PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

MOU

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โดย ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันฯ กับ หน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์อนุภาคอลิซแห่งองค์กรเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น โดย ดร. เปาโล จิวเบลลิโน ผู้อำนวยการจากอลิซ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ณ วังสระปทุม กรุงเทพมหานคร
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นประธานการลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กับหน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์อนุภาคอลิซ แห่งองค์กรเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น สมาพันธรัฐสวิส ณ วังสระปทุม ในครั้งนี้ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอลิซ ได้ริเริ่มความร่วมมือทางวิชาการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยสถาบันฯ ได้ร่วมดำเนินโครงการยกระดับระบบติดตามภายใน (Inner Tracking System หรือ ITS) ของ อลิซ โดยได้เข้าร่วมกลุ่มการพัฒนา ตรวจสอบคุณสมบัติของเซนเซอร์ประเภทซิลิกอนสำหรับ ITS ระบบใหม่ และสร้างสถานีทดลองที่สามารถผลิตลำอิเล็กตรอนที่มีพลังงาน 1 GeV
นอกจากนี้ สถาบันฯ ได้ประสบความสำเร็จในการตรวจสอบคุณสมบัติของชิพต้นแบบเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้เข้าเป็นสถาบันฯ ในความร่วมมือของอลิซ โอกาสที่อลิซมอบให้ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ไทยผ่านกระบวนการวิจัยขั้นสูงทางฟิสิกส์อนุภาคและเครื่องเร่งอนุภาค อีกทั้งถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานทั้งสองในการยืนยันเจตนาอันคงมั่น ที่จะคงความร่วมมือที่ดีต่อกัน และสรรสร้างความร่วมมือทางวิชาการใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อความก้าวหน้าแห่งวงการวิทยาศาสตร์ไทย
ในการนี้ ดร. เปาโล จิวเบลลิโน ได้กราบบังคมทูลว่า งานการทดลองของอลิซ (ALICE experiment) หน่วยงานภายใต้เซิร์น เป็นเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก ซึ่งประกอบด้วยสถาบันวิจัยต่างๆ 169 แห่ง จาก 42 ประเทศ อลิซมีความภาคภูมิใจในการต้อนรับ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนสู่ชุมชนวิจัยของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการร่วมงานกันอย่างต่อเนื่องและบรรลุผล สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเป็นผู้ร่วมงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมเพื่อตรวจสอบอนุภาค คือ ระบบติดตามภายใน (Inner Tracking System-ITS) ระบบใหม่ ของอลิซ เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญของเทคโนโลยีด้านตัวตรวจวัดอนุภาค ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์กับสาขาอื่นๆ ได้ อาทิ ด้านยารักษาโรค เป็นต้น และจากความสำเร็จที่ผ่านมา จึงมีการดำเนินความร่วมมือในแบบสมาชิกอย่างเป็นทางการ โดยได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการบริหารความร่วมมือแห่งอลิซ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ความร่วมมือของอลิซกับสถาบันในประเทศไทยนั้น เป็นความสำเร็จที่โดดเด่น จนสามารถกล่าวได้ในฐานะเป็นโมเดล แก่ประเทศอื่นๆ และจากความร่วมมือที่เกิดขึ้น นับเป็นโอกาสที่สำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย และยังเป็นเครื่องมือสู่การวิจัยที่ก้าวหน้าด้านฟิสิกส์อนุภาค อันจะนำไปสู่ประโยชน์ที่เกิดผลต่อชุมชนวิทยาศาสตร์ระดับสากลต่อไป

บทเรียน ล้ำค่า ‘เกรียงศักดิ์’ โมเดล ปลายปี 2522

ที่มา: มติชน
ยิ่งมีการอ้างอิงไปยัง “เปรมโมเดล” ยิ่งทำให้เงาสะท้อนการทะยานไปยังตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในเดือนมีนาคม 2523
มากด้วยความโดดเด่น เย้ายวนต่อการศึกษา
เหมือนกับว่าฐานทางการเมืองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ ฐานของกองทัพ ฐานของทหารในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็น “ผบ.ทบ.”
ทั้งๆ ที่เหมือนกับการเข้ามาเท่ากับไปหัก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
อาจสร้างความแค้นเคืองให้กับบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งมาจาก “การแต่งตั้ง” เมื่อเดือนเมษายน 2522 โดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
แต่ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ด้านหลักของสมาชิกสภานิติบัญญัติคือ “ทหาร”
และฉันทามติของทหาร “ส่วนใหญ่” ในขณะนั้นเทคะแนนไปให้กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผ่านการเคลื่อนไหวของบรรดา “ยังเติร์ก”
ฐานกองทัพ ฐานทางทหาร ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงยังแกร่ง
ฐานของกองทัพ ฐานของข้าราชการประจำเป็นฐานทางด้าน “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” อันถือเป็นสภาแต่งตั้ง คำถามก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เอาตัวรอดมาได้อย่างไรใน “สภาเลือกตั้ง”
นั่นก็คือ สภาผู้แทนราษฎร

ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2522 คือ พรรคขนาดใหญ่ 2 พรรค
1 พรรคกิจสังคม 1 พรรคประชาธิปัตย์
2 พรรคนี้เองที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อประสบวิกฤตพลังงานตอนปลายปี 2522
2 พรรคนี้เองที่ “ยังเติร์ก” ต่อสายเข้าไป “เชื่อม”
พลันที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประจักษ์ในความร่วมมือกันระหว่าง 1 พลังในสภาผู้แทนราษฎร 1 พลังในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงรู้แล้วว่า “ไผเป็นไผ”
อย่าได้แปลกใจหาก 1 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จะเดินทางเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ร่วมเดินทางไปด้วย
1 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการประกาศลาออก
ผลก็คือ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ยุติลงโดยพื้นฐาน ผลก็คือ สภาผู้แทนราษฎรให้ความสนใจไปยังการสรรหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
สปอตไลต์ฉายจับไปยัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยพลัน

โดยโครงสร้างแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 คล้ายกับว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็น “สภาแต่งตั้ง” จะเป็นฐานกำลังให้กับการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
อาศัยพรรคเสรีธรรมและบางส่วนจากสภาผู้แทนราษฎรก็จัดตั้ง “รัฐบาล” ได้
คำถามก็คือ แล้วรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งมีเสียงข้างน้อยใน “สภาผู้แทนราษฎร” อยู่ได้อย่างเป็นสุขหรือไม่
คำตอบก็คือ ไม่เป็นสุข
การดำรงอยู่ของ รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นับแต่เดือนมีนาคม 2523 เป็นต้นไป จึงเป็นสุขเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
เพราะว่ารัฐบาลประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค
ไม่เพียงแต่ได้พรรคกิจสังคม ไม่เพียงแต่ได้พรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ยังได้พรรคชาติไทย หากแต่ยังยื่นไมตรีไปยังพรรคประชากรไทย
“เอกภาพ” จึงเข้ามาแทนที่
เท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า หากมองผ่าน “รัฐสภา” รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อาจแลดูแข็งแกร่ง แต่หากมองเฉพาะ “สภาผู้แทนราษฎร” รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ กลับง่อนแง่น โงนเงน มิอาจสร้างผลงานการบริหารได้
ตรงกันข้าม รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แข็งแกร่งทั้ง “รัฐสภา” และ “สภาผู้แทนราษฎร”
อาจมีบางท่านแย้งว่า “ประยุทธ์โมเดล” ก็มากด้วยความแข็งแกร่งเพราะมีฐานจาก ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน
แต่ความหวาดเสียวของ “ประยุทธ์โมเดล” ก็เหมือนกับที่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ประสบมาแล้วและจบลงอย่างปวดเจ็บมาแล้ว
“ประยุทธ์โมเดล” จึงต้องศึกษา “เปรมโมเดล” มากกว่านี้

วปอ.แถลงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไทยเป็นหัวใจของอาเซียน เสริมกำลังรบ ทั้งทางบก เรือ อากาศ


วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเเถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ระยะ 20 ปี กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนภายในปี 79 เป็นประตูสู่เอเชียและหัวใจของอาเซียนให้ได้ มีการเสริมสร้างกำลังรบ ทั้งทางบก เรือ อากาศ
พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการรับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ – ยุทธศาสตร์ทหาร ณ หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ (ที่มาภาพเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)
1 ก.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการเเถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 58 และนักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหารรุ่นที่ 57 นักศึกษาวิทยาลัยการทัพบกชุดที่ 61 นักศึกษาวิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 58 และนักศึกษาวิทยาลัยการทัพอากาศรุ่นที่ 50 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 58 และ 59 ร่วมงานอย่างคับคั่ง
พล.ท.ไชยอนันต์ จันทคณานุรักษ์ ผอ.วปอ. กล่าวว่า ปีนี้ จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นวาระพิเศษ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อมีส่วนสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นการทำยุทธศาสตร์ชาติในปีนี้จึงแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการปรับกระบวนการและขั้นตอนในโครงสร้างยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องรองรับกับภาพสถานการณ์ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยแบ่งเป็นกลุ่มยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านความมั่นคง ความมั่งคั่ง คุณค่าและค่านิยม และการมีส่วนร่วมในสังคมโลก ซึ่งจะครอบคลุมวิสัยทัศน์และสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาล คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ด้าน พล.ร.ต.คำรณ พิสณธ์ยุธการ ตัวแทนนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 58 เเถลงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติในครั้งนี้ได้สร้างภาพสถานการณ์ประเทศไทย 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. ภาพสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด 2. สถานการณ์ตามที่เป็นอยู่ และ 3. สถานการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อทำนายอนาคตประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้า จากนั้นจึงกำหนดเป็นความต้องการของคนในชาติ 4 ด้าน  ได้แก่ 1. ด้านความมั่นคงปลอดภัย 2. ด้านความเจริญรุ่งเรืองผาสุกมั่งคั่ง 3. ด้านการเสริมสร้างคุณค่าเกียรติยศค่านิยมความเป็นไทย และ 4. การมีส่วนร่วมและอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกในสังคมโลก โดย วปอ.ได้นำผลประโยชน์ทั้ง 4 ด้านมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนายุทธศาสตร์ย่อย โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยไว้ว่า “ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2579”  โดยประเทศไทยจะต้องเป็นประตูสู่เอเชียและหัวใจของอาเซียนให้ได้ มีการเสริมสร้างกำลังรบ ทั้งทางบก เรือ อากาศ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในด้านความมั่นคงและปลอดภัย ระบุไว้ว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนได้นั้น ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกภาคส่วนราชการสามารถทำตามแผนงานได้ คือ ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ที่จะเป็นเสมือนฐานรองรับ เป็นกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่ง ดังนั้นสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะต้องได้รับการปกป้อง ธำรงไว้อย่างมั่นคงถาวร การป้องกันประเทศจะต้องมีประสิทธิภาพ พร้อมเผชิญภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ และต้องพึ่งพาตนเองได้ มีความรักความสามัคคีของคนภายในชาติ เป็นสังคมที่มีคุณธรรม ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องถูกขับเคลื่อนตามแผนงานและนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะต้องยุติความขัดแย้งภายใน 5 ปี และเกิดความยั่งยืนภายใน 10 ปี คือปี พ.ศ.2569
ในส่วนยุทธศาสตร์ทหาร 20 ปี กำหนดไว้ว่า กองทัพต้องการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เสริมสร้าวงเสถียรภาพความมั่นคงด้านพลังงาน การเงินและการคลัง การเตรียมกำลังเเละใช้กำลังเพื่อการป้องปรามและการผนึกกำลังเพื่อการป้องกันประเทศ และการป้องกันเชิงรุก รวมทั้งการปฏิบัติการร่วม โดยในอนาคตประเทศไทยจะมีกองทัพไทยในรูปแบบใหม่ เริ่มต้นจากการปรับโครงสร้างกองบัญชาการร่วมกองทัพไทย ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์บัญชาการทางทหาร เพื่อรองรับการเชื่อมโยงและเเลกเปลี่ยนข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคพื้นดิน ทะเล อากาศ และอวกาศ รวมถึงดาวเทียมทางทหาร ในการปฏิบัติการจำเป็นจะต้องพัฒนาหลักนิยมปฏิบัติการร่วมและผสมที่เหมาะกับบทบาทของกองทัพไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า การแสดงบทบาทต่าง ๆ ของกองทัพไทย การแสดงบทบาทต่าง ๆ ในเวทีสากล เช่น การฝึกร่วมผสมกับมิตรประเทศ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ การเเพทย์ทหารและการรักษาความมั่นคงทางทะเล การรักษาสันติภาพ ตามกรอบของสหประชาชาติ
ในส่วนของการจัดหายุทโธปกรณ์ จำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะพึ่งพาตนเองด้วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตามแนวทางประเทศไทย 4.0 พัฒนาตัวบุคคลให้รองรับแนวทางปฏิบัติการ การพัฒนาองค์บุคคลให้รองรับแนวคิดการปฏิบัติการ โดยจัดทำโครงการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และวิชาการทางทหาร ได้แก่ การตั้งศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งมหาวิทยาลัยการป้องกันประเทศ และโรงเรียนเสนาธิการร่วม รวมทั้งศูนย์การฝึกทหารอาเซียนด้านต่าง ๆ โดยในส่วนของกำลังทางบก ต้องรองรับการปฏิบัติการจากมิตรประเทศ บทบาทด้านการรบ จะต้องพัฒนาและจัดระเบียบชายแดน มีกำลังเตรียมพร้อมที่มีระบบควบคุมและบังคับบัญชาที่ทันสมัย เชื่อมโยงระบบข้อมูลและข่าวกรองกับทุกเหล่าทัพ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีขีดความสามรถ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อลดจำนวนคนที่เข้าปฏิบัติการ และเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติ กรมผสมจะเป็นหน่วยดำเนินกลยุทธ์หลัก มีการยิงระดับยุทธการที่มีความเเม่นยำสูงใช้ในที่มีการปฏิบัติร่วม เชื่อมโยงกับกำลังทางอากาศเพื่อโจมตีเป้าหมาย
ส่วนบทบาทที่ไม่ใช่การรบ จะมุ่งเน้นขีดความสามารถในการถวายความปลอดภัยและพระเกียรติของหน่วยทหารรักษาพระองค์ และการเสริมสร้างความมั่นคงร่วม รวมทั้งจัดการกำลังประชาชน ตามแนวทางผนึกกำลังป้องกันประเทศ ในขณะที่หน่วยทหารส่วนภูมิภาคต้องสามารถอำนวยการบรรเทาสาธารณภัยภายในประเทศและช่วยเหลือประชาชน โดยประสานกับกำลังในพื้นที่ ในส่วนกำลังทางเรือจะต้องพัฒนาเป็นกำลังทางเรือ 2 มหาสมุทร โดยการใช้กำลังทางเรือได้ทั้ง 2 ฝั่งอย่างสมดุล โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายกำลังขนาดใหญ่ มีการวางกำลังที่มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจให้การคุ้มครองและช่วยเหลือเรือ รวมทั้งแหล่งผลประโยชน์ของชาติ ตลอด 24 ชม.
ส่วนกำลังทางอากาศ จะต้องมีบทบาทสำคัญในด้านการปกป้องเเละใช้ประโยชน์ทางอากาศและในมิติใหม่ในห้วงอวกาศ เพื่อสร้างการรับรู้ในการปฏิบัติการทางอากาศของต่างชาติ การตรวจการณ์ทางอวกาศ การสื่อสารและโทรคมนาคมทางอากาศ และสนับสนุนการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางกองทัพไทย เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์รบร่วมกัน ทั้งในมิติทางอากาศและมิติใหม่ในห้วงอวกาศ พร้อมเพิ่มเติมปฏิบัติการสงครามไซเบอร์ สงครามเครือข่าย และการป้องกันไว้ด้วย
ส่วนการใช้กำลังทางรบ จะใช้การปฏิบัติการร่วม ทั้งกำลังทางเรือและทางบก แต่จะต้องบรรจุอากาศยานให้เพียงพอ เพื่อตอบสนองภารกิจที่ไม่ใช่การรบทั้งในและนอกประเทศ ที่สำคัญกองทัพต้องปรับโครงสร้าง มุ่งเน้นการเป็นที่พึ่งของประชาชน มียุทโธปกรณ์ปฏิบัติการร่วมที่ทันสมัย บนพื้นฐานการพึ่งพาตนเองและส่งออก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ กำลังพลทุกคนต้องเป็นทหารอาชีพ

สธ. เผยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้ารายใหม่ 13 คนใน 4 จังหวัด

