PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กป้อม ส่ง" บิ๊กแป๊ะ "บินด่วนปัตตานี ร่วม แม่ทัพ4 เคลียร์ คาร์บอม ปัตตานี

บิ๊กป้อม ส่ง" บิ๊กแป๊ะ "บินด่วนปัตตานี ร่วม แม่ทัพ4 เคลียร์ คาร์บอม ปัตตานี ชี้ ต้องให้ สงบซะก่อน แล้วค่อยมากำหนดTOR กันได้ แนะBRN แสดงให้เห็นซะก่อนว่า เขาคุมพื้นที่ได้เสียก่อน
พลเอกประวิตร รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หน้าเครียด เหตุคาร์บอมบ์ โรงแรมSouthern View ปัตตานึ ตาย1เจ็บ29 เผยส่ง"พล.ต.อ.จักรทิพย์ผบ.ตร"ลงพื้นที่เอง สั่งบินด่วนลงไป เช้านี้ ไปแกะรอย เริ่องคาร์บอมบ์. ชี้ ระเบิดลูกแรก เพื่อดึงความสนใจ แล้วจุดชนวน คาร์บอมบ์ ทำให้ เสียชีวิต และบาดเจ็บ
สั่ง พลโทวิวรรธน์ แม่ทัพ4ดูแลให้ได้ โทรสั่งการ แนะนำไปหลายอย่าง เรื่องคาร์บอมบ์
ตั้งคำถาม การพูดคุยสันติสุข ควรให้สงบก่อนหรือไม่ แล้วค่อยเจรจา. ไม่งั้นก็ระเบิดไป ยังงี้
"ต้องให้ สงบซะก่อน แล้วค่อยมากำหนดTOR กันได้ แนะBRN แสดงให้เห็นซะก่อนว่า เขาคุมพื้นที่ได้เสียก่อน"
เชื่อคาร์บอมบ์ปัตตานี ไม่เกี่ยวกับ ระเบิด 7 จ.ใต้ ขอเวลา จนท.ทำงาน ให้"ศรีวราห์"คุม เผยคืบหน้าเยอะ ข้อมูลจากวงจรปิด
บ่นสื่อ ถามทุกวันเรื่องระเบิด ถามเช้า กลางวัน เย็น วันๆไม่มีหน้าที่อะไร นอกจากถาม ถามมันง่ายนี่ ลองมาสลับกับผมบ้างมั้ย ผมไปถาม คุณมาตอบบ้าง

"รัฐบาลส่วนหน้า" ที่ชายแดนใต้

บิ๊กป้อม เผย เตรียมตั้ง "รัฐบาลส่วนหน้า" ที่ชายแดนใต้ ส่งรมต. ลงไปดูแล โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวก เร่งรัดการแก้ปัญหา แต่ ยังไม่กำหนดว่า จะส่งใครลงไป แต่ผมจะลงไปบ่อยขึ้น ตอยนี้ อยู่ระหว่างการทำแผนโครงสร้าง อยู่
เผย คุย พลเอกอักษรา เกิดผล หน.คณะพูดคุย สันติสุข แล้ว ให้ไป เจรจา BRN และMarapatani ก่อน ตัดสินใจว่า จะเลื่อนการพูดคุย การลงนาม ใน TOR ออกไปหรือไม่ เพราะเหตุยังเกิดอยู่
บิ๊กป้อม ยัน ไม่เปลี่ยน แผน ปรับกำลังทหาร ถอน ทหารกองทัพภาค 1-2-3 กลับ ตามเดิม. เชื่อ พล.ร.15 และ พล.ร.5 พร้อมดูแล เองได้ทั้งหมด
เผย ปลาย สค.นี้ จะไปมาเลเซีย พบรองนายกฯ มาเลเซีย คุยความร่วมมือ ความมั่นคง และเศรษฐกิจ. ยังไม่รู้มีประชุม ครม.ร่วมไทย-มาเลเซีย 9 กย. นี้

นายกฯบิ๊กตู่ อ้อน "ป๋าเปรม," ขอนำครม.-คสช. เข้าอวยพรวันเกิด. ป๋าให้แค่คณะเดียว พฤหัสฯนี้



เปลี่ยนใจ
นายกฯบิ๊กตู่ อ้อน "ป๋าเปรม," ขอนำครม.-คสช. เข้าอวยพรวันเกิด. ป๋าให้แค่คณะเดียว พฤหัสฯนี้ ส่วนวันเกิดจริง ไปทำบุญ ไม่รับใคร
พลโทพิศณุ. พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท ป๋าเปรม เผย พลเอกเปรม จะเปิดบ้านให้ เฉพะคณะนายกรัฐมนตรี ครม.และผบ.เหล่าทัพ เข้าอวยพรวันเกิดล่วงหน้า แค่คณะเดียว ในวันพรุ่งนี้ 25 สค. ทั้งนี้เพราะนายกฯขอมาที่จะมาอวยพร. เพราะเดิมป๋าจะไม่เปิดบ้าน
เพราะวันที่ 26 สค. วันเกิด 8รอบของพลเอกเปรม นั้น ป๋าจะไปทำบุญส่วนตัว ที่วัดราชบพิธ และอยู่ส่วนตัว มีทานข้าวกับลูกป๋า และคนใกล้ชิดเท่านั้น
พลโทพิศณุ กล่าวว่า. อย่าเอาเรื่อง ป๋าเปรม เปิดบ้านหรือปิดบ้าน ไปเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง หรือโยกย้ายทหาร

ตรงๆ จาก"ไพบูลย์ นิติตะวัน"เสนอ"ประยุทธ์"เป็นนายกฯ

ไพบูลย์ นิติตะวัน
"ไพบูลย์" เสนอแนวทาง
ตรงไปตรงมา ให้ พล.อ ประยุทธ์เป็นนายกฯ อย่างสง่างามไม่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน อย่างที่บรรดา สปท.และสนช. พยายามอยู่.
ในสภาวะที่ สปท.และ สนช.บางส่วนกำลังแสดงพฤติกรรมได้คืบจะเอาศอก เนื่องมาจากกรณีการเรียกร้องให้ กรธ.ชุด อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นแบบสุดซอย โดยให้ ส.ว. จากการสรรหาสามารถเสนอชื่อนายกฯ ได้เช่นเดียวกับ ส.ส. โดยอ้างว่าประชาชนให้ความเห็นชอบคำถามพ่วงผ่านการทำประชามตินั้น
หากไปถาม ไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้ง พรรคประชาชนปฏิรูป และถือเป็นคนกลุ่มเดียวกับคนในแม่น้ำ 5 สาย กลับมีทีท่าไม่เห็นด้วย เพราะเป็นแนวทางที่เกินขอบเขต (over action)
ไพบูลย์ บอกว่าหากต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อย่างสง่างาม ต้องไม่ใช้วิธีเช่นนั้น เพราะแนวทางปัจจุบันตามร่าง รธน.และคำถามพ่วง หากใช้แนวทางตัวเองก็สามารถทำให้ บิ๊กตู่ เป็นนายกฯ ได้
เนื่องจากเขาประเมินว่า หากมีการเลือกตั้งขึ้นมามั่นใจได้ว่าไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอชื่อนายกฯ ตามบัญชีรอบแรกได้ เพราะไม่มีเสียงสนับสนุนเกิน 376 คน จากสมาชิกรัฐสภาจำนวน 750 คน
เมื่อรอบแรกไม่สำเร็จเชื่อว่า ส.ส.จะยอมให้ใช้เสียงจำนวน 251 คนไปยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ ส.ส.และ ส.ว.ใช้เสียงจำนวน 2 ใน 3 ยกเว้นข้อบังคับในการเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง เพราะไม่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดสุญญากาศและ คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป
จากนั้นเมื่อยกเว้นบุคคลจากบัญชีพรรคการเมืองได้แล้ว พรรคประชาชนปฏิรูปที่มีเสียง ส.ส.อยู่ในสภาฯ ก็จะไปผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ คนนอกภายหลังเลือกตั้งได้แบบ 100%
นี่คือแนวทางอันตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างที่บรรดา สปท.และ สนช.พยายามอยู่.

