PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เปล่า กลั่นแกล้ง!!

เปล่า กลั่นแกล้ง!!
คสช. ยันคุมเข้ม บังคับใช้กม.ชี้ ช่วงนี้ มีความพยายามบิดเบือน ข้อมูล ยุยงปลุกปั่น ปัด"จัดฉาก" อาวุธสงคราม/โต้"หมวดเจี๊ยบ" ยัน ฟ้อง ม.116 ไม่ได้ใช้ความรู้สึก หรือกลั่นแกล้ง ยึดหลักฐาน ข้อเท็จจริง เปล่าเลือกปฏิบัติ /ยันคสช.ไม่เคยปิดกั้นแสดงความคิดเห็น /เผยให้โอกาส "เสธ.หยอย" ตท.10 เพื่อน"ทักษิณ"ประกันตัว
พลตรีปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 และ ทีมโฆษก คสช.กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจหลายๆเรื่อง เช่น การตรวจพบอาวุธสงคราม ในพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะต่างๆ รวมถึงการวิ่งเพื่อการกุศลของ ตูน บอดี้สแลม
ในห้วงเวลานี้ อาจจะมีบุคคลหลายคน เข้ามาเกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน รวมทั้งการเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการพาดพิงกล่าวร้าย กล่าวเท็จ บิดเบือน ก่อกระแสยุยงปลุกปั่น ให้สังคมและคนทั่วไปเข้าใจผิด
คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย และศูนย์ติดตามประเมินผลวิเคราะห์ข้อมูล ของ คสช. ตรวจสอบพบว่า ในเรื่องของการตรวจพบอาวุธสงคราม มีการบิดเบือนข้อมูล ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สร้างเรื่องในลักษณะที่เรียกว่า การจัดฉาก และมีผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการซัดทอด คสช. ได้ดำเนินการต่อกลุ่มขบวนการดังกล่าว กล่าวคือ นายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร ได้ถูกเรียกตัวมาเพื่อสอบสวน ซักถาม ในห้วงเวลาตามอำนาจหน้าที่ของกรอบกฎหมาย เมื่อพบว่าไม่มีการเกี่ยวข้องหรือ เชื่อมโยง ก็ได้ส่งตัวกลับไป
สำหรับผู้ที่ถูกพาดพิง มีความเชื่อมโยงและมีหลักฐานพยาน ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ปัจจุบันศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับจำนวน 5 คน
และหนึ่งในจำนวนนั้น คือ เสธ.หยอย พลโท มนัส เปาริก ได้เข้ามอบตัวและคสช. ได้ให้โอกาสในการประกันตัว เพื่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
สำหรับในกรณีของ "หมวดเจี๊ยบ" ร้อยโทหญิง สุนิสา เลิศภควัต นั้น ฝ่ายกฎหมายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหากระทำความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 จะเห็นได้ว่า คสช. ดำเนินการต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ดำเนินการด้วยความรู้สึก หรือดำเนินการในลักษณะกลั่นแกล้ง ดำเนินการภายใต้หลักฐาน ข้อเท็จจริง และได้ให้ความเป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยไม่ได้มีลักษณะของการเลือกปฏิบัติ หรือกลั่นแกล้ง รังแกใดๆทั้งสิ้น
และ คสช.ไม่เคยปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็น แต่ผู้แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบตนเอง ถ้ากระทำความผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ และจากนี้ไปอาจจะมีผู้กระทำผิดที่ต้องถูกร้องทุกข์กล่าวโทษอีกจำนวนหนึ่ง

"บิ๊กป้อม" (เปล่า) หายหน้า!! ....

"บิ๊กป้อม" (เปล่า) หายหน้า!! ....
โฆษกกห.ยันไม่ได้ไปไหน เมื่อเช้า ไปประชุม ที่สตช. เผย "บิ๊กป้อม" สั่งการ มาตรการ รปภ.ช่วงปีใหม่
"บิ๊กป้อม"สั่งหน่วยความมั่นคง เตรียมแผนดูแลรักษาความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุ ช่วงปีใหม่ เรียกประชุม14ธค.นี้ ลั่น ต้องป้องกัน และแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นซ้ำๆให้ได้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม หายตัว งดออกงาน เป็นวันที่2 หลังจากที่หายตัวไป ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสฯ โดย ยกเลิกงาน ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยวันนี้ พลโท คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกลาโหม ยันว่า ไม่ได้หายไปไหน เมื่อเช้าไปประชุม ที่ สตช. รวมทั้ง ยังมีสั่งการ
พลโท คงชีพ เผยว่า พลเอกประวิตร สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชน และมาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ห้วงเทศกาลสิ้นปี ให้พร้อม
โดย พลเอกประวิตร เรียกประชุมใน 14 ธ.ค. 2560 นี้ที่ กระทรวงกลาโหม
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร ให้เน้น การประสานข้อมูลร่วมกันในทุกส่วนราชการและพิจารณาใช้ข้อมูลสถิติที่ผ่านมา ทั้งด้านอาชญากรรม ข้อมูลเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ข้อมูลอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เคยได้รับแจ้งจากประชาชน เช่น การชำรุดของเส้นทางและแสงสว่างที่เป็นจุดเสี่ยงของอุบัติเหตุ ความไม่สมบูรณ์ของรถขนส่งสาธารณะ แหล่งมั่วสุมที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนหรือมีผลกระทบกับความมั่นคง รวมทั้งข้อมูลด้านยาเสพติด เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการ กำหนดมาตรการเชิงรุกในการดูแลรักษาความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เป็นรูปธรรม ช่วงเทศกาลสิ้นปี โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์มากขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการ กวดขันและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องดังกล่าว อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป โดยเฉพาะต้องป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆให้ได้
พร้อมทั้งให้รณรงค์สร้างการรับรู้ในสำนึกและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบของประชาชนควบคู่กันไป เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดการสูญเสียชีวิตประชาชนที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน

"ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน
...ผมไม่ได้เป็นคนขี้โมโห บางครั้งเป็นการหยอกล้อ แต่สัญญาว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ ให้มากขึ้น"......ขอ อย่ามุ่งแต่จะเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นเอง ขอให้ประชาชนเลือกคนดีๆเข้ามาก็พอ"
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดตรังติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ 3อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง อำเภอกันตัง และ อำเภอรัษฎา ซึ่งสถานการณ์น้ำในวันนี้เริ่มคลี่คลายแล้ว หลายอำเภอ
โดยนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสถานการณ์การระบายน้ำ ในแม่น้ำตรังบริเวณสะพานคลองช้าง สั่งกำชับเร่งรัดแผนการขุดคลองผันน้ำจาก แม่น้ำตรัง เพื่อให้ไหลลงสู่แม่น้ำปะเหลียน เพื่อระบายลงทะเลอันดามันให้เสร็จภายในปี61 จะให้การระบายน้ำทำได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงต้องเร่งสร้างพนังกั้นน้ำทดแทนของเดิมที่เสียหายไป เนื่องจากมีอายุใช้งานมาหลายสิบปี โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนเข้าใจการแก้ปัญหา และอาจจะต้องเวนคืนพื้นที่บางพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดตรัง มีปัญหามากว่า70ปี รัฐบาลพยายามหาทางแก้ปัญหา แต่ปีนี้ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดตรังจังหวัดเดียว ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพราะถึง65 จังหวัดทั่วประเทศ
จึงขอให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไข ปัญหา พร้อมแสดงความเป็นห่วงสุขภาพประชาชน ไม่ต้องการให้เกิดโรคระบาดที่มากับน้ำ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง
ส่วนปัญหาราคายางพารา สัญญาว่าจะเร่งเพิ่มกำลังการใช้งานยางพาราซึ่งต้องเพิ่มสัดส่วนเป็นล้านตัน เพื่อให้ราคาเพิ่มขึ้น แต่ยอมรับว่าทำได้อยากเพราะมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นขอให้ประชาชนช่วยกันคิด ว่าจะทำอย่างไร อาจจะช่วยกันปลูกพืชเสริมลดการปลูกยางพาราลง พร้อมกำชับให้หน่วยงานต่างๆร่วมมือกัน
"อย่ามุ่งแต่จะเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นเอง ขอให้ประชาชนเลือกคนดีๆเข้ามาก็พอ"
"ผมไม่ได้เป็นคนขี้โมโห บางครั้งเป็นการหยอกล้อ แต่สัญญาว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ ให้มากขึ้น"
"ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน "

มรสุม โลหิต ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนักหนา สาหัส

มรสุม โลหิต ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนักหนา สาหัส


ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ก่อนปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในสภาพเป็นเหมือนกับ “ตำบลกระสุนตก”
ถูก “เขย่า” อย่างเป็น “ระบบ”
รุนแรงถึงขนาดอุปมาฉันใดว่าเป็น “ตัวอับเฉา” ติดมากับสำเภาจากเมืองจีน อันเท่ากับเป็นอุปไมยฉันนั้นว่าเป็น “ตัวถ่วง”
ตัวถ่วงต่อ “ภาพลักษณ์” ของ คสช.และของรัฐบาล
การรุกในประเด็นต้องตัดรัฐมนตรี “สายทหาร” ออกไป จึงมิได้หมายเพียง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เท่านั้น
หากเด่นชัดว่า เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
การยืนหยัดคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไว้ที่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาจสะท้อนความแน่วแน่ มั่นคงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผลก็คือ แรงกระทบยิ่งหนักหนา
มีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า ปัจจัยบ่อนเซาะต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่กระหน่ำเข้ามา จากองค์ประกอบ 2 ส่วน
ส่วน 1 มาจาก “ภายนอก” แน่นอน
ขณะเดียวกัน ส่วน 1 อันหวาดเสียวเป็นอย่างมากมาจากปัจจัย “ภายใน” ซึ่งมากด้วยความละเอียดอ่อนอย่างเป็นพิเศษ
เพราะว่าตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มี “ส่วน”
อย่างเช่นกรณีที่หลุดปากให้ความเห็นต่อกรณีการเสียชีวิตอย่างมากด้วยเงื่อนปมของ “น้องเมย” จะไปโทษใครก็ไม่ได้
ต้องโทษ “ปาก” ของตัวเอง

อย่างเช่นกรณีที่นำนาฬิกายี่ห้อหรู
ริชาร์ด มิลล์ ไปเผยแสดงระหว่างถ่ายรูป ครม. “ประยุทธ์ 5” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม
เด่นชัดว่าต้องโทษ “คนที่บ้าน” ว่าไม่ติง-เตือน
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็สะสมความรับรู้มาเป็นลำดับ ตั้งแต่ที่ปรากฏผ่านกรรมาธิการกิจการตำรวจของ สปช. กระทั่ง การใช้คำว่า “ตัวอับเฉา” เปรียบเปรย
รากที่มาของ “ปรากฏการณ์” นี้มาอย่างไร
แน่นอน มิได้มาจากพรรคเพื่อไทย มิได้มาจาก นปช.คนเสื้อแดง ตรงกันข้าม มาจากบางคนบางส่วนอันเคยเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่อย่างนั้นจะได้ไปนั่งอยู่ใน “สปช.” ละหรือ
คนเหล่านี้บางคนแนบแน่นอยู่กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และบางคนก็แนบแน่นอยู่กับขบวนการชัตดาวน์ของ กปปส.
ก่อนนี้ก็เคยเป็น “คนใน” แต่ในวันนี้กลายเป็น “คนนอก”
คนนอกซึ่งมาจากคนในอย่างนี้แหละที่กำลังสาดน้ำร้อน น้ำเย็น เข้าใส่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ถามว่าเป้าหมายในการแซะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างเป็นระบบ อย่างเป็นกระบวนการ ต้องการอะไร
คำตอบ คือ ต้องการ “ด้อยค่า”
คำตอบ คือ ต้องการแยก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกไป โดดเดี่ยว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เหมือนกับ “หวังดี” แต่ก็คลุมเครือ เลือนจาง

‘7 เสือ กกต.’ มารอก่อน

‘7 เสือ กกต.’ มารอก่อน


ไม่ฮือฮา ไม่เรียกเรตติ้งสักเท่าไหร่

กับว่าที่ “7 เสือ” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “สเปกเทพ” ในรัฐธรรมนูญฉบับ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์
แยกเป็นในส่วนของคณะกรรมการสรรหา กกต. ประกอบด้วยนายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายบริษัทเอกชน และนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

คัดจากผู้สมัครทั้งหมด 41 คน และมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 15 คน

รวมกับผู้ที่ผ่านการคัดกรองจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเลือกนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.สายศาล จำนวน 2 คน

ครบ 7 คน ส่งต่อให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ

คำตอบสุดท้ายยังอยู่ที่ สนช.อีกด่าน

แต่เท่าที่เปิดโฉมหน้าออกมาเบื้องต้น ต้องยอมรับว่ามีแค่นายประชา เตรัตน์ กับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่ชื่อคุ้นหู จัดอยู่ในข่ายคนเด่นดังในวงการระดับประเทศ