แก้ไขข้อมูล 18.20 น.
สธ. เผยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้ารายใหม่ 13 คนใน 4 จังหวัด
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยข้อมูลผู้ติดเชื้อไวรัสซิการายใหม่จำนวน 13 ราย ในจังหวัด เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ขณะที่มียอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน มิ.ย. จำนวน 97 คน ขอไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ยืนยันว่าไม่มีการระบาด และ สธ. ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกประชุมหาทางรับมือ โดยคาดว่าจะยังคงสถานะของการแพร่ระบาดว่าเป็นภัยฉุกเฉินระหว่างประเทศ ขณะที่มาเลเซียพบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้ว 1 ราย ส่วนอินโดนีเซียตรวจสอบผู้เดินทางเข้าประเทศจากสิงคโปร์
น.พ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้าจำนวน 13 คน ใน 4 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งทุกคนมีอาการไม่รุนแรง ได้รับการดูแลให้อยู่ในพื้นที่และเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่ 28 วัน ตามระยะเวลาการฟักตัวของโรค ซึ่งพบว่าหน่วยงานทั้งของ สธ.และมหาดไทยสามารถควบคุมป้องกันไม่ให้ขยายออกไปนอกพื้นที่ได้อย่างประสบผลในทุกจังหวัด
รมว.สาธารณสุขขอให้ประชาชนมั่นใจว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาไม่มีการระบาดในไทยแต่อย่างใด กระทรวงมีมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ และไม่ต้องกังวลกับข้อมูลของสหภาพยุโรปที่รายงานว่าไทยมีการระบาดของโรคนี้ เนื่องจากไทยมีระบบรายงานที่เป็นปัจจุบันจากพื้นที่และมีมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งองค์การอนามัยโลกรับทราบ ทั้งนี้ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดลูกน้ำและยุงลายในแหล่งเพาะพันธุ์ ซึ่งขอให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน
ด้าน นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพระบุว่า สถิติดังกล่าวเน้นตรวจสอบในระยะ 1 สัปดาห์ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพในดำเนินการดูแลป้องกัน ทั้งนี้ ตัวเลขสะสมของผู้ป่วยในช่วง 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึงเดือน มิ.ย. คือ 97 ราย ใน 10 จังหวัด อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาหายแล้ว
ด้านคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกยังประชุมกันในวันนี้เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการจัดการกับการแพร่ระบาด โดยคาดว่าคณะกรรมการฯ จะสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดว่ายังคงเป็นภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
สำหรับสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย มาเลเซียได้รายงานว่าพบผู้ต้องสงสัยติดว่าเชื้อไวรัสซิก้าคนแรกแล้ว โดยเป็นผู้หญิงที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากสิงคโปร์ ซึ่งที่นั่นมีผู้ติดเชื้อมากกว่าร้อยราย และทางการสิงคโปร์ได้รณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกัน ขณะที่อินโดนีเซียได้ตรวจสอบผู้ที่เดินทางจากสิงคโปร์มายังสนามบินในกรุงจาการ์ตา และที่เกาะบาตัมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากชายฝั่งทางใต้ของสิงคโปร์ ส่วนออสเตรเลีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้ออกคำแนะนำให้สตรีมีครรภ์เลี่ยงการเดินทางไปในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรค #ZikaVirus

โปรดเกล้าฯ แก้รัฐธรรมนูญชัวคราว 2557 เพิ่มสมาชิก สนช. เป็น 250 คน

โปรดเกล้าฯ แก้รัฐธรรมนูญชัวคราว 2557 เพิ่มสมาชิก สนช. เป็น 250 คน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2559 เพิ่มจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจากเดิม 200 เป็น 250 คน บังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.
เนื้อหาที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ประกาศ 1 ก.ย. 2559 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2559
มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา 6 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ"
มาตรา 4 ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

“หมอเหรียญทอง” ยันปั๊มหัวใจ “ที่ดินพังงา” ตามขั้นตอน โยนถามแพทย์ชันสูตรเหตุตับแตก

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่บริเวณหน้าอาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ กล่าวว่าการรักษานายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาผูกคอตัวเอง ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยมีการปั๊มหัวใจเป็นไปตามขั้นตอนทางการแพทย์อย่างถูกต้อง เป็นการปั๊มหัวใจช่วงทรวงอก ประกอบด้วยหัวใจและปอด ไม่เกี่ยวกับตับที่อยู่ในส่วนช่องท้อง
พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวต่อว่า การให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่ามีผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ โดยได้รับแจ้งเวลา 01.15 น. วันที่ 30 สิงหาคม ทางโรงพยาบาลจึงส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินเข้าให้การช่วยเหลือทันที ไปถึงดีเอสไอเวลาประมาณ 01.20 น. ตลอดทางที่นำตัวนายธวัชชัยส่งโรงพยาบาล มีการปั๊มหัวใจตลอดเวลา เนื่องจากนายธวัชชัยอยู่ในภาวะวิกฤต กระทั่งถึงแผนกฉุกเฉิน ในเวลา 01.33 น. แพทย์ยังคงปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่อง ต่อมา 02.00 น. นำตัวนายธวัชชัยเข้าไปในห้องผู้ป่วยวิกฤตหรือไอซียู เพื่อต่อเครื่องช่วยหายใจและยังคงปั๊มหัวใจให้พ้นภาวะวิกฤต จนสุดท้าย เวลา 04.45 น. นายธวัชชัยเสียชีวิต
พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวอีกว่า จากนั้น 08.00 น. มีการส่งศพนายธวัชชัย ไปชันสูตรถึงสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนสภาพศพและสาเหตุของตับแตกและเลือดออกในช่องท้อง ตามผลชันสูตรนั้น ต้องถามกับแพทย์ผู้ชันสูตรศพ จะให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ หลังจากนายธวัชชัย เสียชีวิต ทางดีเอสไอได้มีการประสานขอสอบถามข้อมูลจากทางโรงพยาบาลอยู่เป็นระยะ โดยยืนยันว่าไม่มีการขอให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลการเสียชีวิต
“ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลไม่ได้ปั๊มหัวใจจนตับแตก แต่ไม่ทราบว่าก่อนเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินโรงพยาบาลจะไปถึงตัวผู้ป่วย มีใครปั๊มหัวใจก่อนหรือไม่ ระหว่างการนำตัวนายธวัชชัยมาโรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตามมาดูอาการด้วย แต่ไม่มีข้อพิรุธอะไร และหลังจากเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ตามสอบถามข้อเท็จจริง โดยโรงพยาบาลไม่ได้ตกแต่งข้อเท็จจริงและไม่ยอมให้ใครทำด้วย ”พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

งานหิน!! นายกฯ มอบบิ๊กป้อม แก้ปัญหาจราจร

งานหิน!! นายกฯ มอบบิ๊กป้อม แก้ปัญหาจราจร
บิ้กป้อม เสนอของบฯกลาง "นายกฯ" แก้ปัญหาจราจร ช่วง3 เดิอนนี้ก่อน ตั้งกรรมการรณรงค์จิตสำนึก ยันแก้วันนี้พรุ่งนี้ไม่ได้ เตรียมประชุม ทำแผนจราจร ใน5ปี
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กห) ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหาจราจร กล่าวว่า ปัญหาจราจร แก้วันนี้ พรุ่งนี้ คงไม่ได้ จนท.ทุกฝ่าย ต้องมาช่วยกัน ระบบขนส่งมวลชน ทั้งหมด เพื่อวางแผนในอีก5ปี ข้างหน้า โดยจะมีการประชุมใหญ่ ในเร็วๆนี้
ที่สำคัญคือ การปลุกจิตสำนึกคนใช้รถใช้ถนน เพราะถ้าให้บังคบ คนไม่สนใจ ทำอะไรไม่ได้
ยกตัวอย่าง รถเฉี่ยว ชนกัน ก็ลงมาตีกันเตรียมไม้ไว้ท้ายรถ ไว้ตีกัน
ต่้องมีมาตรการ ก่อนออกใบขับขี่ ให้ การอบรม ก่อนได้ และ การตรวจสอบ พฤติกรรมการขับรถ และมาตรการยึดใบขับขี่
"บ้านเรา ทำไม่ได้ หรอก เพราะคนเอาแต่ใจตัวเอง"
ตอนนี้ ได้ตั้ง กก.รณรงค์ เรื่องความปลอดภัยและจิตสำนึก การจราจร ให้ ปภ. มหาดไทย ดูแล
โดยได้ นำเรียน นายกฯในการ ขอ งบกลาง ทจำรวยนิดหน่อย มาแก้ ไขปัญหาใน 3 เดือน นี้ก่อน
ส่วนเรื่อง ให้รถทะเบียนเลขคึ่ ขับวันคี่ เลขคู่ ขับวันคู่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ใครยอมรับ บ้างล่ะ.
ถูกใจแสดงความรู้สึกเพิ่มเติม

แถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี

แถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี
นศ.วปอ.58 แถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี ปี2560-2579ต่อ นายกฯบิ๊กตู่
"ร่างยุทธศาสตร์ชาติ วาดอนาคตชาติ อย่างยั่งยืน"
แผนโครงสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ ทุกมิติ... บก น้ำ ทะเล อากาศ อวกาศ. พรึ่บ....
งานนี้ นักศึกษา วปอ.58 ร่วมกับ วิทยาลัยเสธ.ทหาร 57 วิทยาลัยการทัพบก 61 วิทยาลัยการทัพเรือ48 และวิทยาลัยการทัพอากาศ50 ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร20ปี ปี2560-2579
เสนอต่อ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ที่หอประชุม ทร.