กลาโหมเล็งตั้ง “รัฐบาลส่วนหน้า” ที่ชายแดนใต้

กลาโหมเล็งตั้ง “รัฐบาลส่วนหน้า” ที่ชายแดนใต้ ขณะที่เครือข่ายชาวพุทธประณามเหตุคาร์บอมบ์ที่ปัตตานี
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยว่ารัฐบาลเตรียมตั้งรัฐบาลส่วนหน้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดการรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ หลังเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่จังหวัดปัตตานีเมื่อคืนนี้ (23 ส.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้บาดเจ็บ 30 ราย โดยขณะนี้ตนกำลังหารือกับนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องการปรับโครงสร้างการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่
สำนักข่าวแห่งชาติรายงานอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งระบุเพิ่มเติมว่าอาจต้องลงพื้นที่เพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ทั้งยังได้มอบหมายให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจสอบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร หากเหตุการณ์ยังไม่สงบคงไม่สามารถกำหนดข้อตกลงได้
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ซึ่งเดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ให้สัมภาษณ์กลุ่มผู้สื่อข่าวว่าได้มีการตรวจสอบกับผู้ว่าราชการจังหวัด ยืนยันว่ากล้องวงจรปิดในพื้นที่ใช้งานได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวบรวมหลักฐานและดำเนินการสอบสวนต่อไป ส่วนกรณีรถที่นำมาใช้ก่อเหตุเป็นรถของหน่วยงานพยาบาล เชื่อว่าเป็นความต้องการของผู้ก่อเหตุที่จะอำพรางให้ประชาชนเชื่อว่ารถดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ซึ่งโดยหลักการเป็นเรื่องไม่ควรทำ และจะเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่ แต่ยังไม่มีเบาะแสเชื่อมโยงว่าเหตุระเบิดที่จังหวัดปัตตานีจะเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในพื้นที่ 7 จังหวัดใต้ก่อนหน้านี้
วันเดียวกัน เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุระเบิดที่จังหวัดปัตตานีว่าเป็นความรุนแรง โหดร้าย ละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน และทำลายความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางเครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุออกมายอมรับหรือปฏิเสธการกระทำครั้งนี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ต้องยุติการกระทำใดๆ ต่อเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ซึ่งไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และขอให้ดำเนินการพูดคุยสันติสุขต่อไป โดยที่ฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้เห็นต่างจะต้องปกป้องพลเรือนให้ห่างจากความขัดแย้งด้วย
ขณะที่แถลงการณ์ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่าเหตุระเบิดเป็นการส่งเสริมให้วงจรของความรุนแรงยังคงอยู่ และส่งผลลบต่อบรรยากาศการเจรจาสันติภาพที่กำลังจะเกิดขึ้น มูลนิธิฯ เรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธ ไม่ว่าฝ่ายใด หลีกเลี่ยงการใช้อาวุธประหัตประหารและก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ เพราะอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รัฐต้องนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลือต่อผู้เสียหายทั้งทรัพย์สินและผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดในระยะยาว พร้อมย้ำว่าความอดทนอดกลั้นของทุกฝ่ายจะช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยแนวทางสันติวิธี

บิ๊กตู่” ขอร้องคณาจารย์-นักศึกษาว่าอย่าคิดแต่ประชาธิปไตยและประชามติ

บิ๊กตู่” ขอร้องคณาจารย์-นักศึกษาว่าอย่าคิดแต่ประชาธิปไตยและประชามติ ไล่ไปถามไอ้ลูกหมา ใครเอาปืนมายิงคน “ย้ำ” ไม่ปล่อยตัวนักศึกษาเพราะกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ว่าเมื่อเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงโรงแรมราชภัฏกรีนวิว มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพื่อเป็นประธานการประชุมและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลกับหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
โดยก่อนการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายและพูดคุยกับคณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดที่มารอต้อนรับ โดยกล่าวกับกลุ่มคณาจารย์ว่า “ที่ผ่านมาบ้านเมืองวิกฤต เพราะฉะนั้นไม่ใช่อะไรๆ ก็จะต้องประชาธิปไตยหรือประชามติอย่างเดียว และถ้ามันไม่เลวร้ายผมคงไม่เข้ามา อย่าคิดแต่เรื่องประชามติ ประชาธิปไตยอย่างเดียว มันกินได้หรือไม่ ประชาธิปไตยคือความเห็นต่างโดยไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน ถามว่าใครยิงคน ทหารยิงหรือ ไปถามไอ้ลูกหมาโน่น ต้องขอโทษนะที่พูดไม่เพราะ”
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายและพูดกับนักศึกษาว่า “วันนี้ให้ช่วยกันอย่าไปคิดเรื่องเดิมๆ โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้ง บ้านเมืองต้องแก้ไขโดยพวกเรา เข้าใจกันนะ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรซักอย่าง กฎหมายมันละเว้นไม่ได้ขอให้ไปบอกเพื่อนๆ ด้วย จะให้ปล่อยตัวมันจะปล่อยได้อย่างไร เพราะกฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย ทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการ”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่ง ก่อนการประชุมว่า วันนี้ที่มาจังหวัดร้อยเอ็ด อยากเรียนว่า ความจริงตนพร้อมที่จะไปในทุกจังหวัดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด จะชอบหรือไม่ชอบ ก็จะไป เพราะมีความตั้งใจและมีความปรารถนาดีกับทุกคน วันนี้เราพยายามที่จะร่วมมือกันทำอย่างไร ที่จะให้ร้อยเอ็ดมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ รวมทั้ง การสร้างความเข้าใจกับพวกเราทุกคนและประชาชนในทุกมิติว่า วันนี้เรากำลังเดินหน้าประเทศกันอย่างไรและร้อยเอ็ดจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร ผมไม่ต้องให้ประชาชนเข้าใจอะไรที่ผิดหรือถูกบิดเบือน เราต้องสร้างคนของเราให้รู้จักคิด เข้าใจเหตุผลและเข้าใจถึงหลักการของเรา ในการที่จะพัฒนาประเทศและการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจกับทุกคนว่าประเทศไทยนั้นเป็นหนึ่งเดียว มี 77 จังหวัด เพราะฉะนั้นจะต้องนึกถึงคนอื่นด้วย แล้วรัฐบาลเองก็ไม่สามารถที่จะหางบประมาณเพิ่มเติมได้เลยในช่วงที่ผ่านมา เพราะช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่อยากจะใช้คำว่ามันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแม้จะมีความเจริญอย่างไร แต่ก็เป็นความเจริญท่ามกลางภยันตรายระยะยาว ซึ่งเกิดจากความล้มเหลวทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่ต้องเข้ามาวันนี้ใช้เวลามา 2 ปี เพื่อแก้ปัญหา เพื่อที่จะเดินหน้าประเทศและสร้างความเข้าใจในทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภูมิภาคและท้องถิ่น ทุกคนก็ต้องร่วมมือกันและเข้าใจตรงกัน ไม่เช่นนั้นเราก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้
counter

