PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กล้าฉีกสัญญา“คิงเพาเวอร์”มั้ย?



ที่นี่ไม่มีความลับ : กล้าฉีกสัญญา“คิงเพาเวอร์”มั้ย?

12 May 2017




ที่นี่ไม่มีความลับ 
โดย : เอราวัณ

กล้าฉีกสัญญา“คิงเพาเวอร์”มั้ย?

ทันทีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สรุปผลการศึกษากรณีโครงการของรัฐที่เสียเปรียบภาคเอกชน กรณีการทำสัญญาระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ (AOT) กับ กลุ่มคิงเพาเวอร์ (King Power) ได้ถูกสรุปถึงมือนายกรัฐมนตรีและถูกเปิดเผยว่าองค์กรของรัฐเสียประโยชน์และเป็นการทำสัญญาที่ส่อไปในทางผิดกฎหมายหลายประการ พร้อมข้อสรุปที่ส่งผลสะเทือนต่อทั้ง AOT และ King Power ในหลายประเด็น

ด้วยการเสนอให้ยกเลิกสัญญากับเอกชน และเสนอปลดผู้บริหารและกรรมการ AOT ที่ไปกระทำการส่อให้รัฐเสียหาย

ความจริงหลังการรัฐประหาร ปี 2549 ก็ได้มีการตั้งกรรมาธิการที่ชื่อว่า "คณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ" และมีการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการศึกษาก็ออกมาไม่แตกต่างกัน เพราะการเข้าทำสัญญา ร้านค้าปลอดอากรและสัญญาการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีลักษณะที่ส่อขัดเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน (TOR) ในหลายประเด็น เช่น จำนวนพื้นที่เช่าที่กำหนดในTOR ให้เข้าบริหาร20,000 ตารางเมตร แต่เมื่อทำสัญญาสัมปทานมีการใช้พื้นที่ถึงกว่า 25,000 ตารางเมตร

ทำให้พื้นที่ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้า มีการคิดค่าเช่าจากร้านค้าที่แพงมหาศาล (ไม่รวมค่าแป๊ะเจี๊ยะ) ทำให้ราคาสินค้าและอาหารในสนามบินสุวรรณภูมิแพงสุดเว่อร์อย่างที่ต้องประสบกัน

และการศึกษาทั้ง 2 ครั้งที่ผู้นำการศึกษาคือ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป และ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ยังพบเหมือนกันว่าเป็นสัญญาที่ส่อขัดต่อพ.ร.บ.การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือการดำเนินกิจการของรัฐ 2535 และส่อว่าขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการสมยอมราคา 2542 และกฎหมายอื่นๆ

แต่ผลการศึกษาครั้งแรกที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2550และถูกส่งต่อให้ป.ป.ช.ไปดำเนินการต่อกลับ “หายเข้ากลีบเมฆ”ด้วยข่าวการวิ่งเต้น “ทหาร” ที่กุมอำนาจในยุคนั้นจนกระทั่งเป็นที่มาของ "รัฐประหารเสียของ" เพราะยึดอำนาจรัฐบาลที่ทุจริตโกงกิน กลับเป็นการ "รับงาน รับเงิน" เอา “มือปิดแผ่นฟ้า" เสียเอง

เมื่อเกิดการยึดอำนาจอีกครั้งและมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่กลับพบความเสียหายที่มากขึ้น เพราะมีสัญญามัดมือภาครัฐเพิ่มขึ้นและการแก้ไขสัญญา 2 ครั้งเพื่อขยายอายุการหมดสัญญาออกไปอีก 4 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่าได้รับความเสียหายจากการถูกปิดสนามบินในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นระยะเวลา 7 วัน

จึงท้าทาย “รัฐบาลทหาร” ชุดนี้ว่าจะเอาจริงเอาจังกับการจัดการสัญญาที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับภาครัฐอย่างจริงจังหรือไม่ หรือจะเป็นการปล่อยให้เป็น "รัฐประหารเสียของรอบ2” อีกไหมต้องจับตา

คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ/ หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3261 ระหว่างวันที่ 14-17 พ.ค.2560

ปชป.ซัด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ เป็นกม.ต่อท่อให้ทหารมีเอี่ยวหลังเลือกตั้ง เหตุไม่อยากวางมือจากอำนาจ

