PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ระบอบประยุทธ

วิเคราะห์ระบอบประยุทธ์ผ่านโลกการเมืองเปรียบเทียบเอเซีย

การเมืองไทยใต้อาณัติพลเอกประยุทธ์ สามารถสะท้อนจุดเด่นของเหตุผลการยึดอำนาจและการอธิบายสูตรการปกครองของบรรดาชนชั้นนำทหารที่ถ่ายทอดเนื้อหาออกสู่สาธารณชนได้หลากหลายมิติ 

หนึ่งในนั้น คือ การเถลิงอำนาจของทหารไทยเพื่อเข้ามาควบคุมสภาวะปั่นป่วนของบ้านเมือง จนดูประหนึ่งว่า ประชาธิปไตยที่ไร้ซึ่งกฏระเบียบ อาจนำมาซึ่งสภาวะอนาธิปไตยและสภาพรัฐล้มเหลว นอกจากนั้น ยังพบเห็นการอธิบายสารัตถะของระบอบการเมืองในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ว่าจะต้องผูกติดยึดโยงอยู่กับกลิ่นอายประชาธิปไตยแบบไทยๆ รวมถึง ต้องมีการฟื้นฟูความสามัคคีของคนในชาติเพื่อลดทอนปัญหาการแตกแยกทางความคิดของผู้คน

ในทางการเมืองเปรียบเทียบ (Comparative Politics) เรามักพบเห็นแนวคิดของนักการทหารหรือนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยม ที่มักให้ความสำคัญกับการประดิษฐ์ระบอบการเมืองบนรากฐานของกฏระเบียบและลัทธิชาตินิยม ซึ่งนับได้ว่า โครงสร้างการปกครองเหล่านี้ อาจมีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างรัฐไทยใต้พลังระบอบประยุทธ์ จนกล่าวได้ว่า การพินิจแนวทางการใช้อำนาจของ คสช. ผ่านบริบทการเมืองเปรียบเทียบ อาจให้มุมมองแปลกใหม่ต่อการทำความเข้าใจคุณลักษณะของระบอบอำนาจนิยมหรือกึ่งอำนาจนิยมในรัฐไทยยุคปัจจุบัน 

แน่นอน เทคนิคการเปรียบเทียบข้ามเวลาของระบอบการเมืองภายในประเทศเดียวกัน เช่นในกรณีของไทย อาจพบเห็นตัวอย่างของระบอบการเมืองพ่อขุนอุปถัมภ์ (Despotic Paternalism) สมัยจอมพลสฤษดิ์ หรือ ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบสมัยพลเอกเปรม ที่พอจะใช้เทียบเคียงหรือแสดงให้เห็นถึงมรดกประวัติศาสตร์ที่ส่งผลสัมพันธ์กับจังหวะลีลาการใช้อำนาจของพลเอกประยุทธ์ กระนั้นก็ตาม หากทบทวนพลังการปกครองของระบอบที่คล้ายคลึงกันในรัฐเอเชียผ่านการเปรียบเทียบแบบข้ามประเทศ เราอาจพบเห็นตัวแบบอำนาจนิยมหรือกึ่งอำนาจอื่นๆที่ยังประโยชน์ต่อการศึกษาวิเคราะห์ระบอบประยุทธ์

ในบทความนี้ ผู้เขียนพบเห็น ระบอบการเมือง (Political Regime) ใน 3 ประเทศเอเชีย ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ระบอบการเมืองย่อย อันได้แก่ เมียนมาสมัยเนวินและตานฉ่วย อินโดนีเซียสมัยซูการ์โนและซูฮาร์โต และเกาหลีใต้สมัยซิงมันรีและปักจุงฮี โดยเบื้องล่างคือโมเดลจาก 3 รัฐเอเชีย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความคล้ายคลึงกับระบอบการเมืองไทยใต้เงา คสช.

1. ตัวแบบเมียนมา: คำอธิบายที่ว่าประชาธิปไตยอันไร้ซึ่งกฏระเบียบ มีค่าเท่ากับ อนาธิปไตย คือ วาทกรรมหลักที่ทหารเมียนมามักใช้ในการอธิบายเหตุผลการรวบอำนาจของทหารเพื่อยุติความขัดแย้งของคนในชาติ ดังเห็นได้จาก การเข้ามาเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ของนายพลเนวินเมื่อปี ค.ศ. 1958-1960 ซึ่งกระทำไปเพื่อลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งของนักการเมืองที่นำมาสู่สภาวะตีบตันในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือ การทำรัฐประหารของนายพลเนวินเมื่อปี ค.ศ.1962 ตลอดจนการเถลิงอำนาจของนายพลตานฉ่วยหลังเหตุลุกฮือประชาชนในปี ค.ศ. 1988 

ซึ่งคณะทหารมักให้เหตุผลว่าปฏิบัติการยึดอำนาจในครั้งนั้น กระทำไปเพื่อรักษาเอกภาพของบ้านเมืองและป้องกันการฉวยโอกาสของบุคคลที่ประสงค์ร้ายต่อประเทศ ซึ่งอาจเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในช่วงสุญญากาศทางการเมือง

ในอีกทางหนึ่ง ทั้งระบอบเนวินและระบอบตานฉ่วย ยังแสดงให้เห็นถึงสไตล์การบริหารอำนาจของชนชั้นนำทหารที่ใช้ทั้งกฏเหล็กคณาธิปไตยในการข่มขู่กดดันคู่ปฏิปักษ์ฝ่ายตรงข้าม ตลอดจน การย้อนกลับไปหาพิธีกรรมแบบพุทธและประเพณีนาฏกรรมของบูรพกษัตริย์เพื่อสร้างรัฐโรงละครศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองพร้อมกล่อมประชาชนให้จงรักภักดีต่อคณะผู้ปกครอง 

ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ การใช้กฏหมายและกองกำลังทหารเข้าจับกุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทั้งในสมัยของเนวินและตานฉ่วย หรือ การฟื้นฟูธรรมเนียมราชสำนักพุทธพม่าของนายพลตานฉ่วย อาทิ พิธีจับช้างเผือก พิธียกยอดฉัตรเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ และโครงการสร้างอนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์พม่า ณ กรุงเนปิดอว์

2. ตัวแบบอินโดนีเซีย: ความพยายามสถาปนาระบอบประชาธิปไตยชี้นำ (Guided Democracy) ของประธานาธิบดีอะห์เม็ด ซูการ์โน ในยุคหลังเอกราช ถือเป็นกรณีเด่นชัดที่สะท้อนถึงการผลิตสูตรการปกครองของชนชั้นนำสายชาตินิยมโดยใส่หลักเอกภาพและกฏระเบียบเข้าไปในสารัตถะประชาธิปไตย ซูการ์โนเชื่อว่า ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ใช้กันอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก มักเป็นการปกครองที่สร้างความแตกแยกไร้เสถียรภาพ ซึ่งนับเป็นการให้เหตุผลที่ได้รับความนิยมชมชอบจากชาวอินโดนีเซียในช่วงแรกๆ 

กระนั้น ประชาธิปไตยแบบชี้นำ ก็ปฏิเสธการเลือกตั้งโดยประชาชน โดยซูการ์โนได้หันไปสถาปนาสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ (National Advisory Council) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น ชาวนา นักชาตินิยม และทหาร โดยมีซูการ์โนเถลิงตำแหน่งเป็นประธานพร้อมประกาศกฏอัยการศึกเพื่อหยุดยั้งการเติบโตของการเมืองเสรีนิยมประชาธิปไตย จนทำให้ประชาธิปไตยนำวิถี หรือ อาจเรียกได้ว่า ประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบอนุรักษ์นิยม สามารถสยายปีกบนกระดานภูมิทัศน์การเมืองอินโดนีเซียยุคหลังเอกราช 
 
ต่อมาเมื่อนายพลซูฮาร์โตกระทำการยึดอำนาจจากซูการ์โนพร้อมสถาปนาระเบียบใหม่ (New Order/Orde Baru) ได้มีการผลิตยุทธศาสตร์การเมืองที่รวมศูนย์อยู่ที่ซูฮาร์โตในฐานะแกนกลางแห่งรัฏฐาธิปัตย์อินโดนีเซีย ดังเห็นได้จาก การปรับโครงสร้างภาครัฐผ่านการตั้งหน่วยงานความมั่นคงขึ้นมาใหม่โดยตัวประธานาธิบดีซูฮาร์โตได้กุมตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติทั้งกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีกลาโหมแต่เพียงผู้เดียว หากแต่ในภายหลัง ได้มีการถ่ายโอนอำนาจโดยแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดเข้าไปดำรงตำแหน่งแทน (หากแต่อำนาจการตัดสินใจสูงสุดยังคงรวมศูนย์อยู่ที่นายพลซูฮาร์โตแต่เพียงผู้เดียว) 

อนึ่ง ใต้เงาระเบียบใหม่ มักพบเห็นความพยายามอ้างอิงหลักกฏหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งซูฮาร์โตมักเน้นย้ำเสมอผ่านสื่อของรัฐว่าการตัดสินใจผลิตนโยบายสาธารณะต่างๆ ล้วนมีกฏหมายหรือกฤษฏีกาของประธานาธิบดีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบเป็นสิ่งรองรับ หาใช่การตัดสินใจตามอำเภอใจของประธานาธิบดีและรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว 

3. ตัวแบบเกาหลีใต้: รัฐบาลประธานาธิบดีซิงมันรี (อีซึงมัน) ที่ปกครองเกาหลีใต้ระหว่าง ค.ศ. 1948-1960 เป็นตัวอย่างที่ดีของรัฐบาลที่ใช้อำนาจแบบเต็มพิกัดผ่านกุศโลบายการรวบอำนาจเพื่อรักษาความยาวนานของระบอบการเมืองที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ ตัวอย่างที่ชัดแจ้ง คือ การควบคุมฝ่ายค้านและปราบปรามประชาชน โดยใช้ทหารและตำรวจเป็นเครื่องมือหลัก พร้อมมีการแต่งตั้งบุคคลที่เป็นที่ไว้วางใจของประธานาธิบดีขึ้นเถลิงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจระดับสูง 

ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนของระบอบซิงมันรี ยังเกิดจากการหยิบยืมแนวคิดลัทธิขงจื้อเพื่อหลอมระเบียบการปกครองให้เป็นหนึ่งเดียว โดยโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง ได้กำหนดให้ประชาชนจะต้องเชื่อฟังจงรักภักดีต่อรัฐ ซึ่งถือว่าความจงรักภักดีมีความสำคัญมากกว่าการเชื่อฟัง

นอกจากนี้ ผู้อยู่ใต้อาณัติปกครองต้องให้ความเคารพนบนอบและให้เกียรติผู้ปกครอง ซึ่งผลของความภักดีจะทำให้ชนชั้นนำและมวลชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  อนึ่ง แม้ความสัมพันธ์เช่นนี้ จะบ่งบอกถึงความไม่เท่าเทียมกัน หากแต่ระบอบซิงมันรี ก็พยายามตีความอธิบายว่าเป็นองค์ประกอบที่เหมาะสม หากจะนำมาใช้เพื่อสร้างสันติและนำมาซึ่งความสมัครสมานกลมเกลียวของคนในชาติ 

ในอีกกรณีหนึ่ง ความสัมพันธ์เชิงคู่ของลัทธิขงจื้อ ได้แปลงสภาพเป็นโครงสร้างลำดับชั้นแนวดิ่งที่ต่อมาได้แตกหน่อผ่านการใส่แนวคิดว่าด้วยความกตัญญูรู้คุณคนเข้าไปในวิถีปฏิบัติของสังคม ในลักษณะที่ว่า บุตรจะต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณบิดามารดาหรือเด็กเยาวชนจะต้องเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโส จนทำให้อุดมการณ์แห่งรัฐได้เข้าไปครอบทับปริมณฑลการใช้ชีวิตในระดับครอบครัวหรือระดับปัจเจกบุคคลอย่างเหนียวแน่น

สำหรับระบอบการเมืองของนายพลปักจุงฮี ซึ่งเข้ามาปกครองเกาหลีใต้ในภายหลัง ได้สะท้อนให้เห็นการผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำทหารผ่านการจัดตั้งหน่วยสืบราชการลับเพื่อหาข่าวและตามหาเบาะแสของผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อรัฐบาลพร้อมสามารถใช้อำนาจพิเศษจัดการกับคนเหล่านั้นโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมตามกฏหมาย ซึ่งลักษณะการรวบอำนาจเช่นนี้ ได้ก่อให้เกิดการกระจุกตัวของการใช้อำนาจแบบเต็มพิกัดของผู้นำ 

อย่างไรก็ตาม ระบอบปักจุงฮี กลับแสดงให้เห็นถึงข้อดีบางประการของการเมืองแบบรวบอำนาจที่ใช้พลังการรวมศูนย์ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วฉับไว โดยการปกครองใต้พลังทหารแบบกึ่งอำนาจนิยมของปักจุงฮี ได้กระตุ้นให้เกิดระบบการจัดองค์กรของกระทรวงวางแผนที่เป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยกลยุทธ์การควบรวมเอาหน่วยงานวางแผนและหน่วยงบประมาณบริหารการเงินมาประสานเข้าอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการกระตุ้นอุตสาหกรรมภายในประเทศในอัตราจังหวะที่รวดเร็วก้าวหน้าขึ้น 

ขณะเดียวกัน ทั้งกระทรวงวางแผนและสำนักเลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดี ได้กลายมาเป็นแหล่งรวบรวมบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงของประเทศ โดยบุคคลเหล่านี้ได้รับการร้องขอจากนายพลปักจุงฮี ให้มาร่วมทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง พร้อมได้รับผลตอบแทนและความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ ซึ่งก่อให้เกิดระบบบริหารรัฐกิจที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

ระบอบประยุทธ์ ได้เผยให้เห็นถึงการผสมผสานของสูตรการปกครองที่เดินตามรอยโมเดลของเนวิน-ตานฉ่วย-ซูการ์โน-ซูฮาร์โต-ซิงมันรี-ปักจุงฮี ในมิติที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป โดยกรณีของการแถลงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ นับว่าตัวแบบเนวิน-ตานฉ่วย ของเมียนมา สามารถช่วยปลุกเร้าบทบาทของทหารไทยในฐานะอัศวินขี่ม้าขาวหรือองครักษ์ผู้ค้ำจุนรัฐเพื่อเข้ามากู้สภาวะมิคสัญญีและป้องกันการแตกสลายของชาติบ้านเมือง 

พร้อมกันนั้น กุศโลบายการย้อนกลับไปหาพลังราชาชาตินิยมและการสร้างรัฐนาฏกรรมผ่านการปลุกเสกพิธีกรรมและปั้นอนุสาวรีย์ศักดิ์สิทธิ์ของคณะผู้ปกครองเมียนมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่คล้ายคลึงกันกับระบอบประยุทธ์ โดยเฉพาะ คำแถลงการณ์ของพลเอกประยุทธ์เกี่ยวกับการยึดอำนาจเพื่อหยุดยั้งการตีกันของกลุ่มการเมืองต่างๆ รวมถึงการเนรมิตอุทยานราชภักดิ์เพื่อสดุดีบูรพกษัตริย์ ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

ในทำนองเดียวกัน ตัวแบบซูการ์โนของอินโดนีเซีย ยังสะท้อนแนวคิดหรือทัศนคติของพลเอกประยุทธ์ที่อาจมองประชาธิปไตยแบบชี้นำหรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในฐานะสูตรการปกครองที่เหมาะสมคู่ควรกับสังคมไทยมากที่สุด ผลกระทบจากมุมมองดังกล่าว คือ การประดิษฐ์ความหมายประชาธิปไตยที่มักพยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับกลิ่นอายของเอกภาพและการสร้างความสามัคคีของชนในชาติตามรูปลักษณ์ของประชาธิปไตยนำวิถี ฉะนั้น ความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นอันตรายยิ่งต่อเสถียรภาพของรัฐไทย 

ขณะเดียวกัน ศิลปะการครองอำนาจทั้งของซูการ์โนและซูฮาร์โต โดยเฉพาะ การยึดกุมหัวใจหน่วยงานความมั่นคงใต้บรรยากาศของระเบียบใหม่ ได้สร้างความลงตัวที่สัมพันธ์เหมาะเจาะกับเทคนิคการครองอำนาจของระบอบประยุทธ์ ทั้งในแง่ของการผลิตขุมกำลังอำนาจใน สนช. และกองทัพ รวมถึง การพยายามทำให้นโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฏหมายและเป็นที่เคารพของประชาชน

ส่วนระบอบซิงมันรีของเกาหลีใต้ได้ให้ตัวแบบที่ชัดเจนยิ่งเกี่ยวกับแนวคิดโครงสร้างอำนาจแบบลำดับชั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพราะลักษณะค่านิยมเอเชียที่นำพาให้ลัทธิขงจื้อในสังคมตะวันออกเข้าไปทับซ้อนกับสไตล์โครงสร้างบังคับบัญชาของกองทัพไทยหรือการปลูกฝังวัฒนธรรมการปกครองของรัฐและสังคมไทยในอดีต หากแต่สารัตถะในค่านิยม 12 ประการ หรือ หลักความกตัญญูรู้คุณคนและการเคารพผู้อาวุโส ได้กลายมาเป็นแนวอุดมการณ์หลักที่มีผลต่อนโยบายจัดระเบียบสังคมของรัฐบาลประยุทธ์ไปเสียแล้ว 

ในขณะที่ระบอบปักจุงฮี ได้ชี้ให้เห็นถึงความรวดเร็วฉับไวของการบริหารราชการแผ่นดินและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอันเกิดจากพลังรวมศูนย์ขับเคลื่อนของระบอบการเมือง และ การเข้ามากำหนดทิศทางประเทศของบรรดาผู้ทรงความรู้ความสามารถ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของระบอบปักจุงฮี ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าประทับใจ กระนั้น สภาวะเศรษฐกิจขาลงของรัฐไทย ก็เป็นปัจจัยท้าทายสมรรถนะของระบอบประยุทธ์ว่าจะสามารถฝ่าฟันแรงเสียดทานเศรษฐกิจได้ทัดเทียมกับตัวแบบเกาหลีใต้สมัยปักจุงฮี ให้ดีแค่ไหน อย่างไร

กระนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวแบบระบอบการเมืองทั้ง 6 ชุด ส่วนใหญ่แล้ว มักเกิดขึ้นในยุคหลังเอกราชและสงครามเย็น (ยกเว้นระบอบตานฉ่วยที่คลุมช่วงเวลามาจนถึงยุคหลังสงครามเย็น) ซึ่งทำให้น่าคิดต่อว่าทำไมวิถีการเมืองของระบอบประยุทธ์จึงทาบทับกับประวัติศาสตร์การเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยความเก่าแก่ของสไตล์การบริหาร คงไม่ได้เป็นตัวชี้วัดเสมอไปว่า ระบอบการเมืองไทยจะคร่ำครึและไร้สมรรถนะในการปกครองรัฐ หากแต่กลิ่นอายของตัวแบบเก่าๆ อาจสะท้อนถึงความพยายามที่จะพยุงรักษารัฐหรือการวนรอบของวัฏจักรการเมืองไทยที่ยังต้องมีพลังของระบอบอำนาจนิยม/กึ่งอำนาจนิยมเป็นส่วนผสมหลักของพัฒนาการทางการเมือง 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คงจะเกิดขึ้นต่อไปอีกเป็นระยะหากรัฐและสังคมไทยยังมิสามารถหาจุดสมดุลระหว่างสองสมการหลัก อันได้แก่ 

1. ประชาธิปไตยที่ปราศจากกฏระเบียบ มีค่าเท่ากับอนาธิปไตย และ 2. กฏระเบียบที่ปราศจากประชาธิปไตย มีค่าเท่ากับเผด็จการ