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กตู่ อารมณ์เสีย ลั่น อำนาจเบ็ดเสร็จ อยู่ที่ผม จะปรับ ครม. หรือไม่ แต่ยัน ไม่ได้"บ้าอำนาจ"

บ้าอำนาจ!! สั่งบ้าๆ.!!!
ไม่ใช่ ๆๆๆ บิ๊กตู่ อารมณ์เสีย ลั่น อำนาจเบ็ดเสร็จ อยู่ที่ผม จะปรับ ครม. หรือไม่ แต่ยัน ไม่ได้"บ้าอำนาจ" และไม่สั่งบ้าๆ เปรย คนไม่ชอบทหาร ยิ่งปรับแล้วเอาทหารมา ก็ยิ่งถูกขัดแย้งแบ่งพวก/ แก้ตัว ที่ "ไล่ส่ง คนเกษียณกลับบ้าน" ชึ้วันหน้า อาจกลับมาก็ได้ ยันไม่ใช่กลับคำ/ยัน ในครม.ไม่ขัดแย้ง/ ชี้ กระทรวงมีการบริหารที่ผิดเพี้ยน จึงต้องเอาทหารเข้าไปเพื่อจัดระเบียบ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า การแต่งตั้งรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยเป็นเรื่องของผม ไม่ใช่เรื่องของใครทั้งสิ้น ใครอยากเสนออะไรก็เสนอมาถ้าอยากเสนอ ส่วนผม จะให้หรือไม่ให้เป็นเรื่องของผม เพราะผมคือผู้รับผิดชอบ
"ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นหัวหน้าคสช. อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ผม แต่ไม่ใช่จะบ้าอำนาจอะไร เพียงแต่ผมจะต้องเป็นคนตัดสินใจเอง จะทำอะไร จะได้หรือไม่ได้ แต่ทั้งหมดจะต้องมีการหารือร่วมกันมา"
นายกฯ กล่าวชี้แจงว่า ที่ ผมตอบเมื่อวานนี้ว่า เกษียณแล้วก็คือเกษียณ สื่อก็ไปเขียนว่า ผมไล่กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน ก็สื่อถามผม
"ผมก็พูดว่าให้กลับบ้านไปเลี้ยงหลานไปก่อน วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังไม่รู้ แล้วไม่ใช่พอพูดแบบนี้แล้ว ไปเขียนอีกว่านายกฯ กลับคำว่าวันข้างหน้าจะให้กลับมา จะเข้าหรือไม่เข้า จะไปหรือไม่ไป ยังไม่มีใครรู้อนาคต อย่าไปทำนายล่วงหน้า เรื่องแบบนี้ทำนายกันได้อย่างไร
แล้วไปพูดว่า จะต้องตอบแทนทหารทำไมคนเขาไม่ชอบทหารกันอยู่ สื่อยิ่งพูดเขาก็ยิ่งไม่ชอบไปใหญ่"
ยืนยันว่าทุกคนต่างก็ทำงานเต็มที่ ไปดูได้ทุก ๆ กระทรวง ไม่ว่ารัฐมนตรีจะมาจากพลเรือน หรือทหาร เขาทำงานกันอย่างเต็มที่
"หลายกระทรวงมีการบริหารที่ผิดเพี้ยน ผมจึงต้องเอาทหารเข้าไปเพื่อจัดระเบียบสร้างความเข้มแข็ง สร้างกระบวนการทำงานใหม่ ความจริงข้าราชการทุกคนอยากทำงานทั้งสิ้น
วันนี้เขาก็บอกแล้วว่าดีใจที่ได้ทำงาน ในหน้าที่และความสามารถที่มีอย่างแท้จริง โดยไม่มีอำนาจอื่นมาทับซ้อน ผมสั่งแต่ภารกิจไม่ได้สั่งให้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับผม หรือรัฐบาล นี่คือความแตกต่างของรัฐบาลทหารที่ร่วมกับพลเรือนในเวลานี้
ขอร้องว่าอย่าทำให้เกิดความสับสนในทุก ๆ เรื่อง มันพันกันไปหมด ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ แล้วไม่ต้องไปเชียร์คนนี้ แล้วต่อว่าคนนั้น 3 คนดี ที่เหลือไม่ดี ผมไม่สนใจ ผมไม่ได้ทำงานตามกองเชียร์ของท่าน แล้วไอ้คนที่ถูกเชียร์ก็อาจจะผิดพลาดอีก สังคมก็จับตากลายเป็นเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวก
"ผม ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งพวก พอผมจะปรับ ก็หาว่าปัดความรับผิดชอบ ไปโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ยืนยันว่าไม่มี ผมอยู่ตรงนี้ เป็นคนพิจารณาเองว่า ควรจะแบ่งเบาอย่างไร แยกแยะตรงไหน ได้ปรึกษาหารือกันก็ไม่เห็นมีใครขัดข้อง ผมถึงได้สั่ง ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ผมไม่ได้ถามอะไรใคร แล้วสั่งบ้า ๆ ไม่ใช่. เพราะงานมันเยอะ จอให้ดูที่การทำงาน ผลที่ออกมา"นายกฯ กล่าว

นายกฯ ลั่น "ผมไม่คิดที่จะกลับมา อีก"



นายกฯ ลั่น "ผมไม่คิดที่จะกลับมา อีก" เผย ไม่มีทหารคนไหนอยากเข้ามา เพราะจะโดน แบบผม
"ไม่ใช่มองแต่ผมจะอยู่ต่อ ต้องการให้มีปัญหา ต้องการโน่นนั่น ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ตั้งแต่ก่อนเข้ามา ผมก็ไม่คิดจะเข้ามาอีก ทหารทุกคนก็ไม่อยากเข้ามา เพราะเข้ามาก็ต้องโดนแบบผมโดน
นักการเมืองใหม่ก็ไม่อยากเข้ามา สิ่งที่เขาตั้งใจทำก็เข้าใจกันผิดไป ก็ต้องรับให้ได้ ตอนแรก ผมก็รับไม่ได้ ตอนนี้ผมก็เริ่มรับได้แล้ว ผมก็ต้องทนเพื่อประโยชน์ของประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ผมก็ต้องทนให้ได้"พลเอกประยุทธ์ กล่าว

บิ๊กตู่ ฉุน ลั่น ไม่ปรับครม. "จบ" ไม่มีเหตุผล มันเรื่องของผม ปัดตอบ"บิ๊กฉัตร" ขัดแย้ง"สมคิด"