ณรงค์ชัย อัครเศรณี โพสเฟนบุ๊ค กรณีการเสนอชื่อนายกฯคนนอก

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี โพสเฟนบุ๊ค ว่า 
- สวัสดีวันอังคารที่ 23 ส.ค. 2559 ครับ
- อย่างที่ผมได้อธิบายแล้วว่า ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ขบวนการที่นำไปสู่การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คือการแต่งตั้งนั้นต้องโดยพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอยู่แล้ว แต่ขบวนการที่จะให้ได้ชื่อมา เพื่อจะนำชื่อกราบบังคมทูล และรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นประเด็นที่มีการดำเนินการต่างกันใน รธน. แต่ละฉบับ
- ที่ รธน. 2559 พยายามกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร แล้วหลังจากการลงประชามติ 7 ส.ค. ยังมีข้อเห็นต่างอีก เรื่องนี้มีประวัติที่มา สนใจติดตามอ่านได้ครับ
- ร่างรธน. 2559 ที่ประชาชนมีมติรับไปเมื่อ 7 ส.ค. นั้น ขบวนการให้ ส.ส. เสนอชื่อ นรม. คือ จากชื่อที่ประกาศไปล่วงหน้า แล้วลงคะแนน เห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ กันในสภาผู้แทนราษฎร โดยมี ส.ส. เป็นประธานรัฐสภา แต่มีบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เขียนไว้ว่า ถ้าทำไม่สำเร็จ จะด้วยเหตุใดก็ตาม แล้ว ส.ส.เกินครึ่งเห็นควรจะให้มีประชุมทั้งสภา เพื่อตัดสิน คือให้ ส.ว. มีส่วนด้วย แล้วจำนวนสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 ลงคะแนนให้เสนอชื่อบุคคล ซึ่งอาจไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อของ ส.ส. ก็ทำได้ จากนั้นสภาผู้แทนก็ดำเนินการต่อไป
- ขบวนการนี้ ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง มากกว่าการจัดตั้ง เพราะ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ส.ว. มาจากการจัดตั้ง
- ทีนี้ เมื่อมีคำถามพ่วง ที่บอกว่าในห้าปีข้างหน้า นับจากวันที่มีรัฐสภาชุดแรก (คือ ส.ส. + ส.ว.) “ให้ที่ประชุมรัฐสภา เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งก็คือให้ ส.ส. กับ ส.ว. ลงคะแนน คือ เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ด้วยกัน แต่ไม่ได้รวมเรื่องขบวนการเสนอชื่อ ผมเองเข้าใจอย่างนี้ ตีความอย่างนี้ ก็ได้มีการออกเสียงกันไป และฝ่ายเห็นด้วยก็มากกว่า
- จากการรับคำถามพ่วง ก็น่าจะแปลว่า ส.ส. และ ส.ว. ออกเสียงลงคะแนนในการเลือก นรม. พร้อมกัน จากชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อไว้ตามมาตรา 88 ถ้าไม่มีข้อยุติ ก็ไปมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาล ที่ให้อำนาจ ส.ส. + ส.ว. จำนวน 2 ใน 3 อาจเสนอชื่อบุคคลที่ไม่อยู่ในรายชื่อของพรรคการเมืองก็ได้ คือมีการเสนอชื่อกันในที่ประชุมรัฐสภา ไม่ได้บอกว่าใครเสนอได้ ไม่ได้ เมื่อได้ชื่อแล้ว ก็เข้าขบวนการลงคะแนน เห็นชอบ / ไม่เห็นชอบ แปลว่าถ้ามีการเสนอชื่อคนนอก ก็ต้องมาทำในรอบนี้ คือรอบสอง
- ถ้าจะเปรียบเทียบเหตุการณ์ในอดีต ที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้ว มี รธน. 2521 ที่ให้น้ำหนักการจัดตั้งมากกว่าเลือกตั้ง คือตอนนั้น ส.ว. เป็นประธานรัฐสภา จึงเป็นผู้นำเสนอชื่อ นรม. ขึ้นทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ไม่ได้เขียนเรื่องขบวนการที่ให้ได้มาซึ่งชื่อ คือในทางปฏิบัติ ประธานรัฐสภาก็คงหารือที่ประชุม แล้วตอนนั้น ส.ว. ถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย หลังจากการเลือกตั้งตาม รธน. 2521 ท่านประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นประธานวุฒิสภา คือ พลอากาศเอก หะริน หงสกุล ท่านก็กราบบังคมทูลเสนอชื่อ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
- เรื่องการเสนอชื่อใครเป็น นรม. ด้วยขบวนการอย่างไร สำคัญมาก เพราะเคยเกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2535 หลังจากพฤษภาทมิฬ ที่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรักษาการประธานรัฐสภา จะต้องนำชื่อบุคคลขึ้นกราบบังคมทูล ให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็น นรม. แล้วเกิดการผิดคาดขึ้น คือ ดร.อาทิตย์ เป็นรองหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม มี นายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค พรรคสามัคคีธรรมมีคะแนนเสียงมาก เสนอชื่อ นรม.ได้ จะเสนอชื่อนายณรงค์ วงศ์วรรณ ก็คงจะมีปัญหา จึงมาเสนอชื่อ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมกับพรรคสามัคคีธรรม โดย พล.อ.อ.สมบุญ ก็จัดเตรียมการรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว แต่เหตุการณ์กลับพลิกอย่างไม่มีใครคาดถึง คือ ดร.อาทิตย์ กราบบังคมทูลเสนอชื่อคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็น นรม. ซึ่งพอประกาศชื่อตอนกลางคืน มีคนเฮกันจำนวนมาก ผมเองจำเหตุการณ์คืนนั้น คือวันที่ 10 มิ.ย. 2535 ได้อย่างดี ดร.อาทิตย์ได้รับการยกย่องจากสื่อว่า เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย ทั้งๆที่กราบบังคมทูลบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.
- เรื่องการเสนอชื่อ และเห็นชอบ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งบริหารทางการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ คือ ส.ส.จะไม่ชอบให้คนนอกมามีตำแหน่งบริหาร ส.ส. เรียกคนนอก ว่าข้าวนอกนา ผมเองมีประสพการณ์ข้าวนอกนาหลายครั้ง ที่สำคัญคือ ครั้งรัฐบาลชวน 1 (2535 - 2538) พรรคความหวังใหม่เข้าร่วมรัฐบาล เชิญผมเป็น รมช.อุตสาหกรรม ถึงขั้นตัดชุดขาว เตรียมเข้าเฝ้าฯแล้ว เกิดการประท้วงโดย ส.ส. กลุ่มหนึ่งที่โรงแรมราชศุภมิตร ที่หลานหลวง (รร.ปริ๊นเซส ปัจจุบัน) พล.อ.ชวลิต ให้คนต่อสายพูดกับผม โดยบอกว่า “อาจารย์ เขาไม่ยอม” ผมก็เรียนตอบท่านว่า ผมขอถอนตัว
- อีกครั้ง ปี 2539 พรรคความหวังใหม่ โดย พล.อ.ชวลิต จัดตั้งรัฐบาล ท่านเชิญ ดร.อำนวยและคณะ เข้าเป็น ครม.เศรษฐกิจ 4 คน แต่ ส.ส. ยอมให้สามคน ผมจึงได้ไปว่าการกระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะเป็น คุณวิโรจน์ ภู่ตระกูล ที่ขอถอนตัวไป จากกรณีที่ ส.ส. ยอมให้คนนอก 3 คน ซึ่งมีนอกจากผม คือ ดร.อำนวย วีรวรรณ และ คุณสมภพ อมาตยกุล
- จากปัญหาเรื่องเสนอชื่อและเห็นชอบตำแหน่งบริหารนี้ จึงทำให้ รธน. 2540 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ส.ส. เป็นผู้เสนอชื่อ นรม. และ นรม. เป็น ส.ส. ไม่ใช่คนนอก การเห็นชอบก็ดำเนินการกันในสภาผู้แทนราษฎร
- ร่าง รธน. 2559 เขียนเผื่อทางเลือก / ทางออก เอาไว้ด้วย โดยให้น้ำหนัก ส.ส. มากกว่า ส.ว. ในการเสนอชื่อและเห็นชอบ แต่เมื่อผลของการลงประชามติ รับคำถามพ่วง ว่าในห้าปีหลังจากมีการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ให้ ส.ว.ร่วมการเห็นชอบตั้งแต่ต้น ตามรายชื่อที่ประกาศ แต่มติต้องมีเกิน 375 เสียง (ส.ส. + ส.ว. 750 คน) แทนที่จะเป็น 250 เสียง แล้วถ้ายังไม่สำเร็จ เปิดช่องให้มีการเสนอชื่อคนนอกกันได้ ทั้งโดย ส.ส. และ ส.ว. แต่ตรงนี้ต้องมีเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา คือไม่ต่ำกว่า 500 เสียง ซึ่งจะให้ได้ 500 เสียง นรม.คนนอกก็ต้องมีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. สนับสนุนอย่างเต็มที่
- สรุปคือ จากร่าง รธน. 2559 + คำถามพ่วงที่ผ่านประชามติแล้ว เราจะมีการเมืองที่ ส.ส. และ ส.ว. จะต้องพึ่งกันและกัน
- สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กป้อม -บิ๊กตู่ แจง แผน ลงนามTOR กับMarapatani 2 กย.นี้



บิ๊กป้อมเผย ทางคณะพูดคุยสันติสุข ยืนยันว่า ได้คุยกับBRNแล้ว ยืนยันว่า ไม่ได้ก่อเหตุ วางระเบิด7จ.ใต้ ยังไม่ฟันธงกลุ่มใด แต่เป็นคนหนุ่ม ชี้การหารือ 2 กย. นี้ ก็เป็นไปตามขั้นตอน เพราะคุยมาตลอด ไม่ใช่ทางการ ชี้ พลเอกประยุทธ์ ใช้ ม.44 เพื้อแก้ปัญหา ความเข้าใจผิด เพราะกลัวมองว่า เราไม่ดูแล ศาสนาอื่น มันเป็นความไม่เข้าใจ บิดเบือนร่างรธน และเป็นเพราะผลของประชามติ ที่ปชช.3 จ.ใต้ ไม่เข้าใจ. รอดูก่อนว่า จะต้องออกเป็น กม.ถาวรหรือไม
นายกฯ ยอมรับนัดคุยสันติสุข "มาราปาตานี" ต้นเดือนก.ย. นี้ ลั่นถ้าจริงใจต้องลดความรุนแรงก่อน วอนอย่าเอาความรุนแรงมาเร่งรัดการพูดคุย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. แถลงภายหลังประชุมครม.ถึงการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือกลุ่มมาราปาตานี โดยมีมาเลเซียเป็นตัวกลางว่า เป็นการพูดคุยโดยมีคณะพูดคุย Part A และPart B อยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการพูดคุยกับรัฐบาลไทย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากลุ่มที่จะพูดคุยกันชื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่เราใช้กฎหมายไทยของเราเป็นหลัก เพราะมีเจตนารมณ์ต้องการสร้างความสงบสันติให้เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับ 4 อำเภอในจ.สงขลาให้ได้
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือ อย่าไปเร่งนักเพราะจะกลายเป็นประเด็น ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งกดดันเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เราต้องการให้ภาพการลดความรุนแรงเกิดขึ้นได้เสียก่อน มันถึงจะคุยกันต่อไปได้ แต่ระหว่างที่พูดคุยยังมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น มันก็คุยกันต่อไม่ได้ ทั้งนี้ การแก้ปัญหามันต้องไปพร้อมกันทุกมิติ ทั้งการพัฒนา การบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการพูดคุยสันติสุข ซึ่งอยู่ในยุทธศาสตร์อยู่แล้ว แม้จะไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ง่ายก็ตาม
"ตราบใดที่มีความเห็นต่าง เราก็มองว่าทำผิดกฎหมายไทยไม่ได้ แล้วเราจะไปพูดคุยกับใครในประเทศก็ยังไม่ได้เลย จึงต้องไปคุยกันที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราเป็นรัฐบาลจะไปพูดคุยกับคนทำผิดไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า การพูดคุยกับกลุ่มมาราปาตานีมีการลงนามข้อตกลงหรือ TOR เพื่อให้ความเห็นชอบในกรอบการพูดคุยแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใครเป็นหัวหน้ารัฐบาลตอนนี้ ตนยังไม่เห็นชอบอะไรสักอย่าง เพราะยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา ส่วนขั้นตอนการพูดคุยให้ไปดำเนินการต่อกับพาร์ท A คือส่วนที่เป็นทางการ และพาร์ท B คือพวกที่เห็นต่างจากพาร์ท A ซึ่งมีกลุ่มมาราปาตานีรวมอยู่ด้วย ตนไม่ได้ต้องการให้มีหลายกลุ่มขึ้นมา ก็ขอให้ไปรวมกัน แล้วค่อยมาพูดคุย เพราะรัฐบาลก็มีรัฐบาลเดียว ก็ต้องพูดภาษาเดียวกัน
"ยืนยันว่ารัฐบาลต้องการทำให้เหตุการณ์ยุติลงให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะประชาชนเดือดร้อน การพัฒนาประเทศก็เดินหน้าไปไม่ได้เท่าที่ควร
วันนี้เปิดประชาคมอาเซียนไปแล้ว ศักยภาพในภาคใต้เยอะแยะไปหมด ก็ขอฝากประชาชนภาคใต้ อย่าไปสนับสนุนหรือให้ความร่วมมือ หรือไปหวาดกลัวผู้ใช้ความรุนแรงที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่ทำความเดือดร้อนให้ก็แจ้งมา ผมจะสอบสวนลงโทษให้" นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าศักยภาพของกลุ่มมาราปาตานีก็ยังถือว่ามีบทบาทใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่มี ผมไม่ถือว่าใครมีศักยภาพ เป็นเรื่องที่เราไปให้ศักยภาพเขาเอง คือไปเขียนโฆษณาให้เขา เขาถึงมีศักยภาพ ถ้าไม่เขียนก็ไม่มี เพราะชื่อนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ก็แล้วแต่เขาให้เกียรติเขา ก็คิดต่างได้ คิดที่ต่างประเทศ ไม่ได้คิดในประเทศไทย ถ้าคิดในประเทศไทยเมื่อไหร่ โดนจับเมื่อนั้น"
เมื่อถามว่า กำหนดการพูดคุยกับกลุ่มมาลาปาตานีเป็นวันที่ 2 ก.ย.นี้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีการกำหนดคร่าวๆ ซึ่งตนให้ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาอยู่ ตนไม่อยากให้ความสำคัญตรงนี้มาก มันอยู่ที่ว่าต่างฝ่ายต่างมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาหรือไม่ ถ้าจริงใจ ก็ต้องหยุดความรุนแรงให้ได้ก่อน ไม่ใช่เอาประเด็นความรุนแรง มาเร่งรัดการพูดคุย แล้วถ้าพวกเราเล่นกันแบบนี้ เราต้องไปยอมรับข้อเสนอของเขาที่บางทีก็มีปัญหากับเราใช่หรือไม่ โดยประเด็นสำคัญจะทำอย่างไรให้คนไทยพุทธและไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รัฐบาลจะได้เดินหน้าพัฒนาตามที่มี 8-9 ยุทธศาสตร์รองรับ
"เรื่องนี้เป็นการพูดคุยสันติสุขไม่ใช่การเจรจา เพราะการเจรจามันมีการสู้รบ แต่ตรงนี้เป็นการทำผิดกฎหมายคดีอาญาฆ่าคนตาย แล้วมีคนมารับสมอ้าง อ้างนี่ อ้างโน้น จะชื่ออะไรก็ไม่รู้ ก็ไปหากันมาให้ออก ไม่เช่นนั้นมันก็แตกลูกแตกหลานไปหลายคณะ แล้วทีนี้จะพูดกับใคร รัฐบาลจะมีรัฐบาลเดียวจะไปพูดคุยกับหลายคณะไม่ได้" นายกฯ กล่าว