ปชป.ซัด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ เป็นกม.ต่อท่อให้ทหารมีเอี่ยวหลังเลือกตั้ง เหตุไม่อยากวางมือจากอำนาจ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติให้คงสัดส่วนผู้บัญชาการเหล่าทัพในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ตามร่างของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการวางยุทธศาสตร์ด้วยรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน ของรัฐบาลประชาธิปไตยเเบบไทยๆ เป็นรัฐบาลทหารที่มาจากคนกลุ่มเดียว มีความเด็ดขาด รวดเร็ว แต่ขาดความละเอียดครบถ้วนไม่ครอบคลุมถึงความต้องการประชาชนทุกระดับชั้น จนทำให้ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังวางอยู่ไม่ชอบธรรมโดยหลักการไม่เห็นด้วยกับการวางยุทธศาสตร์ไว้ล่วงหน้า 20 ปี เพราะสุ่มเสี่ยงต่อความเปลี่ยนเเปลงกระทันหันในอนาคต การอ้างว่ารัฐบาลต่อไปแก้ไขได้ไม่ยาก ก็ไม่จริง เพราะมีคณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงนายกฯ นั่งค้ำขวางอยู่ ถ้าอยากจะแก้ยุทธศาสตร์แต่คณะกรรมการฯไม่ยอม จะทำได้หรือเปล่า ปัญหาคือ คณะกรรมการตั้งโดยรัฐบาลทหาร ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ไม่อิสระ ไม่เป็นไปตามหลักการวางยุทธศาสตร์เพื่อนาคต เเต่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่
ซัดเเรง วางต้นทุนต่อท่ออำนาจ
“จากที่ผ่านมา กฎหมายส่งเข้าสนช.วาระ 2-3แบบนี้ส่วนมากก็ผ่าน แต่ไม่อยากให้เงียบไปแบบนี้ อยากชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติควรมุ่งประโยชน์ชาติอย่างเเท้จริง แต่วันนี้กลับเขียนตุนต้นทุนตั้งคณะกรรมการต่อท่อเอาไว้ จะทำให้รัฐบาลในอนาคตไม่เป็นอิสระส่วนที่อ้างกันว่า คณะกรรมการฯชุดดังกล่าวจะป้องกันการปฏิวัติได้ในอนาคตได้ก็ไม่จริง ไร้สาระ นับประสาอะไรกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กับพล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยบอกจะไม่ยึดอำนาจ แต่สุดท้ายพอสถานการณ์บีบบังคับ ก็ทำ ที่พูดไม่ใช่จะตำหนิ แต่ชี้ให้เห็นว่า อย่ามาอ้าง ในทางกลับกัน พ.ร.บ.นี้จะยิ่งเร่งให้เกิดยึดอำนาจขึ้นไปอีก ถ้าเเนวคิดคณะกรรมการฯ ไม่ตรงกับรัฐบาลในอนาคต ยิ่งติดกับดัก ไปต่อไม่ได้ จะแก้ไขก็ไม่ได้ จึงย้ำว่า เป็นเพียงต้นทุนของรัฐบาลทหาร ต่อท่ออำนาจ ขอเอี่ยวการบริหารงานประเทศหลังเลือกตั้งด้วย เพราะไม่อยากวางมือ” นายสาธิต กล่าว

โฆษก คสช.แจง ห้าม ‘เดียร์ ขัตติยา’ จัดรำลึก 7 ปี เสธ.แดง เหตุเข้าข่ายกิจกรรมการเมือง

โฆษก คสช.แจง ห้าม ‘เดียร์ ขัตติยา’ จัดรำลึก 7 ปี เสธ.แดง เหตุเข้าข่ายกิจกรรมการเมือง

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมรำลึก 7 ปีการเสียชีวิตของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) บริเวณสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินีนั้น ตนคิดว่าทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจว่ากิจกรรมดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงไม่อนุญาตให้ น.ส.ขัตติยาจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คสช.เน้นการขอความร่วมมือมาโดยตลอด และก็ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย
อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งทางครอบครัว น.ส.ขัตติยาแต่อย่างใด เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้จัด เป็นเพราะพิจารณาแล้วว่าการรำลึกการจากไปของ พล.ต.ขัตติยะ อาจเข้าข่ายกิจกรรมเชิงการเมือง

"จาตุรนต์" ชี้ 3 ปี รบ.ขคสช.เหลว ! เหน็บอีก 2 ปีช่วงเวลาทิ้งทวน

"จาตุรนต์" ชี้ 3 ปี รบ.-คสช.เหลว ! เหน็บอีก 2 ปีช่วงเวลาทิ้งทวน

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 15.41 น.
"จาตุรนต์" ชี้ 3 ปี รบ.ขคสช.เหลว ! เหน็บอีก 2 ปีช่วงเวลาทิ้งทวน

"จาตุรนต์" ชำแหละผลงาน 3 ปี "รัฐบาล-คสช." ล้มเหลว สะท้อนรัฐประหารไม่ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง แถมยังคุกคามทำลายระบบการตรวจสอบ ผวา 2 ปีที่เหลือเป็นช่วงเวลาคอรัปชั่นทิ้งทวน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานรัฐบาล และคสช.ครบรอบ 3 ปีว่า พอมาปีที่ 3 ทำให้เห็นปัญหาชัดเจนมากกว่า 2 ปีก่อน คือทำให้เห็นว่าในที่สุดแล้วการรัฐประหารนอกจากแก้ปัญหาประเทศไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้ปัญหาต่างๆเลวร้ายมากกว่าเดิม ซึ่ง 3 ปีนี้มานี้ เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน ในขณะที่ประเทศอื่นๆเขาเติบโตเร็วกว่าเรามาก ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน โดยเฉพาะการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องอาศัยธุรกิจขนาดใหญ่กับการท่องเที่ยว แต่ภาคเกษตรกรและธุรกิจรายเล็กรายน้อยต้องล้มลงไปยิ่งทำให้ช่องว่างของรายได้มากยิ่งขึ้น สำคัญนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศไม่มีความเชื่อมั่น เนื่องจากประเทศความไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีความแน่นอน ไม่ชัดเจนว่าคืนสู่ประชาธิปไตย