ดุลยภาค ปรีชารัชช



เลือกตั้งประวัติศาสตร์พม่า

ประมวลภาพ
ประวัติศาสตร์ “เลือกตั้งเมียนมา“

 (8 พ.ย.) เมื่อเวลา 06.00 น. ประชาชนชาวเมียนมาได้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างคึกคัก ตั้งแต่คูหาเปิด โดยจะปิดหีบเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 16.30 น.ตามเวลาไทย การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกือบ 30 ล้านคน 

โดยชาวเมียนมาในกรุงย่างกุ้ง จะต้องลงคะแนนใน 3 ใบ คือ สภาสูง สภาผู้แทนราษฏร และสภาภูมิภาค ส่วนชาติพันธุ์อื่น เช่น ไทใหญ่ กะเหรี่ยง คะฉิ่น จะต้องลงคะแนน 4 ใบ คือ สภาชาติพันธุ์ 

ขณะที่ เมื่อเวลา 08.00 น. นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาต หรือพรรค NLD ได้เดินทางไปเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งในเขตบาฮัน ของนครย่างกุ้ง ท่ามกลางชาวเมียนมาที่มารอตะโกนเชียร์ว่า "เราชนะ" 

ทั้งนี้ การเลือกตั้งดังกล่าว ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี ที่รัฐบาลพลเรือนเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง

..........................
ที่มาภาพ : gettyimages.com













หมอหยองตาย_ปลดพิสิฐศักดิ์จับเสธโจ้

หยองตาย4ทุ่ม 7พ.ย. แจงติดเชื้อในกระแสเลือด จับเสธ.โจ้-ถอดยศพิสิฐศักดิ์
Tuesday, November 10, 2015 - 00:00

"ไพบูลย์" แถลง "หมอหยอง" เสียชีวิตแล้วช่วง 4 ทุ่มคืนวันที่ 7 พ.ย. เหตุติดเชื้อในกระแสโลหิต "กรมราชทัณฑ์" ออกแถลงการณ์แจงละเอียดยิบ ระบุป่วยตั้งแต่คืนวันที่ 5 พ.ย.ให้ยาลดไข้ กระทั่งพบคืนวันเสาร์เรียกไม่รู้สึกตัว หายใจเฮือกยาว ส่ง รพ.ราชทัณฑ์ช่วยชีวิตกว่า 1 ชม.แต่ไม่สำเร็จ "ประวิตร" รับศาลทหารออกหมายจับ "เสธ.โจ้" เอี่ยวคดี 112 ชี้เรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกองทัพ "ตร." เร่งตามตัวดำเนินคดี "ราชกิจจาฯ" เผยแพร่ประกาศถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ "พล.ต.พิสิฐศักดิ์" ทำผิดวินัยทหารประพฤติชั่วร้ายแรง

เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) แถลงว่า นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง ผู้ต้องขังคดีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเรียกหรือรับผลประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 22.00 น. โดยได้รับรายงานจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่า นายสุริยันมีอาการป่วย หายใจติดขัดตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. ซึ่งกรมแพทย์ประจำเรือนจำชั่วคราว ถนนนครชัยศรี มณฑลทหารบกที่ 11 จึงได้ให้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น จึงนำตัวส่งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เมื่อประมาณ 21.00 น.ของวันที่ 6 พ.ย.

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ต่อมานายสุริยันได้เสียชีวิตเวลาประมาณ 22.00 น. ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตั้งแต่วันขึ้นศาลจนกระทั่งเข้ามาอยู่เรือนจำ นายสุริยันก็ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลมาโดยตลอด

"หลังจากนายสุริยันได้เสียชีวิตลง กรมราชทัณฑ์ก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยให้คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง, ตำรวจ, แพทย์ และอัยการ ร่วมชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนออกใบมรณบัตรและแจ้งญาติให้มารับศพเพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตและขั้นตอนการดูแลผู้ต้องขัง ได้มอบให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง" พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

ถามว่า ขณะนี้นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ คนสนิทนายสุริยัน ที่ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวถนนนครชัยศรี มณฑลทหารบกที่ 11 จะย้ายไปคุมขังเรือนจำอื่นหรือไม่ รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า การพิจารณาย้ายผู้ต้องขังไม่ใช่อำนาจของกรมราชทัณฑ์

ซักว่า ผู้ต้องหาในคดี 112 เสียชีวิตในเรือนจำติดกันถึง 2 คนจะกระทบต่อภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่กังวลว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรมราชทัณฑ์ เพราะมีการชี้แจงสาเหตุการเสียชีวิตไปตามข้อเท็จจริง และผู้ต้องหาคนล่าสุดที่เสียชีวิตก็มีอาการป่วยมาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น พล.อ.ไพบูลย์ได้ขอแก้ไขรายละเอียดการแถลงข่าวในประเด็นวันที่หมอหยองเสียชีวิต จากที่ระบุเสียชีวิตวันที่ 6 พ.ย.มาเป็นวันที่ 7 พ.ย.เนื่องจากจำวันผิด

ต่อมา กรมราชทัณฑ์ได้ออกแถลงการณ์ว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 7 พ.ย.58 กรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจากเรือนจําชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี สังกัดเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานครว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ข.ช.สุริยัน สุจริตพลวงศ์ ผู้ต้องขังคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างฝากขังผัดฟ้องที่ 2 เวรรักษาการณ์ไปตรวจพบขณะนอนอยู่ในห้องขัง เรียกชื่อไม่ขานตอบ มองจากภายนอกห้องขังเห็นว่ามีอาการหายใจเฮือก จึงได้รีบแจ้งให้หน่วยเสนารักษ์ประจํา มทบ.11 มาตรวจสอบ พบว่าชีพจรอ่อน ไม่รู้สึกตัว จึงได้รีบนําตัวส่งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
'หยอง' ติดเชื้อเสียชีวิต

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อไปถึงทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เวลา 22.20 น. ห้องฉุกเฉินแรกรับพบว่าผู้ต้องขังดังกล่าวไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนองใดๆ วัดสัญญาณชีพจรไม่ได้ ม่านตาขยาย 4 มม. ไม่ตอบสนองต่อแสงทั้งสองข้าง โรงพยาบาลได้ดําเนินการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นเวลาชั่วโมงเศษ แต่ไม่ประสบความสําเร็จ แพทย์เวรลงความเห็นว่าเสียชีวิต

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การเสียชีวิตครั้งนี้เป็นการเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว เจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวน แพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง รวม 4 ฝ่ายมาชันสูตรพลิกศพ ซึ่งในกรณีนี้ได้แจ้งพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ซึ่งเป็นท้องที่ที่พบศพเข้ามาดําเนินการ

"ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตซึ่งชันสูตรโดยสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตํารวจ ได้ทําการตรวจ พิสูจน์ศพเรียบร้อย เอกสารลงวันที่ 8 พ.ย.58 ปรากฏสาเหตุการเสียชีวิต 'สันนิษฐานว่า ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจากติดเชื้อในกระแสโลหิต' เรือนจําได้แจ้งญาติผู้เสียชีวิตให้มาขอรับศพ เพื่อไปดําเนินการตามประเพณีต่อไป" แถลงการณ์ระบุ

กรมราชทัณฑ์ระบุในแถลงการณ์ว่า สําหรับการดําเนินการภายหลังการเสียชีวิต เรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานครได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรายงานผลให้กรมราชทัณฑ์พิจารณา ส่วนการดําเนินการตามกฎหมายกรณีเสียชีวิตในสถานที่คุมขังนั้น พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่นจะเป็นผู้ดําเนินการไต่สวนต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พ.ย.58 ต่อเนื่องถึงวันศุกร์ที่ 6 พ.ย.58 ผู้ต้องขังมีอาการ ไข้สูง กระสับกระส่าย ไอ พยาบาลเสนารักษ์ประจําเรือนจําได้จ่ายยาลดไข้ ยาลดอาการไอ แล้วให้นอนพัก ต่อมาในวันเสาร์ที่ 7 พ.ย. เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่เวรไปตรวจพบว่าผู้ต้องขังมีอาการเรียกไม่รู้สึกตัว หายใจเฮือกยาว เสนารักษ์จึงแจ้งให้นําส่งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทันที

เมื่อไปถึงทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แพทย์เวรได้พยายามช่วยชีวิตตามหลักเกณฑ์และ จรรยาบรรณทางวิชาชีพ ทํากระบวนการฟื้นคืนชีพ (Advanced CPR: Cardiopulmonary resuscitation) ใช้เวลาดําเนินกระบวนการตั้งแต่แรกพบตัว โดยใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ ให้ยากระตุ้นหัวใจและความดันโลหิต ฯลฯ โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ แต่ไม่ประสบความสําเร็จ จึงได้แจ้งพนักงานสอบสวนท้องที่มาดําเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแถลงการณ์ครั้งนี้มีการตั้งคำถามไว้ด้วยว่า "มีความเป็นได้หรือไม่ว่า มีเชื้อใดที่ทําให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันทีได้อย่างรวดเร็ว" รวมทั้งตอบเอาไว้ว่า "เท่าที่สอบถามกับแพทย์ พบว่ามีเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุทําให้ระบบหายใจล้มเหลวแล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็วได้ เช่น เชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเดินหายใจสายพันธุ์รุนแรง ผู้รับเชื้อจะเกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ยากแก่การประเมินหรือรักษาไม่ทันกาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับสารสเตียรอยด์เพื่อกดภูมิต้านทาน หรือผู้เป็นโรคที่ยังไม่ได้ระบุการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอจากการเป็นโรคประจําตัวบางอย่าง หรือภาวะภูมิต้านทานบกพร่องจากโรคเฉพาะตัวที่ยังไม่ได้รับการค้นพบ หากได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าวจะมีอาการรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เช่น ไวรัส ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรง
ออกหมายจับ 112 'เสธ.โจ้'