นายกฯยันว่า รมต.ทุกคนยังอยู่ที่เดิมทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งรมช. จบ ไม่เหตุผลทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นเรื่องของผม ลั่น อำนาจเบ็ดเสร็จ อยู่ที่ผม จะปรับ ครม. หรือไม่ /ปัดตอบ "พลเอกฉัตรชัย"ขัดแย้ง "สมคิด"/ลั่น "ผมไม่คิดที่จะกลับมา อีก" เผย ไม่มีทหารคนไหนอยากเข้ามา เพราะจะโดน แบบผม
พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวความขัดแย้งกันระหว่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ จนต้องให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ มาคุมงาน ก.เกษตรฯ แทน นั้น ว่า “ไม่มีใคร ไม่ต้องมาเอ่ยชื่อใครทั้งนั้น ผมไม่สนใจ ไม่ต้องมาเอ่ยชื่อ ไม่ตอบ จะชื่อใครก็ไม่ตอบ
" ผมยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนยังอยู่ที่เดิมทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งรัฐมนตรีช่วย จบไม่เหตุผลทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นเรื่องของผม”นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปดูว่างานมีมากขนาดไหน ไปเอาสิ่งที่สำเร็จออกมาพูดบ้าง ถ้าเอาแต่สิ่งที่ไม่สำเร็จ สิ่งที่ขัดแย้งมาพูดมันก็อยู่อย่างนี้ แล้วก็มากล่าวหาผมว่ามันไม่ปรองดอง ทุกคนหาว่าผมไม่ปรองดองอะไรเลย แล้วมันจะปรองดองได้อย่างไรในเมื่อทุกคนยังปลุกเร้าอยู่แบบนี้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากผม
ที่ผ่านมาผมพยายามทำอย่างเต็มที่ เรื่องกฎหมายก็เสนอเข้ามาซิ เป็นเรื่องของการปรองดองก่อนเพื่อน หลายคนก็ต้องปรับปรุงตัวเอง เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง เสนอนโยบายที่เป็นประโยขน์เพื่อประชาชน จะได้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมทำในวันนี้ อย่ามาตำหนิอย่างเดียว
ถ้ากลุ่มคนอีกฝ่ายระบุว่า ผมไม่แก้ปัญหาก็ถามกลับไปด้วยว่า ที่ผ่านมากลุ่มคนเหล่านั้นแก้ปัญหาอย่างไร ที่ผ่านมาได้แก้อย่างที่ผมแก้หรือไม่
ต้องยอมรับว่าปัญหาที่ผ่านไม่หนักเท่านี้ กี่ปีมาแล้ว และมาหนักขึ้นในสมัยที่ตนเข้ามา ซึ่งผมก็ต้องมาแกะ มาแก้ ในทุก ๆ เรื่อง ขอให้เข้าใจด้วย อย่ามาติติงกันทุกเรื่อง
ถามว่าปัญหาเกิดตั้งแต่เมื่อไร โครงสร้างผิดเพี้ยนกันมานานแค่ไหน พอปรับแก้ก็หาว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ ก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรกัน รัฐบาลพยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับคนทุกระดับโดยต้องไม่ผิดกฎหมาย และการใช้งบประมาณ ไม่มีใครเคยทำแบบนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายอย่างที่ผมทำอยู่ในขณะนี้ ขอให้แยกแยะดูว่าการที่ผมทำหลาย ๆ เรื่องแบบนี้มันอาจจะมีข้อขัดแย้งอยู่บ้าง โดยเฉพาะนักการเมือง ผมก็ไม่ได้ไปทะเลาะกับท่าน เพียงแต่ผมขอร้องให้กลับเข้าสู่สิ่งที่ผมพูด มันจะผิดจะถูกก็มาคุยกัน ผมไม่เคยมาละลาบละล้วง เพราะอย่างไร ท่านก็ต้องบริหารประเทศต่อไปในวันหน้า อย่ามาทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง รัฐธรรมนูญ กฎหมาย แล้วอย่างอื่นไม่สนใจกันเลย สนใจแต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งมันไร้สาระในตอนนี้ ถึงเวลาจะไปตีอะไรก็ไปว่ากันตรงโน้น ผม ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นทั้งนั้น
" วันนี้ยังขนาดนี้แล้ววันหน้ามันจะเชื่อมั่นได้ไหม ประชาชนจะเชื่อมั่นได้ไหม การเลือกตั้งก็ต้องจัด ถ้าจัดไม่ได้จะทำอย่างไร คิดแบบผมคิดสิ เข้าใจไหม "
"ไม่ใช่มองแต่ผมจะอยู่ต่อ ต้องการให้มีปัญหา ต้องการโน่นนั่น ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ตั้งแต่ก่อนเข้ามา ผมก็ไม่คิดจะเข้ามาอีก ทหารทุกคนก็ไม่อยากเข้ามา เพราะเข้ามาก็ต้องโดนแบบผมโดน
นักการเมืองใหม่ก็ไม่อยากเข้ามา สิ่งที่เขาตั้งใจทำก็เข้าใจกันผิดไป ก็ต้องรับให้ได้ ตอนแรก ผมก็รับไม่ได้ ตอนนี้ผมก็เริ่มรับได้แล้ว ผมก็ต้องทนเพื่อประโยชน์ของประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ผมก็ต้องทนให้ได้"

นายกฯยัน เลือก"ผบ.ทบ.เอง ไม่มีใครบีบบังคับ ยันไม่เกี่ยวกับ ป๋าเปรม หรือ พลเอกสุรยุทธ์



ไม่มีใครบีบบังคับ !!
นายกฯยัน เลือก"ผบ.ทบ.เอง ไม่มีใครบีบบังคับ ยันไม่เกี่ยวกับ ป๋าเปรม หรือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อย่าเอาท่านมายุ่ง ผมตัดสินใจเองกับ บิ๊กป้อม ไม่เกี่ยวกับการเข้าบ้านป๋า อวยพรวันเกิด อย่าเอามาโยง วิเคราะห์ ท่านเป็นคนที่เราให้ความเคารพ ท่านไม่ได้มายุ่งเริ่องการโยกย้ายทหาร ผม กับ พลเอกประวิตร และ ผบ.เหล่าทัพ เท่านั้นที่หารือกัน. เปรย ต้องดูทั้งหน้าบ้าน หลังบ้านด้วย ใครจะรักผม หรือ ไม่รักผม ไม่เป็นไร แต่ผมรักเขา ยัน ทหารไม่มีแตกแยก แจงตั้ง ประธานที่ปรึกษากห. แก้ปัญหา โผทหาร รับคน อกหัก แต่ตั้งเพื่อคุณงามความดี / มีรายงานว่า ตั้ง "พลเอกทวีป เนตรนิยม" เลขาฯสมช. กลับกองทัพ คาด นายกฯจะตั้ง เลขา๋ฯสมช.ใหม่ ในเร็วๆนี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้งประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมในอัตราจอมพล ที่ถูกมองว่า เป็นตำแหน่งปลอบใจ คนที่อกหักจากการโยกย้าย ว่า ตำแหน่งประธานที่ปรึกษา เดิมเคยมี แต่ถูกปรับลดไป ซึ่งความจริงไม่ควรถูกปรับลด แต่ด้วยวิธีต่างๆที่ผ่านมา ในทุกๆปี เราจะต้องให้คนที่เขาทำงาน
"อย่าไปคิดว่าเป็นการตอบแทนให้คิดว่าเขาทำงานมาทั้งชีวิต แล้วประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ตำแหน่งมีจำกัด แต่ขอให้คิดว่าเขาทำงานเพื่อประเทศชาติ ก็ต้องให้เขามีความสุขในบั้นปลายชีวิต รวมถึงครอบครัวได้ภูมิใจ
ทำไมสื่อไม่คิดแบบนั้น ผมขอถามว่า ถ้าคนห่วยๆ จะเป็นได้หรือเปล่า ก็เป็นไม่ได้ ทุกคนต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้มากมายอะไร ส่วนข้างบนเขาก็ทำงานจริงๆ ข้างล่างลงมาก็มีตำแหน่งจำกัด
ส่วนที่เกินมาก็ตั้งคนมาช่วยเป็นคณะทำงาน เพราะมีถึง 6 สาย ไม่ว่าจะกำลังพล การข่าว ยุทธการ การศึกษา กำลังบำรุง เขามีกลุ่มงานของเขา มีคณะกรรมการต่างๆ คนเหล่านี้จะมาช่วยกันทำงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้บัญชาการทหารบกอย่างเดียว ต้องมีการมอบนโยบายลงไปให้ 5 เสือไปพิจารณาทั้งหมด
รวมถึงให้คณะทำงานไปทำงานในแต่ละสายงาน ถึงจะสรุปข้อมูลทั้งหมดมาให้ผบ.ทบ. โดยผ่านกระบวนการของ 5 เสือกองทัพมีการทำงานแบบนี้ทุกเหล่าทัพ ผมยืนยันว่าการแต่งตั้งทั้งหมดมีการประชุมกัน ซึ่งผมจะแต่งใครก็ต้องมีการประชุม 5 เสือ จากนั้นก็เสนอให้ที่ประชุมกลาโหม หากจะตั้งนายทหารพันเอกพิเศษผบ.ทบ.เป็นคนตัดสินใจ แต่ผมต้องประชุม 5 เสืออีก โดยเอาคำสั่งการปรับย้าย ที่ทุกกองทัพและหน่วยงานเสนอเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมว่า คนในตำแหน่งดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพราะเราก็รู้ดีว่าใครดีไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าเขาโอเคอยู่แล้ว ผมก็ไม่แตะต้อง แทบจะส่วนน้อยมากที่ผมไปยุ่ง
นายกฯ กล่าวว่า การปรับย้ายทหารครั้งนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีการบีบบังคับใครทั้งสิ้น
"ยืนยันว่าก่อนจะมีการออกคำสั่งได้มีการประชุมเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนวิเคราะห์กันมาว่าจะอยู่ข้างใคร รวมถึงการไปเข้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มันเป็นคนละเรื่องกัน จะเอามาโยงกันได้อย่างไร ผมก็ตั้งของผมเองกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมกับการพิจารณาของผบ.เหล่าทัพเท่านั้น ทุกอย่างกลั่นกรองมาแล้ว ไม่มีใครเกี่ยวข้องทั้งสิ้น
"ผมขอยืนยัน ผมบอกแล้วไง ไม่มีใครมาสั่งผม เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง และผมเป็นผู้นำเสนอและพิจารณา ขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามกราบบังคมทูล เราทำงานกันแบบนี้ อย่าไปคิดว่าจะต้องตั้งคนโน้น คนนี้ ข้างของคนโน้น คนนี้
แล้วตั้งคนเดียว ยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมในกองทัพสุดท้ายแตกแยก แต่ทหารไม่มีเรื่องเหล่านี้ ไม่มีแน่นอน คนส่วนใหญ่เขายอมรับ ส่วนคนผิดหวังก็เป็นคนส่วนน้อย เป็นคนธรรมดาเขาทำอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ทำให้เขายอมรับ
"การทำงานต้องไต่เต้ามาตั้งแต่เล็กจนโต และระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาด พอถึงเเวลาที่เหมาะสมก็เอาเรื่องเหล่านี้มาพิจารณา ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้านพิจารณาหมด ไม่ใช่จะพิจารณาส่งเดช รักผม หรือไม่รักผม มันไม่ใช่ เพราะถึงไม่รักผม ผมก็รักเขา นึกถึงเขาสิ เพราะฉะนั้นอย่าเอา ประธานองคมนตรึ และองคมนตรี มาเกี่ยว ต้องให้เกียรติท่าน อย่าเอาท่านมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของกองทัพ และท่านเองก็บอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้น
แต่สื่อก็เขียนอยู่ได้ เอาท่านมาเกี่ยวทำไม เอามาเกี่ยวให้ทะเลาะเบาะแว้ง ผมยืนยันว่าผู้ใหญ่ทุกคนไม่มีอะไรซึ่งกันและกัน ฉะนั้นอย่าไปเขียนให้ปัญหามันมากขึ้น เพราะปัญหามันเยอะอยู่แล้ว ขอให้ผมได้ทำงานแก้ปัญหา เดินตามอนาคต วันนี้ถามว่าผมทำเพื่อพวกพ้องหรือ” นายกฯ กล่าว