"ปีที่ 3 เห็นปัญหาชัดกว่าปีก่อนๆ มีการผสมผสานกันระหว่างการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ตรวจสอบไม่ได้ กับการมีนโยบายใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่สูญเปล่า โดยไม่คำนึงถึงความสามารถทางการคลังและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงปัญหาในหลายมิติพร้อมๆกัน คือการซื้อเรือดำน้ำ เป็นโครงการที่เกิดจากนโยบายที่ไม่สอดคล้องภาวะเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันดำเนินการไปโดยไม่มีความโปร่งใสชัดเจน บอกว่ามีการประกวดราคา ต่อมาเป็นการดำเนินการรัฐต่อรัฐ และมีการรวบรัดทำสัญญา ที่สำคัญเมื่อมีคนเรียกร้องให้ตรวจสอบ กลับถูกคุกคาม เท่ากับเป็นการทำลายระบบการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจนที่สุด ความจริงเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเคยเกิดเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้ว แต่สังคมอาจจะเห็นปัญหาไม่ชัด เท่ากับเรื่องเรือดำน้ำ"

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่าช่วงหลังปัญหาใหญ่อยู่ที่การไปหาทางป้องกัน สกัดกั้นการตรวจสอบ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะทำ ถือเป็นอันตราย ผู้มีอำนาจอาจคิดว่าใกล้จะหมดอำนาจ ถึงแม้จะเหลือเวลาอีก 1-2 ปี แต่อาจคิดว่าเป็นช่วงเวลาทิ้งทวน ทั้งที่ต้องยิ่งตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส แต่กลับมีแนวโน้มจะเล่นงานคนที่ถูกสอบเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ความเสียหายจาการทุจริตอาจจะมากกว่า 3 ปีที่ผ่านมาก็ได้

สคบ.ขอร้อง อ.วีรชัย งดให้ข้อมูลกระทะยี่ห้อดัง หลังผ่าพิสูจน์ เผยถูกขู่ระวังโดนฟ้อง!

สคบ.ขอร้อง อ.วีรชัย งดให้ข้อมูลกระทะยี่ห้อดัง หลังผ่าพิสูจน์ เผยถูกขู่ระวังโดนฟ้อง!

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพ จากเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong ซึ่งได้นำกระทะยี่ห้อดังมาตัดเพื่อพิสูจน์นั้น

รศ. ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยความคืบหน้าว่า ได้รับการประสาน จาก สคบ. ว่า ขอให้งดให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าผลการทดสอบจะเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ ตนได้ทำงานคู่ขนานกับ สคบ. มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบสิ่งต่างๆ เพื่อผู้บริโภค โดยในครั้งนี้ โจทย์คือ การพิสูจน์ชนิดของโลหะ โพลิเมอร์ จำนวนชั้นที่เคลือบ ตามที่มีการโฆษณาไว้ ส่วนเรื่องราคาหรือประเด็นอื่น ก็เป็นเรื่องของ สคบ.จะพิจารณาต่อไป

“หลังจากที่ผมเผยแพร่ภาพการทดสอบ ก็ไม่คิดว่าจะมีคนให้ความสนใจมากขนาดนั้น แต่เชื่อว่าผมไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ก็มีคนมาเขียนในเฟซบุ๊กของผมว่า ระวังจะโดนฟ้องแต่ก็ไม่ทราบว่าคนเขียนเป็นคนของบริษัทหรือเป็นเพียงกองเชียร์ของกระทะเท่านั้น โดยผลการทดสอบน่าจะเสร็จวันที่ 15 พ.ค.นี้”รศ. ดร.วีรชัย กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ทำความรู้จัก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้"มุน แจ อิน"ผู้มีแนวคิดสายกลางประนีประนอมกับ"เกาหลีเหนือ"

ทำความรู้จัก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้"มุน แจ อิน"ผู้มีแนวคิดสายกลางประนีประนอมกับ"เกาหลีเหนือ"

Prev
1 of
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 10 พ.ค. 2560 เวลา 13:35:07 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
10 พฤษภาคม "มุน แจ อิน" ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ

ในวัย 64 ปี อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชนผู้คร่ำหวอดทั้งเวทีการเมือง กฎหมาย และที่สำคัญการเป็นผู้มีแนวคิดประนีประนอมที่จะหาช่องฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ ทำให้สปอตไลท์ของโลกจับจ้องมาที่แนวคิดและวิธีคิดของผู้นำใหม่เกาหลีใต้ในบัดดล

ชัยชนะของ มุน แจอิน ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายซ้าย ถือเป็นการปิดฉากการบริหารประเทศกว่า 10 ปี ของพรรคอนุรักษ์นิยม และปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อเกาหลีเหนือครั้งใหญ่ เนื่องจากนายมุน ต้องการยกระดับการสื่อสารกับเกาหลีเหนือ ต่างกับนางปาร์ค กึนเฮ โดยสิ้นเชิง

มุน แจ อิน เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2496 ภรรยา คือ คิม จ็อง ซุก ทั้งคู่มีบุตร-ธิดา 2 คน

ประวัติของมุน แจ อิน นั้นน่าสนใจ เพราะบิดาของเขา มุน ยง ฮย็อง พาครอบครัวอพยพลี้ภัย หลบหนีจากจังหวัดฮัมคย็องใต้ในเกาหลีเหนือเข้ามาตั้งรกรากที่ปูซาน เกาหลีใต้