เตือนภัย !! ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์

เตือนภัย !! ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์
ตามที่วันนี้ มีข่าวธนาคารออมสิน ถูกชาวต่างชาติติดตั้งโปรแกรม Malware จนสามารถนำเงินออกไปได้ 12.2 ล้านบาทจากตู้ ATM 21 ตู้ ของธนาคารออมสิน โดยคนร้ายไล่ถอนเงินในตู้ ATM ของธนาคารออมสินมาตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต จนถึงกรุงเทพมหานคร
ทางชมรมฯ ขออธิบายให้พี่น้องประชาชนทราบว่า เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อผู้ฝากเงินใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มีผลกระทบกับธนาคารโดยตรง ตู้ ATM ที่คนร้ายสามารถติดตั้งโปรแกรม Malware (โปรแกรมถอนเงิน) เป็นตู้ ATM ยี่ห้อ NCR เท่านั้น ในประเทศไทย มีตู้ ATM ยี่ห้อนี้ 11,000 ตู้ เป็นของธนาคารออมสิน 4,000 ตู้ ส่วนที่เหลือ เท่าที่ทราบ จะเป็นของธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์
วิธีการของคนร้าย คือ จะติดตั้งโปรแกรม Malware (โปรแกรมถอนเงิน) นี้ จากนั้นจะทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์มาเสียบในช่องเสียบบัตร จากนั้นก็ใช้โปรแกรมที่ได้ติดตั้งไว้ Cancel ให้บัตรที่เสียบไว้ออกมา เงินก็จะไหลออกมาทั้งหมด เรียกง่าย ๆ ว่า เมื่อติดตั้งโปรแกรมนี้เสร็จสิ้นแล้ว ตู้ ATM นั้น ๆ จะตกเป็นของคนร้ายแต่เพียงผู้เดียวทันที
ในประเทศไทย ชาวต่างชาติที่มากระทำผิดเกี่ยวกับตู้ ATM จะเลือกเฉพาะตู้ ATM ยี่ห้อ NCR หากวันนี้ ยังไม่สามารถแก้ระบบได้ ก็จะต้องเลิกใช้ตู้ ATM ยี่ห้อนี้ ส่วนยี่ห้ออื่นนั้น คนร้ายยังไม่สามารถทำได้
ทางชมรมฯ จึงขอเตือนภัยไปยังผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ โปรดระมัดระวังตู้ ATM ของท่าน เพราะเมื่อคนร้ายติดตั้งโปรแกรมนี้แล้ว เงินจะไหลออกหมดตู้ทันที คนร้ายชาวต่างชาติ มีจำนวนหลายคน ทำกันเป็นขบวนการในการโจรกรรมเงินในตู้ ATM
Cr.ภาพจาก มติชนออนไลน์

ปฏิบัติการ “2 ยุทธ์” เมื่อ “บิ๊กตู่” จัดทัพเอง “บิ๊กเจี๊ยบ” ศิษย์ “บิ๊กแอ้ด” แซงโค้ง

ปฏิบัติการ “2 ยุทธ์” เมื่อ “บิ๊กตู่” จัดทัพเอง “บิ๊กเจี๊ยบ” ศิษย์ “บิ๊กแอ้ด” แซงโค้ง สี่เสาฯ จับตาอนาคต “บิ๊กป้อม” และบูรพาพยัคฆ์

เรื่องไม่คาดฝัน เกิดขึ้นได้เสมอ ในยุครัฐบาลทหาร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเรียกว่า ไม่ปกติ
โดยเฉพาะเมื่อ เกิดเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ที่ถูกฝ่ายรัฐบาล และ คสช. ให้น้ำหนักไปในเรื่องการเมืองมากกว่าการขยายพื้นที่ของกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ หรือการแทรกแซงจากประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจ

หรืออย่างมาก ก็เข้าทฤษฎี กลุ่มการเมืองยืมมือกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่อยู่ในสังกัดให้มาก่อเหตุ
ทำให้ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประเมินแล้วว่า สถานการณ์แบบนี้เขาจะต้องเลือก ผบ.ทบ. ที่จะมาเป็น เลขาธิการ คสช. มาเป็นมือเป็นไม้มาจากทหารรบพิเศษ ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการข่าว การปฏิบัติการพิเศษ ปฏิบัติการลับ
เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะประเมินคู่ต่อสู้ และฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป
นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การหารือกันครั้งล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ และ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มีการตัดสินใจร่วมกันใหม่
จนมีข่าวออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคาะแล้ว ให้ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. จากสายรบพิเศษ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่
ด้วยหลายเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ ก็ต้องยอมให้พลเอกประยุทธ์เป็นคนตัดสินใจ
อย่าลืมว่า หลังร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ผ่านประชามติ ก็เป็นการสะท้อนความนิยมที่มีต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.
อีกทั้ง คำถามพ่วงที่ผ่านความเห็นชอบนั้น ก็เปรียบประหนึ่ง การที่ประชาชนส่วนใหญ่ไฟเขียวให้ ส.ว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย และอาจหมายถึงนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ก็เชื่อกันว่า ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง
นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าที่จะเอ่ยปากเจรจากับ พล.อ.ประวิตร แบบตรงๆ แบบเปิดอก
เมื่อ น้องตู่ กล้าพูด กล้าเสนอ พี่ป้อม ในฐานะพี่ใหญ่ และพี่ชายที่แสนดี ก็ยอมที่จะทำตามข้อเสนอของ น้องตู่ แม้ในใจพี่คนนี้ มี “งอน” บ้างก็ตาม
อีกทั้งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้แฮปปี้ กับ พล.อ.พิสิทธิ์ เท่าใดนัก เพราะเมื่อครั้งที่เป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ตั้ง พล.อ.พิสิทธิ์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1
ไม่แค่นั้น พล.อ.พิสิทธิ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นคนที่ บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ช่วยสนับสนุนผลักดัน ด้วยการเอาออกมาจากกรุผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ให้มาเป็น เสธ.ทบ. จึงถูกจัดให้เป็น “สายราชภักดิ์” ไปโดยพลัน
อีกทั้งเกิดรอยร้าวใน “ราบ 11 คอนเน็กชั่น” จึงทำให้ พล.อ.พิสิทธิ์ ขาดกองหนุน เพราะแม้จะเป็นสายเลือดบูรพาพยัคฆ์ แต่ก็มาอยู่ ร.11 รอ. เพราะเคยเป็นทั้งผู้พัน ผู้การ ร.11 รอ. ก็ตาม แต่เพราะแยกขั้วกับ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาฯ เพื่อนรัก ตท.12 ของนายกฯ และ บิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม คีย์แมนรัฐประหารคนสำคัญที่บิ๊กตู่เกรงใจ
นั่นจึงทำให้ตอนที่ พล.อ.ประวิตร เลือก พล.อ.พิสิทธิ์ เป็น ผบ.ทบ. นั้น เขาจึงไม่เอา บิ๊กแดง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 มาเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 ทั้งๆ ที่ อยู่ ร.11 รอ. มาด้วยกัน
แล้วอย่าลืมว่า ในช่วงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้น พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.นสศ. ทำงานลับให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. มาตลอด โดยมี บิ๊กโชย พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.ผบ.ทบ. น้องรักนายกฯ ในฐานะเพื่อน ตท.16 ของ พล.อ.เฉลิมชัย ช่วยประสานอีกแรง
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ข่าวที่ออกมาจากตึกไทยคู่ฟ้ายังคงมาแรงว่า “ยังไง นายกฯ ก็เลือกบิ๊กเจี๊ยบ”
แต่เพราะที่ผ่านมา นายกฯ ยังไม่อยากจะเอ่ยปากกับ พล.อ.ประวิตร แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดที่นายกฯ ต้องพูด ก็จึงต้องพูด
แต่ที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นเรื่องของสมการอำนาจ เพราะแม้แผงอำนาจทหารเสือราชินีและบูรพาพยัคฆ์จะหยั่งรากลึกและแข็งแกร่งต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา และมารุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุดในยุคนี้
แต่ต้องไม่ลืมว่า ขั้วอำนาจบ้านสี่เสาเทเวศร์นั้นเป็นขั้วอำนาจที่แสนอมตะ และไม่มีวันตาย และยังมี “พิษสง” อยู่เสมอ อาจเรียกได้ว่าหยั่งรากลึกและแตกแขนงกว้างไกลไปในทุกวงการ
ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อาจปฏิเสธ…
เพราะการไม่เลือก พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. อาจหมายถึง การส่งสัญญาณ “ปฏิเสธ” บารมีของขั้วอำนาจสี่เสาฯ ด้วย
แล้วนั่นอาจจะส่งผลต่อทางเดินนับจากนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ที่อาจจะต้อง “อยู่ยาว” ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด แม้แต่ในรูปแบบนายกฯ คนนอกของรัฐบาลผสม หรือรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ก็ย่อมต้องการ กองหนุนสายบ้านสี่เสาฯ ด้วยแน่นอน
ยิ่งหากมองย้อนประวัติศาสตร์ในหลายยุคที่ผ่านมาแล้วจะเห็นได้ถึง อำนาจบารมีของบ้านสี่เสาเทเวศร์
ไม่ว่านักการเมืองหรือแม้แต่ทหาร หากใครเดินคู่ขนานหรือสวนทางกับแผงอำนาจบ้านสี่เสาฯ ก็จะพบจุดจบที่ไม่สวยงาม เช่นที่ “ทักษิณ ชินวัตร” หรือแม้แต่ บิ๊กสุ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และนายทหาร จปร.5 เคยพบเจอมาแล้วนั่นเอง
พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารเสือราชินีที่ทำงานใกล้ชิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาตลอดตั้งแต่เป็นนายทหารเด็กๆ เพราะติดตามเสด็จฯ และให้ความเคารพ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ อดีต ผบ.ทบ. อย่างมาก
เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ มักจะไปหา พล.อ.สุรยุทธ์ ในโอกาสสำคัญๆ ต่างๆ อยู่เนืองๆ
หากแต่ในการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิบัติการด้วยตนเอง และทีมคีย์แมน ซึ่งแตกต่างจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกพาดพิงว่ามีส่วนร่วมในการวางแผนด้วย
แต่เมื่อขึ้นมาสู่อำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร จึงต้องพบ ครม. และ ผบ.เหล่าทัพ ตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาฯ ในทุกเทศกาลสำคัญๆ เสมอ
พล.อ.เฉลิมชัย นั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นนายทหารรบพิเศษที่เป็นน้องรักของ พล.อ.สุรยุทธ์ เลยทีเดียว
ส่วน พล.อ.สุรยุทธ์ ก็เป็น ลูกป๋าคนโปรด ที่ถูกมองว่าเป็นทายาทอำนาจของป๋าเปรมด้วยนั่นเอง
สถานการณ์การเมืองที่เข้มข้น และสภาวการณ์แห่งขั้วอำนาจและบารมีในเวลานี้ จึงมีส่วนที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจ
กลายเป็นปฏิบัติการของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ ร่วมด้วย แรงหนุนจากในแวดวงที่ล้วนรู้จักสนิทสนมกับบิ๊กตู่ตั้งแต่สมัยเป็นทหารเสือฯ ตามเสด็จฯ
อันเป็นการมองการณ์ไกลที่ไม่ใช่แค่อนาคตทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ” ที่ได้มีการเตรียมวางแผนรองรับได้แล้ว
พล.อ.สุรยุทธ์ นั้นเป็นนายทหารรบพิเศษที่มีความลุ่มลึก ประกอบกับบารมีของป๋าเปรมที่หยั่งรากลึกยาวนาน ก็ทำให้เป็นขั้วอำนาจที่ไม่อาจมองข้าม
ไม่แค่นั้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็น่าจะมีการสื่อสารถึงกันเสมอมา
เพราะแม้แต่วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร นัด ครม.ทหารแต่งเครี่องแบบทหารนอกราชการไปร่วมงาน วันพระราชทานกำเนิด ร.ร.นายร้อย จปร. 129 ปี เมื่อ 5 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น พล.อ.สุรยุทธ์ก็แต่งเครื่องแบบทหารมาด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่ปีที่ผ่านๆ มา พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไม่ค่อยได้มาร่วมงาน
นี่เป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาในกองทัพไม่น้อย เพราะทำให้ต้องลุ้นกันต่อว่า อะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้
หาก ผบ.ทบ. คนต่อไป เป็น ทหารรบพิเศษ อีกคราในรอบ 10 ปี หลังจากที่ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยนั่งมาแล้ว ก่อนที่จะนำการรัฐประหาร
แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วแผงอำนาจบูรพาพยัคฆ์ จะเป็นเช่นไรต่อไป…
โดยเฉพาะ บิ๊กเข้ พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่จะขึ้นมาเป็น ผช.ผบ.ทบ. นั้น ก็ถูกมองว่า จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในอนาคต ในฐานะน้องรักสายบูรพาพยัคฆ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร รวมทั้ง บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย หรือ 3 ป.
แต่ พล.อ.เฉลิมชัย มีอายุราชการถึงกันยายน 2561 เกษียณพร้อม พล.ท.เทพพงศ์ ที่แม้จะเป็นรุ่นน้อง ตท.18 ก็ตาม
จึงมีข่าวออกมาจาก ร.1 รอ. ว่า พล.อ.ประวิตร จะยอมตาม พล.อ.ประยุทธ์ ให้ พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. แค่ปีเดียวเท่านั้น โดยโยกย้ายกันยายน ปี 2560 จะให้ขยับไปเป็น ผบ.สส.
ข่าวนี้คงทำให้นายทหารใน บก.กองทัพไทย ไม่ค่อยแฮปปี้นัก เพราะจะทำให้แผนการวางตัวนายทหารที่จะขึ้นเป็น ผบ.สส. ต้องได้รับผลกระทบ
แต่อีกคำถามที่ตามมาคือ แล้วสายรบพิเศษและบ้านสี่เสาฯ จะยอมให้มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ. ให้ย้าย พล.อ.เฉลิมชัย ข้ามไปเป็น ผบ.สส. งั้นหรือ อีกทั้งในช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งในปลายปี 2560 อีกด้วย
หรือว่าถึงเวลาอำนาจเปลี่ยนมือจากบูรพาพยัคฆ์ มาสู่มือทหารรบพิเศษ สายบ้านสี่เสาฯ บ้างแล้ว
ท่ามกลางการจับตามองด้วยว่า แล้วเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ใครจะเป็นคนตัดสินใจ เพราะในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเลือก พล.อ.เฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ. แล้ว ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเลือก “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 นายทหารสายวงศ์เทวัญ น้องรัก ที่เป็นนายทหารสายบู๊ มารับมือสถานการณ์นับจากนี้
แทนที่ บิ๊กตู่ พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 น้องรักสายบูรพาพยัคฆ์ของบิ๊กป้อมที่เป็นเต็งหนึ่งมาตลอด จนทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ตท.20 ของทั้งคู่ ได้รับผลสะเทือนไม่น้อย
เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ ทุบโต๊ะเลือกเอง ตัดสินใจเอง รับผิดชอบเอง ในการเลือกทั้ง ผบ.ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 1 เช่นนี้แล้ว บิ๊กป้อม ยอม
จากนี้อำนาจในกองทัพก็จะขึ้นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ แทนที่จะเป็นบิ๊กป้อม เพราะที่ผ่านมา ถนนทุกสายมุ่งสู่บ้าน ร.1 รอ. ของบิ๊กป้อมตลอดจนเรียกกันว่า บารมีเฟื่องฟูที่สุด
โดยเฉพาะวันเกิด 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน มาอวยพรกันแบบมือฟ้ามัวดิน ไม่นับ ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. และแคนเดิเดตในทุกวงการ
จนอาจทำให้กระแสตีกลับมาจับตามองความสัมพันธ์ของบิ๊กตู่กับบิ๊กป้อมอีกครั้ง และจะถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประวิตร ท้อใจ เหนื่อยกาย จากที่เคยบ่นทีเล่นที่จริงว่าเหนื่อย และอยากจะลาออกมาแล้วนั้น จะเอาจริงหรือไม่
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในยุคนี้ ใครๆ ก็วิ่งเข้าหาบิ๊กป้อม จนเจ้าตัวต้องประกาศกลางงานวันเกิดว่า“ตำแหน่งมีน้อย ใครไม่ได้ ก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจ ขอให้นึกถึงส่วนรวม ทำงานเพื่อกองทัพ และให้กลมเกลียว กองทัพจะเข้มแข็ง และเดินหน้าประเทศ ต่อไปได้”
เพราะบิ๊กป้อมก็เกรงว่า จะเกิดความขัดแย้งกันในกองทัพจากการแต่งตั้งโยกย้ายนั่นเอง
แต่หาก พล.อ.ประวิตร ยอมถอยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จัดแถวทหาร กุมบังเหียนกองทัพเอง ก็จะถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่ทหารเสือราชินี บูรพาพยัคฆ์ ยอมปล่อยมือจากอำนาจ ผ่องถ่ายให้ รบพิเศษ สายบ้านสี่เสาฯ
รวมทั้ง แชร์อำนาจให้วงศ์เทวัญเพื่อการรักษาดุลอำนาจในกองทัพไม่ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก
แล้วไปรอลุ้นเอาข้างหน้าว่า อะไรจะเกิดขึ้น…