"บิ๊กป้อม" แจงเปิดอัตราจอมพล ประธานที่ปรึกษากห. ไม่ใช่ ให้"บิกแกละ"

"บิ๊กป้อม" แจงเปิดอัตราจอมพล ประธานที่ปรึกษากห. ไม่ใช่ ให้"บิกแกละ" โพล่ง !!เฮ้ย! ไปทำอย่างนั้น เขาได้ไง"

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหมได้เสนอขอเปิดอัตราจอมพล ตำแหน่งประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ว่า ไม่มีอะไร เป็นของเก่า ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะของเดิมมีอยู่แล้ว พอเกษียณอายุราชการพร้อมกับตำแหน่ง ก็ต้องแต่งตั้งคนใหม่ เพียงแต่ว่าถ้าจะแต่งตั้งตำแหน่งนี้ ต้องเข้าสู่การพิจารณาของครม.ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อผูกมัดกับใครคนใดคนหนึ่ง พอเกษียณอายุ แล้วก็หมดไป เราขอเปิดมา 1 ตำแหน่งให้กับคนคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก เมื่ออายุราชการหมดไปก็ต้องแต่งตั้งใหม่
เมื่อถามว่า จะรองรับบุคคลที่ก่อนหน้านี้เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพแล้วพลาดหวังใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ไม่มี อย่าไปคิดมาก คิดมาก็ผิดทั้งหมด
เมื่อถามว่า ตำแหน่งประธานที่ปรึกษากห.นี้ใช่ พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "เฮ้ย ไม่ใช่ ไปทำอย่างนั้น เขาได้ไง" พล.อ.ประวิตร กล่าวพร้อมเดินออกจากโพเดี้ยมทันที

“ดีเอสไอ”แจงผลชันสูตร”อดีตที่ดินพังงา”ถุงเท้ารัดคอ เร่งสอบปมตับแตก-ฆ่าตัดตอน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงกรณีรายงานผลการชันสูตรพลิกศพของแพทย์สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่าชันสูตรศพนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเมือง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157เสียชีวิตระหว่างการควบคุมของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับทราบผลการชันสูตรแต่อย่างใด ส่วนการที่แพทย์ชันสูตรระบุสาเหตุการตายโดยรวมว่า เกิดจากการบาดเจ็บในช่องท้อง ประกอบกับการขาดอากาศหายใจจากการผูกคอนั้น การบาดเจ็บในช่องท้องมีสาเหตุได้จากหลายประการ อย่างไรก็ตาม ผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการเมื่อทางสถาบันนิติเวชวิทยา ได้ชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้ว จะต้องส่งไปยังสถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ กรณีของนายธวัชชัยนั้น ผลชันสูตรพลิกศพจะถูกส่งไปยังสน.ทุ่งสองห้อง จากนั้นทางสน.ทุ่งสองห้อง จะทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุของการตาย ในส่วนนี้ดีเอสไอคงไม่ก้าวล่วงการดำเนินการของพนักงานสอบสวนท้องที่แต่อย่างใด
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเท็จจริงที่อยากเรียนเพิ่มเติมกรณีการเสียชีวิตของนายธวัชชัยเป็นการใช้ผ้าหรือถุงเท้านั้น จากข้อเท็จจริงที่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ทราบว่าเป็นการใช้ถุงเท้านำมาต่อเป็นวงกลม ถุงเท้าดังกล่าวเป็นของนายธวัชชัย และนำไปคล้องกับบานพับของประตู ก่อนผูกคอตัวเองดังกล่าว ทั้งนี้หลังเกิดเหตุมีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้นำเตียงมายังห้องควบคุมผู้ต้องหา และช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจประมาณ 15 นาที นายธวัชชัยยังหายใจอยู่ แต่หัวใจยังไม่สามารถเต้นได้เต็มที่ จึงเร่งนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจอีก45นาที และใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนจะเสียชีวิตในช่วงเวลา 04.00 น.เศษ
“หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปทางญาติของนายธวัชชัยทันที ก่อนที่ญาติจะตามไปที่โรงพยาบาล ญาติไปถึงก่อนที่นายธวัชชัยจะเสียชีวิตด้วย อยากเรียนว่า เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ขอแสดงความเสียใจกับญาติด้วย ทั้งนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดูว่ามีผู้ใดบกพร่องหรือกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ ส่วนหนึ่งทางสน.ทุ่งสองห้อง อยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อนำไปสู่กระบวนการไต่สวนของศาล” รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าว
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือผลการชันสูตรที่พบว่าตับแตกนั้น จากข้อเท็จจริงทราบว่าการปั๊มหัวใจอยู่บริเวณหน้าอก มีความห่างของมันอยู่ แต่เพราะเหตุใดทำไมจึงตับแตกได้ จากการตรวจพบไม่มีบาดแผลภายนอกของนายธวัชชัย มีเพียงรอยรัดบริเวณลำคอเป็นแนวยาว ตามการชันสูตรพลิกศพของสถาบันนิติเวชวิทยา หรือทางโรงพยาบาลพระมงกุฎวัฒนะก็ตาม ไม่มีบาดแผลภายนอกที่ทำให้เกิดสาเหตุของตับแตก แต่อาจมีประเด็นอื่นแทรกซ้อนเข้ามา ทางเราจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้ได้ อีกทั้ง ส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่สน.ทุ่งสองห้อง มีสิทธิตรวจสอบและนำไปสู่กระบวนการไต่สวนได้อยู่แล้วด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ผลชันสูตรระบุว่า ตับแตกและมีเลือดออกในช่องท้องนั้น ระหว่างที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไม่มีอาการป่วยหรือความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นใช่หรือไม่ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เข้าจับกุมทราบว่า ในวันจับกุมนายธวัชชัยนั้น แทบจะไม่ได้แตะตัวผู้ต้องหาเลย เมื่อมาส่งห้องควบคุมได้ซักถามพูดคุย นายธวัชชัยระบุว่าให้บริการอย่างดี แม้กระทั่งในแบบสอบถามก็ยืนยันว่าการบริการค่อนข้างดี จนพอใจกับเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ในช่วงเย็นจะนำตัวผู้ต้องหาลงมาสอบปากคำ ทางญาติของผู้ต้องหาร่วมฟังการสอบสวนด้วย เพราะหากนายธวัชชัยถูกซ้อมหรือทรมานจริง นายธวัชชัยน่าจะบอกกับญาติ
รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า หลังสอบปากคำเสร็จ ได้นำตัวนายธวัชชัยขึ้นไปยังห้องควบคุมตัวและเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม มีการพูดคุยและอำนวยความสะดวกตามขั้นตอนทุกอย่าง ส่วนประเด็นการเสียชีวิตที่ถูกมองว่าเป็นการฆ่าตัดตอนหรือไม่นั้น ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าหากพบเจ้าหน้าที่มีการกระทำผิดทางอาญา จะต้องถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย
เมื่อถามว่า มีการตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหรือไม่ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยอธิบดีดีเอสไอสั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด ทั้งนี้ กล้องวงจรปิดในห้องควบคุมนั้นไม่มี อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวนั้น ไม่มีใครมาติดต่อขอเข้าเยี่ยมแต่อย่างใด นอกจากญาติที่มาอยู่ด้วยตลอดการสอบปากคำ ก่อนจะแยกย้ายหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาขึ้นไปยังห้องควบคุม
เมื่อถามถึงกรณีมีการตั้งค่าหัวของนายธวัชชัย พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจในเรื่องของการตั้งค่าหัวว่าเป็นการตั้งค่าหัวของฝ่ายไหน อาจเป็นการตั้งค่าหัวของฝ่ายผู้ร่วมกันกระทำผิดหรือไม่ ถ้าพูดไปแล้วมันอาจจะไปเกี่ยวพันหลายคดี แต่ในส่วนของเราไม่ได้มีการตั้งค่าหัวแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับที่ดินในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพล อาศัยในเรื่องของการทุจริตออกเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตาม นายธวัชชัยไม่มีการขอในเรื่องการดูแลความปลอดภัยในเรื่องนี้แต่อย่างใด