ต่อมามุนเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมคย็องนัมซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ตั้งอยู่นอกโซลและศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคย็องฮีในสาขากฎหมายโดย เขาถูกจับกุมและขับไล่ออกจากมหาวิทยาลัยในข้อหาที่เป็นผู้จัดการนักศึกษาเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐธรรมนูญ และต่อต้านนายปาร์ค ชุงฮี ผู้นำทหารที่ปกครองประเทศเกาหลีใต้เวลานั้น (บิดา อดีตประธานาธิบดี ปาร์ค กึน เฮ) ต่อมาเขาถูกบังคับให้เข้าระดมพลในกองทัพ และถูกเกณฑ์เข้าไปอยู่ในหน่วยรบพิเศษ ที่ซึ่งเขามีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหาร


มุน แจ อิน (คนขวา)

ภายหลังปลดประจำการ เขาสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต และทำงานในสถาบันวิจัยทางตุลาการ และฝึกอบรม โดยได้รับคะแนนสูงสุดเป็นลำดับสองในรุ่น

แม้จะทำคะแนนได้อย่างดีเยี่ยมในการอบรม แต่เขาไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นผู้พิพากษา เนื่องจากเคยเป็นผู้จัดการการประท้วงของนักศึกษา จึงเบนเข็มเลือกที่จะเป็นทนายความแทน ก่อนจะเข้าสู่วงการการเมือง กระทั่งขึ้นเป็นผู้นำพรรคประชาธิปไตยเกาหลีหรือพรรคมินจู







อดีตเขาเคยแพ้การเลือกตั้งให้ปาร์คกึนเฮในปี 2555 ขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขามีคะแนนนิยมนำมาโดยตลอด

ตัวตันในความเป็น "มุน แจ อิน" เขาได้บรรยายตัวของเขาเองว่า เป็นคนที่มีความคิดเห็นไม่รุนแรงและเป็นผู้นำที่มีเหตุผล ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังกลุ่มคนรุ่นใหม่...



ประชาชาติฯออนไลน์รายงานและเรียบเรียง
ภาพ Reuters

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มทภ.4 ลุยพื้นที่บุกรุกป่าต้นน้ำเขาบรรทัด จ.สตูล สั่งบริษัทฯ ห้ามเข้าพื้นที่ระหว่างดำเนินคดี

Thongrit Rit Jarupak ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ
3 ชม.
มทภ.4 ลุยพื้นที่บุกรุกป่าต้นน้ำเขาบรรทัด จ.สตูล สั่งบริษัทฯ ห้ามเข้าพื้นที่ระหว่างดำเนินคดี
โดย : MGR Online
เผยแพร่ : 5 พ.ค. 2560 10:46:00
สตูล - แม่ทัพภาค 4 ลงลุยพื้นที่บุกรุกป่าต้นน้ำเขาบรรทัด จ.สตูล จำนวน 2.6 พันไร่ ยันพร้อมเดินหน้าจัดระเบียบทุกผืนป่าให้อยู่ในกรอบกฎหมาย หนุนกองกำลังลาดตระเวนปกป้องป่าผืนใหญ่ สั่งบริษัทฯ ห้ามเข้าดำเนินการใดๆ ระหว่างดำเนินคดี
วันนี้ (5 พ.ค.) พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์พืช นายยงยุทธ นาควิโรจน์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และนายประไพย์ศักดิ์ สุขย้อย หน.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ และตัวแทนทางบริษัท ปาล์มไทยพัฒนา ได้ร่วมคณะไปด้วยในครั้งนี้ เพื่อเข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด หมู่ที่ 11 ต.ควนกาหลง อ.ควนกาหลง จ.สตูล เพื่อดูความเสียหายจากการบุกรุกป่าต้นน้ำ 2,600 ไร่ และปลูกปาล์มน้ำมันของบริษัท ปาล์มไทยพัฒนา หลังชุดพญาเสือได้เข้าตรวจยึด เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมรถแบ็กโฮ 3 คัน และผู้ต้องหา 1 คน ส่งเรื่องดำเนินคดีทางกฎหมายท้องที่ สภ.ควนกาหลงแล้วนั้น พร้อมใช้ ม.40 ของทางกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ห้ามเข้าดำเนินการใดๆ ในพื้นที่บุกรุกโดยเด็ดขาดในช่วงที่มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย
พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า ต้องการมาดูให้เห็นกับตาว่ามีใครอยู่เหนือกฎหมายหรือไม่ พร้อมซึ่งทุกอย่างก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย ส่วนการจะใช้ ม.44 หรือไม่นั้น คงจะต้องนำเรียนเรื่องนี้เสนอให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง สำหรับแนวทางปฏิบัติด้านทหารยังคงเดินหน้าในการจัดระเบียบปัญหาการบุกรุกผืนป่าให้หมดไป โดยให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในกรอบของกฎหมาย ให้ที่อยู่ในกรอบแล้วก็ไม่ต้องกังวล สามารถดำเนินการต่อไปได้เลย ส่วนใครที่อยู่นอกกรอบก็ต้องว่าด้วยกฎหมาย ว่าไปตามผิดให้มาเจอกันตรงกลาง ส่วนคดีนี้ในพื้นที่ที่มีการบุกรุกแล้วก็ต้องให้หยุด เพื่อว่ากันในขั้นตอนของกฎหมาย จะเข้ามาดำเนินการใดๆ ไม่ได้ ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หากกำลังไม่พอสามารถร้องขอสนับสนุนในการออกลาดตระเวนสำรวจผืนป่าเพื่อปกป้องได้เช่นกัน
โดยบริษัท ปาล์มไทยพัฒนา ได้เช่าดินจากผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล ผ่านกรมประชาสงเคราะห์และกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่ปี 2518 แรกเริ่มเช่า จำนวน 10,000 ไร่ ต่อมาทางบริษัทฯ แจ้งว่า ไม่สามารถใช้พื้นที่ได้จริง เพราะมีประชาชนอาศัยอยู่ ต่อมาได้เช่าล่าสุดเพียง 8,023 ไร่ โดยเพิ่งต่อสัญญาเมื่อปี 2558 และจะไปหมดอายุในปี 2588 ระยะเวลาในการเช่าแต่ละครั้ง 30 ปี

