PR
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558
มรดกโลก โดนสอยไปอีกหนึ่ง ไอเอสทำลายประตูชัย อายุ 2,000 ปีของเมืองพัลไมรา
รัสเซียประเคนหนัก!!! ทัพซีเรียแตกร่นหนีตายอลหม่าน
เอาแล้วไงอเมริกันครานี้คงสิ้นสูญ เมื่อยักษ์หลับปลอมๆแบบรัสเซีย ตลบหลังจัดการเด็กไอเอสของเมกันงานนี้มีเงิบ!!!
เพราะจากการจัดหนักถล่มไม่มียั้ง ด้วยยุทธปกรณ์ต่างๆแบบประเคนไม่ให้หลบหลีก…..
ทั้งนี้ ผลจากรัสเซียจัดหนัก ใช้เครื่องบิน Su-24M และ Su-34 โจมตีด้วยขีปนาวุธทางอากาศต่อกองกำลัง IS CIA อเมริกาในซีเรีย สภาพตอนนี้ไม่เหลือเป็นกองทัพแล้ว เพราะฝ่ายอเมริกาตายเยอะมากๆ ราว 50% ของกำลังที่มีปืนใหญ่ จรวด ปืนต่อสู้อากาศยาน รถหุ้มเกราะ ฯลฯ
ไม่เหลือสภาพให้ต่อสู้ได้จริงๆ กองทัพ IS CIA อเมริกาแตกพ่ายแบบไร้ขบวน หนีตายเข้าไปตั้งหลักในอิรัก แต่ก็เหมือนหนีเสือปะจรเข้เพราะดันถูกปิดล้อมฆ่าโดยนักรบผีเฮชบุลเลาะห์ของอิหร่าน ซีเซีย เลบานอนที่ฉกาจที่สุดในตะวันออกกลาง แม้แต่อิสราเอลยังไม่สู้ด้วย
และมีข่าวดีจะแจ้งคนอยู่ยุโรป ตอนนี้อเมริกากำลังวิ่งเต้นพากองทัพ IS CIA อเมริการาว 600 ราย หนีตายเข้าไปยุโรปแล้ว คาดว่าเยอรมันคือเป้าหมายที่เอาพวกร้อยพ่อพันแม่นี้ไปหลบระเบิดรัสเซียไว้ก่อน และอเมริกากำลังเจรจาเยอรมันเอาหัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่สุดมา “ฝาก” ไว้ที่เยอรมัน
เอาละเหวยงานนี้..นี่มันพล็อตแผนของอิลลูมินาติชัดๆ ที่จะพายุโรปตกกระไดพลายโจนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้า กองทัพ IS CIA อเมริกาทั้ง 600 รายเข้ายุโรปได้..ดอกไม้ไฟคงสว่างไสวไปทั่วยุโรปทั้งคืนทั้งวันแน่ๆ
ขอบขอบคุณที่มาและภาพประกอบ ทหารปฎิรูปประเทศไทย
ธงชัย วินิจจะกูล : ปัญหาวงวิชาการเมืองไทย คือหอคอยงาช้างมันอ่อนแอต่างหาก!
แต่ในเเวดวงวิชาการด้านสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ มีการถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกลับไปตีความและวิเคราะห์จากหลักฐานทั้งหมด จนเห็นตรงกันแล้วว่า แผนที่ประเทศไทย ในลักษณะที่เป็นเขตแดนแบบที่ปรากฎในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่โบราณกาล แต่เพิ่งจะถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น จากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ เมื่อไม่นานมานี้เอง
หนังสือเรื่อง Siam Mapped: A history of the geo-body of a nationเขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล เป็นอีกหนึ่งผลงานการศึกษาทางประวัติศาสตร์ของไทย ที่รื้อสร้างความรู้ความคิดเรื่องพัฒนาการภูมิศาสตร์กับการเมืองขึ้นใหม่ จนแนวคิดดังกล่าวมีผู้อ้างอิงถึงจำนวนมากทั้งไทยและต่างประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ปัจจุบันเป็น อาจารย์ประจำคณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมาร่วมการเสวนาสาธารณะ ในวาระครบรอบ 20 ปี Siam Mapped ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
งานนี้เกิดขึ้น เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่า หนังสือเรื่อง Siam Mapped เป็นหนังสือทางวิชาการที่ก่อให้เกิดคุณูปการในการศึกษาด้านการเมืองและประวัติศาสตร์ ช่วง2 ทศวรรษอย่างมาก โดยเฉพาะการทำความเข้าใจการเกิดขึ้นของการสร้างแผนที่และพรมแดนของไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นรัฐสมัยใหม่ โดยมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์สังคมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวนมากเข้าร่วมอภิปรายรวมถึงนิสิตและนักศึกษาเข้าร่วมนับร้อยคน
โดยศาสตราจารย์ธงชัยกล่าวช่วงหนึ่งว่ายอมรับว่าหนังสือSiamMappedคือหนังสือที่มีจุดมุ่งหมายในการพยายามสู้กับสาเหตุทั้งหลายที่เป็นตัวการก่อให้เกิดเหตุการณ์6 ตุลา งานชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากการพยายาม จะทำให้งานวิชาการของตนมีความแปลกใหม่ ออกนอกจากกรอบ
นอกจากนี้ ในช่วงนั้น ยังตนยังอยากทำงานโดยรู้สึกว่าไม่อยากให้งานตนเองมีประโยชน์ หรือไม่อยากถูกให้เอาไปใช้ โดยเฉพาะในช่วงนั้นที่พรรคคอมมิวนิสต์ล่มสลาย เมื่อตนกลับมาก็มีคนหลายคนบนว่างานของตนไม่มีประโยชน์ ซึ่งตนก็ยอมรับ ทั้งนี้ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ตนรู้เพียงว่าอยากจะทำงานดีๆสักหนึ่งเรื่อง
Siam Mapped ฉบับภาษาอังกฤษ
"โดยในขั้นการเขียนและวิจัยเรื่อง Siam Mapped ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่ รู้สึกแค่ว่าต้องอ่านแล้วอิ่ม ซึ่งเรื่องที่ดีสำหรับผม มีประเด็นสำคัญคือต้องไม่คุ้นหู ต้องขัดแย้งกับความรู้ที่มีมา ต้องมีลักษณะน่าเชื่อ แต่กลืนไม่ลง ไม่ตรงกับขนบ ปะทะต่อสู้กับประวัติศาสตร์กระแสหลัก โต้แย้งอย่างหนัก แต่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้าย หรือมาร์กซิสม์ หรือยิ่งต่อต้านกับฝ่ายซ้ายก็ยิ่งดีใหญ่ นอกจากนี้ ยังต้องมีลักษณะเป็นทฤษฎี แต่ไม่บอกว่ามีทฤษฎี ต้องทำให้อ่านแล้วเป็นข้อมูลปกติสนุก แต่ทั้งนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงประเด็นทางการเมือง แต่ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องทฤษฎีอยู่ตลอดเวลา โดยจุดยืนของผมยอมรับว่าตอนนั้นผมต่อสู้กับชาตินิยมและความเป็นไทย ซึ่งผมต่อสู้มานาน แต่ที่สำคัญคือต้องไม่โจ่งแจ้งเปิดเผย ให้มันอยู่ในเรื่องราวเอง" ศ.ดร.ธงชัย กล่าว