“บิ๊กตู่” ปัด “ป๋าเปรม” เอี่ยวตั้ง ผบ.ทบ. ยันพิจารณาร่วมกับ “บิ๊กป้อม-ผบ.เหล่าทัพ“”

“บิ๊กตู่” ปัด “ป๋าเปรม” เอี่ยวตั้ง ผบ.ทบ. ยันพิจารณาร่วมกับ “บิ๊กป้อม-ผบ.เหล่าทัพ“”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
        “ประยุทธ์” ติงสื่ออย่าดึง “ป๋าเปรม” มาเอี่ยวตั้ง ผบ.ทบ. ยันพิจารณาร่วมกับ “ประวิตร” และ ผบ.เหล่าทัพ รับอาจมีผู้ผิดหวังเพราะตำแหน่งมีน้อยบ แต่ยืนยันกองทัพไม่แตกแยก ปัดเพิ่มอัตราจอมพล ที่ปรึกษากลาโหม ซับน้ำตา “บิ๊กแกละ” หลังพลาดเก้าอี้ ผบ.ทบ. ระบุตั้งเพราะมีคุณงามความดีจากการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติมาตลอด
       
       พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเพิ่มอัตราจอมพล ตำแหน่งประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม รองรับ พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก ที่พลาดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่า ไม่มี มีเพียงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา แต่เดิมเคยมีแต่ถูกปรับลดไป ความจริงไม่ควรถูกปรับลด แต่ด้วยวิธีต่างๆ ที่ผ่านมา ในทุกๆ ปีเราจะต้องให้คนที่เขาทำงาน อย่าไปคิดว่าเป็นการตอบแทนให้คิดว่าเขาทำงานมาทั้งชีวิต แล้วประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ตำแหน่งมีจำกัด ขอให้คิดว่าเขาทำงานเพื่อประเทศชาติ ก็ต้องให้เขามีความสุขในบั้นปลายชีวิต รวมถึงครอบครัวได้ภูมิใจ ทำไมสื่อไม่คิดแบบนั้น ตนขอถามว่าถ้าคนห่วยๆ จะเป็นได้หรือเปล่า ก็เป็นไม่ได้ ทุกคนต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้มากมายอะไร ส่วนข้างบนเขาก็ทำงานจริงๆ ข้างล่างลงมาก็มีตำแหน่งจำกัด ส่วนที่เกินมาก็ตั้งคนมาช่วยเป็นคณะทำงาน เพราะกองทัพบกมีถึง 6 สาย ไม่ว่าจะกำลังพล การข่าว ยุทธการ การศึกษา กำลังบำรุง เขามีกลุ่มงานของเขา มีคณะกรรมการต่างๆ คนเหล่านี้จะมาช่วยกันทำงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ ผบ.ทบ.อย่างเดียว ต้องมีการมอบนโยบายลงไปให้ 5 เสือไปพิจารณาทั้งหมด รวมถึงให้คณะทำงานไปทำงานในแต่ละสายงาน ถึงจะสรุปข้อมูลทั้งหมดมาให้ ผบ.ทบ. โดยผ่านกระบวนการของ 5 เสือ
       
       “กองทัพมีการทำงานแบบนี้ทุกเหล่าทัพ ผมยืนยันว่าการแต่งตั้งทั้งหมดมีการประชุมกัน ผมจะแต่งใครก็ต้องมีการประชุม 5 เสือ จากนั้นก็เสนอให้ที่ประชุมกลาโหม หากจะตั้งนายทหารพันเอกพิเศษ ผบ.ทบ.เป็นคนตัดสินใจ แต่ผมต้องประชุม 5 เสืออีก โดยเอาคำสั่งการปรับย้ายที่ทุกกองทัพและหน่วยงานเสนอเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมว่าคนในตำแหน่งดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพราะเราก็รู้ดีว่าใครดีไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าเขาโอเคอยู่แล้ว ผมก็ไม่แตะ แทบจะส่วนน้อยมากที่ผมไปยุ่ง”
       
       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การปรับย้ายครั้งนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีการบีบบังคับใครทั้งสิ้น ยืนยันว่าก่อนจะมีการออกคำสั่งได้มีการประชุมเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนวิเคราะห์กันมาว่าจะอยู่ข้างใคร รวมถึงการไปเข้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นคนละเรื่องกันจะเอามาโยงกันได้อย่างไร ตนก็ตั้งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม รวมกับการพิจารณาของ ผบ.เหล่าทัพเท่านั้น ทุกอย่างกลั่นกรองมาแล้ว ไม่มีใครเกี่ยวข้องทั้งสิ้นขอยืนยัน
       
       “ผมบอกแล้วไง ไม่มีใครมาสั่งผม เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง และผมเป็นผู้นำเสนอและพิจารณา ขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามกราบบังคมทูล เราทำงานกันแบบนี้ อย่าไปคิดว่าจะต้องตั้งคนโน้นคนนี้ ข้างของคนนู้นคนนี้ มันต้องคนเดียว ยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมในกองทัพ สุดท้ายแตกแยก แต่ทหารไม่มีเรื่องเหล่านี้ ไม่มีแน่นอน คนส่วนใหญ่เขายอมรับ ส่วนคนผิดหวังก็เป็นคนส่วนน้อย เป็นคนธรรมดาเขาทำอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ทำให้เขายอมรับ การทำงานต้องไต่เต้ามาตั้งแต่เล็กจนโต และระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาด พอถึงเวลาที่เหมาะสมก็เอาเรื่องเหล่านี้มาพิจารณา ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้านพิจารณาหมด ไม่ใช่จะพิจารณาส่งเดช รักผมหรือไม่รักผม มันไม่ใช่ เพราะถึงไม่รักผม ผมก็รักเขา นึกถึงเขาสิ เพราะฉะนั้นอย่าเอา พล.อ.เปรมมาเกี่ยว ต้องให้เกียรติท่าน อย่าเอาท่านมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของกองทัพ และท่านเองก็บอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้น แต่สื่อก็เขียนอยู่ได้ เอาท่านมาเกี่ยวทำไม เอามาเกี่ยวให้ทะเลาะเบาะแว้ง ผมยืนยันว่าผู้ใหญ่ทุกคนไม่มีอะไรซึ่งกันและกัน ฉะนั้นอย่าไปเขียนให้ปัญหามันมากขึ้น เพราะปัญหามันเยอะอยู่แล้ว ขอให้ผมได้ทำงานแก้ปัญหา เดินตามอนาคต วันนี้ถามว่าผมทำเพื่อพวกพ้องหรือ”

อธิบดีดีเอสไอ แจง ผลชันสูตรอดีตพนง.ที่ดิน ภูเก็ต-พังงา ตับแตก อาจเกิดจากช่วงช่วยชีวิต