เปอร์โตริโกล้มละลายเตรียมเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์

เปอร์โตริโกล้มละลายเตรียมเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์


วันนี้ (5 พ.ค. 60) – รัฐบาลเปอร์โตริโก ประกาศตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลาย หลังจากที่เป็นหนี้สินกว่า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 2.31 ล้านล้านบาท) โดยกระบวนการนี้จะมีคณะกรรมการจากสหรัฐฯเพื่อดูแลทรัพย์สินที่ยังคงเหลือและใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้โดยพิจารณาถึงลำดับ จำนวนเงินและช่วงเวลาที่เหมาะสม 

เปอร์โตริโก้เป็นเกาะเล็กๆอยู่ในทะเลแคริเบียน และอยู่ในอาณัติของสหรัฐฯ มีประชากร 3 ล้าน 5 แสนคน ประชาชนถือสัญชาติอเมริกัน แต่ไม่มีสิทธิเทียบเท่าพลเมืองของสหรัฐฯ
ขณะที่ประชาชนเปอร์โตริโกส่วนใหญ่ละทิ้งบ้านเกิดและเข้ามาหางานทำในสหรัฐฯ ส่วนอนาคตของเกาะที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของในโลก ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดการอย่างไร และเจ้าหนี้จะได้เงินคืนมากน้อยแค่ไหน 

ส่งหนังสือถึง ทางการลาว อีกครั้ง ทวงถาม เรื่อง"โกตี๋"

‪"พล.อ.ทวีป" เลขาฯสมช.เผย ส่งหนังสือถึง ทางการลาว อีกครั้ง ทวงถาม เรื่อง"โกตี๋" ชี้พบยังมีความเคลื่อนไหว อยู่ในลาว ยังไม่ได้หนีไปประเทศอื่น‬
พลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวถึง การติดตามตัว"โกตี๋" แกนนำเสิ้อแดงปทุมฯ ที่มีความผิด ม.112 และ อาวุธสงคราม อบะแผนทำร้ายผู้นำประเทศ ถือ เป็นบุคคลอันตรายของประเทศไทย นั้น ว่า ได้ส่งหนังสือ ถึงทางการลาว อีกครั้ง เพื้อทวงถาม เพราะที่ผ่านมา ยังเงียบ
"แต่เราพบว่า ยังมีความเคลื่อนไหว อยู่ และเชื่อว่า ยังอยู่ในลาว ไม่ได่หนีไป ประเทศอื่น" เลขาฯสมช. กล่าว
ทั้งนี้ สมช.ไทย ได้ส่งหนังสือ ไปถึง ทางการลาว อีกครั้งนี้เป็นครั้งที่3 แล้ว โดยครั้งแรก มีนาคม พลเอกทวีป เดืนทางไปลาว ด้วยตนเอง นำเอกสารหลักฐาน หนังสือการขอตัว ไปให้ทางการลาว. แต่เมื่อกลับมา ทางฝ่ายลาว ก็ยังเงียบ. จึฃส่งหนังสือ ไปทวงถาม มาเมื่อ ต้น เมย.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังเงียบ จึงส่งหนังสือไปอีกครั้ง

"เลขาฯสมช."เผย ไทยต้องการข้อมูล ด้าน นักรบไอเอส. จาก มาเลเซีย อืนโดฯ ฟิลิปปินส์ มากขึ้น