ครม-คสช. มติเคาะเพิ่มตำแหน่งสนช.อีก30 ที่นั่ง หวังเร่งออกกม. รับ ส่วนใหญ่เป็นทหาร

ครม-คสช. มติเคาะเพิ่มตำแหน่งสนช.อีก30 ที่นั่ง หวังเร่งออกกม. รับ ส่วนใหญ่เป็นทหาร


นายกฯ เผย ประชุมวาระพิเศษ ครม.-คสช. ทำความเข้าใจ 2 ประเด็น เรื่อง รธน.และคำถามพ่วง ชี้ เสนอนายกฯรอบแรก ใช้รายชื่อจากนักการเมือง ส่นรอบสองชื่อนอกตระกร้าได้ แต่ที่มาเป็นหน้าที่กรธ.เคาะ ย้ำคนเข้ามาต้องเป็นคนมีธรรมาภิบาล และคนถูกเลือกต้องยินยอมส่วน ประเด็นสองแก้ รธน.ชั่วคราว มาตรา6 เพิ่มสนช. อีก 30 ที่นั่ง รับ ส่วนใหญ่เป็นทหาร ย้ำ ไม่เกี่ยวสืบทอดอำนาจ หรือเลือกนายกฯ มีวาระงานแค่ มีเลือกใหม่เท่านั้น
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)กล่าวว่า วันนี้มีการประชุมทั้งครม.และประชุมวาระพิเศษของ ครม.และคสช.ซึ่งในที่ประชุมก็ครบองค์ประกอบที่เพียงพอ โดยมีการพูดถึงความเข้าใจของครม.และคสช. ในเรื่องการทำประชามติ คือการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถมพ่วง ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็นความเข้าใจของตน ครม.และคสช.ทุกคน ว่าเข้าใจแบบนี้คือ
“5 ปีแรกในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาฯ คือส.ส.500 คนและส.ว. 250 คน จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรี จากเดิมให้สส.ฝ่ายเดียวเลือก เปลี่ยนไปให้ส.ส.และส.ว.รวม 750 คน เลือกตั้งแต่ต้น จากรอบแรกที่จำเป็นต้องเลือกจากรายชื่อในตะกร้าที่แต่ละพรรคเสนอมาพรรคละ 3 คน ซึ่งรอบแรกต้องเลือกจากรายชื่อนี้เท่านั้น ถ้าใครได้ถึงครึ่งคือ 376 คนจาก 750 คน ก็เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ายังไม่ได้ก็เลือกรอบสอง คือ แก้ปัญหาเดิมที่เคยบอกว่าไปไม่ได้ก็ใช้มาตรา 7 ซึ่งแก้ตรงนี้ถ้าหากเลือกรอบแรกไม่ได้ก็เลือกใหม่ โดยคราวนี้จะสามารถเลือกจากนอกตะกร้าได้ ส่วนใครเสนอชื่อผมไม่รู้เป็นเรื่องกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปพิจารณา ที่ไปหารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสนช.ต้องไปดูมติของสนช.ด้วย และหลายอย่างที่มีการชี้แจงว่าคำถามพ่วงทำมาเพื่ออะไร ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมด มาพูดันไปพูดกันมาอย่างนี้อย่างโน้นไม่ได้ ต้องเป็นไปตามตัวบทอักษร และตามความมุ่งหมายที่ออกคำถามพ่วงไป ในเรื่องของ 5 ปีที่ว่าจะเลือกกี่ครั้งก็คือในระยะเวลา 5 ปี ส.ส.และส.ว.ต้องเลือกภายใน 5 ปี” นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ประเด็นของตนถ้าได้คนดีมาและส.ส.เสนอมา ใครจะไปปฏิเสธเขาได้ เขาก็ต้องยินยอมและใช้คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งของสองสภา นี่คือความเข้าใจของตนและครม.ทั้งหมด ซึ่งชี้แจงโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นผู้เชื่อมต่อเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ไปเชื่อมต่อกับกรธ. ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ต่อไปจะได้หยุดสักทีว่าจะยังไง แต่ตนยืนยันว่าเป็นไปตามที่พูดมาคือสิ่งที่เราเข้าใจ
นายกฯกล่าวต่อว่า ในการประชุมวาระพิเศษของครม.และคสช. ในวาระที่ 2 คือ เรื่องความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เดิมมีสนช.ไม่เกิน 220 คน จะเพิ่มอีก 30 คน ซึ่งต้องไม่เกิน 250 คน ทั้งนี้เหตุผลไม่เกี่ยวเรื่องนายกฯ เพราะวันนี้ต้องเร่งรัดการทำกฎหมายสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออยู่กว่า 50 ฉบับ และมีเรื่องกฎหมายอื่นตามนโยบายของรัฐบาลอีกหลายสิบฉบับ
“สนช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกฯต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องและจะอยู่ไปถึงก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมาเป็นสว. เพราะต้องมีกรรมการสรรหา มีวิธีการอีกมากและคุณสมบัติก็ต่างออกไป เช่น วันนี้สนช.เป็นข้าราชการประจำได้ สว.เป็นข้าราชการประจำไม่ได้ ไปเก็บไส้แบบนี้สิ ใส่เข้าไปจะได้เข้าใจกันสักที ที่ผ่านมาเรียนไปแล้วว่า ผมไม่เข้าไปคาบเกี่ยว มีอะไรก็เสนเข้าไป ให้กรธ.พิจารณา ถ้ากรธ.เห็นชอบก็ทำใส่ไปในร่าง ส่วนเรื่องคำถามพ่วง เป็นเรื่องของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นคนเริ่มมาด้วยซ้ำไปและเสนอสนช.พิจารณาเห็นชอบ ก่อนเสนอไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เพิ่มไปประเด็นคำถามพ่วง และคำถามพ่วงก็ต้องไปดูว่าเขากำลังตีกรอบให้อยู่แค่ไหนอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องกรธ. กรธ.คือผู้ที่จะยุติทั้งหมด อย่าไปฟังคนอื่น เพราจะตีกันไปเองหมด ประเด็นของผมคืออย่าเอาผมไปเกี่ยวข้องอะไรเลยตรงนี้ ของร้องเถอะ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ระยะเวลาการแต่งตั้งสนช. ให้ครบ 250 คนเมื่อไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งการตั้งสนช.เพิ่ม เพราะบางคนก็ตายบ้าง ลาออกบ้าง แล้ววันนี้ในส่วนของความมั่นมีหลายคนกฎหมายที่ต้องทำ และวันนี้ความขัดแย้งต่างก็มีออกมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นทหารด้วย
”หลังการประชุมวันนี้ นายวิษณุ จะประสานไปอีกครั้งหนึ่ง และยืนยันว่า สนช.จะมีระยะเวลาในกาทำงานแต่มีการเลือกตั้งใหม่ และการตั้งสนช.เพิ่มไม่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ พอได้แล้ววันนี้ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบหมายไว้ใจผมมาทำงานต่อให้ได้” นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า จะมอบหมายให้ นายวิษณุ ไปหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ประธานกรธ. อีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาคุยกันอยู่แล้ว เพราะเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล จะทำงานไม่คุยกับใครได้อย่างไร และจะทำข้อเสนอขึ้นไปว่าที่ประชุม ครม. คสช.ในวาระพิเศษรับทราบแบบนี้ ดูว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ตรงก็ให้ว่ากันมา ต้องคุยกันทุกวันนี้ตนก็ฟังกรธ.คุย และไม่ได้ไปขัดแย้งท่านจะพูดอะไรก็พูดไป คสช.พูดมาก็พูดไป
“ทั้งหมดอำนาจอยู่ที่กรธ. จะทำหรือไม่ทำอยู่ที่กรธ.และคนจะตัดสินว่าถูกหรือไม่ถูกอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ตีกรธ.เข้าไป ตีคสช. ตีครม. ตีผม เข้าไปแล้วประเทศชาติจะไปตรงไหนได้ อยู่ที่เดิมนั่นแหล่ะ ทำไมไม่มองว่าจะเปลี่ยนผ่านกันได้อย่างไร จะอย่างไรให้บ้านเมืองสงบสุข ทำอย่างไรให้บ้านเมืองมีการพัฒนา ให้ปัญหาเก่าๆไม่กลับมา เขาคิดกันแบบนี้อยู่ วันนี้วุ่นวายไปหมด ทุกคนหวังดี ทุกคนอยากได้นี่อยากได้โน่น เพราะเขาไม่ไว้ใจ ไว้ใจหรือยังคุณไว้ใจหรอ ไว้ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ใครจะมาจะไปก็ช่าง ประเทศไทยเก่งอยู่แล้วหรือไง คุณไว้ใจเขาหรือเปล่า ผมไว้ในคนที่มีธรรมาภิบาล คนที่ไม่กระทำผิดกฎหมาย ผมต้องการคนเหล่านี้เข้ามา แต่ถ้าไม่ต้องการก็เรื่องของท่าน ผมต้องการแค่นั้น ไอ้ที่เขาเขียนคำถามพ่วง เพื่อต้องการแก้ปัญหาที่ทะเลาะกันแต่เดิมว่าทำอะไรไม่ได้ จะไปมาตรา 7 เขาชี้แจงมาอย่างนี้ไม่ใช่หรือ จึงมีทางออกมีรู มาให้ตรงนี้ แต่ก็สุดแล้วแต่ว่าจะมาจะไปยังไง ใครจะเลือก เลือกจะจากสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนก็ไปเลือกมา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ว่าคนถูกเลือกยอมหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะส่งใครมาก็ได้ คนถูกเลือกก็ต้องยอมด้วย เขาจะมาหรือไม่แบบนั้น ไม่รู้เป็นเรื่องของกรธ. ให้เกียรติเขาบ้าง เขาทำงานกันแทบตาย ไปทวงบุญคุณอะไรเขาอีก เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงใช้เปลือง ปัดโธ่ ไอ้ที่ก่อนๆทำไมไม่ทวง ใช้มากกว่านี้หรือไม่ นี่เขาทำงานงกๆทุกวัน กฎหมายออกมาเท่าไหร่ 7 ปีออกกฎหมายกัน 120 ฉบับ นี่ 2 ปี กฎหมายออกมา170 ฉบับ มันก็แตกต่างกันแล้วและกฎหมายต่างๆก็ออกมาในรัฐบาลบางอย่างที่ทำไม่ได้ก็แกะออกมาและเดินหน้าไปให้ได้ ทำให้เสร็จต้องแก้ไขทุกอย่างไม่ให้ติดเหมือนเดิม เพราะวันหน้าจะติดอยู่แบบเก่าหากไม่รื้อวันนี้ แต่ตนไม่ได้ต้องการไปรังแกใครทั้งสิ้น