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีผลชันสูตรพลิกศพนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเมือง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่เสียชีวิตจากการผูกคอตนเอง ว่าเกิดจากเลือดออกในช่องท้อง ตับแตกจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ร่วมกับขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ ว่าเบื้องต้นตนทราบผลชันสูตรจากสถาบันนิติวิทยา โรงพยาบาลตำรวจแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้น ทางดีเอสไออยู่ระหว่างทำเอกสารข่าวเพื่อชี้แจงให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบ
พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวต่อว่า สำหรับผลชันสูตรพลิกศพที่ระบุว่า นายธวัชชัยเสียชีวิตจากเลือดออกในช่องท้อง และตับแตกจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกนั้น อาจเป็นไปได้ว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจเพื่อไม่ให้ชีพจรหยุดทำงาน ซึ่งถ้าทำผิดวิธีอาจทำให้เกิดการกระแทกและมีเลือดออกในช่องท้องได้ ซึ่งเรื่องนี้ทางดีเอสไออยู่ระหว่างสอบถามไปยังสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายธวัชชัยได้ ทางญาติก็ได้เดินทางมาเยี่ยมและอยู่กับนายธวัชชัยจนถึงช่วงเย็น หากมีอะไรผิดปกติเชื่อว่านายธวัชชัยจะต้องแจ้งให้ญาติทราบอยู่แล้ว ทั้งนี้ ที่ชั้น 6 ของอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นชั้นที่มีห้องที่ใช้ในการควบคุมตัวผู้ต้องหา ได้มีกล้องวงจรปิด หากญาติสงสัยในประเด็นการเสียชีวิต ก็จะได้เชิญให้ญาติดูกล้องวงจรปิดได้
พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาหรือไม่ ตนยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแน่นอน และไม่เคยทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาอยู่แล้ว โดยทางเรายืนยันความบริสุทธิ์ และคงจะเชิญญาติมาดูกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพระหว่างการควบคุมตัวนายธวัชชัยด้วย

เมียนมาจะเปิดการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21



31 สิงหาคม 2559 เมียนมาจะเปิดการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21 ถือเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 69 ปี ซึ่งรัฐบาลพม่าเคยทำสนธิสัญญาปางโหลงกับกลุ่มชาติพันธุ์เมื่อปี 2490 แต่สนธิสัญญาปางโหลงกลายเป็นโมฆะ หลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ กลายเป็นที่มาให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆจับอาวุธสู้รบกับพม่า รัฐบาลเมียนมา เรียกการประชุมครั้งนี้ว่า Panglong Spirit หรือจิตวิญญานปางโหลง ที่จะร่วมกันสร้างประชาธิปไตย โดยเลขาธิการสหประชาชาติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ให้การต้อนรับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
เลขาธิการยูเอ็น ตอบรับที่จะร่วมกล่าวเปิดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ในรอบ 69 ปีครั้งนี้ เพราะจะเป็นก้าวย่างสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพของเมียนมา หลังรัฐบาลพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แม้นางอองซานซูจี ไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ แต่เธอได้แสดงบทบาทในการสร้างสันติภาพซึ่งเป็นที่คาดหวังจากทุกฝ่าย นอกเหนือจากบทบาทที่เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 1991นางซูจี ใช้เวลา 5 เดือนเดินหน้ากระบวนการสันติภาพด้วยการจัดประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
นับจากพม่าได้ทำสนธิสัญญาปางโหลงกับกลุ่มชาติพันธ์ในปี 1947 หรือปี 2490 โดยนายพลอองซาน บิดาของนางอองซานซูจี ต้องการรวบรวมกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ในขณะนั้นคือ รัฐฉานหรือไทใหญ่ รัฐคะฉิ่น และรัฐชิน เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ โดยตกลงกันในสัญญาปางโหลงว่า เมื่อได้รับเอกราชแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี จะให้แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง แต่หลังพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 เป็นสหภาพพม่า นายพลอองซาน ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกลอบสังหาร มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเป็นนายอูนุ แม้สัญญาปางโหลงจะถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2490 แต่ เมื่อได้รับเอกราชครบ 10 ปี พม่าไม่ทำตามสัญญาที่จะคืนอำนาจให้แต่ละรัฐ แต่ละชาติพันธุ์ปกครองตนเอง หลังจากนั้น นายพลเนวินได้ยึดอำนาจจากนายอูนุ รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง สัญญาปางโหลงจึงกลายเป็นโมฆะ กลายเป็นที่มาให้กลุ่มชาติพันธุ์จับอาวุธมาสู้รบกับพม่ายาวนานกว่า 60 ปี รวมถึงชาติพันธุ์อื่นในพม่า เช่น กระเหรี่ยง มอญ และอาระกันหรือยะไข่
จนรัฐบาลพเอกเต็งเส่ง เริ่มกระบวนการสันติภาพ สามารถลงนามหยุดยิงกับ 8 กลุ่มชาติพันธ์ได้สำเร็๋จเมื่อ 15 ตุลาคม ปีที่แล้ว และรัฐบาลนางอองซานซูจี ได้สานต่อ โดยจะมี 18 กลุ่มชาติพันธุ์มาเข้าร่วม ไม่มาเข้าร่วม 3 หลุ่มคือ ดาราอั้ง ปะหล่องและกองทัพอารากันที่ยังมีการสู้รบ และจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน
รัฐบาลเมียนมา เรียกการประชุมครั้งนี้ว่า Panglong Spirit หรือจิตวิญญาณปางโหลงเพราะจะเป็นการเริ่มกระบวนการเจรจาทางการเมือง ยุติสงครามกลางเมืองที่มีมายาวนานกว่า 60 ปี
"รัฐบาลเรียกการประชุมครั้งนี้ว่า Panglong Spirit จิตวิญญาณปางโหลง เรามีสนธิสัญญาปางโหลงปี 1947 เพื่อรวมตัวกันเรียกร้องเอกราช แต่การประชุมครั้งนี้เรารวมกันอีกครั้งเพื่อสร้างประชาธิปไตย ก้าวสู่การเป็นสหพันธรัฐ ซึ่งจะเริ่มต้นจากการเจรจาทางการเมืองในการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21 วันพรุ่งนี" Min Zaw OO คณะทำงานจัดการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21
ดร.มิน ซอ อู ที่ร่วมทำงานในศูนย์สันติภาพเมียนมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เชื่อว่า หลังการประชุมวันพรุ่งนี้ กลุ่มชาติที่พันธุ์ที่ยังไม่ลงนามหยุดยิ่งจะลงนาม NCA ทำให้ขั้นตอนการเจรจาสันติภาพเข้าสู่การเจรจาทางการเมือง ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 3-4 ปี ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
เจ้าขุนแสง เลขาธิการพรรครัฐฉานก้าวหน้า หรือ SSPP กองทัพรัฐฉานเหนือ ที่ยังไม่ลงนามหยุดยิง เปิดเผยว่า SSPP ตัดสินใจเข้าร่วมการประชุมพรุ่งนี้เพราะคาดหวังจะเห็นสนธิสัญญาปางโหลงเกิดขึ้นจริงตามข้อตกลงที่จะให้ทุกรัฐมีสิทธิปกครองตนเองอย่างเท่าเทียม ซึ่งตรงกับข้อเรียกร้องของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ หากรัฐบาลพม่าทำได้ ทุกชาติพันธุ์ก็จะอยู่ร่วมกันได้ และ กองทัพรัฐฉานเหนือพร้อมจะยุติการสู้รบ ซึ่งรัฐฉาน กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ เป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด จึงมีการประชุมร่วมกันทั้ง SSPP สภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉานใต้ที่นำโดยพลโท เจ้ายอดศึกได้ลงนามหยุดยิงไปแล้ว และพรรค SNLD ,SNDP เพื่อสร้างเอกภาพในการพูดคุยสันติภาพของชาวไทใหญ่
"สิ่งที่ไทใหญ่จะพูดในการประชุมปางโหลงศตวรรษที่ 21 คือเราอยากเห็นปางโหลง 1947 เกิดขึ้นจริง เราจะเรียกร้องนานาชาติให้ช่วยกันผลักดันให้สันติภาพเกิดขึ้นจริง" เจ้าคืนใส ที่ปรึกษาสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS/SSA
การแถลงข่าวของเลขาธิการสหประชาติ ยืนยันด้วยว่า UN พร้อมสนับสนุนการก้าวสู่สันติภาพของเมียนมา เพื่อให้ประชาชนทุกชาติพันธุ์ และผู้ลี้ภัยที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงผู้ลี้ภัยในไทยกว่า 1 แสนคน ได้มีโอกาสกลับประเทศ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ที่จะทำให้สำเร็จ ซึ่งต้องได้รับความร่วมือจากทหาร กลุ่มชาติพันธุ์และภาคประชาสัง ในการสร้างประชาธิปไตยในเมียนมา รวมถึงการแก้ปัญหาโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ที่ยินดีกับการที่ นายโคฟี่ อันัน อดีตเลขาธิการ UN ตอบรับเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ท้าทายของเมียนมา