ท้ายแถลงการณ์ระบุว่า ในกรณี ข.ช.สุริยันฯ มีความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องขังอาจมีภูมิต้านทานอ่อนแอ โดยตรวจพบจากการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เมื่อวันที่ 22 ต.ค.58 ว่า มีภาวะไขมันสะสมในตับสูง ประกอบกับผลการตรวจเลือดในขณะการช่วยฟื้นคืนชีพเมื่อคืนวันที่ 7 พ.ย.58 พบมีเอนไซม์การทํางานของตับสูง ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดพบว่ามีภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ มีเพียง 60,000 คิวบิกมิลลิเมตร (ค่าปกติตั้งแต่ 140,000-400,000/คิวบิกมิลลิเมตร) สันนิษฐานว่าเมื่อได้รับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดเข้าไป จึงอาจทําให้ระบบหายใจล้มเหลวและนําไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่วัดทองสุทธาราม เขตบางซื่อ กทม. ซึ่งมีข่าวญาตินำศพหมอหยองมาประกอบพิธีฌาปนกิจ โดยพบว่ามีญาติมาร่วมพิธีประมาณ 20 คน อย่างไรก็ดี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ 10 นายเข้ามาตรวจสอบกลุ่มผู้สื่อข่าว และขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพและนำเสนอข่าว โดยยึดกล้องถ่ายภาพและเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดเอาไว้ พร้อมทั้งซักชื่อและสังกัดผู้สื่อข่าว โดยไม่อนุญาตให้เดินทางกลับจนกว่าจะเสร็จสิ้นพิธีประมาณเวลา 18.00 น.จึงได้ปล่อยให้กลับได้

วันเดียวกัน ศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติหมายจับนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ และ พ.อ.คชาชาต บุญดี ตามที่ พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กก.1 บก.ป. พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนได้มายื่นขออำนาจศาลในการอนุมัติออกหมายจับ จากเมื่อวันที่ 7 พ.ย. พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผอ.ส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน. และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายหน่วยเฉพาะกิจการข่าว คสช.ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.เพิ่มเติมอีก 2 คดี คือ เลขที่คดี 113/2558 และเลขที่คดี 114/2558 โดยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายจิรวงศ์ และ พ.อ.คชาชาต ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือในความผิดฐานอื่นที่พบภายหลัง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการออกหมายจับ พ.อ.คชาชาต บุญดี หรือเสธ.โจ้ ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีผลต่อกองทัพ เท่าที่รู้ตอนนี้มีการออกหมายจับจริงอยู่เพียงรายเดียว และไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันกับการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์หรือไม่ ส่วนจะมีรายชื่ออีกหรือไม่นั้นยังไม่ขอพูด ต้องปล่อยให้ตำรวจสอบไป

"ที่ผมออกมาปฏิเสธก่อนหน้านี้ว่าไม่มีทหารเกี่ยวข้องกับความผิดตาม ม.112 นั้น เพราะขณะนั้นไม่มีหมายจับ จึงไม่สามารถกล่าวหาใครได้" พล.อ.ประวิตรกล่าว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า ในช่วงแรกที่กองทัพออกมาปฏิเสธไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน เมื่อพบความเชื่อมโยงไปถึงใครก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว

หากผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศ ตำรวจก็มีช่องทางในการนำตัวมาดำเนินคดีตามขั้นตอนกระบวนการปกติอยู่แล้ว" พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว

ถามว่า มีข่าว เสธ.โจ้หลบหนีไปอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์ จะนำตัวกลับมายากกว่าปกติหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องที่มีข้อมูลผู้ต้องหาอาจหลบหนีไปอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวนสอบสวนจะดำเนินการ
ถอดยศ 'พล.ต.พิสิฐศักดิ์'

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พฤติการณ์ความผิดของ พ.อ.คชาชาตเป็นเรื่องเดิมๆ คือการร่วมกันกับนายสุริยัน และพวก แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อหาผลประโยชน์ และเมื่อมีความผิดพาดพิงถึงก็ดำเนินการไปตามนั้น

"ขณะนี้ไม่ได้รับรายงานจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ว่า พ.อ.คชาชาตได้เดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด รวมถึงได้ตรวจสอบไปทาง สตม.แล้ว ก็ยังไม่พบว่าได้ออกไปนอกประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่มีข้อมูลการออกนอกประเทศของ พ.อ.คชาชาต ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประสานงานกับต้นสังกัดของ พ.อ.คชาชาต ซึ่งยังไม่มีการติดต่อขอมอบตัวแต่อย่างใด" พล.ต.ต.ปิยะพันธ์กล่าว

ถามว่า มีกระแสข่าว พ.อ.คชาชาตมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รองโฆษก สตช.กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน เช่นเดียวกับข่าวลือมีนายทหารยศ พล.ต. หรือเซียนพระชื่อดังเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนี้ก็เป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. กล่าวถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ต้องหาคดี 112 ว่า ขณะนี้ต้องรอให้พนักงานสอบสวนของตำรวจสรุปให้มีความชัดเจนก่อนว่าผู้ที่ได้รับการโอนทรัพย์สิน และผู้ที่โอนทรัพย์สินนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ การที่ ปปง.จะเข้าไปยึดทรัพย์สินของใครต้องชัดเจนว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดจริง เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ละเอียดอ่อนจึงต้องทำด้วยความรอบคอบ

"แม้ผู้ต้องหาคดีนี้จะเสียชีวิตก็ไม่กระทบต่อการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เนื่องจากในส่วนของ ปปง.เป็นเรื่องทางแพ่ง ถ้าเกี่ยวข้องหรือมีการได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทุกคน" เลขาฯ ปปง.กล่าว

ขณะที่ราชกิจจานุเบกษา หน้า 1 เล่ม 132 ตอนพิเศษ 290 ง ลงวันที่ 9 พ.ย.58 เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ พระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เนื้อหาระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ปลด พลตรี พิสิฐศักดิ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา รองผู้บังคับหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ออกจากราชการ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่

16 ต.ค.58 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งพักราชการ เนื่องจากกระทําผิดวินัยทหารประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
กระด้างกระเดื่อง ขัดพระราชบัณฑูร ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้บังคับบัญชา แอบอ้างพระราชกระแส
ใช้อํานาจหน้าที่ในทางมิชอบ หาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องเป็นภัยต่อความมั่นคงสถาบัน
ทั้งนี้ ตามข้อ 4 ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตําแหน่ง

ข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2502 และข้อ 2 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ที่บุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548.

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปลด‘พล.ต.พิสิฐศักดิ์’ ออกจากราชการ แอบอ้างพระราชกระแสหาปย. ภัยความมั่นคงสถาบัน


ปลด พลตรี พิสิฐศักดิ์ เสนีวงศ์ ฯ รองผู้บังคับ หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ออกจากราชการ เรียกคืนเครื่องราชฯ กระทําผิดวินัยทหารประพฤติชั่วร้ายแรง แอบอ้างพระราชกระแส ใช้อํานาจในทางมิชอบ หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง-พวกพ้องเป็นภัยต่อความมั่นคงสถาบัน
piicccw9 11 15
สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา วันนี้ (9 พ.ย.58) เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ปลด พลตรี พิสิฐศักดิ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา รองผู้บังคับ หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ออกจากราชการ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งพักราชการ เนื่องจากกระทําผิดวินัยทหารประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กระด้างกระเดื่อง ขัดพระราชบัณฑูร ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้บังคับบัญชา แอบอ้างพระราชกระแส ใช้อํานาจหน้าที่ในทางมิชอบ หาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องเป็นภัยต่อความมั่นคงสถาบัน
ทั้งนี้ ตามข้อ ๔ ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตําแหน่ง ข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ และข้อ ๒ ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควร จะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ที่บุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๔) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘
ประกาศ ณ วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สุรชาติ บำรุงสุข:10หลุมระเบิด คสช.

จากรถไฟสายประชาธิปไตยมุ่งหน้าสู่สถานีเลือกตั้งในปี 2559 แต่ก็ประสบอุบัติเหตุกรณีคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ไปถึงเป้าหมายช้าไป 1 ปี คือปี 2560

แม้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะออกไปบอกกับชาวโลกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2560 แต่ก็ยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำอีกคำรบจนทำให้รถไฟไปถึงที่หมายล่าช้ากว่าเดิมอีกหรือไม่ 




ประชาชาติธุรกิจ สนทนากับ "สุรชาติ บำรุงสุข" นักวิชาการรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์อุปสรรค หลุมระเบิดที่รอคอยอยู่เบื้องหน้าว่ามีอะไรบ้าง 

- จากนี้ไปอะไรที่เป็นหลุมระเบิด และกับดักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเผชิญ

หนึ่ง เชื่อว่าในปี 2559 การเมืองจะอยู่ในความควบคุมของผู้นำทหารต่อไป ยังไม่มีโอกาสเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงมากกว่าปัจจุบัน เนื่องจากท่าทีของผู้นำทหารพูดถึงประเด็นละเอียดอ่อน เช่น การปิดประเทศ หรือจำกัดเสรีภาพมากขึ้น อย่างนี้เป็นสัญญาณลบทางการเมือง และส่งผลลบในทางเศรษฐกิจ คำพูดเหล่านี้ยืนยันว่าการเมืองไทยปี"59 จะไม่สดใส  

สอง เชื่อว่าหลังจากนี้ การเมืองไทยจะยิ่งเห็นความชัดเจนของการออกแบบระบบการเมืองที่ตอบสนองผลประโยชน์ของคนชั้นนำ และผู้นำทหารมากขึ้น การเมืองในอนาคตถูกออกแบบแล้ว ไม่เป็นประชาธิปไตย แม้นำไปสู่การเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร หรือเป็นระบบการเมืองที่การเลือกตั้งแบบไม่เสรี เพื่อให้การเลือกตั้งดำรงอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำและผู้นำทหารต่อไป