"เลขาฯสมช."เผย ไทยต้องการข้อมูล ด้าน นักรบไอเอส. จาก มาเลเซีย อืนโดฯ ฟิลิปปินส์ มากขึ้น เพิ่อเกาะติด ใกล้ชิด ยอมรับในภูมิภาคนี้เป็นห่วง ไอเอส.เคลื่อนไหว / ยอมรับ ผู้ต้องสงสัย โยงไอเอส. เข้าออกไทยบ่อย แต่เราไม่มีข้อมูล ว่าโยง ไอเอส. เพราะมาเลเซีย เพิ่งแจ้งมา ยันพร้อมร่วมมือมาเลเซีย ตามตัว
พลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช.ยอมรับ. นาย" มูฮัมหมัด มูซัฟฟา อารีฟ บิน จูไนดี "ผู้ต้องสงสัยโยงISเข้า-ออกไทย9ครั้ง และออกไป เมื่อ21เมย.2560 เรามีreccord ตลอด โดย ผ่านตม.สุไหงโก-ลก นราธิวาส ในฐานะชาวมาเลเซีย ก็ย่อมจะข้ามไปข้ามมาได้ ตามช่องทางเข้าออกด่านตามปกติ เพราะเราไม่ข้อมูล ว่าเขาเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS เราจึงไม่รู้ว่า เขาเข้ามาแล้วไปไหน ทำอะไร เพราะ มีนักท่องเที่ยว มาเลเซียเข้ามาในประเทศไทย วันละเป็นจำนวนมาก
แต่เพราะทางการมาเลเซีย เพิ่งแจ้งมา ว่า เป็นผู้ต้องสงสัย เกี่ยวโยง ไอเอส. เราก็จะมาติดตามตรวจสอบให้ ถ้า มาเลเซีย ยืนยันและมีข้อมูล เราก็พร้อมจะช่วยติดตามให้ แต่ล่าสุด21 เมย.60 เชาออก ด่าน สุไหงโกลก ไปกลันตัน มาเลเซียแล้ว
แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะทางจนท. อบะหน่วยความมั่นคง ดูแลอยู่ เพราะเรา ไม่มีข้อมูลชี้ว่า นักรบ ไอเอส. เข้ามาปฏิบัติการเคลื่อนไหว ในประเทศไทย
หนทางที่ดีที่สุดก็คือการประสานข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง มาเลเศีย อานโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่มีกลุ่มนักรบไอเอส. ปฏิบัติการอยู่ จะทำให้เรา Track คนเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด
ส่วนการที่ มาเลเซีย ระบุว่า มี ขบวนการลักลอบค้าอาวุธ ให้ ไอเอส. นั้น พลเอกทวีป กล่าวว่า. ตามแนวชายแดน มักมีปัญหาขบวนการลักลอบค้าอาวุธ อยู่แล้ว ทุกด้าน ทั้งลักลอบค้ายาเสพิด ค้าของเถื่อน ด้วย แต่เราไม่มีข้อมูลว่า มีการส่งขายให้ ขบวนการIS. แต่มาเลเซียแจ้งมา ว่า มีการขายอาวุธให้ไอเอส. แต่ก็ไม่กี่ชนิด
ถ้ามาเลเซียมีข่อมูล มากกว่านี้ ก็ต้องสางให้เรามา จะได้ช่งยตรงจสอบ เพราะโดยปกติ ตนเองกับ รมช.มหาดไทย ขอฃมาเลเซีย ก็มีการประสานข้อมูล คุยกัน มีสายตรงกัน อยู่แล้ว ถ้ามีอะไร เขาก็จะแจ้งมา เพราะต้องยอมรับว่า เราไม่มีข้อมูลในเรื่องนักรบ ไอเอส. มากนัก ซึ่งตอนนี้มีการแชร์ข้อมูลมาแล้ว เพราะตอนนี้ ประเทศในภูมิภาคนี้ ก็ห่วงว่า นักรบไอเอส. จะมาเคลื่อนไหวสร้างความเสียหาย และส่งผลต่อตวามมั่นคงได้ แต่ก็อย่าไปตื่นตระหนก เพราะเรามีการติดตามข้อมูลเหล่านี้ ตลอดเวลา อยู่แล้ว

เซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำจีนแล้ว

เซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำจีนแล้ว
พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ/ประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ในฐานะตัวแทนกองทัพเรือ ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำS 26 TจากบริษัทCSOC รัฐวิสาหกิจของกลาโหม จีน แบบ G to G แล้ว วันนี้ 5 พค.2560 กับ Mr. Xu Ziqiu ประธานกรรมการ บริษัท China Shipbuilding & Offshore International Co., Ltd. ในฐานะผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ พลเรือเอกลือชัย เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่าย ได้ตรวจเอกสารแล้ว ฝ่ายจีนไม่มีแก้ไขฉบับที่ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดของไทยแล้ว และเรารับทราบว่า สตง.ให้ลงนามได้ จึงดำเนินการ จึงได้มีพิธีลงนามวันนี้
โดยฝ่ายไทยและฝ่ายจีน จะออกข่าวลงนามในสัญญานี้ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนด้วย
ทั้งนี้ กองทัพเรือได้แจ้งไว้ว่า พลเรือเอกลือชัย เดินทางมาประเทศจีน 4-7พฤษภาคมเพื่อตรวจร่างสัญญา เมื่อตรวจเรียบร้อย ไม่มีการแก้ไข ก็มีการลงนามเลยทันที

ทัพเรือไทยเซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำจีน

ภาพประวัติศาสตร์ ...5พค.60 ทัพเรือไทยเซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำจีน/ เผยอัยการสูงสุดตรวจสัญญาแล้ว และสตง.ไฟเขียวให้เซ็นสัญญาได้
พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ/ประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ในฐานะตัวแทนกองทัพเรือ
นำคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเรือดำน้ำเช่น บิ๊กป๋อง พลเรือโท พัชระ พุ่มพิเชฏฐ์ รองเสนาธิการทหารเรือในฐานะประธานคณะกรรมการจัดจ้างสร้างเรือดำน้ำ และ พลเรือตรี กฤษฎาภรณ์ พันธุมโพธิ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ ในกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ และ พลเรือตรีวิสาร ปัณฑวังกูร ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ
ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำS 26 TจากบริษัทCSOC รัฐวิสาหกิจของกลาโหม จีน แบบ G to G แล้ว วันนี้ 5 พค.2560 ที่ อาคารเตี๊ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่ง
กับ Mr. Xu Ziqiu ประธานกรรมการ บริษัท China Shipbuilding & Offshore International Co., Ltd. ในฐานะผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ พลเรือเอกลือชัย เปิดเผยว่าทั้งสองฝ่าย ได้ตรวจเอกสารแล้ว ฝ่ายจีนไม่มีแก้ไขฉบับที่ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดของไทยแล้ว และเรารับทราบว่า สตง.ให้ลงนามได้ จึงดำเนินการ จึงได้มีพิธีลงนามวันนี้
โดยฝ่ายไทยและฝ่ายจีน จะออกข่าวลงนามในสัญญานี้ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนด้วย
ทั้งนี้ กองทัพเรือได้แจ้งไว้ว่า พลเรือเอกลือชัย เดินทางมาประเทศจีน 4-7พฤษภาคมเพื่อตรวจร่างสัญญา เมื่อตรวจเรียบร้อย ไม่มีการแก้ไข ก็มีการลงนามเลยทันที