โดยที่มาของงานชิ้นนี้ ธงชัยเล่าว่า เป็นการพยายามใช้กรอบคิดโพสต์โมเดิร์น กรอบคิดแบบหลังโครงสร้างนิยม ในการเข้ามาศึกษาแผนที่ โดยดูการปะทะทางสัญญะและเกิดการแปรจนเกิดเป็นมูลฐานการเข้าสู่สภาวะสมัยใหม่ของสยาม ซึ่งงานของตนจริงๆ แล้วไม่มีอะไรพิศดาร เพราะคนรู้มานานแล้วว่าเขตแดนเป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ตนไม่ใช่คนค้นพบ แต่ตนใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องอื่นๆ เช่นการปะทะกันของความรู้สมัยใหม่ที่เข้ามาในสยาม และก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ทางสังคมและการเมือง
ซึ่งในฐานะคนเขียนก็เห็นว่าคนอ่านน่าจะได้ประโยชน์จากการงานดังกล่าวและอาจจะมองเห็นมิติใหม่ๆที่กว้างขึ้นและอาจมองเห็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าตนก็ได้
ธงชัยกล่าวทิ้งท้ายช่วงแรกสั้นๆว่า"ทั้งนี้นอกจากงานชิ้นนี้จะทำให้ผมมีงานทำที่สหรัฐอเมริกาก็เคยมีคนพูดกับผมว่าข้อดีของงานชิ้นนี้ง่ายมากๆคือเป็นงานที่เบสิคมากเพราะบทสรุปของมันคือแค่บอกว่าอย่าลืมนะจมูกคุณอยู่นั้นแต่คุณอาจจะมองไม่เห็น"
ด้าน ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯมองว่า ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ก่อนหนังสือ Siam Mapped จะออกมาจะเน้นการวิพากษ์หลักฐานเท่านั้น แต่ Siam Mapped เป็นหนังสือที่อธิบายประวัติศาสตร์โดยมีเป้าหมายและแรงบันดาลใจ ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการถกเถียงประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะการต่อสู้ด้านความเป็นไทย
ทั้งนี้ ตนเองทำวิทยานิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับเมืองชายแดน ซึ่งงานของธงชัย จะอธิบายในกรอบว่ามันเกิดการสร้างพรมแดนขึ้นจริงแล้ว ขณะที่งานวิจัยของตนจะต่อยอดจากงานของธงชัย โดยจะตอบโจทย์เรื่องพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งจะพบว่าพรมเเดนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเส้นเขตเเดน แต่ในปัจจุบัน พรหมแดนที่ตนศึกษามันเกิดขึ้นจากระบบของรัฐที่สร้างสถานะให้คน เช่น ระบบสัญชาติในบัตรประชาชน
ขณะที่ ดร.จักรกฤช สังคมณี จากภาควิชาสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯเห็นสอดคล้องกันว่า เชื่อว่าประวัติศาสตร์ชาติจากแผนที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ รัฐไม่ได้มีอาณาเขตที่ตายตัวอีกต่อไป แต่อำนาจรัฐกระจายตัวอยู่ทั่วไป และในทุกมิติ และรัฐก็ผลิตเครื่องมือของอำนาจในการแสดงพรมแดนของรัฐ ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปจำนวนมาก
ด้าน ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ในรอบ20 ปี มีหนังสือวิชาการไม่กี่เล่ม ที่คนยังหยิบขึ้นมาอ่านอยู่ จนถึงปัจจุบัน แต่หนังสือเรื่อง Siam Mapped เป็นความพิเศษ ที่ปัจจุบันยังถูกนำมาพูดถึงโดยทั่วไป ตนถือว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นของสาธารณะ และผู้เขียนก็อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงทางความคิดไปมากแล้ว
ขณะที่ อ.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬา ให้ข้อคิดเห็นเรื่องชาตินิยม ระบุว่า งานของธงชัย เป็นงานที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเรื่องชาตินิยมอย่างสุดโต่ง ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าชาตินิยมยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเห็นว่าในยุคสมัยใหม่เรื่องชาตินิยมยังมีความจำเป็นในฐานะอุดมการณ์ ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวในการต่อสู้ทางการเมืองที่ดีได้ ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งหรือต้องการปฎิเสธในขั้นแตกหัก
โดย ศ.ดร. ธงชัย ตอบกลับผู้วิจารณ์ โดยกล่าวว่า ยอมรับว่าในงานของตนนั้น เป็นมุมมองจากศูนย์กลาง และอยู่ในช่วงบริบทเวลาขณะนั้น ที่กระเเสโลกาภิวัตน์ ยังไม่มีอิทธิพลมาก เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่พรมแดนเริ่มสลายตัว งานของตนโดยเฉพาะเรื่องพรมแดน จึงอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องข้อสังเกตไปบ้าง ยืนยันว่างานของตนไม่สมบูรณ์และยังไม่จบ เเต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องสำคัญขณะนี้คือการที่ระบบคิดแบบภูมิศาสตร์สมัยใหม่ได้ครอบงำและมีปฎิบัติการณ์อยู่ตลอดเวลา
โดยในส่วนวิชาประวัติศาสตร์นั้นสำหรับตน วิชาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องทางความคิดที่จะผลิตคนที่มีความสามารถในการฟังหูไว้หูสามารถเชื่อและไม่เชื่ออะไรก็ได้อย่างมีวิจารณญานหรือจนอาจถึงขั้นสามารถสร้างระบบศีลธรรมได้ด้วยตนเอง
ศ.ดร. ธงชัย ยังพูดถึงปัญหาเรื่องการครอบงำทางความคิดเเละความเชื่อในสังคมไทยว่า
"ขอให้ตระหนักไว้ว่า การครอบงำทางความคิดและความรู้ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ได้เกิดขึ้นจากชนชั้นนำเท่านั้น เรื่องประวัติศาสตร์และความคิดต่างๆ จริงๆ แล้วเกิดจากการผลิตซ้ำทางความคิดของประชาสังคม หรือคนทั่วไปเอง ส่วนเรื่องชาตินิยมนั้น ผมไม่ได้บอกว่าผมหลุดจากความเป็นไทย หรือบอกว่าเราสามารถหลุดพ้นจากมันได้ แต่ผมให้ความสำคัญกับความสามารถในการตระหนักรู้ วิพากษ์วิจารณ์ต่อปัญหาชาตินิยมในทางปัญญามากกว่า"
บิ๊กตู่ เซ็นตั้ง 200 สปท. มีชื่อ อลงกรณ์-วันชัย-สุชน-หมอพรทิพย์-กษิต
ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑)พุทธศักราช ๒๕๕๘ มาตรา ๓๙/๒ วรรคสอง บัญญัติให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังต่อไปนี้
๑. พลโท กมล สุวภาพ
๒. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ
๓. พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
๔. นายกลินท์ สารสิน