มาตรฐานภารกิจหน้าที่เก่า พอขึ้นชั้นเป็นกรรมการการเลือกตั้งได้

กับโควตาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคือ นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี และนายปกรณ์ มหรรณพ ที่เชื่อมือได้ในเรื่องของมาตรฐานความเที่ยงธรรมทางข้อกฎหมาย

นอกนั้นจัดอยู่ในข่าย “โนเนม” ไม่ปรากฏประวัติเนื้องานระดับชาติ

ที่แน่ๆเชื่อได้เลยว่า โอกาสนี้นักการเมืองอาชีพ ป้อมค่ายต่างๆคงไล่เจาะข้อมูล วิ่งสืบหาเส้นทางเข้าถึงตัวว่าที่ กกต.ชุดใหม่กันให้ควั่กแล้ว

ตามแนวโน้มจะต้องเคลียร์ด่านเลือกตั้งล่วงหน้า

เผื่อสถานการณ์ต้องเจอใบเหลือง ใบแดง

เรื่องของเรื่อง แม้จะขัดๆกับเงื่อนไข “สเปกเทพ” ของยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย”

แต่ในสมัยหนึ่งก็มีการเปรียบ กกต. ไม่ว่าแมวขาว แมวเทา ขอให้จับหนูได้ก็พอแล้ว

และจริงๆมันก็ไม่มีอะไรชี้วัดมาตรฐานคำว่า “สเปกเทพ” เพราะบางทีคนไม่ดัง อาจเป็นคนดีก็ได้ ตรงกันข้ามคนดี เด่น ดัง แต่พฤติกรรมน่าผิดหวัง ก็มีให้เห็นมาแล้วใน กกต.ชุดที่ผ่านๆมา

ถ้าไม่เอาอารมณ์เบิ้ลบลัฟ อาการของพวกหมั่นไส้ยี่ห้อ “มีชัย” มาเป็นที่ตั้ง

มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะติเรือทั้งโกลนกับโฉมหน้าว่าที่ “7 เสือ กกต.” ประเดิมรัฐธรรมนูญใหม่

ถึงเวลาจริงอาจเป็นชุด “ปราบเซียน” ก็ได้

ที่สำคัญมาถึงตรงนี้ ถือว่าเงื่อนไขสถานการณ์ในการเตรียมการเลือกตั้งคืบหน้าไปอีกขั้น จ่อมี กกต.ชุดใหม่เข้ามาประจำการแล้ว

รองรับกระบวนการตามโรดแม็ปที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ย้ำสัญญาประชาคม จะประกาศเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนปี 2561 และเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายนปลายปีเดียวกัน

หมดปัญหาลักลั่นในส่วนของคนจัดเลือกตั้ง

เหลือที่ยังต้องลุ้นก็คือ กระบวนการจัดทำกฎหมายลูก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช. โดยเฉพาะโฟกัสไปที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีผลแปรผันโดยตรงต่อการจัดเลือกตั้ง

ถ้ามีจุดพลิกผัน ก็มีผลต่อเงื่อนเวลาที่ “บิ๊กตู่” ประกาศทันที

ตามเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่แว่วๆฝ่ายคุมเกมอำนาจบางส่วนก็ยังเห็นว่า จะรีบเลือกตั้งเร็วไปทำไม ในเมื่อแรงเสียดทานจากต่างประเทศที่เป็นเงื่อนไขสำคัญก็เบาบางไปแล้ว แนวโน้ม “ลุงตู่” ก็ยังตีประคองได้ น่าจะจัดระเบียบประเทศให้เสร็จไปเลยทีเดียว

ดีกว่าเสี่ยงปล่อยเลือกตั้งแล้ววุ่นวาย วิกฤติการเมืองวนกลับไปจ่อปากเหวซ้ำ

ทหาร คสช.ก็กลัวเสียของ กลุ่มทุนก็แหยงเสียเงินฟรี นักเลือกตั้งเองก็เหนื่อยเปล่า

หนีไม้พ้นต้องแอ่นแอ๊นกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เลิก.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปปช.รื้อคดี"ทักษิณ"ใหม่

7 ธ.ค.60 - นายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาราชการแทนเลขาธิการป.ป.ช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกคดีที่ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสาระบบแล้วขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 28 ของกฎหมายดังกล่าว
นายวรวิทย์ กล่าวว่า ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ 3 คดี ประกอบด้วย 1.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือคดีหวยบนดิน มีนายทักษิณ ชินวัตร และพวก 47 คนเป็นจำเลย 2.คดีทุจริตการอนุมัติให้เงินกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน หรือคดีเอ็กซิมแบงค์ ซึ่งมีนายทักษิณเป็นจำเลยเช่นกัน และ3.คดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม. ที่มีนายโภคิน พลกุล และพวกรวม 6 รายเป็นจำเลย โดยคณะกรรมการได้มอบอำนาจให้นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมอบหมายให้พนักงานคดีว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลต่อไป.

ติด "ว.5"

ติด "ว.5" พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า การที่ พลเอกประวิตร ไม่มาประชุม คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ที่ทำเนียบฯ และมอบ บิ๊กเต่า "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ " รมว.ทรัพยากรฯ เป็นประธานประชุมแทน นั้น เพราะ ติดประชุมด้านความมั่นคง แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าประชุมอะไร และ สถานที่ใด ระบุเป็น "ว.5" ทั้งนี้ "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการฯ และ บิ๊กป็อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และรองประธานกรรมการฯ ไม่มาประชุม บิ๊กเต่า เผยกลางที่ประชุมว่า พลเอกประวิตร ติดภารกิจ ส่วน "นายกฯบิ๊กตู่" อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ แต่ บ่ายนี้ มีกำหนดประชุมคณะกรรมการตำรวจฯ รอดูว่า บิ๊กป้อม จะไปหรือไม่ ขณะที่ สิ่อคาดหมายว่า พลเอกประวิตร อาจหลบสื่อ ไม่อยากตอบ ปม ปปช.สอบ"แหวนเพชร-นาฬิกาRM"...หลังวานนี้ ยืนยันว่า พร้อมที่จะชี้แจงกับ ปปช. แต่ไม่แจงกับสื่อ ยันไม่เคยทุจริต ในภาพอาจจะมี 2 คน, ชุดสูท

2 ว่าที่ กกต.สายศาลจ่องานเข้า สมชัย ชี้ การประชุมลับ ถือว่าขัดกม.ลูกกกต.

