาพโซเวียตจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EEU) ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 เพื่อส่งเสริมการค้าเสรีและสร้าง “ระบบการเงิน” ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมนาคม นโยบายการเกษตรและแรงงาน
ประธานาธิบดีปูติน ผู้นำรัสเซียระบุว่า สมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียทั้ง 5 ประเทศ มีมูลค่าของจีดีพีรวมกันสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ และมีประชากรซึ่งมีกำลังซื้อรวมกันมากกว่า 170 ล้านคน นอกจากนั้น ยังถือเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่บน “จุดเชื่อมต่อ” ระหว่างยุโรปและเอเชีย
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ผู้นำรัสเซียพยายามโน้มน้าวให้รัฐบาลยูเครน เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ล่าสุดนี้ แต่ระบอบการปกครองของประธานาธิบดีวิคตอร์ ยานูโควิชแห่งยูเครน ซึ่งมีจุดยืนฝักใฝ่รัสเซียมีอันต้องถูกโค่นล้มโดยฝ่ายโปรตะวันตก ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียจะมีการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนา” เป็นของตนเองที่นครอัลมาตีของคาซัคสถานเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางการเงิน โดย “ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา” ความช่วยเหลือจากธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่เป็นสถาบันการเงินที่ตกอยู่ในความควบคุมของสหรัฐฯและโลกตะวันตก