สาม รัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่กำลังถูกเขียนขึ้นเพื่อให้ประเทศอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ หรือการควบคุมทางการเมืองจะเป็นประเด็นหลักมากกว่าการสร้างประชาธิปไตยโดยอาศัยกรอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ความฝันเรื่องระบอบรัฐธรรมนูญนิยมจะยังเป็นปัญหาต่อไป  

สี่ ต้องติดตามว่าในที่สุดชนชั้นนำและผู้นำทหารจะยังผลักดันองค์กรที่มีอำนาจพิเศษ อย่างคณะกรรมการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าผลักดันให้เกิด คปป. มีแนวโน้มทำให้เกิดปัญหาเช่นเดิม แม้ผู้นำทหารเชื่อว่าอำนาจของกองทัพที่อยู่ในการเมืองยังสามารถควบคุมทุกอย่างได้ แต่เชื่อว่าแรงกดดันมากกว่ายุคของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ 

ห้า หลังจากนี้จนหลังปีใหม่เป็นช่วงเวลาของการต่อสู้และการเรียกร้องประชาธิปไตยจะเข้มข้นมากขึ้น กลุ่มต่าง ๆ จะออกมาไม่ใช่มีแต่กลุ่มประชาชนเล็ก ๆ บางส่วนที่ผู้นำทหารเห็น เช่น กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ต้องยอมรับบทบาทของสื่อโซเชียลมีเดียทำให้ฐานการเรียกร้องประชาธิปไตยไทยถูกขับเคลื่อน 

หก ผู้นำไทยในการประกาศที่โตเกียวให้คำมั่นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2559 แต่ในการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก การเลือกตั้งเลื่อนออกไปในปี 2560 เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านการโหวตของ สปช. เชื่อว่าต่างประเทศจะต้องการความมั่นใจว่าท้ายที่สุดการเลือกตั้งในไทยจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 

เจ็ด นับจากนี้จะมีปัญหาความขัดแย้งภายในของปีกผู้มีอำนาจด้วยกันเอง ที่เห็นชัดคือกรณีผู้นำทหารด้วยกันเอง

- นอกจากหลุมระเบิดทางการเมืองมีเรื่องเศรษฐกิจหรือไม่

แปด แรงกดดันจากกลุ่มทางสังคมจะขยายมากขึ้น ในปีหน้าปัญหาใหญ่คือปัญหาภัยแล้ง ปี"59 ที่จะตามมาคือปัญหาราคาสินค้าเกษตร ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์ม ยังไม่เห็นราคาที่เป็นอนาคต ขณะเดียวกัน การส่งออกก็ยังลดลง ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็กประสบปัญหารุนแรง แม้รัฐจะพยายามขับเคลื่อนแต่จะยังยากลำบาก และปัญหาเศรษฐกิจชาวบ้าน สภาพอย่างนี้ทำให้กลุ่มสังคมหลาย ๆ ส่วนเริ่มมีแรงกดดันจากการจัดการภาครัฐของ คสช.มากขึ้น

เก้า ความท้าทายใหญ่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของภาครัฐ เช่นการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ อีกมุมหนึ่งต้องมองออกจากบ้านเรา คือ ปัญหา TPP หรือองค์กรการค้าการลงทุนในแปซิฟิก ปีหน้าคงต้องยุติในมุมว่าเราจะเสนอตัว หรือแสดงอะไรกับ TPP แม้ยังไม่ใช่ปีที่เปิดรับสมาชิก ของจริงที่จะมาถึง 31 ธ.ค. 2558 เป็นจุดกำเนิดของประชาคมอาเซียน กฎระเบียบของอาเซียนจะถูกผลักดันเข้ามามากขึ้น คำถามคือรัฐบาลจะรองรับความเปลี่ยนแปลงจากความเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ บ้านเหล่านี้อย่างไร 

สิบ ปัญหาความมั่นคงภายในจะถูกท้าทายมากขึ้น เช่น กรณีวางระเบิดศาลพระพรหมราชประสงค์ ปัญหาความมั่นคงในภาคใต้ที่กลับมาระเบิดมากขึ้น สรุปว่าจากไตรมาส 4 ของปีนี้ จะเริ่มเห็นความเข้มข้นของปัญหา 10 ประเด็นเหล่านี้มากขึ้น

- ใน 10 ประเด็น อะไรคือหลุมระเบิดที่น่ากลัวที่สุด

ตอบไม่ได้ชัดว่าอะไรเป็นหลุมระเบิดหรือกับดักใหญ่ แต่ทุกอย่างสามารถเป็นกับดักใหญ่ได้ทั้งหมด 

- รัฐบาลต้องขยายโรดแมปออกไปมากกว่าปี 2560 เพื่อเลี่ยงทั้ง 10 ประเด็นหรือไม่

โรดแมปขยายไปแล้วในปฏิญาณโตเกียว 2559 พอไปนิวยอร์กกลายเป็น 2560 คำถาม คือ ถ้าไปอีกประเทศหนึ่งในปีหน้าการเลือกตั้งจะขยับออกไปอีกไหม ต่างประเทศให้ความสนใจประเด็นนี้มากเพราะต้องการความมั่นใจ มันส่งผลถึงการลงทุน เชื่อว่าภาคเอกชนในต่างประเทศจับตามองว่า อนาคตการเมืองไทยจะเป็นบวกหรือลบ โดยเฉพาะแนวโน้มการเลือกตั้งจะเกิดอย่างไรภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ 

- ปมรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นปมร้อนแรงและท้าทายที่สุดในปีหน้าหรือไม่

ไม่อยากให้ใช้คำว่าท้าทายที่สุดไหม เพราะมันมีหลายประเด็นที่พร้อมจะเป็นระเบิดเวลา รัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในระเบิดเวลาของการเมืองไทย

- หรือการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ คสช.คุมได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ 5 สาย

วันนี้ คสช.คุมการร่างได้ เพราะอยู่ในปีกของ คสช. แต่เมื่อร่างออกมาแล้วจะเผชิญกับข้อวิพากษ์วิจารณ์ เราเห็นยุคอาจารย์บวรศักดิ์ถึงแม้ว่าจะมีการจัดเวทีสาธารณะให้แสดงความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกันการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้น้อยเลย 

ฉะนั้นข้อถกเถียงจะไปอยู่ในช่วงหลังปีใหม่ เพราะตอนนี้ขณะนี้อยู่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี"58 ซึ่งหลังจากเทศกาลปีใหม่ก็จะกลับมาสู่ปัญหาต่าง ๆ ที่พูดไป ซึ่งปัญหาหนึ่งที่จะกลายเป็นปมใหญ่แน่ ๆ คือ การร่างรัฐธรรมนูญ

- อาจารย์บอก คปป.ว่าน่ากังวล แต่นายกฯบอกว่าต้องมีเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐประหารในอนาคต อาจารย์เห็นแย้งหรือไม่ 

ผมว่า คปป.จะทำให้รัฐธรรมนูญประสบปัญหาเหมือนในยุคอาจารย์บวรศักดิ์ ถ้าสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้วมี คปป.อยู่ ผมเชื่อว่าเป็นวิกฤต เนื่องจากโดยปกติเราอยู่บนพื้นฐานที่เชื่อว่าไม่มีองค์กรอะไรที่เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ เหนือ 3 อำนาจ คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ถ้า คปป.เกิดขึ้น แล้วเราเชื่อว่าประเทศไทยสามารถสร้างหลักรัฐศาสตร์ได้ โดยไม่ต้องนำพาซึ่งกระแสสังคม โดยไม่จำเป็นต้องนึกถึงกรอบกติกาสากล คปป. จะเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์จริง ๆ ไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่รัฐสภา และอาจไม่ใช่สถาบันตุลาการ

เมื่อ คปป.เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ใหม่ มันจะสร้างปัญหาให้กับตัวกระบวนการการเมืองเอง แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าจะใช้ได้เมื่อในยามประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤต เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็ตามที่ คปป.ออกมา คนจะสรุปได้ทันทีว่า นี่คือการสร้างกลไกใหม่ เพื่อคงอำนาจของทหารให้อยู่ในรัฐธรรมนูญได้ โดยมีตัวรัฐธรรมนูญรองรับอำนาจของ คปป. ให้อยู่เหนือสถานะ 3 สถาบันทางการเมืองเดิม

- ถ้ารัฐบาลยังไว้ใจ คปป.แม้เปลี่ยนรูปแบบโครงสร้าง แต่หลักการยังคงเดิม คปป.จะเป็นชนวนให้เป็นวิกฤติรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

ก็จะเห็นตัวอย่างเหมือนในยุคอาจารย์บวรศักดิ์ วันนี้เริ่มเห็นอย่างหนึ่งแล้ว คือ ระบบการเลือกตั้ง ซึ่งระบบนี้ถูกออกแบบเพื่อรองรับแบบไทย ๆ แต่ท้ายที่สุดระบบการเลือกตั้ง ถ้าถูกออกแบบมาแล้วไม่สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและเดินเข้าสู่ระบอบการเลือกตั้งที่ดี กลับกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง มันจะเป็นปมที่ทำให้เกิดวิกฤตไปเรื่อย และถ้า คปป.เข้ามาก็จะเห็นข้อถกเถียงเรื่องอำนาจพิเศษในรัฐธรรมนูญ แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นปมใหญ่ที่ทำให้เกิดวิกฤตแน่ ๆ 

- รัฐบาลและ กรธ.ต้องการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญออกมาลักษณะนี้ มองว่าเป็นความหวังดี มากกว่าประสงค์ร้ายหรือไม่ 

วิธีที่ดีที่สุด คือ การพาการเมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด ภาวะปกติคือให้การเลือกตั้งเดินไปด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่มีความเชื่อว่าการเลือกตั้งจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ถ้าคิดอย่างนั้นเสียแล้ว การเมืองไทยจะอยู่ในภาวะที่เหมือนการเป็นเด็กอ่อนตลอดเวลา ทหารจะเป็นผู้อภิบาล ถ้าจะถอยหลังประเทศไทยต้องถอยให้กลับสู่ภาวะปกติ และให้การเมืองแบบปกติตัดสินอนาคตของประเทศไทย

- หากการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำการเมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ จะทำให้เกิดการเรียกร้องบนท้องถนนหรือไม่

ผมเชื่อว่ายังไม่ถึงจุดนั้น แต่แรงวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นน้ำหนักในตัวของมันเอง จากไตรมาสสุดท้ายของปี"58 ยาวไปถึงปี"59 การเมืองไทยยังเหมือนเดิม คือ อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร การจะชุมนุมของมวลชนขนาดใหญ่ยังเป็นเรื่องที่ยังไกล แต่พลังวันนี้ไม่ได้อยู่บนถนนแบบเก่า แต่พลังวันนี้อยู่ในสื่อใหม่ อยู่ในความรู้สึกของประชาชน อยู่ในสิ่งที่รัฐบาลต่างประเทศสร้างแรงกดดันกลับเข้ามา ถ้ารัฐบาลกังวลอยู่อย่างเดียวว่ากลัวคนกลุ่มเดิมที่ต่อต้านรัฐบาลจะออกมา วันนี้ไม่เป็นแบบนั้น 

ในอดีตเราอาจจะรู้สึกว่า สื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียจะอยู่ในสังคมชนชั้นกลางหรืออยู่กับปีกอนุรักษนิยม ซึ่งมีการศึกษา แต่วันนี้ไม่ใช่ มันเปิดมากกว่าที่ผู้นำทหารคิด และการควบคุมสื่อสังคมออนไลน์เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  

- การต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับขั้วอำนาจใหม่ที่เข้มข้นอยู่ในขณะนี้จะเดินไปสู่จุดไหนได้บ้าง

สามารถตอบได้แบบหยาบ ๆ คือ ทำให้นำไปสู่การเกิดแรงกดดันต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยหลังจากปี"58 เข้าสู่ปี"59 จะเห็นแรงกดดันทางการเมือง เห็นปัญหาการโต้แย้งทางการเมืองมีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ขยายวงมากขึ้น ส่วนจะนำไปสู่ความผกผันหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ เพราะประเด็นที่เป็นกับดักหรือหลุมระเบิดมีมากขึ้น และมีหลายลูกหลายหลุมที่รออยู่ 

- การดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นจุดพลิกผันทางการเมืองได้หรือไม่

ไม่เป็นจุดพลิกผัน แต่จะเป็นจุดที่ไปตอกย้ำความรู้สึกคนได้มากกว่า ที่คนชอบพูดถึง คือ หนึ่ง สองมาตรฐาน สอง ความเป็นธรรมในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม วันนี้เราเริ่มเห็นและรัฐบาลก็ตระหนักอยู่ 

ถ้าภาพลักษณ์เกิดเพิ่มมากขึ้น ๆ ว่า กระบวนการดำเนินการถอดถอนเป็นเครื่องมือจัดการของฝ่ายตรงข้าม อีกด้านหนึ่งภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยและภาพลักษณ์ของรัฐบาล จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น

- กรณีการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองในอนาคตหรือไม่

เรื่องการสร้างความปรองดองมีการพูดถึงมานาน แต่ไม่เคยเห็นสัญลักษณ์ หรือการกระทำที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร การปรองดองถ้าจะเริ่มได้ ต้องเริ่มจากปีกของฝ่ายผู้มีอำนาจที่แสดงเจตนารมณ์ที่จะปรองดอง แต่ถ้าไม่เริ่มจากฝ่ายผู้มีอำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจไม่อยู่ในสถานะที่มากกว่าการเสนอเรื่องปรองดอง เพราะนโยบายอยู่ที่ฝ่ายมีอำนาจเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการจำนำข้าวจึงเป็นการตอกย้ำการเมืองไทยว่า อนาคตการเมืองไทยที่เราอยากเห็นการคลายตัว สภาวะการเมืองไทยที่จะกลับสู่ภาวะปกติ มันจะยิ่งไม่ปกติ 

- 1 ปีที่ผ่านมาผลงานของ คสช. สรุปเป็นวลีสั้น ๆ ว่าอย่างไร 

ทุลักทุเล แม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่ควบคุมการเมืองได้ เราเห็นโจทย์ใหญ่ที่รออยู่ โจทย์ปี"58 ไม่ได้เล็ก แต่โจทย์ปี"59 ใหญ่กว่า ซึ่งมีระเบิดเวลาหลายเรื่อง ปี"59 ก็จะยิ่งทุลักทุเล

รัฐสภาแคว้นคาตาลันรับรองมติให้ “แยกประเทศ” ออกจากสเปน


วันนี้เอง รัฐสภาแคว้นคาตาลันรับรองมติให้ “แยกประเทศ” ออกจากสเปนด้วยเสียง 72 ต่อ 63 กำหนดแผนโรดแม็ป 18 เดือน โดยในเดือนแรกจะร่างแผนการแยกระบบประกันสังคมกับภาษี ระบุว่าเป็น “democratic disconnection” การค่อย ๆ แยกอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยทางคาตาลันจะค่อย ๆ ตัดความร่วมมือกับรัฐบาลส่วนกลาง เงื่อนไขเดียวที่จะทำให้ยุติการดำเนินงานตามโรดแม็ปนี้คือ รัฐบาลกลางต้องยอมให้ทำ “ประชามติ” แบบเดียวกับสก็อตแลนด์ ส่วนนายกฯ Rajoy พูดเหมือนเดิม "Catalonia is not going anywhere, nothing is going to break,"
Catalonia lawmakers approve resolution for secession process from Spain http://on.wsj.com/1MRMZUj

CIAสารภาพสังหาร"มาริลีน มอนโร"

Normand Hodges เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่ปัจจุบันมีอายุ 78 ปี ซึ่งระหว่างที่เขากำลังเข้ารักษาอาการป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเซนทารา เจเนรัล เขาก็ได้เปิดเผยความจริงน่าช็อกโลกว่า "เขาเป็นคนลงมือฆ่ามาริลีน มอนโร"
โดยเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระดับสูงให้กับ CIA มาเป็นเวลานานกว่า 41 ปี และหนึ่งในหน้าที่การทำงานของเขาก็คือ "การลอบสังหารบุคคลต่างๆ" ให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งดารานักแสดง นักวิทยาศาสตร์ รวมถึงผู้ที่อาจจะมีภัยต่อสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้เขายังได้รับการฝึกฝนความเชี่ยวชาญมาเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งทางด้านศิลปะการป้องกันตัว มือปืนสไนเปอร์ วัตถุระเบิดและสารพิษ
และตลอดเวลาที่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ CIA เขาลอบสังหารคนมาแล้วกว่า 37 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ "มาริลิน มอนโร" โดยเขาเปิดเผยว่า ทาง CIA มีหลักฐานว่า มาริลินไม่เพียงแต่นอนกับเคเนดี้เท่านั้น แต่เธอยังนอนกับ ฟิเดล กัสโตร นักปฏิวัติและผู้นำคิวบาที่เป็นศัตรูกับอเมริกาอีกด้วย
ด้วยความกลัวว่าข้อมูลของสหรัฐอเมริกาจะรั่วไหลไปถึงพวกคอมมิวนิสต์ จิมมี เฮย์วอร์ธ ผู้บังคับบัญชาการของนอร์แมนจึงสั่งให้เขาสังหารมาริลิน มอนโร โดยทำให้เหมือนกับว่าเธอฆ่าตัวตายด้วยการใช้ยาเกินขนาด
และในวันที่ 5 สิงหาคม 1962 ก็เป็นคืนที่เขาลงมือลอบสังหารมาริลิน มอนโร ด้วยการลักลอบเข้าไปในห้องนอนของเธอซึ่งเป็นเวลาที่เธอกำลังนอนหลับอยู่ จากนั้นก็ฉีดยาให้เธอจนเธอถึงแก่ความตาย
โดยเขาเปิดเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เขาไม่เคยลงมือฆ่าผู้หญิงเลย ดังนั้นเธอจึงเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่เขาลงมือสังหาร ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลการเสียชีวิตของมาริลิน มอนโร โดยเธอเสียชีวิตในปี 1962 จากการใช้ยาเกินขนาด ทั้งเธอยังมีความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีเคเนดี้จริงๆ เสียด้วย...
ข้อมูลและภาพประกอบจาก "wittyfeed"

ร่องรอยในรายทาง"พยัคฆ์"

หนังสือพิมพ์รายวัน/ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์

10 ต.ค. 2558 06:18

พยัคฆ์ตัดพยัคฆ์ “บิ๊กหมู VS บิ๊กโด่ง”