2 ว่าที่ กกต.สายศาลจ่องานเข้า สมชัย ชี้ การประชุมลับ ถือว่าขัดกม.ลูกกกต.


สมชัย” เผย 2 ว่าที่ กกต.สายศาลจ่องานเข้า หลังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาประชุมลับ ขัดกฎหมายลูก กกต. ที่กำหนดให้ลงคะแนนแบบเปิดเผย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงกรณีการลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. ของที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา ว่า ผู้สมัคร กกต. ที่ได้รับเลือกจากสายศาลอาจจะงานเข้า เพราะตามมาตรา 12 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. กำหนดให้ในการสรรหาหรือคัดเลือกให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย และให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย ซึ่งหากตีความตามมาตรานี้ การสรรหา หมายถึงการสรรหาโดยกรรมการสรรหาซึ่งต้องได้รับคะแนนเสียงสองในสาม ส่วนการคัดเลือก หมายถึงการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ซึ่งในทั้งสองกรณี กำหนดให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่ในการคัดเลือกตัวแทนจากศาล ในครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 กลับเป็นการลงคะแนนลับ โดยเป็นผลการปรึกษาหารือของรองประธานศาลฎีกา 6 ท่าน ว่าขอให้มีการลงคะแนนโดยลับ และการเลือกตัวแทนจากศาล ในวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็เป็นการลงคะแนนโดยลับอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีการทักท้วงแล้วว่าต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย ทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต้องมีการลงมติกันก่อนว่าจะลงคะแนนโดยลับหรือเปิดเผย ซึ่งผลการลงมติ ฝ่ายต้องการให้ลงคะแนนลับชนะไป 86 : 77 จึงทำให้การลงคะแนนในวันนั้น เป็นการลงคะแนนลับอีกเช่นกัน


“คำถามคือ ที่ประชุมรองประธานศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา สามารถมีมติให้การคัดเลือกเป็นการคัดที่ขัดกับวิธีที่กำหนดในกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบของผู้ที่ไม่ต้องมีความรู้ทางกฎหมายมากนักก็ตอบได้ว่าไม่ได้ เพราะ องค์กรต่างๆต้องทำตามกฎหมายจะไปใช้มติเหนือกฎหมายไม่ได้ ผมคาดว่าประเด็นนี้ คงมีการหยิบยกกันขึ้นมาร้องเรียนกันในเร็วๆนี้ สำหรับผมเองไม่ได้รู้จักใดๆกับผู้สมัครทั้งที่ได้และไม่ได้ แต่เห็นว่าหากจะดำเนินการเรื่องใดๆ ก็ควรดำเนินการให้ถูกกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสง่างาม โดยเฉพาะในฟากฝั่งของศาลซึ่งผู้รักษากฎหมาย ก็ควรเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องของการรักษากฎหมายโดยเคร่งครัด”นายสมชัย กล่าว

2 ป. "บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" หายตัว ....กลางกระแส โดนตรวจสอบ เริ่อง "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู"

2 ป. "บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" หายตัว ....กลางกระแส โดนตรวจสอบ เริ่อง "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู"/ บิ๊กเต่า เผย ติดภารกิจ/ โฆษกกห.เผย ติดประชุมความมั่นคง ว.5

ทั้ง"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการฯ และ บิ๊กป็อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และรองประธานกรรมการฯ ไม่มาประชุม คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ที่ทำเนียบฯ มอบ บิ๊กเต่า "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ " รมว.ทรัพยากรฯ เป็นประธานประชุมแทน ...

จนท.เก็บป้ายชื่อ คนไม่มาประชุมออก พลเอกเทพพงศ์ ปลัดกลาโหม มอบ บิ๊กโต้ง พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง รองปลัดกห.ประชุมแทน

บิ๊กเต่า เผยกลางที่ประชุมว่า พลเอกประวิตร ติดภารกิจ

ขณะที่ สิ่อคาดหมายว่า พลเอกประวิตร อาจหลบสื่อ ไม่อยากตอบ ปม ปปช.สอบ"แหวนเพชร-นาฬิกาRM"...หลังวานนี้ ยืนยันว่า พร้อมที่จะชี้แจงกับ ปปช. แต่ไม่แจงกับสื่อ ยันไม่เคยทุจริต

ส่วน "นายกฯบิ๊กตู่" อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ

แต่ บ่ายนี้ มีกำหนดประชุมคณะกรรมการตำรวจฯ รอดูว่า บิ๊กป้อม จะไปหรือไม่

พลโทคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า พลเอกประวิตร ติดประชุมด้านความมั่นคง แต่ไม่ขอเปิดเผย สถานที่ ระบุเป็น ว.5

"ร.10"เสด็จฯปัตตานี

"แม่ทัพภาค4"ประชุมหน่วย วางแผน ถวายความปลอดภัย เตรียมรอรับเสด็จฯ"ร.10"เสด็จฯปัตตานี พระราชทานรางวัล การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และ ทรงเยี่ยมเยียนราษฎร9 ธค.นี้
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการพระราชทานถ้วยรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 12 และพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีผลการปฎิบัติงานดีเด่นประจำปี 2559 และผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครูและนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ประจำปี 2559
รวมทั้ง ทรงเยี่ยมเยียนประชาชน และผู้นำศาสนา ด้วย
โดยในวันนี้ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค4/ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธานการประชุมเตรียมการถวายความปลอดภัยแด่ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" ที่ ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง ปัตตานี

“วัชรพล” เผย เล็งแก้ระเบียบป.ป.ช.สั่งปิดข้อมูลส่วนตัวนักการเมือง เปิดบัญชีทรัพย์สิน

“วัชรพล” เผย เล็งแก้ระเบียบป.ป.ช.สั่งปิดข้อมูลส่วนตัวนักการเมือง เปิดบัญชีทรัพย์สิน


“วัชรพล” เผย เล็งแก้ระเบียบป.ป.ช.สั่งปิดข้อมูลส่วนตัว ตอนเปิดกรุนักการเมือง
เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 7 ธันวาคม ที่รัฐสภา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึง เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต ที่กำหนดให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของฝ่ายการเมืองเท่าทีจำเป็น ว่า เกิดจากแนวคิดของกรธ.ที่ไม่อยากให้ป.ป.ช.เปิดเผย รายละเอียดทรัพย์สิน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เพราะกังวลถึงอันตรายต่อตัวบุคคลและครอบครัว ทางป.ป.ช.จึงเตรียมการออกระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายลูกฉบับใหม่ เพื่อปิดบังรายละเอียดประมาณ 14 รายการ เพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร แต่ยืนยันว่า สิทธิในการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ของประชาชนยังมีอยู่


พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า นอกจากนี้จะแก้ไขระเบียบ ให้ป.ป.ช.ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัญชี เลขบัตรประชาชน แก่ผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินทันที ซึ่งต่างจากเดิมที่ป.ป.ช.จะดำเนินการก็ต่อเมื่อผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินร้องขอเท่านั้น ส่วนในแง่อำนาจหน้าที่กรอบเวลาการตรวจสอบของป.ป.ช.นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของกมธ.วิสามัญในชั้นสนช. โดยกรธ.รับฟังและเข้าใจการทำงานของป.ป.ช.มากขึ้น ทำให้กรอบการทำงานของป.ป.ช.มีการปรับให้สามารถขอขยายเวลาเพิ่มเติมได้

เช็กกระแส ว่าที่ กกต.ใหม่ ชุดสเปกเทพ

เช็กกระแส ว่าที่ กกต.ใหม่ ชุดสเปกเทพ


หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กกต.ชุดใหม่ มีมติเลือก กกต. 5 คน ได้แก่ 1.นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ 2.นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ 3.นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ 4.นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ และ 5.นายประชา เตรัตน์ โดยจะรอผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอีก 2 คน เพื่อเป็น กกต.ชุดใหม่ทั้ง 7 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี


แฟ้มภาพ

สดศรี สัตยธรรม

อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
รายชื่อว่าที่ กกต.ทั้ง 5 คน ที่ได้รับการสรรหา เป็นตามที่กฎหมายกำหนดว่ามาจากหลากหลายอาชีพ เพียงแต่ไม่มีจากเอ็นจีโอ ซึ่งเคยมีทุก กกต.มาแล้ว ส่วนอดีตอธิการบดี 2 คน ก็เป็นฝ่ายบริหารมา ก็คงสามารถทำงานแทนเอ็นจีโอได้ เพราะอยู่กับประชาชนในท้องถิ่นมา ก็สามารถทำงานด้านการมีส่วนร่วมได้ ส่วนคนที่มาจาก กทช. ก็เก่งด้านประชาสัมพันธ์ ซึ่งต้องยอมรับว่าท่านเก่ง คิดว่างาน กกต.ด้านประชาสัมพันธ์คงไม่มีปัญหา เพราะท่านทำอยู่แล้วอาจจะดีกว่าเดิมก็ได้ ส่วนด้านกฎหมาย ทางศาลฎีกาก็ดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม งานของ กกต.ครั้งนี้เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรง คือการเลือกตั้งท้องถิ่น ดังนั้นเมื่อนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดมหาดไทย ได้รับการสรรหาเข้ามา ก็เป็นผลดี สามารถประสานกับกระทรวงมหาดไทยได้

ส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและมีองค์กรที่มีอำนาจซ้อนขึ้นมาคือผู้ตรวจการเลือกตั้งแทน กกต.จังหวัด จึงสำคัญว่า กกต.ทั้ง 7 ท่าน จะสามารถประสานงานกับผู้ตรวจการเลือกตั้งได้ดีหรือไม่ ถือเป็นปัญหาสำคัญ คงไม่ใช่ว่าจะข่มเขาได้เหมือน กกต.จังหวัดที่มีอยู่เดิม สิ่งเหล่านี้จึงอยู่ในมือของ กกต.ทั้ง 7 ท่านว่าจะทำได้หรือไม่ และงานแรกที่ กกต.ชุดใหม่ต้องรับผิดชอบคือการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะหมดวาระลงในปี 2561 คงเป็นการซ้อมฝีมือของท่านว่าทำได้สำเร็จหรือไม่ และการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นมาตามโรดแมป เดือนพฤษภาคม 61 ก็เป็นงานสำคัญ เพราะการเลือกตั้งเป็นแบบใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วยากมาก ทั้งการคิดคำนวณตัวเลข การพิมพ์บัตร กกต.ชุดนี้ต้องตัดสินใจและสะสางปัญหาต่างๆ

ส่วนความคาดหวังที่ กกต.ชุดใหม่จะทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น คิดว่าท่านคงทำได้ดี เพราะท่านทั้งหลายก็ผ่านประสบการณ์ในเรื่องงานบริหารมาแล้วทั้งมหาวิทยาลัย และในจังหวัด ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากการบริหารงาน กกต. ที่สำคัญคือต้องแก้ปัญหาต่างๆ ให้ได้ ไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างกัน และกับหน่วยงาน เพราะแต่ละคนมาจากหลายหลาก ความเห็นอาจไม่ตรงกัน ก็ยากต่อการทำงาน บางครั้งต้องตัดสินด้วยกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่ต้องศึกษาคือ กฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมือง

สิ่งที่อยากฝากคือจะต้องพยายามไม่ให้เกิดปัญหา การเลือกตั้งครั้งหน้าต้องไม่เป็นโมฆะ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ กกต.ชุดใหม่ก็จะหมดไป เป็นงานหนักและเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ
ส่วนที่มีการมองว่าการสรรหา กกต.ครั้งนี้ มีเด็กใครเข้ามาหรือไม่นั้น คงไม่ใช่ว่าเป็นเด็กของใคร เพราะกรรมการสรรหาซึ่งมาจากหลากหลายต้องพิจารณาตามคุณสมบัติ ส่วนคนดังๆ หลายคน ที่คิดว่าจะได้กลับไม่ได้ เป็นเรื่องที่เชื่อว่ากรรมการสรรหาคงไม่ได้เอาตามกระแสหรือเอาตามว่าคนดังแล้วต้องเลือกไว้ก่อน และคนที่ได้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทหารเลย แม้ทหารสมัครมายังไม่ได้เลย เช่น อดีตหัวหน้าศาลทหารสูงสุด ส่วนที่ว่านายประชามีความใกล้ชิดกับรัฐบาลก็เห็นว่า กกต.ชุดนี้ต้องมีฝ่ายมหาดไทยด้วย ถ้าไม่มีเลยก็ลำบาก นายประชาก็รู้เรื่อง คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่ควรจะได้รับการสรรหาเข้ามา ร่วมทั้งนายประชาก็รู้เรื่องงานทางภาคใต้ จึงคิดว่าการเลือกตั้งทางภาคใต้คงจะดำเนินการได้เรียบร้อย คิดว่างานของ กกต.ชุดใหม่ เป็นงานที่ท้าทายมาก คงจะสามารถทำงานสำเร็จ

ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

คุณสมบัติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนี้เขาว่ากันว่าเป็นสเปกเทพ แต่ที่สุดแล้วคนเลือกจริงๆ ก็เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ดี เพราะใช้ระบบสรรหา ซึ่ง 5 คนที่ผ่านเข้ามา ต้องบอกว่าไม่มีใครโดดเด่น หรือแทบไม่รู้จักใครเลย อย่างชุดก่อนหน้านี้ยังมีนางสดศรี สัตยธรรม หรือนายสมชัย ศรีสุทธิยากร เรายังเห็นบทบาทเขา แต่ชุดนี้จะเรียกว่าม้ามืดก็ไม่ถูก เพราะลักษณะเป็นคนไม่ค่อยออกสื่อ ทำให้วิเคราะห์ได้ยากว่าบุคคลเหล่านี้มาอย่างไร แต่เท่าที่ทราบมาคือมีท่านหนึ่งเคยมีจุดร่วม เคยขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่ม กปปส. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นด้วยกับ กปปส.จนถึงตอนนี้ อันนี้ต้องสงวนไว้ว่าปัจจุบันเขาคิดอะไร


เรื่องสเปก กกต. เท่าที่สำรวจคร่าวๆ จริงๆ มันไม่ได้แตกต่างอะไรมากมาย เพียงแต่ว่ามันมีคุณสมบัติปลีกย่อยเล็กน้อยเข้ามา สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกัน นั่นคือการอาศัยผู้มีประสบการณ์ ผู้บริหารหรือข้าราชการในระดับชั้นไหนก็ว่ากันไป ไม่เคยมีประวัติหรือคดีถึงที่สุดให้จำคุกกัน ผมคิดว่ามันเป็นคุณสมบัติทั่วไปของกรรมการในองค์กรอิสระอยู่แล้ว

ถามว่าจะมีผลต่อความไว้วางใจในการจัดการเลือกตั้งหรือไม่ ผมคิดว่าจัดได้ เพราะสุดท้ายแล้ว กกต.เป็นแค่คนกำหนดกรอบ ไม่ได้เป็นคนลงไปจัดการเลือกตั้ง 100% สุดท้ายก็ต้องใช้กลไกของรัฐคือพวกข้าราชการในการดำเนินการอยู่ดี ผมคิดว่าการจัดการเลือกตั้งตรงนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ที่มีปัญหาคือการจะได้เลือกตั้งหรือไม่ และตอบไม่ได้ว่าการทำงานจะราบรื่นหรือไม่ แต่สามารถทำงานได้
อย่าง กกต.หลายๆ ชุด ไม่ว่าจะชุดนายสมชัยเอง หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อ ถ้าเราไม่อยู่ในวงการ เราไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคิดว่าด้านการทำงานไม่น่ามีปัญหา เพราะอย่างไรก็เป็นพวกเจ้าหน้าที่รัฐคอยสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ว่าถามว่าปัญหาคืออะไร นั่นคือจะได้เลือกหรือเปล่า หรือจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ประกอบกับหลักเกณฑ์ของ กกต.กลางที่ออกมา รวมถึงการวินิจฉัยคุณสมบัติ หรือคดีเลือกตั้งในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ ว่าด้านคุณสมบัติกับการทำงาน ย่อมไม่เป็นปัญหา แต่ว่าการโน้มเอียงไปสนับสนุนใคร หรืออุดมการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไร นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รศ.ยุทธพร อิสรชัย

รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ต้องเริ่มต้นจากการกำหนดคุณสมบัติ กกต. ในรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่เราเรียกขานกันทั่วไปว่าสเปกเทพ ซึ่งได้กลายเป็นการกีดกันพื้นที่ของบุคคลหลายๆ ท่านที่อาจจะมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับในสังคม และมีประสบการณ์การทำงานจริงๆ การไปกำหนดคุณสมบัติแบบนี้อาจกลายเป็นเหรียญสองด้าน คือมีทั้งผลบวกและผลลบ ในแง่ผลบวก อาจทำให้ได้คนที่มีคุณสมบัติสูงตามที่ผู้ร่าง รธน.หรือผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รธน.ว่าด้วย กกต.ต้องการจริงๆ แต่อีกด้านหนึ่ง คุณสมบัติเช่นนี้จะทำให้ได้สิ่งที่เป็นเชิงปริมาณ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ เพราะคนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาจะเชี่ยวชาญหรือเป็นคนที่คลุกคลีในวงการนั้นจริงๆ หลายคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญอาจไม่สามารถอยู่ในคุณสมบัติเชิงปริมาณแบบนี้ก็ได้ เทียบเคียงกับในมหาวิทยาลัย คนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับในสังคม หลายคนเขาก็ไม่ได้ขอศาสตราจารย์ แต่ผลงานเขียนก็เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ ดังนั้น การไปกำหนดคุณสมบัติว่าถ้าเป็นอธิบดีหรือศาสตราจารย์ก็ต้องไม่น้อยกว่า 5 ปี ถ้าเป็นเอ็นจีโอหรือทนายความก็ต้อง 20 ปี อะไรแบบนี้

นี่เป็นคุณสมบัติในเรื่องปริมาณ แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้มองเชิงคุณภาพว่าบุคคลท่านนั้นมีผลงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังหรือเป็นที่ยอมรับสักเท่าไหร่ ตัวกติกาใหญ่กำหนดมาแบบนี้ กรรมการสรรหาก็ไม่สามารถดิ้นออกนอกกรอบได้ หรือจะไปพิจารณาตีความเป็นอื่น ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากตีความอย่างกว้างเกินไป ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจทำให้กระบวนการสรรหา กกต. ไม่ราบรื่น เช่น อาจมีการฟ้องร้องศาลปกครอง