๕. นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด
๖. นายกษิดิศ อาชวคุณ
๗. นายกษิต ภิรมย์
๘. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา
๙. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
๑๐. นายกิตติ กิตติโชควัฒนา
๑๑. นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์
๑๒. นายเกรียงยศ สุดลาภา
๑๓. พลเรือเอก ไกรวุธ วัฒนธรรม
๑๔. นายขวัญชัย ดวงสถาพร
๑๕. พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา
๑๖. นายเข็มชัย ชุติวงศ์
๑๗. พลโท คณิต แจ่มจันทรา
๑๘. พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร
๑๙. พลเอก คณิต อุทิตสาร
๒๐. นายคณิสสร นาวานุเคราะห์
๒๑. พลอากาศเอก คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา
๒๒. นายคำนูณ สิทธิสมาน
๒๓. นายคุรุจิต นาครทรรพ
๒๔. หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์
๒๕. พลเอก จารุเกียรติ ชัยวงษ์
๒๖. นายจินดา วงศ์สวัสดิ์
๒๗. พลเอก จิระ โกมุทพงศ์
๒๘. พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ
๒๙. นายจุมพล สุขมั่น
๓๐. นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์
๓๑. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม
๓๒. นายเฉลิมพล ประทีปะวณิช
๓๓. นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ
๓๔. พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์
๓๕. นายชัย ชิดชอบ
๓๖. พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล
๓๗. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน
๓๘. นายชาลี เอียดสกุล
๓๙. พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์
๔๐. นายชูชัย ศุภวงศ์
๔๑. นายชูชาติ อินสว่าง
๔๒. นายชูศักดิ์ เกวี
๔๓. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์
๔๔. พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ
๔๕. พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย
๔๖. นายฐาปบุตร ชมเสวี
๔๗. พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก
๔๘. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์
๔๙. พลเรือเอก ณรงค์พล ณ บางช้าง
๕๐. พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์
๕๑. นายณัฏฐ์ ชพานนท์
๕๒. นายดำรงค์ พิเดช
๕๓. นายดุสิต เครืองาม
๕๔. นายดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์
๕๕. พลตำรวจโท เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา
๕๖. นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา
๕๗. นายตระกูล วินิจนัยภาค
๕๘. พลตำรวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย
๕๙. นายต่อพงศ์ เสลานนท์
๖๐. พลตำรวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล
๖๑. นางถวิลวดี บุรีกุล
๖๒. พลอากาศเอก ทวิเดนศ อังศุสิงห์
๖๓. นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล
๖๔. ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ
๖๕. นายธงชัย ลืออดุลย์
๖๖. พลโท ธงชัย สาระสุข
๖๗. พันเอก ธนศักดิ์ มิตรภานนท์
๖๘. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์
๖๙. นายธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์
๗๐. พลเอก ธวัช จารุกลัส
๗๑. นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย
๗๒. นายธวัชชัย ฟักอังกูร
๗๓. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร
๗๔. นายธานินทร์ ผะเอม
๗๕. พลตำรวจโท ธีรจิตร์ อุตมะ
๗๖. พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์
๗๗. พลเอก นคร สุขประเสริฐ
๗๘. นางนรรัตน์ พิมเสน
๗๙. นายนิกร จำนง
๘๐. นางนินนาท ชลิตานนท์
๘๑. พลอากาศเอก นิรันดร์ ยิ้มสรวล
๘๒. นายบวรเวท รุ่งรุจี
๘๓. นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์
๘๔. พลโท บัญชา สิทธิวรยศ
๘๕. นางเบญจวรรณ สร่างนิทร
๘๖. พลเรือเอก ประดิษฐ์ ศิริคุปต์
๘๗. นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด
๘๘. นายประภาศ คงเอียด
๘๙. นายประมนต์ สุธีวงศ์
๙๐. ร้อยเอก ประยุทธ เสาวคนธ์
๙๑. นายประยูร เชี่ยววัฒนา
๙๒. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
๙๓. พลเอก ปราการ ชลยุทธ
๙๔. นายปรีชา บุตรศรี
๙๕. พลอากาศเอก ปรีชา ประดับมุข
๙๖. นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล
๙๗. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ
๙๘. นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา
๙๙. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
๑๐๐. พลอากาศเอก เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว
๑๐๑. นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์
๑๐๒. นายพนม ศรศิลป์
๑๐๓. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์
๑๐๔. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
๑๐๕. นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์
๑๐๖. พลเอก พหล สง่าเนตร
๑๐๗. พลเอก พอพล มณีรินทร์
๑๐๘. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป
๑๐๙. พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์
๑๑๐. นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต
๑๑๑. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา
๑๑๒. พลเอก ภิญโญ แก้วปลั่ง
๑๑๓. พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ
๑๑๔. พลอากาศเอก มนัส รูปขจร
๑๑๕. นายมนู เลียวไพโรจน์
๑๑๖. นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์