โดย: ASTVผู้จัดการรายวัน

ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -เรียกว่าร้อนฉ่าไปทั้ง “กองทัพบก” และเลยไปถึง “กระทรวงกลาโหม” ตามต่อด้วย “รัฐบาล” และ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)” กันเลยทีเดียว สำหรับ “ปฏิบัติการหมูเขี้ยวตัน” ของ “บิ๊กหมู-พล.อ.ธีรชัย นาควานิช” ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ที่กระทำต่อ “บิ๊กโด่ง-พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร” เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 14 ที่วันนี้พ้นจากเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบกไปเป็น “เจ้านาย” ตามสายการบังคับบัญชาในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
เมื่อ พล.อ.ธีรชัยลงนามคำสั่งแต่งตั้งนายทหารระดับพันเอกพิเศษ รองนายพลและผู้การกรมจำนวน 271 นาย พร้อมกับการเด้ง “ผู้การโจ้-พ.อ.คชาชาต บุญดี (ตท.27) ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์(ผบ.ป.1 รอ.)ลูกน้องมือขวาของบิ๊กโด่ง ซึ่งบิ๊กโด่งมีคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง “รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11(รอง ผบ.มทบ.11) ก่อนเกษียณอายุราชการในเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบกเพียงแค่ 1 วัน เข้ากรุไปเป็น “ฝ่ายประจำเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3”
เรียกว่า ย้ายกันอย่างไม่ไว้หน้า พล.อ.อุดมเดช ไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ทั้งในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 14 เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาคือผู้บัญชาการทหารบก และเจ้านายในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกันเลยทีเดียว
ยัง....ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น 
เพราะก่อนหน้าที่ พล.อ.ธีรชัยจะมีคำสั่งย้ายนายทหาร 271 นายซึ่งรวมถึง ผู้การโจ้-พ.อ.คชาชาตเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในวันเดียวกันนั้นคือวันที่ 5 ตุลาคม 2558 ได้ พล.อ.ธีรชัยมีคำสั่งให้รื้อกำแพงหรือฉากหลังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หน้า บก.ทบ. รวมทั้งมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่จากกรมการทหารช่าง นำแผ่นโลหะมาปิดทับบ่อน้ำพุบริเวณ ลานด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก และอนุญาตให้รถยนต์ของกำลังพล รวมถึงผู้ที่มาติดต่อราชการกองทัพบก ได้จอดรถบริเวณด้านหน้าอาคารได้อีกด้วย ซึ่งบ่อน้ำพุและลานจอดรถได้ทำการปรับปรุงใหม่ในสมัยที่ พล.อ.อุดมเดช เป็น ผบ.ทบ. 
โดยมีข่าวว่า งานนี้ถึงกับมีการทุบโต๊ะดังปังว่า “วันจันทร์อย่างให้เห็นอีกทั้งกำแพงและน้ำพุ”
ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดชสร้างกำแพงฉากหลังขึ้นมาด้วยเหตุผลในเรื่องของความสวยงามและกั้นไม่ให้เห็นชั้นล่างของหอประชุมกิตติขจรที่มักมีการนำข้าวของมาวางพักเวลาจัดงานต่างๆ หรือบางครั้งมีการนำสินค้าเกษตรของ ทบ.มาจำหน่ายให้กำลังพล จึงทำฉากกั้นเพื่อให้เห็นสิ่งที่ไม่เรียบร้อย
ขณะที่กระแสข่าวรายงานว่า เหตุที่ พล.อ.ธีรชัย สั่งให้รื้อก็เพราะต้องการให้พระบรมราชานุสาวรีย์กลับมาเป็นเหมือนเดิมสมัยที่เป็นโรงเรียนนายร้อย จปร. และเชื่อว่า พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นสิ่งที่ทหารในกองทัพบกเคารพบูชาและถวายราชสักการะอยู่เป็นประจำ ดังนั้นไม่ควรมีอะไรมาบดบังความศักดิ์สิทธิ์ของ “เสด็จพ่อ ร.5” 
จนทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ปฏิบัติการหมูเขี้ยวตันดังกล่าวอาจจะลามไปถึงคำสั่งย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ รองนายพลและผู้การกรมที่จะคลอดออกมาในวันเดียวกันด้วย
และสุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้จริงๆ 
แน่นนอน ไม่ต้องถามว่า ทำได้หรือไม่ได้ แต่ต้องถามว่า ทำไม พล.อ.ธีรชัยถึงได้ตัดสินใจแบบห้าวเป้งไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมเช่นกัน ซึ่งถ้าหากย้อนหลังกลับไปพิจารณาต้นสายปลายเหตุของเรื่อง ก็จะสามารถเห็นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
พล.อ.อุดมเดชลงนามคำสั่ง ทบ.ที่ 579/2558 เรื่องให้นายทหารรับราชการ ลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ก่อนเกษียณอายุราชการในเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบกเพียงวันเดียว โดยโยกย้าย “3 พันเอกพิเศษ” และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558
คนแรกคือ ผู้การโจ้ พ.อ.คชาชาต บุญดี(ตท.27) ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์(ผบ.ป.1 รอ.) ขึ้นรองนายพลเป็นรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11(รองผบ.มทบ.11) 
ไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติของการบริหารราชการที่จะกระทำในลักษณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแต่งตั้งโยกย้าย ยิ่งเป็นทหารด้วยแล้ว ยิ่งไม่ปรากฏให้เห็น เนื่องจากตามธรรมเนียมหรือ “ขนบ” ของ ทบ.นั้น คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายพันเอกพิเศษทั้งระดับรองนายพล หรือผู้การกรมจะต้องให้ ผบ.ทบ.คนใหม่เป็นคนจัดทำและลงนาม
คนที่สองคือ เสธ.ต่อ-พ.อ.นิติ ติณสูลานนท์(เตรียมทหาร 26) รองผบ.กรมนักเรียนนายร้อย จปร.หลานชาย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กลับใต้ไปเป็นผู้บังคับการกรมทหารพัฒนาที่4
และเมื่อต้องย้ายเสธ.ต่อ ก็ต้องทำให้มีการย้ายนายทหารคนที่ 3 เพื่อเปิดทางคือย้าย พ.อ.กิตติศักดิ์ ถาวร ผบ.กรมทหารพัฒนาที่ 4 เพื่อนเตรียมทหาร 26 รุ่นเดียวกันขึ้นมาเป็นฝ่ายเสนาธิการผู้บังคับบัญชา
และถ้าจะว่าไปแล้ว การย้ายเสธ.ต่อไปพร้อมๆ กับผู้การโจ้นั้น ก็เป็นเพียงแค่การทำ “ไม่ให้น่าเกลียด” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว การโยกย้ายเสธ.ต่อกลับใต้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลทั้งปวง เพราะถือเป็นธรรมเนียมปกติที่จะย้ายกลับไปหน่วยปกติเมื่อทำหน้าที่ในโรงเรียนนายร้อย จปร.มาเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งก็เชื่อได้ว่า พล.อ.ธีรชัยจะไม่มีปัญหาอะไรกับเก้าอี้ของ เสธ.ต่อ
แต่ พล.อ.อุดมเดชจะลงนามย้ายผู้การโจ้ลูกน้องมือขวาเพียงคนเดียวก็จะน่าเกลียด จึงจำต้องพ่วง เสธ.ต่อเข้ามาด้วย
คำถามมีอยู่ว่า ทำไม พล.อ.อุดมเดชถึง “ต้องตัดสินใจ” ทำแบบนั้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า จะเกิดข้อครหาตามมามากมาย 
สมมติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด พล.อ.อุดมเดชรู้อยู่แก่ใจว่า ลูกน้องตนเองจะได้รับการโยกย้ายไปอยู่ในที่ในทางที่เหมาะสมตามที่ตนเองอยากให้เป็น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดการในช่วงที่ตนเองยังคงมีอำนาจอยู่ในมือ
เรื่องนี้มีที่มาที่ไป และเกี่ยวพันเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.อุดมเดชกับพล.อ.ธีรชัย ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่า ไม่เป็นที่ลงรอยกันเท่าใดนัก
หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์การโยกย้ายซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับกรณีของ พ.อ.คชาชาต นั่นคือกรณีของ “ผู้การโต-พล.ต.สุชาติ พรหมใหม่” ผบ.ร.11 รอ.(เตรียมทหาร รุ่น 27) ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็น “นายพล” ในการโยกย้ายนายทหารระดับนายพลที่ผ่านมา 
ผู้การโตคือน้องรักของ พล.อ.อุดมเดช และเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยนายโด่งสร้าง “อุทยานราชภักดิ์” อุทยานแห่งความจงรักภักดีที่วันนี้กลายเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ
เป็นที่รับรู้กันว่า ถ้าหากผู้การโตไม่ได้ถูกขยับขยายไปไหน ยังคงนั่งเป็น ผบ.ร.11 รอ. ก็คงไม่แคล้วถูกโยกย้ายพ้นจากเก้าอี้ พล.อ.อุดมเดชจึงโยกให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ชำนาญการ ทบ.เพื่อไปทำหน้าที่นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ ตนเองในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
ขณะที่ ผู้การโจ้-พ.อ.คชาชาตคือเพื่อนรักของ พล.ต.สุชาติที่ถูกดึงเข้ามาช่วยงาน พล.อ.อุดมเดชในยามที่ต้องการมือไม้และคนรู้ใจช่วยทำงาน โดยก้าวขึ้นมาเป็นผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์(ผบ.ป.1 รอ.) จนกลายเป็นคำเรียกขานแบบหยิกแกมหยอกว่าเป็นคู่หูคนดัง “โต-โจ้” ซึ่งเก้าอี้ของผู้การโจ้ถือว่ามีความสำคัญเพราะ ป.1 รอ.รับผิดชอบพื้นที่สำคัญๆ ได้แก่ ทำเนียบรัฐบาล บก.ทบ.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ คนที่มารั้งตำแหน่ง ผบ.ป.1 รอ.ซึ่ง พล.อ.ธีรชัยเซ็นคำสั่งย้ายพร้อมๆ กับเด้ง ผู้การโจ้-พ.อ.คชาชาตก็คือ “เสธ.มิตต์-พ.อ.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ” รอง ผบ.ป.1 รอ. นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเสธ.มิตต์นั้นถือเป็นนายทหารที่มีบทบาทสำคัญและทำงานกับพล.อ.ประยุทธ์มาเป็นเวลานาน จนถูกตั้งฉายาเปรียบเทียบว่า “นายกฯ น้อย”