ศาลยกคำร้อง ไม่ปล่อย 'ไผ่ ดาวดิน' ครอบครัวห่วงสุขภาพ-การศึกษาตัดสินใจยื่นประกัน

ศาลยกคำร้อง ไม่ปล่อย 'ไผ่ ดาวดิน' ครอบครัวห่วงสุขภาพ-การศึกษาตัดสินใจยื่นประกัน
เวลาประมาณ 15.00 น. ที่ศาลทหารขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลไต่สวนคำร้องและอ่านคำสั่งยกคำร้องตามที่ทนายความนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดินยื่นขอปล่อยตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลมีความเห็นว่า กระบวนการที่พนักงานสอบสวนได้ประสานเพื่อขอนำจำเลยส่งฟ้องต่อศาลมีมาในเวลา 13.00 น.ของวันที่ 20 ส.ค. และได้มีการประสานงานระหว่างกันโดยตลอด แต่ความล่าช้าเกิดจากอุปสรรคในการเดินทาง ประกอบกับไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ศาลทหารพิจารณาคดีนอกเวลาราชการ ดังนั้น การพิจารณารับฟ้องคดีดังกล่าวในเวลา 19.30 น. จึงสามารถทำได้
ส่วนที่ทนายร้องขอให้ปล่อยตัวจำเลยโดยไม่ต้องใช้เงินประกันเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษต่ำนั้น ในการพิจารณาคดีของศาลทหาร ไม่มีแนวทางในการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยหรือผู้ต้องขังโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ส่วนที่ทนายร้องว่าจำเลยมีอาการป่วยนั้น ทนายได้ยื่นเอกสารยืนยันการเจ็บป่วยโดยนำมาจากข่าวเท่านั้น และในเนื้อข่าวได้ระบุว่ามีการรักษาพยาบาลในเรือนจำเเล้ว ประกอบกับผู้ร้องไม่สามารถหาหลักฐานเอกสารที่สามารถยืนยันได้ว่าการคุมขังจำเลยจะมีผลกระทบถึงชีวิตของจำเลย
ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวศาลจึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องของทนายจำเลย และเมื่อสอบคำให้การจำเลยแล้วจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา ขอต่อสู้คดี จึงนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในวันที่ 27 ต.ค. 2559 เวลา 08.00 น.
อานนท์ นำภา ทนายความจำเลยกล่าวภายหลังการไต่สวนและฟังคำสั่งศาลว่า ด้วยความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพและสถานะการศึกษาของนายจตุภัทร์ ทางครอบครัวและเพื่อนจึงตัดสินใจจะยื่นประกันตัวเขาโดยจะวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 10,000 บาท แม้ว่าก่อนหน้านี้ไผ่ยืนยันที่จะไม่ประกันตัวก็ตาม ขณะนี้ทนายกำลังดำเนินการยื่นประกันและรอฟังผลว่าศาลทหารจะอนุญาตหรือไม่ คาดว่าจะรู้ผลภายในช่วงเย็นนี้
ทั้งนี้ คดีนี้สืบเนื่องจากไผ่และเพื่อนกลุ่มดาวดินไปจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2558 ในวาระครบรอบ 1 ปีรัฐประหารที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ทำให้ตำรวจขอนแก่นอายัดตัวเขาจากเรือนจำภูเขียว(คดีประชามติ) มาส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่นต่อ อย่างไรก็ตาม ทนายได้ยื่นคำร้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่นเพื่อขอให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ระหว่างพิจารณาคดีนี้ โดยระบุว่า ตำรวจได้รับตัวจตุภัทร์จากเรือนจำภูเขียวเพื่อส่งฟ้องต่อศาลนี้ในเวลา 19.30 น.เป็นการดำเนินคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยื่นฟ้องต่อศาลเลยเวลาราชการ จึงขอให้ศาลยกฟ้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนี้มีความจำเป็นต้องไต่สวนทนายประกอบและจะรอสั่งในคำพิพากษา ทนายความจำเลยขอศาลได้โปรดมีคำสั่งปล่อยตัวจำเลยในระหว่างการพิจารณาตามมาตรา 71 วรรคสาม และมาตรา 110 วรรคสองของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากจำเลยได้อดข้าวประท้วงในคดีของศาลจังหวัดภูเขียวอันเกิดมาจากการจับกุมดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยมีอาการป่วย จากการสอบถามจำเลยจำเลยยังยืนยันการอารยะขัดขืนต่อ เพื่อสวัสดิภาพของจำเลยและหากยังคุมขังจำเลยต่ออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจึงเรียนมาเพื่อขอศาลปล่อยตัวจำเลยระหว่างพิจารณาโดยไม่ต้องมีหลักประกันและไม่มีประกัน

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปิดบ้าน สี่เสาฯ...ป๋าเปรม งดเปิดให้อวยพรวันเกิด96 ปี

ปิดบ้าน สี่เสาฯ...ป๋าเปรม งดเปิดให้อวยพรวันเกิด96 ปี ทส.เผย เปล่าส่งสัญญาณใดๆ
ป๋าเปรม พลเอกเปรม งดเปิดบ้าน วันเกิด26สค.นี้ ขออยู่ส่วนตัว และ ไปทำบุญ96ปี
พลโทพิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท ยันไม่มีนัยะ หรือส่งสัญญาณใดๆทางการเมือง อย่าโยงการโยกย้ายตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ชี้ทุกปี จะเปิดแค่ ปีใหม่ และ สงกรานต์ ส่วนวันเกิด มักจะขออยู่ส่วนตัว ไม่อยากรบกวนใคร จึงแจ้งของด เปิดบ้าน แต่มีคนใกล้ชิด อวยพร เป็นการภายใน เท่านั้น