๑๑๗. นางเมธินี เทพมณี
๑๑๘. พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ
๑๑๙. พลเรือเอก ยุทธนา เกิดด้วยบุญ
๑๒๐. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
๑๒๑. นางรวีวรรณ ภูริเดช
๑๒๒. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์
๑๒๓. พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์
๑๒๔. พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก
๑๒๕. นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต
๑๒๖. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช
๑๒๗. นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
๑๒๘. พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา
๑๒๙. นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
๑๓๐. พลเอก วรวิทย์ พรรณสมัย
๑๓๑. นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา
๑๓๒. พลโท วราห์ บุญญะสิทธิ์
๑๓๓. นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ
๑๓๔. พลเอก วัฒนา สรรพานิช
๑๓๕. พลอากาศเอก วัธน มณีนัย
๑๓๖. นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย
๑๓๗. นายวันชัย สอนศิริ
๑๓๘. นายวัลลภ พริ้งพงษ์
๑๓๙. พลเอก วิชิต ยาทิพย์
๑๔๐. นายวิเชียร ชวลิต
๑๔๑. พลเอก วิเชียร ศิริสุนทร
๑๔๒. นายวิทยา แก้วภราดัย
๑๔๓. นายวินัย ดะห์ลัน
๑๔๔. นายวิบูลย์ สงวนพงศ์
๑๔๕. นายวิรัช ชินวินิจกุล
๑๔๖. นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร
๑๔๗. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร
๑๔๘. พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ
๑๔๙. นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม
๑๕๐. พลตำรวจโท ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
๑๕๑. นายศานิตย์ นาคสุขศรี
๑๕๒. นายศิริชัย ไม้งาม
๑๕๓. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
๑๕๔. พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์
๑๕๕. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
๑๕๖. นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์
๑๕๗. นายสมชัย ฤชุพันธุ์
๑๕๘. นายสมชาย พฤฒิกัลป์
๑๕๙. พลโท สมชาย ลิ้นประเสริฐ
๑๖๐. นายสมเดช นิลพันธุ์
๑๖๑. นายสมพงษ์ สระกวี
๑๖๒. นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์
๑๖๓. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่
๑๖๔. พลโท สสิน ทองภักดี
๑๖๕. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์
๑๖๖. นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์
๑๖๗. พันเอก สิรวิชญ์ นาคทอง
๑๖๘. นายสุชน ชาลีเครือ
๑๖๙. พันเอก สุชาติ จันทรโชติกุล
๑๗๐. นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์
๑๗๑. นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล
๑๗๒. พลโท สุรเดช เฟื่องเจริญ
๑๗๓. นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์
๑๗๔. พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์
๑๗๕. นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์
๑๗๖. พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา
๑๗๗. นายเสรี สุวรรณภานนท์
๑๗๘. นายเสรี อติภัทธะ
๑๗๙. นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์
๑๘๐. พลอากาศเอก อนาวิล ภิรมย์รัตน์
๑๘๑. พลเรือเอก อนุทัย รัตตะรังสี
๑๘๒. นายอนุสรณ์ จิรพงศ์
๑๘๓. นายอนุสิษฐ คุณากร
๑๘๔. นายอภิชาต จงสกุล
๑๘๕. พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ
๑๘๖. นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์
๑๘๗. พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ
๑๘๘. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
๑๘๙. นายอรุณ จิรชวาลา
๑๙๐. นายอลงกรณ์ พลบุตร
๑๙๑. นายอิศรา ศานติศาสน์
๑๙๒. นายอัครินทร์ เลิศกิจชัยศิริ
๑๙๓. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์
๑๙๔. พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง
๑๙๕. พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์
๑๙๖. พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย
๑๙๗. พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน
๑๙๘. นายอำพล จินดาวัฒนะ
๑๙๙. นายอุทัย เลาหวิเชียร
๒๐๐. พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
มาใช้ single gateway กันเถอะ!!!!
สงครามโลกครั้งที่ 3 เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
“โอบามา” แสดงความเสียใจต่อเหตุสหรัฐฯ “ทิ้งบอมบ์พลาด” ในอัฟกัน คร่าชีวิต 19 ศพ
|
| |||
|
โอบามาสั่ง CIA ให้ฝึกกลุ่มนักรบ ISIS : เปิดเผยเอกสารที่ “ไม่ลับ”อีกต่อไป
Cr:Kritsada Wiset
และให้อาวุธเพื่อโค่นรัฐบาลซีเรีย ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองยาวนาน
จนกระทั่งรัสเซียได้รับการร้องขอจากอัล-อัสซาดเข้าไปจัดการปัญหาในซีเรีย
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2558
ให้หมดไปจากอำนาจ
โดยใช้พื้นที่ของประเทศจอร์แดนเป็นสนามฝึกเมื่อปี 2012
อ่อนกำลังลง สาเหตุเพราะสหรัฐมองว่ารัฐบาลอัล-อัสซาด
ทำสงครามก่ออาชญากรรมกับประชาชนของตัวเอง
กลุ่มเหล่านี้กลับเป็นสมาชิกของ ISIS ทั้งสิ้น
โดยเป้าหมายของกลุ่มคือการสอบสวนการคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจไปในทางที่ผิด (corruption and abuse) ของรัฐบาลสหรัฐ
ถูกโค่นเร็วยิ่งขึ้น
ถูกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น”รายงานของ DIA ระบุ