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เปิดธุรกิจ ‘พล.อ.ธวัชชัย’ หุ้นส่วน ‘บิ๊กตุ๋ย’ ยุค รสช.- กก.บ.โทรคมนาคม

เปิดธุรกิจ ‘พล.อ.ธวัชชัย’ หุ้นส่วน ‘บิ๊กตุ๋ย’ ยุค รสช.- กก.บ.โทรคมนาคม

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 03 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:30 น.
เขียนโดย
isranews

แกะรอยธุรกิจ ‘บิ๊กเยิ้ม-พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร’ สปท.คนดัง เจ้าของวลีเด็ด 'น่ายิงเป้าสื่อ' รับเหมาตั้งแต่ยศ พ.ท. ยุค รสช. มี‘บิ๊กตุ๋ย อิสระพงศ์'หุ้นใหญ่ 'เหวี๋ยง เชษฐา' นายทหารร่วมอื้อ - ปี 41 จดฯ หจก.ขายน้ำแข็งหลอด เขยิบนั่งบอร์ดรัฐ ไทยออยล์-แอร์พอร์ต ลิงก์ ปัจจุบัน กก.บ.โทรคมนาคม ‘อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม’ 
03560 bigyerm 00
เกรียวกราวชั่วข้ามคืนกรณี พล.อ.ธวัธชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลุกขึ้นอภิปรายสนันสนุนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสือมวลชน เรียกร้องให้สื่ออยู่ภายใต้กติกาเหมือนประเทศสิงคโปร์ และอ้างว่า ได้รับข้อความทางไลน์กรณี พล.ต.อ.คนหนึ่งด่าทหาร ทำนองว่า ทหารมีพื้นที่ใหญ่โตในเมือง ไม่มีประโยชน์ เอาหินขว้างไปในค่ายถูกหัวพลเอกหมด ทำให้รู้สึกไม่พอใจ และกล่าวคำพูดว่า “ไอ้สื่อพวกนี้จริง ๆ มันต้องจับไปยิงเป้า ตามที่สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานก่อนหน้านี้
ปูมประวัติ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เกิดเมื่อ 11 เม.ย. 2495 การศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ 2519, พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ 2538
นักเรียนเตรียมทหาร รุ่น ตท.12 เส้นทางรับราชการ สังกัดกองทัพบก ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุรินทร์ 2547, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ปี 2548, รองแม่ทัพภาคที่ 2 ปี 2550, แม่ทัพน้อยที่ 2 (2552), แม่ทัพภาคที่ 2 (2554) เกษียณอายุราชการ ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก   
เคยเป็นกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), กรรมการบริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เมื่อ 25 มิ.ย. 2553 - 4 พ.ย. 2554, ปี 2556 ได้รับเลือกจากวุฒิสภาเป็นกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือ ซูเปอร์บอร์ด และเป็นประธานซูเปอร์บอร์ด ลาออกปลายปี 2556 ลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคชาติพัฒนา
หลังรัฐประหารได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ต้องพ้นตำแหน่ง เพราะขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กรณีเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง และเป็นประธานบอร์ด บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด บริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2557 ลาออกเมือเดือน เม.ย.2559 กระทั่ง ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
ในทางการเมือง ปลายปี 2556 ลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคชาติพัฒนา โดยการชักชวนของ นายสุวัจน์ ลิปตพัภภล แต่ถูกศาลสั่งให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ 2557 เป็นโมฆะ เลยไม่ได้เป็น ส.ส.
ในทางธุรกิจ จากการตรวจสอบพบว่า พล.อ.ธวัชชัย ถือหุ้นธุรกิจตั้งแต่ยุคคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ขณะยศ ‘พ.ท.’ ในชื่อ บริษัท เกษตรอิสระบุรีรัมย์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 10 ก.ค. 2534 ทุน 1 ล้านบาท รับเหมาก่อสร้าง ที่ตั้งเลขที่ 435/2 ถ.จิระ ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ โดยมี พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี (บิ๊กตุ๋ย) อดีตผู้บัญชาการทหารบก และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยุคคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ปี 2534-2535 ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 5,200 หุ้น มีหุ้นส่วนรวม 13 คน อาทิ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร (บิ๊กเหวียง ขณะ พล.ต.) พล.ต.ทวีสิทธิ์ หนูมิตร (ขณะนั้น) พล.ต.จิระศักดิ์ พรหโมปกรณ์ (ขณะนั้น) พ.ท.ธวัชชัย คนละ 450 หุ้น  (ดูเอกสาร) ต่อมาได้เลิกกิจการและถูกขีดชื่อเป็นบริษัทร้าง
03560 bigyerm 02
03560 bigyerm 1
16 ก.ค. 2541 พล.อ.ธวัชชัย (ขณะยศ พ.อ.) จดทะเบียนจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด น้ำดื่ม-น้ำแข็ง เอส พี ทุน 300,000 บาท ทำธุรกิจขายน้ำดื่ม น้ำแข็งขนาดเล็ก (น้ำแข็งหลอด) ที่ตั้งเลขที่ 230 หมู่ที่ 5 ถ.ราชสีมา-ปักธงชัย ต.โพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา พ.อ.ชลิต เมฆมุกดา (ขณะนั้น-ต่อมา พล.ต.ชลิต เมฆมุกดา เป็น ผบ.ฉก.ปัตตานี) ร่วมลงหุ้นคนละ 150,000 บาท และได้จดทะเบียนเลิกห้างฯ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2546  (ดูเอกสาร)
03560 bigyerm 3
ปัจจุบัน พล.อ.ธวัชชัย เป็นกรรมการแห่งเดียวคือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด จดทะเบียนวันที่ 3 ม.ค. 2550 ทุน 300 ล้านบาท ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าโครงข่ายสายสัญญาณ รับเหมาติดตั้งและก่อสร้างระบบข่ายสายสัญญาณ ที่ตั้งเลขที่ 48 ซ.รุ่งเรือง ถ.รัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร มี บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ โดยมี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ร่วมเป็นกรรมการด้วย ต่อมาแปรสภาพเป็น ริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 ทุน 500 ล้านบาท ให้บริการโทรคมนาคมโดยลงทุนก่อสร้างโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงทั่วประเทศไทย เพื่อให้บริการวงจรเช่าความเร็วสูงและให้บริการพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ พื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ ศูนย์การให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งและศูนย์สำรองข้อมูล พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็นกรรมการร่วมกับบุคคลอื่น มี บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ (บริษัทนี้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การรับเหมาออกแบบและติดตั้งระบบข่ายสัญญาณ และระบบเครือข่าย (Network and Cabling System) สำหรับคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคม รวมถึงการให้บริการเช่าวงจรสื่อสารความเร็วสูงและให้บริการเช่าพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์) โดยมี บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ โฮลดิ้ง จำกัด ของ นายสมบัติ อนันตรัมพร นางชลิดา อนันตรัมพร ถือหุ้นใหญ่  กลุ่มนี้มีบริษัทในเครือหลายแห่ง  
นี่คือปูมหลังเส้นทางรับราชการและธุรกิจของ ‘บิ๊กเยิ้ม’ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 นายกรัฐมนตรี จากเล็ก จนเติบใหญ่ กระทั่งเป็น สปท. ฝีปากกล้า ในปัจจุบัน
03560 bigyerm 9jpg