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของ พล.อ.ธีรชัยกับ พล.อ.อุดมเดชนั้น ก็เป็นที่รับรู้ว่า มีปัญหาอันเนื่องมาจากเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก
ว่ากันว่า พล.อ.อุดมเดชสนับสนุนให้ “บิ๊กติ๊ก-พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” น้องชายคลานตามกันมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่สืบต่อจากตนเอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ธีรชัยเป็น “ตัวเต็ง” มาโดยตลอด เพราะผ่านเก้าอี้สำคัญๆ ที่ผู้บัญชาการทหารบกควรจะเป็นมาแล้ว โดยเฉพาะตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 
ขณะที่ผู้สนับสนุนคนสำคัญและประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ พล.อ.ธีรชัยเป็น ผบ.ทบ.ก็คือ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จนทำให้โผทหารและเก้าอี้ ผบ.ทบ.พลิกไปพลิกมาหลายรอบก่อนที่จะมีการเจรจาต้าอ่วยจากฝีมือของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์จนจบลงที่ชื่อของ พล.อ.ธีรชัยในท้ายที่สุด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตรและพล.อ.ประยุทธ์มีการพูดคุยหรือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเคาะชื่อ พล.อ.ธีรชัยเป็น ผบ.ท.บ.
ดังนั้น พล.อ.ธีรชัยจึงถือเป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร และมิได้มีบุญคุณติดค้างอันใดกับ พล.อ.อุดมเดช ซึ่งแม้จะเป็นเพื่อนเตรียมทหาร 14 เหมือนกัน แต่ก็มิได้มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ด้วยเหตุดังกล่าวจงอย่าแปลกใจที่ พล.อ.ธีรชัยจะกล้าหัก พล.อ.อุดมเดชในการเด้งผู้การโจ้-พ.อ.คชาชาตเช่นนี้
งานนี้ ผู้ที่เต้นเป็นเจ้าเข้าเห็นจะหนีไม่พ้นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่พยายามเป็น “กาวใจ” พา พล.อ.อุดมเดชและ พล.อ.ธีรชัยเดินโชว์ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมออกปากแจงแทนทั้งคู่ว่า “ไม่มีอะไร เพื่อนกัน เขาคุยกันแล้ว”
เหตุที่ พล.อ.ประวิตรต้องออกโรงแจงก็เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งของ พล.อ.อุดมเดชและ พล.อ.ธีรชัยนั้นส่งผลสะเทือนมาถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของกองทัพ และเลยมาถึงภาพลักษณ์ของ คสช.ที่มีกองทัพบกยืนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้ 
แต่ไม่ว่าจะพยายาม “สร้างภาพ” หรือ “เล่นมุก” ใดๆ ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงวันยังค่ำว่า กำลังเกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน เตรียมทหาร 14 จนยากที่จะเยียวยา 
5 ตุลาคม 2558
ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช ยิ้มและบอกว่า “เมื่อกี้คุยกันแล้ว” 
ขณะที่พี่ป้อม พล.อ.ประวิตรลงทุนลดกระจกรถลงพร้อมกับพูดว่า “หมูใจเย็นๆ” พร้อมกับหัวเราะ
แต่ พล.อ.ธีรชัยไม่ขอแจงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้นทั้งโผโยกย้ายและการปรับภูมิทัศน์ใน บก.ทบ โดยตอบสั้นเพียงแต่ว่า “ฝนตก”
6 ตุลาคม 2558
พล.อ.ประวิตรออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ไม่มีอะไร ผบ.ทบ.คนเก่า และผบ.ทบ.คนใหม่คุยกันเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.แล้ว อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดกัน ไปเขียนจนเหมือนทะเลาะกัน แต่เขาไม่ได้ทะเลาะกัน ส่วนที่ พล.อ.ธีรชัยสั่งปรับภูมิทัศน์ที่กองบัญชาการกองทัพบกนั้นเป็นเรื่องของบุคคล ไม่เป็นอะไร เพราะอาจจะมองกันคนละแบบคนละด้าน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะพี่ใหญ่ได้พูดคุยกับทั้งสองคนหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีอะไร ตนไม่ใช่พี่ใหญ่อะไร ตนเป็นผู้บัญชาเขาก็ต้องดูแลเขา ทั้งสองคนก็ไม่ได้คิดอะไรกัน ทั้งคู่ทำงานเพื่อกองทัพ เขาเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เป็นถึง ผบ.ทบ.จะไปให้ข้อคิดอะไรเขา ไม่ได้มีอะไรเลย เมื่อถามว่าเกรงว่าจะเกิดเรื่องกระเพื่อมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีกระเพื่อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ไม่มีอะไร จบไปแล้ว สบายใจได้
พล.อ.อุดมเดช.กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไร รอฟังผู้ใหญ่ก็แล้วกัน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันดุดันว่า “มันคนละเรื่อง ไม่ได้แยกแตกคออะไร มันแยกกันไม่ได้อยู่แล้ว... เดี๋ยวเขาไปคุยกันเอง อย่าไปยุ่งกับเขา เป็นเรื่องคนละความคิด แต่ไม่ได้ทะเลาะกัน เป็นเพื่อนกันจะทะเลาะกันได้อย่างไร ผมอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ทะเลาะกันไม่ได้อยู่แล้ว เว้นแต่สื่อไปเขียนให้ทะเลาะกัน มันจะแตกแยกกันตรงไหน มันจะสนิมในเนื้อบ้าบอคอแตกอย่างที่เขียนกันมาหรือ ตราบใดที่ผมอยู่สั่งได้หมด ทำไมจะมีการปฏิวัติ รัฐประหารหรืออย่างไร”
วันนี้ แม้ภาพความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ธีรชัยกับ พล.อ.อุดมเดชจะสร่างซาลงจากฝีมือของ พล.อ.ประวิตร และคำรับประกันของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งรับประกันได้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวจะมิได้มีผลต่อการรัฐประหารเพราะต่างก็เป็นบูรพาพยัคฆ์ แต่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “รอยแผลเป็น” ที่เกิดขึ้นในใจคงจะไม่จางลงไปง่ายๆ 
และคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังการเกษียณอายุราชการในเก้าอี้ ผบ.ทบ.ของ พล.อ.ธีรชัยในเดือนกันยายน 2559 บรรดานายทหารในไลน์ของ พล.อ.อุดมเดชจะกลับมาผงาดอีกครั้งได้หรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้จะไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.แต่ พล.อ.อุดมเดชยังคงเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอยู่
รวมกระทั่งถึง “อนาคต” ของ พล.อ.อุดมเดชเองที่สามารถกล่าวได้ว่า ยังคงสดใสและยังมีเส้นทางชีวิตอีกยาวไกล เนื่องจากยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็นอย่างดี เพราะหากยังจำกันได้เคยมีข่าวถึงขนาดเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” แทน พล.อ.ประยุทธ์เลยทีเดียว
ล้อมกรอบ
ขุนพลคุมกำลังรบ “ยุคบิ๊กหมู”
พ.อ. ธิติพันธ์ ฐานะจาโร ลูกชาย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผบ.ทบ. เป็นรอง ผบ.พล.ร.11, พ.อ.มนัส จันดี เป็นรอง เสธ.ทภ.1, พ.อ.กัณฑ์ชัย ประจวบอารีย์ นายทหารคนสนิท พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และยังมีผลงานกระชับพื้นที่ในการ ปราบเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ได้เป็นรอง ผบ.พล.1 รอ., พ.อ.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง เป็นรอง ผบ.พล.ร.2 รอ., พ.อ.ศักดิ์วุฒิ วงศ์วานิช และ พ.อ.ชัยยา จุ้ยเจริญ เป็นรอง ผบ.มทบ.18, พ.อ.นิธิศ เปลี่ยนปาน, พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ เป็นรอง ผบ.มทบ.11, พ.อ.ดิฐพงษ์ เจริญวงศ์ เป็นรอง ผบ.มทบ.12, พ.อ.อิทธิพล สุวรรณรัฐ เป็นรอง ผบ.มทบ.13, พ.อ.ชาติชาย น้าวแสง เป็นรอง ผบ.มทบ.19, พ.อ.พิเชษฐ์ อาจฤทธิวงค์ เป็นรอง ผบ.มทบ.21, พ.อ.พิชิต วันทา และ พ.อ.พูลศักดิ์ สมบูรณ์ เป็นรอง ผบ.มทบ.22
พ.อ.อุกฤษฎ์ นุตคำแหง เป็นรอง ผบ.พล.ร.4, พ.อ.บรรณวัฒน์ พรหมจรรย์ เป็นรอง ผบ.พล.ร.7, พ.อ.กฤษดา พงษ์สามารถ เป็นรอง ผบ.พล.ร.5, พ.อ.สิทธิพร มุสิกะสิน เป็นรอง ผบ.พล.ร.15, พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี และ พ.อ.กันตพจน์ เศรษฐารัศมี เป็นรอง ผบ.พล.ม.2 รอ., พ.อ.วรวุฒิ วุฒิศิริ และ พ.อ.นพพร ดุลยา เป็นรอง ผบ.พล.ปตอ., พ.อ.ธราพงษ์ มะละคำ เป็น ผบ.ร.12 รอ., พ.อ.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน เป็น ผบ.ร.14, พ.อ.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ เป็น ผบ.ม.3, พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ อดีตโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็น ผบ.ป.5, พ.อ.ชาตรี กิตติขจร เป็นเสธ.พล.รพศ.1, พ.อ.สมบัติ ธัญญะวัน เป็น เสธ.พล.ม.2 รอ., พ.อ.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ เป็น ผบ.ร.16, พ.อ.วรเทพ บุญญะ เป็นรอง ผบ.ร.17, พ.อ.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ หรือ "ผู้การอรัญ" หนึ่งในนายทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่บริเวณหน้า รร.สตรีวิทยาและบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดในเหตุการณ์ครั้งนั้น ขึ้นเป็น ผบ.ม.1 รอ.
พ.อ.เกรียงศักดิ์ เสนาะพิน เป็น ผบ.ปตอ.2, พ.อ.ธานี วาศภูติ เป็น เสธ.พล.ปตอ., พ.อ.บรรยง ทองน่วม เป็น ผบ.ร.9, พ.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ เป็น ผบ.ร.2 รอ., พ.อ.สราวุธ ไชยสิทธิ์ เป็น ผบ.ร.29, พ.อ.ทรงพล สาดเสาเงิน เป็น ผบ.ร.31 รอ., พ.อ.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ นายทหารคนสนิท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็น ผบ.ป.1 รอ.แทน