เป็นสาขาหนึ่งของกลุ่มวาห์ฮาบิ( Wahhabi)ในซาอุดิ อาระเบีย
หากสงครามกลางเมืองในซีเรียเสียหายมากเท่าใด
จะต้องระวังผลกระทบที่จะไปเกิดขึ้นกับรัฐบาลอิรักอันเป็นประเทศ
เพื่อนบ้านที่ยังเปราะบาง
กลุ่มอัล-กอห์อิดะในอิรัก ( al-Qaida in Iraq =AQII) กลับเข้าไปยึดครองเมืองโมซุลและเมืองรามาดิในอิรักได้
(ทั้งสองเป็นเมืองใหญ่ที่อัล-กอห์อิดะเคยยึดครองมาแล้ว)
รวมทั้งกลุ่มที่ฝ่ายบริหารโอบามาเรียกว่า “แกนหลักกอห์อิดะ”
(core al-Qaida) ซึ่งหมายถึงกลุ่มอัล-กอห์อิดะในคาบสมุทรอาระเบียน
ทั้งมวล
ฝ่ายบริหารโอบามายังเป็นห่วงเรื่องการขนย้ายอาวุธ ทั้งนี้ได้ขนจากเมืองเบงกาซีในลิเบียไปให้กองกำลังฝ่ายกบฎ,สมาชิกกลุ่มไอซิส,
กลุ่มแนวร่วมอัล-นุสรา (Al-Nusra Front)
รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมอื่นๆในซีเรีย
ไปยังเมืองท่าบาเนียส์ (Port of Banias) และเมืองท่าบอร์ อิลสาม (Port of Borj Islam) ในประเทศซีเรีย
ก็เกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากอาวุธเหล่านี้ถูกส่งออก
และกัดดาฟีเองถูกสังหารเมื่อเดือนตุลาคม 2011 จนกระทั่งเกือบ 1 ปี
หรือตกเดือนกันยายน 2012 จึงนำอาวุธทางทหารของลิเบียมารวมกัน
ในคลังอาวุธเมืองเบงกาซี ลิเบีย
ได้ประมาณ 10 ตู้หรือน้อยกว่านี้
รัฐบาลอัล-อัสซาดยังอยู่ได้ไม่เปลี่ยนแปลง
จัดตั้งกองกำลังผสมทางอากาศไปทิ้งระเบิดในซีเรีย
อ้างว่าปราบกลุ่มไอซิส
ฝึกอาวุธและส่งมอบอาวุธให้ฆ่ากันในซีเรีย
กลุ่มเหล่านี้รวมถึงกลุ่มไอซิสด้วย จึงกลายเป็นว่าสหรัฐกลับเป็น
ผู้จัดตั้งกลุ่มไอซิสด้วยตัวเอง กลุ่มไอซิสชอบตัดศีรษะคนมาประจานผ่านวิดีโอ พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงอังกฤษ
ไม่ใช่สำเนียงอาหรับพูดภาษาอังกฤษ
ไปร่วมรบกับกลุ่มไอซิสจำนวนมาก น่าจะตีความได้ว่าสหรัฐและประเทศพันธมิตรตะวันตกระดมบุคคลไปช่วยเหลือกลุ่มไอซิส
เพื่อโค่นรัฐบาลอัล-อัสซาด
10 ล้านคน อาทิเช่นในเขตประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งหนีสงครามเข้าสู่ยุโรปที่เป็นข่าวคึกโครมตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015 เป็นต้นมา
รัฐบาลรัสเซียต้องขออนุญาตผ่านรัฐสภาเพื่อจะได้เคลื่อนย้าย
กองกำลังทหารออกมานอกประเทศได้อย่างถูกต้อง
จึงขอให้ประเทศอื่นๆที่ปฏิบัติการอยู่ก่อนหน้า“หลีกทาง”ให้
จะต้องคิดหนักเพราะสหรัฐเองก็อ่อนล้าในการทำสงครามปราบปราม
การก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน,การโค่นรัฐบาลซัดดามในอิรัก
เพื่อทำให้อิรักมีประชาธิปไตยแบบตะวันตก,
การโค่นรัฐบาลกาดาฟีในลิเบีย
ปี 2003-2010 นั้นสหรัฐใช้เงินไประหว่าง 4-6 ล้านล้านดอลลาร์
เงินเหล่านี้มาจากภาษีอาการของประชาชน
ส่วนหนึ่งต้องกู้ยืมสถาบันการเงินในประเทศมาทำสงคราม
ข้อมูล กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
"วิษณุ เครืองาม "เผย 21กรธ.อายุน้อยสุด47มากสุด "มีชัย" อายุ 77 จบปริญญาเอก 6 คน ป.โท 9
เป็นนักกม.13 รัฐศาสตร์ 3 สังคม1 ตปท.2 นิเทศน์1 ความมั่นคง 1 คน
วิษณุแถลงเคาะแล้ว21กรธ.มีชัยฤชุพันธุ์นั่งประธาน
3.จุรี วิจิตรวาทการ กรรมการ
4.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ
5.ธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรรมการ
6.ฐิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการ
7.เธียรชัย ณ นคร กรรมการ
8.นรชิต สิงหเสนี กรรมการ
9.พลเอก นิวัติ ศรีเพ็ญ กรรมการ
10.ปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมการ
11.ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการ
12.ภัทระ คําพิทักษ์ กรรมการ
13.ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ กรรมการ
14.พลตรี วิระ โรจนวาศ กรรมการ
15.ศุภชัย ยาวะประภาษ กรรมการ
16.สุพจน์ ไข่มุกด์ กรรมการ
17.อมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการ
18.อภิชาต สุขัคคานนท์ กรรมการ
19.อุดม รัฐอมฤต กรรมการ
20.อัชพร จารุจินดา กรรมการ
21.พลเอก อัฏฐพร เจริญพานิช กรรมการ
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558
สถานการณ์4/10/58
04102558 วันอาทิตย์ ตอกBBC ความน่าเชื่อถือต่ำ มติชน ยอมรับลงข่าวผิด แต่ยังทำผิดซ้ำ คงต้องเป็นหน้าที่ของประชาชน จัดการกับสื่อไร้จรรยาบรรณ
• 1. "คสช." เคาะชื่อ 21 กรธ. 200 สปท.จันทร์ที่ 5 ตุลาคม นี้
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
จะเป็นประธานการประชุม คสช.ในวันจันทร์ที่ 5 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
วาระสำคัญที่จะหารือ คือ ๑. การแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน
ทั้งนี้ รธน.ฉบับชั่วคราวกำหนดให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้คัดเลือก กรธ.ภายใน 30 วัน หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คือ ภายในวันที่ 5 ต.ค.นี้
และ ๒. คัดเลือกสมาชิกสภาขับเคลื่อนเพื่อปฏิรูปประเทศ (สปท.) 200 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรี สั่งการก่อนไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา ว่า
ให้ผู้เกี่ยวข้องไปทาบทามสรรหาผู้ที่เหมาะสมมาเสนอ สรุปชื่อภายในวันที่5 ต.ค.นี้
• 2. ตอกBBC ความน่าเชื่อถือต่ำ มติชน ยอมรับลงข่าวผิด แต่ไม่มีการขอโทษใดๆ
อีกทั้งยังมีการบิดเบือนใส่ร้ายรัฐบาลคสช. อย่างต่อเนื่อง, ใครอยู่เบื้องหลัง ฤา ?
เสาร์ที่ผ่านมา เพจ Gen Prayut Chan o cha ของทีมงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เผยแพร่คำชี้แจงของ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี
ถึงกรณีสำนักข่าว BBC-ประเทศไทย และสำนักข่าวมติชน นำเสนอข้อมูลและภาพ พล.อ.ประยุทธ์จับมือกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
พร้อมทั้งมีการระบุว่าทางเจ้าหน้าที่ของไทยเป็นผู้เจรจาเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอถ่ายรูปกับประธานาธิบดีสหรัฐ และ
ภาพที่ออกมานั้นเป็นภาพที่ไม่เป็นทางการและไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายว่า
สำนักข่าว BBCประเทศไทย และ สำนักข่าวมติชน นำเสนอข่าวเรื่องนี้มีเจตนาที่ไม่ดี และนำเสนอเพียงภาพเดียว (ภาพขณะนายโอบามากำลังเอื้อมมือเพื่อที่จะเช็กแฮนด์กับ พล.อ.ประยุทธ์) ซึ่งเป็นการบิดเบือนข่าวสาร เพราะความจริงที่มีการประชุมรัฐบาลไทย ในฐานะที่ผู้นำได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรม
ที่มีเจ้าภาพคือ นายบารัค โอบามา
ซึ่งก่อนเข้าประชุมมีการถ่ายรูปโดยช่างภาพ Professional (มืออาชีพ)
โดยผู้นำหลายประเทศ มีผู้ติดตามเข้าร่วมประชุมด้วย ได้มีการยืนรอเพื่อถ่ายภาพ ระหว่างนั้นผู้นำแต่ละประเทศทักทายพูดคุย โดยผู้ติดตามได้ถ่ายรูปไว้
ไม่ใช่การแอบถ่าย และไม่ได้มีปัญหากัน เพราะไม่ได้มีการห้ามถ่ายรูป
ตามที่สองสำนักข่าวนี้ได้นำเสนอออกไป
"และในระหว่างนั้น นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง หันมาเห็น ก็เดินมาทักทาย พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมทั้งจับมือ
แสดงความยินดีต้อนรับและขอบคุณ ซึ่งทุกคนก็ถ่ายรูป และ
ยืนยันว่าไม่มีการเจรจาเพื่อขอถ่ายรูปตามที่สำนักข่าว BBC-ประเทศไทย
และสำนักข่าวมติชน นำเสนอข่าวออกไป เพราะแค่การถ่ายรูปทำไมจะต้องเจรจา
@ ล่าสุด สำนักข่าวมติชนได้ออกมาโพสต์ข้อความขออภัยผ่านทางเว็บไซต์ของมติชน
ที่นำเสนอข่าวผิดพลาดไป แต่มิได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
ซึ่งในขณะนี้ สำนักข่าว BBC-ประเทศไทย ที่เป็นต้นตอปล่อยข่าวบิดเบือน
ยังไม่ได้ออกมาแสดงขออภัยต่อนายก ยังเดินหน้าบิดเบือนข่าวใส่ร้ายรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ
@ นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของบีบีซีไทยในกรณีนี้ ถือว่ามีความน่าเชื่อถือที่น้อยมาก การรายงานที่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงนั้นสามารถที่จะทำการตรวจสอบได้ การนำเสนอเรื่องดังกล่าวโดยปราศจากชื่อผู้รายงานนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความน่าเชื่อถือต่ำลงมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่แตกต่างกับการนำเสนอความคิดเห็นที่อาจจะไม่มีชื่อผู้เสนอหรืออาจใช้นามแฝง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามกับมาตรฐานการนำเสนอข่าวของบีบีซีไทย โดยปกติก็ไม่เคยเกิดปัญหาในลักษณะเช่นนี้
• 3. ประชาชนไทย ส่วนใหญ่ชื่มชมและยอมรับผลงานของนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ
กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “การทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ บนเวทียูเอ็น” พบว่า
๑. ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.8 เห็นว่าการประชุมสหประชาชาติครั้งนี้
ประชาคมโลกให้การยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีจากประเทศไทย
มีเพียงร้อยละ 11.4 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ให้การยอมรับ
ขณะที่ร้อยละ 20.8 ระบุว่าไม่แน่ใจ
> ๒.การทำหน้าที่ของ พล.อ. ประยุทธ์ ในเวทีการประชุมสหประชาชาติครั้งนี้
71.5 ระบุว่าทำได้ค่อนข้างดีถึงดีมาก
19.0 ระบุว่าทำได้พอใช้
4.4 เท่านั้นที่เห็นว่าควรปรับปรุง
> ๓. สำหรับความรู้สึกของประชาชนต่อการที่นายกรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัล ITU และ
ได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า “จี 77 ” พบว่า
ประชาชนร้อยละ 77.3 รู้สึกภูมิใจ
ขณะที่ร้อยละ 21.2 รู้สึกเฉยๆ
> ๔.ความเห็นต่อภาพรวมความสำเร็จในการเข้าร่วมประชุมunของนายกฯ ครั้งนี้
59.5 เห็นว่าทำได้สำเร็จตามความคาดหมาย
31.2 ที่เห็นว่าสำเร็จเกินความคาดหมาย
9.3 เห็นว่าสำเร็จน้อยกว่าความคาดหมาย
> ๕. เมื่อถามถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปี 2560
ตามที่นายกรัฐมนตรี บอกกับนักลงทุนสหรัฐว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่
62.4 เห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว
30.4 เห็นว่าไม่เหมาะสม ในจำนวนนี้ร้อยละ18.0 เห็นว่าควรเร็วกว่าปี 2560 และ
12.4 เห็นว่าควรช้ากว่าปี 2560
• 4. ฝนถล่มกรุง กทม.เอาไม่อยู่อีกแล้ว น้ำท่วมรถติดอย่างหนัก รัชดาฯ เกือบตายสนิท
ผบ.ทบ.สั่งทหารออกช่วยเหลือประชาชน
ขณะที่อุตุฯ เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ระวัง "มูจีแก"
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ระบุ 32 จังหวัดได้รับผลกระทบ น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้
• 5. ตำรวจจ่อเรียก "บุญเฉลียว" สอบถามข้อมูล "อ๊อด" ผู้ต้องหาคดีบึ้มราชประสงค์
ขณะที่แกนนำเสื้อแดงยอมรับช่วงชุมนุมปี 53 มีการจัดทนายไปประกันตัวมวลชนที่ต้องคดี แต่อ้าง "อ๊อด" ไม่ใช่การ์ด นปช. 100 เปอร์เซ็นต์
แกนนำนปช.และอดีตสส.เพื่อไทย ที่เรียงหน้าปฏิเสธข่าว แต่กลับกล่าวหารัฐบาล มี
นายคารม พลพรกลาง ทนายความนปช. นายอารีย์ ไกรนรา หัวหน้าการ์ด นปช.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558
พุ่มสกี้ เด็กตลาดพลู เป็นผบ.ทหารม้าที่โด่งดังในรัสเซีย
ข่าวประจำวัน
2 ต.ค. 2558 09:51“นายพุ่ม บุตรนายซุ้ย” ชาวตลาดพลู ไปเป็น ผบ.ทหารม้าฮุสซาร์ที่โด่งดังของโลก!!!