ดังนั้น กรรมการสรรหาก็ต้องตีกรอบอย่างแคบ เราจึงเห็นได้ว่า หลายท่านที่แม้จะเป็นศาสตราจารย์ แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือกฎหมายเลย ผมจึงค่อนข้างกังวลว่าสุดท้ายเมื่อมาทำงานตรงนี้ ท่านจะสามารถเข้าใจได้ดีแค่ไหน ไม่ลำพังเฉพาะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.เท่านั้น กรรมการสรรหาหลายท่านก็ไม่ได้มาจากสายทางรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ หรือเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ถ้าเราย้อนกลับไปดู 5 เสือ กกต.ครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ตอนนั้นเป็น 5 เสือ กกต.ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีครบทุกภาคส่วน ทั้งการบริหารจัดการเลือกตั้งซึ่งมีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด คนในมหาดไทยที่ดูแลเรื่องการเลือกตั้งมา สายเอ็นจีโอ สายนักกฎหมาย สายกระบวนการการมีส่วนร่วม สืบสวนสอบสวนก็มา มีครบทั้งหมด การกำหนดให้มี กกต. 5 ฝ่าย เพื่อให้แต่ละคนดูแลคนละด้านให้ครบภารกิจหลัก ทั้งการบริหารจัดการเลือกตั้ง เรื่องกฎหมาย เรื่องพรรคการเมือง เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้กระทั่งเรื่องการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน แต่ถ้าดูหน้าตาของ กกต. ตอนนี้ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เท่าไหร่ ที่เราเห็นชัดเลยคือ ภาคประชาสังคมที่ขาดไป บุคคลที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็มาจากสายที่ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเลือกตั้ง จะมีสักคนหรือสองคนที่ผมเห็นชื่อ เช่น บางคนเป็นอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ เป็นนักฎหมายซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้วยนะ ผมไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจกฎหมายมหาชนได้ดีพอเพียงใด เพราะที่ปรึกษากฎหมายส่วนใหญ่จะชำนาญกฎหมายเอกชน ขณะที่การเลือกตั้งเป็นเรื่องกฎหมายมหาชนเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงค่อนข้างเป็นห่วงการทำงานของ กกต. แต่หลังจากนี้จะมีนักฎหมายเข้ามาเติมเต็มอีก 2 ท่านที่ศาลฎีกาเสนอชื่อเข้ามา ทำให้ฝ่ายกฎหมายจะมีทั้งหมด 3 จาก 7 คน เกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ทั้งที่ กกต.มีบทบาทภารกิจอีกเยอะ นอกเหนือจากเรื่องกฎหมาย ส่วนในด้านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมยังไม่เห็นใครเป็นสายเชื่อมโยงไปสู่ภาคประชาสังคมได้

หากการกำหนดสเปกเทพเช่นนี้เกิดจากความต้องการให้ กกต.มีที่มาที่หลากหลาย ผมคิดว่าการเปิดช่องให้สังคมได้มีส่วนเชื่อมต่อกับคณะกรรมการสรรหาเป็นส่วนที่สำคัญมากกว่า ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอีกชุดหนึ่ง คือ กกต. จากรัฐธรรมนูญปี 2550 และ กกต.ชุดปี 2556 ซึ่งจนหมดวาระก็ไม่เคยจัดการเลือกตั้งเลย นี่ทำให้เห็นว่าการมองมิติกฎหมายเพียงอย่างเดียว เน้นการสืบสวนสอบสวน เอาความผิด แจกใบเหลืองใบแดง ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์การทำงานของ กกต.อย่างแท้จริง เพราะเบื้องต้นที่ กกต.เกิดขึ้นก็เพราะมองว่าการจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทยจะทำให้เกิดความไม่เป็นกลาง เราได้แม่แบบมาจากองค์กรภาคประชาสังคมที่ชื่อว่านัมเฟล ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเขาตรวจสอบการเลือกตั้งจนเป็นที่มาของการล้มอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เราก็นำแม่แบบนี้มาใช้ แต่มันสวนทางกัน เพราะของฟิลิปปินส์เกิดจากการที่ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง แล้วค่อยเอากฎหมายไปสถาปนาจัดตั้ง แต่บ้านเราเอากฎหมายเป็นตัวตั้ง กกต. การเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมเลยไม่เกิด

สุดท้ายผมจึงกังวลว่า กกต.จะกลายเป็นระบบราชการ เท่ากับเป็นการผิดจุดประสงค์ในการก่อตั้งองค์กรนี้

ซุปเปอร์ กอ.รมน. กับบทบาททหารในอนาคต โดย สุรชาติ บำรุงสุข

ซุปเปอร์ กอ.รมน. กับบทบาททหารในอนาคต โดย สุรชาติ บำรุงสุข


ในท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองที่มาพร้อมกับข่าวเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 51/ 2560 เรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” สาระของกฎหมายฉบับนี้ดูจะถูกกลบด้วยข่าว “ครม.ประยุทธ์ 5” และข่าวการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร จนเสมือนว่าคำสั่งนี้อาศัยสถานการณ์การเมืองดังกล่าวเป็นเครื่องอำพรางตัวเอง และออกมาในขณะที่สื่อและสังคมดูจะสนใจประเด็นทางการเมืองเรื่องอื่นมากกว่า ทั้งที่สาระของการแก้ไขครั้งนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของทหารกับการเมืองและความเป็นไปของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันข้างหน้าเป็นอย่างยิ่ง และแทนที่กฎหมายฉบับนี้จะใช้กระบวนการผ่านทาง สนช. เพื่อให้กฎหมายออกมาในรูปแบบของพระราชบัญญัติ แต่กลับใช้คำสั่งของมาตรา 44 เป็นช่องทางแทน

ทหารผู้ควบคุมงานความมั่นคง

กฎหมายฉบับนี้แต่เดิมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “พ.ร.บ.ความมั่นคง” เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้แต่เดิมก็เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กฎหมายนี้ยังไม่เคยถูกปรับแก้ไข จนกระทั่งถึงยุคของรัฐบาลรัฐประหารของ คสช. รัฐบาลให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขเพราะ (1) ภัยคุกคามด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (2) ภัยนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในประเทศ (3) ภัยดังกล่าวอาจเกิดจากการกระทำของบุคคลหรืออาจเกิดจากธรรมชาติ

ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของปัญหาภัยคุกคามเช่นนี้ รัฐบาลจึงตัดสินใจให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เข้ามาเป็นผู้แก้ไขสถานการณ์ภัยคุกคามดังกล่าว และทั้งยังให้ กอ.รมน.เป็น “แม่ข่าย” ของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงและการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งการนำเสนอบทบาทใหม่เช่นนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ และการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการ “รื้อใหญ่” และทำให้ กอ.รมน.มีสถานะเป็น “ผู้ควบคุมงานความมั่นคง” ของประเทศไว้ทั้งหมด และที่สำคัญ สำนักงบประมาณยังมีหน้าที่ต้องจัดสรรงบสนับสนุนการดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามของ กอ.รมน. [ข้อ 2 (2)] และในการนี้ยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งเจ้าหน้าที่ของตนตามที่ถูกร้องขอมาปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน. (ข้อ 3 มาตรา 9)