บิ๊กป้อม ชี้จับ 15 นปป.ทำผิดมานาน เป็นของเก่า ขัดรธน.ไม่ใช่แพะ จะแก่หรือหนุ่ม ผิดก็ต้องจับ



บิ๊กป้อม ชี้จับ 15 นปป.ทำผิดมานาน เป็นของเก่า ขัดรธน.ไม่ใช่แพะ จะแก่หรือหนุ่ม ผิดก็ต้องจับ
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ชี้ จับ 15นปป.สูงวัย เพราะทำผิดกม.และทำมานานแล้ว ไม่ว่า จะแก่หรือหนุ่ม ผิดก็ต้องจับ เผย เป็นของเก่า ด้วย แต่ ขัดรธน.ปัจจุบัน ชี้เราตามมานาน มีหลักฐาน ไม่ใช่แพะ ชี้ แนวคิดและพฤติกรรม แรงขึ้นๆ.....แจงจับ"มีนา พริกแกง" 1ใน15 นปป. ยันมีหลักฐานไม่งั้นคงไม่จับ ยกเทียบทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลก ก็มาขายของ แล้วที่สุด ก็แต่งเครื่องแบบทหารญี่ปุ่น

บิ๊กป้อม เผย คืบหน้า90%ระเบิด7จ.ใต้ จับได้บางคนแล้ว

บิ๊กป้อม เผย คืบหน้า90%ระเบิด7จ.ใต้ จับได้บางคนแล้ว ตามจับอีก ขออย่าเพิ่งรู้ แล้วจะแถลง ยอมรับเป็นโจรใต้ แต่ไม่โยงไฟใต้ ไม่เกี่ยวอุยกูร์
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝายความมั่นคง และ รมว.กห. กล่าวว่า มีความคืบหน้า เหตุระเบิด7 จ.ภาคใต้ตอนบน ไปมาก 90% สื่ออย่าเพิ่งถาม รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ รอเจ้าหน้าที่ทำงานก่อน แล้วจะแถลง เพราะตอนนี้ก็จับได้ บางคนแล้ว ตามจับอีก
ส่วนคนก่อเหตุ เป็นผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า. ก็ใช่. แต่ไม่เกี่ยวกับ ไฟใต้ แต่จะโยงกลุ่มไหน การเมืองหรือไม่ รอก่อน
เมื่อถามว่า เกี่ยวข้องกับ กลุ่มอุยกูร์ หรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไม่เกี่ยว อุยกูร์

บิ๊กป้อม ยัน คสช.ไม่ซ้ำรอย รสช. ดันนายกฯคนนอก จนเกิดพค.ทมิฬ



บิ๊กป้อม ยัน คสช.ไม่ซ้ำรอย รสช. ดันนายกฯคนนอก จนเกิดพค.ทมิฬ ยันไม่เหมือนอย่ามโน เลอะเทอะ อย่าเปิดประเด็น ยันสนช. เสนอ สว.เสนอชื่อนายกฯ ไม่เกี่ยวปูทางให้ คสช. เชื่อต้องยึดตามรธน. เมื่อสส.เสนอแล้ว ไปไม่ได้ สว.จึงเสนอ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ. รองนายกฯและ รมว.กลาโหม. กล่าวถึงกรณีที่ บิ๊กกี่ พลเอกนพดล อินทปัญญา สนช.เพื่อนตท.6 เสนอให้สว. สามารถเสนอนายกฯว่า แม้จะเป็นเพื่อน แต่คนละความคิด คนละหัว ไม่เกี่ยวกัน ผมไม่ยุ่งกับมันหรอก เขามีสมองของเขา มีความคิดของเขา
แต่เชื่อว่า พลเอกนพดล หมายถึงเมื่อสส.เสนอแล้วไปไม่ได้ เชื่อ สว.เสนอชื่อนายกฯ เลยไม่ได้ ต้องยึดตามรธน. เมื่อสส.เสนอแต่ไปไม่ได้ ค่อยให้ สว.ร่วมเลือก อย่าเพิ่งโวยวาย
เมื่อถามว่า สนช.เสนอเช่นนี้ อาจมองว่าเป็นการปูทางให้ คสช. เป็นนายกฯคนนอก นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่เกี่ยวปูทางคสช. เพราะเป็นแนวคิดของ สนช. ไม่เกี่ยว คสช. อย่าเพิ่งโวยวาย และเชื่อว่า ไม่กระทบต่อแผนการปฏิรูป
เมื่อถามว่า การดันคนในคสช.เป็นนายกฯคนนอก กลัวจะเหมือน พลเอกสุจินดา จนเกิดพฤษภาทมิฬ หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไม่เหมือน คสช. ไม่เหมือน รสช. อย่ามโน เลอะเทอะ อย่าเปิดประเด็น

สภากห.อนุมัติ แผนแม่บทไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคามด้านCyber

สภากห.อนุมัติ แผนแม่บทไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคามด้านCyber ให้ ศูนย์เทคโนโลยี่ สารสนเทศและอวกาศ กห.เป็นแม่งาน เขื่อมโยงศูนย์Cyber บก.ทัพไทย เหล่าทัพ ปี60-64
พลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า ในการประชุมสภากลาโหม ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบ ร่างแผนแม่บทไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2560 – 2564” เพื่อ รองรับ “ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ เพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม” ซึ่งผ่านความเห็นชอบสภากลาโหมแล้ว เมื่อวันที่ 29 ก.พ.59 ที่ผ่านมา
โดยสรุปสาระสำคัญ คือ
��ร่างแผนแม่บทฯ นี้ จะครอบคลุมแผนงานหลัก 6 แผนงาน ได้แก่ แผนการจัดองค์กรด้านไซเบอร์ แผนการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐาน แผนการพัฒนาความพร้อมการปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกและการปฏิบัติการสงครามไซเบอร์ แผนการดำรงและพัฒนาศักยภาพด้านไซเบอร์ แผนการสนับสนุนศักยภาพทางไซเบอร์ระดับชาติ และแผนงานความร่วมมือและผนึกกำลังด้านไซเบอร์
��โดยจะดำเนินการ จัดตั้ง ศูนย์ไซเบอร์ในระดับกระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดย ศูนย์เทคโนโลยี่ สารสนเทศและอวกาศ กห.(ศทอ.)ภายในปีงบประมาณ 2560 โดยจะเชื่อมโยงกับ การตั้ง ศูนย์Cyber ของ บก.ทัพไทย และ3เหล่าทัพ
โดยมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ ในการประสานนโยบายไซเบอร์กับระดับชาติ รวมทั้งรับผิดชอบด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ในระดับยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหมในภาพรวม

บิ๊กป้อม ถกสภากห.สั่งผบ.เหล่าทัพดูแลที่ตั้ง เตรียมพร้อมรับภัยคุกคาม หลังเหตุระเบิด7จ.ใต้



ทำลายชาติ ทำขาดความเชื่อมั่น
บิ๊กป้อม ถกสภากห.สั่งผบ.เหล่าทัพดูแลที่ตั้ง เตรียมพร้อมรับภัยคุกคาม หลังเหตุระเบิด7จ.ใต้ ชี้เป็นพวกทำลายชาติ ชี้สถานการณ์ อ่อนไหวต่อการแทรกแซงกิจการภายใน วอนรัฐ-เอกชนร่วมมือ สร้างเครือข่ายภาคประชาชน รับภัยคุกคาม หลายรูปแบบ วอนสื่อ ขอให้เวลา จนททำงาน อีกไม่นาน กระจ่าง และให้กำลังใจ จนท.
พลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า ในการประชุมสภากลาโหม ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้สั่งการเรื่อง การดูแลความปลอดภัยประชาชนและการรักษาความสงบภายในประเทศ
ทั้งการก่อเหตุร้าย ในพื้นที่ท่องเที่ยวของหลายจังหวัดทางภาคใต้ที่ผ่านมา เป็นความตั้งใจของกลุ่มขบวนการ ทำลายชาติ ที่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก สับสนและไม่ปลอดภัย เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยประสงค์ให้รัฐขาดความเชื่อมั่น จากประชาชนและการยอมรับจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวต่อกิจการภายในประเทศ
พลเอกประวิตร ได้กำชับให้ นขต.กห. และเหล่าทัพ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพิ่มความเข้มงวดต่อมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญในความรับผิดชอบ
รวมทั้งประสานและส่งเสริมการทำงานร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ให้ร่วมกันสร้างและขยายเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีความตระหนักรู้และมีส่วนร่วมกัน ในการรักษาความปลอดภัยเมืองร่วมกับภาครัฐให้มากขึ้น ควบคู่กับ การศึกษาเป็นบทเรียนและขยายการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแนวทางปฏิบัติร่วมกันให้มากขึ้น
โดยเฉพาะการส่งต่อภาพและข้อความที่ไม่สมควร โดยขาดการไตร่ตรอง ผ่าน Social Media ที่อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ สิทธิส่วนบุคคล หรือภาพลักษณ์ของประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ ปรับตัวและมีส่วนร่วมกัน ดูแลและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของสังคมเมือง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างสงบสุขได้ ในภาวะสังคมของการมีภัยคุกคามที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น
ทั้งนึ้ขอให้สื่อ ให้เวลา จนท.ทำงาน เชื่อว่าอีกไม่นาน คงกระจ่าง และขอให้กำลังใจ จนท.ด้วย