เขาผู้นี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ “พุ่มสกี้”
พุ่มสกี้เป็นใคร เป็นมาอย่างไร ถึงได้ไปสร้างเกียรติประวัติไว้ถึงขั้นนี้
ในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๔๐ นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงดำริว่าจะนำนักเรียนไทยไปศึกษาในประเทศต่างๆด้วย เพื่อนำความรู้มาพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญไปในแนวทางแบบอย่างอารยประเทศ
นักเรียนไทยที่ตามเสด็จไปในครั้งนั้นมี ๑๙ คน เป็นพระราชวงศ์ ๕ พระองค์ อีก ๑๓ คนเป็นเด็กเส้นจากลูกหลานขุนนาง คงมีเพียงหนึ่งเดียวจากลูกชาวบ้านผ่านการสอบคัดเลือกจากนักเรียนทั่วไป
หนึ่งเดียวนี้ก็คือ “นายพุ่ม บุตรนายซุ้ย” ชาวตลาดพลู นักเรียนโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โดยได้รับคัดเลือกในปี ๒๔๓๙
เหตุที่นายพุ่มไม่มีนามสกุล ก็เพราะพระราชบัญญัตินามสกุลเพิ่งมาใช้ในปี ๒๔๕๖ สมัยรัชกาลที่ ๖
นักเรียนไทยทั้ง ๑๙ คนนี้ จะต้องกระจายเรียนตามประเทศต่างๆในยุโรป ทรงกำหนดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ เข้าเรียนการทหารที่ประเทศรัสเซีย และจะต้องคัดเลือกนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งจากสามัญชนให้ไปร่วมเรียนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เกิดการแข่งขัน ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอมีขัตติยะมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนผู้นั้น การคัดเลือกนักเรียนที่จะไปเป็นคู่แข่งกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯครั้งนี้ มีขั้นตอนวิธีการพิถีพิถันอย่างยิ่ง และมีนักเรียนไทยที่อยู่ในข่ายคัดเลือก ๑๐ คน โดยมีพระยาวิสุทธิศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักเซ็นต์เยมส์แห่งอังกฤษ เป็นผู้คัดเลือกระหว่างที่พักอยู่กรุงลอนดอน
ท่านทูตได้ใช้วิธีเรียกตัวมาพิจารณาคนละ ๔ วัน โดยท่านทูตพิจารณาเอง ๒ วัน แล้วส่งไปให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงพิจารณาอีก ๒ วัน โดยมีพันโท ซี.วี.ฮยูม และ ดร.เอ็ม.เอฟ.ยาร์ พระอภิบาลและแพทย์ประจำพระองค์ของเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ร.๖) ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารและกำลังทรงศึกษาอยู่ที่นั่นถวายคำปรึกษาแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯด้วย หลังการพิจารณา ท่านทูตได้มีจดหมายกราบบังคมทูลไปยังพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จต่อไปประเทศอื่นแล้วว่า
“นายพุ่ม เป็นคนไม่ใช่บุตรผู้มีตระกูล แต่เกิดมาเป็นช้างเผือก กิริยาวาจาเป็นที่ชอบของคนทั้งหลาย ฉลาดในการเล่าเรียน อายุ ๑๕ ปี ทูลกระหม่อมเล็กเลือกเป็นที่หนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าก็ชอบ และได้กราบทูลไว้แล้วครั้งหนึ่งที่เนเปิลว่าหลักแหลมมาก”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบท่านทูตว่า
“...นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูลแต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป ข้อสำคัญก็เพียงแต่ให้เป็นที่พึงพอใจกันกับลูกชายเล็กได้จริงๆ...”
หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชานุมัติมาแล้ว ท่านทูตก็ส่งตัวนายพุ่มย้ายไปอยู่ร่วมกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๔๔๐ และเริ่มเรียนภาษารัสเซียกับมิสเตอร์อาดาเซฟ พระอาจารย์ที่ถวายการสอนภาษารัสเซียกับพระเจ้าลูกยาเธอก่อนแล้ว
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ฯ โอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ที่ประสูติจาก หม่อมแคทริน ชาวรัสเซีย ได้เล่าไว้ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” ว่า
“...การส่งพ่อไปศึกษาในราชสำนักรัสเซียในครั้งนั้น ทูลหม่อมปู่ทรงมีความคิดอย่างใหม่คือ ไม่ทรงอยากให้พ่อไปได้รับความสุขสบายและหรูหราที่นั่นแต่องค์เดียว เกรงว่าอาจบังเกิดความสบายและเกียจคร้าน และขาดมานะที่จะพยายามเล่าเรียนให้เต็มที่ จึงทรงตกลงจะส่งนักเรียนไทยที่เป็นสามัญชนไปด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อจะเป็นคู่แข่งในการเล่าเรียน หวังว่าพ่อจะมีขัตติยมานะไม่ยอมแพ้
นักเรียนคนนั้น จึงจะทำให้ขยันขันแข็งขึ้นอีก นักเรียนผู้นั้นต้องเป็นผู้เฉลียวฉลาดอย่างมากด้วย ผู้ที่ได้รับเลือกไปรัสเซีย คือ นายพุ่ม อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อ และเป็นนักเรียนที่สอบไล่แข่งขันได้ทุนเล่าเรียนหลวง ในการส่งนายพุ่มไปรัสเซีย ทูลหม่อมปู่ได้ทรงขอร้องต่อพระจักรพรรดินิโคลาส ให้นายพุ่มได้มีฐานะเท่ากับพ่อทุกประการในทางกินอยู่และศึกษา...”
พระเจ้าลูกยาเธอ และ “บุตรนายซุ้ย” ได้เดินทางไปถึงประเทศรัสเซียในเดือนมิถุนายน ๒๔๔๑ หลังจากศึกษาภาษารัสเซียจนใช้ได้แล้ว ซึ่งพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ ได้พระราชทานการต้อนรับอย่างดี จัดพระราชวังฤดูหนาวอันโอ่อ่าที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ให้เป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯกับนายพุ่ม
นักเรียนไทยทั้งสองได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก Corps des panges อันเป็นโรงเรียนนายร้อยที่โก้หรูที่สุดของรัสเซีย เมื่อจบจะได้เป็นทหารมหาดเล็กถวายความอารักขาอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าซาร์ ทั้งระหว่างเรียนเมื่อมีงานใหญ่ในพระราชวัง ก็จะต้องเข้าไปรับใช้ในงานด้วย
การเรียนของพระเจ้าลูกยาเธอกับบุตรนายซุ้ย เกิดการแข่งขันตามพระราชปฏิธานของ ร.๕ การสอบครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ๒๔๔๒ บุตรนายซุ้ยสอบได้ลำดับที่ ๔ พระเจ้าลูกยาเธอสอบได้ลำดับที่ ๒
ในชั้นปีที่สอง การสอบไล่ในเดือนพฤษภาคม ๒๔๔๓ พระเจ้าลูกยาเธอสอบได้ลำดับที่ ๒ และนายพุ่มก็ยังคงสอบได้ในลำดับที่ ๔ เช่นเดิม
ในอีก ๒ ปีต่อมา การสอบครั้งสุดท้ายของการศึกษา พระเจ้าลูกยาเธอทรงสร้างเกียรติประวัติ ทำสถิติสูงสุดให้สถานศึกษา ทรงสอบได้คะแนน ๑๑.๗๕ จากคะแนนเต็ม ๑๒ ได้เป็นที่หนึ่งของรุ่น ซึ่งนายพุ่มก็ตามติดๆมาเป็นที่สอง ได้คะแนน ๑๑.๕๐