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บิ๊กป้อมลุยใต้

"บิ๊กป้อม" ถก คปต. และ13คณะผู้แทนพิเศษ เน้น การรักษาความปลอดภัย เชื่อมโยง ระบบCCTV เผย ศอบต.ได้งบฯปีนี้ 24 ล้าน ทำเมืองต้นแบบ
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) เดินทางไปลงใพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประชุมติดตามการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ที่ห้องประชุม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
โดยมี พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม/หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ได้ร่วมคณะ และร่วม ประชุมพร้อมผู้แทนพิเศษของรัฐบาลทั้ง 13คน ด้วย
ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบความปลอดภัยในพื้นที่ และและการติดตามความก้าวหน้าโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
พลเอกอุดมเดช รับทราบมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และมี ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมให้หน่วยเกี่ยวข้องเร่งรัดการบูรณาการระบบกล้อง CCTV พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่าย CCTV จากอำเภอมายังจังหวัด และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเฝ้าระวัง แจ้ง เตือน และติดตามการก่อเหตุ
นอกจากนั้นยังเห็นว่าภาครัฐและประชาชนต้องสร้างความร่วมมือในการดูแล รักษาความปลอดภัยต่อไป แต่จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบประวัติ และพฤติกรรม พร้อมกับการ ประเมินผลการทำงานของบุคคลที่จะเข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ
ในส่วนความก้าวหน้าของโครงการเมืองต้นแบบ ฯ ซึ่งมี ศอ.บต.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ขณะนี้ ได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนปี 2560 ประมาณ 24 ล้านบาท และจะทำแผนการดำเนินงานขอรับ จัดสรรงบประมาณปี 2561 รองรับเป้าหมายส่วนที่เหลือจากปี 2560 ต่อไป
โดยโครงการนี้มุ่งการพัฒนาที่ ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่สามารถเชื่อมต่อได้ทุกภาคส่วน และร่วมกันพัฒนาตามแนวทาง “ห่วง โซ่คุณค่า” (Value of Chain) เพื่อให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม
พลเอก อุดมเดช หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ได้เน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความมั่นคง หรือด้านการพัฒนา สิ่งสำคัญอย่างมากในการทำงาน คือ การมี ส่วนร่วมของประชาชน เพราะสิ่งนี้จะสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งรัฐจำเป็นต้อง ตอบสนองและให้การสนับสนุนต่อไป