ในเชิงโครงสร้าง กฎหมายใหม่ฉบับนี้ได้รวมรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เข้ามาไว้เป็น “คณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” (ข้อ 4 มาตรา 10) อันทำให้เสมือนว่า กอ.รมน.กำลังทำหน้าที่เป็นสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งติ (สมช.) และยิ่งดูสาระสำคัญในข้อ 4 ก็ยิ่งชัดเจนว่าคำสั่งนี้กำลังทำให้เกิดสภาความมั่นคงแห่งชาติอีกแบบ (คู่ขนานกับสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีอยู่แต่เดิม)

ผลจากการนี้ทำให้เห็นถึงการขยายบทบาทของทหารไทยในยามสันติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในการควบคุมงานความมั่นคงทั้งระบบ จนคล้ายกับการจัดตั้งรัฐบาลคณะเล็กในอีกรูปแบบหนึ่ง

การขยายบทบาทของทหารยามสันติ

ในเชิงสาระ การขยายบทบาทเช่นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากการปรับเปลี่ยนนิยาม โดยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีความหมายว่า “การดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใดที่เป็นภัย หรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ รวมถึงในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้กลับสู่ภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ” (ข้อ 1)


หากพิจารณาจากการกำหนดนิยามใหม่เช่นนี้ภารกิจของ กอ.รมน.กำลังจะกลายเป็นงานแบบ “ครอบจักรวาล” เพราะคำสั่งนี้เปิดโอกาสให้ กอ.รมน.กำหนดเองว่า “สถานการณ์ใดที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัย” ซึ่งเท่ากับเปิดช่องทางให้เกิดการตีความได้อย่างไม่จำกัด อันจะทำให้กองทัพในอนาคตสามารถมีบทบาทกว้างขวางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมการตีความของฝ่ายทหารเช่นนี้ได้เลย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การนิยามใหม่ตามข้อ 1 ของกฎหมายนี้ก็คือการเปิดช่องทางให้กองทัพดำรงบทบาทอย่างรอบด้านไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์สงครามรองรับ เพราะโดยปกติเป็นที่ยอมรับกันว่า กองทัพจะสามารถขยายและดำรงบทบาทแบบรอบด้านไว้ในสังคมได้ก็เป็นเงื่อนไขยามสงคราม แต่สถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทยไม่อยู่ในภาวะสงคราม คำสั่งฉบับนี้กลับขยายบทบาทของทหารอย่างมากผ่าน กอ.รมน. สภาวะเช่นนี้อาจทำให้ถูกตีความได้ว่า กอ.รมน.ในอนาคตกำลังกลายเป็น “รัฐบาลน้อย” ที่ควบคุมประเทศผ่านการตีความปัญหาความมั่นคงได้อย่างไม่จำกัด

การขยายบทบาทเช่นนี้ยังครอบคลุมไปถึงงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพราะนิยามใหม่ได้กำหนดให้ กอ.รมน.เข้าไปทำภารกิจในงานเช่นนี้อีกด้วย แต่เดิมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นงานการป้องกันของฝ่ายพลเรือน (หรือที่เรียกว่างาน “civil defense”) แต่คำสั่งนี้เท่ากับเปิดบทบาทใหม่ให้ กอ.รมน.เข้าไปคุมงานนี้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) และคงต้องตระหนักว่าคำว่า “สาธารณภัย” มีนิยามอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ อุบัติภัย และยังมีขอบเขตรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรม ซึ่งงานนี้เป็นภารกิจกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยตรง แต่โดยคำสั่ง คสช. งานนี้จะถูกโอนไปไว้ภายใต้การควบคุมของ กอ.รมน. อันเท่ากับว่าในอนาคต กอ.รมน.จะเป็นผู้ดำเนินการและจัดทำแผนงานด้านการป้องกันภัยเช่นนี้โดยตรง

ซึ่งเท่ากับการส่งสัญญาณว่า กอ.รมน.จะเป็นผู้จัดการงานนี้แทนกระทรวงมหาดไทย (นอกเหนือจากการเป็นสภาความมั่นคงดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น) และในการนี้ยัง “ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนและแนวทางนั้นด้วย” (หมายถึงแผนและแนวทางที่ กอ.รมน.ได้จัดทำขึ้น)
ซุปเปอร์กระทรวง

หากพิจารณาสาระของคำสั่งและการสั่งการให้สำนักงบประมาณจัดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการของ กอ.รมน. แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าองค์กรนี้กำลังกลายเป็น “ซุปเปอร์กระทรวง” ในระบบบริหารราชการแผ่นดินของไทย เพราะมีภารกิจแบบครอบคลุมทุกเรื่อง ในอีกด้านหนึ่งก็อาจตีความได้ว่า กอ.รมน.กำลังจะถูกสร้างให้เป็นดัง “Homeland Security” ซึ่งเป็นองค์กรความมั่นคงภายในของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และถือกำเนิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐ ในวันที่ 11 กันยายน 2544 แต่การจัดตั้งองค์กรนี้ของสหรัฐเกิดขึ้นเพราะกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยอเมริกันไม่ได้มีบทบาทความมั่นคงภายในเช่นในแบบของไทย หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลอเมริกันจึงต้องจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้น

ดังนั้น การขยายบทบาทของ กอ.รมน. เช่นนี้จึงกลายเป็นปัญหาในตัวเองอย่างมาก เว้นเสียแต่การขยายบทบาทภายใต้คำสั่งนี้เป็นไปเพื่อการคงบทบาทของกองทัพไว้ในสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าการเมืองไทยจะเป็นรูปแบบใดในอนาคต เพราะไม่ว่าการเมืองจะเป็นเช่นไร กองทัพก็จะมีบทบาทแบบ “ครอบจักรวาล” และมีภารกิจแบบ “ไร้ขีดจำกัด” ได้ตลอดเวลา

ฉะนั้น “ซุปเปอร์ กอ.รมน.” จะเป็นหลักประกันต่อการมีบทบาทเช่นนี้ในอนาคต ซึ่งเท่ากับการส่งสัญญาณว่านอกจากการถอนตัวของทหารออกจากการเมืองไทยจะเป็นสิ่งที่ไทยเป็นไปไม่ได้แล้ว การลดบทบาทของทหารในการเมืองก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเช่นกันด้วย!