นักเรียนไทยทั้งสองได้รับการบรรจุเป็นนายร้อยตรี ประจำกรมทหารม้าฮุสซาร์รักษาพระองค์ ซึ่งตั้งกรมอยู่นอกกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จึงต้องย้ายที่พักไปอยู่ที่พระราชวังตซาร์กอยเซโล นอกกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วย เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อยรักษาพระองค์แล้ว นักเรียนไทยทั้งสองก็เข้าศึกษาต่อ ใน Acadamy of War ซึ่งเป็นโรงเรียนเสนาธิการ จนจบการศึกษาในปี ๒๔๔๘
เมื่อสำเร็จการศึกษาตามพระราชประสงค์แล้ว เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ได้เสด็จกลับประเทศไทยโดยนำ หม่อมแคทริน สาวงามชาวรัสเซียกลับมาด้วย แต่ไม่กล้าพาเข้าประเทศสยาม เพราะเกรงเสด็จพ่อจะทรงกริ้ว แอบเอาไว้ที่สิงคโปร์ก่อน ต่อมาก็รู้ถึงพระกรรณจนได้ แต่เรื่องก็คลี่คลายไปด้วยดี เจ้าฟ้าจักรพงษณ์ภูวนารถได้ดำรงพระยศเป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสยาม และเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ในรัชกาลที่ ๖
ส่วนนายพุ่ม บุตรนายซุ้ย เมื่อจบโรงเรียนเสนาธิการก็ยังไม่อยากกลับบ้าน ยื่นขออนุญาตศึกษาภาษาฝรั่งเศสต่อ ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็ไม่ขัดข้อง แต่ต่อมาร้อยตรีพุ่มเกิดข้อบาดหมางกับกระทรวงกลาโหมอย่างรุนแรง จนทางกระทรวงมีคำสั่งให้สถานทูตสยามจับตัวนายพุ่มกักขังไว้ในสถานทูต เรื่องนี้บรรดานายทหารฮุสซาร์ต่างไม่พอใจที่เพื่อนนายทหารร่วมกรมถูกรังแก จึงช่วยกันลักลอบพานายพุ่มออกไปจากที่คุมขังจนได้ การกระทำครั้งนี้ แม้จะเป็นการกระทำของบรรดานายทหารม้าฮุสซาร์ แต่ทางสยามถือว่านายพุ่มมีความผิดฉกรรจ์ ถ้ากลับมากรุงเทพฯจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก นายพุ่มจึงตัดสินใจขอโอนสัญชาติเป็นรัสเซียเพื่อหนีความผิด ทั้งยังเปลี่ยนศาสนาจากพุทธเป็นคริสต์ด้วย
นายพุ่มคงจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ เป็นพิเศษ เพราะในพิธีแปลงศาสนาของเขานั้น พระเจ้าซาร์ได้ทรงเป็นบิดาอุปถัมภ์ในทางศาสนาให้ ทั้งยังพระราชทานพระนามของพระองค์เป็นนามนักบุญของนายพุ่มด้วยว่า “นิโคลาส พุ่มสกี้”
ก่อนเกิดการปฏิวัติใหญ่รัสเซียในเดือนตุลาคม ๒๔๖๐ นายพุ่มบุตรนายซุ้ยได้รับยศเป็น พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้ ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ และเมื่อเกิดการปฏิวัตินองเลือด ก่อนพระราชวงศ์จะถูกฆ่าหมด เล่ากันว่า พระเจ้าซาร์ได้เรียกพันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้ เข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่า “รีบหนีไปเร็วๆ นี่เป็นเรื่องของคนรัสเซีย ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
เหล่าบรรดาทหารชั้นผู้น้อย ต่างพากันยึดอำนาจผู้บังคับบัญชา บ้างก็ถึงฆ่าผู้บังคับบัญชา แต่เหล่าทหารม้าฮุสซาร์กลับพากันเลือกพันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้ เป็นผู้บังคับบัญชาของตนต่อไป แต่พุ่มสกี้ปฏิบัติตามรับสั่งของพระเจ้าซาร์ พาสุภาพสตรีชาวรัสเซียผู้หนึ่ง ซึ่งนายพุ่มเคารพรักเหมือนแม่ และกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการปฏิวัติ หลบหนีไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส อดีตผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ต้องเข้าไปสมัครงานเป็นเสมียนธนาคาร เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและแม่เลี้ยง จนกระทั่งแม่เลี้ยงเสียชีวิต
ที่ฝรั่งเศสนี้เอง พุ่มสกี้ก็ได้พบกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งพระองค์จุลฯก็ได้ประทานอนุเคราะห์แก่สหายเก่าของพระบิดาที่ร่วมศึกษาอยู่ในรัสเซียถึง ๘ ปี โดยพาไปเป็นเลขานุการของมิสซิสสโตน ซึ่งก็คือหม่อมแคทรีน มารดาของพระองค์ที่ได้แต่งงานใหม่กับมิสเตอร์สโตน พระองค์จุลฯยังได้พานายพุ่มกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งตระกูลของนายพุ่มมีนามสกุลใช้แล้วว่า “สาคร” ทั้งพระองค์จุลฯยังช่วยจัดการให้ได้สัญชาติไทยคืน และแนะนำให้เข้ารับราชการทหาร
ทางกระทรวงกลาโหม โดย พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการ ยินดีที่จะรับนายพุ่มเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งอาจารย์วิชาทหาร แต่ไม่อาจจะให้ยศถึงขั้นพันเอกเท่าเดิมได้ นายพุ่มก็คงจะรักษาเกียรติแห่งกรมทหารม้าฮุสซาร์ จึงปฏิเสธที่จะรับยศต่ำกว่าพันเอก และกลับไปทำงานกับมิสซิสสโตนที่ปารีสต่อ โดยเดินทางกลับออกไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม ๒๔๘๐
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นในปี ๒๔๘๒ กรุงปารีสถูกโจมตีอย่างหนัก มิสเตอร์สโตนเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงพาหม่อมแคทรีนอพยพไปอยู่ประเทศสเปน จนต่อไปถึงสหรัฐอเมริกา ส่วนนายพุ่มก็ยังคงอยู่ดูแลบ้านที่กรุงปารีสต่อไป
เมื่อสงครามโลกสงบลง กรุงปารีสอยู่ในสภาพขาดแคลนหลายอย่าง โดยเฉพาะถ่านหินที่ใส่เตาผิงให้ความอบอุ่น ประกอบกับในปีนั้นอากาศกรุงปารีสหนาวเย็นเป็นพิเศษ นายพุ่มถึงกับมีอาการไม่สบาย หม่อมแคทรีนจึงส่งข่าวถึงพระองค์จุลฯให้รับนายพุ่มไปอยู่ที่อังกฤษด้วย ซึ่งนายพุ่มได้เดินทางไปถึงอังกฤษอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ซึ่งเป็นต่างแดนประเทศแรกที่เขาเคยเดินทางมา และหลังจากนั้นอีก ๔ วันนายพุ่มก็ถึงแก่กรรมด้วยหัวใจวายที่บ้านพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในอังกฤษนั่นเอง
เป็นการจบชีวิตอย่างสงบในวัย ๖๕ ปีของบุตรนายซุ้ย สามัญชนที่ได้รับการเลี้ยงดูเทียบเท่าพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชถึง ๘ ปีเต็มระหว่างที่ศึกษาอยู่ในรัสเซีย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ รับเป็นบุตรบุญธรรม และพระราชทานพระนามของพระองค์เป็นชื่อของเขา
และเป็นการจบชีวิตของคนไทยลูกชาวบ้าน ที่อาจหาญไปเป็นผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ของรัสเซีย ที่มีชื่อเสียงกระเดื่องโลก









